คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน

ตอนที่ 92 : เล่ม 4 - ตอนที่ 47- คำชี้แนะของดาธ (ครึ่งหลัง)


     อัพเดท 4 ม.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : มือเดียวค้ำฟ้า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มือเดียวค้ำฟ้า
My.iD: https://my.dek-d.com/eva00r
< Review/Vote > Rating : 99% [ 3,288 mem(s) ]
This month views : 39 Overall : 262,794
4,383 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 290 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 92 : เล่ม 4 - ตอนที่ 47- คำชี้แนะของดาธ (ครึ่งหลัง) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1022 , โพส : 0 , Rating : 100% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ลูทที่ถือกระบี่เขี้ยวราชสีห์กลับอ้าปากตาค้างเมื่อเห็นอาจารย์ยืนอยู่บนกระบี่ของตน
บลูสบใจเมื่อเห็นเป้าหมายอย่างชัดเจน ปลดปล่อยเอลจากประตูทั้งสามบาน เกิดเป็นพยุหะกระสุนวารีออกจากวิสุทธิ์ศาสตรา ครั้งนี้กระสุนวารีมีด้วยกันทั้งหมดสิบสามลูก แสดงว่าทายาทแห่งอาร์คาน่าผู้นี้สามารถใช้กระสุนวารีได้อย่างเต็มรูปแบบ สิบลูกนั้นมาจากเอลของเขาเอง ส่วนอีกสามลูกมาจากเอลไลท์ที่หยิบยืมมาจากวิสุทธิ์ศาสตรา หากคอร์เนเลียผู้เป็นเจ้าของวิชานี้เห็นคงจะต้องทึ่งในความเป็นอัจฉริยะ ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถลอกเลียนเอลระดับจอมปราชญ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“ยอดเยี่ยม” เสียงกล่าวชมเชยดังขึ้นเป็นคำรบสาม เห็นร่างของอาจารย์กางมือออกข้างหนึ่งร่ายเอลม่านสายชลในเสี้ยววินาที ต้านรับกระสุนวารีไว้ได้ถึงสิบสองลูกติดๆกัน บลูเองแทบไม่เชื่อสายตาว่าม่านสายชลธรรมดาจะสามารถรับกระสุนวารีจากประตูสามบานได้โดยไม่สะทกสะท้าน แต่ก็ยังคาดหวังกับกระสุนวารีลูกสุดท้ายที่กำลังจะกระทบม่านสายชล
ลูทรู้ดีว่าบลูต้องการอะไรจึงพลิกเขี้ยวราชสีห์ขึ้นฟ้า บังคับให้ร่างของอาจารย์ดาธตกวูบลง เปลี่ยนมาถือกระบี่ด้วยมือซ้าย เปลี่ยนการโคจรซันในร่างมาเป็นเอล กระโดดขึ้นสูงดึงดูดกระสุนวารีลูกสุดท้ายเข้าที่ปลายกระบี่ ฟาดฟันต่างดาบด้วยทักษะเอลผสานศาสตราเข้าใส่อาจารย์ดาธในแนวดิ่ง นับเป็นศัสตราวุธธาตุน้ำอันสมบูรณ์แบบ
อาจารย์ดาธมองท่านี้ผ่านแว่นกรอบไม้โอ๊คถึงกับยิ้มที่มุมปาก กล่าวว่า “คาดไม่ถึงจริงๆ” พลางหย่อนตัวลงยืนที่พื้นอย่างนิ่มนวล ยกไม้พายทำกับข้าวขึ้นตั้งรับใช้เอลน้ำผสานศาสตราจนไม้พายมีธาตุน้ำเช่นเดียวกับเขี้ยวราชสีห์
ปง! ไม้พายกับปลายกระบี่ปะทะกันอย่างจัง
เขี้ยวราชสีห์มิอาจฟันเข้าไปในเนื้อไม้พายได้สักส่วนเสี้ยว กระสุนวารีที่เคลือบไว้ภายนอกกลับสลายไปเนื่องจากปะทะหักล้างกับธาตุน้ำที่เคลือบเอาไว้
ขณะที่บลูกับลูททั้งสองอยู่ในสภาพตกตะลึง อาจารย์ดาธพลันขยับท่าร่างเข้าหาโรซาไลน์และรินะที่อยู่รอบนอก
ลมกรรโชกอันเกิดจากเอลแห่งลมพัดวูบหนึ่งตามทิศทางการวิ่งของอาจารย์ เห็นมัดผมสีน้ำตาลที่ผูกไว้ด้านหลังสะบัดตามแรงลม กระแสลมพัดหวืดหวือเข้ากระแทกสตรีทั้งสองล้มลงพื้นส่งเสียงกรีดร้องเบาๆครั้งหนึ่ง
อาจารย์ดาธหัวเราะฮาๆ มองลงไปเบื้องล่างกล่าวกับโรสและรินะที่ไม่ยินยอมพร้อมใจว่า “พวกเจ้าพ่ายแพ้แล้ว”
 
บุรุษหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งแหงนคอมองจันทราที่หลังคาบ้านร้าง ข้างโบสถ์ของเทพเจ้าฟีด้า
                ไม่มีอะไรจะเป็นสุขยิ่งไปกว่าวินาทีเหล่านี้อีก ข้างกายหญิงสาวพกพากระบี่สั้นอันเป็นสัญลักษณ์แห่งต้นตระกูลที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ส่วนข้างกายบุรุษหนุ่มนั้นพกพากระบี่เหล็กกล้าที่มีรอยบิ่นอยู่เต็มไปหมด แต่นั่นก็เป็นกระบี่ที่ช่วยให้ทั้งสองได้มีวันที่มาแหงนคอมองท้องนภาด้วยกัน ดั่งเช่นคืนนี้
                “สุขสันต์วันเกิดครบรอบสิบแปดปี” เสียงอันอ่อนหวานของหญิงอันเป็นที่รักดังขึ้นที่ข้างโสตประสาท
                “ขอบคุณที่มาชมจันทราเป็นเพื่อนข้าในค่ำคืนนี้” เสียงอันนุ่มลึกของชายหนุ่มกล่าวตอบ
                ท้องนภาในคืนเดือนหงายนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้ดวงดารา ปรากฏเห็นจันทราลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ กลบแสงจากดวงดาราอื่นๆไปสิ้น เช่นเดียวกับความคิดของบุรุษหนุ่มผมน้ำตาลผู้นี้ ที่เปรียบหญิงสาวข้างตนดั่งดวงจันทรา ที่มิอาจมีสตรีใดๆทัดเทียม
                “สามเดือนที่ผ่านมา วิชากระบี่ของเจ้าเรียกได้ว่ารุดหน้าไปยิ่งกว่ารุ่นน้องคนใด ข้าเองคิดไม่ถึงว่าสตรีที่มีจิตใจอ่อนโยนเช่นเจ้า จะมีความสามารถในเชิงกระบี่เพียงนี้”
                “หามิได้ ข้าทราบดีว่าท่านที่เป็นคู่ซ้อมจงใจอ่อนข้อให้ตลอดเวลา ปรับเพลงกระบี่ให้คล้ายคลึงกับเพลงกระบี่สั้นของข้า เปิดช่องว่างที่ไม่จำเป็นชี้นำทักษะการดวลกระบี่ของข้าโดยมิเอ่ยปาก”
                “ความแตกเสียแล้ว เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
                “จะเป็นใครเสียได้หากมิได้เค้นถามจากพี่ชานอนเพื่อนสนิทของท่าน แต่วิงวอนท่านประการหนึ่งขออย่าได้ตำหนินาง”
                บุรุษหนุ่มส่ายศีรษะด้วยความช่วยมิได้ กล่าวว่า “จะไปตำหนินางได้อย่างไร ในเมื่อข้าทราบดีว่าเจ้านั้นต้องรู้ระแคะระคายเป็นเบื้องต้นเสียก่อน การที่เจ้าไปถามชานอนเป็นเพียงการยืนยันความคิดของตนเองเท่านั้น จะอย่างไรความก็แตกอยู่ดี จริงหรือไม่?”
                “ท่านดูนี่สิ” หญิงสาวยื่นกระดาษสีชมพูใบเล็กๆใบหนึ่งให้ โดยที่มิได้ตอบคำถามเมื่อครู่ บุรุษหนุ่มรับมาเห็นเป็นกระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีรูปหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนั่งเคียงคู่กันอยู่บนหลังคา โดยมีจันทราและดวงดาราอยู่บนท้องฟ้า มันมิใช่ภาพวาดที่สวยประดุจจิตรกรลงพู่กัน แต่เป็นเพียงลายเส้นปากกาหยาบๆ ที่หญิงสาวพึ่งจะขีดเขียนเมื่อครู่
                แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความรัก
ถึงตอนนี้มืออันหยาบกร้านก็ยื่นไปสัมผัสมือที่เนียนนุ่ม กุมเอาไว้แทนความหมายของคำว่า “รัก”
                สตรีผมแดงยิ้มให้บุรุษหนุ่มอย่างอ่อนหวาน ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาแทนที่ ประสานนิ้วมือเล็กเรียวเข้ากับมืออันใหญ่โตของบุรุษหนุ่มเป็นการตอบรับ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากมือข้างนั้น
                ข้างกายทั้งสองวางเอาไว้ด้วยตะกร้าดอกไม้ใบหนึ่ง โชยกลิ่นดอกลิลลี่จางๆเข้ามาสู่นาสิก จำกัดอยู่เพียงคู่รักเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้สัมผัส หลังคาบ้านร้างกลายเป็นห้วงวิมานในดินแดนสวรรค์ ที่คนทั้งสองอยากจะหยุดเวลามิให้ขยับเขยื้อน เช่นนี้ตลอดกาล
                แต่นั่นมิอาจเป็นไปได้ ไม่มีงานเลี้ยงใดๆที่ไม่มีการเลิกรา แม้จันทราจะงดงามสักเพียงใด หากรัตติกาลเคลื่อนคล้อย ดวงตะวันร้อนแรงก็จะมาแทนที่
                “เวลานี้ดึกมากแล้ว” หญิงสาวกล่าวพร้อมลุกขึ้น พอนางเห็นบุรุษหนุ่มที่เอนร่างอยู่บนหลังคากำลังจะลุกขึ้นตาม ก็ชิงกล่าวทัดทานว่า “ข้าไม่อยากให้ท่านไปส่ง ไม่ต้องการที่จะกล่าวคำอำลาใดๆ อยากจะเก็บค่ำคืนนี้เอาไว้เป็นความทรงจำที่แสนงดงามตลอดไป จะได้หรือไม่?”
                “แล้วแต่ความต้องการของเจ้าเถิด ... ข้าชมชอบเจ้า”
                หญิงสาวได้ยินคำสารภาพรักจากบุรุษหนุ่มจึงอุทานออกมาดังอา ก่อนจากไปนางคล้ายจะกล่าววาจาอันใดแต่ไม่มีเสียงออกมาจากริมฝีปาก พลันพลิ้วกายจากไป ปล่อยให้บุรุษหนุ่มอ่านริมฝีปากของนางว่า “ข้าชมชอบเจ้า”
                บุรุษหนุ่มอายุสิบแปดปีบริบูรณ์หิ้วตะกร้าดอกไม้ที่ภายในบรรจุกล่องยาวห่อของขวัญชิ้นหนึ่ง เดินกลับบ้านด้วยความสำราญใจ ค่ำคืนนี้อาจเป็นค่ำคืนที่มีความสุขที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะคำพูดที่ไร้เสียงประโยคนั้น
 
ไกพบเห็นรหัสของชานอนจึงเดินไปตามทางที่ระบุไว้จนมาถึงร้านขายสมุนไพรแห่งหนึ่ง มองป้ายชื่อร้านขายสมุนไพรจนแน่ใจว่ามาถูกร้านแล้วค่อยเลิกม่านเดินเข้าไปในร้าน
มือปราบชั้นหนึ่งกล่าวกับเถ้าแก่ตามรหัสที่ชานอนเขียนเอาไว้ว่า “พิราบบินสู่นภา” เมื่อรหัสผ่านถูกต้องเถ้าแก่จึงพยักหน้าครั้งหนึ่งกล่าวเชื้อเชิญให้ตามไปที่หลังร้าน
                ประตูห้องพลันเปิดออกมาเห็นร่างของสาวใหญ่ผมสีทองยาวประบ่าดวงตาสีน้ำทะเลเดินออกมาพอดี จ้องมองมาที่ไกอย่างเหลือเชื่อมิได้กล่าวอันใด
                ไกยิ้มให้กับเพื่อนสนิทผู้นี้ครั้งหนึ่งกล่าวว่า “ยินดีที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง”
                ชานอนยิ้มตอบกล่าวว่า “ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะต้องรอดมาได้”
                รอยยิ้มของไกเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างเต็มฝืนเมื่อกล่าวว่า “นี่ต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้ข้าไม่ต้องปะทะกับวานเตส”
                ชานอนทวนคำว่า “วานเตส” ครั้งหนึ่งจากนั้นจึงกล่าวว่า “อะไรกัน นี่เจ้าเผชิญกับอัศวินดำอันดับหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
                ไกพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่ผิด ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังประมือกับทายาทรุ่นปัจจุบันของตระกูลชไวน์อีกกระบวนหนึ่ง นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นหนึ่งในอัศวินดำ”
                ชานอนกล่าวด้วยความสงสัยว่า “นั่นคือซิฟเฟอร์ที่ดำรงตำแหน่งอัศวินดำหมายเลขสี่ พบกับมัจจุราชสองคนในคราวเดียวกันเช่นนี้เจ้ารอดมาได้อย่างไรกัน?”
                รอยยิ้มของไกยิ่งฝืนเข้าไปอีกเมื่อนึกถึงโซเฟีย กล่าวว่า “โชคดีที่ขบวนรถม้าของสมาชิกสภาโจนาธานผ่านมาพอดี การต่อสู้ครั้งนี้จึงคลี่คลายลงไปด้วยดี”
                ชานอนเห็นสีหน้าของไกผิดปกติจึงเข้าใจได้ทันทีว่าในขบวนรถม้าที่ไกกล่าวถึงจะต้องมีโซเฟียรวมอยู่ในนั้นด้วย จึงกล่าวเปลี่ยนเรื่องว่า “พอดีสตีเฟ่นกับองครักษ์ที่ชื่อลาโทน่าไม่อยู่ที่นี่ เจ้าจะรอพวกเขาหรือไม่ พวกเราจะได้ประชุมกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป?”
                “ไม่เป็นไร เมื่อข้าเสาะพบสถานที่นี้แล้วสมควรจะไปบอกบลูกับโรสเสียก่อน เมื่อพวกเราอยู่กันพร้อมหน้าจึงจะได้พูดคุยทีเดียวให้รู้เรื่องไป”
                “พวกเขาทั้งสองปลอดภัยใช่หรือไม่?” ทั้งบลูกับโรสล้วนเป็นศิษย์ของชานอนนางจึงมีความผูกพันมากเป็นพิเศษ
                “พวกเขาปลอดภัยดี อีกครู่หนึ่งเมื่อข้าแจ้งข่าวกับบลูและโรสแล้วจะพาพวกเขามาหาเจ้า”
                ชานอนบอกให้ไกรอสักครู่ กล่าวว่า “ข้าอยากจะพบศิษย์ทั้งสองเช่นกัน คงไม่รังเกียจใช่หรือไม่ที่ข้าจะร่วมทางไปด้วยคน”
 
เมื่อโรสกับรินะถูกปรับแพ้ตามกติกาจึงหลงเหลือเพียงบลูกับลูทสองคนการประลองก็ยังคงดำเนินต่อไป
                สหายคู่หูกระชับหนึ่งกระบี่หนึ่งกระบองในมือมั่น สายตาทั้งสี่ข้างจับจ้องไปที่อาจารย์ของตน พลันเกิดความย่นระย่อขึ้นในใจเมื่อเห็นท่าร่างของอาจารย์ที่ตอบโต้การจู่โจมของพวกเขาสี่คนได้ราวกับไม่มีอะไรน่าหนักใจ
                ลูทระบายลมหายใจออกจากปากโดยแรงกล่าวว่า “เอาอย่างไรกันดี?”
                บลูที่เจ้าปัญญาพลางอับจนปัญญากล่าวว่า “ตามแผนเดิมก็แล้วกัน”
                แผนที่พวกเขากล่าวถึงคือการผลัดกันรุกจนฝ่ายตรงข้ามไม่ทันได้พักผ่อนหายใจ ใช้คนหนึ่งอุดช่องว่างของอีกคนหนึ่งสลับกันโจมตี ซึ่งเป็นแผนการที่ใช้กันมาโดยตลอดและส่วนใหญ่จะประสบผลสำเร็จ
                ลูทพลันนึกถึงคำกล่าวของแจ๊คที่ให้เรียงร้อยซันไว้ตลอดเวลาแล้วบรรจุซันลงไปด้วยระยะเวลาเสี้ยววินาที สูดลมหายใจเข้าลึกๆเริ่มทำการเรียบเรียงซันในร่างจนเป็นเส้นสายอันสมบูรณ์ จากนั้นจึงก้าวไปเบื้องหน้าสองก้าวสะบัดเขี้ยวราชสีห์ออกด้วยเพลงกระบี่นายพราน ในเสี้ยววินาทีนั้นก็ใช้เคล็ดบรรจุซันเข้าไปในตัวกระบี่แทงไปเบื้องหน้า
                ทันทีที่เขี้ยวราชสีห์สะบัดออกประกายสีทองสว่างวาบแยกเข้าสู่จักษุ ไม่มีเสียงราชสีห์คำรณดั่งเช่นเคยหากแต่เปลี่ยนเป็นเสียงปานฟ้าร้องดังครืนสั้นๆในจังหวะที่บุรุษหนุ่มบรรจุซันเข้าไป กระบี่นี้แสดงให้เห็นว่าลูทบรรลุทักษะเบื้องต้นของการบรรจุซันในพริบตา ซันทะลวงที่แฝงไว้ในท่ากระบี่พุ่งเข้าใส่อาจารย์อย่างเกรี้ยวกราด
                “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะใช้กระบี่ลักษณะนี้ได้” อาจารย์ดาธเห็นกระบี่นี้ของลูทถึงกับยิ้มขึ้นมาที่มุมปาก มิได้คาดคิดมาก่อนว่าศิษย์ที่ไม่ชมชอบการต่อสู้คนนี้จะสามารถใช้ซันได้ถึงระดับนี้ ทำให้เขาต้องใช้ศาสตราอาคมด้วยหลักเอลผสานศาสตราร่ายเกราะปฐพีลงบนไม้พายเข้าตั้งรับ
                รินะที่ชมดูอยู่ด้านข้างเห็นศาสตร์แห่งซันของศิษย์พี่ถึงกับตาเป็นประกาย นางเองก็เป็นซันชินคนหนึ่งเช่นกัน
                กระบี่ของลูททะลวงเข้าใส่ไม้พายที่หุ้มด้วยเกราะปฐพีเข้าไปนิ้วหนึ่ง แต่ก็มิได้ทำให้ไม้พายเสียหายจนใช้การไม่ได้ เพียงแต่ฝากรอยกระบี่เอาไว้เท่านั้น
                ในขณะที่อาจารย์ดาธกำลังจะโต้กลับด้วยท่ารุก บลูได้ถาโถมเข้ามาด้วยกระบองวิสุทธิ์ศาสตราตามแผนที่ตกลงกันไว้ อุดช่องว่างของลูทไปสิ้น กระทำตามหลักเอลผสานศาสตราหยิบยืมพลังจากแร่เอลไลท์ทั้งสองปลาย เปิดผนึกประตูทั้งสามบานครึ่งด้วยเอลที่เขาถนัดมือนามว่าแถบกระบี่สุญญากาศ จากนั้นจึงฟาดกระบองในแนวดิ่งจากบนลงล่างก่อกำเนิดช่องว่างอันเกิดจากแถบกระบี่ที่เบื้องหน้า
                ครั้งนี้เรียกได้ว่าบลูทุ่มสุดตัวแล้วเหมือนกัน เอลจากประตูสามบานครึ่งที่มีอยู่นับเป็นเอลทั้งหมดในร่าง ช่วยผลักดันศักยภาพของเอลให้ก้าวไปเกือบถึงระดับเหนือเมฆา ซึ่งอยู่เหนือกว่าจอมปราชญ์ทั้หลายอีกขั้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงปราชญ์ธรรมดา แต่พอผ่านการต่อสู้มาหลายต่อหลายครั้ง ระดับของเขาเมื่อใช้ประตูบานเดียวจึงเลื่อนขึ้นไปถึงขั้นจอมปราชญ์ชั้นต้น เมื่อเปิดประตูสองบานจึงเขยิบขึ้นไปใช้เอลในระดับจอมปราชญ์ชั้นกลางได้ ประตูบานที่สามทำให้ร่ายเอลในระดับจอมปราชญ์ชั้นสูงเช่นกระสุนวารีได้สำเร็จ เมื่อรวมกับประตูอีกครึ่งบานที่ยังเปิดไม่สนิทระดับของอัจฉริยะผู้นี้จึงใกล้เคียงกับเหนือเมฆาเข้าไปทุกที
                อาจารย์ดาธเห็นว่าศิษย์คนนี้มีศักยภาพไม่สิ้นสุดจริงๆ เวลาที่ผ่านไปเพียงสองสามปีหล่อหลอมให้เขาเปลี่ยนจากคนหนึ่งไปเป็นอีกคนหนึ่ง เอลระดับนี้แม้ดาธเองก็มิกล้าต้านรับอย่าง         ปลอดโปร่ง จึงใช้การตอบโต้แทนการตั้งรับเมื่อผู้เป็นอาจารย์มองเห็นจุดอ่อนของศิษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง
                คิดได้เช่นนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งร่ายเอลชนิดเดียวกันนั่นคือแถบกระบี่สุญญากาศ เข้าปะทะกับแถบกระบี่สุญญากาศของบลู ใช้วิชาเดียวกันที่ความรุนแรงเท่ากันเข้าปะทะจนเกิดเสียงปังครั้งหนึ่ง แถบกระบี่สุญญากาศทั้งสองสลายไปกับธาตุอากาศ
บลูที่ทุ่มสุดตัวใช้เอลออกจนสุดแรงจึงอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถกระทำอะไรได้ขณะหนึ่ง อาจารย์ดาธอาศัยช่วงเวลานั้นปัดไม้พายเต็มแรงเข้าใส่กระบี่ลูทผลักดันร่างของลูทให้กระเด็นออกไปใส่บลู กระแทกกันกลิ้งหลุนๆกับพื้นหินเป็นอันพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย
แต่โรสและรินะที่ด้านข้างพลันโห่ร้องขึ้นมาด้วยความดีใจ เมื่อทั้งสองพบว่าไม้พายของอาจารย์ดาธแตกเป็นเสี่ยงๆ!
อาจารย์ดาธเดินไปหาลูทกับบลูทั้งสองฉุดดึงพวกเขาขึ้นมาพร้อมกับกล่าวว่า “การประลองครั้งนี้ถือว่าเสมอ ข้าคิดไม่ถึงจริงๆว่าพวกเจ้าจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเล่นงานข้าได้”
ความจริงแล้วเสี้ยววินาทีที่ลูทถูกไม้พายกระแทก บลูที่เคยได้รับบทเรียนจากการใช้เอลจนสุดตัวแล้วเกิดช่องว่างในคราวก่อนๆจึงกักเอลไว้เล็กน้อย ก็ได้ร่ายพสุธากัมปนาทเข้าใส่กระบี่ของลูทในจังหวะนั้นทันที ปลายกระบี่ที่ใช้รับไม้พายของอาจารย์ดาธจึงมีแรงต่อต้านเสริม จากนั้นพรานหนุ่มจึงบรรจุซันกระแทกเข้าไปในเสี้ยววินาที ทำให้ไม้พายต้านแรงที่ผสานระหว่างซันกับเอลไม่ไหวต้องแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ทันทีที่ทั้งสองลุกขึ้นมา พลันได้ยินเสียงเรียกของบุรุษคนหนึ่งที่คุ้นเคยจากนอกบริเวณบ้านว่า “บลู โรส พวกเจ้าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
 
ประตูเปิดออกไกกับชานอนสองคนเดินเข้ามาในบ้านพัก เมื่อทั้งหมดพบหน้ากันก็ปลื้มปิติชักชวนกันโอภาปราศรัยถึงเรื่องราวที่ตนเองเผชิญหลังแยกทาง
                ไกและชานอนเห็นชายวัยกลางคนผมยาวสีน้ำตาลที่ยืนอยู่ท่ามกลางพวกลูทก็เกิดความรู้สึก “ลึกล้ำสุดหยั่งคาด” ขึ้น จากเปลือกนอกบุรุษผู้นี้เหมือนจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง แต่เมื่อพวกเขาทดลองมองหาจุดอ่อนที่พอจะสามารถฉกฉวยได้กลับหาไม่พบแม้แต่จุดเดียว ทวงท่าของบุรุษตรงหน้ากลมกลืนไปกับธรรมชาติจนมิอาจแยกออกได้ ว่าเป็นอิริยาบถที่มิได้ระวังตัวหรือเตรียมพร้อมที่จะรับทุกสถานการณ์
                อาจารย์ดาธเดินเข้ามาหาพวกลูทกล่าวว่า “ชายหนุ่มหญิงสาวสองคนนี้เป็นสหายของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ? ไม่แนะนำให้ข้ารู้จักบ้างเล่า”
                โรซาไลน์จูงมืออาจารย์ดาธและรินะทั้งสองมายืนอยู่หน้าไกและชานอน กล่าวว่า “นี่คืออาจารย์ดาธของพวกเรา และนี่คือศิษย์น้องเล็กชื่อรินะมีศักดิ์เป็นน้องสาวของยอดหญิงยูกิ ส่วนนี่คือพี่ไกที่ดำรงตำแหน่งมือปราบชั้นหนึ่งแห่งภาคตะวันตก และครูชานอนแห่งโรงเรียนเซนต์เอลลิส”
                อาจารย์ดาธกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าไปรู้จักมือปราบชั้นหนึ่งกับครูสาวสวยสองคนนี้ได้อย่างไรกัน ยินดีที่ได้รู้จักกับน้องทั้งสอง ข้าชื่อดาธเป็นอาจารย์ของลูกศิษย์สี่คนนี้”
                ทั้งไกและชานอนมองอย่างไม่เชื่อสายตาว่าบุรุษที่ดูธรรมดาๆผู้หนึ่ง จะเป็นอาจารย์ของบุรุษหนุ่มหญิงสาวที่มีศักยภาพสูงเหล่านี้
                ไกกล่าวทักทายเมื่อแรกพบตามประเพณีว่า “ได้ยินพวกน้องทั้งสามเอ่ยถึงท่านอาจารย์มาหลายครั้งหลายหน พวกเขามีความเก่งกล้าสามารถและศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองอย่างไม่รู้จบจริงๆ ข้าไก รัสเซลนับถือในความสามารถของท่านที่อบรมศิษย์เหล่านี้มาได้”
                ชานอนกล่าวขึ้นเช่นกันว่า “ข้าชานอนยินดีที่ได้รู้จักแต่ปัจจุบันมิใช่ครูของโรงเรียนเซนต์เอลลิส”
                โรสถามแทรกขึ้นทันทีว่า “เพราะเหตุใดครูชานอน?”
                ชานอนเล่าคร่าวๆถึงเหตุการณ์ที่พบกับผู้อำนวยการทอริอุส ชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจว่าตนเองถูกพักการสอนจนกว่าจะเสร็จเรื่องราวที่วุ่นวาย
                อาจารย์ดาธกล่าวขึ้นว่า “ดูท่าพวกเจ้าคงจะมีเรื่องราวคอขาดบาดตายที่จะต้องสนทนาอย่างนั้นใช่หรือไม่ แต่ก่อนที่พวกเราจะคุยกันถึงเรื่องนั้นขอเวลาข้าสักครู่หนึ่งสำหรับทำการชี้แนะลูกศิษย์ทั้งสี่ หาไม่แล้วการทดสอบฝีมือเมื่อครู่จะไร้ซึ่งความหมาย”
                แน่นอนว่าทั้งไกและชานอนต่างไม่ขัดข้องกับคำขอร้องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้
                อาจารย์ดาธจึงเริ่มแนะนำเป็นรายคนว่า “เริ่มที่เจ้าก่อนโรซาไลน์ สิ่งที่ข้าได้สอนให้กับเจ้าคือเอลที่ห้าในเรื่องการรักษา ซึ่งนับเป็นครึ่งหนึ่งของพื้นฐานฝีมือเจ้าในตอนนี้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่ได้พัฒนามาก็คือการต่อสู้จากระยะไกล นับว่าเดินมาถูกทางแล้ว โดยปกติข้าเน้นการสอนเพียงครึ่งหนึ่งเสมอให้อิสระแก่เจ้าในการเติมเต็มอีกครึ่งหนึ่งด้วยตนเอง แต่สิ่งที่ข้าจะชี้แนะในวันนี้ก็คือการที่เจ้ามิอาจหล่อหลอมทักษะทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างไร้ตะเข็บได้ ทั้งการรักษาและการต่อสู้จากระยะไกล หากกระทำได้ฝีมือของเจ้าจะพัฒนาไปมากกว่านี้ ข้าดูออกว่าเจ้ามีพื้นฐานทางด้านศาสตราอาคมอยู่บ้างและสมควรจะฝึกฝนมันให้มากขึ้น มิใช่เฉพาะวิชาโจมตีหากแต่รวมไปถึงวิชาป้องกันด้วย แต่นั่นเป็นสิ่งที่ข้ามิอาจสอนโดยละเอียด เจ้าต้องค้นหามันด้วยตนเอง สร้างมันด้วยตนเองและบัญญัติมันขึ้นด้วยตนเอง การเป็นเจ้าของเส้นทางที่กำลังจะเดินจะนำมาสู่เส้นทางเดินที่สวยงามที่สุดของชีวิต”
                โรซาไลน์พยักหน้ารับรู้คำแนะนำของอาจารย์ดาธ กล่าวว่า “ข้าเองก็คิดเหมือนกับที่อาจารย์ชี้แนะ รู้สึกได้ว่าตนเองอยู่ในขั้นตอนของการลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา เมื่ออาจารย์แนะนำว่าตอนนี้เดินมาถูกทางแล้วข้าก็ดีใจ และต้องขอขอบคุณครูชานอนที่ช่วยชี้จุดบกพร่อง เป็นเหตุให้ข้าพัฒนาตนเองมาถึงขั้นนี้ด้วย”
                อาจารย์ดาธพลางกวาดสายตาที่ขอบคุณไปยังชานอน อดีตครูสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงยิ้มตอบ นางเองรู้สึกภาคภูมิใจกับลูกศิษย์ผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง และคำนึงในใจว่าสิ่งที่อาจารย์ดาธกล่าวมานั้นเป็นคำชี้แนะที่ตรงเป้าตรงประเด็น เหมาะสำหรับวิธีการต่อสู้ของศิษย์สตรีผู้นี้เป็นที่สุด
                อาจารย์ดาธหันไปมองบลูจากนั้นจึงกล่าวว่า “สำหรับเจ้ามีด้วยกันสองประเด็น รู้หรือไม่ว่าประตูสี่บานที่เป็นแหล่งก่อกำเนิดเอลเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัว สิ่งที่ข้าพร่ำสอนเจ้าในอดีตนั้นคือการเปิดประตูที่หลับไหลอยู่ในร่างขึ้นมาทีละบานจนครบ แต่เจ้าเองยังมิอาจนำพลังของประตูเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างถูกต้อง จากการต่อสู้เมื่อครู่การที่ดึงพลังของประตูทุกบานออกมาใช้พร้อมๆกันทำให้แข็งแกร่งขึ้นมากก็จริง แต่การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยง ลองคิดดูว่ากระบวนท่าเมื่อครู่หลังจากข้าต้านรับพลังจากประตูทุกบานได้เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป? หากไม่มีลูทคอยช่วยเหลือโดยเป็นกันชนให้ครู่หนึ่งรับรองว่าเจ้าไม่มีทางรอดไปได้ เช่นนี้ถึงแม้เจ้าจะใช้เอลระดับเหนือเมฆาก็มิได้หมายความว่าเจ้าจะเอาชนะเอลลิสระดับจอมปราชญ์ได้ เนื่องจากเอลในร่างนั้นไม่ต่อเนื่องกัน นั่นคือประเด็นแรก”
                บลูฟังคำกล่าวเช่นนี้เข้าไปก็จุก เรียกได้ว่าเป็นคำพูดจี้ใจดำเขาทีเดียว
                ไกที่รับฟังอยู่ด้านข้างก็ต้องลอบพยักหน้าเห็นด้วยในใจ สิ่งที่บลูขาดก็คือความต่อเนื่องมิใช่พลังในการทำลายล้าง
                เมื่ออาจารย์ดาธเห็นว่าบลู “ย่อยสลาย” คำพูดเมื่อครู่เป็นความคิดแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า “ประเด็นที่สองคือเรื่องของศัสตราวุธ เรื่องนี้ข้าไม่เป็นห่วงมากเท่าใดเพราะกวาดตามองท่าทางก็รู้ได้ว่าเจ้ายังไม่ถนัดมือกับอาวุธชนิดนี้ แต่เรื่องศัสตราวุธก็มีความจำเป็นเช่นกัน การที่เจ้าจะพัฒนาตนเองให้อยู่ในระดับสุดยอดได้จำเป็นต้องมีวิชาศัสตราวุธรองรับมิใช่เพียงแต่ใช้เอลเท่านั้น วิสุทธิ์ศาสตราที่ถืออยู่นับเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเจ้า ซึ่งในจุดนี้ข้าสามารถแนะนำเจ้าได้ด้วยการให้ไปอ่านหนังสือระบุถึงวิชาประเภทกระบอง”
                “หนังสืออันใดหรืออาจารย์?”
                อาจารย์ดาธกล่าวว่า “เป็นหนังสือที่ข้าแต่งขึ้นมาเอง ภายในระบุถึงเกร็ดความรู้ทุกประเภทที่สั่งสมมา รินะเป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้พวกเจ้าสามารถขอยืมนางอ่านได้อย่างเต็มที่”
                จากนั้นอาจารย์ดาธจึงกล่าวกับรินะว่า “มาถึงเจ้าบ้าง วิชาจักรคู่และศาสตร์แห่งซันเบื้องต้นนั้นถือว่ายังพอใช้การได้อยู่ แต่ข้ารู้ดีว่าเจ้ามิอาจใช้รูนในสถานที่แห่งนี้ เพราะกลัวว่าพลังของรูนจะทำลายสถานที่พักแห่งนี้ไปใช่หรือไม่?”
                รินะพยักหน้ายอมรับ อาจารย์ดาธกล่าวต่อไปว่า “การที่เป็นเช่นนั้นแสดงว่ายังมิอาจศาสตร์แห่งรูนถึงระดับที่จะควบคุมสัตว์มายาเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง รูนนิคที่เก่งกาจจะต้องควบคุมสัตว์มายาได้ดั่งร่างของเจ้าเอง โดยดึงพลังจากในร่างมาใช้น้อยที่สุดในการควบคุมมันให้ปลดปล่อยพลังออกมามากที่สุด และถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็คือระหว่างที่เจ้ากำลังควบคุมสัตว์มายานั้นจะต้องโจมตีหรือตั้งรับด้วยจักรควบคู่ไปด้วย แนวทางการผสมผสานศาสตราเข้ากับรูนนี้จะพัฒนาฝีมือของเจ้าให้ดียิ่งขึ้น”
                ลูทพลันนึกถึงตอนที่พริมปลดผนึกคิเมร่ายิงลำแสงทะลวงพื้นดิน พลังของสัตว์มายามันช่างร้ายกาจเสียจริง หากรูนนิคมิอาจควบคุมมันได้อาจส่งผลกลับมาสู่ตัวรูนนิคเอง
                “สุดท้ายก็เป็นเรื่องของลูท ข้าสังเกตได้ว่าเจ้ามีพื้นฐานทั้งซันและเอลอยู่ในตัวซึ่งนั่นเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย รู้หรือไม่ว่าซันและเอลต่างขัดแย้งในตัวเอง ซันจะต้องบรรจุในขณะที่เอลจะต้องปลดปล่อย ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีวันเดินร่วมทางกันได้ แต่ก่อนที่ข้าจะชี้แนะต่อไปข้าอยากจะให้เจ้าช่วยใช้เอลสักครั้ง เอาเท่าที่เจ้ากระทำได้”
                ลูทพยักหน้าเปลี่ยนเป็นจับกระบี่ด้วยมือซ้ายหลับตารวบรวมเอลเอาไว้ที่ฝ่ามือ พยายามนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ปะทะกับโจรกลางแม่น้ำ ทำจิตใจให้สงบจดจ่อกับการใช้เอลเพียงอย่างเดียว พริบตานั้นจิตใจของเขาก็สงบเหมือนน้ำนิ่ง ท่อลำเลียงเอลที่เคยถูกกรุยทางเมื่อยามหมดสติอยู่กลางลำน้ำนอร์ริชก็เปล่งประสิทธิภาพออกมา แสงไร้สีสว่างวูบวาบจากมือซ้ายที่ถือเขี้ยวราชสีห์
                อาจารย์ดาธยิ้มพลางกล่าวว่า “ถือว่าเจ้าฝึกศาสตราไร้สภาพมาได้ประมาณสองส่วนแล้ว”
                ทันใดนั้นคนทั้งห้องก็อุทานขึ้นมาดังอา เมื่อได้ยินอาจารย์ดาธกล่าวถึงวิชาศาสตราไร้สภาพ เป็นการยืนยันได้ว่าวิชานี้มีอยู่จริง
                ลูทพลันถามย้ำให้แน่ใจว่า “วิชานี้มีอยู่จริงหรืออาจารย์?”
                อาจารย์ดาธพยักหน้ากล่าวว่า “วิชานี้มีอยู่จริง ข้าเองมิอาจใช้มันแต่สามารถยืนยันได้ว่ามีอยู่จริง เนื่องจากข้าเคยเห็นคนคนหนึ่งใช้วิชานี้มาแล้ว”
                ทั้งหมดถามขึ้นทันทีด้วยความสงสัยว่า “ใครกัน?”
                อาจารย์ดาธกล่าวว่า “อดีตมหาอุปราชแห่งอาณาจักรนอร์เวน ซอร์โด”
                คำกล่าวประโยคนี้เรียกเสียงอื้ออึงจากผู้คนในห้องอีกครั้ง “ในสงครามเจนีสเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนเวน ซอร์โดออกรบด้วยตนเองหนหนึ่ง ศาสตราไร้สภาพของเขาในครั้งนั้นจัดว่าฝึกได้สำเร็จถึงเก้าส่วนเมื่อเทียบกับท่านมินสเตอร์ผู้เป็นขุนพลคู่ใจของกษัตริย์อาเรสและอีกนัยหนึ่งก็คือผู้ก่อตั้งโรงเรียนเซนต์เอลลิสที่บัญญัติวิชานี้ขึ้น ศาสตราไร้สภาพขั้นแรกจะทำให้วัตถุที่ถือไว้ในมือมีสภาพคมกริบดั่งยอดศัสตราวุธ พอฝึกถึงขั้นสูงศาสตราไร้สภาพจะเปลี่ยนเป็นไร้สภาพอย่างแท้จริง อาวุธในมือผู้ใช้จะสามารถทะลุทะลวงวัตถุไปได้เหมือนกับวิญญาณ ขนาดกุญแจแห่งพิภพที่ร่ำลือกันยังมิอาจต้านทานอานุภาพได้ ศาสตราไร้สภาพของเวนฟันผ่านกุญแจแห่งพิภพเข้าผ่าร่างของกษัตริย์กาเรียแห่งเจนีสจนได้รับบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ในสมรภูมิ ข้าในฐานะของผู้อยู่ในเหตุการณ์จึงเข้าใจเป็นอย่างดี”
                ลูทครุ่นคิดถึงอานุภาพของศาสตราไร้สภาพที่เริ่มฝึกได้โดยบังเอิญ ขนาดฝึกเพียงเก้าส่วนยอดศัสตราวุธที่เป็นที่สุดในแผ่นดินยังไม่สามารถต้านทานอานุภาพของมันได้ หากฝึกได้ถึงสิบส่วนจะเป็นอย่างไร?
                อาจารย์ดาธกล่าวต่อไปว่า “แต่นี่มิใช่จะหมายความว่าเจ้าจะสามารถควบคุมศาสตราไร้สภาพได้ตลอดเวลา ต่างกับศาสตร์แห่งซันที่ใช้ออกเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าล่วงรู้หลักการใช้ซันที่ถูกต้องแล้ว การร้อยเรียงตลอดเวลาและบรรจุในพริบตาเป็นแก่นของศาสตร์แห่งซัน รู้หรือไม่หากบรรลุถึงจุดสุดยอดของศาสตร์แห่งซันแล้วเจ้าจะมิต้องเกรงกลัวอาวุธใดในโลกนี้อีกรวมถึงศาสตราไร้สภาพด้วย เนื่องจากซันเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ศาสตราไร้สภาพสามารถทะลวงผ่านวัตถุได้ก็จริงแต่ไม่สามารถทะลวงผ่านพลังงานได้ ทั้งสองสิ่งจึงเป็นดาวข่มกันโดยเฉพาะ
หากกล่าวว่าศาสตราไร้สภาพเป็นสุดยอดของการทำลายล้างด้วยการปลดปล่อยเอล ศาสตร์แห่งซันก็เป็นสุดยอดของการป้องกันที่ทัดเทียมกัน แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ นับเป็นทางเดินที่เจ้าจำเป็นต้องเลือกเพียงทางใดทางหนึ่ง”
                ห้องทั้งห้องเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดไปชั่วคราวเมื่อได้รับฟังคำวิจารณ์ของอาจารย์ดาธสำหรับแต่ละคน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำวิจารณ์ครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของศิษย์ทั้งสี่
                อาจารย์ดาธพลันหันมาทางไกและชานอนกล่าวว่า “ไหนๆข้าก็ชี้แนะลูกศิษย์ทั้งสี่ไปแล้ว ข้าอยากจะขอให้คำแนะนำกับน้องทั้งสองบ้าง พวกเจ้าจะรังเกียจหรือไม่?”
                ไกที่เห็นอาจารย์ดาธกล่าววิจารณ์พวกลูททั้งสามคนได้อย่างตรงเป้าตรงประเด็นจึงกล่าวทันทีว่า “คำแนะนำของท่านอาจารย์เปรียบเสมือนเพชรทองพวกเราจะรังเกียจได้อย่างไร?”
                ชานอนกล่าวสนับสนุนว่า “หากพวกเราได้รับคำชี้แนะนับว่าเป็นโชคดีของพวกเราแล้ว”
                อาจารย์ดาธขยับกรอบแว่นไม้แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าทั้งสองนั้นจัดอยู่ในระดับจอมปราชญ์ทั้งสิ้นนับว่าหาได้ยากในหมู่คนทั่วไป ทว่าการก้าวจากระดับจอมปราชญ์ขึ้นไประดับเหนือเมฆานั้นทำได้ยากยิ่งกว่า เพราะช่องว่างระหว่างระดับจอมปราชญ์ชั้นสูงกับระดับเหนือเมฆานั้นกว้างกว่าระดับก่อนๆมากนัก แต่เมื่อได้สัมผัสเอลที่ไหลอยู่ในกายของพวกเจ้า ทำให้รู้ว่าพวกเจ้ามีศักยภาพในการก้าวไปถึงระดับนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องชายผู้นี้มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นถึงระดับแห่งฟ้าเสียด้วย”
                ไกได้ยินเช่นนั้นจึงลอบตื่นเต้นยินดี กล่าวว่า “ได้โปรดชี้แนะ”
                “ข้ารู้สึกได้ว่าในตัวของเจ้ามีพลังงานอีกสายหนึ่งหลับไหลอยู่ยังไม่แสดงออกมา ไม่รู้ว่าเจ้ารู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันหรือไม่ แต่ในวันใดที่สามารถนำพลังงานเส้นนั้นออกมาใช้เคียงคู่กับเอลน้ำแข็งได้แล้วล่ะก็ จะเป็นวันที่เจ้าก้าวขึ้นไปสู่ระดับแห่งฟ้า”
                จากนั้นอาจารย์ดาธจึงหันมากล่าวกับชานอนว่า “ส่วนเจ้านั้นภายในกายมีเอลที่เจ็ดไหลเวียนอยู่ แต่มิได้มีหนทางลัดอย่างเช่นน้องชายผู้นี้ที่สามารถก้าวไปถึงระดับแห่งฟ้าได้ในระยะเวลาอันสั้น มิใช่ว่าข้าจะบอกว่าเจ้าไม่มีหนทางในการก้าวไปถึงระดับนั้น เอลแห่งมิติเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เจ้าพบกับความสำเร็จในระดับแห่งฟ้า ขอเพียงหลอมรวมเอลแห่งมิติเข้ากับวิชาการต่อสู้ได้ทุกขณะจิต เจ้าก็จะเขยิบเข้าใกล้ระดับแห่งฟ้าไปทีละก้าว ข้าเข้าใจดีว่าเอลที่เจ็ดนั้นแปรปรวนและควบคุมยากยิ่งกว่าเอลที่หนึ่งถึงหกอยู่หลายเท่า แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันก็คุ้มกันมิใช่หรือ กับการที่จะก้าวไปสู่ระดับแห่งฟ้า”
                ทั้งไกและชานอนที่ฝึกฝีมือมาจนถึงขั้น “อยู่ตัว” พอได้รับคำแนะนำสะกิดเข้าจึงมองเห็น “หนทางสว่าง” ที่จะพัฒนาตนเองไปได้ เปรียบกับพวกลูททั้งสี่แล้วหนทางสว่างที่อาจารย์ดาธชี้ให้ครั้งนี้มีความหมายมากกว่ายิ่ง การที่ยอดฝีมือจะขยับขึ้นไปได้ก้าวหนึ่งนับว่ายากเย็นแสนเข็ญ ต้องลองผิดลองถูกมากมายกับวิชารอบตัวเพื่อปรับให้เข้ากับแนวทางของตนที่ไม่มีผู้ใดสอนได้ แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองสมควรจะขยับไปทิศทางใดจึงเปรียบเสมือนเดินเส้นทางลัดย่นระยะเวลาไปหลายปี
                อาจารย์ดาธขยับแว่นตาครั้งหนึ่ง กล่าวว่า “เรื่องทั้งหมดที่ข้าอยากกล่าวก็มีเพียงเท่านี้ ต่อไปคงถึงคราวที่พวกเจ้าจะเล่าเรื่องวุ่นวายบางประการออกมาแล้วกระมัง”
                ชานอนและไกจึงกล่าวเชิญชวนทุกคนไปที่ร้านขายสมุนไพรเพื่อประชุมกันอย่างเป็นทางการ เพื่อรับมือกับการปฏิวัติที่ใกล้เข้ามาทุกที


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 92 : เล่ม 4 - ตอนที่ 47- คำชี้แนะของดาธ (ครึ่งหลัง) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 1022 , โพส : 0 , Rating : 100% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android