คัดลอกลิงก์เเล้ว

Love Brother ตื๊อรัก..พี่ชายกำมะลอ [Boy\'s love]

โดย เฟย์

เพราะความรักที่มีต่อพี่ชายต่างสายเลือดทำให้เซตะตัดสินใจทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป เป็นเหตุให้ชูอิจิหนีไปจากชีวิตของเขา สองปีต่อมาชูอิจิกลับมาพร้อมกับความเย็นชาห่างเหิน เซตะจะทำอย่างไรให้ความรักสมหวัง...

ยอดวิวรวม

10,219

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


10,219

ความคิดเห็น


64

คนติดตาม


47
เรทติ้ง : 92 % จำนวนโหวต : 65
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 พ.ย. 48 / 18:11 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 28 พ.ย. 48 / 18:11

บันทึกเป็น Favorite


คำเตือน นิยายเรื่องนี้บางตอนมีฉากเลิฟซีน เนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เรทกำกับคือ Nc-17 ดังนั้นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปีควรพิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนอ่าน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยง เนื้อหาทั้งหมดแต่งเพื่อความบันเทิง ไม่มีเจตนาชักจูงหรือชี้นำผู้อ่านให้ลอกเลียนหรือนำเป็นแบบอย่าง และที่สำคัญ นิยายเรื่องนี้พูดถึงความรักของชายกับชาย ผู้ไม่ชื่นชอบหรือไม่มีรสนิยมอ่านนิยายประเภทนี้ควรหลีกเลี่ยง เราเตือนคุณแล้ว!!


Love Brother ตื๊อรัก..พี่ชายกำมะลอ


...สองปีแล้วที่คนๆนั้นจากไปไกล...  

...จากไปในที่ๆผมไม่สามารถไปหาได้ด้วยลำพังตัวเอง...

...ถึงผมจะไปได้ก็ไม่แน่ใจว่าเขาคนนั้นจะต้อนรับผมหรือเปล่า...

...เพราะผมเป็นต้องเหตุที่ทำให้เขาต้องไป...

...ถ้าย้อนเวลาได้..เมื่อวันนั้น..เมื่อสองปีที่แล้ว..ผมคงไม่ตัดสินใจทำแบบนั้นลงไป...

...แต่ทั้งหมดที่ทำก็เพราะรัก...

...พี่ชายที่ผมรักมากที่สุด...


13.25 น. อิเคโบคุโระ, โตเกียว

ออดหน้าบ้านของครอบครัวทาคายามะดังขึ้นในบ่ายวันหนึ่งของช่วงวันหยุดหน้าร้อน  เซตะลูกชายคนเล็กของบ้านลุกขึ้นจากโซฟาหน้าทีวี  ตรงไปยังประตูบ้าน

\"ใครมาหว่า\"  ชายหนุ่มเปรยขึ้นขณะเดินไปเปิดประตู

คนที่อยู่ตรงหน้าทำเอาร่างสูงตาค้าง  ร่างโปร่งที่ยืนอยู่คือชูอิจิลูกชายคนโต  เจ้าของใบหน้าเรียว  ตากลมโต  ผิวขาวเกือบซีด  บุคคลที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดสองปีที่ผ่านมามาปรากฏอยู่ตรงหน้าโดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว

\"ช..ชูอิจิ...\"

\"หวัดดี  พ่อกับแม่อยู่รึเปล่า\"  ร่างบางยิ้มให้เล็กน้อย  เอ่ยถามขณะเดินผ่านร่างสูงเข้ามาในบ้าน

\"ไม่อยู่  ไปเยี่ยมป้าที่ฮอกไกโดตั้งแต่เมื่อวาน  อีกหลายวันกว่าจะกลับ\"  ตอบโดยที่สายตายังไม่ละไปจากแผ่นหลังของร่างบาง  เซตะสังเกตเห็นอาการชะงักเล็กน้อยขณะอีกฝ่ายถอดแจ๊คเก็ต

\"แย่จัง  ตัวเองเป็นคนให้กลับมาเยี่ยมบ้านเองแท้ๆ  กลับไม่อยู่ต้อนรับซะนี่\"  

เซตะสังเกตรูปร่างของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ  ผอมลงกว่าเมื่อสองปีก่อนเสียอีก  \"ชูอิจิ..ทำไม...แล้วมหา\'ลัยที่โน่นล่ะ?\"

\"ที่มหา\'ลัยปิดซัมเมอร์น่ะเลยกลับมาเยี่ยมบ้าน  แต่จะว่าไปสองปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยกลับมาซักครั้งเลยนี่นะ\"

เซตะไม่ได้คิดไปเองแน่ว่าร่างบางไม่สบตาเขาเลยแม้จะยอมพูดคุยด้วยแบบปกติก็ตาม

\"ชูอิจิ  เรื่องเมื่อสองปีก่อนน่ะ  คือ...\"

\"โทษนะฉันเหนื่อย  ขอขึ้นไปพักผ่อนก่อนละกัน  มีอะไรไว้คุยกันทีหลังนะ\"  เจ้าของร่างบางจงใจพูดแทรกขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะพูดจบ  เดินขึ้นบันไดบ้านไปโดยไม่หันกลับมาซักนิด

เซตะมองตามด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึก  อยากจะเข้าไปกอดร่างบอบบางนั้นแน่นๆให้หายคิดถึง  แต่ทำได้แค่คิด  เพราะเขาไม่มีสิทธิ์!!

ชูอิจิกับเซตะเป็นพี่น้องกัน  สนิทสนมและรักกันมากมาตั้งแต่จำความได้  ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอแทบไม่ห่างกันเลย  หลายๆคนบอกว่าพวกเขาทั้งคู่ตัวติดกันยิ่งกว่าฝาแฝดเสียอีก  แต่เมื่อตอนที่ชูอิจิอายุ 11 และเซตะอายุ 9 ขวบความลับเรื่องชูอิจิเป็นเด็กที่พ่อกับแม่เก็บมาเลี้ยงก็ถูกเปิดเผย  ชูอิจิช๊อคมาก  ตอนนั้นทั้งคู่กอดคอกันร้องให้ตลอดคืน

\"พี่ชาย...\"  เด็กชายเข้ามาแตะแขนผู้เป็นพี่ชายแต่ถูกปัดออกโดยแรง  

\"อย่ามาเรียกฉันว่าพี่นะ  ฉันไม่ใช่พี่นาย!!\"

ชูอิจิซุกหน้าลงกับเข่าร้องให้สะอึกสะอื้นตามลำพังในห้องนอนมืดๆมาเป็นชั่วโมงแล้ว  เขาและน้องชายบังเอิญได้ยินเรื่องที่พ่อกับแม่คุยกัน  เรื่องที่เขาถูกเก็บมาเลี้ยง

\"แต่พี่เป็นพี่ชายผมนะ\"

\"ไม่ใช่!!..ฮึก..ไม่ใช่อีกแล้ว..ฉันไม่ใช่ลูกของพ่อกับแม่..เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยง..ฉัน..ฉันเป็นลูกใครที่ไหนก็ไม่รู้...\"

\"แต่ชูอิจิก็คือชูอิจิ  ชูอิจิเป็นพี่ชายของผม  จากนี้และตลอดไปไม่มีวันเปลี่ยนแปลง\"  เด็กน้อยลูบหัวคนตัวโตกว่า  จ้องด้วยแววตาแน่วนิ่ง  ชูอิจิเงยหน้าขึ้นสบตาน้องชายด้วยความตื้นตัน  น้ำตาคลอเบ้า

\"เซตะ..โฮ!!\"  คนตัวโตกว่าโผเข้ากอดคนตัวเล็ก  ร้องให้สะอึกสะอื้น  \"เซตะ..เซตะ...\"

\"โอ๋..ไม่เป็นไรแล้ว  ผมรักพี่นะ  ผมจะปกป้องพี่เอง\"

\"ฉันก็รักเซตะ  นายก็เป็นน้องชายของฉันจากนี้และตลอดไป\"  ชูอิจิซบหน้าร้องไห้กับไหล่ของร่างเล็ก  เซตะลูบหัวลูบหลังปลอบโยนให้  จนกระทั่งทั้งคู่เผลอหลับไปด้วยกัน


+ + + + + + + + + + + + + + + +


\"ชูอิจิ..ชูอิจิ!\"

เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกจากหน้าห้องทำให้ร่างบางลืมตาตื่นขึ้น  ภาพเพดานห้องนอนเข้ามาในโสตประสาท  เหตุการณ์ปัจจุบันหวนเข้ามาสู่ความเป็นจริง

...ฝันถึงเมื่อก่อนอีกแล้ว...

ร่างบางลุกขึ้นปาดน้ำตาที่ปริ่มขอบตาออก  เดินไปเปิดประตู

\"มีอะไร\"  

\"ทุ่มครึ่งแล้ว  ผมจะมาเรียกไปกินข้าวเย็น\"  ร่างสูงบอก  \"ตาแดงๆนะ  เป็นอะไรรึเปล่า\"

เซตะสังเกตเห็นรอยหม่นหมองบนดวงหน้า  เอื้อมมือจะสัมผัสใบหน้าเรียวเจ้าของก็ถอยหลบโดยอัตโนมัติ

\"นายลงไปก่อน  เดี๋ยวฉันตามไป\"  พูดจบก็ปิดประตูโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของอีกฝ่าย

ชูอิจิยืนพิงประตูห้องนอน  ยกมือนึงขึ้นปิดตา  มืออีกข้างกำแน่นข้างลำตัว  กัดปากตัวเองจนช้ำ

...ไม่เป็นไรชูอิจิ  ทำตัวตามปกติ  ร่าเริงเข้าไว้...

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ..ที่อีกฝ่ายเลิกเรียกเขาว่าพี่  มันผ่านมานานมากจนเขาจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ


+ + + + + + + + + + + + + + + +


\"อิ่มแล้ว\"

\"อ๊ะ  วางไว้นั่นแหล่ะ  เดี๋ยวผมล้างเอง\"

\"ไม่เป็นไร  ฉันล้างเอง  นายไปอาบน้ำเถอะ\"

ร่างบางลุกขึ้น  เก็บจานชามเข้าไปล้างในครัว  ผ่านไปครู่หนึ่งร่างสูงก็เดินตามเข้าไปด้วยฝีเท้าเงียบกริบ  เข้าประชิดตัว  โอบกอดร่างบางจากด้านหลัง  ชูอิจิสะดุ้ง  เกาะขอบอ่างแน่น  แต่ไม่ได้ปัดป้องหรือขัดขืน

\"ชูอิจิ...\"

\"ปล่อย\"

\"ฉันคิดถึงนาย...\"

\"ฉันบอกให้ปล่อย\"  พูดเสียงเย็นจนคนฟังใจหายวาบ  สังเกตอาการเกร็งตัวเพื่อระงับอาการสั่นของร่างบางได้แต่ไม่ยอมปล่อยมือ  กลับกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น

\"ฉันขอโทษ...\"

ขาดคำร่างสูงก็ถูกผลักออกมาจนตัวปลิวเพราะไม่ทันตั้งตัว  ร่างบางหันกลับมา  มือกำที่หน้าอกแน่น

\"ถ้านายยังไม่เลิกพูดถึงเรื่องนั้นล่ะก็เราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก\"  หันหลังจะหนีแต่ถูกร่างสูงฉุดแขนกระชากเข้ามาใกล้  

\"ทำไม!!  ทำไมนายต้องทำท่าเหมือนรังเกียจฉันด้วย  ทั้งๆที่นายก็รู้ว่าฉันคิดยังไงกับนาย  เรื่องเมื่อตอนนั้นเรายังไม่ทันได้คุยกันนายก็หนีไปก่อน  ถ้าตอนเช้านายไม่หนีไปแบบนั้นฉันคง...\"  

ร่างบางยกมือขึ้นปิดหู  \"หยุดนะ!!  ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น  นายจะคิดยังไงมันไม่เกี่ยวกับฉัน  ฉันไม่อยากรับรู้!!  พอที  ได้โปรด...\"

\"ฉันไม่ยอมหรอก!!\"

\"ฮึก..อื้อ!!\"

เซตะรั้งร่างบางเข้ามาจูบอย่างดูดดื่มเร่าร้อน  ให้สมกับที่คิดถึง  ให้สมกับที่โหยหาไออุ่นจากร่างกายนี้มาตลอดถึงสองปี  ไม่สนใจว่าร่างบางจะดื้อดึงขัดขืนแค่ไหน  ยิ่งดิ้นเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรัดแน่นเท่านั้น  ขบเม้มและดุนลิ้นที่ริมฝีปากบนบังคับให้เปิดออก  กวาดลิ้นไปทั่วตามร่องเหงือกและซอกฟัน  พอร่างบางเผยอปากเพื่อหายใจก็ฉวยจังหวะนั้นสอดแทรกลิ้นเข้ารุกราน  เร่งเร้า  เต็มไปด้วยความปรารถนา  จนชูอิจิไม่สามารถขืนไว้ได้  ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายจูบเขาตามใจชอบ  น้ำตารื้นเต็มขอบตาทั้งสองข้าง  ผ่านไปนานกว่าร่างสูงจะยอมถอนปากออกช้าๆอย่างอ้อยอิ่ง

\"ชูอิจิ..ฉันรักนาย\"

\"ไม่!!\"  เมื่อเรี่ยวแรงกลับคืนมาชูอิจิก็ผลักร่างสูงออกไปอีกครั้ง  \"ไม่ได้  ฉันเป็นผู้ชายนะ  แล้วฉันกับนายก็เป็นพี่น้องกัน  นายก็รู้\"

\"เราไม่ใช่พี่น้องกันซักหน่อย!!\"

\"เซตะ...\"  ร่างบางตัวสั่นกับคำพูดของร่างสูง  \"เมื่อก่อนนายบอกเองว่าเราสองคนจะเป็นพี่น้องกันตลอดไป  นายลืมไปแล้วเหรอ\"

\"ชิ  จำไม่เห็นจะได้  ถึงฉันจะพูดอย่างนั้นจริงๆฉันก็ไม่อยากจำ\"  ร่างสูงหันหน้าหนี  จำได้แต่ไม่อยากจะยอมรับ  ก็ในเมื่อตอนนี้เขาไม่ได้คิดกับอีกฝ่ายแค่พี่ชายเสียแล้ว

\"เซตะ...\"  ร่างบางรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าที่ใบหน้า  เพราะสัญญาจากเซตะในตอนนั้นทำให้ชูอิจิรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองมีค่า  รู้ว่ายังมีคนที่รักเขาอยู่ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน  คำสัญญาที่ผูกพันระหว่างเขากับเซตะ  ความรักของพี่น้องที่เขาเชื่อว่าไม่มีวันถูกทำลาย  แต่คำพูดเมื่อครู่จากคนๆเดียวกันทำลายความเชื่อมั่นของเขาจนหมด  ความรักและให้อภัยที่มีต่อเซตะที่ยังเหลืออยู่ถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือแม้แต่ชิ้นดี  

ร่างสูงถอนใจ  หันมาจ้องตาชูอิจิ  เดินเข้าไปใกล้แต่ถูกอีกฝ่ายถอยหลังหนีเช่นเคย  \"เรามาปรับความเข้าใจกันดีกว่าชูอิจิ  เรื่องของเรา..ฉันกับนาย...\"

\"ไม่!!  ไม่มีเรื่องของเราหรืออะไรทั้งนั้น  ฉันลืมมันไปหมดแล้ว  นายก็ลืมซะเถอะ  ฉันขอร้อง...\"

\"ลืม!?\"  ความโกรธความน้อยใจพุ่งปรี๊ด  ร่างสูงตัวสั่น  กำหมัดแน่น  \"ลืม..หึ!  นายลืมมันได้งั้นเหรอ  ลืมว่านายมีอารมณ์กับความสุขที่ฉันปรนเปรอให้แค่ไหน  ความเร่าร้อนของนาย  เสียงครางกระเส่า  สัมผัสครั้งแรกที่นายได้รับจากฉัน  นายลืมมันได้จริงๆน่ะเหรอ!!\"

เพี๊ยะ!!

เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าจนดังลั่น  หน้าคมหันตามแรงกระทบ  แก้มขึ้นเป็นรอยแดงปื้น  

\"พอที!!  นายมันเลวที่สุด!!  ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับนายอีกต่อไปแล้ว!!\"  

ร่างบางหุนหันวิ่งกลับขึ้นห้อง  ทิ้งเซตะที่ยังยืนนิ่งอยู่ท่าเดิมไว้เบื้องล่าง  พอชูอิจิเข้ามาในห้องก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นหลังพิงประตู  สะอึกสะอื้นตัวโยนจนแทบขาดใจ  เจ็บที่อีกฝ่ายเห็นเขาเป็นของเล่น  สิ่งของที่ไร้ชีวิตจิตใจ  จะย่ำยีและพูดจาดูถูกหยาบคายยังไงก็ได้  ความเชื่อใจในตัวของน้องชายต่างสายเลือดถูกทำลายไปตั้งแต่คืนที่เขาถูกอีกฝ่ายข่มขืนเมื่อสองปีก่อนแล้ว!!


+ + + + + + + + + + + + + + + +


\"ชูอิจิ  อีกสองเดือนก็จบม.ปลายแล้วสิ  คิดไว้รึยังว่าจะต่อมหาวิทยาลัยที่ไหน\"  ผู้เป็นพ่อและหัวหน้าครอบครัวเอ่ยถามลูกชายคนโตขณะกำลังทานอาหารเย็นกันพร้อมหน้าพร้อมตา

\"ก็..มีที่คิดๆไว้บ้างน่ะครับ  แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ\"  เด็กหนุ่มวัย 18 ปีตอบ  \"ยังไม่รู้ด้วยว่าจะสอบติดรึเปล่า\"

\"เก่งๆอย่างชูอิจิคงเข้ามหาลัยดังๆอย่างม.โตเกียวได้สบายๆอยู่แล้ว  จริงมั้ยพ่อ?\"  ลูกชายคนเล็กวัย 16 พูดขึ้นอย่างชื่นชมและภาคภูมิใจในตัวพี่ชายเต็มเปี่ยม

\"เซตะ  เราก็เอาอย่างชูอิจิพี่ของเราเขาซะบ้างสิ  ไม่ใช่วันๆเอาแต่เที่ยวตะลอนๆ  ผลการเรียนก็ขึ้นๆลงๆแบบนี้\"  ผู้เป็นพ่อตำหนิ

\"โธ่พ่อ  ครอบครัวเรามีชูอิจิเก่งคนเดียวก็เหลือเฟือแล้วน่า  อย่ามาคาดหวังกับผมเล๊ย  เสียเวลาเปล่า\"

\"เอ๊ะ  เจ้านี่!\"

ร่างบางยิ้มขำ  รีบห้ามปรามก่อนจะเกิดศึกโต้วาทีกลางโต๊ะอาหารระหว่างพ่อลูก  \"ปล่อยเซตะเขาเถอะครับพ่อ  ตามใจบ้างคงไม่เป็นไร  แกยังเด็ก  กำลังอยู่ในวัยต่อต้าน  ถ้าโตขึ้นกว่านี้หน่อยคงเข้าใจเอง\"

\"ชูอิจิ!!  ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ  ตัวโตกว่านายแล้วด้วย!!\"

\"ก็โตแค่ตัวแหล่ะน้า\"  ร่างทำเสียงขึ้นจมูกล้อเลียนแบบไม่จริงจังนัก

\"นี่!!\"

\"เอาล่ะๆ  หยุดทะเลาะกันเถอะจ้า\"  จากเดิมที่ชูอิจิเป็นกรรมการห้ามยกแต่กลับเข้าไปร่วมวงด้วยซะเอง  เดือดร้อนคนเป็นแม่ต้องมาเป็นฝ่ายห้ามทัพ  \"เซตะเองก็เหมือนกัน  ฟังที่พี่เขาพูดบ้าง  ไม่ใช่เอาแต่เถียง  แม่ว่าที่จริงก็ถูกของชูอิจิเขานะ  เราน่ะมันโตแต่ตัว\"

\"แม่ก็อีกคน  จะมีใครเข้าข้างผมบ้างมั้ยเนี่ย!\"  เด็กหนุ่มร่างสูงหน้ามุ่ย  ตักข้าวเข้าปากคำโตจนแก้มป่องแสดงอาการขัดใจ  เรียกเสียงหัวเราะเอ็นดูให้กับครอบครัวทาคายามะ

เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ชูอิจิเรียนจบมัธยมปลายด้วยคะแนนท๊อป  เซตะเฝ้าถามชูอิจิมาตลอดว่าจะเรียนต่อที่ไหนแต่ก็ถูกบอกปัดไปเสียทุกครั้งด้วยเหตุผลว่ายังไม่ตัดสินใจบ้างล่ะ  ยังไม่แน่ใจบ้างล่ะ  จนในที่สุดวันนี้เขาเข้าไปถามชูอิจิที่ห้องของเจ้าตัวอีกครั้ง  เป็นไปไม่ได้แล้วที่ป่านนี้อีกฝ่ายยังไม่ตัดสินใจเรื่องเรียนต่อ  เพราะนี่มันก็ปิดเทอม  เป็นช่วงที่นักเรียนที่จบม.ปลายเตรียมสอบเอ็นทรานซ์แล้ว

\"แล้วพ่อกับแม่ล่ะ  เซตะ\"  ชูอิจิหันมาถามเมื่อน้องชายตัวโตเดินเข้ามาในห้อง

\"ออกไปธุระ  บอกว่าดึกๆจะกลับ\"

\"งั้นเหรอ..\"

\"ชูอิจิ  ตกลงนายตัดสินใจรึยังว่าจะเข้ามหา\'ลัยไหน  อ๊ะ  อย่าบอกนะว่ายังไม่ตัดสินใจ  นี่มันอยู่ในช่วงสอบเข้าแล้วนะ\"  เซตะถามขณะนั่งลงบนเตียงข้างร่างบาง  รีบพูดดักคอก่อนที่อีกฝ่ายจะบอกปัดแบบเคย

\"เอ่อ..ที่จริงก็เลือกได้แล้วล่ะ\"  

\"ที่ไหนล่ะ\"  คนตัวโตถาม  พลางหันไปสังเกตเห็นตู้เสื้อผ้าที่เปิดอ้าอยู่  มีเสื้อผ้าเหลือติดตู้อยู่ไม่กี่ชุดก็เอะใจ  \"ชูอิจิ  เสื้อผ้าของนายไปไหนหมด?\"

ชูอิจิทำท่าลำบากใจก่อนจะตัดสินใจบอกความจริง  \"เซตะ  พี่จะไปเรียนต่อที่อเมริกา\"

\"อ..อะไรนะ!?\"  เซตะนิ่งอึ้ง  ละล่ำละลักถาม  \"ล้อเล่นใช่มั้ย\"

\"รู้แล้วเซตะอย่าโกรธพี่นะ  คือ..ที่จริงพี่ตัดสินใจได้นานแล้ว  ตอนที่บอกพ่อแม่พวกท่านก็คัดค้าน  แต่เมื่อพวกท่านรู้ว่าพี่จริงจังก็ใจอ่อนยอมตกลง  ทางโรงเรียนก็สนับสนุนให้ใช้โควต้าในการสมัครเข้า  พี่ไปสอบโทเฟลมาแล้วด้วย  แล้วทางโรงเรียนก็ส่งผลการเรียนกับเอกสารต่างๆไปเรียบร้อยแล้ว  เหลือแต่ตัวพี่ที่ต้องเดินทางไปมอบตัวที่มหา\'ลัยอีตั้นอาทิตย์หน้า\"

\"หมายความว่าไง  นี่พี่ปิดบังผมมาตลอดงั้นเหรอ!!\"

\"พี่ขอโทษ  พี่ไม่ได้ตั้งใจ  พี่กลัวเซตะจะโกรธ  แต่พี่ตั้งใจจะบอกเซตะเร็วๆนี้นะ\"

\"ไม่!!  ไม่จริงใช่มั้ย  นายจะทิ้งฉันไปเรียนต่อที่อเมริกาจริงๆเหรอ  ฉันไม่ยอมนะ!!\"  ร่างสูงเขย่าแขนร่างบางโดยแรง

\"เซตะ  พี่ไม่ได้ทิ้งนายนะ  พี่ไปเรียนต่อแค่ 4 ปีก็กลับแล้ว  แล้วพี่ก็จะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆด้วยไม่ต้องห่วง\"

\"ไม่เอา!!  ฉันไม่ให้ไป!!  ฉันอยู่ไม่ได้นะถ้าขาดนาย!!\"  

เด็กหนุ่มกอดผู้เป็นพี่ชายแน่น  น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่อาย  เขาไม่อยากแยกจากชูอิจิแม้แต่วันเดียว  นี่ตั้ง 4 ปีเขาไม่มีทางยอมเด็ดขาด  เขากับร่างบางไม่เคยแยกจากกันนานเกินอาทิตย์เลย  ใช่  เขายอมรับว่าเขาเป็นน้องที่ติดพี่มาก  แต่ความรักจากเดิมที่เห็นชูอิจิเป็นพี่ชายคนหนึ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น  เขาไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่  รู้แต่ว่าเขายอมรับตัวเองได้นานแล้วว่าเขารักชูอิจิมากกว่าการเป็นพี่ชาย  และรักมากถึงขนาดจะไม่ยอมให้อะไรมาพรากเขากับชูอิจิออกจากกันอย่างเด็ดขาด  

\"ชูอิจิ  นายโตแล้วนะ  ไม่มีพี่นายก็อยู่ได้น่า  เราสองคนยึดติดกันมากเกินไป  จะห่างๆกันบ้างก็ไม่เห็นเสียหายนี่นา  ดีซะอีก  นายจะได้มีโอกาสอยู่กับเพื่อนๆมากขึ้น  เผลอๆอาจจะมีแฟนซักคนสองคนตอนที่พี่ไม่อยู่ก็ได้นะ\"  ชูอิจิลูบหัวปลอบ  พยายามทำให้อีกฝ่ายร่าเริง  แต่กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง

\"ไม่!!  ผมรักพี่  ผมไม่ต้องการใครนอกจากพี่  แค่มีพี่คนเดียวก็พอแล้ว!!  เด็กหนุ่มกอดชูอิจิแน่นขึ้นจนร่างบางรู้สึกอึดอัด  หายใจไม่สะดวก

\"ดะ..เดี๋ยวก่อน  เซตะ  ปล่อยพี่ก่อน  พี่หายใจไม่ออก\"  ร่างบางพยายามแกะมือที่เกาะหนึบเป็นตุ๊กแกของน้องชายออก  แต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่หลุด  รู้สึกว่ายิ่งขยับดิ้นด้วยความอึดอัดอีกฝ่ายก็รัดแน่นกว่าเดิม  แต่ที่แปลกคือมือร่างสูงที่ลูบไล้แผ่นหลังไปมากับลมหายใจที่เป่ารดต้นคอทำให้เขาขนลุก

และในที่สุดความรักที่อัดอั้นเก็บกักมานานก็ทะลักออก  ความอดทนของร่างสูงสิ้นสุด  ความรักที่เขาพยายามปกปิดมาตลอดกำลังจะถูกถ่ายทอดให้อีกฝ่ายรับรู้

ชูอิจิอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก  ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกริมฝีปากร้อนๆของร่างสูงบดขยี้ลงมา  ทั้งตกใจและมึนงงจนทำอะไรไม่ถูก  จนกระทั่งถูกอีกฝ่ายกดลงบนเตียงแล้วขึ้นคร่อม

\"ซ..เซตะ!?\"

\"ชูอิจิ  ฉันรักนาย  รักแบบคนรักไม่ใช่แบบพี่น้อง  รักมานานแล้ว\"

\"พะ..พูดอะไรน่ะ  นายเป็นน้องฉันนะ  แล้วฉันก็เป็นผู้ชายด้วย!!\"

\"ฉันรู้..แต่ฉันรักนาย  ฉันไม่แคร์ว่านายจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง  แล้วเรื่องพี่น้องนั่นนายก็รู้ดีนี่ว่าเราไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ\"

\"แต่ฉันรักนายแบบน้องชายนะ!!\"

\"แต่ฉันไม่สน  ชูอิจิ..นายรู้รึเปล่าว่าฉันต้องทรมานแค่ไหนที่ได้แต่มองนายและแอบรักนายอยู่เงียบๆ  บอกให้รู้ก็ไม่ได้  แสดงออกก็ไม่ได้  เพราะติดที่เราเป็นพี่น้องกัน  แต่เวลานี้ฉันไม่สนแล้วถึงแม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องกันจริงๆก็ตาม  ฉันรักนาย  รักนายมากกว่าอะไรทั้งนั้น!!\"

\"ไม่นะ!!  มันไม่ถูกต้อง  มันไม่สมควรจะเป็นแบบนี้\"

\"ฉันกะว่าพอเรียนจบแล้วฉันถึงจะบอกนาย  จะไม่รีบร้อนเพราะยังไงเราก็ยังอยู่ด้วยกันอีกนาน  ฉันอยากจะอยู่กับนายตลอดไป  แต่พอนายจะไปเรียนต่อเมืองนอกฉันก็ทนไม่ได้  ฉันไม่ยอมให้นายไปจากฉันหรอก  ไม่มีทาง  นายเป็นของฉัน  นายจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!!\"

\"ไม่นะ!!  หยุดนะเซตะ  อย่า...!!\"

ความรัก..ความโกรธ..ความน้อยใจ..ความรู้สึกที่ตีกันภายในทำให้เซตะขาดสติ  ใช้กำลังหักหาญเอาชูอิจิมาเป็นของตน  ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว  นอกจากความอบอุ่นและหอมหวานของร่างบางที่อยู่เบื้องล่าง  ตักตวงความสุขจากอีกฝ่ายตามใจชอบโดยไม่สนว่าชูอิจิจะรู้สึกยังไง  เสียใจและผิดหวังแค่ไหน  แม้จะต้องทำร้าย  แม้จะต้องฝืนความรู้สึกของคนที่เขารักมากแค่ไหน  แต่เซตะคิดได้เพียงว่าไม่มีวิธีไหนที่จะรั้งชูอิจิไว้ได้นอกจากวิธีนี้เท่านั้น

ในเช้าวันรุ่งขึ้น  เซตะต้องตื่นขึ้นมาพบกับความว่างเปล่า  ที่นอนข้างกายไม่มีวี่แววของร่างที่มอบความสุขและไออุ่นให้เขาเมื่อคืน  และในวันนั้นเซตะได้รับรู้ถึงความผิดหวังและเสียใจที่สุดในชีวิต  ชูอิจิจากไปแล้ว  จากไปโดยที่ไม่บอกให้ใครได้รับรู้ล่วงหน้าเลย  และคืนนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เซตะได้เห็นหน้าชูอิจิ...


+ + + + + + + + + + + + + + + +


ร่างสูงลุกพรวดขึ้นนั่ง  เหงื่อผุดซึมทั่วใบหน้า  หายใจเข้าออกแรงก่อนจะค่อยๆปรับลมหายใจให้เป็นปกติ  ท่ามกลางความมืดบนเตียงกว้างเซตะนั่งซบหน้ากับเข่าข้างหนึ่ง  มือทั้งสองยกขึ้นกุมศรีษะเหมือนกับว่ามันคลายอาการปวดหัวจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆได้  ความรู้สึกผิดและเสียใจถาโถมเมื่อคิดถึงความฝันเมื่อครู่  ฝันที่ย้ำเตือนถึงความชั่วช้าและร้ายกาจของตัวเอง  ภาพที่เขาไม่สามารถลบออกไปได้เลยตลอดสองปีที่ผ่านมา  มีแต่จะชัดเจนยิ่งขึ้น..ยิ่งขึ้น..จนกระทั่งได้พบกับคนที่เขาทำร้ายในความฝันอีกครั้ง  ฝันคราวนี้มันชัดเจนแจ่มแจ้งเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน

...อยู่ใกล้กันแค่เพียงเอื้อมแต่เหมือนอยู่ห่างกันคนละครึ่งโลก...มีเพียงกำแพงห้องที่ชวางกั้นแต่ไม่สามารถจับต้องได้แม้แต่ปลายนิ้ว...

...ทรมานเหลือเกิน..ทั้งๆที่รัก..แต่ทำไมถึงทรมานได้ขนาดนี้..มันคงเป็นตราบาปที่คอยย้ำเตือนจิตใจเขาไปชั่วชีวิต...

วันต่อมา  ร่างสูงพบว่าชูอิจิพยายามหลบหน้าเขาตลอด  ทั้งวันเซตะได้เห็นหน้าอีกฝ่ายแค่ตอนลงมากินข้าวและอาบน้ำเท่านั้น  นอกนั้นก็หมกตัวอยู่แต่ในห้อง  ไม่แม้แต่จะคุยกับเขาซักคำ  เซตะเองก็หงุดหงิดจากการกระทำของชูอิจิ  ตกกลางคืนจึงออกไประบายนอกบ้านด้วยการดื่มเหล้าเฮฮากับเพื่อนฝูงและต่อด้วยพาสาวขึ้นเตียง  แม้ผู้หญิงแต่ละคนที่เขานอนด้วยจะไม่มีใครสามารถแทนที่ชูอิจิได้  แต่มันก็เพียงพอที่จะได้ระบายความอัดอั้นชั่วคราว  

เป็นแบบนี้มาเรื่อยๆจนถึงกลางดึกคืนหนึ่งที่ร่างสูงเมามายกลับมา  เซตะพอพาร่างตัวเองเดินเข้าบ้านได้ก็ล้มตัวลงนอนกับพื้นหน้าชั้นวางรองเท้า  ชูอิจิที่ลงมาเข้าห้องน้ำได้ยินเสียงตึงตังที่ด้านหน้าก็รีบเดินไปดู  พบร่างสูงนอนคว่ำอยู่แถวประตู

\"เซตะ  ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะ\"  สะกิดร่างสูง  ได้คำตอบรับเพียงแค่เสียงอืออาในลำคอ  \"ลุกขึ้นไปนอนบนห้องเร็ว  เดี๋ยวเป็นหวัดนะ\"  

แม้เขาจะยังโกรธอยู่  แต่ลึกๆก็ยังมีความเป็นห่วงร่างสูงอยู่บ้าง  เมื่ออีกฝ่ายไม่ขยับจึงตัดสินใจช่วยพยุงร่างใหญ่โตให้ลุกขึ้น

\"โอ้โห!  กลิ่นเหล้าหึ่งเชียว  นี่ไปเมากลับมาใช่มั้ย  ริอ่านกินเหล้าตั้งแต่เมือไหร่ฮึ  นายยังไม่ 20 เลยนะ!!\"  อดที่จะตำหนิไม่ได้  รู้สึกไม่สบายใจที่เห็นเซตะทำตัวเหลวไหลแบบนี้  แต่ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาด้วย

กว่าจะพยุงคนตัวโตขึ้นมาบนห้องได้ก็ทุลักทุเลพอดู  ก็เจ้าตัวให้ความร่วมมืออย่างดีซะเมื่อไหร่  แต่ก็ยังดีที่พอมีสติเดินด้วยขาตัวเองบ้าง  ไม่อย่างนั้นเขาคงแบกขึ้นมาไม่ไหว

พอเอาอีกฝ่ายลงนอนบนเตียงได้ก็ถอนหายใจโดยแรง  ส่ายหน้ากับสภาพที่ดูไม่ได้ของชายหนุ่ม  ตัดสินใจลงไปเอาผ้ากับกะละมังมาใส่น้ำเย็นเช็ดตัวให้สร่างเมา  เซตะที่ยังมีสติก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  พลิกซ้ายพลิกขวาให้ชูอิจิเช็ดตัวได้ถนัด  เจ้าตัวนอนยิ้มหลับตาพริ้มสบายอารมณ์จนชูอิจิเห็นแล้วนึกหมั่นไส้ขึ้นมาตะหงิดๆ

\"ทำตัวเหลวไหลขึ้นทุกทีนะนาย  นึกว่าโตแล้วจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ซะอีก  เฮ้อ!  ไม่ไหวเล้ย\"  บ่นไปเช็ดตัวไป  ไม่สังเกตร่างสูงนี่นอนลืมตาจ้องเขาอยู่ซักพักแล้ว

\"ชูอิจิ...\"  

เซตะยกมือขึ้นกุมมืออีกฝ่าย  เจ้าของชื่อสะดุ้ง  พยายามดึงมือออกแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ  ชายหนุ่มยกมือเขาขึ้นไปกำไว้บนอกจนสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงไม่แพ้กัน

\"ฉันรักนายนะ  ชูอิจิ  รัก...\"  สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอย่างที่พูดทำให้ร่างบางตัวสั่น  ความพยายามที่จะชักมือออกหยุดนิ่ง  กัดปากแน่นจนช้ำ  เซตะเห็นก็ยกมืออีกข้างขึ้นมาไล้ริมฝีปากบางเล่นอย่างแผ่วเบาหวังเพื่อจะระงับความเจ็บปวดให้อีกฝ่ายได้  ปากก็ยังพร่ำบอกรักให้ร่างบางรับรู้อยู่ไม่ขาด

ชูอิจินั่งนิ่ง  ไม่หลบหรือขัดขืนอย่างที่เซตะคิด  แววตาของร่างบางอ่อนโยนและแฝงไปด้วยความเศร้าจนร่างสูงนึกอยากกอดปลอบประโลม  แต่กลัวว่าอีกฝ่ายจะยิ่งกลัวและเกลียดเขามากขึ้นกว่าเดิม  และชูอิจิก็ทำให้ชายหนุ่มร่างสูงแปลกใจอีกครั้งเมื่อมือเรียวเล็กแต่สั่นน้อยๆยกขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าเขา  สายตาที่มองมาไม่มีความโกรธและเกลียดแฝงอยู่เลย  แต่เป็นความรู้สึกอื่นที่เขาไม่เข้าใจ  ทั้งสองสบตากันอย่างต้องการค้นความจริงในใจของกันและกัน

\"เซตะ..ฉัน..ฉัน...\"

แต่ยังไม่ทันที่เซตะจะเข้าใจอีกฝ่ายได้มากขึ้นกว่านั้นเจ้าตัวก็ชักมือออกอย่างรวดเร็วเหมือนรู้สึกตัว  ลุกพรวดขึ้นจากขอบเตียงและถอยหลังออกมาเหมือนปฏิกิริยาเดิมๆไม่มีผิด  มีเพียงแววตาที่ยังเต็มไปด้วยความสับสน

\"ฉะ..ฉันจะกลับห้องล่ะ  นายก็นอนซะนะ  อย่าลืมห่มผ้าด้วยล่ะเดี๋ยวจะเป็นปอดบวม\"  พูดก่อนจะเดินออกไปจากห้องของร่างสูง  

ความห่วงใยในน้ำเสียงทำให้เซตะยังพอใจชื้น  รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง  หลับตาลงเมื่อความง่วงงุนเข้าครอบงำโดยไม่ลืมที่จะห่มผ้าผืนหนาตามที่ร่างบางสั่ง


+ + + + + + + + + + + + + + + +


วันนี้ชูอิจิออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าโดยไม่บอกเขาซักคำว่าไปไหน  ร่างสูงได้แต่หงุดหงิดฮึดฮัดอยู่ตามลำพังในบ้านหลังใหญ่  รู้สึกเซ็งจนไม่รู้จะทำอะไร  ออกไปเที่ยวก็ขี้เกียจ  อยู่เฉยๆในบ้านก็เบื่อ  อยากพบหน้าร่างบางใจจะขาด  การกระทำของชูอิจิเมื่อคืนทำให้เขาติดใจ  ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรกันแน่  น่าจะหายโกรธเขาแล้ว  แต่นอกนั้น..ร่างสูงยังไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเอง

ไม่รู้จะไปไหน  ไปๆมาๆก็ตัดสินใจเข้าไปในห้องของชูอิจิ  ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงที่ยังคงมีไออุ่นของเจ้าตัวจากการหลับไหลเมื่อคืน  พลิกตัวนอนคว่ำสูดกลิ่นไอของร่างบางเข้าเต็มปอดหวังจะจดจำกลิ่นนี้ให้ติดจมูกไปอีกนานแสนนาน  คว้าหมอนมากอดอย่างแสนรัก  ประทับริมฝีปากลงอย่างแผ่วเบาจินตนาการว่าเป็นเจ้าของที่นอนหนุน

มองไปรอบๆห้องอย่างตรวจตรา  ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปซัดนิดจากเมื่อสองปีก่อน  แม้เจ้าตัวจะไม่อยู่แต่ห้องนี้ก็ถูกทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอและคงสภาพเดิมไว้เพื่อรอคอยเจ้าของกลับมา

มือไม้ร่างสูงอยู่ไม่สุกหยิบนั่นจับนี่ไปทั่วจนกระทั่งถึงลิ้นชักหัวเตียง  เปิดออกมาก็พบสมุดเล่มเล็กอันแสนเก่ากึ้กที่เจ้าของใช้มาตั้งแต่สมัยม.ต้น  เซตะจำได้ว่าชูอิจิเคยใช้มันเป็นไดอารี่จดบันทึกต่างๆ  เดิมมันเคยมีแป้นล๊อคที่ต้องใช้ลูกกุญแจถึงไขได้  แต่ดูจากสภาพความเก่าแล้ว  ตัวล๊อคที่ขึ้นสนิมและใช้การไม่ได้ทำให้คนเปิดได้โดยง่าย  ไดอารี่เล่มนี้อาจถูกเก็บไว้ในลิ้นชักเป็นเวลานาน  เจ้าของคงไม่ได้นำมันไปด้วย  ชายหนุ่มสองจิตสองใจว่าจะเปิดดีหรือไม่  รู้ดีว่าการแอบอ่านไดอารี่ของผู้อื่นเป็นเรื่องเสียมารยาท  แต่ต่อมความอยากรู้อยากเห็นมันมีมากกว่า  จนในที่สุดก็ตัดสินใจเปิดมันออก

กระดาษแผ่นหนึ่งล่วงออกมากจากสมุด  เซตะหยิบขึ้นมาจากพื้น  พลิกขึ้นดู  มันเป็นรูปถ่าย..และคนในรูปก็เป็นเขา!!

รูปนั้นเขาจำได้ว่ามันถูกถ่ายตอนงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 16 ปีของเขา  เมื่อสองปีที่แล้ว  3 เดือนก่อนที่ชูอิจิจะไปเรียนต่อ  

มือที่ถือรูปสั่นน้อยๆ  คำถามมากมายประดังเข้ามาในสมอง  ทำไมชูอิจิถึงเก็บรูปเขาไว้  จริงอยู่ที่พี่น้องมีรูปของกันและกันมันไม่น่าแปลก  แต่นี่เป็นรูปเดี่ยวของเขาและถูกสอดเก็บไว้อย่างดีในสมุดบันทึกสำคัญของเจ้าตัว  ละสายตาจากรูปถ่ายหันไปมองสมุดบันทึกในมืออีกข้างด้วยความรู้สึกที่เต็มตื้น  ถ้าในสมุดเล่มนี้เก็บรูปเขาไว้  งั้นจะมีเรื่องของเขาเขียนในไว้นี้ด้วยไว้หรือเปล่า?

มือใหญ่เปิดสมุดเล่มเล็กอีกครั้ง  พลิกหน้ากระดาษดูทีละหน้า  ตัวหนังสือมากมายผ่านสายตา  แต่ชายหนุ่มไม่สนใจอ้อยอิ่งอยู่กับมันนานนักเพราะมันเป็นแค่บันทึกเรื่องต่างๆของเจ้าของที่ไม่มีอะไรน่าสะดุดตา  จนเขามาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งที่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่บนกระดาษ  ลงวันที่ซึ่งตรงกับวันเกิดเขาเมื่อสองปีก่อน

\'เซตะอายุเพิ่มขึ้นอีกปีแล้ว  ตัวสูงขึ้นมาก  มากกว่าเราที่อายุมากกว่าเสียอีก  มันน่าโมโหนักเชียว!  แต่ก็ยังโตแต่ตัวเหมือนเดิมล่ะน้า  เราเองก็ 18 แล้ว  เราสองคนต่างก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ  แต่มีสิ่งหนึ่งที่เติบโตพร้อมกับตัวเรา  ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่มันก็ยิ่งชัดเจน  เคยคิดว่าไม่อยากจะยอมรับ  แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น  ได้แต่ยอมรับมันอย่างเงียบๆ  ความรู้สึกที่บอกใครไม่ได้  ความรู้สึกที่มันท่วมท้นมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น  ได้แต่เก็บมันไว้ในใจ  ...รัก...  แฮปปิ้เบิร์ดเดย์เซตะ  ขอให้นายมีความสุขตลอดไป\'

หัวใจของร่างสูงพองโต  มือที่ถือสมุดไม่สามารถระงับความสั่นได้  สิ่งที่อ่านผ่านตามันน่าเหลือเชื่อจนแทบไม่อยากจะเชื่อ  ความรู้สึกของอีกฝ่ายถ่ายทอดเข้ามาจนเต็มตื้น  แม้จะไม่ได้ยินจากปากของเจ้าตัว  แต่เพียงเท่านี้เขาก็แทบจะคลั่งแล้ว  มือที่กำแน่นพลิกเปิดดูหน้าอื่นๆต่อไป  

\'ในที่สุดเราก็ตัดสินใจได้เสียที  ในหัวทบทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบว่าเราตัดสินใจถูกหรือผิดกันแน่  แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าขืนอยู่แบบนี้ต่อไปก็รังแต่จะทรมานใจตัวเองเปล่าๆ  แม้หัวใจจะพยายามคัดค้านการตัดสินใจครั้งนี้ก็ตาม  แต่อยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่ก็ไม่สามารถเอื้อมถึง  สู้ไปเสียไกลๆดีกว่าจะได้ไม่เจ็บปวดแบบนี้  ขืนอยู่ต่อไปความรู้สึกนี้มันก็ต้องถูกเปิดเผยเข้าซักวัน  เซตะจะรู้สึกยังไง  ลำบากใจมากแค่ไหนที่ได้รับรู้  แล้วไหนจะครอบครัว  คนรอบข้าง  ถ้าความรู้สึกนี้ถูกเปิดเผยออกไปพ่อกับแม่-คงผิดหวังและเสียใจ  ทั้งๆที่รู้ว่าความรักครั้งนี้มันไม่มีทางสมหวังแต่ก็ยังดันทุรังรัก  อาจจะถึงเวลาแล้วที่เราจะตัดใจ  ไปจากเขาซะเพื่อจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง\'

และจนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย...

\'อีกไม่นานเราก็ต้องไปแล้ว  ไปจากบ้านหลังนี้  แม้จะไม่ใช่การจากกันอย่างถาวร  แต่ระยะเวลา 4 ปีก็ทำให้ใจหายนัก  คงต้องบอกเซตะ  แต่ก็ยังไม่กล้า  เซตะจะว่ายังไง  จะโกรธหรือเปล่าที่เราตัดสินใจแบบนี้โดยไม่ปรึกษา  แต่อยากให้รู้  ที่ไปไม่ใช่เพราะเกลียด  แต่เพราะ..รัก  ไม่อยากทำลายความสัมพันธ์นี้  อยากให้เซตะมีความสุขกับคนที่คู่ควร  มากกว่าที่จะอยู่กับคนอย่างเรา  อยากให้มีรักที่ปกติเหมือนคนทั่วไป  มีครอบครัวที่อบอุ่น  มีลูกน่ารักให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ  ส่วนตัวเราแค่ขอมองอยู่ห่างๆในฐานะของพี่ชายก็เพียงพอแล้ว  ลาก่อน..เซตะที่รัก\'

น้ำตาของร่างสูงร่วงหยดลงบนหน้ากระดาษ  ชายหนุ่มเพิ่งรับรู้ความเจ็บปวดและอัดอั้นตันใจของอีกฝ่ายเดี๋ยวนี้เอง  ชูอิจิรู้สึกเหมือนเขามาตลอดแต่ก็เก็บมันไว้  ความทรมานที่รักแต่ไม่สามารถแสดงออกได้นั้นเขาเข้าใจดี  นึกเสียใจที่ตอนนั้นไปคาดคั้นเร่งเร้ากับอีกฝ่าย  ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่จนต้องทำร้ายจิตใจของคนที่รัก  ถ้าตอนนั้นเขาคุยกันดีๆด้วยเหตุผล  พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวเองกับความรู้สึกของชูอิจิ  บางที..เรื่องแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้น


+ + + + + + + + + + + + + + + + +


ชูอิจิกลับมาในตอนเย็นโดยที่ซื้อของสดมาเตรียมทำอาหารเย็น-ด้วย  ร่างบางเดินเข้ามาในบ้านก็พบร่างสูงกำลังเดินลงบันไดมา  

\"ไปไหนมาเหรอ\"  เซตะเอ่ยถาม  ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน  

ร่างบางสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างแต่ก็ไม่แน่ใจนัก  ไม่ตอบคำถามแต่พูดเรื่องอื่นแทน  \"เย็นนี้มีสตูเนื้อกับซุปเห็ดหอมนะ  ตอนแรกว่าจะทำผัดพริกหวานเนื้อแต่นึกได้ว่านายไม่กินพริกหวาน\"

ร่างสูงยิ้มดีใจที่อีกฝ่ายไม่เคยลืมว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร  เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายใกล้ๆ  ทำเป็นไม่สนใจอาการระแวงของร่างบาง  \"ฉันช่วยนะ\"

\"ไม่เป็นไร  นายขึ้นไปรอข้างบนเถอะ  เสร็จแล้วจะเรียก\"  พูดจบก็จะเลี่ยงเข้าไปในครัวแต่ก็ชะงักเมื่อร่างสูงจับมือเขารั้งไว้  \"มะ..มีอะไรอีกล่ะ\"

\"เรื่องของเรามันเป็นไปไม่ได้เลยเหรอ..ชูอิจิ\"  เขามองด้วยสายตาวิงวอน

ชูอิจินิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง  \"ใช่  มันเป็นไปไม่ได้\"  คิ้วของร่างบางกระตุก  ตอบโดยไม่หันกลับไปมอง  \"ปะ..ปล่อยได้แล้ว\"

นอกจากไม่ปล่อยแล้วร่างสูงกลับบีบมืออีกฝ่ายแน่น  เดินเข้ามาประชิดหลังแล้วก้มลงกระซิบข้างใบหู  \"นายจะคิดยังไงก็ตามใจ  แต่ยังไงฉันจะไม่ยอมแพ้หรอกนะ  ฉันจะตื้อนายต่อไปจนกว่านายจะยอมใจอ่อน\"

ใบหน้าของร่างบางร้อนวูบวาบส่งผลให้มือที่ถูกกุมอุ่นซ่านตามไปด้วย  เขาชักมือออกโดยทันทีแล้วเดินหนีเข้าไปในครัว  ร่างสูงหัวเราะเบาๆไล่หลัง  เมื่ออ้อนวอนไม่ได้ผลก็คงต้องใช้ลูกตื๊อลูกเดียวแหล่ะ  ไล่ต้อนอีกฝ่ายไปเรื่อยๆจนต้องจนมุมเข้าในที่สุด  ยังไงความรู้สึกของชูอิจิเขาก็รับรู้แล้ว  เพียงแต่ร่างบางไม่ยอมพูดออกมาตรงๆเพราะติดที่ว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกันและแคร์ความรู้สึกของพ่อแม่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  แต่ยังไงเขาก็จะทำให้ร่างบางพูดออกมาจากปากให้ได้แม้จะเห็นแก่ตัวก็ยอมล่ะ

คืนนี้ชูอิจินอนไม่หลับ  กระสับกระส่ายตลอดทั้งคืนเพราะคำพูดของเซตะเมื่อตอนเย็น  ใจเต้นตึกตักเมื่อนึกถึง  ทั้งๆที่คิดว่าจะไม่สนใจและเฉยชาเหมือนกับที่ผ่านๆมา  แต่ก็ไม่อาจหลอกตัวเองได้ว่าไม่ดีใจกับการกระทำของร่างสูงเลย  จะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหน  เขาจะต้องทนอีกเมื่อไหร่   กำแพงที่เขาเพียรพยายามสร้างมันมาตลอดหลายปีดูเหมือนจะพังทลายได้ทุกเมื่อ  ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆเขาคงยอมพ่ายแพ้ต่อความอ่อนแอของหัวใจตนเองเป็นแน่


+ + + + + + + + + + + + + + + + + + +


\"ชูอิจิ...\"

แคร๊ง!!  

เสียงช้อนตกกระทบจานพร้อมๆกับที่เจ้าของชื่อสะดุ้ง  ขณะที่กำลังเหม่อลอยคิดเรื่องของคนที่นั่งตรงข้ามและเรียกชื่อเขาเมื่อครู่

\"ห..หา!?\"

\"หึหึ  เรียกแค่นี้ก็ต้องตกใจด้วย  นายขวัญอ่อนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่\"

\"ไม่ใช่เรื่องของนายน่า!  ว่าแต่มีอะไร\"  ร่างบางดุแก้เขิน  ถามเสียงห้วน

ชายหนุ่มหยุดหัวเราะ  \"แค่จะถามว่านายจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน\"

\"ก็ว่าจะกลับมาซักอาทิตย์นึง  แต่นี่พ่อกับแม่ดันไม่อยู่ก็เลยต้องรอให้พวกท่านกลับมาก่อน\"

\"อาทิตย์เดียว?  นายหายไปตั้งสองปีคิดจะกลับมาเยี่ยมบ้านแค่อาทิตย์เดียวเองเหรอ  แล้วอย่างนี้ถ้านายกลับไปแล้วคงไม่กลับมาอีกจนกว่าจะเรียนจบเลยสินะ  ใจร้ายจัง\"

\"ก็เพราะนา...\"  นึกขึ้นได้จึงหยุดพูด  ไปๆมาๆก็ต้องวกกลับมาเรื่องนั้นอีกจนได้  แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้ตั้งใจก็เถอะ  เอ..หรือว่าตั้งใจ?

\"หือ?\"  อีกฝ่ายยิ้มถามหน้าซื่อ

\"ปะ..เปล่า  ช่างเถอะ\"  หลบสายตาอย่างจงใจก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย  \"แล้วนายล่ะ  ปีนี้ก็จบม.ปลายแล้วนี่  คิดรึยังว่าจะต่อที่ไหน\"

เซตะทำท่าครุ่นคิดครู่นึงก่อนตอบ  คงเป็นม.โตเกียวน่ะแหล่ะ  พ่อกับแม่หวังไว้มากนี่  เมื่อเดือนก่อนไปลองสอบพรีเอนทรานซ์ดูผลคะแนนออกมาดีคงผ่านฉลุย\"

\"งั้นก็ดีแล้ว  คนจบจากม.โตเกียวมีโอกาสเข้าทำงานดีๆเยอะ\"  ชูอิจิยิ้ม  \"แล้วนี่นายนึกฮึดตั้งใจเรียนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย  ทีเมื่อก่อนไม่ค่อยจะสนใจเรียนด้วยซ้ำ  ทำท่าว่าจะไม่อยากเรียนต่อมหาลัยด้วยนี่\"

\"ก็เป้าหมายตอนนี้มันสูงน่ะ\"

\"อะไรนะ\"

\"อ้อ..เปล่า\"

ชูอิจิย่นคิ้ว  นึกสงสัยแต่ก็ไม่ได้ซักต่อ  เป้าหมายที่ชายหนุ่มว่าคงหมายถึงม.โตเกียวล่ะมั้ง  

ระหว่างอาหารมื้อเย็นเซตะชวนชูอิจิคุยไปเรื่อยเปื่อย  เรื่องในครอบครัวบ้าง  การเรียนบ้าง  สัพเพเหระบ้าง  ทำให้ร่างบางเบาใจ  ตอนนี้พวกเขากลับมาคุยได้อย่างปกติเหมือนเมื่อก่อนแล้ว  ไม่ต้องทนอึดอัดกับบรรยากาศที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนหลายวันที่ผ่านมา  ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปก็คงจะดีไม่น้อย


+ + + + + + + + + + + + + + +


\'ชูอิจิ  ผมจะออกไปซื้อของแป๊บนะ  บ่ายๆจะกลับ\'

คำพูดที่เซตะพูดทิ้งไว้ก่อนจะออกไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน  ชูอิจินั่งกระวนกระวายอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยจิตใจไม่สู้ดีนัก  เย็นป่านนี้แล้วน้องชายของเขายังไม่กลับบ้าน  ทั้งๆที่บอกว่าจะกลับตอนบ่าย  ออกไปก็ตั้งแต่ตอนสายๆ  โทรศัพท์มือถือก็ติดต่อไม่ได้  เขาสังหรณ์ใจว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับเซตะ

อาหารเย็นที่ร่างบางทำรอไว้ตอนนี้เย็นชืดแม้แต่เจ้าตัวยังไม่ใส่ใจ  จิตใจของเขาตอนนี้ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก  กังวลไปต่างๆนานาถึงคนที่เขากำลังเฝ้ารอ  

ให้ตายเถอะ  เซตะไปไหนนะ  ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับ  เกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับหมอนั่นรึเปล่า  

ชูอิจิไม่เคยอยากพบเซตะมากถึงขนาดนี้มาก่อน  ตลอดสองปีที่ห่างกันแม้จะไม่ได้พบหน้ากันเลยแต่เขาก็ยังโทรฯทางไกลหรือส่งจดหมายมาหาแม่บ้างเพื่อถามข่าวคราวของเซตะ  ทำให้ชูอิจิไม่ห่วงมากนักเพราะรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเซตะสุขสบายดีอยู่  แต่ตอนนี้  เวลานี้  เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดีอย่างไร

แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายสามารถดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้  แต่เซตะก็ไม่เคยเหลวไหล  เวลาจะออกไปไหนมาไหนก็จะต้องบอกคนที่บ้านเสมอ  แล้วถ้าบอกว่าจะกลับตอนไหนก็จะกลับมาตรงเวลานั้น  ยกเว้นแต่ถ้าติดธุระหรือปลีกตัวมาไม่ได้ก็จะโทรมาบอกล่วงหน้า

\"เซตะ  นายอยู่ที่ไหน  ได้โปรดกลับมาเถอะ  ฉัน..ฉัน..ร...\"  

RRRRRR...

ทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังชูอิจิก็ลุกพรวดจากโซฟากระโจนเข้าใส่โทรศัพท์ทันที  เขาปาดน้ำตาออกรวกๆแล้วกรอกเสียงลงไปอย่างมีความหวัง

\"ฮัลโหล!  เซตะ  เซตะเหรอ  ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน  ทำไมยังไม่กลับบ้าน\"

\"เอ่อ..ไม่ใช่ค่ะ  ขอโทษนะคะ\"  

ทันทีที่เสียงปลายสายตอบกลับมาชูอิจิก็กลับมาหดหู่อีกครั้ง  ผิดหวังที่ไม่ใช่เสียงที่เขาอยากได้ยินที่สุดในตอนนี้

\"สะ..สวัสดีครับ  ต้องการพูดกับใครครับ\"

\"ขอเรียนสายคุณทาคายามะ  ชูอิจิค่ะ\"

\"กำลังพูดอยู่ครับ\"

\"ดิฉันโทรจากโรงพยาบาลxxxนะคะ  ไม่ทราบว่าคุณเป็นญาติกับคุณทาคายามะ  เซตะใช่มั้ยคะ\"

ชูอิจิใจหายวาบที่ได้ยิน  ละล่ำละลักตอบกลับไป  \"ชะ..ใช่ครับ  ผมเป็นพี่ชายของเขา  เกิดอะไรขึ้นกับเขาครับ!?\"

\"ทำใจดีๆไว้นะคะ  ตั้งสติก่อนฟัง  คุณทาคายามะ  เซตะประสบอุบัติเหตุโดนรถชนค่ะ  ตอนนี้... ฮัลโหล  ฮัลโหล!?\"  อยู่ๆสัญญานโทรศัพท์ของอีกฝั่งก็ตัดไป  นางพยาบาลถือหูโทรศัพท์ออกมามองอย่างฉงนก่อนจะวางสาย  \"ยังพูดไม่ทันจบเล๊ย...\"

ทันทีที่วางหูชูอิจิก็กระหืดกระหอบวิ่งออกมาจากบ้าน  เรียกรถแท๊กซี่แล้วตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาล  ตอนนี้ในหัวของชูอิจิมีแต่ชื่อของเซตะกับชื่อของโรงพยาบาล  เขาคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว  ได้แต่ภาวนาไม่ให้เซตะเป็นอะไรไป  แค่ปิดบังความรู้สึกตัวเองแค่นี้ก็เจ็บปวดพอแล้ว  เขาไม่อยากเจ็บปวดไปมากกว่านี้ที่จะต้องเสียเซตะไปโดยที่เขาไม่ได้บอกอะไรเลย  

ไม่เกินครึ่งชั่วโมงต่อมารถก็มาจอดที่หน้าโรงพยาบาล  พอชูอิจิลงจากรถก็ตรงไปที่เค๊าเตอร์ทันที

\"ทาคายามะ  เซตะอยู่ห้องไหนครับ!\"

\"รอซักครู่นะคะ\"  นางพยาบาลรับคำแล้วหันไปเชคข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์  ชูอิจิรออย่างกระวนกระวายใจอยู่ครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็หันกลับมาตอบ  \"ชั้น 5 ห้องผู้ป่วยรวม 506 ค่ะ\"

\"ขอบคุณมากครับ\"  พูดจบก็ผละจากไปทันที  เขาขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 5 แล้วเดินหาหมายเลขห้องที่ได้รับฟังมาจากนางพยาบาล  ไม่นานเขาก็เจอแล้วเปิดเข้าไปโดยไม่รีรอ

ในห้องมีเตียงผู้ป่วยอยู่ 4 เตียง  แบ่งออกเป็น 2 ฟาก  ฟากละ 2 เตียง  แต่ละเตียงจะมีฉากกั้น  เตียงสองเตียงด้านหน้าที่ชูอิจิเห็นนั้นว่างเปล่า  แต่เตียงที่อยู่ริมสุดของฟากหนึ่งมีวี่แววของคนที่นอนอยู่  ชูอิจิเดินอ้อมฉากกั้นเข้าไปทันที

ทันทีที่มาหยุดอยู่หน้าเตียงร่างบางก็ต้องยกมือขึ้นปิดปาก  น้ำตารื้นขึ้นมาทันที  ปวดร้าวกับสภาพของอีกฝ่ายที่ได้เห็น  ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงถูกเข้าเฝือกทั้งตัว  คล้ายๆกับมัมมี่  ไม่ว่าจะเป็น  แขน  ขา  หรือลำตัว  แม้แต่ศีรษะก็ถูกผ้าพันไว้แน่นหนา  มีเพียงเปลือกตาที่ปิดสนิทที่โผล่พ้นออกมา  ที่ปากและจมูกมีหน้ากากออกซิเจนครอบอยู่  สายต่างๆของเครื่องมือแพทย์ระโยงระยางดูแล้วน่าใจหาย  ไม่ผิดอะไรกับคนที่ตายทั้งเป็น

\"ซ..เซตะ...\"  ถ้อยคำที่เปร่งออกมาจากริมฝีปากบางได้รูปทั้งแหบแห้งและสั่นเครือ  น้ำตาไหลอาบแก้มโดยที่เจ้าตัวไม่คิดจะปาดเช็ด  มือที่เอื้อมมาแตะที่เฝือกของแขนข้างหนึ่งสั่นน้อยๆ  สัมผัสแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเจ้าตัวจะเจ็บปวดมากกว่าที่เป็นอยู่  \"ทำไม..ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับนายด้วย\"

ร่างบางร้องไห้โฮออกมาอย่างหมดกลั้น  ก้มลงซบกับไหล่หนาโดยไม่ทันคิดว่าเฝือกจะเปียกเปื้อนคราบน้ำตา  แต่ถึงแม้จะสะอื้นจนตัวโยนก็ยังไม่กล้าทิ้งน้ำหนักลงไปมากนักเพราะกลัวจะไปกระทบกระเทือนอีกฝ่ายเข้า

\"เซตะ  นายอย่าเป็นอะไรไปนะ  ถ้านายเป็นอะไรไปฉันจะทำยังไง  ฉันจะอยู่ยังไง  ฉันคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนาย  นายอย่าทิ้งฉันนะ\"  ชูอิจิพูดกับร่างที่นอนแน่นิ่งไร้สติ  มืออันสั่นเทาลูบแผ่วเบาที่ข้างใบหน้า  \"นายอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ  นายต้องหายดีกลับมาแข็งแรงเป็นเซตะจอมตื๊อคนเก่า  ฉันยังมีเรื่องที่จะต้องบอกกับนายอีกมากมาย  รวมทั้งเรื่องของเราด้วย  ฉันขอโทษที่ปฏิเสธนายมาตลอด  ขอโทษที่ทำเหมือนกับว่าความรู้สึกของนายไม่มีค่า  ไม่มีความหมาย  ที่จริงฉันเข้าใจนะความรู้สึกของนายน่ะ  ฉันเองก็เหมือนกัน...\"  

\"ฉัน..รักนายนะ  รักมาก  เหมือนกับที่นายรักฉัน  อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ  รักนายมาตลอดเวลา  ตั้งแต่ที่รู้ว่าฉันไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อกับแม่ล่ะมั้ง  แต่ฉันกลัว  กลัวว่าถ้านายรู้แล้วนายจะรังเกียจ  ฉันที่อยู่ในฐานะพี่ชายไม่มีสิทธิ์จะคิดแบบนั้นฉันรู้ดี...\"

ชูอิจิยังคงพูดไปเรื่อยๆ  แม้จะรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังหมดสติอยู่คงไม่มีทางได้รับรู้

\"ฉันยังจำได้ดีวันที่นายเคยพูดกับฉันว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันก็ยังเป็นพี่ชายที่แสนดีของนายไม่ว่าจากนี้หรือตลอดไป  ตอนนั้นฉันรู้สึกเคว้งคว้างและสับสนที่ได้รู้ว่าตัวเองไม่ใช่ลูกแท้ๆของพ่อแม่  ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆของนาย  ฉันเสียใจ  รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่คนเดียวในโลก  แต่เมื่อนายพูดคำๆนั้นออกมา  มันเหมือนกับฉันได้เกิดใหม่  ได้รู้สึกตัวว่าฉันก็ยังคงเป็นฉัน  เป็นลูกของพ่อกับแม่  เป็นพี่ชายของนาย  ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าฉันรักนาย  รักมากกว่าที่พี่ชายคนหนึ่งจะรักน้องตัวเองได้...\"

\"ตอนนั้นนายอาจเห็นฉันเป็นแค่พี่ชายคนหนึ่ง  แต่ฉันก็ดีใจนะที่ได้อยู่เคียงข้างและดูแลนายอย่างนั้นตลอดไป  แต่เมื่อโตขึ้นฉันก็เริ่มรู้สึกตัวว่าความรักที่ฉันมีให้นายนั้นมันเป็นเรื่องผิดปกติ  ฉันไม่ควรจะคิดแบบนั้น  ฉันไม่อยากให้นายรับรู้และสับสนถึงต้องพยายามตีตัวออกห่างจากนาย  ทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าตลอดมานายเองก็คิดกับฉันเหมือนกัน...\"

\"แต่เมื่อได้รู้แทนที่ฉันจะดีใจที่สมหวังในความรัก  ฉันกลับสับสน  มันกระทันหันจนฉันตั้งตัวไม่ทัน  กลัวไปต่างๆนานา  กลัวว่าพ่อกับแม่จะรับไม่ได้  กลัวว่าคนรอบข้างจะติฉินนินทา  เพราะเหตุนั้นเลยทำให้ฉันมองข้ามความรู้สึกของเราสองคน  ไม่ยอมรับความจริง  คิดแต่จะหนีไปให้เร็วที่สุด  ไปจากนาย  เพื่อจะได้ลืมความรู้สึกนี้ไปซะแล้วคิดว่านายก็คงจะลืมและได้เริ่มต้นใหม่กับผู้หญิงดีๆซักคนเหมือนคนปกติทั่วไป...\"

\"แต่ฉันคิดผิด  ตลอดเวลาที่ฉันเฝ้าแต่หลอกตัวเองว่าฉันลืมได้กลับยิ่งทำให้นายเสียใจและทุกข์ทรมาน  ความรู้สึกที่นายมีต่อฉันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนกับที่นายเคยพูดเมื่อตอนนั้น  แต่ฉันเอง  ฉันเองที่กลับลืมและทำลายมันทิ้งอย่างไม่ใยดี  ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าไม่สามารถตัดใจจากนายได้  ฉันยังคงรักนายเสมอ  ตลอดเวลาสองปีที่ไม่ได้เจอกันฉันก็เฝ้าคิดถึงแต่นาย  และไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปีฉันก็จะยังคิดถึงแต่นาย  เวลานี้ฉันเข้าใจดีแล้วว่า  คำว่า \'ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง\' ของนายมันมีความหมายลึกซึ้งมากแค่ไหน...\"

\"เซตะ  ฉันขอโทษที่ทำให้นายต้องเจ็บปวด  ยังไม่สายเกินไปใช่มั้ยที่ฉันจะบอกรักนาย  นายต้องฟื้นนะ  นายต้องกลับมาหายดีแล้วเราจะได้มาเริ่มต้นกันใหม่  ตอนนี้ฉันจะไม่แคร์อะไรอีกแล้ว  จะมีแต่ฉันกับนายเท่านั้น  ได้โปรดเถอะ  ลุกขึ้นมาฟังฉันหน่อย  นายอยากได้ยินคำๆนี้จากฉันไม่ใช่เหรอ  ฉันก็พูดแล้วนี่ไง  นายต้องฟื้นนะ  แล้วฉันจะพูดให้นายฟังทุกวัน  จะบอกรักนายจนกว่านายจะเบื่อ  ลุกขึ้นมาฟังสิ  ฉันรักนาย  ฉันรักเซตะ  รัก  รักมากที่สุด...\"

\"ชู..อิจิ...\"

เสียงเรียกแผ่วเบาที่คุ้นหูปลุกให้เปลือกตาลืมพรึ่บ  ร่างบางที่ซบหน้าร้องไห้อยู่ข้างเตียงเงยหน้าขึ้นมา  หันไปจ้องหน้าร่างไร้สติบนเตียงตาไม่กระพริบ

\"เซตะ?\"  กระซิบเรียกแผ่วเบาแต่ร่างตรงหน้ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้  ยังคงนอนแน่นิ่งหายใจแผ่วด้วยเครื่องช่วยหายใจอยู่เหมือนเดิม

เมื่อกี๊เขาหูแว่วรึไงนะ  บ้าชะมัด  ก็เจ้าตัวนอนสงบนิ่งอยู่ตรงนี้จะเรียกชื่อเขาได้ยังไง  สงสัยคงจะฟุ้งซ่านมากเกินไป...

\"ชูอิจิ\"

ร่างบางยืนนิ่งตัวแข็ง  เสียงเรียกที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมตอกย้ำทำลายความคิดที่ว่าตัวเองฟุ้งซ่านหรือหูแว่วไปสนิทใจ  แต่ที่มาของเสียงจากทางด้านหลังดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้  แต่หัวใจที่เต้นรัวย้ำเตือนว่าใช่เสียงของเจ้าตัวจริงๆ  

เมื่อหันไปทางต้นเสียงช้าๆชูอิจิก็อึ้งตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง  เตียงริมในสุดของฝั่งตรงข้ามที่ถูกกั้นโดยฉากกั้นเมื่อยืนจากทางเข้าหน้าประตูในตอนแรก  บัดนี้เห็นชัดถนัดตาเมื่อมองจากด้านนี้  ร่างที่คุ้นตากำลังครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงหมอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย  ทุกอย่างอยู่ในสภาพปกติสมบูรณ์ยกเว้นแต่ศีรษะที่ถูกพันผ้าไว้บางๆ  เจ้าของร่างส่งยิ้มน้อยๆให้เขา  เรียกสติที่เตลิดเปิดเปิงของชูอิจิกลับคืนมา

เจ้าของร่างบางหันกลับไปมองเตียงเก่าอีกครั้งแล้วหันกลับมามองเตียงที่มีคนนั่งยิ้มอยู่ตรงหน้า  ก่อนที่จะทำแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายรอบ  จนพูดออกในที่สุด  

\"นะ..นี่มันอะไรกัน  หมายความว่ายังไง  นายอยู่นี่  แล้วนั่น...?\"

\"ฉันน่ะอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว  นายต่างหากที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ  อยู่ๆก็ตรงเข้าไปผิดเตียงแล้วร้องไห้ฟูมฟายเฉยเลย\"  เซตะเว้นให้อีกฝ่ายเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนจะพูดต่อ  \"เอ..หรือว่านายรู้จักคนไข้เตียงนั้นด้วย  แหม  บังเอิญจังแฮะ  ชื่อเซตะเหมือนกันซะด้วย\"

ตอนนี้เองที่ชูอิจิ(ผู้มีความรู้สึกช้าาา)เริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไปก็หน้าร้อนฉ่า  ใบหน้าแดงเรื่อบอกความอับอาย  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกที่ได้รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินมาตลอดว่าเขาพูดอะไรไปบ้าง  มองใบหน้าที่ยิ้มกว้างอย่างเป็นต่อนั่นก็ยิ่งทั้งอับอายทั้งหมั่นไส้

บ้าชะมัด  อยู่อีกเตียงก็ไม่บอกไม่ทักท้วงซักคำ  ปล่อยให้พูดคนเดียวอยู่ได้จนจบ  นี่คงฟังเขาสารภาพรักกับคนแปลกหน้าจนเพลินเลยล่ะสิ  ถ้อยคำทั้งหมดที่เขาพูดออกมาจากใจด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มีอีกฝ่ายก็คงจะรับรู้หมดแล้ว!!

\"ไอ้บ้า!!  แล้วทำไมนายไม่ทักท้วงเล่า!\"  ต่อว่าแก้เขินก่อนจะก้มหน้าก้มตาเดินเลี่ยงไปที่ประตู  หนีซะงั้น  

เซตะเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเรียกรั้งไว้  \"เดี๋ยวสิ!  ชูอิจิ!  จะไปไหนล่ะ\"

\"ก็จะกลับน่ะสิ  เรื่องอะไรจะอยู่ให้นายหัวเราะเยาะเล่า\"  

\"ฉันไม่ได้หัวเราะเยาะนายซักหน่อย\"  ทำหน้าเหรอหราเหมือนไม่รู้เรื่อง

\"แล้วยิ้มอย่างนั้นทำไมล่ะ\"  เสียงแผ่วลงกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่ยอมอ่อนให้  \"ฉันกลับล่ะ  นายไม่ได้เป็นอะไรมากนี่\"  พูดจบก็หันหลังทันที

\"ชู..โอ๊ย!!\"

ชูอิจิตกใจ  วิ่งกลับมาหาร่างสูงที่เตียง  ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอามือกุมหัว  \"เซตะ!  เป็นอะไร  ปวดหัวเหรอ\"

\"จับตัวได้แล้ว\"  พูดพร้อมกับคว้าหมับที่ข้อมือของร่างบาง  ยิ้มหน้าระรื่นเหมือนคนที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยเลยซักนิด  

ชูอิจิเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกก็หน้าแดงด้วยความทั้งเขินทั้งโกรธ  จะกระชากมือกลับแต่ไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายยึดข้อมือเขาไว้แน่นหนา  \"นี่นายหลอกฉันเหรอ\"

\"ก็ชูอิจิจะหนีกลับก่อนนี่นา\"  

\"ก็นายไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อยนี่\"  เมื่อสะบัดไม่หลุดจึงปล่อยเลยตาเลย  หันหน้าหนีไปอีกทาง

\"ใครบอกว่าไม่เป็นไร  ดูสิหัวแตกด้วย  เย็บตั้ง 4 เข็มแน่ะ  เนี่ยยังรู้สึกปวดหัวตุบๆอยู่เลย\"  พูดเสียงอ้อน  มือข้างที่ว่างขี้ให้ดูที่ศีรษะที่พันผ้าไว้

ความโกรธมลายหายไปซะสนิท  เปลี่ยนเป็นความห่วงใยแทนเมื่อเห็นผ้าพันเผลที่ศีรษะของร่างสูง  ยกมือขึ้นลูบแผ่วเบา  \"เจ็บมากมั้ย...\"

\"ไม่เจ็บแล้วล่ะ  ยิ่งเห็นหน้าชูอิจิก็หายสนิทเลย\"  จ้องตาร่างบางแน่วนิ่งจนอีกฝ่ายเก้อเขินต้องหลบสายตาไป

\"เว่อร์\"  ต่อว่าเบาๆแก้เขิน

\"อ้าว  ญาติมารับแล้วเหรอคะ\"  

พยาบาลประจำห้องเดินเข้ามาตรวจดูความเรียบร้อย  เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองจึงเอ่ยทัก  ชูอิจิสะดุ้ง  พยายามจะชักมือออกแต่ร่างสูงกลับยึดไว้แน่นไม่ยอมปล่อยง่ายๆ  ส่งสายตาดุปรามแต่เจ้าตัวกลับทำไม่รู้ไม่ชี้

หญิงสาวมองทั้งคู่แล้วยิ้มอย่างเอ็นดูเพราะเข้าใจว่าเป็นพี่น้องกัน  เธอหันไปบอกกับชูอิจิ  \"คนไข้ไม่เป็นอะไรมากแล้ว  กลับบ้านได้แล้วล่ะค่ะ\"  พูดก่อนจะเซ็นอะไรบางอย่างลงในใบที่ถือติดมาด้วย  จากนั้นจึงยื่นให้อีกฝ่าย  \"อย่าลืมไปรับยาด้วยนะคะ\"

\"ขอบคุณมากครับ\"  ร่างบางรับไว้แล้วเอ่ยขอบคุณ  พยาบาลสาวยิ้มตอบแล้วเดินออกไป

\"เฮ้อ  ได้กลับซักที  ไม่อยากจะอยู่นานกว่านี้แล้ว\"  

ชูอิจิอมยิ้มกับท่าทางของร่างสูง  ลืมเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไปชั่วคราว  เขาจำได้เสมอว่าแต่ไหนแต่ไรมาเซตะไม่เคยถูกกับโรงพยาบาลเพราะเหตุที่ว่าไม่ชอบกลิ่นยาและบรรยากาศอุดอู้ในโรงพยาบาล  พอตั้งท่าจะกลับก็นึกขึ้นได้ว่ามือของตัวเองยังถูกคนตัวโตครอบครองไว้

\"ทีนี้จะปล่อยได้รึยัง  มือน่ะ\"  ถามเสียงห้วน  เจ้าตัวยิ้มเผล่ก่อนจะยอมปล่อยแต่โดยดี

หลังจากนั้นเมื่อทั้งคู่รับยาและจ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้วก็นั่งแท๊กซี่กลับบ้านทันที

\"อาหารเย็นที่ทำไว้เย็นชืดหมดแล้วล่ะ  เดี๋ยวจะอุ่นให้นะ  นายจะได้กินข้าวแล้วก็กินยา  จากนั้นค่อยไปนอนพักผ่อน\"  ชูอิจิบอกกับร่างสูงเมื่อทั้งคู่เข้ามาในบ้าน

\"ไม่กินไม่ได้เหรอ  ฉันไม่หิวน่ะ\"

\"ไม่ได้  นายต้องกินยาหลังอาหารนะ\"  พูดก่อนจะดุนหลังร่างสูงไปที่บันได  \"ไปอาบน้ำอาบท่าซะแล้วค่อยลงมากินข้าว\"

\"ก็ด้าย..ย\"  ลากเสียงอย่างล้อเลียนก่อนจะขึ้นบันไดไปโดยดี  

ชูอิจิถอนหายใจอย่างโล่งอก  ดูเหมือนอีกฝ่ายจะลืมเรื่องที่โรงพยาบาลไปซะสนิทเพราะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมาก็ไม่เห็นซักไซร้หรือพูดถึง  ใจหนึ่งก็คิดว่าดีแล้วจะได้ไม่ต้องลำบากใจ  แต่อีกใจก็คิดน้อยใจที่อีกฝ่ายลืมได้ง่ายๆเหมือนกับสิ่งที่เขาพูดไปนั้นไม่มีความสำคัญกับเจ้าตัวเลย

เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเย็นเสร็จ  เซตะอาสาเก็บล้างถ้วยจาน  ส่วนชูอิจิก็ขึ้นไปอาบน้ำ  พอลงมาอีกทีก็เห็นร่างสูงนั่งยิ้มอยู่ที่โซฟาในห้องรับแขกเหมือนรอคอยเขาอยู่

\"มานั่งทำอะไรตรงนี้ล่ะ  ทำไมไม่ขึ้นไปนอนพักผ่อน  แล้วกินยารึยัง\"  ถามเป็นชุดจนอีกฝ่ายแทบไม่รู้ว่าจะตอบข้อไหนก่อน

\"ยังไม่ได้กินเลย  รอนายอยู่นั่นแหล่ะ\"

\"นายนี่ยังไงน้า  โตป่านนี้โรคเกลียดยาเกลียดโรงพยาบาลยังไม่หายอีก\"  ตั้งแต่เด็กแล้วเซตะไม่ชอบกินยา  ต้องบังคับและมีคนมาคอยยืนคุมเจ้าตัวถึงจะยอมกิน  ไม่อย่างนั้นก็จะแอบเอายาไปทิ้งแล้วอ้างว่ากินแล้ว  ชูอิจิบ่นไปก็ทำท่าจะเดินไปหยิบยามาให้  แต่ถูกอีกฝ่ายคว้าแขนไว้ก่อน

\"อย่าเพิ่งก็ได้\"  เซตะบอก  ก่อนจะฉุดแขนชูอิจิบังคับให้นั่งลง  \"มานั่งนี่ก่อน  ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย\"

\"คุยอะไร\"  ทำหน้าสงสัย

\"ไม่ต้องมาทำไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย  เรื่องที่นายพูดที่โรงพยาบาลน่ะอย่าคิดว่าฉันจะลืมนะ\"

\"เอ่อ...\"  ชูอิจิเบนสายตาหลบไปอีกทาง  \"ก็ไม่มีอะไรนี่  จะลืมไปซะก็ได้\"

ร่างสูงถอนใจ  ยกมือทั้งสองแตะแก้มใสหันใบหน้าของอีกฝ่ายให้เผชิญหน้ากับตน  \"ชูอิจิ  อย่าทำแบบนี้สิ  อย่าทำเหมือนมันไม่สำคัญ  อย่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แล้วก็เลิกหลอกตัวเองซักที  เรามาพูดความจริงกันดีกว่า...\"

\"ฉัน...\"  ชูอิจิจ้องมองสายตาจริงจังของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกลังเลสับสน  เซตะเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

\"ฉันดีใจนะที่ได้ฟังนายพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาจากปากของนาย  ดีใจที่ได้รับรู้ถึงความรักและความห่วงใยของชูอิจิ  แล้วนายจะปล่อยให้ฉันต้องดีใจเก้อ..จะปล่อยให้ฉันต้องเสียใจเพราะเหตุผลที่ว่าคำพูดนั่นเป็นเพียงแค่การล้อเล่นของนาย  แล้วกลับมาจมปลักอยู่กับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่างั้นเหรอ...\"

แววตาของชูอิจิสั่นระริก  บ่งบอกว่าเจ้าตัวเองก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น  เซตะกุมมือทั้งของข้างของชูอิจิไว้แล้วยกขึ้นมาจุมพิศแผ่วเบา

\"ฉันเจ็บปวดทรมานแค่ไหนนายน่าจะรู้  แล้วฉันก็รู้ว่านายต้องเจ็บปวดและทรมานมากกว่าฉันหลายเท่า  อย่าเก็บมันไว้อีกเลยนะชูอิจิ  ฉันคงทนไม่ได้ที่ต้องเห็นนายเป็นแบบนี้  เราสองคนไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันเลย  แล้วจะมัวนั่งเสียใจทำไมในเมื่อพวกเราต่างก็คิดเหมือนกัน  ความรู้สึกของเราสองคนมันสื่อถึงกันมานานแล้ว  เพียงแต่นายทำลายกำแพงที่มองไม่เห็นนั่นซะ  แล้วเราสองคนจะได้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดทรมานนี่ซักที...\"

\"ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย  ความรักของเราไม่ใช่สิ่งที่สามารถประกาศให้ใครต่อใครได้รับรู้ได้  แต่มันก็เป็นสิ่งที่มีค่าและมีความหมายที่สุดสำหรับเราสองคน  เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ...\"

\"ฉันรักชูอิจินะ  รักมากกว่าความรักที่น้องชายมีให้ต่อพี่ชาย  มากกว่าความรักที่ชายหนุ่มพึงมอบให้กับหญิงสาว  มากกว่าใจทั้งหมดที่ฉันมี  รัก..มากกว่าชีวิตของตัวฉันเอง\"  

\"ฉันก็รักนาย!!\"  น้ำตาของชูอิจิไหลพราก  พุ่งเข้ากอดคอของร่างสูงด้วยความความพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเอง  พ่ายแพ้ต่อความหนักแน่นของชูอิจิ  พ่ายแพ้ต่อเหตุผลทั้งหมดที่ตัวเองสร้างขึ้น

เซตะกอดตอบร่างบางแน่นด้วยความรักสุดหัวใจ  ถ่ายทอดความรู้สึกของกันและกันให้อีกฝ่ายรับรู้  ต่างคนต่างเข้าใจโดยไม่ต้องมีคำพูดสวยหรูมาพร่ำพรรณนาอีกต่อไป  อ้อมกอดที่รัดแน่นหนาของร่างสูง  ชูอิจิไม่อึดอัด  แต่อบอุ่น  อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความรัก  ซุกหน้าลงกับอกกว้างเพื่อให้แนบชิดขึ้นไปอีก  เซตะก็ซุกหน้าลงกับผมนุ่ม  สูดกลิ่นแชมพูหอมสดชื่น  ลูบไล้เส้นผมอย่างหลงใหลแผ่วเบาประหนึ่งเป็นแก้วเจียระไนมูลค่ามหาศาล  แต่ต่อให้มีของที่ว่ามาอยู่ตรงหน้าจริง  เขาก็ไม่มีวันชายตาแลตราบใดที่ยังมีชูอิจิอยู่ในอ้อมกอดเช่นนี้  

ผ่านไปนานกว่าที่ทั้งคู่จะผละออกจากกัน  แม้จะอยากให้เวลาทั้งหมดหยุดอยู่เพียงแค่นั้นเพื่อพวกเขาจะได้แนบชิดกันแบบนี้ตลอดไป  แต่มันก็เป็นไปไม่ได้  เพราะพวกเขาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

\"เซตะ  คือว่า...\"

\"เรื่องพ่อแม่ใช่มั้ย?\"  ไล้มือกับแก้มใสเพื่อปลอบประโลมเมื่อสังเกตเห็นแววกังวลในดวงตาของชูอิจิ  

ร่างบางพยักหน้าเบาๆ  หลับตาพริ้มกับสัมผัสของอุ้งมืออบอุ่น  ความกังวลใจทุเลาไปบ้างเพียงแค่สัมผัสอ่อนโยนของร่างสูง

\"ไม่ต้องกังวลนะ  เรื่องของเรายังไม่ต้องบอกพ่อกับแม่ก็ได้  มันจะเป็นความลับของเราสองคน  ไว้ชูอิจิพร้อมเมื่อไหร่เราค่อยบอกก็ได้  ท่านทั้งสองเลี้ยงเรามาตั้งแต่เล็กจนโต  ไม่มีใครรู้จักเราสองคนดีที่สุดเท่าพ่อกับแม่ของเราอีกแล้ว  ฉันเชื่อว่าพวกท่านจะต้องเข้าใจ\"

ชูอิจิหลับตา  เอนตัวซบลงกับอกของร่างสูงตามแรงรั้งอย่างว่าง่าย  ความกลัวความกังวลหายสนิท  เพราะเชื่อใจและเชื่อมั่นในตัวของเซตะ  เชื่อว่าอีกฝ่ายจะทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี  เรื่องพ่อกับแม่เขาไม่คิดจะปิดบังพวกท่านตลอดไป  แต่ชูอิจิขอเวลา..ขอความกล้ามากกว่านี้  แล้วซักวันเขาจะบอกเรื่องนี้กับพวกท่านอย่างไม่ลังเลใจ

ร่างบางยิ้มอย่างเป็นสุข  เงยหน้าขึ้นมาเพื่อหวังมองร่างสูงให้ชัดถนัดตา  พบว่าสายตาและรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายส่งมาให้อยู่ก่อนแล้ว  ความเขินและอายกลับมาอีกครั้งทั้งๆที่ก่อนหน้านี้โยนทิ้งไปหมด  พอรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มทำหน้าแบบไหนก็รีบกับหน้างุดกลับมาซุกกับอกของร่างสูงอีกครั้ง

\"หือ?  เป็นอะไรเหรอ?\"  เซตะแปลกใจกับท่าทางของอีกฝ่าย  ถามเสียงอ่อนโยน

ชูอิจิส่ายหน้ากับอ้อมอกโดยที่ไม่ยอมเงยหน้า  แต่พอนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ก็เงยหน้าพรึ่บจนร่างสูงแทบผงะ

\"นี่นายยังไม่กินยาเลยนี่\"

เซตะทำหน้าเหยเกขึ้นมาทันที  อยู่ๆก็นึกขึ้นได้ทำไมกันเนื่ย  \"โธ่  ยังจำได้อีกเหรอ\"

\"ไม่รู้ล่ะ  ยังไงนายก็ต้องกินนะ  เซตะ\"  พูดจบก็ลุกขึ้นไปหยิบยาและน้ำมายื่นให้อีกฝ่าย  แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวยังนั่งนิ่งก็จับมือใหญ่ขึ้นมาแล้วยัดยาใส่  \"กินซะ  ห้ามเบี้ยว  กินแล้วจะได้หายเร็วๆไง\"  ประโยคหลังอ่อนโยนขึ้น

เซตะก้มมองยาในมือตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมองร่างบาง  ก่อนจะครุ่นคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์  ยิ้มที่ชูอิจิเห็นแล้วยังหนาวๆร้อนๆขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

\"ถ้าอยากให้ฉันกินยาล่ะก็..นายก็ป้อนหน่อยสิ\"  คำพูดของเซตะที่ได้ยินทำให้ชูอิจิคิ้วขมวด

\"จะบ้าเหรอ  นายโตแล้วนะ  จะให้ป้อนเป็นเด็กๆไปได้\"

\"แล้วใครบอกว่าจะให้ป้อนแบบเด็กกันล่ะ\"  พูดพร้อมกับฉุดแขนชูอิจิลงมานั่งตักโดยที่เจ้าตัวไม่ทันได้ตั้งตัว  \"จะให้ป้อนแบบผู้ใหญ่ต่างหาก\"

ชูอิจินิ่งอึ้งก่อนจะหน้าร้อนขึ้นมาทันทีที่เข้าใจความหมาย  หยิกที่แขนของร่างสูงเต็มแรง

\"โอะ..โอ๊ยๆ\"  บิดเอี้ยวตัวหนีด้วยความเจ็บ  ร้องครวญครางตัดพ้อ  \"เจ็บนะชูอิจิ  หยิกทำไมเล่า\"

\"นายนี่นะมันน่านัก...\"  พูดอย่างหมั่นไส้ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นจากตัก  \"กินเองไปเถอะ\"

ยังไม่ทันที่จะได้ลุกขึ้นแขนกำยำก็ตวัดรัดร่างบางให้อยู่กับที่  ชูอิจิแทบกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้เพราะอ้อมแขนที่รัดแน่นราวคีมเหล็ก

\"ไม่เอา  ถ้านายไม่ป้อนฉันก็ไม่กิน\"

ชูอิจิถลึงตาใส่คนเอาแต่ใจ  \"เรื่องของนาย  ไม่กินก็ตามใจ  ฉันไม่เดือดร้อนอะไรนี่\"

\"จะดีเหรอ  ถ้าฉันไม่กินยาคืนนี้อาจจะนอนปวดหัวทั้งคืนก็ได้นะ\"  ได้ผล  ร่างบางชะงักอาการพยายามง้างแขนชายหนุ่มออกทันที  เขารู้ว่าชูอิจิคงทนเห็นเขาเจ็บปวดหรือทรมานต่อหน้าต่อตาไม่ได้แน่  \"ฉันอาจจะร้องครวญครางทั้งคืนจนนายหนวกหูนอนไม่หลับ  เดือดร้อนนายต้องลุกขึ้นมาดูแลแบบเมื่อตอนเด็กๆอีก  แล้วนายก็ต้องนั่งเฝ้าไข้ฉันทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน...\"

\"ก็ได้ๆ\"  ชูอิจิตัดใจยอมตกลง  รู้ดีว่าอีกฝ่ายเจ้าเล่ห์อ้างนู่นอ้างนี่สารพัดเพื่อจะยอมให้เขาตามใจความเอาแต่ใจของเจ้าตัว  แต่เขาก็ยังใจอ่อนจนได้  เพราะลึกๆแล้วเขาก็เป็นห่วงกลัวจะเป็นอย่างที่เซตะว่าจริงๆ  

ร่างสูงยิ้มถูกใจกับชัยชนะเล็กๆของตัวเอง  จุดอ่อนของชูอิจิคือทนเห็นเขาเจ็บไม่ได้  ซึ่งเขารู้มาตั้งแต่เด็กแล้ว

\"เอายามาสิ\"  แบมือทวงยาคืนจากอีกฝ่ายแต่ไม่วายส่งสายตาตำหนิ  ยิ่งหมั่นไส้เมื่อเห็นเจ้าตัวระริกระนี้ส่งยาคืนให้แถมยื่นหน้ายื่นตาเข้ามาใกล้เพื่อเตรียมรอรับ \'การป้อน\'  มันน่าเอายายัดจมูกแทนนัก!

ชูอิจิเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำจากโต๊ะหน้าโซฟา  หมุนตัวให้ประจันหน้ากับเซตะทั้งๆที่ตัวเองยังนั่งอยู่บนตักโดยมีมือของร่างสูงโอบเอวไว้หลวมๆ  เขานำยาเข้าปากตัวเองก่อนจะก้มลงไปหาเป้าหมายช้าๆ  ริมฝีปากแตะกันแผ่วเบาก่อนใช้ปลายลิ้นเล็กเขี่ยให้ริมฝีปากของร่างสูงเผยอออก  ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือโดยดี  ชูอิจิใช้ลิ้นดุนเม็ดยาส่งเข้าปากของชายหนุ่มที่ส่งลิ้นร้อนมารอรับอยู่แล้ว  ความหวานซาบซ่านของปลายลิ้นช่วยลดความขมของยาให้เซตะได้สนิท

ร่างบางผละริมฝีปากออกมาช้าๆโดยมีร่างสูงตามติดอย่างเสียดาย  ชูอิจิดื่มน้ำในแก้วแต่ไม่กลืนลงคอ  เมื่อได้น้ำมากพอก็วกกลับไปหาริมฝีปากที่รอรับอีกครั้ง  ความชุ่มฉ่ำของน้ำส่งผ่านจากปากของร่างบาง  ความจืดชืดของน้ำกลายเป็นความหอมหวานเมื่อปลายลิ้นแตะถูกกัน  เม็ดยาและน้ำผ่านลงคอของร่างสูงไป  เซตะรุกไล่เรียวลิ้นของชูอิจิเหมือนจะกวาดน้ำทุกหยาดหยดที่ยังหลงเหลืออยู่กับอีกฝ่ายให้หมดสิ้นไป  

เมื่อเห็นว่าเซตะกลืนยาไปเรียบร้อยแล้วร่างบางก็ถอยหลังจะผละออกแต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยง่ายๆ  มือข้างหนึ่งยกขึ้นมากดท้ายทอยของชูอิจิไว้  ส่วนอีกข้างยังอยู่ที่เอวบางเหมือนเดิม  แต่รัดแน่นขึ้นจนร่างกายของทั้งคู่แนบชิดติดกันตั้งแต่หน้าท้องไปจนถึงอก

\"อือ...\"

เซตะรุกไล่เรียวลิ้นหนักขึ้น  จากความอ่อนโยนหวามหวานเปลี่ยนเป็นดุดันร้อนแรง  ชูอิจิหลับตาแน่นระงับความวาบหวิวที่เริ่มก่อตัวขึ้น  มือกำแน่นที่แขนเสื้อของร่างสูง  ลิ้นร้อนกวาดต้อนชอนไชไปทั่วช่องปากของร่างบาง

\"อืม...\"

ลิ้นเกี่ยวกระหวัดพัวพันจนทั้งคู่แทบลืมหายใจ  ชูอิจิคลายอาการเกร็ง  ยกสองมือขึ้นโอบรอบคอของอีกฝ่าย  ปล่อยตัวปล่อยใจให้เป็นไปตามการนำของร่างสูง  จนเมื่อลมหายใจเริ่มติดขัดก็พยายามดันไหล่หนาออกเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ถึงความทรมานของตน

\"ซ..เซ..พอ..พอแล้..ว...\"

เมื่อเซตะยอมถอนริมฝีปากออกไปร่างบางก็รีบสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่  

\"ฮ้า..ฮ้า..า...\"  หอบฮั่กเหมือนคนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ  แต่อีกฝ่ายไม่ปล่อยให้ชูอิจิเป็นอิสระนานนัก  ริมฝีปากที่สร้างทั้งความสุขสมและทรมานให้ตนเองเมื่อครู่ก็วกกลับมาอีกครั้ง  ดูดดื่มและเร่งเร้าขึ้นจนชูอิจิอ่อนยวบ  หมดแรงต้านทาน  

กว่าที่ร่างบางจะรู้ตัวแผ่นหลังก็สัมผัสเบาะเสียแล้ว  ร่างกายของตัวเองถูกทาบทับเสียมิดตั้งแต่ปลายเท้าจนมาถึงหน้าอก  อึดอัดทั้งจากจากจูบที่ปล้นลมหายใจกับน้ำหนักของร่างสูง

\"อื้อ..เซตะ..พอ...\"  

พลิกหน้าหนีจูบเร่าร้อน  กลับกลายเป็นว่าอวดโชว์ต้นคอขาวโดยไม่ตั้งใจ  เปิดโอกาสให้ร่างสูงก้มหน้าลงซุกไซร้  สูดกลิ่นหอมจากสบู่ผสมกลิ่นกายของร่างบาง  ลากลิ้นเลียที่ความเนียนเรียบลื่นของลำคอ  

\"มะ..ไม่เอา\"

\"ทำไมล่ะ\"  เอ่ยปากถามแต่ยังไม่หยุดซุกไซร้  ลากลิ้นลงต่ำจากต้นคอสู่ไหปลาร้า  วนไปมาที่ร่องตื้นๆจนชูอิจิขนลุกซู่  มือร่างสูงก็ไม่อยู่เฉย  เลื่อนลงต่ำ  สอดเข้าไปในเสื้อ  คลึงเคล้นอกเนียนเรียบ

\"ดะ..เดี๋ยวใครมาเห็น  อ๊ะ!  ฮ้าา...\"  สะดุ้งส่งเสียงครางอย่างสุดกลั้นเมื่อปลายเล็บสะกิดยอดอกจนมันแข็งตั้งชูชัน

\"ไม่มีใครเห็นหรอกน่า  ที่นี่มีแต่เราสองคนเท่านั้นนะ\"

\"ตะ..แต่...\"  ชูอิจิพยายามห้ามปราม  แต่ในที่สุดก็ไม่อาจต้านทานความเร่าร้อนของร่างสูงได้  จึงปลงใจยอมรับสัมผัสของอีกฝ่ายอย่างไร้การขัดขืน  \"อะ..อา..า...\"

มือของเซตะเริ่มเลื่อนมาถึงจุดอ่อนไหวของชูอิจิ  ปลายนิ้วทั้งห้าทำหน้าที่โดยการไล้วนไปมาแผ่วเบาผ่านกางเกงผ้าเนื้อดี  ทันใดนั้น...

\"กลับมาแล้วจ้า!\"

\"นอนรึยัง..เซตะ!  พวกเรากลับมาแล้วนะ\"

ร่างสองร่างบนโซฟาสะดุ้งเฮือก  ผละออกจากกันแทบไม่ทัน  ชูอิจิดีดตัวลุกขึ้นยืนจังหวะเดียวกับที่คนเป็นแม่เดินเข้ามาในห้องรับแขกพอดี

\"เซ..เอ๊ะ  ชูอิจิ!!\"  แม่ร้องเรียกลูกชายคนโตด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นเจ้าตัวมายืนอยู่ต่อหน้า  ก่อนเดินเข้าไปกอดด้วยความคิดถึงที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมาถึงสองปีเต็ม  \"โถ..ไม่เห็นหน้าตั้งนาน  รู้มั้ยว่าแม่คิดถึงเราเหลือเกิน\"

ชูอิจิกอดตอบแม่ด้วยความคิดถึงเช่นกัน  \"ผมก็คิดถึงแม่ครับ\"

แม่ปล่อยตัวชูอิจิออกจากอ้อมกอดเพื่อพิจารณาร่างตรงหน้าให้ชัด  \"ไหนให้แม่ดูหน้าชัดๆซิ  อืม..ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นนะเรา  แต่เอ..ผอมลงกว่าเดิมรึเปล่า\"

\"นิดหน่อยเองครับ  อาหารนี่นั่นไม่ถูกปากเท่าอาหารฝีมือแม่หรอก\"

\"แหม..ทำมาเป็นยอ  ทีไปอยู่นู่นตั้งสองปีแล้วป่านนี้เพิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้าน  มันน่าตี-นักนะเรา\"

\"เอะอะดีใจอะไรกันแม่  เราไปแค่สองอาทิตย์ก็คิดถึงเจ้าเซตะขนาดนี้เลยเหรอ\"  เสียงผู้เป็นพ่อที่เข้ามาทีหลังดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏตัว

\"ใครบอกว่าเป็นเซตะล่ะพ่อ  รายนั้นน่ะเห็นหน้ากันทุกวันจนเบื่อจะแย่แล้ว\"

\"อ้าว  ไหงพูดงั้นล่ะแม่  ผมน้อยใจนะ\"  เซตะตัดพ้อ

\"พ่อครับ!\"  ชูอิจิเอ่ยเรียกพ่อด้วยรอยยิ้มเมื่อชายสูงวัยเดินเข้ามาในห้องรับแขก  วิ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายด้วยความคิดถึงเช่นกัน

\"ชูอิจิ!!\"  พ่อตบหลังตบไหล่ทักทายก่อนทั้งคู่จะผละออกจากกัน  \"เป็นไงมาไงล่ะเนี่ย  ไม่เจอกันตั้งสองปีเลยนะ  สบายดีมั้ย\"

\"สบายดีครับ  แต่อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายเท่าอยู่บ้านเราหรอก\"

\"ปากหวานอีกแล้ว  อย่างงี้น่ะแหล่ะแม่เราถึงได้ติดเรานัก  แกยิ่งบ้าๆยออยู่\"

\"เงียบน่าพ่อก็\"  แม่พูดแทรกขัดคอ  ก่อนหันไปถามชูอิจิ  \"กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ห๊ะเรา\"  

\"ได้อาทิตย์กว่าแล้วครับ  อยู่รอให้พ่อกับแม่กลับมาก่อนแล้วถึงค่อยกลับไป  ยังมีเวลาอีกหลายวัน\"

\"เซตะ!  แล้วนั่นที่หัวเราไปโดนอะไรมาน่ะ!!\"  พ่อเพิ่งจะสังเกตเห็นผ้าพันแผลที่หัวของลูกชายคนเล็ก  เพราะมัวแต่ตื่นเต้นดีใจที่ลูกชายคนโตกลับมาบ้าน

\"เอ๊ะ  นั่นสิ  เกิดอะไรขึ้นเหรอลูก\"  ผู้เป็นแม่ก็เป็นห่วงลูกไม่แพ้กัน  รีบเข้ามาดูใกล้ๆ

\"โห  ป่านนี้พ่อกับแม่เพิ่งจะถามเหรอครับเนี่ย  ใช่สิ  มัวแต่เห่อชูอิจิกันอยู่นี่\"  ประชดด้วยน้ำเสียงน้อยใจหน่อยๆ  แต่ก็เล่าให้ฟังโดยดี

ค่ำคืนนั้นบ้านทาคายามะครึกครื้นตลบอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข  คนในครอบครัวจัดปาร์ตี้เล็กๆเพื่อต้อนรับชูอิจิ  กว่าจะแยกย้ายกันไปนอนก็เข้าเที่ยงคืนแล้ว

ก๊อก  ก๊อก  เสียงเคาะประตูหน้าห้องเซตะ

\"เซตะ  ฉันเข้าไปนะ\"  พูดจบก็พาตัวเองเข้ามาในห้องโดยไม่ต้องรอคำอนุญาตจากเจ้าของ

\"มีอะไรเหรอ\"  ร่างสูงที่นอนเล่นอยู่บนเตียงลุกขึ้นนั่ง

\"เห็นไฟเปิดอยู่น่ะเลยเข้ามาดู  ยังไม่นอนอีกเหรอ\"

\"อืม  นอนไม่หลับน่ะ\"

\"แต่นายต้องพักผ่อนนะ\"  พูดแล้วเดินเข้ามาใกล้  \"ทำไมถึงนอนไม่หลับล่ะ\"

\"คิดถึงเรื่องวันนี้น่ะ\"  เซตะจับมืออีกฝ่ายดึงให้นั่งลงบนตักของตัวเอง  โอบรอบเอวบางหลวมๆแล้วซบหน้าลงกับไหล่เล็ก  \"วันนี้ฉันมีความสุขมากที่สุดเลยรู้มั้ย\"

ชูอิจิเขิน  ก้มหน้างุด  ตอบกลับไปด้วยเสียงเบาจนเซตะแทบไม่ได้ยิน  \"ฉันก็เหมือนกัน\"

\"หือ..อะไรนะ?\"  แกล้งถามซ้ำ

\"อย่าต้องให้พูดหลายครั้งได้มั้ยเล่า  นายก็ได้ยินแล้วนี่\"  เสียงเขียวกลับไป

\"แหม  ก็ไม่ค่อยได้ยินชูอิจิพูดอะไรแบบนี้นี่นา  ทีตอนบอกรักยังต้องปล่อยให้รอตั้งหลายปีเลย\"  พูดไปก็ซุกไซร้สูดดมความหอมจากซอกคอหอมกรุ่นไป  \"ฉันอยากได้ยินนายบอกรักอีกจัง  นะ  พูดให้ฟังอีกได้มั้ย\"

\"มะ..ไม่เอา\"  ส่ายหน้าปฏิเสธ

\"โธ่  ทำไมใจร้ายจัง\"  กอดแน่นขึ้น  \"ถ้านายไม่พูดฉันพูดเองก็ได้  รักชูอิจินะ  รัก  รัก  รัก  ร...\"

\"รู้แล้วๆ  พอแล้ว\"  ชูอิจิเขินหน้าแดง  ยกมือขึ้นปิดปากร่างสูง

\"สำหรับชูอิจิน่ะ  จะให้พูดอีกซักกี่ครั้งฉันก็พูดได้\"  ทำหน้าจริงจัง  สายตาเปี่ยมไปด้วยรัก

ชูอิจิยกมือทั้งสองข้างขึ้นแตะแก้มของเซตะ  ก่อนจะบรรจงจูบลงไปบนหน้าผาก  \"ขอบใจนะ\"

ชายหนุ่มยิ้มกว้าง  ร่างบางเอนหลังพิงกับอกร่างสูง  หลับตาเพื่อซึมซับเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มีของอีกฝ่ายไว้ให้มากที่สุด  เซตะกระชับอ้อมกอด  เพียงแค่นี้เขาก็เป็นสุขแล้ว  ไม่ต้องมีคำพูดมาบอกก็ได้  เพียงแค่รับรู้ด้วยสายตากับสัมผัสและไออุ่นจากอีกฝ่าย  เซตะก็รู้ว่าชูอิจิรักเขามากมายแค่ไหน

\"นี่  ทำยังไงถึงถูกรถชนเข้าล่ะ  ปกตินายไม่เคยซุ่มซ่ามเซ่อซ่าแบบนี้นี่นา\"  ชูอิจิแซวอีกฝ่ายทั้งที่ยังหลับตาพิงกับอกของร่างสูง

\"แนะๆ  หลอกว่าหรือเปล่าเนี่ย\"  

\"รู้ก็ดีแล้ว\"  หัวเราะเบาๆ  ถูกใจที่ได้แกล้ง

\"นายนี่น้า\"  เม้มติ่งหูนิ่มอย่างมันเขี้ยว  \"ก็ตอนข้ามถนนมัวคิดอะไรเพลินๆอยู่น่ะ  พอรู้ตัวอีกทีก็เห็นรถวิ่งเข้ามาใกล้แล้ว  ถอยหลังหลบทันได้ฉิวเฉียดแต่ก็เสียหลักล้มหัวกระแทกกับขอบฟุตบาทจนได้แผลมานี่แหล่ะ\"

\"แล้วมัวคิดอะไรอยู่ล่ะ\"

\"คิดเรื่องนายน่ะแหล่ะ\"

\"เรื่องฉัน?\"  เงยหน้าขึ้นมาถามอย่างสนใจ

\"ใช่  คิดว่าจะทำยังไงให้นายยอมพูดความรู้สึกที่แท้จริง  รุกยังไงให้นายยอมใจอ่อน\"

\"งั้นก็สมควรแล้วล่ะ\"  เชิดปากพูดก่อนจะนึกเอะใจ  \"เอ๊ะ  งั้นก็แสดงว่านายก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วสิว่าฉันคิดยังไงกับนาย  รู้ก่อนที่ฉันจะสารภาพที่โรงพยาบาลอีกเหรอ\"  พูดไปแล้วก็อายตัวเอง  ดันไปสารภาพรักกับใครก็ไม่รู้  ดีนะที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัว  ไม่งั้นเขาต้องกลายเป็นตัวตลกแน่ๆ

\"อ๋อ  ก็ฉันอ่าน...อุ๊บ!\"  รีบเอามือปิดปากตัวเองแทบไม่ทัน  เกือบหลุดปากออกไปแล้ว  แต่คงจะสายไปแล้วล่ะมั้ง  ก็เจ้าตัวหันมาจ้องหน้าคาดคั้นซะขนาดนั้น

\"อะไร  อ่านอะไร?\"

\"เอ่อ..ขอโทษนะ  ฉันแอบอ่านไดอารี่ของนายน่ะ\"  สารภาพในที่สุด

\"ว่าไงนะ!\"  ร่างบางลุกขึ้นทันที  ตาเบิกโพลง  \"นี่นายถือวิสาสะอ่านไดอารี่ของฉันเหรอ!\"

\"ฉันขอโทษ  ฉันเข้าไปในห้องนายแล้วเจอมันอยู่ในลิ้นชักหัวเตียงน่ะ  เห็นมันเก่าจนตัวล๊อกพังแล้วก็เลยลองเปิดดู\"  เซตะทำหน้ารู้สึกผิด  จับมือของชูอิจิบีบเบาๆเพื่อขอความเห็นใจ  \"ขอโทษ  ยกโทษให้ฉันนะชูอิจิ\"

\"นายนี่มันเสียมารยาทจริงๆเลย\"  ต่อว่าให้สำนึก  แต่เห็นสีหน้าสลดของคนตัวโตก็อดใจอ่อนขึ้นมาอีกไม่ได้  \"เอาเถอะ  ไหนๆก็อ่านไปแล้วก็แล้วกันไป  ทีหน้าทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกก็แล้วกัน\"

เซตะยิ้มดีใจ  ดึงชูอิจิเข้ามากอดอีกครั้ง  \"อื้อ..ฉันสัญญา  ขอบใจนะ\"

ชูอิจิถอนใจ  พิงซบร่างสูงอีกครั้ง  ที่จริงเขาก็ไม่ได้โกรธอะไรนักหรอก  เพราะไดอารี่เล่มนั้นซะอีกที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาสองคนได้มาลงเอยกันแบบนี้  แต่คิดอีกแง่  มันก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายต้องเจ็บตัวเหมือนกัน  คิดมาถึงตอนนี้ก็เงยหน้าขึ้นมาดูแผลเจ้าปัญหา  ยกมือขึ้นแตะแผ่วเบา

\"ตอนนี้นายปวดหัวรึเปล่า\"

เซตะส่ายหัว  ยิ้มให้  \"ไม่เลย  สงสัยเพราะได้ยาดี\"  ประโยคหลังก้มลงกระซิบข้างหู

ร่างบางตีต้นแขนเซตะดังเพี๊ยะ  \"ทะลึ่ง!\"

\"โอ๊ย!  ทะลึ่งตรงไหนกัน  ก็ยาของโรงพยาบาลเค๊าดีจริงๆนี่\"  แก้ตัวเฉไฉไปเรื่อย

\"ถ้ารู้ว่ายาเค๊าดีจริงๆทำไมนายไม่กินๆไปซะตั้งแต่แรกเล่า!  ทำเรื่องมากอยู่นั่นแหล่ะ\"

\"ไม่งั้นก็อดได้จูบจากนายน่ะสิ\"  พูดออกมาหน้าตาเฉย  คนฟังได้แต่ถลึงตาใส่  แหม  ยิ่งทำแบบนี้ฉันยิ่งอดใจไม่ไหวนะ  ชูอิจิ  \"คิดแล้วก็เสียดายนะ  พ่อกับแม่ไม่น่ากลับมาตอนนั้นเล๊ย\"

\"ไม่เอาหรอก  ไม่งั้นฉันก็ถูกนายรังแกน่ะสิ\"

\"อย่างนั้นเรียกว่ารังแกที่ไหนกัน\"  เซตะย่นจมูก  ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์  \"งั้นเรามาต่อกันดีกว่าเนอะ  จะได้รู้ไงว่ารังแกจริงรึเปล่า\"

จะกดร่างบางลงกับเตียง  แต่ช้าไปเสี้ยววินาที  ไม่ทันอีกฝ่ายที่ดีดตัวลุกขึ้นยืน  ก่อนจะถอยหลังออกห่างให้พ้นรัศมีอันตราย

\"ฉันไปนอนดีกว่า  ง่วงแล้ว  นายก็นอนพักผ่อนได้แล้ว  เดี๋ยวแผลอักเสบก็เป็นไข้หรอก\"

\"ชูอิจิ...\"  ร่างสูงทำตาละห้อย  แต่คราวนี้ร่างบางไม่ใจอ่อน

\"ราตรีสวัสดิ์..เซตะ\"  ยิ้มหวานให้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

ร่างสูงถอนหายใจ  แต่ยิ้มกว้างไม่หุบ  ไม่คิดว่าพอชูอิจิเปิดใจให้เขาแล้วตัวเองจะมีความสุขถึงขนาดนี้  การได้รับความรักจากอีกฝ่ายไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป  ต่อจากนี้ไป  ไม่ว่าจะเป็นพรุ่งนี้  มะรืนนี้  หรืออีกกี่วันนับจากนี้  เขาก็จะเป็นคนรักของชูอิจิ  เซตะคิดอย่างเปี่ยมสุข  อ๊ะ  แย่ล่ะสิ  สงสัยคืนนี้นอนไม่หลับทั้งคืนแหงๆ  ถ้ามีไข้ขึ้นมาคงไม่วายโดนคนรักบ่นอีกแน่


+ + + + + + + + + + + + + + + +


อย่างที่ใครๆก็พูดกันว่าเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ  เซตะและชูอิจิก็เพิ่งจะรู้ซึ้งเดี๋ยวนี้เอง  เพราะในที่สุดก็ถึงวันที่ชูอิจิต้องกลับไปเรียนต่อ  เนื่องจากอีกหนึ่งอาทิตย์มหาวิทยาลัยก็จะเปิดแล้ว

คืนก่อนที่ชูอิจิจะกลับ  ภายในบ้านทาคายามะมีการเลี้ยงส่งชูอิจิโดยการทำอาหารมื้อใหญ่กินกันแค่ภายในครอบครัว  คนที่ดูซึมที่สุดในบ้านดูเหมือนจะเป็นเซตะ  ชูอิจิเองก็ไม่ต่างกัน  เพียงแต่เขาต้องทำฝืนร่าเริงเพราะไม่อยากทำให้เซตะหรือพ่อกับแม่ต้องไม่สบายใจ

กลางดึกคืนเดียวกันนั้นหลังจากที่ทุกคนเข้านอนแล้ว  ชูอิจิในชุดนอนผ้าแพรเดินเข้ามาในห้องนอนของเซตะด้วยฝีเท้าเงียบกริบ  ร่างบางนั่งลงที่ขอบเตียงข้างกายของร่างสูง  เซตะที่รู้สึกถึงที่นอนที่ยวบลงก็สะลึมสะลืองัวเงียตื่นขึ้นมา  พอลืมตาเห็นเงาดำวูบวาบอยู่ตรงหน้าก็ตกใจลุกพรวดขึ้น  อีกฝ่ายใช้นิ้วแตะปิดริมฝีปากที่กำลังจะส่งเสียง

\"ชูอิจิ...?\"  เซตะที่ตื่นเต็มที่แล้วขานเรียกชื่อของร่างบางแผ่วเบา  แม้อยู่ท่ามกลางความมืดแต่เงาเลือนรางที่เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากชูอิจิ

ไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไรต่อริมฝีปากของร่างบางก็ทาบลงมานุ่มนวลแผ่วเบา  ก่อนผละออกช้าๆ  \"ฉันไม่อยากจากไปด้วยความรู้สึกแบบนี้  กอดฉันทีสิเซตะ  กอดฉัน..ทำให้ฉันจดจำเวลาในค่ำคืนนี้ไม่มีวันลืมเลือนแม้จะอยู่ห่างนายไปไกลแสนไกล  กอดฉัน..เพื่อย้ำเตือนให้ฉันแน่ใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรามันไม่ใช่แค่ความฝัน\"

\"ชูอิจิ...\"  ร่างสูงลอบกลืนน้ำลาย  สิ่งที่หลุดออกจากปากด้วยน้ำเสียงแหบพร่ามีเพียงแค่นั้น  เซตะรั้งร่างบางลงมาประทับจูบดูดดื่มเพื่อหวังตราตึงไว้ในความทรงจำ  ชูอิจิทิ้งน้ำหนักตัวเองทับร่างสูง  แขนแกร่งยกขึ้นโอบกอดร่างบางแน่น  ทั้งสองถ่ายทอดไออุ่นให้กันและกันผ่านอ้อดกอดและจูบร้องแรง

เซตะถอนริมฝีปากออก  พลิกร่างบางให้มาอยู่เบื้องล่าง  จ้องนัยน์ตาไหวระริกของชูอิจิผ่านความมืด  ก่อนจะประทับจูบลงไปอีกครั้ง  อ่อนหวาน  นุ่มนวล  ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบดขยี้อย่างร้อนแรง  เร่งเร้า  เต็มไปด้วยความปรารถนา  ริมฝีปากประกบแนบแน่นดื่มด่ำจนไม่มีช่องว่าง  เรียวลิ้นกระหวัดเกี่ยวพันกันอย่างไม่มีสิ้นสุด  ลมหายใจร้อนเป่ารดกันละกันกระตุ้นอารมณ์วาบหวาม  เซตะไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า  ปากที่กำลังทำงานอย่างหนักหน่วงมือก็ทำหน้าที่โดยการปลดกระดุมชุดนอนของชูอิจิทีละเม็ด  เป็นไปอย่างไม่รีบร้อน  เพราะค่ำคืนนี้ยังอีกยาวนานสำหรับเขาสองคน  

ไม่นานนักทั้งคู่ก็กอดก่ายกันและกันในสภาพเปลือยเปล่า  ผิวสัมผัสผิวเร่งเร้าอารมณ์ของทั้งคู่ให้เตลิด  มือร่างสูงลูบไล้ไปทั่วเรือนกายขาวเนียน  เคล้นคลึงหน้าอกแบนราบ  ปลายนิ้วบดคลึงยอดอกจนแข็งชัน  เซตะถอนริมฝีปากและเลื่อนลงมาประทับรอยที่ซอกคอหอมกรุ่น  ขบกัดอย่างมันเขี้ยว  เรียกเสียงครางด้วยความเจ็บปนสุขสมจากร่างบาง  ลิ้นร้อนเลียไล้ตามรอยฟันเพื่อปลอบประโลม  ชูอิจิตัวสั่นอย่างระงับไว้ไม่อยู่  

ริมฝีปากเลื่อนลง  ประทับจูบและลากเลียไปตามทุกตารางนิ้วของร่างกาย  ก่อนหยอกล้อกับติ่งชูชันนานกว่าที่อื่น

\"อะ...\"  ร่างบางสะดุ้ง  แอ่นอกสะท้านเมื่อยอดอกถูกขบกัดแผ่วเบา  ก่อนดูดเม้มสลับเลียจนหลังแทบไม่ติดเตียง  มือลูบไล้แผ่นหลังกว้าง  มัวเมาเร่าร้อนไปกับสัมผัสของอีกฝ่าย  

มือใหญ่ลากเลื้อยลงสัมผัสส่วนอ่อนไหวของชูอิจิ  ลูบคลึงหยอกเล่นแผ่วเบาจนมันแข็งขึงเต็มที่  มือกำรอบเลื่อนขึ้นลงเพื่อปลุกอารมณ์ของอีกฝ่ายให้ลุกฮือ

\"ฮ้า..า...\"

สัมผัสหยอกล้อเปลี่ยนเป็นดุดันร้อนแรง  เมื่อมือใหญ่เพิ่มความเร็ว  อุ้งมือโอบกระชับแน่น  ปลายนิ้วโป้งบดคลึงส่วนปลายจนชื้นแฉะ  เซตะละความสนใจออกจากยอดอกทั้งสองข้างที่บัดนี้บวมแดง  ไล่จูบลงมาเรื่อยๆจากหน้าอก  หน้าท้องแบนราบ  สะดือ  จนมาถึงส่วนอ่อนไหวที่แดงก่ำเรียกร้องการปลดปล่อย

ร่างสูงฝังใบหน้าลงกลางหว่างขา  ทันทีที่ลิ้นแตะลงไปที่ส่วนปลายชูอิจิก็สะดุ้งเฮือก  ก่อนงอตัวอย่างเสียวซ่านเมื่อลิ้นลากเลียจากบนลงล่างและวกกลับมาที่ส่วนยอด  ส่งเสียงครางอย่างสุดกลั้นเมื่อร่างสูงครอบปากลงไป  ความอ่อนนุ่มและไอร้อนในช่องปากสร้างความหฤหรรย์  สัมผัสที่เจ้าตัวไม่เคยประสบนำพาความสุขสมจนถึงจุดในที่สุด

\"ฮ้า..า...\"

ร่างบางปลดปล่อยของเหลวโดยมีริมฝีปากของเซตะรองรับดื่มกินทุกหยาดหยด  ทำความสะอาดให้ด้วยลิ้นจนส่วนอ่อนไหวของชูอิจิเริ่มอ่อนตัว  ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาบดจูบ  ส่งผ่านปลายลิ้นมอบรสชาดของเจ้าตัวเองให้ลิ้มลอง  ชูอิจิครางในลำคอเมื่อรับรู้ว่ากลิ่นและรสชาดแปลกปลอมนั่นเป็นของเขาเอง

ชูอิจิหอบหนักเมื่อริมฝีปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ  อกสะท้านขึ้นลงตามแรงหายใจ  ใบหน้าเนื้อตัวแดงก่ำจากความสุขที่ได้รับ  จนเซตะเห็นแล้วแทบกลั้นไม่ไหว  ความตั้งใจที่จะค่อยเป็นค่อยไปเกือบพังครืน

ร่างสูงเลื่อนตัวลงไปเบื้องล่างอีกครั้ง  ลากปลายลิ้นผ่านร่องกลางจนมาพบกับปากช่องทางที่ปิดสนิท  ฉกริ้นรัวละเลงจนชูอิจิผวา  บิดกายสะท้านเยือก

\"ซ..เซตะ..อ๊า..า...\"

ลิ้นถูกส่งผ่านเข้าไปเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับเส้นทาง  ชูอิจิบิดกายหนีด้วยความทรมานแต่ร่างสูงยึดสะโพกไว้  ริมฝีปากและลิ้นตามติด  

เซตะถอนลิ้นออกแล้วเอื้อมมือไปหยิบโลชั่นที่หัวเตียง  บีบใส่นิ้วพอประมาณแล้วแหย่เข้าช่องทางเบื้องหลังเพื่อเบิกทางเข้าให้ขยายขึ้น

\"ฮึก...\"

\"ทนหน่อยนะชูอิจิ  นายจะได้ไม่เจ็บมาก\"  กระซิบข้างหู

เซตะค่อยๆขยับนิ้วเข้าออก  หมุนคว้านรอบก่อนส่งนิ้วเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งนิ้ว  คิ้วขมวดแน่นกับริมฝีปากที่ถูกฟันกัดจนช้ำบอกได้ว่าเจ้าตัวคงเจ็บไม่น้อย  ช่องทางร้อนผ่าวของชูอิจิยังคงบีบรัดแน่นแม้จะผ่านครั้งแรกมาแล้วก็ตาม  ปลายนิ้วทำงานอย่างเชื่องช้า  ไม่รีบร้อน  ไม่เร่งรัด  สร้างความคุ้นเคยให้กับช่องทาง  เขาไม่อยากให้ร่างบางต้องเจ็บปวด  แม้แก่นกายของตัวเองจะคับพองเรียกร้องการปลดปล่อยอยู่ก็ตาม

ชูอิจิเริ่มผ่อนคลายอาการเกร็ง  เมื่อช่องทางเบื้องหลังอ่อนยวบโดยสมบูรณ์เซตะก็ถอนนิ้วออก  ยกสะโพกมนขึ้น  ก่อนแทนที่ด้วยตัวเอง

\"อื้อออ..อ...\"

ความแข็งขึงค่อยๆสอดลึกเข้าภายในเรือนกาย  ร่างบางครางลั่น  ใบหน้างามเหยเกด้วยความเจ็บปวดเหมือนถูกแยกออกเป็นสองเสี่ยง  น้ำตาซึมปริ่มขอบตาก่อนหยดไหลนองอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่  ความเจ็บถาโถมทุกวินาทีที่แก่นกายขยับเข้าช้าๆ  กดร่างเข้าไปตามแรงขับของความปรารถนา  เซตะกัดฟันกรอดเมื่อช่องทางบีบรัดแน่นจนแทบขยับไม่ได้  อาการเกร็งตัวของชูอิจิทำให้การสอดใส่เป็นไปด้วยความยากลำบาก  

\"ชูอิจิ  อย่าเกร็งสิ  หายใจเข้าลึกๆ  อย่างนั้นแหล่ะ\"  เซตะกำกับร่างบางให้ทำตาม  พรมจูบทั่วลำตัว  ขบเม้มยอดอกเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บ  เขาไม่อยากฝืนบังคับให้ชูอิจิต้องเจ็บปวดเหมือนครั้งแรก  ถ้าชูอิจิทนไม่ไหวจนต้องล้มเลิกกลางคันเขานี่แหล่ะที่จะแย่  จนเมื่อร่างกายของชูอิจิเริ่มผ่อนคลายแล้วเขาก็ดันตัวเข้ารวดเร็วพรวดเดียวจนสุดทาง

\"อ๊าาา..า...!!\"

แอ่นหลังกรีดร้องด้วยความเจ็บเมื่อการสอดใส่สิ้นสุดลง  มือใหญ่เสยผมที่ปรกหน้าผากชื้นเหงื่อให้  ร่างสูงจูบซับน้ำตาที่แพขนตายาวงอนเปียกชื้น  ก่อนพรมจูบทั่วใบหน้า  

\"ไม่เป็นไรนะ  ไม่เป็นไร...\"  เอ่ยปลอบประโลมให้ร่างบางใจชื้น  ริมฝีปากแนบจูบแผ่วเบาอ่อนโยน

ชูอิจิสูดหายใจเข้าลึก  พยายามผ่อนคลายตนเองเพื่อบรรเทาอาการเจ็บเสียดเบื้องล่าง  จนความเจ็บปวดลดลง  ความอึดอัดเข้าแทนที่

เมื่อเห็นว่าร่างบางปรับตัวได้แล้วร่างสูงก็เริ่มขยับกาย  เชื่องช้า  เนิบนาบ  สัมผัสเสียดสีภายในกระตุ้นความวาบหวามในอก  ร่างสูงเร่งความเร็ว  ขยับสอดใส่เน้นย้ำ  กระแทกกระทั้นให้สาสมกับที่ร้างราจากร่างกายนี้มาสองปีเต็ม  ความสุขสมแล่นวาบทั่วร่างตามจังหวะที่ความแข็งขึงของตนเสียดสีเข้าออก  แรงบีบรัดของช่องทางที่ร้อนระอุฉุดดึงให้เซตะแทบจะปลดปล่อยเดี๋ยวนั้น  

\"ซ..เซตะ..อ้าา..า...\"  ร่างบางแอ่นกระตุก  ปลดปล่อยของเหลวเป็นครั้งที่สอง  มือกำผ้าปูที่นอนแน่น  ชูอิจิหอบกายสะท้านอย่างหมดเรี่ยวแรง  เหงื่อผุดซึมทั่วใบหน้า  ก่อนไหวเยือกเมื่อการถูกรุกรานยังไม่สิ้นสุด

เซตะเร่งขยับสอดแทรกอย่างเร่าร้อน  โอบเอวเล็กโถมกายเต็มแรง  ร่างบอบบางโยกสะท้านไหวตามแรงกระแทกดุดันจนความเจ็บจู่โจมที่เบื้องหลัง  ความเสียวซ่านแล่นวูบวาบในอกจนไม่รู้ว่าระหว่างความเจ็บปวดกับความสุขสมอย่างไหนมีมากกว่ากัน  

การขยับกายอย่างหนักหน่วงดำเนินไปจนกระทั่งผู้รุกรานหมดสิ้นความอดกลั้น  กระแทกกายครั้งสุดท้ายเต็มแรง  บดเบียดสะโพกแนบชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน  ร่างสูงเกร็งตัว  ปลดปล่อยสายธารที่ร้อนระอุเข้าร่างของชูอิจิ  

\"อ๊ะ..อ๊ะ..อ๊าาา..า...\"

เซตะทิ้งกายลงทาบทับร่างเล็กที่อยู่เบื้องล่าง  แข่งกันหอบเหนื่อย  สองร่างกอดกันกลมแนบชิดจนไม่เหลือที่ว่าง  เหงื่อซึมทั่วร่างกาย  ทั้งคู่นอนนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งจนเมื่อลมหายใจเป็นปกติเซตะก็ใช้แขนดันตัวขึ้นมอง

\"ชูอิจิ  เป็นอะไรรึเปล่า\"  เซตะเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายนอนเงียบ  ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้ากับอาการแดงซ่านทั่วใบหน้าและลำตัว

ชูอิจินอนนิ่งอย่างหมดเรี่ยวแรง  ความสุขสมยังคงแล่นพล่านทั่วร่างกาย  ใบหน้าร้อนวูบวาบเมื่อรู้สึกถึงอวัยวะที่อยู่ภายในช่องทางเบื้องหลัง  แม้อ่อนตัวลงแล้วแต่ร่างสูงก็ยังไม่ยอมถอนตัวออกไป  เขาขยับขาข้างหนึ่งขึ้นชันเข่าด้วยความอึดอัดโดยไม่ทันคิดว่ามีผลกระทบต่ออีกฝ่าย  ก่อนสะดุ้งเฮือกเมื่อสิ่งแปลกปลอมเริ่มพองตัวคับแน่นอย่างรวดเร็ว

\"อ๊ะ\"

ดวงตาอ่อนแสงสบกับแสงสะท้อนวูบวาบด้วยความปรารถนาที่ยังไม่สิ้นสุดในดวงตาอีกคู่  ร่างกายของชูอิจิสั่นระริกเมื่อรับรู้ว่าเซตะยังคงต้องการเขาอีก

\"เซตะ..อื้อ...\"

ไม่ทันได้เอ่ยริมฝีปากร่างสูงก็ทาบทับลงมาปิดกั้นเสียงประท้วง  จูบที่ร้อนแรงเร่งเร้าหวังต้องการปลุกอารมณ์ร่างบางอีกรอบ  เรียวลิ้นกระหวัดพัวพันอย่างไม่ยอมให้หยุดพักหายใจ  มือไม้อยู่ไม่สุกเลื่อนลงลูบคลึงส่วนอ่อนไหวอีกครั้ง

\"เซ..เซตะ..พอ..อ๊ะ...\"

แผ่นหลังบอบบางแอ่นโค้งเมื่อมือใหญ่เพิ่มความเร็ว  จังหวะที่เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอทำให้สตินึกคิดของชูอิจิเลือนลาง  สะบัดหน้าไปมาด้วยความเสียวซ่านที่ระงับไว้ไม่อยู่

\"มะ..ไม่ไหวแล้ว..อ๊าาา..า...\"

ของเหลวถูกปลดปล่อยอีกครั้งในมือของร่างสูง  เซตะยกขึ้นมาดื่มเลียจนเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว  ชูอิจิมองภาพนั้นแล้วใบหน้าร้อนวูบวาบจนต้องหลบสายตา  ก่อนละล่ำละลักประท้วงเมื่อร่างสูงทาบทับลงมาอีกครั้ง

\"มะ..ไม่เอาแล้วนะ\"

เซตะยิ้มเจ้าเล่ห์  เชยคางร่างบางให้สบตาตน  \"นายเป็นคนบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าอยากจดจำค่ำคืนนี้ไปจนวันตาย  ฉันก็จะกอดนายทั้งคืนจนทำให้ร่างกายนายขาดฉันไม่ได้เลยล่ะ\"  

ขี้โกงนี่  ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆเขาจะไปอยู่ที่นั่นอีกถึงสองปีด้วยความรู้สึกแบบไหนล่ะ  ชูอิจิได้แต่ประท้วงในใจเมื่อริมฝีปากไม่อาจหลุดคำพูดใดได้เพราะถูกบดเบียดแน่นสนิท  หลับตาลงอย่างนึกปลงเมื่อความแข็งขึงที่เบื้องล่างเริ่มขยับเคลื่อนไหว

คืนนั้นชูอิจิถูกร่างสูงนำพาไปถึงจุดหมายหลายต่อหลายครั้ง  ความต้องการของเซตะที่มีต่อร่างบางไม่รู้จักหยุดหย่อนทำให้อ่อนล้าจนไม่มีเรี่ยวแรงจะห้ามปรามและขัดขืน  เซตะทำได้อย่างที่พูดไว้จริงๆ  ชูอิจิคงจะต้องจดจำค่ำคืนนี้ไปอีกนานแสนนาน    


+ + + + + + + + + + + + + + + +


เวลาเที่ยงกว่าของวันรุ่งขึ้น  เซตะขยับกายอย่างเกียจคร้านพลางป่ายมือเปะปะเพื่อควานหาตัวร่างบาง  เมื่อจับต้องได้แต่อากาศเปลือกตาที่หนักอึ้งก็พลันลืมพรึ่บ  เป็นอีกครั้งที่เซตะต้องตื่นมาพบกับความว่างเปล่า  ไร้วี่แววของคนนอนเคียงข้างเมื่อคืน

หนีไปอีกแล้ว...

เซตะพูดกับตัวเองในใจแล้วอดยิ้มไม่ได้  กิจกรรมเมื่อคืนหนักขนาดนั้นอีกฝ่ายยังฝืนลุกขึ้นมาได้อีก  ทั้งๆที่อุตส่าห์เรียกร้องเอาแต่ใจทั้งคืนจนเกือบเช้าเพื่อหวังให้ชูอิจิตื่นไปเดินทางไม่ไหว  ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะดื้อและใจแข็งขนาดนี้  รู้งี้ต่อให้เช้าแล้วก็ไม่หยุดหรอก

เซตะลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจขับไล่ความเกียจคร้าน  อาการปวดเอวจู่โจมทันทีที่ขยับกาย  ท่อนแขนแกร่งปวดเมื่อยไปหมด  ขนาดเขาร่างกายยังล้าซะขนาดนี้แล้วบอบบางอย่างชูอิจิจะขนาดไหน?

เมื่อเซตะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงมาข้างล่าง  พบแม่กำลังเตรียมอาหารเช้าให้เขาอยู่  ส่วนพ่อคงจะออกไปทำงานดังเช่นทุกวัน

\"อ้าว  ตื่นแล้วเรอะ  แม่ว่าจะขึ้นไปปลุกอยู่พอดี\"

\"ชูอิจิไปแล้วเหรอแม่\"

\"ออกไปตั้งแต่สามชั่วโมงก่อนแล้ว  ป่านนี้คงจะขึ้นเครื่องแล้วมั้ง\"

\"หมอนั่นออกเดินทางไม่มีใครปลุกผมซักคน  เลยเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ไปส่งเลย\"

\"ใครบอกว่าเราเป็นคนเดียวที่ไม่ได้ไปส่งกันล่ะ\"  แม่ค้าน  \"ชูอิจิเขาออกไปคนเดียวต่างหาก\"

\"อ้าว..ไหงงั้นล่ะ?\"

\"ก็เจ้าตัวเขาบอกเองนี่ว่าไม่ให้ใครไปส่ง  เขาไม่อยากรู้สึกไม่ดีตอนออกเดินทางน่ะ  แม่ก็เลยส่งแค่ขึ้นแท็กซี่หน้าบ้าน\"

เซตะพยักหน้ารับรู้  การไปครั้งที่สองต่างจากการจากไปครั้งแรกของชูอิจิ..ต่างกันที่ความรู้สึก

ร่างสูงครุ่นคิดเงียบๆคนเดียวอยู่ครู่หนึ่ง  ก่อนตัดสินใจบอกความต้องการของตัวเองที่คิดไว้มาเป็นปีให้ผู้เป็นแม่รับรู้  

\"แม่ครับ  ผมมีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย...\"


+ + + + + + + + + + + + + + +


หนึ่งเดือนต่อมา  

สหรัฐอเมริกา,  วันอาทิตย์  14.30 น.  

RRRRRRR...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในอพาร์ทเมนท์ห้องหนึ่งซึ่งเป็นของชูอิจิ  ร่างบางละจากรายงานตรงหน้า  ลุกขึ้นไปรับ

\"Hello!  Takayama speaking\"

\"May I speak with Tim, please?\"

\"Sorry, Nobody name\'s Tim at here. You make a dial wrong\"

\"Oh!  I\'m so sorry\"

\"That\'s fine. Bye\"

ชูอิจิวางหูโทรศัพท์  ก่อนกลับมานั่งทำรายงานวิชาวรรณคดีตามเดิม  แต่ทำไปได้แค่ครู่เดียวกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นจึงต้องลุกไปเปิดรับ

\"Coming!  Yes?\"

ทันทีที่ประตูถูกเปิดชูอิจิก็ยืนตะลึง  คาดไม่ถึงกับร่างสูงที่อยู่เบื้องหน้า  เซตะยืนยิ้มเผล่  หอบหิ้วสัมภาระใบใหญ่เต็มหลังเต็มมือ

\"เซตะ!?\"

\"ไง..ชูอิจิ  ไม่ได้พบกันตั้งเดือน  คิดถึงจัง\"  ร่างสูงตรงรี่เข้ากอดอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกคิดถึง  แต่ไม่ทันได้ชื่นใจก็ถูกร่างบางดันออก

\"เดี๋ยว..เดี๋ยวก่อน  นี่นายมาได้ยังไง\"  เอ่ยถามอย่างงุนงง

\"ให้ฉันเข้าไปก่อนได้มั้ย  ยืนอยู่ตรงนี้มันยังไงๆก็ไม่รู้น่ะ\"

ร่างบางนึกขึ้นได้จึงก้าวถอยหลังให้อีกฝ่ายเข้ามาในห้อง  ก่อนจะปิดประตูตามหลัง  เซตะเมื่อเข้ามาได้ก็วางสัมภาระทั้งหมดลง  บิดตัวไล่ความขบเมื่อย  ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา

\"ตกลงนายมาที่นี่ได้ยังไง\"  ชูอิจิถามอย่างไม่ทันให้เซตะได้ทันพักหายเหนื่อย  ร่างสูงยิ้ม  ฉุดอีกฝ่ายลงนั่งข้างๆก่อนเอ่ยปากเล่า

\"ก็นั่งเครื่องบินมาน่ะสิ\"  ยังไม่วายหยอกเล่น

\"นั่นน่ะรู้แล้ว!  แต่ฉันอยากรู้ว่านายมาที่นี่ทำไม\"

\"ไม่เอาน่าชูอิจิ  ใจร้อนไปได้  ไม่ต้องห่วงฉันยังอยู่ที่นี่ให้นายซักอีกนาน  ก่อนอื่นขอกอดให้หายคิดถึงหน่อยสิ\"

\"เซตะ!\"  ร่างบางดุเสียงเครียด  อารมณ์เริ่มเดือดกับความขี้เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลาของเซตะ  เอ่ยถามคาดคั้น  \"รีบๆพูดมาซักที  แล้วที่บอกว่ายังอยู่อีกนานนี่หมายความว่ายังไง!?\"

\"ตกลงๆ  บอกแล้ว\"  เซตะยังยิ้มระรื่นจนอีกฝ่ายนึกอยากหยิกปากให้บวมยื่นเป็นเป็ดซะให้เข็ด  \"ฉันขอพ่อกับแม่มาเรียนต่อที่นี่  แต่ภาษาอังกฤษฉันยังไม่ปึ้กพอเลยต้องลงเรียนภาษาก่อนหนึ่งปีแล้วค่อยต่อมหาวิทยาลัยเดียวกับนาย\"

\"อะไรนะ!?\"  ชูอิจิอุทาน  ไม่แน่ใจว่าตัวเองหูฝาดไปรึเปล่า

\"นายได้ยินไม่ผิดหรอก  ชูอิจิ  ฉันมาเรียนต่อที่นี่จริงๆ  แล้วจะอยู่อพาร์ทเมนท์เดียวกับนายด้วย\"  เซตะบอกพร้อมกับมองไปรอบๆห้องอย่างชื่นชม  \"ที่นี่น่าอยู่ดีนี่  กว้างพออยู่ได้สองคนสบายๆ  ใกล้กับมหาลัยด้วย\"

\"มะ..ไม่จริงน่า...\"  ชูอิจิตั้งตัวไม่ทัน  สมองเบลอมึนงงสับสนไปหมด  \"แล้วพ่อกับแม่ปล่อยให้นายมางั้นเหรอ\"

เซตะพยักหน้า  \"อือฮึ\"  ก่อนหันไปคว้าจดหมายซองหนึ่งในกระเป๋าส่งให้ชูอิจิ  \"ถ้านายไม่เชื่อจะอ่านจดหมายนี่ดูก็ได้\"

ชูอิจิมองหน้าร่างสูงอย่างระแวงสงสัย  ก่อนเปิดซองหยิบจดหมายดังกล่าวขึ้นมาอ่าน


ชูอิจิลูกรัก...

ฝากเซตะด้วย  ไม่รู้ผีเข้าหรือนึกคึกอะไรขึ้นมาเจ้านี่ถึงได้ขอตามเรามาเรียนต่อที่นั่น  เห็นแก่ที่มีความพยายามตั้งอกตั้งใจเรียนมาจนจบม.ปลายด้วยคะแนนท๊อปพ่อกับแม่ก็เลยอนุญาต  ยังไงก็คิดซะว่าเพื่ออนาคตที่ดีของมันเองก็แล้วกัน  แม่ส่งเซตะไปอยู่กับชูอิจิเลยคิดว่าไม่น่าเป็นห่วงอะไรนัก  ยังไงก็ช่วยดูแลเซตะมันด้วย  เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องเป็นห่วง  แม่จะส่งเพิ่มส่วนของเซตะไปให้พร้อมกับส่วนของเราทุกเดือน  แล้วอย่าลืมชวนกันกลับมาเยี่ยมบ้านบ้างล่ะ  

พ่อกับแม่



ชูอิจิอ้าปากค้างทันทีเมื่ออ่านจบ  อ่านทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเพื่อตรวจดูว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดหรือเพี้ยนไป

\"ทีนี้เชื่อรึยัง\"  ร่างสูงพิงโซฟาอย่างสบายอารมณ์  เอ่ยถามชูอิจิที่หน้าซีดแล้วซีดอีก

ร่างบางถอนหายใจอย่างปลงตก  ก่อนจะรับความจริงได้ในที่สุด  \"ตกลงนี่มันเรื่องจริงใช่มั้ยเนี่ย\"

\"เอาน่า  ไหนๆฉันก็มาถึงที่นี่แล้วนายไม่ดีใจที่เจอฉันเลยรึไง  หรือนายไม่อยากให้ฉันมาอยู่ด้วย\"

\"ไม่ใช่อย่างนั้น  คือ..มันกระทันหันเกินไปน่ะเลยทำอะไรไม่ถูก\"  ชูอิจิรีบพูดเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าผิดหวัง  \"ตอนอยู่ที่บ้านทำไมนายไม่บอกฉันล่ะ\"

\"ก็แน่ล่ะสิ  มันเป็นความลับนี่  ขืนบอกชูอิจิคงห้ามไม่ให้มาแหง\"

ชูอิจินิ่งไป  จริงอย่างที่เซตะพูด  เขาอาจจะห้ามไม่ให้อีกฝ่ายมาก็ได้  ก็มาอยู่ด้วยกันสองต่อสองไกลหูไกลตาพ่อกับแม่แบบนี้มันยังไงๆอยู่น่ะสิ  คิดๆแล้วก็ไม่รู้ว่านี่เป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่

\"งั้นแสดงว่าเป้าหมายสูงสุดที่นายเคยพูดไว้เมื่อตอนนั้นก็หมายถึงที่นี่น่ะสิ\"

\"ใช่แล้ว\"  ร่างสูงตอบชัดถ้อยชัดคำ

ร่างบางนึกตำหนิตัวเองที่ตอนนั้นไม่รู้สึกเอะใจอะไรซะเลย  \"แล้วมาถึงที่นี่ถูกได้ยังไงเนี่ย\"

\"ก็ที่อยู่บนแอร์เมลล์ที่นายเคยส่งไปที่บ้านไงล่ะ  พอนั่งเครื่องบินมาถึงก็บอกที่อยู่ให้แท็กซี่มาส่งถึงนี่\"

\"เฮ้อ..นายนี่น้า  ทำอะไรบ้าระห่ำซะไม่มี\"  ถอนใจอย่างนึกปลง  \"เอาเถอะ  ไหนๆก็มาแล้ว  นายก็เอาของๆนายไปเก็บไว้ในห้องนอนก่อนก็แล้วกัน  ห้องนั้นแหล่ะ  ส่วนฉันก็จะไปทำรายงานต่อล่ะ\"

ชี้ไปที่ประตูห้องนอนที่อยู่ด้านใน  ก่อนจะลุกขึ้นทันทีที่พูดจบ

\"เดี๋ยวสิ\"  เซตะฉุดให้ร่างบางนั่งลงตามเดิม  แต่คราวนี้ไม่ใช่บนโซฟานิ่ม  แต่เป็นตักของเขาเอง

\"เซตะ!\"

\"อะไรกัน  จะรีบไปไหนล่ะ\"  เซตะพูดพร้อมกับโอบเอวร่างบางแน่นไม่ให้ลุกหนี  \"ยังเห็นหน้าไม่หายคิดถึงเลย\"

\"ฉันต้องไปทำรายงานต่อนะ  ส่วนนายไปอาบน้ำอาบท่าให้สบายเนื้อสบายตัวก่อนดีกว่า  มาถึงเหนื่อยๆได้อาบน้ำแล้วนอนพักจะได้รู้สึกดีขึ้น  นะ\"  ละล่ำละลักพูด  พยายามแกะมือที่เกาะหนึบเป็นตุ๊กแกของร่างสูงออก

\"ฮื่อ..ไม่เหนื่อยหรอก  แค่เห็นหน้านายก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้ว\"  พูดไปก็พรมจูบตามแก้มเนียนไล่ไปจนถึงต้นคอ  ร่างบางหลบซ้ายหลบคว้าหนีริมฝีปากของร่างสูง

\"เซตะ\"  เอ่ยอย่างลำบากใจ  ถ้าไม่ใจแข็งมีหวังรายงานเสร็จไม่ทันส่งพรุ่งนี้แน่  กลัวทั้งใจเซตะและใจตนเองด้วย

\"ก็ได้ๆ  งั้นขอจูบหน่อยนะ\"

\"มะ..ไม่เอา  ฉัน..อื้อออ...\"

ริมฝีปากที่ห่างหายไปนานนับเดือนแนบประทับลงที่ริมฝีปากบางปิดกั้นเสียงประท้วง  ชูอิจิแข็งขืนได้เพียงครู่เดียวก็อ่อนยวบไปกับความชำนาญของร่างสูง  ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าคิดถึงรสสัมผัสและอ้อมกอดนี้มากมายเพียงใด  ตั้งแต่วันที่จากมาไม่มีคืนไหนเลยที่ไม่นอนคิดถึงค่ำคืนสุดท้ายที่ทั้งคู่ใช้เวลาด้วยกัน  เช้าหลังจากวันนั้นเขาต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับความร้าวระบมตามร่างกายโดยเฉพาะเบื้องล่าง  แต่ไม่คิดเสียใจเลยกับสิ่งที่ทำลงไป  เซตะมอบทั้งความสุขและความรวดร้าวทรมานที่แสนหวานให้เขา  จนทุกวันนี้ความรู้สึกนั้นก็ยังตราตรึงอยู่ในทุกอณูของร่างกาย

\"ดะ..เดี๋ยว...\"  เอ่ยห้ามเมื่อมือของร่างสูงสอดเข้ามาในเสื้อยืดตัวบาง

\"ทำไม?\"

\"นี่ยังกลางวันอยู่เลยนะ\"  เอ่ยอ้อมแอ้มทั้งๆที่รู้ดีว่าเหตุผลแค่นี้คงฟังไม่ขึ้นเป็นแน่

\"ไม่เห็นเป็นไรเลย  จะกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่ต่างกันหรอก\"  พูดจบก็ช้อนร่างบางขึ้นอุ้ม

\"ตะ..แต่พรุ่งนี้ฉันมีเรียนนี่\"

\"ชูอิจิ...\"

สะอึกไปนิดเมื่อสบสายตาเว้าวอนของเซตะ  สายตาแบบนี้ใช่ไหมที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกคืนวัน  ร่างบางถอนใจยิ้มๆพลางหลับตาลงอย่างยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหัวใจตนเอง  ก่อนยกแขนขึ้นโอบรอบคอของร่างสูงแล้วซุกหน้าลงกับบ่ากว้างปิดซ่อนความเขินอาย  เซตะยิ้มกว้างอย่างสมใจ  รีบอุ้มร่างบางตรงเข้าห้องนอนจนแทบตัวปลิว  เสียงประตูปิดลงพร้อมๆกับที่กลิ่นไอแห่งความรักตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

เอาเถอะ  เรื่องรายงานพักไว้ก่อนก็แล้วกัน  ไว้ปั่นคืนนี้คงยังทันน่า...ล่ะมั๊งนะ



The End

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ เฟย์ จากทั้งหมด 2 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

64 ความคิดเห็น