[Got7] The other side #MarkBam

ตอนที่ 5 : Side : 04

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,945
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    7 ส.ค. 60



มาร์ค...ไปกับแม่มั้ย?


เพียงแค่ได้ยินคำถามนั้นจากมารดา เด็กชายผอมกระหร่องที่กำลังนั่งเมามันอยู่กับจอยเกมส์หน้าโซฟาก็หันขวับมามองทันใด โดโรธีเดินลงบันไดมาพร้อมกับมองใบหน้าเหลอหลาของลูกชายด้วยความเอ็นดู


‘ไปรับคุณน้ากับน้องด้วยกันไงครับ’


บอกไปแล้วเด็กชายก็ทำหน้าแหยงทันที รีบหันกลับไปสนใจหน้าจอโทรทัศน์ที่มีสาวน้อยผมจุกใส่ชุดแหวกขาสู้กับมนุษย์ตัวเขียวกลิ้งไปกลิ้งมาตามเดิม


‘ไม่เอาหรอก น้องสาวแม่คนนั้นมาร์คก็ไม่ได้รู้จักซักหน่อย แถมยังพาลูกชายมาด้วยอีก พวกเด็กเมืองหลวงน่ะน่าหมั่นไส้จะตาย มาร์คอยู่บ้านเล่นเกมส์ดีกว่า’ 


โดโรธีได้แต่ยิ้มพลางส่ายหน้าอ่อนใจเมื่อฟังเหตุผลจากลูกชาย หญิงสาววางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ค่อยๆทรุดตัวลงไปนั่งข้างๆ


‘แต่แม่บอกมาร์คแล้วนี่ครับ ว่าคุณน้าเขาเป็นลูกสาวผู้มีพระคุณของแม่ ตอนนี้คุณน้าเขาเดือดร้อนมา ยังไงแม่ก็ต้องช่วย คุณพ่อเองก็ยังบอกเลยไม่ใช่เหรอว่าให้เราต้อนรับเขาดีๆ’


‘ที่ให้มาอยู่บ้านด้วยนี่ก็ดีจะตายอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องถึงกับไปรับด้วยตัวเองเลย คนรถบ้านเราก็มี’


โดโรธีถอนหายใจอ่อน ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นเมื่อเห็นแล้วว่าลูกคงไม่อยากไปด้วยกันจริงๆ ถ้าไม่ติดที่สามีเธอต้องอยู่ทำงาน เธอก็อยากให้ไปด้วยกันทั้งหมด เพราะถึงจะห่างหายจากกันไปนาน แต่โดโรธีก็สำนึกบุญคุณต่อผู้มีพระคุณของเธอทุกขณะจิต นั่นจึงทำให้เธอพลอยเกรงใจลูกสาวของท่านไปด้วย พอได้รู้ข่าวว่าเธอกำลังตกทุกข์ได้ยาก โดโรธีก็ไม่คิดจะนิ่งดูดาย


‘งั้นแม่ไปก่อนแล้วกัน อ้อ วันนี้แม่ขอวันนึง อยู่บ้านรอต้อนรับคุณน้ากับน้องที่บ้านก่อน อย่าเพิ่งออกไปเล่นข้างนอกนะครับมาร์ค’


‘คร้าบ~


คล้อยหลังเสียงรถยนต์ออกจากบ้านไปไม่นาน มาร์คก็เริ่มเซ็งกับการนั่งเล่นเกมส์อยู่คนเดียว เอาจริงมาร์คก็รับคำแม่ไปอย่างนั้น ให้นั่งแกร่วอยู่แต่บ้านน่าเบื่อจะตาย จินยองเองก็ยังไม่กลับจากโรงเรียน เขาก็เลยไม่มีเพื่อนเล่นด้วย นึกถึงโรงเรียนแล้วเด็กชายก็ถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย โยนจอยในมือลงกับพรมปูพื้นเสร็จก็เอนหลังพิงโซฟา


ที่จริงมาร์คก็อยากไปโรงเรียนเหมือนกัน แต่เพราะพ่อของเขาเป็นชาวต่างชาติ ก็เลยไม่ค่อยจะชอบใจระบบการศึกษาบนเกาะห่างไกลอย่างที่นี่เท่าไหร่ ทุกวันนี้เขาเลยต้องเรียนแบบโฮมสคูลจากหลักสูตรของต่างประเทศ ตารางเรียนและตารางสอบพ่อของเขาก็เป็นคนจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด มันก็ดีอย่างที่เรียนแบบนี้เขาก็ไม่กดดันว่าจะต้องแข่งขันกับใคร มีอิสระในการเรียนอย่างเต็มที่ แถมยังมีเวลาพักมานั่งเล่นเกมส์ เรียนเสร็จก็ออกไปเที่ยวเล่นได้ไม่ต้องรอจนถึงเวลาเลิกเหมือนเด็กในโรงเรียน ถึงตอนสอบจะเคร่งเครียดสาหัสไปหน่อยก็เถอะ


ข้อเสียก็อย่างที่เห็น เขาไม่ค่อยจะมีเพื่อนเท่าไหร่ เพื่อนคนเดียวที่เขาสนิทที่สุดก็มีแต่จินยอง ลูกชายทนายพัค เลขาพ่อของเขานั่นล่ะ ถึงช่วงวันหยุดจินยองจะชวนเขาออกไปเล่นบาสกับพวกเพื่อนๆที่โรงเรียนบ้าง แต่มาร์คก็รู้สึกว่ามันยังมีช่องว่างเล็กๆระหว่างเขากับเด็กพวกนั้นอยู่ดี


เหลือบมองนาฬิกาก็เห็นว่าเหลือเวลาอีกเป็นชั่วโมงกว่าจินยองจะเลิกเรียน มาร์คเลยตัดสินใจจะหาอะไรทำฆ่าเวลา ช่วงนี้มาร์คมีงานอดิเรกที่กำลังสนใจ ตอนแรกมันก็เป็นเพียงวิชาเสริมทักษะที่พ่อเขาหยิบมาให้เลือก มีทั้งดนตรี ขี่ม้า ศิลปะ หมากรุก คอมพิวเตอร์และอีกหลายๆกิจกรรม มาร์คเองก็ลองแล้วหมดทุกอย่างนั่นล่ะ ทว่าสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้ก็คืองานช่าง


พ่อเขาเองแม้จะเป็นนักธุรกิจที่เข้มงวดมาก แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรที่เห็นมาร์คเลือกถือค้อนถือไม้แบบนั้น ยังสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ เช่นวันไหนที่กลับจากทำงานเร็วหน่อย บางครั้งก็หนีบเอาหัวหน้านายช่างมาช่วยสอนงานให้ลูกชายเพิ่ม ยังสร้างโรงฝึกงานเอาไว้อีกหลังหนึ่งให้มาร์คได้ใช้โดยเฉพาะ


งานหลายชิ้นที่มาร์คทำไว้ คนที่ดูจะถูกอกถูกใจมากที่สุดก็คงเป็นแม่ของเขา โดโรธีรักการทำสวน โดยเฉพาะสวนดอกไม้ การที่ลูกชายเรียนงานช่างเลยทำให้เธอพลอยได้ของสวยๆงามๆหลายอย่างมาใช้ด้วย เช่นพวกกระถางต้นไม้ทั้งแบบตั้งพื้น แบบแขวน โต๊ะเล็กๆที่เอาไว้วางของประดับตกแต่ง แม้กระทั่งไม้สนฮิโนกิที่มาร์คกำลังลงมือใช้กบไสอยู่ตอนนี้ ก็เอาไว้ทำชั้นวางแคคตัสตามที่โดโรธีบ่นว่าอยากได้นั่นล่ะ ทำเสร็จก็ไม่ได้เอาออกไปตั้งโชว์ในสวนด้านนอกด้วย กลับวางสุมเอาไว้ในโรงฝึกงานของเขา จนมันแทบจะกลายเป็นโรงเรือนที่เต็มไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับสารพัด ไม่ใช่โรงฝึกงานช่างที่เหลืออยู่แค่มุมเล็กๆอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้


มาร์คไม่รู้ตัวเลยว่าเขาใช้เวลาอยู่ในโรงเรือนมานานแค่ไหนแล้ว รู้แค่ว่าอยู่ดีๆก็มีเด็กที่ไหนไม่รู้เข้ามายืนแอบมองเขาอยู่ตรงหน้าประตูเงียบๆ เล่นเอาเผลอสะดุ้งตกใจจนเกือบเอาสิ่วทิ่มนิ้วตัวเองเข้า เด็กชายนิ่วหน้า เหลือบมองเด็กน้อยที่ยังยืนแอบอยู่ข้างฝา เอาตากลมๆมองตรงมาที่เขาแน่นิ่ง


คงเป็นลูกคนงานสักคนในบ้านนั่นล่ะมั้ง มาร์คไม่คิดจะใส่ใจ เดี๋ยวมองๆไปพอเบื่อก็คงเลิกสนใจไปเอง


‘พี่ทำอะไรอยู่เหรอครับ?’


แต่ดูจะไม่เป็นอย่างที่คิดซะแล้ว เมื่อเด็กที่ดูเหนียมอายเอาแต่แอบมองอยู่หน้าประตูจู่ๆก็เดินเข้ามายืนมองงานในมือเขาใกล้ๆเอ่ยถามเสียงใส


มาร์คเหลือบมองด้วยสายตาติดจะรำคาญนิดหน่อย แต่เพราะเห็นว่ามีคนกำลังสนใจในสิ่งที่ชอบ เลยเผลอตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว


‘ชั้นวางของ’


‘ทำชั้นแล้วไม่ใช้ตะปูเหรอครับ?’


‘ไม่ใช้หรอก นี่สนฮิโนกิเชียวนะ ฉันแอบขอจากไซต์งานก่อสร้างในรีสอร์ตของคุณพ่อได้มาหน่อยนึง ขืนใช้ตะปูก็เสียของกันพอดี’


‘สนฮิโนกิคืออะไร?’


มาร์คถอนหายใจอ่อน ก่อนจะวางสิ่วในมือลงแล้วหยิบไม้ขึ้นมายื่นไปทางร่างเล็กของเด็กน้อยคนข้างๆ


‘ไม้นี่ไง มันมาจากต้นฮิโนกิ เป็นต้นสนชนิดหนึ่งในญี่ปุ่น ลายมันสวยมากเห็นมั้ย ลองเอามือลูบดูดิ...’ เด็กน้อยยื่นมือเข้ามาลูบตามอย่างว่าง่าย


‘ลื่นมือมากเลยใช่มั้ย?’ พอเห็นว่าศีรษะเล็กขยับขึ้นลงรัวๆแบบนั้นเด็กชายก็ยื่นไม้เข้าไปใกล้อีก


‘ทีนี้ลองดมดู...’ เด็กน้อยเองก็ยังยื่นหน้าเข้ามาดมอย่างว่าง่ายอีกเหมือนเดิม


‘หอมดีใช่มั้ยล่ะ?’


‘อื้อ กลิ่นเหมือนสบู่’


มาร์คจิ๊ปากใส่แสดงความไม่พอใจทันที รีบดึงไม้กลับมาวางที่เดิม บ่นงึมงำอยู่กับตัวเอง


‘กลิ่นไม้สนแพงๆดันมาบอกว่าหอมเหมือนสบู่ เด็กอะไรไร้รสนิยมชะมัด...เฮ้ยๆ! ดูแต่ตามืออย่าต้อง ถ้าวุ่นวายนักจะไล่ออกไปข้างนอก’


‘นั่นเจงก้านี่ครับ แบมเคยเล่น...’


‘เจงก้าที่ไหน นั่นข้อต่อไม้ที่ฉันเหลาไว้จะเอามาใช้แทนตะปู ไม่รู้เรื่องก็อย่าพูดมั่วได้ป่ะ...รำคาญชะมัด นี่นายเป็นลูกใครเนี่ย ฉันจะไปเรียกแม่นายให้มาพากลับล่ะ’


‘กลับไม่ได้ครับ แม่บอกว่าต่อไปนี้แบมจะย้ายมาอยู่ที่นี่...’


มาร์คชะงักกึก ค่อยๆเหลือบมองเด็กน้อยข้างๆอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก พอเห็นว่าพี่ชายตัวโตกำลังมองมา เด็กน้อยก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี ก่อนจะตอบกลับอีกครั้งเสียงดังฟังชัด


‘แบมแบมเป็นลูกคุณแม่จียอนครับ คุณแม่บอกว่าตั้งแต่นี้ต่อไปจะย้ายมาอยู่กับคุณป้าที่บ้านหลังนี้’


มาร์คลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟบนหัวเตียง เขานอนนิ่งๆแบบนั้นอยู่ครู่ หลับตาทบทวนความทรงจำในฝันอีกครั้ง รอยยิ้มที่เคยเลือนหายไปนานปรากฏขึ้นมาบนริมฝีปากให้เห็นเล็กน้อย นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้ฝันถึงตัวเองในวัยเด็ก เรื่องเก่าๆที่เคยลืมไปแล้วค่อยๆผุดขึ้นมาในความทรงจำช้าๆ นั่นยิ่งทำให้เขาเข้าใจชัดว่า สิ่งที่เคยคิดว่ามันสามารถสลายหายไปได้ตามกาลเวลานั้น แท้จริงแล้วมันไม่เคยหายไปไหนเลย


...เขาก็แค่ซ่อนมันเอาไว้ ถ้าขุดขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็จะเห็นมันวางอยู่ที่เดิมตรงนั้น เหมือนที่เคยอยู่เสมอมา...  


ชายหนุ่มลุกขึ้นมานั่งอยู่บนขอบเตียง เอื้อมมือคว้ากรอบรูปบนโต๊ะขึ้นมามองนิ่ง เป็นรูปที่แม่ของเขากำลังยิ้มหวานโดยมีเขายืนโอบไหล่อยู่ในชุดปริญญา รูปนี้ทำให้มาร์ครู้ว่าแม่เองก็ยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนคนอื่นเป็นกับเขาเหมือนกัน และนึกดีใจเสมอที่จินยองถ่ายมันเอาไว้ได้ เพราะหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้ของแม่อีกเลย


มาร์คฝืนยิ้มตอบคนในรูป แม้ในใจจะปวดร้าวมากแค่ไหนก็ตาม เขาวางกรอบรูปลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ก่อนจะลุกจากเตียง เดินตรงไปยังหน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำ จ้องมองตัวเองผ่านเงากระจกด้วยสายตาเย็นเยียบ


ผ่านไปแค่อาทิตย์เดียวหลังจากงานศพแม่ มาร์คเพิ่งจะได้สังเกตตัวเองอย่างจริงจังก็วันนี้วันแรก ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกครั้งที่จินยองมาหา ถึงมักจะมองมาที่เขาด้วยสายตาเวทนาขนาดนั้น


ผอม...ทรุดโทรม...สภาพเหมือนศพตายซากที่นับวันรอให้คนมาเจอ


ชายหนุ่มค่อยๆปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกทีละเม็ด กล้ามเนื้อสวยที่เคยภาคภูมิใจ ตอนนี้เหลือเพียงแค่ผิวหนังที่แทบหุ้มกระดูก หนวดเคราเขียวครึ้ม ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าอิดโรย


มือเรียวเอื้อมไปเปิดก๊อก วักน้ำเย็นจัดขึ้นลูบหน้า ก่อนจะบีบครีมโกนหนวดขึ้นมาป้ายไปตามแนวคาง หยิบใบมีดโกนคมกริบค่อยๆปาดช้าๆด้วยความประณีต นัยน์ตาคมที่จ้องผ่านบานกระจกดูเหม่อลอย ก่อนความเจ็บแปลบจะเรียกสติคืนมาอีกครั้งพร้อมกลิ่นคาวเลือด


มาร์คยืนนิ่ง จ้องมองรอยแผลเล็กๆที่มีหยดเลือดไหลเอื่อยๆนั้นอยู่ครู่ ก่อนนัยน์ตาเย็นเยียบค่อยๆเหลือบมองสบกับเงาในกระจก


“ฉันไม่มีวันยอมเจ็บอยู่ฝ่ายเดียวแน่...ไม่มีวัน”





 

จินยองเบิกตากว้างนิดหน่อยตอนที่เปิดประตูเข้ามาแล้วเจอร่างโปร่งของมาร์คนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมางานทุกอย่างของมาร์คจินยองเป็นคนสะสางให้ทั้งหมด เขาอยากให้เพื่อนพักผ่อนจนกว่าจะหายซึมเศร้า หากแต่จินยองคิดว่ามาร์คจะใช้เวลามากกว่านี้ ไม่คิดว่าผ่านไปแค่สัปดาห์เดียวเพื่อนจะกลับมาทำงานได้ แถมดูจากสีหน้าท่าทาง แม้จะยังมีวี่แววอิดโรยอยู่บ้างแต่ก็ดีกว่าสภาพก่อนหน้าที่แทบจะเรียกได้ว่าย่ำแย่


“ทำงานไหวแล้วเหรอมาร์ค นายน่าจะพักอีกซักหน่อย งานเร่งๆก็ยังไม่มา จำไม่ได้เหรอว่านายเคลียร์งานสำคัญๆหมดไปตั้งแต่ก่อนลงเกาะ”


เรื่องที่ฉันสั่งไปถึงไหนแล้วจินยอง?”


“ร้านอาหารของดาราคนนั้นน่ะเหรอ? ราคาโอเคเลย ถ้าเทียบกับทำเลแล้วจริงๆขายแพงกว่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เราได้ราคานี้มามีแต่คุ้มกับคุ้ม จะรีโนเวตใหม่แล้วขายหรือจะจ้างคนลงไปบริหารเองก็ได้กำไรทั้งนั้น”


“เรื่องนั้นไว้ก่อน ฉันหมายถึงอีกเรื่อง”


จินยองยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะยื่นซองเอกสารส่งไปให้


“ครบหมดทุกอย่างที่นายต้องการ ทั้งประวัติ หน้าที่การงาน ข้อมูลภาษีทุกอย่าง งานนี้จ่ายหนักหน่อยนะ นายก็รู้ว่านี่มันผิดกฏหมาย”


“ฝากจัดการด้วยแล้วกัน”


มือเรียวคว้าซองเอกสารมาได้ก็รีบลุกขึ้นเดินดุ่มออกจากห้องไปทันทีท่ามกลางเสียงร้องท้วงของเพื่อนดังตามหลังมาติดๆ


“เฮ้ยๆ แล้วนั่นจะไปไหนล่ะ ไม่ได้คิดจะทำงานหรอกเหรอวันนี้”


“ก็บอกแล้วไงว่าฝากจัดการด้วย ฉันพักร้อน”


“อ้าว! เดี๋ยวก่อนไอ้มาร์ค!...”


มาร์คปิดประตูตัดเสียงท้วงที่จะตามมาด้วยการซักถามตามนิสัยเลขาที่ชอบยุ่งวุ่นวายของจินยองทิ้ง เดินเปิดอ่านเอกสารในมือไปพลางๆระหว่างเดินลงจากคอนโดไปยังลานจอดรถ นัยน์ตาคมจ้องนิ่งตรงข้อมูลที่ได้รับก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ครู่ใหญ่ก็เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะหยัน


“มัวแต่หลงเมียใหม่ลูกใหม่หัวปักหัวปำหรือไง ถึงได้ปล่อยให้ผลาญล้างผลาญบางขนาดนี้”


ข้อมูลบอกถึงหุ้นส่วนบริษัทของพ่อเขาที่ถูกขายจนตอนนี้เหลือเปอร์เซ็นต์ของตัวเองอยู่ไม่เท่าไหร่ แล้วไหนจะยังรีสอร์ทส่วนตัวที่ผลประกอบการเริ่มติดลบ เขาไม่เห็นข้อมูลในส่วนของที่ดินสวนส้มติดรีสอร์ทที่เคยมี แน่ใจว่าคงจะถูกขายไปแล้ว พวกที่ดินบนเกาะเล็กๆที่พ่อเขาเคยกว้านซื้อเก็บไว้ก็ไม่มีข้อมูลเหมือนกัน


มาร์คพลิกหน้ากระดาษใหม่ ในนั้นเขียนถึงข้อมูลประวัติการทำงานของพ่อเขาไว้ ไมเคิล ต้วน ยังคงตั้งอกตั้งใจทำงานหนักอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่วันที่เขากับแม่พากันออกมา และแม้จะไม่มีเลขาคู่ใจคอยช่วยเหลือ แต่ในช่วงนั้นผลประกอบการทุกอย่างก็ยังดีอยู่มาก จนกระทั่งสิบปีก่อนที่ข้อมูลระบุว่าไมเคิล ต้วน ประสบอุบัติเหตุรถชน หลังกลับจากโรงพยาบาลก็ยกอำนาจบริหารทุกอย่างให้ภรรยาตนแทน ส่วนเขาก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน แทบจะไม่ออกงานสังคมอีกเลยตั้งแต่นั้น


เบคจียอน...ผู้ได้รับมอบอำนาจ ประวัติการทำงานช่วงแรกก็ดูดีอยู่ ทว่าผ่านไปแค่ปีเดียวก็เริ่มออกลาย ดูเหมือนน้องสาวสุดที่รักของแม่เขาจะกลายเป็นเจ้าแม่บ่อนม้า แถมยังเป็นขาประจำคาสึโนในมาเก๊าถึงขนาดที่มีชื่อติดบัญชีวีไอพีด้วยซ้ำ


“หึ...ส่วนลูกชาย...”


มาร์คจ้องนิ่งอยู่บนรูปถ่ายที่เย็บติดไว้กับเอกสาร รูปร่างหน้าตาไม่ได้แตกต่างกับที่เขาเคยเห็นครั้งล่าสุดเท่าไหร่ เด็กเมืองกรุงที่เคยนุ่มนิ่ม ทำอะไรเหยาะแหยะไม่เป็นโล้เป็นพาย ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของร้านดอกไม้เล็กๆแถวบ้าน มีอาชีพเสริมคือรับจ้างจัดสวน...ถึงว่า ผิวพรรณขาวกระจ่างที่เคยมีถึงได้เปลี่ยนสีขึ้นมาหลายเบอร์


ดูเหมือนแบมแบมจะไม่ได้เรียนต่อปริญญาจริงๆอย่างที่จินยองเคยบอก เพราะหลังจากจบม.ปลายแล้วก็ไม่มีประวัติทางการศึกษาใดๆอีกเลย


เขาอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมผู้หญิงที่ทะเยอทะยานอย่างเบคจียอนถึงตัดหนทางอนาคตลูกชายตัวเองแบบนี้ มาร์คจำได้ว่าแบมแบมไม่ใช่เด็กเรียนไม่ดี ถึงจะไม่ได้หัวไวหรือฉลาดเป็นกรดแต่ก็เป็นเด็กขยัน ไม่เข้าใจอะไรก็ไม่เคยเก็บงำ ช่างซักช่างถามจนน่ารำคาญ เบคจียอนเองก็ออกจะรักลูกมาก ไม่น่าจะปล่อยให้โตมาเป็นแค่คนสวนแบบนี้


หากแต่ครู่เดียวเขาก็เลือกจะปัดความคิดพวกนั้นทิ้งไปเสีย


เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว...ถ้าเขาจะเลือกเครื่องไม้เครื่องมือที่พอจะใช้จัดการกับผู้หญิงคนนั้นได้ เขาก็อยากได้เครื่องมือทื่อๆที่ไม่มีพิษมีภัย 


....ดีกว่าไปเลือกเอามีดปลายแหลม ที่ไม่รู้จะหันคมมาบาดตัวเองเอาตอนไหน....



 

“โอ๊ย!


“พี่แบม! เป็นอะไรมั้ย!?” เสียงเอะอะดังขึ้นมาทันทีที่เด็กหนุ่มมองเห็นเจ้านายของตัวเองสะบัดค้อนในมือลงกับพื้นแล้วคู้ตัวลงไปนั่งนิ่ง พวกเขากำลังช่วยกันทำชั้นวางกระถางอันใหม่โดยโละไม้จากชั้นวางอันเก่านั่นล่ะ ยองแจเคยถามว่าจะทำใหม่ทำไมให้ยุ่งยาก แบมแบมก็ตอบกลับว่าชั้นวางมันสูงเกินไป จะหยิบจะจับอะไรมันลำบาก แล้วก็อันตราย


ถึงจะงงว่าปล่อยให้มันอยู่มาได้ตั้งสี่ห้าปี ทำไมถึงเพิ่งจะมานึกได้ว่ามันอันตรายเอาตอนนี้ แต่ยองแจก็ไม่อยากถามหรอก เขายังอยากหาเงินจ่ายค่าหน่วยกิตจนจบเทอมนี้อยู่


“โหย...เล็บแตกเลยพี่แบม ไปหาหมอเหอะ”


“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวใส่ยาพันแผลหน่อยก็ดีขึ้น”


“ไม่ดีขึ้นแน่ๆ ไปหาหมออย่างที่ยองแจบอกเถอะ”


ทั้งเจ้านายลูกน้องต่างพากันหันขวับไปจ้องทางซุ้มประตูหลังร้านทันทีที่ได้ยินเสียงทัก ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มคนหนึ่งผลักบานประตูรั้วไม้เข้ามาอย่างถือวิสาสะ รีบเอาของที่หอบพะรุงพะรังมาด้วยไปวางไว้บนโต๊ะทำงานแล้วตรงดิ่งมาที่แบมแบมทันที


“เหวอ!~ เลือด!


“นิดเดียวเองพี่แจบอม แล้วคนที่เจ็บน่ะมันแบมครับ พี่แจบอมจะร้องแทนทำไมเนี่ย?”


เห็นท่าทางของคนตรงหน้าแล้วแบมแบมก็หลุดขำ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อความเจ็บปวดเริ่มทุเลาจนเริ่มจะชาๆพอให้เขาทนได้


“ยองแจไปหยิบกล่องยาให้พี่ที”


“ครับ”


“ไม่ต้องหรอกยองแจ พี่ว่าพี่พาแบมแบมไปโรงพยาบาลดีกว่า”


เด็กหนุ่มก็ชะงักขาที่กำลังก้าว หันกลับมาทำหน้านิ่วใส่คนอาสาทันที


“ไหวเหรอพี่แจบอม ขนาดเห็นเลือดพี่แบมออกแค่นั้นยังร้องเป็นตุ๊ดเลย”


“ยองแจ...” พอได้ยินเจ้านายเรียกกันเสียงเข้มแบบนั้น เด็กหนุ่มก็ทำคอหด รีบสาวเท้าเข้าไปในร้านเพื่อหากล่องยาตามคำสั่งทันที ปล่อยแบมแบมให้ยืนกลั้นขำกับท่าทางกลัวๆกล้าๆของลูกค้าขาประจำที่กำลังปั้นหน้าแหยงมองมือเขาอยู่


“ไม่ต้องถึงขั้นไปโรงพยาบาลหรอกครับ แผลแค่นี้เอง แบมเจออยู่บ่อยๆ”


“แต่แผลน่ากลัวมากเลยนะแบม เหมือนเล็บจะแตกด้วยนี่ เชื่อพี่เถอะ ไปโรงพยาบาลดีกว่า”


“แบมเอาคีมดึงนิดเดียวก็หลุดแล้วครับ เจ็บไปทีเดียวดีกว่าไปให้หมอจับฉีดยารอให้ชา ไม่ชาก็ฉีดใหม่จนกว่าจะชา เสียทั้งค่ายาชาทั้งค่าทำแผล แถมกว่าจะได้กลับเดี๋ยวก็ถึงเวลาร้านปิดพอดี”


พอนึกภาพตามแล้ว หนุ่มร่างสูงนัยน์ตาขีดเดียวก็ทำท่าเหมือนกลืนยาขม


“แต่ถ้าพี่แจบอมจะยอมป๋าซักนิด พาแบมไปทำแผลที่คลินิกแถวนี้พร้อมทั้งเสียค่ายาค่าทำแผลให้ แบมจะพิจารณาอีกที”


“โหแบม...พูดแบบนี้นี่เอาปืนมาจี้พี่เลยดีกว่า”


“แบมล้อเล่นครับ”


แจบอมยืนมองร่างบางส่งยิ้มตาหยีมาให้ทั้งๆที่มือยังกุมกันแน่นอยู่แบบนั้นก็เผลอใจอ่อน เขาเหลือบมองแค่แป๊บเดียวยังเห็นเลยว่าเล็บตรงนิ้วชี้ที่แตกห้อเลือดนั่นดูน่ากลัวขนาดไหน มองจากขนาดค้อนที่หล่นอยู่บนพื้นบวกกับหน้าซีดๆของคนตรงหน้าแล้วเนี่ยนะ ไม่มีทางเลยที่จะ แค่นี้เองอย่างที่เจ้าตัวบอกกัน


“พี่ก็ล้อเล่นเหมือนกันครับ ไปคลินิกแถวนี้ก็ได้เดี๋ยวพี่พาไป ให้หมอเขาดูหน่อยเถอะ เกิดเป็นบาดทะยักอะไรแบบนั้นขึ้นมาจะเรื่องใหญ่”


“แต่แบม...”


“ยองแจก็อยู่ ลูกค้าก็ยังไม่มี รีบไปตอนนี้จะได้รีบตรวจรีบกลับ เชื่อพี่เถอะ”


“เฮ้อ...โอเคครับ งั้นเดี๋ยวแบมไปบอกยองแจก่อน”


“งั้นพี่ไปรอที่รถนะ”


แบมแบมพยักหน้ารับก่อนจะเดินเข้าไปเรียกเด็กหนุ่มตัวขาวที่ยืนรื้อลิ้นชักหากล่องยาให้เขาอยู่


“กล่องยาอยู่ในตู้เหล็กหลังเคาน์เตอร์ไงยองแจ จัดร้านครั้งสุดท้ายนายเป็นคนเอาไปเก็บเองนะ”


พอท้วงไปแบบนั้นเด็กหนุ่มก็หันมายิ้มแหยๆใส่ให้แบมแบมได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ


“เดี๋ยวยองแจเฝ้าร้านคนเดียวก่อนสักพักนะ พี่จะไปคลินิกกับพี่แจบอม”


“ให้หมอตรวจดีแล้วครับ เดี๋ยวที่ร้านผมดูแลเอง พี่แบมรีบไปเถอะ”


เด็กหนุ่มยื่นมือรับกุญแจร้านจากเจ้านายมา เห็นหน้ายิ้มๆที่เผลอทำหน้าแหยนิดๆแบบนั้นแล้วก็นึกสงสาร เลยช่วยเดินไปส่งที่รถเอสยูวีของแจบอมที่จอดรออยู่หน้าประตูรั้วหลังร้านพร้อมอยู่แล้ว ยืนส่งจนเห็นท้ายรถหายลับตาไปแล้วนั่นล่ะ ถึงค่อยเดินกลับเข้ามาทำงาน


ทว่าทันทีที่เข้ามาด้านในเด็กหนุ่มก็เผลอสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นร่างโปร่งของใครคนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะรับแขกในร้าน


“เอ่อ...สนใจดอกไม้อะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ?”


ร่างสูงในเสื้อสูทเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเบือนหน้าจากโทรศัพท์ในมือขึ้นมามองเขา ก่อนจะค่อยๆถอดแว่นกันแดดออก เผยใบหน้าหล่อเหลาที่เกือบเข้าขั้นสมบูรณ์แบบชนิดที่ขนาดยองแจเป็นผู้ชายยังเผลอใจสั่น


ทว่านัยน์ตาคมดำขลับที่จ้องนิ่งตรงมาทำเอาเขาเผลอขนท้ายทอยลุกวาบ


“คุณแบมแบมอยู่รึเปล่า?”


“เอ่อ...พี่แบมไปคลินิกกับพี่แจบอมครับ พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อย คุณ...ที่เคยมาหาพี่แบมเมื่อวันก่อนใช่มั้ยครับ? ผมจำได้ หน้าหล่อๆแบบนี้ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆหรอก...”


“จะกลับเมื่อไหร่?”


น้ำเสียงเรียบนิ่งที่เอ่ยขัดทำเอายองแจหุบปากฉับ


“ไม่น่าจะนานเท่าไหร่...”


“งั้นฉันขอนั่งรอตรงนี้แล้วกัน”


บอกแค่นั้นร่างสูงก็ก้มลงให้ความสนใจกับโทรศัพท์ในมืออีกครั้ง ไม่ได้สนใจเด็กหนุ่มอีก เป็นท่าทางที่อ่านออกมาเป็นใจความได้ว่า อย่ามายุ่งอย่างชัดเจน


ยองแจกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากเย็น ตัดสินใจชงชาวางทิ้งไว้ให้แล้วเดินออกไปจัดของหน้าร้านยาวๆ ไม่โผล่หน้าเข้าไปให้เห็นจนกว่าเจ้านายเขาจะกลับมาเห็นท่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด!!




#othermb 

  

 

 

     

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

532 ความคิดเห็น

  1. #460 LFRANCE (@muaykie147) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 19:15
    มีแต่จะพังนะมาร์ค
    #460
    0
  2. #314 xstcphpp (@iptmzliaen) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 00:22
    เพราะลูกเป็นแก้วตาดวงใจของแม่
    #314
    0
  3. #187 Iluvmarkbam (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 21:16
    มาร์คคิดจะทำอะไรเนี่ย อย่าลืมนะว่าแบมแบมไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

    อย่าใจร้ายกับน้องมากนักนะ

    แจบอมเป็นพี่ชายที่แสนดีใช่ไหมคงไม่ใช่คนที่มาชอบพอแบมแบมหรอกนะ หรือว่าใช่

    มาร์คจะทำแะไรก็คิดเยอะๆหน่อยอย่าปล่อยให้ความเกลียดความแค้นเข้าครอบงำจนขาดสตินะ
    #187
    0
  4. #117 PaulaPum (@yukiko12) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 14:02
    กลัวใจมาร์ค..อย่าทำร้ายน้องเลย
    #117
    0
  5. #104 yadara (@yadara) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 16:29
    แม่แบมแบมใจร้ายมากๆๆนิสัยไม่ดีเลย มาร์คต้องมาแก้แค้นกับแบมแบมแน่ๆๆ
    #104
    0
  6. #103 magraydayy (@magraydayy) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 23:39
    แม่แบมนี่ร้ายน่าดู ทำได้ลงคอ อยากให้มาร์คคิดบัญชีหนักๆแต่รักแบมได้รึป่าว 55555555 อย่าทำอะไรน้องเลยน้องไม่รู้เรื่อง งืออ
    #103
    0
  7. #102 mmmbb (@bbenz-02bt) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 22:07
    จะใช้น้องเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นแม่ของแบมแบม ระวังมันจะกลับมาทำร้ายตัวเองนะคะคุณมาร์คคค
    #102
    0
  8. #101 sryko1a (@sryko1a) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 21:16
    สงสารน้อง ทำไมตัองมาลงที่น้อง ทำไมไม่ไปคิดบัญชีกับแม่น้องอ่ะ
    #101
    0
  9. #100 Kkim (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 19:17
    มาร์คน่ากลัว เพราะเราความเคียดแค้นแท้ๆ แต่คนที่น่าสงสารที่สุดคือแบมแบมที่ต้องมารับผลกระทบแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
    #100
    0
  10. #98 _Mt_ (@kimboa_) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 09:46
    อย่าใจร้ายกับน้องนะมาร์ค
    #98
    0
  11. #97 tbmb2 (@Tbmb) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 08:59
    มาร์คกลับมาคราวนี้  ต้องการอะไรกันแน่น่ะ   อย่าทำอะไรน้องเลยน่ะ  สงสารน้อง
    #97
    0
  12. #96 ThiwapornAtsaen (@ThiwapornAtsaen) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 04:53
    มาร์คอย่าใจร้ายกับน้องนักซี่ แค้นแม่ก็ไปลงที่แม่นะ โอ้ยยยย สงสารแบมรอได้เลย
    #96
    0
  13. #95 n_mb (@new_tmtc) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 01:58
    ฮือออ มาร์คคงไม่ทำอะไรน้องใช่มั้ยย
    #95
    0
  14. #94 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 00:59
    โอย สงสารแบมล่วงหน้าได้มั้ย
    #94
    0
  15. #93 TUA_IQ (@TUA_IQ) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 00:29
    คงไม่ทำรุนแรงกับน้องใช่ไหมพี่มาร์ค
    #93
    0
  16. #92 mymindmiew (@Neutrino_Miewz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 00:24
    อย่าใจร้ายกับน้องนะพี่มาร์ค กลัวใจๆ
    #92
    0
  17. #90 WctCrwspBMW (@noname94) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 00:11
    ห้ามทำน้องนะมาร์ค
    #90
    0
  18. #89 sryko1a (@sryko1a) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 20:35
    น้องน่ารัก อย่าโกรธน้องเลย
    #89
    0
  19. #88 TUA_IQ (@TUA_IQ) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 17:55
    น่ารักแต่เด็กเลยนะน้องแบม
    #88
    0
  20. #87 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 17:25
    ลึกๆ แล้ว มาร์คก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของแบมใช่มั้ย
    #87
    0
  21. #86 ลีลีข้าวสาร- (@ponnapa123-) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 15:37
    แบมดูเป็นเด็กกรุงลูกคุณหนู น้องดูน่ารักบอบบางอย่าทำร้ายน้องน้าาาาาาา
    #86
    0
  22. #85 mmmbb (@bbenz-02bt) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 15:18
    ตอนเด็กๆดูจะรักกันมากนะ เล่นด้วยกันตั้งแต่เด็กๆย่อมมีความผูกพันกันเป็นธรรมดา ไม่แปลกที่พี่มาร์คจะไม่ลืมช่วงเวลานั้นๆ อยากให้ดีกันไวๆเน่ออ
    #85
    0
  23. #84 mymindmiew (@Neutrino_Miewz) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 15:15
    น่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่เลย ฮือ
    #84
    0
  24. #83 tbmb2 (@Tbmb) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 13:34
    ตอนเด็ก ๆ มิตรภาพของทั้งสองคน ดูช่างน่าเอ็นดู  รอน่ะไร้ท์
    #83
    0