คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน

ตอนที่ 93 : เล่ม 4 - ตอนที่ 48 - ความในใจ


     อัพเดท 4 ม.ค. 51
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : มือเดียวค้ำฟ้า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ มือเดียวค้ำฟ้า
My.iD: https://my.dek-d.com/eva00r
< Review/Vote > Rating : 99% [ 3,288 mem(s) ]
This month views : 36 Overall : 262,894
4,383 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 290 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 93 : เล่ม 4 - ตอนที่ 48 - ความในใจ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 961 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ภาคปฏิวัติ!
ตอนที่ 48 ความในใจ
14 กุมภาพันธ์ อศ. 226
 
ยามสายัณห์ อาจารย์ดาธ ศิษย์ทั้งสี่ ไกและชานอนก้าวเท้าเข้าไปยังหลังร้านขายสมุนไพร
                ทันทีที่พวกเขาเดินเข้าไปก็เห็นสตีเฟ่นและลาโทน่านั่งอยู่ในห้องประชุมเรียบร้อย ทั้งคู่ได้อ่านกระดาษข้อความที่ชานอนทิ้งเอาไว้ เกิดความปิติยินดีที่ทราบข่าวว่าหัตถ์หิมะไกและพรรคพวกยังคงมีชีวิตอยู่
                สตีเฟ่นเงยหน้าขึ้นมากล่าวเชื้อเชิญให้พวกเขาเข้าไปในห้อง ทันทีที่พบหน้าอาจารย์ดาธถึงกับตกตะลึงจนมีสีหน้าผิดปกติ พลันได้ยินเสียงของอาจารย์ดาธก้องในห้วงสมองว่า “อย่าได้แสดงท่าทีผิดปกติ ให้ทำตัวเหมือนกับข้าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง”
                สตีเฟ่นได้ยินเสียงมหัศจรรย์ที่ถ่ายทอดมาทางเอลที่สาม จึงพยักหน้าเปลี่ยนเป็นการโค้งคำนับเพื่อมิให้คนอื่นสังเกตเห็นใบหน้าที่แปรเปลี่ยน จากนั้นจึงเอ่ยปากกล่าวแนะนำตัวตามปกติ
                คนทั้งเก้าในห้องแนะนำตัวกันเป็นที่เรียบร้อยจึงนั่งลงบนโต๊ะกลมตัวเดิมโดยมีสตีเฟ่นนั่งอยู่ในฐานะของประธาน
                เมื่อลูทนั่งลงที่เดิมจึงเกิดความคิดชั่ววูบขึ้น กล่าวว่า “แย่แล้ว!พี่ไกกับบลูมีลูกแก้วสามสหายอยู่มิใช่หรือ เช่นนี้เท่ากับเป็นการบอกที่ซ่อนตัวของเราให้กับฝ่ายตรงข้ามทันที”
                บลูเกิดความคิดขึ้นจึงกล่าวว่า “มิสู้พวกเราเอาไปทิ้งเบื้องนอกจะดีกว่าหรือไม่ จะอย่างไรพวกเราพึ่งจะเข้ามาที่นี่แล้วลูกแก้วนี้เพียงสามารถบอกทิศทางมิอาจบ่งบอกตำแหน่ง ฝั่งตรงข้ามคงจะไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนของเราได้ การทิ้งลูกแก้วพวกนี้ในสถานที่อื่นเท่ากับเป็นการหลอกให้ฝั่งตรงข้ามเข้าใจผิด เกิดการคว้าน้ำเหลวไปในตัว”
                คนส่วนใหญ่ในห้องได้ยินคำกล่าวของบลูจึงผงกศรีษะเป็นเชิงเห็นพ้อง
                อาจารย์ดาธกลับไม่เห็นด้วยเอ่ยปากกล่าวว่า “หากเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าคงจะไม่ทำเช่นนี้” พอกล่าวถึงตรงนี้อาจารย์ดาธก็หันหน้าไปหาลูท กล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่หากกลไกเอลเทคทำงานย้อนกลับจะเป็นอย่างไร?”
                ลูทมองหน้าอาจารย์ดาธ ใช้มันสมองขบคิดคำใบ้ดังกล่าวแล้วจึงกล่าวว่า “หากเราย้อนกลไกเอลเทคของลูกแก้วสามสหายนี้กลับกัน แรงดึงดูดระหว่างอัญมณีสีเดียวกันจะเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน อัญมณีจะเปลี่ยนเป็นชี้ในทิศทางตรงกันข้าม”
                บลูฟังประโยคสุดท้ายเข้าไปถึงกับตาสว่าง ดวงตาทอประกายปัญญาร้องโอขึ้นมาทันที กล่าวสนับสนุนเป็นเชิงวิเคราะห์ว่า “เช่นนี้ศัตรูก็จะยิ่งเข้าใจผิดไปกันใหญ่โดยนึกว่าพวกเราอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม ทำให้ศัตรูแทนที่จะค้นหาพวกเราพบกลับเป็นการชักนำให้พวกมันเคลื่อนไหวออกห่างจากพวกเราไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นความสับสน ในขณะที่พวกเรายังสามารถใช้ลูกแก้วสามสหายสองลูกนี้ค้นหาตำแหน่งของกันและกันได้เหมือนเดิม นี่นับเป็นความคิดที่วิเศษบรรเจิดที่สุด!”
                โรสพลางเก็บรวบรวมลูกแก้วสามสหายทั้งสองลูกส่งมอบให้กับลูท ด้วยความเชี่ยวชาญและชำนาญในกลไกเอลเทคเขาแก้ไขเพียงครู่เดียวกลับวงจรได้สำเร็จ
                สตีเฟ่นเห็นน้องใหม่สองคนแสดงออกอย่างโดดเด่นรอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้า มองไปทางอาจารย์ดาธครุ่นคิดอยู่ในใจว่าสมแล้วที่เป็นศิษย์ของบุรุษผู้นี้
                ชานอนเห็นว่าสมควรแก่วาระการประชุมจึงเริ่มเปิดประเด็น โดยให้แต่ละคนเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองประสบมาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาให้หมด เพื่อปรับความเข้าใจของสถานการณ์และแลกเปลี่ยนข้อมูลให้เท่ากันเสียก่อนเพื่อที่จะได้ตัดสินใจต่อไป บุคคลทั้งเจ็ดอันได้แก่ลูท บลู โรส ไก ชานอน สตีเฟ่นและลาโทน่าต่างเล่าว่าตนเองเผชิญเรื่องราวอันใดมาบ้างย้อนกลับไปตั้งแต่เหตุการณ์ในเมืองแองเจลที่พวกเขาต้องแยกทางกัน
                บนโต๊ะกลมมีแผนที่อย่างละเอียดที่ลาโทน่าทำเอาไว้กางอยู่แผ่นหนึ่ง ระหว่างที่คนหนึ่งเล่าเรื่องคนอื่นก็ใช้เวลานั้นศึกษาสภาพของนครหลวงนอร์โปลิสไปในตัวด้วย เวลาผ่านไปชั่วโมงหนึ่งเมื่อทุกคนได้เล่าเรื่องของตนเองเสร็จสิ้น เว้นเสียแต่บลูที่ปิดบังเรื่องทายาทแห่งอาร์คาน่าเอาไว้เพราะเห็นว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น บุคคลในห้องประชุมทั้งเก้าต่างก็ครุ่นคิดถึงสถานการณ์เฉพาะหน้าว่าจะเปลี่ยนแปลงไปทางใดได้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องราวของรินะที่กล่าวถึงความเป็นมาของพริมทำให้ผู้คนในห้องต้องใช้ความคิดอย่างหนัก
                สตีเฟ่นเป็นคนเอ่ยปากสรุปสถานการณ์โดยคร่าวว่า “ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้ปกครองจอห์นและผู้ปกครองคาร์ลเข้าร่วมกับพวกเรา หรืออย่างน้อยก็ต้องให้พวกเขาระวังตัวจากการที่เวอร์น่อนจะลงมือก่อกบฏ หากวัดกันด้วยขุมกำลังจะอย่างไรพวกเราก็ตกเป็นรอง ในนครหลวงมีอัศวินดำอยู่อย่างน้อยสามคนนั่นคือวานเตน ซิฟเฟอร์และพริม อาจเป็นไปได้ว่ามีอัศวินดำหมายเลขห้าผู้ลึกลับอีกคนหนึ่ง ยังไม่รวมถึงทหารที่อยู่ภายใต้สังกัดของพวกมันอีกนับหมื่นนาย ที่ย้ายเข้ามาประจำการที่นอร์โปลิสในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา อีกทั้งกองกำลังรับจ้างของพวกสำนักงูสวัดและกองกำลังส่วนตัวของหมู่ตึกสายฟ้าชไวน์ นับเป็นขุมกำลังที่พวกเราจำนวนหยิบมือเดียวไม่อาจต้านทานได้ ต่อให้รวมกับกองกำลังส่วนตัวของผู้ปกครองทั้งสองท่านเข้าไปก็ยังไม่เพียงพอ การเข้าต่อสู้ซึ่งหน้ากับพวกเวอร์น่อนรังแต่จะเป็นการใช้ไข่กระทบหิน ซึ่งตรงนี้จะนำมาสู่สิ่งที่พวกเราต้องทำอันดับสองนั่นคือการหาทางหนีทีไล่ที่ปลอดภัยมากที่สุด ในขณะเดียวกันพรรคพวกของการาดอสกำลังจะเปิดฉากต่อสู้ที่เมืองเจนีสเหนือ ถ้าพวกเราสามารถหนีออกจากนครหลวงไปตั้งหลักหรือใช้หยุดมิให้เวอร์น่อนยึดนครหลวงได้โดยง่ายพวกเราก็จะมีโอกาสตอบโต้ การสนับสนุนกองกำลังปลดปล่อยเจนีสของการาดอสจึงเป็นเป้าหมายที่สาม”
                มือปราบไกวิเคราะห์เรื่องราวแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่นึกว่าเรื่องราวจะลุกลามบานปลายถึงเพียงนี้ เมื่อครู่ที่เผชิญกับวานเตสและซิฟเฟอร์ก็รู้สึกได้ว่าฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่ง จากที่ประอาวุธกับซิฟเฟอร์ครั้งหนึ่งพบว่าฝีมือของมันไม่เป็นรองข้า ในขณะที่วานเตสกลับมองการเคลื่อนไหวของข้าออกจึงเห็นได้ชัดว่ามันอยู่สูงไปอีกระดับหนึ่ง แต่ผู้ที่พวกเราสมควรจะเกรงกลัวที่สุดกลับมิใช่วานเตสหากเป็นเวอร์น่อนผู้เป็นบิดา ที่อาจจัดอยู่ในระดับสูงสุดของระดับแห่งฟ้า หรือผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน”
                บลูพยักหน้ากล่าวว่า “จากที่พี่ไกกล่าวข้าเห็นว่าหากพวกเราไม่อยู่ในสภาพที่เตรียมพร้อมถึงขีดสุดและมั่นใจในการต่อสู้ถึงสิบส่วน พวกเราไม่ควรตัดสินใจเปิดฉากต่อสู้ใดๆ”
                สตีเฟ่นกล่าวต่อไปว่า “ข้าจะกล่าวถึงการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้โดยคร่าว ช่วงเช้าข้ากับลาโทน่าจะต้องเข้าร่วมพิธีมอบตำแหน่งมือปราบชั้นหนึ่งแห่งภาคกลางของวาคิน ผู้ปกครองคาร์ลสมควรจะเดินทางมาถึงนครหลวงในงานนั้นพอดี ซึ่งในเวลาเดียวกันโรซาไลน์จะมีโอกาสได้เข้าพบกับสมาชิกสภาโจนาธาน ข้าอยากให้ใช้โอกาสนี้เผยความจริงกับท่านโจนาธานก่อนครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นในเวลาประมาณบ่ายตัวข้ากับลาโทน่าจะมีโอกาสได้เข้าพบผู้ปกครองจอห์นเป็นการส่วนตัว หากมีเสียงของท่านโจนาธานสนับสนุนอีกคนหนึ่งโอกาสที่ผู้ปกครองจอห์นจะคล้อยตามพวกเราจะมีมากขึ้น พอช่วงเย็นพวกข้าจะทดลองขอเข้าพบผู้ปกครองคาร์ลดูเผื่อว่าจะมีโอกาสได้ชี้แจงในเรื่องนี้บ้าง”
                รินะกล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าจะไปพบกับพี่ยูกิที่หอน้อยกลางน้ำ ข้าจะชี้แจงเรื่องนี้ให้พี่ยูกิทราบเอง”
                ลูทได้ยินรินะกล่าวเช่นนั้นจึงลดความกังวลไปส่วนหนึ่ง พลันนึกถึงแจ๊คจึงกล่าวว่า “ข้าเองบังเอิญรู้จักบุคคลที่มีฝีมือทางด้านศาสตร์แห่งซันลึกล้ำผู้หนึ่ง เขาเป็นนายพรานที่ช่วยข้าไว้จากกลางป่านอร์ซาน พรุ่งนี้จะลองไปสืบเสาะหาเขาเพื่อขอให้ช่วยเหลือสักครั้ง ติดอยู่ตรงที่เขาเป็นคนที่มีนิสัยประหลาดพิกลจึงมิอาจรับปากได้ว่าเขาจะยอมช่วยพวกเราหรือไม่”
                ชานอนอาจรู้จักบุคคลที่ลูทพูดถึงจึงถามว่า “เจ้าหมายถึงใครหรือ?”
                “เป็นแจ๊ค ไดรเนอร์รู้จักหรือไม่?”
                ในเมื่อคนทั้งห้องส่ายหน้าไม่รู้จัก สตีเฟ่นจึงกล่าวว่า “ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร การที่เรามีดาบที่เชื่อถือได้เพิ่มอีกเล่มหนึ่งนับเป็นเรื่องอันดี”
                บลูชี้นิ้วไปยังแผนที่ในส่วนของเมืองชั้นกลางกล่าวว่า “เอาอย่างนี้พรุ่งนี้ข้าจะทำหน้าที่ขับรถม้าให้โรสและยูกิ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินประการใดจะได้ช่วยเหลือได้อีกแรง ดูจากแผนที่เห็นว่าหอน้อยกลางน้ำกับตึกธงดาบอยู่ห่างกันไม่มากเท่าใด หากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขอเพียงยิงพลุสัญญาณออก ข้าจะใช้เอลว่องไวดุจสายลมประสานเข้ากับรถม้าจะไปถึงที่ใดที่หนึ่งได้ภายในเวลาไม่เกินสามถึงห้านาที”
                มือปราบไกกล่าวขึ้นมาว่า “พรุ่งนี้ข้าจะทดลองหาทางติดต่อมือปราบทาเรีย อย่างน้อยด้วยคนที่ทำงานในตำแหน่งเดียวกันย่อมมีความรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง”
                ชานอนกล่าวว่า “ข้าเองไม่มีเรื่องอันใดต้องทำเป็นพิเศษ ให้ข้าไปคอยคุ้มกันสตีเฟ่นและลาโทน่าอยู่ห่างๆจะดีกว่า”
                ลาโทน่าพยักหน้ากล่าวว่า “เมื่อมีชานอนร่วมทางด้วยก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย หากเกิดเรื่องขึ้นขอเพียงใช้เอลแห่งมิติย้ายร่างออกมาก็จะไม่มีปัญหาอันใด”
                โรสนึกถึงการศึกที่เมืองเจนีสจึงกล่าวว่า “หลังจากนี้ข้าอยากจะให้พี่สตีเฟ่นจัดเตรียมพิราบสื่อสารให้สักชุดหนึ่ง ข้าจะส่งสารไปถึงกองกำลังปลดปล่อยเจนีส สอบถามข่าวคราวความคืบหน้าและบอกเล่าเรื่องที่พวกเราจะกระทำให้พวกเขาได้รับรู้”
                ลาโทน่าผู้รับผิดชอบหน้าที่นี้โดยตรงชิงตอบว่า “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าจะจัดการให้”
                สตีเฟ่นกล่าวสรุปว่า “เช่นนั้นตกลงตามนี้ มีผู้ใดจะเสนออะไรอีกหรือไม่?”
                อาจารย์ดาธที่นั่งฟังอย่างเดียวมาตั้งแต่เริ่มประชุมเอ่ยปากถามว่า “พวกเจ้าว่าเวอร์น่อนสมควรจะดำเนินการในวันใด?”
                สตีเฟ่นกล่าวตอบ “จากการวิเคราะห์ข้อมูลของท่านการาดอสได้ระบุเอาไว้ว่าเวอร์น่อนสมควรจะลงมือในวันที่สิบเก้าซึ่งตรงกับวันเปิดประชุมสภา เวลานั้นพวกผู้ปกครองทั้งสามจะอยู่ในนครหลวงกันพร้อมหน้าทำให้ลงมือได้ง่ายที่สุด”
                อาจารย์ดาธถามขึ้นทันทีว่า “แล้วพรุ่งนี้ผู้ปกครองทั้งสามมิได้อยู่พร้อมหน้ากันหรอกหรือ?”
                คำถามนี้เล่นเอาทุกคนถึงกับอับจนถ้อยคำ เวลาเช้าของพรุ่งนี้จะมีพิธีมอบตำแหน่งมือปราบชั้นหนึ่งให้กับวาคินนับเป็นโอกาสอันดีที่จะก่อการ
                อาจารย์ดาธกล่าวต่อไปว่า “จริงๆแล้วพรุ่งนี้นับเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดอีกโอกาสหนึ่ง แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ข้าไม่คิดว่าเวอร์น่อนจะลงมือเช่นนั้น สาเหตุมาจากผู้ปกครองคาร์ลที่ไม่แน่ว่าจะมาถึงในเวลาใดและขณะที่ผู้ปกครองคาร์ลพึ่งมาถึงสมควรจะมีกองกำลังส่วนตัวเฝ้าอารักขาตลอดเวลา พิธีนี้เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของเหล่ามือปราบหลายพันคน หากมีการก่อการใดๆมือปราบเหล่านี้จะรวมกันเป็นกองทัพอันมีศักยภาพเพียงพอที่จะขวางมือขวางเท้าพวกเวอร์น่อนได้ ข้าจึงไม่คิดว่าการก่อการจะเกิดภายในวันพรุ่งนี้แต่การก่อการจะต้องเกิดในเร็ววัน เวอร์น่อนมิใช่ผู้ที่จะวางแผนให้ผู้อื่นดูออกโดยง่าย ในตอนนี้ยิ่งมันรู้ว่าพวกเรารู้เรื่องมันยิ่งต้องปรับกลยุทธ์ในการดำเนินการขัดขวาง และวิธีที่ได้ผลที่สุดก็คือการชิงลงมือก่อน”
                สตีเฟ่นกล่าวด้วยความแน่วแน่ว่า “เช่นนี้พวกเราต้องลงมือแข่งกับเวลา เกลี้ยกล่อมให้ผู้ปกครองอีกสองท่านถอนกำลังออกจากนครหลวงโดยเร็วที่สุด”
                อาจารย์ดาธกล่าวว่า “เรื่องผู้ปกครองคาร์ลปล่อยเป็นหน้าที่ของข้าเอง พวกเจ้าจัดการทางผู้ปกครองจอห์นให้ได้โดยเร็วเป็นดีที่สุด” จากนั้นทุกคนการประชุมก็เลิก ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนเตรียมรับกับวันต่อไป
                ต้องขอบคุณฟ้าดินที่อาจารย์ดาธมองเรื่องราวจากมุมมองของคนนอก ทำให้แยกแยะเรื่องราวได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น หากพวกเขายังยึดถือว่าพวกเวอร์น่อนจะต้องก่อการในวันเปิดประชุมสภา อาจต้องพบกับความพินาศย่อยยับ
 
เวลาแห่งความสุขสี่ปีผ่านได้ผ่านล่วงเลยไป
                บุรุษหนุ่มแปรเปลี่ยนจากชายหนุ่มอายุสิบแปดผู้ไม่รู้ความ กลายมาเป็นมือปราบชั้นต้นอายุยี่สิบสองปี จบการศึกษามาแล้วปีหนึ่งพอดี เหตุการณ์ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาได้ผลักดันให้เขาเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่ง ความลับของต้นตระกูลที่ซ่อนเร้นได้เปลี่ยนเป็นเปิดเผย แปรเปลี่ยนจากศัสตราวุธสีทองคำที่คนรักได้มอบให้ กลับกลายเป็นกระบี่ยักษ์อันหนักอึ้งที่บรรจุความทรงจำของญาติสนิทเพียงคนเดียวในชีวิต
                แต่สิ่งหนึ่งที่มิอาจแปรเปลี่ยนไป นั่นคือความรักของเขาที่มีให้กับหญิงสาวผมแดงนางนั้น
                วันนี้เป็นวันสำเร็จการศึกษาของสตรีอันเป็นที่รัก บุรุษหนุ่มลางานชั่วคราวเพื่อมาร่วมแสดงความยินดี ในมือถือช่อดอกลิลลี่สีขาวอมชมพู ที่แสดงถึงช่วงเวลาแห่งความทรงจำ
                กรุงเอนเซลเลียร์จำต้องปิดถนนสายหนึ่งเป็นเวลาชั่วคราว ทุกปีที่โรงเรียนเซนต์เอลลิสมีพิธีสำเร็จการศึกษาผู้คนมากมายจากทั่วทุกสารทิศจะแห่แหนกันมา ร้านค้าในนครหลวงแห่งนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โรงแรมต่างๆถูกจองเอาไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาสิบวันครึ่งเดือน เนื่องจากบุตรหลานที่มีโอกาสได้เป็นศิษย์สถาบันการศึกษาแห่งนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกผู้มีอันจะกินทั้งสิ้น
                มือปราบฝึกหัดยังจำภาพเหตุการณ์ในปีก่อนได้ ที่มีรุ่นน้องสตรีผู้นี้ยืนข้างกายคอยเป็นกำลังใจให้ตลอดพิธี ก่อนที่เขาจะเดินออกจากรั้วของเซนต์เอลลิสอย่างถาวร ก็ต้องเห็นนางหลั่งน้ำตาลงมาหยดหนึ่ง น้ำตาแห่งความกลัวที่จะต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป จนกระทั่งบุรุษหนุ่มต้องเข้าไปสวมกอดนางเอาไว้ ปลอบประโลมด้วยความอบอุ่น และประโยคที่ว่า “ข้ามิได้ไปจากเจ้า”
                แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน งานของเขากับนางช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน โรงเรียนเซนต์เอลลิสกันพื้นที่ละแวกหนึ่งให้กับหญิงสาวโดยเฉพาะ องครักษ์หลายสิบนายคุ้มกันนางและครอบครัวอยู่ด้านใน บุรุษหนุ่มไม่เคยรู้มาก่อนว่าสตรีที่หมายปองจะมีเกียรติยศถึงเพียงนี้ ความห่างชั้นของวรรณแทบจะกระชากวิญญาณของเขาไป
                แว่วเสียงผู้ปกครองสองคนดังมาว่า “ดูนั่นสิ หลานสาวของผู้ปกครองจอห์นแห่งอาณาจักรนอร์”
                “โอ ขนาดมองจากระยะไกลขนาดนี้ยังงดงามยิ่ง น่าอิจฉาบุรุษที่ได้รับนางเป็นภรรยาจริงๆ”
                “โอย จะมีบุรุษที่ไหนที่มีศักดิ์ศรีเพียงพอ? หากมิใช่องค์ชาย ทายาทตระกูลที่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าหรือผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้วล่ะก็ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไปสู่ขอนาง?”
                “อาจเป็นไปได้นะ แต่ใครเขาจะยอมยกให้” แล้วก็มีเสียงหัวเราะของสตรีทั้งสองดังขึ้น
                บุรุษหนุ่มเดินห่างออกมาไม่รับฟังคำกล่าวเหล่านั้นอีก นึกสมเพชตัวเองอยู่ในใจ ฝ่ายหนึ่งนั้นเป็นบุตรบุญธรรมของชาวนาในหมู่บ้านเล็กๆ ที่กระเสือกกระสนจนสามารถเข้าโรงเรียนเซนต์เอลลิสที่โด่งดังไปทั่วแผ่นดินได้ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นหลานสาวผู้สูงศักดิ์ของหนึ่งในผู้ปกครองอาณาจักรนอร์ ที่โรงเรียนเซนต์เอลลิสต้องไปเชื้อเชิญให้มาเรียนเพื่อเป็นเกียรติ แค่เพียงวิธีการสมัครเข้าโรงเรียนก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
                มือปราบชั้นต้นที่มิได้สวมชุดมือปราบและพกพาอาวุธ เดินเข้าไปสนทนากับองครักษ์เหล่านั้นระบุว่าจะมาร่วมแสดงความยินดีกับรุ่นน้อง สายตาของเหล่าองครักษ์มองเขาด้วยความหยามเหยียด แต่ก็จำต้องเปิดทางให้บุรุษหนุ่มเนื่องจากคำสั่งของหญิงสาว ผู้เป็นหลานอันเป็นที่รักของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรนอร์
                หญิงสาวในชุดราตรีสีชมพูที่งามประดุจเทพธิดา บริเวณแขนเสื้อปักเป็นรูปสัญลักษณ์ธงดาบเล็กๆ ให้รู้ว่านี่เป็นบุคคลสำคัญในตระกูลวิลล์ นางปลีกตัวจากญาติสนิทมิตรสหายเดินมาหาเขาด้วยใบหน้าที่ยินดีอย่างเต็มฝืน สนทนากันเป็นการส่วนตัวในบริเวณข้างเคียง
                “ข้ามิได้ตั้งใจจะปิดบังท่าน”
                “เพราะเหตุใดเจ้าถึงมิได้บอกข้า”
                “ข้ากลัว ... กลัวความจริงอันโหดร้ายที่จะพรากเราสองออกจากกัน”
                บุรุษหนุ่มได้ยินประโยคนี้พลันมองไปรอบกาย ไม่มีผู้ใดในบริเวณที่มีตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ด้อยไปกว่าเขาสักคนเดียว จากนั้นจึงหันกลับมามองใบหน้าที่คลอไปด้วยน้ำตาของหญิงสาว รับฟังประโยคถัดไปของนาง
                “ข … ขอโทษท่าน ข้าจะต้องไปแล้ว”
                “ไปที่ใด?” บุรุษหนุ่มกล่าวออกมาโดยที่สมองมิได้สั่งการ
                “... กลับนอร์โปลิส ... ท่านพ่อสั่งให้ข้ากลับไปช่วยงานบ้านเมือง ข้าเองก็พึ่งจะทราบเช่นกัน”
                บุรุษหนุ่มหลับตาลงข่มดวงใจที่ปวดร้าว สัญญามั่นกับตนเอง แล้วกล่าวออกมาให้นางรับฟังว่า “สักวันหนึ่ง ข้าจะต้องเป็นมือปราบอันดับหนึ่งแห่งแว่นแคว้น จะต้องมีฐานะเทียบเคียงเจ้าให้จงได้ และในวันนั้นจะเป็นวันที่ข้ายืดอกไปขอรับรักจากเจ้า โปรดจำเอาไว้ แม้เราจะอยู่ห่างกัน ความรักของข้านั้นไม่มีวันลบเลือน”
                น้ำตาของหญิงสาวหยดลง อันมีสาเหตุสองประการ หนึ่งคือความตื้นตันใจจากความมุ่งมันอันแรงกล้าของคนรัก สองคือความเสียใจจากการที่จะมิได้อยู่ร่วมกับเขาต่อไป
                “ลาก่อน”
 
ลูทย้ายที่พักจากโรงแรมสุดหรูมาอยู่ที่บ้านพักของอาจารย์ดาธ ที่นี่มีห้องนอนทั้งหมดสามห้องลูทกับบลูพักด้วยกันห้องหนึ่ง รินะกับโรสพักด้วยกันอีกห้องหนึ่ง ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้องของอาจารย์
                ไกมิได้พักในบ้านพักหลังนี้ด้วยเนื่องจากเขาเห็นว่าศิษย์อาจารย์พรากกันมาเป็นเวลาหลายปีสมควรจะมีเรื่องส่วนตัวเล่าสู่กันฟังมากมาย จึงเลือกที่จะพักอยู่กับสตีเฟ่นบริเวณบ้านเรือนแถบร้านขายสมุนไพรแทน เพื่อเป็นการป้องกันเหตุสุดวิสัยเขากับบลูจึงถือลูกแก้วสามสหายที่เปลี่ยนวงจรให้หมุนกลับคนละลูก หากมีเรื่องอะไรจะสามารถค้นพบอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างไม่ยากเย็น
                ลูทและบลูทั้งสองนอนหงายบนเตียงมองเพดานด้วยกันทั้งคู่ พลางเห็นโรสเปิดประตูเข้ามานั่งคุยด้วยอีกคนหนึ่ง ทั้งสามล้วนมีความในใจของตนต่างก็อยากระบายให้สหายสนิทผู้รู้ใจอีกสองคนได้รับฟัง
                สีหน้าของสตรีผมทองไม่ใคร่จะดีนัก เดินเข้ามานั่งลงที่มุมห้องโดยมิได้กล่าววาจาอันใด ลูทจึงเอ่ยปากถามขึ้นก่อนว่า “เจ้ามีความในใจอันใดใช่หรือไม่?”
                โรสถอนหายใจครั้งหนึ่ง นัยน์ตาสีฟ้าสดใสปรากฏแววหมองหม่นอยู่ข้างใน กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ข้าได้ยินเรื่องของพ่อแม่มักจะเกิดความในใจขึ้นอยู่เสมอๆ ต้องเฝ้าถามตัวเองตั้งแต่ยังเล็กว่าเพราะเหตุใดพ่อแม่ถึงได้ทิ้งข้ากับเทโอไป ใจหนึ่งคิดว่าพ่อแม่ไม่รักข้ากับน้องชายเสียแล้วจึงต้องส่งมาให้ลุงกอร์ดอนเลี้ยง แต่อีกใจหนึ่งก็คิดเป็นห่วงพ่อแม่ว่าท่านทั้งสองเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่ถึงหายไปนานขนาดนี้”
                บลูกล่าวปลอบใจว่า “ท่านผู้นำการาดอสเคยบอกมิใช่หรือว่าพ่อของเจ้าเป็นขุนพลผู้เก่งกาจและทรงคุณธรรมของราชอาณาจักรลาเวนดิส ข้าเชื่อว่าพ่อแม่ของเจ้ามิได้จากไปเพราะความเกลียดชังแต่ประการใด หากเป็นเพราะสาเหตุจำเป็นเสียมากกว่า ซึ่งเรื่องราวนั้นอาจจะนำมาซึ่งอันตรายต่อตัวเจ้า พ่อแม่ของเจ้าจึงมิได้บอกให้รับรู้”
                ลูทกล่าวสนับสนุนว่า “ใช่แล้วข้าเองก็คิดเช่นนั้น พ่อแม่ดีงามคนใดจะกล้าทิ้งลูกของตนเองไปโดยไม่แยแสสนใจ การที่พ่อแม่ของเจ้าฝากเจ้ากับเทโอไว้ให้ลุงกอร์ดอนเลี้ยงดู แสดงว่าพ่อแม่ของเจ้าห่วงใยเจ้าถึงต้องไหว้วานให้เพื่อนรักดูแลแทน ดังนั้นพ่อแม่ของเจ้าต้องมิใช่คนใจไม้ไส้ระกำแบบนั้น อีกทั้งลุงกอร์ดอนกับหมอวีต่างก็ดูแลพวกเจ้าทั้งสองเป็นอย่างดี”
                โรสฟังเพื่อนทั้งสองจบแล้วจึงระบายความในใจต่อไปว่า “รู้หรือไม่เมื่อครั้งก่อนที่ข้าได้ยินท่านผู้นำการาดอสกล่าวถึงชื่อพ่อ ข้านั้นดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีคนกล่าวชื่นชมพ่อว่าเป็นคนดีไม่มีทางที่จะทิ้งลูกของตนเองไป แต่นั่นกลับหมายความอีกด้านหนึ่งว่า พวกท่านอาจจะต้องประสบกับภัยอันตรายบางอย่างจึงทำให้ไม่สามารถกลับมาหาข้าได้เป็นเวลาสิบกว่าปี อาจเป็นไปได้ว่าพวกท่าน …” ขณะที่โรสจะกล่าวคำว่า “เสียชีวิตไปแล้ว” ออกจากปาก ลำคอของนางกลับปราศจากซุ่มเสียง
                ลูทกล่าวตัดบทว่า “พวกท่านอาจจะหายตัวไปและกำลังรอเจ้าให้ไปช่วยเหลือหรือค้นหาก็เป็นได้ ในพรุ่งนี้เจ้ากำลังจะได้เบาะแสที่สำคัญที่สุดมิใช่หรือ”
                โรสกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า “ข้ากลัวเหลือเกิน ... สิ่งที่ข้าจำได้เกี่ยวกับพ่อแม่คืออ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นเมื่อในวัยเด็ก ข้ายังอยากที่จะพบหน้าพวกท่านอีกครั้ง แล้วกล่าวกับพวกท่านว่ารักและเฝ้าคิดถึงพวกท่านอยู่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งพวกท่านจะกลับมาตลอดเวลา ข้ายังอยากจะได้รับความรักจากอ้อมกอดของพวกท่านอีกครั้ง แต่ก็กลัวที่จะรับความจริงของวันพรุ่งนี้ไม่ได้”
                บลูกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องกลัวไปหรอก จะอย่างไรพวกเราทั้งสองและพี่ไกก็คงไม่มีวันจะทิ้งเจ้าไป เจ้าเป็นเสมือนสหายที่สำคัญที่สุดของพวกเรา”
                ลูทกล่าวต่อไปว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน หากข้าและบลูยังมีลมหายใจอยู่พวกเราขอสัญญาว่าจะช่วยเจ้าตามหาพ่อแม่ให้กลับมาอยู่เคียงข้างเจ้าอีกครั้ง ไม่ว่าอุปสรรคจะหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม เช่นนี้ใช้ได้หรือไม่?”
                บลูสนับสนุนว่า “ข้าเองจะช่วยอีกแรงหนึ่ง”
                โรสได้รับน้ำใจอันอุ่นระอุของมิตรสหายทั้งสองทำให้ยิ้มทั้งน้ำตา กล่าวว่า “ขอบคุณพวกเจ้ามาก”
                บลูพลันกล่าวหยอกว่า “เจ้าอย่าพึ่งร้องไห้ร่ำไป พี่ไกไม่ชมชอบหญิงสาวขี้แย”
                โรสพลันเปลี่ยนเป็นหน้าแดงกล่าวอย่างแง่งอนว่า “พี่ไกเกี่ยวอะไรด้วย?”
ปากของนางเอ่ยออกไปเช่นนั้นแต่ภายในใจกลับคิดอีกอย่างหนึ่ง ภาพตอนที่นางและไกทั้งสองอยู่ในถ้ำน้ำแข็งผุดขึ้นมาเป็นฉากๆยิ่งทำให้ใบหน้าที่เปล่งปลั่งของนางแดงยิ่งขึ้น
                ลูทพลันลุกขึ้นนั่งบนเตียงกล่าวด้วยความสงสัยว่า “ข้าไม่อยู่พักเดียว เจ้ากับพี่ไกมีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษแล้วหรือนี่?”
                บลูกล่าวตอบโดยไม่รอให้โรสกล่าวอันใดว่า “นี่ยังต้องถามอีกหรือ?”
                โรสกล่าวขึ้นอย่างไม่ยินยอมว่า “พวกเจ้ารวมหัวกันรังแกข้า”
                ชายหนุ่มทั้งสองพลันหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยความเบิกบานใจ ผ่านไปพักหนึ่งเสียงหัวเราะของลูทกลับเป็นการหัวเราะอย่างเจื่อนๆ ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มอย่างเต็มฝืนเมื่อห้วงสมอมีวงพักตร์ของยูกิปรากฏขึ้นมา การสนทนาในหัวข้อความรักสะกิดแผลใจขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
                บลูสังเกตได้จึงกล่าวกับลูทว่า “เจ้าพลันเป็นอะไรไปอีกคน?”
                ลูททอดถอนหายใจ กล่าวว่า “เจ้าเองเคยรักใครสักคนจริงๆจังๆหรือไม่?”
                บลูส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าจะไปเคยได้อย่างไร ... อย่าบอกว่าเจ้าเองก็มีปัญหาหัวใจอีกคนหนึ่ง”
                โรสเอ่ยปากถามว่า “จริงหรือลูท หญิงสาวผู้โชคดีนางนั้นเป็นใคร?”
                ลูททอดถอนหายใจเป็นครั้งที่สอง กล่าวว่า “ข้ากำลังจะบอกพวกเจ้าว่าข้าหลงรักนางฝ่ายเดียวต่างหาก ตอนนี้ถึงกับอกหักดังโป๊ะ เจ็บปวดหัวใจจนแทบจะลุกไม่ขึ้น”
                บลูที่นอนเอนหลังราบไปกับเตียงพลันลุกขึ้นมา กล่าวอย่างจริงจังว่า “ไหนเจ้าลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”
                โรสเดินเข้ามานั่งลงบนเตียงเดียวกับชายหนุ่มทั้งสอง กล่าวว่า “ข้าเองก็อยากฟังเหมือนกัน”
                ลูทขมวดคิ้วกล่าวว่า “พวกเจ้ากระทำเหมือนกับจะมาฟังละครฉากหนึ่ง ราวกับว่าเรื่องของข้าเป็นเรื่องสนุกของพวกเจ้าไปอย่างนั้น”
                บลูโอบไหล่ลูท กล่าวว่า “เกิดมาเป็นพี่น้องกันถ้าเจ้าไม่เล่าให้ข้าฟังแล้วเจ้าจะเล่าให้ใครฟัง?”
                โรสที่นั่งอยู่ด้านข้างมองตาลูทแล้วพยักหน้าโดยไม่กล่าวอะไร ซึ่งเป็นการสนับสนุนคำพูดของบลูอย่างชัดเจน
                ลูทเห็นเช่นนั้นจึงใจอ่อนกล่าวว่า “ก็ได้ๆ” จากนั้นจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาและยูกิให้เพื่อนสนิททั้งสองฟัง เริ่มตั้งแต่เมืองโอดิน การพบกันที่โรงแรมริมทะเลสาบ การล่องเรือสำราญที่เกาะกินลมชมวิวจนไปถึงเรื่องราวที่หอน้อยกลางน้ำ ลูทพอได้เอ่ยออกมาครั้งหนึ่งเรื่องราวที่อัดอั้นตันใจก็พรั่งพรูออกมาดุจสายน้ำอันไหลบาก ความคับข้องที่อยู่ในอกก็เปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งขึ้นมา
                บลูรับฟังเรื่องราวจนหาวไปหนึ่งรอบ กล่าวว่า “ดูท่าเจ้าจะเป็นเอามาก ถึงกับใฝ่ฝันว่ายอดหญิงยูกิจะรับรักของเจ้า ปัญหาก็คือยอดหญิงยูกิรับหมั้นชายอื่นไปแล้วจนถึงขั้นคล้องแหวนหมั้นไว้ที่คอ หากข้าเป็นเจ้าคงจะตัดใจจากเรื่องนี้แล้วค่อยๆบังคับตัวเองให้ลืมเลือนนางไปใช้กาลเวลารักษาแผลใจ”
                ลูทพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ สิ่งที่บลูกล่าวเมื่อครู่เป็นสิ่งที่เขากำลังพยายามทำอยู่ในตอนนี้ เพียงแต่ว่ายังหักใจไม่ได้ก็เท่านั้น คำพูดตัดรอนประโยคสุดท้ายยังคงก้องอยู่ในสองหูเหมือนกับพึ่งกล่าวเมื่อครู่
                โรสกลับมีความเห็นที่แตกต่าง กล่าวว่า “จากที่เจ้าเล่ามามีเหตุการณ์หลายอย่างที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน ข้าเห็นว่ามิใช่จะไม่มีหนทางหรอก สตรีปกติไม่ห้อยแหวนหมั้นกันไว้ที่คอมีแต่จะสวมไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายอย่างสง่าผ่าเผย นี่เป็นไปได้ว่ายอดหญิงยูกิอาจจะไม่ได้รักคู่หมั้นของนางก็เป็นได้”
                บลูกล่าวขึ้นทันทีว่า “ที่เจ้ากล่าวมีเหตุผล ตั้งแต่เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นคู่หมั้นคนใดห้อยแหวนไว้ที่คอเหมือนกัน”
                ลูทที่จมอยู่ในความเศร้าโศกกล่าวว่า “นั่นจะมีความหมายอันใด? ไม่ว่านางจะรักหรือไม่ได้รักคู่หมั้น แต่การหมั้นหมายครั้งนั้นยังมีผลต่อนางอยู่ไม่เสื่อมคลาย”
                โรสกลับถามว่า “เจ้าต้องถามตัวเองว่าเจ้ารักนางจริงหรือไม่? ถ้าจริงแล้วเจ้ารักนางขนาดไหน? พร้อมที่จะปฏิบัติต่อนางมากเพียงใด? หากเป็นรักแท้ความรักของเจ้าไม่ควรที่จะมีเพียงเท่านี้ ถ้าข้าเองเป็นยอดหญิงยูกิจากการกระทำของเจ้าที่ผ่านๆมาอาจเพาะสร้างความซาบซึ้งได้เหมือนกัน เพียงแต่มันยังไม่พอที่จะตัดสินใจฝืนพันธนาการทางจิตใจของตนและเลือกที่จะรักเจ้าเท่านั้น”
                บลูกล่าวสนับสนุนว่า “นี่เรียกว่าสตรีถึงจะเข้าใจสตรีด้วยกัน เจ้าสมควรฟังโรสเอาไว้ให้มากอย่าได้ท้อถอยกับอุปสรรคเบื้องต้น เพิ่มพูนกำลังใจในการกระทำเพื่อหญิงสาวที่เจ้ารักต่อไป”
                ลูทพลันกล่าวว่า “ข้ารักนางจริงและรักนางมากกว่าสตรีคนใดในโลกนี้ หากแม่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าก็กล้าที่จะกล่าวว่ารักนางเป็นรองมารดาผู้ให้กำเนิดอยู่เพียงขุมขนหนึ่ง แต่เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเมื่อนางเองเป็นคนกล่าวปฏิเสธทำร้ายจิตใจ ข้าคงไม่หน้าด้านเดินเข้าไปหานางตรงๆแล้วขอความรักอีกหรอกหลังจากได้ยินคำกล่าวตัดรอนเช่นนั้น”
                ทีนี้โรสเองก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ กล่าวว่า “ความรักนี้มันลึกล้ำละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากข้าเป็นเจ้าข้าเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเริ่มอย่างไรต่อไป”
                สหายรักผมสีน้ำเงินกล่าวว่า “เอาเป็นว่าเจ้ายังไม่ต้องสนใจว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไป แต่ต้องเอาชนะความเศร้าโศกในใจของตัวเองให้ได้ก่อน แปรเปลี่ยนความเสียใจและความเจ็บปวดที่ได้รับให้กลายเป็นพลังในการเดินหน้าต่อไป ข้าทราบว่าเจ้าเจ็บปวดจริงๆแต่ก็ไม่อาจมาผิดหวังหมดกำลังใจด้วยเรื่องราวเพียงเท่านี้ อย่าว่าแต่ยังมีอีกปัญหาหนึ่งนั่นคือพวกเราจะมีชีวิตรอดออกไปจากนครหลวงครั้งนี้ได้หรือไม่? กองทัพอัศวินดำนับหมื่นนายรายล้อมนอร์โปลิสราวกับเป็นคุกหลังโตหลังหนึ่ง ยอดหญิงยูกิมีตำแหน่งทูตค้ำคอคาดว่าไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องนางสักขุมขนหนึ่ง ส่วนเจ้าที่เป็นเสมือนเสี้ยนหนามตำตาของพวกอัศวินดำรับรองว่าต้องถูกกำจัด ถ้ายังคงกังวลกับเรื่องราวส่วนตัวข้าคิดว่าโอกาสที่จะรอดออกไปและกลับมาหานางใหม่นั้นมีน้อยนิดนัก”
                ลูทยิ้มอย่างเต็มฝืนกล่าวว่า “เจ้าด่าได้ประเสริฐมาก อย่างน้อยก็ช่วยให้ข้ามีข้ออ้างกับจิตใจตัวเองในการลืมเลือนเรื่องของนางไปพักหนึ่ง”
                หากบุรุษทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการแก้ปัญหาอุปสรรคเบื้องหน้า ช่วงเวลานั้นๆเรื่องของสตรีจะตกเป็นรองไปส่วนหนึ่ง มิได้หมายความว่าเรื่องราวของสตรีจะไม่มีความหมายเพียงแต่ถูกอุปสรรคที่รุมเร้าบดบังไปเวลาหนึ่ง
                พอพวกเขาสนทนากันถึงตอนนี้พลันได้ยินเสียงเคาะประตู จากนั้นรินะจึงแง้มบานประตูโผล่ใบหน้าเข้ามาถามว่า “พี่โรสอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
                โรสยิ้มให้น้องสาวคนใหม่นี้ครั้งหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู กล่าวด้วยวาจานุ่มนวลว่า “เจ้าเข้ามานั่งสนทนาด้วยกันเสียก่อน จะได้สร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับพวกพี่ด้วย”
                รินะเดินเข้ามาในห้องของบุรุษหนุ่มทั้งสอง สาวงามคนนี้ค่อนข้างจะขี้อายและยังดูเป็นเด็กอยู่มากเมื่อเทียบกับโรซาไลน์ รินะพึ่งจะมีอายุครบสิบเจ็ดปีเต็มเมื่อสิ้นเดือนที่ผ่านมา แต่ความงามของนางไม่เป็นที่สงสัยของบุรุษผู้ใดในโลก ดวงตาที่งามปานหยาดน้ำทิพย์แฝงไปด้วยความไร้เดียงสาเพียงพอที่จะหลอมละลายบุรุษรูปนาม
ผู้คนสี่คนนั่งอยู่บนเตียงเดียวกัน ทุกคนมีตราสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ที่เป็นเสมือนด้ายแดงเชื่อมสัมพันธ์ผูกโยงใยผู้คนทั้งสี่เข้าด้วยกัน
                ลูทเห็นรินะเข้ามาร่วมวงจึงอยากจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากเรื่องของยูกิเป็นเรื่องอื่น พลันเหลือบไปเห็นวิสุทธิ์ศาสตราที่วางกองเอาไว้ข้างเตียงจึงหันไปกล่าวกับบลูว่า “พวกเราสี่คนอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว เจ้าจะเล่าได้หรือยังว่าไปทำอะไรที่ไหนอย่างไรถึงได้วิสุทธิ์ศาสตรากลับมา?”
                บลูยักไหล่กล่าวว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องบังคับให้ข้าเอ่ยปากให้จงได้ จะอย่างไรพี่ไกก็รู้เรื่องนี้แล้วจึงขอให้จำกัดเรื่องนี้อยู่ในแวดวงพวกเราเท่านั้น อย่าได้กล่าววาจาวุ่นวายเพราะอาจจะชักนำปัญหาที่ไม่พึงประสงค์มาสู่พวกเจ้าได้”
จากนั้นบุรุษผมสีน้ำเงินเข้มคนนี้จึงเล่าเรื่องราวที่แม้แต่ตัวเขาเองยังเกือบจะไม่เชื่อถือให้พวกพ้องฟัง เริ่มตั้งแต่ถ้ำพนาสุข เทือกเขาชิลลิ่ง การพบกับราเฟริค ทายาทแห่งอาร์คาน่าและการกลับมาของผู้สืบทอดเจตนารมณ์เทพเจ้าฮัสการ์ ส่วนเรื่องของมหาโจรลูซอนและหลังจากนั้นเขาได้เล่าไปแล้วในการประชุมจึงไม่จำเป็นต้องเล่าอีก
                รินะฟังแล้วไม่เข้าใจเนื่องจากไม่ทราบว่าพวกเขาได้ลายแทงวิสุทธิ์ศาสตรามาจากที่ใด จึงขอให้โรซาไลน์อธิบายเรื่องที่มั่นของขุนโจรราเกซให้เพิ่มเติม
                ลูทฟังบลูเล่าจบแล้วจึงกล่าวว่า “เช่นนี้เจ้าก็ต้องเป็นปู่ทวดของปู่ทวดของปู่ข้าใช่หรือไม่ ข้าสมควรจะเรียกเจ้าว่าอย่างไรดี ‘ไอ้แก่’ หรือ ‘ไอ้หงอก’ ดีหรือไม่?”
                บลูด่ากลับไปว่า “ไอ้แก่ส้นเท้าเจ้าเถอะ”
                สองสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างหัวเราะชอบใจเป็นการใหญ่
“ข้ายังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องฮัสการ์เท่าใดว่ามีตัวตนเป็นอย่างไร สงสัยพวกเราต้องค้นหาข้อมูลเรื่องนี้ให้ลึกลงไปกว่าเดิมเสียแล้ว ข้าเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนักว่าฮัสการ์กับพวกเวอร์น่อนอาจจะเกี่ยวพันกันด้วยเรื่องราวบางประการ” จากนั้นลูทพลางลุกขึ้นไปหยิบวิสุทธิ์ศาสตราขึ้นมาสำรวจดู
บลูใช้ความคิดวิเคราะห์ที่ตนเองเชี่ยวชาญพลางกล่าวว่า “เมื่อเจ้าพูดขึ้นมาเช่นนี้ข้าเองก็เห็นด้วยว่ามันน่าจะมีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวข้องกัน ไม่เช่นนั้นราเฟริคคงจะไม่ระบุว่าในปีนี้จะเกิดความหายนะครั้งใหญ่ อันมีต้นตอมาจากเทพฮัสการ์อีกครั้ง ซึ่งมันประจวบเหมาะกับการปฏิวัติที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นการคาดคะเนโดยปราศจากหลักฐานใดๆ พวกเรายังไม่สมควรที่จะสรุปว่าสาวกฮัสการ์และพวกเวอร์น่อนอยู่ฝ่ายเดียวกัน”
โรสพลันถามว่า “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใดเป็นสาวกเทพฮัสการ์ ผู้ใดมิใช่?”
บลูยักไหล่ขึ้นมาด้วยท่าประจำ กล่าวว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ตาเฒ่าราเฟริคนั่นเพียงกล่าวว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงข้าจะรู้ได้ด้วยตนเอง”
รินะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้มากนัก แต่นางเคยเห็นภาพของเทพเจ้าเมื่อสี่ห้าร้อยปีก่อนจึงกล่าวว่า “ที่หมู่บ้านของข้ามีภาพวาดอยู่ใบหนึ่งซึ่งเก็บรักษากันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เป็นภาพของเทพเจ้าหกองค์ที่มีอยู่องค์หนึ่งไม่ใช่เทพอาเรส หัวหน้าหมู่บ้านเคยบอกว่าภาพนี้มีต้นตอมาจากอัครมหาวิหารเทพทั้งหกที่นครมิสต์ ถ้าเกิดพวกเรามีโอกาสสมควรจะเข้าไปชมสักครั้งหนึ่งเผื่อว่าจะมีเบาะแสอะไรขึ้นมา”
บลูพยักหน้ากล่าวว่า “ถ้าข้าได้มีโอกาสไปเยือนนครมิสต์จะไปเยี่ยมชมสักครั้งหนึ่ง”
มือของลูทข้างหนึ่งถือหนังสือสิบหกยอดศัสตราวุธส่วนอีกข้างหนึ่งก็ถือวิสุทธิ์ศาสตราเอาไว้ ทำการตรวจดูรายละเอียดว่าเหมือนกันทุกประการหรือไม่ ได้ผลสรุปว่าวิสุทธิ์ศาสตราในมือเป็นชิ้นเดียวกับที่แมกซิมิเลี่ยนเคยบันทึกไว้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ลูทเอ่ยปากถามว่า “เจ้าหาทางทำให้มันยืดออกได้หรือไม่?”
บลูส่ายศีรษะกล่าวว่า “ถ้าทำได้ข้าคงเอามาประโคมโอ่ต่อหน้าเจ้าแล้ว”
“ในหนังสือของพ่อบันทึกเอาไว้ว่าเจ้าต้องใช้เอลผสานศาสตราเข้าไปผลึกเอลไลท์ที่ปลายของมันทั้งสองด้าน จึงจะทำให้มันยืดหรือหดได้ ส่วนจะผสานอะไรอย่างไรนั้นมิได้กล่าวเอาไว้”
“เอาไว้จะทดลองดูถ้าหากมีโอกาส”
รินะนึกถึงเรื่องที่อาจารย์ดาธชี้แนะจึงกล่าวว่า “พี่บลูเอาตำราของอาจารย์เล่มนี้ไปศึกษาดูก่อนก็ได้ ภายในหลักการใช้กระบองเบื้องต้นเขียนอยู่ เผื่อว่าพี่จะค้นพบความลับบางประการของวิสุทธิ์ศาสตราจากเพลงกระบองก็เป็นได้”
บลูรับตำราของอาจารย์มาแล้วจึงเปิดพลิกดูพบว่าภายในแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นเกร็ดความรู้ที่มีเรื่องราวต่างๆระบุเอาไว้มากมาย ส่วนที่สองเป็นเสมือนคัมภีร์บันทึกวิชาที่เขียนหลักการของวิชาแต่ละประเภทเอาไว้ครึ่งหนึ่ง หากเป็นผู้อื่นที่มิใช่ศิษย์ของอาจารย์ดาธได้ตำราไปก็จะใช้ประโยชน์อันใดไม่ได้ ความไม่คุ้นเคยกับการฝึกครึ่งหนึ่งคิดเองครึ่งหนึ่งจะเป็นตัวปิดกั้นมิให้ดึงเอาศักยภาพของตัวหนังสือที่ระบุเอาไว้ออกมา
ลูทเองเกิดความอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้บลูจนต้องชะโงกหน้าเข้ามาศึกษาตำราดูด้วยคน เพียงสนใจแต่ส่วนแรกที่เป็นเรื่องของเกร็ดความรู้เกี่ยวกับเอลเทคและการดนตรี จึงพลิกหนังสือขึ้นมาแบ่งกันอ่านกับบลูคนละครึ่ง เผื่อว่าจะได้พัฒนาทักษะพวกนี้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง กล่าวตามตรงก็คือเนื้อแท้ของเขายังไม่เปลี่ยนไปถึงแม้ว่าจะเรียนรู้วิชาศาสตราไร้สภาพและศาสตร์แห่งซัน หากลูทเลือกได้เขาพึงเลือกวิชาการประดิษฐ์และการดนตรีก่อนวิชาการต่อสู้พวกนี้อยู่ดี
สตรีทั้งสองเมื่อเห็นสองบุรุษได้รับหนังสือไปต่างก็หมกมุ่นอยู่กับเนื้อหาของมันจนไม่สนใจที่จะสนทนาอีก จึงชักชวนกันกลับห้องไปสนทนาตามประสาสตรีกันสองคน ปล่อยให้ลูทกับบลูศึกษาวิชาจากตำราต่อไป
ไม่ว่าซุ่มเสียงอันใดในรัศมีร้อยก้าวมิอาจหลบโสตประสาทของอาจารย์ดาธที่นั่งอยู่ในห้องข้างๆไปได้ อย่าว่าแต่เป็นการสนทนาในห้องที่ติดกัน เมื่อได้รับรู้ถึงเรื่องของเทพเจ้าฮัสการ์และการกลับมาของเหล่าสาวกถึงกับต้องทอดถอนหายใจตามไปอีกคนหนึ่ง ดวงตาที่ผ่านประสบการณ์อันลึกล้ำดุจห้วงมรรณพด้านหลังกอบแว่นไม้ทอประกายประหลาด คำนึงในใจว่า ‘ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึง’
 
เช้าวันต่อมาลูทหลับคาโต๊ะในมือกำลังถือหน้าไม้ไฮดรารุ่นที่สองอันเกือบสมบูรณ์ เช่นเดียวกับสหายสนิทบลู ที่หลับคาหนังสืออยู่บนพื้นหลังจากร่ายรำเพลงกระบองไปสามสี่เที่ยว
                บลูถูกโรสปลุกให้ตื่นอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ สตรีนางนี้เองตื่นเต้นกับการที่จะได้พบโจนาธานในช่วงเช้าจึงปลุกบลูตั้งแต่แปดนาฬิกา ในขณะที่บลูเองพึ่งจะเข้านอนตอนตีสามตีสี่จึงยังคงง่วงหงาวไม่เสื่อมคลาย เมื่อคืนได้ศึกษาวิชากระบองไปได้บางส่วนจึงร่ายรำเพลงกระบองที่แฝงด้วยความคิดออกมา จากการที่ได้รับคำแนะนำจากหนังสือจึงทำให้จับหลักบางจุดได้ เพลงกระบองที่ใช้จึงไม่มั่วซั่วเหมือนครั้งที่ต่อสู้กับมหาโจรลูซอน
                ลูทเองก็เช่นกัน เขานั่งประดิษฐ์ไฮดรารุ่นที่สองอยู่จนเกือบรุ่งสาง เมื่อได้ยินเสียงของสตรีผมทองจึงต้องจำใจตื่นขึ้นมาทั้งที่ยังคงสัปหงกอยู่กึ่งหนึ่ง ดีที่หน้าไม้ไฮดราเสร็จสมบูรณ์เกือบจะเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงไปรับกระสุนที่ร้านทำอาวุธมาทดลองยิง จากนั้นปรับแต่งแก้ไขความแม่นยำเป็นขั้นตอนสุดท้าย
                ศิษย์ชายสองหญิงสองกับอาจารย์คนหนึ่งนั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน อาจารย์ดาธกล่าวขึ้นว่า “วันนี้ข้าจะออกไปทำธุระเบื้องนอกจนถึงมืดค่ำ หากมีเรื่องด่วนประการใดของให้พวกเจ้าติดต่อกับพวกสตีเฟ่นไปก่อน แล้วข้าจะไปสมทบเอง”
                รินะถามว่า “อาจารย์มีธุระอะไรหรือ?”
                อาจารย์ดาธยิ้มให้ศิษย์คนเล็กอย่างเอ็นดู กล่าวว่า “ข้าจะออกไปสืบเรื่องราวเกี่ยวกับเวอร์น่อนดูสักหน่อย พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม้เวอร์น่อนจะทุ่มเทกำลังมาทั้งรังอีกทั้งลงมือด้วยตนเองข้ามั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดมาได้โดยปลอดภัย”
                ศิษย์ทั้งสี่เห็นฝีมือของอาจารย์ดาธเมื่อวานจึงยอมรับนับถือจนหมดหัวใจ ไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถของอาจารย์แม้แต่น้อย หากอาจารย์ดาธยังถูกกองกำลังของเวอร์น่อนทำร้ายได้ ในความคิดของพวกเขาทอดสายตาทั้งแผ่นดินคงหาคนเอาตัวรอดไม่ได้อีก
                พอพวกเขารับประทานอาหารเช้ากันเสร็จสิ้นก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุมเมื่อวาน บลูกับโรสสองคนช่วยกันไปเตรียมรถม้า ส่วนลูทเองก็หยิบหน้าไม้ไฮดรามาปรับโน่นแต่งนี่ดูความเรียบร้อย ก่อนที่จะไปรับกระสุนจากร้านตีเหล็ก
                พอทุกคนจากไปเหลือเพียงรินะกับลูทสองคนสุดท้าย ก่อนที่นางจะไปหาพี่สาวที่หอน้อยกลางน้ำก็เดินเข้ามาข้างศิษย์พี่ กล่าวว่า “ข้าต้องขอโทษด้วยที่บังเอิญได้ยินคำพูดของพี่เมื่อวานนี้ แต่อยากจะถามพี่ลูทให้แน่ใจอีกครั้งว่าพี่รักพี่ยูกิจริงหรือไม่?”
                ลูทได้ยินคำถามนี้เข้าไปถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง พยักหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่ผิด ข้ารักนาง”
                รินะนั่งลงข้างกายลูทกล่าวว่า “พี่รู้หรือไม่ว่านอกจากอาจารย์คาโรลแล้ว พี่ยูกิมิเคยบรรเลงไวโอลินให้ผู้ใดฟังมาก่อน แม้แต่ข้าเองที่เป็นน้องสาวทั้งชีวิตเคยได้รับฟังเพียงครั้งเดียว นางเคยบอกข้าว่านอกจากบุคคลที่พึงพอใจมิฉะนั้นจะไม่บรรเลงไวโอลิน ที่เป็นของกำนัลชิ้นแรกที่อาจารย์คาโรลมอบให้”
                ลูทกล่าวอย่างประหลาดใจปนดีใจว่า “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
                รินะพยักหน้า กล่าวต่อไปว่า “ส่วนการหมั้นหมายของพี่ยูกินั้นมีเบื้องหลังอันซับซ้อน พี่ยูกิมิได้ตกลงปลงใจรับคำหมั้นหมายจากบุรุษผู้ใด เพียงแต่นางกระทำไปเพื่อตอบแทนบุญคุณของอาจารย์คาโรลที่อบรบสั่งสอนวิชาให้ตลอดห้าปีที่ผ่านมา คู่หมั้นของนางเป็นบุรุษผู้ใดก็ยังไม่ทราบจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิของปีหน้า”
                นัยน์ตาของลูททอแววสับสน กล่าวขึ้นมาลอยๆว่า “ยูกิ” บุรุษหนุ่มเกิดความรู้สึกพลุกพล่านอยากจะโบยบินไปปรับความเข้าใจกับนางตั้งแต่บัดนี้
                รินะเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “พี่ลูทอย่างพึ่งร้อนใจไป กระทำการอะไรในตอนนี้ล้วนแล้วแต่เปล่าประโยชน์ ข้ารู้จักพี่สาวเป็นอย่างดี นางรักษาสัญญายิ่งกว่าชีวิตไม่ว่าการกระทำใดๆที่นางรับปากแล้วนางจะกระทำโดยไม่บิดพลิ้วแม้แต่ส่วนเสี้ยวหนึ่ง”
                ลูทหันหน้ามามองวงพักตร์ของรินะที่สวยงามไม่แพ้พี่สาว กล่าวว่า “แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร?”
                “วันนี้ข้าจะมีโอกาสได้พบพี่ยูกิจึงอยากจะเลียบเคียงถามความในใจของนางดูบ้าง หากพี่ลูทมีน้ำหนักในจิตใจของนางถึงขั้นหนึ่ง ข้าจะลองเกลี้ยกล่อมให้หาทางเปลี่ยนแปลงสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์คาโรล อาจารย์คาโรลที่ใจดีและเข้าใจลูกศิษย์เป็นอย่างดีน่าจะยอมอ่อนข้อให้ ถ้าหากความรักของพี่ทั้งสองคนนั้นเป็นสิ่งที่แท้จริง”
                ลูททอดถอนหายใจยังมิได้กล่าวตอบรินะไปแต่ประการใด โรสกับบลูทั้งสองที่รอคอยยู่เบื้องนอกก็เดินมาเรียกรินะให้ออกเดินทางได้ รินะยิ้มให้กับลูทครั้งหนึ่งแล้วจากไปคงเหลือแต่ลูทเพียงคนเดียวที่นั่งประกอบหน้าไม้ไฮดราอยู่ในบ้านพัก
                เขาทอดสายตามองรถม้าที่แล่นออกไป จากนั้นจึงปลุกปลอบกำลังใจของตนเองอย่าได้ย่อท้อกับอุปสรรคเบื้องหน้า พลางคิดถึงเรื่องของแจ๊คจึงลุกขึ้นเก็บของออกเดินทางไปยังร้านตีเหล็ก
                เป็นเวลาเดียวกันกับที่กองกำลังส่วนตัวของผู้ปกครองคาร์ลเคลื่อนมาถึงประตูชั้นนอกของนครหลวง มรสุมที่บ้าคลั่งกำลังจะก่อตัวขึ้นในไม่ช้า


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ศาสตราคู่กู้แผ่นดิน ตอนที่ 93 : เล่ม 4 - ตอนที่ 48 - ความในใจ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 961 , โพส : 0 , Rating : 100% / 1 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android