Mystic Land - ฝ่ามิติแดนพิศวง

ตอนที่ 30 : บทที่ ๒๘ : การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยหลายสิ่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    19 ก.ค. 59

บทที่ ๒๘ การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยหลายสิ่ง

จำเป็นด้วยเหรอ? ที่การทำอะไรสักอย่างจะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เรียกว่าเหตุผลน่ะ?” จักรตอบกลับไปด้วยท่าทางเหมือนจะยั่วโมโหอีกฝ่าย ข้าทำอะไรตามสัญชาตญาณและความรู้สึกก็เท่านั้นเองล่ะ อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจตัวเอง ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผลมาให้มันซับซ้อนหรอกน่า

สมแล้วที่เป็นเจ้าชายของเผ่าพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสัตว์เดรัจฉาน คิดถึงเรื่องเหตุผลไม่เป็นจริงๆ สินะแม่ทัพในเกราะทองเสียดสี แต่ดูเหมือนเจ้าชายแห่งเผ่าครุฑก็สวนกลับไปด้วยท่าทีเฉยชา เหมือนกับว่าคำพูดเมื่อครู่เป็นแค่สายลมที่พัดผ่านไป ไม่มีความหมายใดๆ กับเขาทั้งนั้น

เหตุผลอะไรต่อมิอะไรที่พวกเจ้าพูดถึง มันก็แค่สิ่งใช้อธิบายกิเลสตัณหาของพวกเจ้าให้มันซับซ้อนขึ้นเท่านั้นเองไม่ใช่รึ? สุดท้ายพวกเจ้ามันก็ไม่ต่างอะไรจากข้าเท่าไรหรอกนะเจ้าชายกล่าวพลางจ้องไปที่แม่ทัพยักษ์ด้วยสายตาเย้ยหยัน ไม่สิ อย่างน้อยถ้าข้าอยากได้อะไร ข้าก็จะเอามาให้ได้ด้วยกำลังของตัวเองตรงๆ ไม่ได้ใช้แผนต่ำช้า เหมือนกับจักรพรรดิของลงกาธานีหรอกนะ

ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้าพูดอะไร แต่จงถอนคำพูดหลบหลู่เกียรติของจักรพรรดิแห่งข้าเดี๋ยวนี้!” สุรศาสตร์ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด พลางใช้ดาบชี้หน้าเจ้าชายผู้มีผิวคล้ำดำแดง

ภาพที่เห็นในจอเริ่มสั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหว หรือไม่ก็เหมือนมีลมพัดมาอย่างแรงจนเครื่องส่งสัญญาณไม่อาจฉายภาพได้ชัดเท่าที่ควร แต่ถึงแบบนั้นฉันหรือพี่สาวก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยสักคำ พวกเราต่างจ้องมองภาพบนจอภาพอย่างลุ้นระทึก ด้วยความอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

ไม่เข้าใจที่ข้าพูดงั้นเหรอ? ข้าจะอธิบายให้ฟังก็แล้วกันนะจักราวุธแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ลักพาตัวเจ้าหญิง ยุแหย่ให้ประชาชนในเมืองแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ลอบสังหารผู้นำฝ่ายหนึ่งแล้วโยนความผิดให้ฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง สร้างเขตปลอดเวทมนตร์ในเมืองหลวง ส่งไกรสรปักษาไปโจมตีซ้ำ ให้อาณาจักรอ่อนแอถึงขีดสุดแล้วยึดครอง แบบนี้เรียกว่าขาวสะอาดด้วยรึ?”

รู้มากเหมือนกันนี่ ตอนที่พวกเรารับข้อความจากเจ้าที่ฝากไกรสรปักษาของพวกเรามา ว่าเจ้าชิงยึดเมืองที่องค์จักรพรรดิทรงหมายตาเพื่ออนาคตของยักษ์ทั้งมวล ข้าก็คิดไว้แล้วว่าจะจัดการกับเรื่องนี้ด้วยวิธีไหน สุรศาสตร์กล่าวพลางแสยะยิ้มขึ้นมาบ้าง ก่อนที่จะหมุนดาบควงไปมาเหมือนอบอุ่นร่างกาย แค่จัดการกับเจ้า พวกเราก็จะเข้าไปจัดการเมืองนั้นได้ไม่ยากแล้ว เมืองที่ถูกทำลายจากภายในขนาดนั้น ไม่มีทางด้านกำลังของพวกเราได้แน่ๆ

รัชตคีรีนครอ่อนแองั้นรึ? ถ้าไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้อาจจะใช่ แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ก็คงไม่เป็นแบบนั้นแล้วล่ะนะ จักรกล่าวพลางหัวเราะในลำคอ อีกอย่าง เจ้าจะมีปัญญาจัดการกับข้างั้นรึ?”

เดี๋ยวก็รู้แม่ทัพผู้มีผิวสีแดงกล่าวพลางสะบัดดาบด้วยกระบวนท่าคล้ายกับที่ใช้ทักทายเจ้าชายอีกครั้ง แต่ว่าคราวนี้เป็นการสะบัดดาบไปมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าคลื่นอาวุธจำนวนนับไม่ถ้วนที่มองไม่เห็นนั้นกำลังพุ่งเข้าใส่จักร และคราวนี้เขาก็คงจะหลบไม่พ้นแน่ๆ!

ซึ่งก็คงเป็นดังคาด เจ้าชายอาจจะรู้ดีว่าหลบการโจมตีต่อเนื่องที่มองไม่เห็นไม่พ้น เขาจึงไม่ได้เคลื่อนที่หลบคมอาวุธนั้น แต่กลับเอาปีกมาห่อหุ้มลำตัว แล้วกางมันออกมาอย่างรวดเร็วจนตาของกินนรอย่างฉันมองแทบไม่ทัน การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วนั้นก็ทำให้เกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่า คงเป็นเพราะเขาทำให้อากาศโดยรอบปีกพุ่งออกไปด้วยความไวเหนือเสียงจนกลายเป็นกำแพงล่องหน และนั่นก็หมายความว่าการโจมตีต่อเนื่องของสุรศาสตร์นั้นถูกเบี่ยงออกไปด้วยกำแพงอากาศไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ถึงแบบนั้นฉันก็เห็นพลังทำลายของคลื่นอาวุธนั้นได้ด้วยตาของตนเอง บนแผ่นดินมีรอยเหมือนถูกผ่าหลายรอยปรากฏขึ้น บางรอยพาดไปยังซากป้อมปืนที่ถูกจักรเหยียบจนกลายเป็นเศษเหล็กที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร แล้วทำให้ซากป้อมปืนเหล็กถูกผ่าออกเป็นชิ้นๆ!

และเมื่อเห็นว่าคลื่นอาวุธใช้กับเจ้าชายไม่ได้ผล สุรศาสตร์จึงเปลี่ยนวิธีการโจมตีเป็นพุ่งเข้าหาเจ้าชายตรงๆ พร้อมกับจับดาบด้วยมือสองข้างแล้วฟาดเข้าใส่เต็มแรง แต่ครุฑหนุ่มกลับใช้สองมือมาประกบรับดาบของแม่ทัพยักษ์ได้ก่อนที่มันจะถึงตัว

เมื่อพบว่าดาบของตนถูกหยุดเอาไว้ได้ แม่ทัพใหญ่ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีอื่นในการโจมตีแทน เขาปล่อยมือข้างหนึ่งจากดาบ แล้วใช้มือนั้นชกเข้าที่ใบหน้าของเจ้าชายเต็มแรง แต่เจ้าชายแห่งเผ่าครุฑก็ประสาทตอบโต้ดีใช่เล่น เพราะวินาทีที่หมัดของสุรศาสตร์กำลังจะถึงตัว เขาก็ปล่อยมือจากดาบแล้วยกเท้าข้างหนึ่งถีบกลับไปที่ท้องของแม่ทัพยักษ์ ทำให้ทั้งคู่ถูกอีกฝ่ายโจมตีเข้าอย่างจัง จนต่างฝ่ายต่างกระเด็นไปไกลหลายเมตร แล้วร่วงลงไปยังแผ่นดินเบื้องล่าง กระแทกเข้ากับพื้นดินจนพื้นยุบตัว ตามด้วยฝุ่นตลบไปทั่วบริเวณ

เมื่อฝุ่นค่อยๆ จางลงไปจนมองเห็นบ้างแล้ว ภาพในจอก็ฉายให้เห็นแม่ทัพแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์ก็ใช้ดาบยันพื้นแล้วพยุงตัวลุกขึ้นมา พร้อมกับมองไปยังเกราะช่วงท้องของตัวเองที่แตกร้าวจากแรงปะทะ ส่วนเจ้าชายแห่งเผ่าครุฑนั้นยันกายลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับเช็ดเลือดที่มุมปากของตัวเอง

ถึงเราจะเป็นศัตรูกัน แต่ข้าก็อดชื่นชมฝีมือของเจ้าไม่ได้ ที่ทำให้เกราะของข้าต้องแตกร้าวแบบนี้ แม่ทัพสุรศาสตร์กล่าวพลางหยิบดาบขึ้นมาควงเหมือนเป็นท่ารำอาวุธก่อนต่อสู้ แต่เพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์ยักษ์ตามที่องค์จักรพรรดิทรงมีพระดำริ พวกเราจำต้องยึดรัชตคีรีให้ได้ ดังนั้นแม้จะชื่นชมฝีมือแค่ไหน ข้าคงต้องทุ่มสุดกำลังเพื่อโค่นเจ้าแล้วล่ะ

ยังไม่เอาจริงเหมือนกันเหรอ? แต่ฝีมือก็ไม่เลวนี่นา ไม่มีคู่ต่อสู้หน้าไหนที่ทำให้ข้าเห็นเลือดตัวเองมานานแล้วแท้ๆจักรมองไปยังแม่ทัพยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก่อนที่จะใช้ปีกห่อหุ้มตัวไปครู่ใหญ่ แล้วเมื่อสยายปีกสีแดงเพลิงออกมา ร่างกายของเขาก็อยู่ในรูปแบบคนครึ่งอินทรีที่ว่ากันว่าเป็นร่างที่เหมาะกับการต่อสู้ระประชิดที่สุดไปเสียแล้ว

ทั้งเจ้าชายและแม่ทัพต่างจ้องหน้ากันเพื่อดูเชิงอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ภาพในจอก็เริ่มสั่นสะเทือนอีกหน และรุนแรงกว่าครั้งเก่า เหมือนกับบรรยากาศโดยรอบเครื่องส่งสัญญาณนั้นปั่นป่วน ภาพที่เห็นเริ่มค่อยๆ บิดเบี้ยว พื้นดินที่ทั้งคู่ยืนเริ่มมีรอยปริแตก และในวินาทีที่เทพอาวุธทั้งสอง กำลังเคลื่อนที่เข้าปะทะกัน ภาพที่ฉายอยู่บนจอนั้นก็ดับสนิทไปในทันตา!

เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!” ฉันโพล่งขึ้นมาด้วยความไม่สบอารมณ์ เพราะจู่ๆ สัญญาณก็ดันมาขาดหายไปในเวลาที่สำคัญขนาดนี้

เครื่องส่งสัญญาณคงใช้การไม่ได้ไปแล้วล่ะ คงเห็นสินะ ว่าก่อนที่จะทั้งคู่จะปะทะกันอีกครั้ง ทั้งคู่เร่งพลังของตัวเองเต็มที่ จนบรรยากาศรอบๆ เปลี่ยนแปลงไป และเจ้าเครื่องส่งสัญญาณก็คงทนการเปลี่ยนแปลงอย่างของบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ อย่าว่าแต่เครื่องส่งสัญญาณเลย ถึงแม้พวกเรายืนอยู่ตรงนั้นก็ใช่ว่าจะปลอดภัยด้วยซ้ำ พี่สาวอธิบายถึงการหายไปของภาพบนจอ ก่อนจะถอนใจออกมา ในขณะที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ดูจนถึงเมื่อครู่พี่ก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมเจ้าชายแห่งฉิมพลีนครจะต้องไปหาเรื่องลงกาธานีแบบนั้น

ไม่แปลกหรอกค่ะท่านพี่ ถ้ามีใครเข้าใจการกระทำของเขาได้ ก็ถือว่าเป็นผู้รู้แจ้งแล้วล่ะค่ะฉันบ่น เบาๆ ในขณะที่พี่สาวจัดการบันทึกภาพทั้งหมดเมื่อครู่ไว้ด้วยอุปกรณ์คล้ายปิ่นปักผม แล้วเอามันกลับไปเสียบไว้ที่ศีรษะเหมือนเก่า

รอพี่สักประเดี๋ยวแล้วกันนะ ขอพี่ออกไปคุยกับพวกนางกำนัลสักพักก่อน ท่านพี่บอกกับฉัน ก่อนที่จะไปเปิดประตูแล้วออกไปด้านนอกหลังจากเห็นฉันพยักหน้ารับคำ ปล่อยให้ฉันอยู่เพียงลำพังในห้อง

และเหมือนว่าการได้อยู่เพียงลำพังจะทำให้จิตใจของฉันฟุ้งซ่านมากขึ้น ความกังวลใจด้วยปัญหาอะไรต่อมิอะไรที่ประดังกันเข้ามาในห้วงความคิด ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมจักรถึงต้องไปที่ลงกาธานีทั้งที่พึ่งยึดเมืองฉันไปไม่นานนัก จริงอยู่ว่าเขาบอกไว้ว่าทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อสนองอารมณ์ของตัวเองเพียงเท่านั้น แต่การทำแบบนั้นมันสำคัญมากกว่าชะตากรรมของรัชตคีรีนคร และเพื่อนอย่างฉันหรือไงนะ? เล่นทิ้งเมืองที่ตัวเองเพิ่งประกาศยึดครองไปแบบนี้

นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเป็นกังวลตามมา เมื่อนึกถึงชะตากรรมของรัชตคีรีนครและชาวเมืองแล้ว นั่นก็คือเรื่องทางเข้าออกที่ถูกต้องระหว่างมิติซึ่งอยู่ที่อาณาจักรของเรา และมีเพียงผู้ปกครองอาณาจักรนี้เท่านั้นจึงจะมีความสามารถที่จะเปิดมันได้ แถมยังต้องแจ้งให้ผู้ปกครองเมืองต่างๆ รับทราบและเห็นชอบในการเปิดประตูมิติแต่ละครั้ง แล้วในสถานการณ์ที่เกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ขึ้น และอาจจะบานปลายกลายเป็นสงครามโลก พวกผู้ปกครองเมืองพันธมิตรต่างๆ คงไม่ว่างมารับรู้เรื่องนี้แน่ๆ  แบบนั้นเรื่องส่งพวกเพื่อนๆ กลับไปโลกมนุษย์คงไม่มีทางเป็นไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ?

เรื่องหนึ่งซึ่งน่ากังวลไม่แพ้กันคือเรื่องของจักร ถ้าเขาสู้กับแม่ทัพสุรศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพอาวุธด้วยกันจนตายไปข้างหนึ่ง ชะตากรรมของโลกนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปล่ะ? ก็ฉันเคยได้ยินคำพยากรณ์ของคนสมัยก่อนบอกมาว่าเหล่าเทพอาวุธที่มากำเนิดบนโลก จะช่วยยับยั้งมหันตภัยครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในยุคนี้นี่นา แล้วการที่เทพอาวุธทั้งสองมาห้ำหั่นกันเองแบบนี้ ไม่เท่ากับหายนะของโลกที่จะเกิดในอนาคตงั้นหรือ?

แล้วอีกเรื่องน่าห่วงไม่แพ้กันก็คือเรื่องของกัซ เขาเป็นเพื่อนคนสุดท้ายที่ฉันยังหาไม่เจอ แล้วเขาก็เป็นมนุษย์เพศชายที่ฉันพึงใจมากที่สุดด้วย แต่จนกระทั่งตอนนี้ ฉันก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของเขาเลย และเมื่อตอนต่อสู้กับไกรสรปักษา ฉันแอบสังเกตดูแล้วก็ยังเห็นไม่ว่าเขาจะอยู่กับเจ้าคนผมเงินนั่นอีกต่างหาก นี่เจ้าคนผมเงินนั่นเอาเขาไปไว้ไหนกันนะ!?

แต่แล้วความกังวลที่กำลังอัดแน่นอยู่ในหัวใจของฉันก็พลันต้องหยุดไปชั่วครู่ เมื่อประตูห้องถูกใครบางคนเปิดออกมาเสียก่อน และเมื่อฉันหันไปมองก็พบว่าผู้ที่เปิดนั้นคือท่านพี่ที่ออกไปเมื่อครู่นี้นี่เอง ตอนนี้ใบหน้าของเธอในตอนนี้ให้อารมณ์ที่แตกต่างจากเมื่อก่อนจะออกไปจากห้อง เหมือนความกลัดกลุ้มใจของเธอจะเพิ่มขึ้นมาพอสมควรเลย

ข้างนอกมีอะไรกันหรือคะ ท่านพี่?” ฉันเอ่ยถามเมื่อเธอปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว

พี่ให้พวกนางกำนัลไปเตรียมการบางอย่าง แต่ระหว่างนั้นนางคนธรรพ์ที่เป็นพรรคพวกของเจ้าชายแห่งฉิมพลีนครมารายงานว่า เธอกับพรรคพวกที่เหลือยังจัดการกับเขตปลอดเวทมนตร์ไม่ได้เพราะเหตุขัดข้องบางอย่าง จึงมาขอยืมอุปกรณ์จากคลังเพิ่มเติม พี่เลยกลับเข้ามาในนี้ แล้วจะใช้ทางลับไปเอาของที่คลังน่ะ“

นางคนธรรพ์ที่ว่า มีผมสีน้ำตาล ด้วยหรือเปล่าคะ?” ฉันถามเพราะคาดว่าน่าจะเป็นร่างจำแลงของเอก และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็หมายความว่าตอนนี้เจ้าหมอนั่นปลอดภัยดี และพรรคพวกที่ว่าก็คงหมายถึงมินท์กับคุณพราน ซึ่งแบบนั้นก็หมดเรื่องกังวลไปได้อีกเรื่องแล้วสินะ

ใช่ ว่าแต่ขวัญนภารู้จักนางด้วยเหรอ?”

รู้จักค่ะ นางคนธรรพ์ที่ว่าเป็นเพื่อนของหนูเอง ขอหนูพบหน่อยได้ไหมคะ?” ฉันถามด้วยความกระตือรือร้น เพราะเมื่อรู้ว่าเอกและเพื่อนๆ ปลอดภัยแล้ว ก็อยากจะพบกับพวกเขาเสียหน่อย แล้วก็ยังมีเรื่องจะถามเกี่ยวกับการกระทำของเจ้าชายผู้แสนเข้าใจยากอยู่ไม่น้อยเลย

“ได้สิ แบบนั้นเธอก็ออกไปรอพี่ข้างนอกก่อนนะ พี่จะใช้ทางลับจากที่นี่ไปคลังน่ะ ตอนนี้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นพี่คงใช้เวทมนตร์เรียกออกมาตอนนี้แล้ว” พี่สาวของฉันพูดพลางเดินไปยังผนังด้านที่เป็นเครื่องฉายภาพ ก่อนจะวางมือลงบนนั้นครู่ใหญ่ จากนั้นผนังด้านดังกล่าวก็พลันเลื่อนขึ้นไปด้านข้างเหมือนกับประตูเลื่อน เผยให้เห็นทางเดินหินอ่อนมีอัญมณีหลายชิ้นฝังอยู่เรียงรายตามสองด้านของผนัง พวกมันเปล่งแสงเรืองรองออกมาจากตัวเอง ทำให้ฉันมองเห็นว่าได้ว่าทางเดินนี่ทอดยาวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา

“ว่าแต่ท่านพี่จะไปนำอะไรมาให้พวกเขายืมบ้างหรือคะ?” ฉันถามพี่สาวด้วยความสงสัย

“ของที่ทำให้พวกเขาสามารถอยู่ในน้ำได้ กับปืนฉมวกสำหรับยิงสัตว์ร้ายใต้น้ำน่ะสิ ไม่ใช่ของสลักสำคัญอะไรหรอก” พี่สาวตอบขึ้นมา และก่อนที่ฉันจะถามว่าจะเอาของพวกนั้นไปทำอะไร ราชินีแห่งรัชตคีรีก็ส่งสายตาไปที่ประตูห้อง “เธอออกไปคุยรายละเอียดกับเพื่อนด้านนอกเถอะ พี่จะได้รีบไปเอาของที่พวกเขาต้องการ”

“แบบนั้นก็ได้ค่ะท่านพี่ แล้วพบกันนะคะ” ฉันบอกกับพี่สาว ก่อนที่เธอจะยิ้มให้ครู่หนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในทางลับสู่คลังหลวง ส่วนฉันก็เดินไปยังประตูที่จะพาฉันออกไปด้านนอกห้อง

เมื่อฉันผ่านพ้นประตูนั้นออกมาแล้ว ก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงใหญ่ที่ปูด้วยพรมสีแดงสด มีโคมไฟบนเพดานให้แสงสว่าง ผนังห้องและหน้าต่างที่เปิดกว้างก็มีลวดลายไม่ต่างไปจากห้องเมื่อครู่ เพียงแต่ขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า ตำแหน่งที่ฉันยืนอยู่คือด้านข้างของบัลลังก์ใหญ่ขนาดสองคนนั่งที่ทำจากทองคำสลักเป็นลวดลายสวยงาม บุด้วยนวมสีแดง ซึ่งเป็นที่นั่งของตำแหน่งราชาและราชินีแห่งอาณาจักรรัชตคีรี อันมีรัชตคีรีนครเป็นเมืองหลวง ฉันจึงพอสรุปได้ว่าห้องตัวเองอยู่กับพี่สาวเมื่อครู่นี้ก็คงเป็นด้านหลังของท้องพระโรงอย่างไม่ต้องสงสัย

เบื้องหน้าของฉัน มีหญิงสาวที่พันอกด้วยผ้าแถบสีแดงและนุ่งโจงกระเบนสีเขียว กับสวมเครื่องประดับเล็กน้อย อันเป็นเครื่องแบบร่วมกันของนางกำนัลฉิมพลีนครและรัชตคีรีนคร กำลังนั่งก้มหน้าด้วยท่าพับเพียบอยู่ ถัดจากเธอไปเป็นบัลลังก์ แท่นนั่งเรียงรายกันเพื่อเป็นที่นั่งของผู้อยู่ในตำแหน่งต่างๆ แท่นทองคำบุนวมแดงขนาดใหญ่ที่สุดที่อยู่ชิดกัน มีหมอนสีแดงและตุ๊กตาหมีที่ทหารผู้ไปเยือนโลกมนุษย์นำมาให้ ฉันในสมัยยังเด็กวางอยู่ ที่นั่งนั้นก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน หากแต่เป็นที่นั่งของฉันนั่นเอง

ถัดจากแท่นของฉันไปก็คือแท่นเงินบุนวมหลากสีเรียงรายกันไปสองข้างทาง สำหรับพวกเสนาบดีตำแหน่งต่างๆ ซึ่งตอนนี้แท่นเหล่านั้นว่างเปล่าเพราะไม่ใช่เวลาว่าราชการ ภาพที่เห็นมันทำเอาฉันรู้สึกคิดถึงขึ้นมาจนน้ำตาจะไหล นี่ฉันไม่ได้มาที่นี่นานเท่าไรกันแล้วนะ...

“นี่เธอน่ะ” ฉันเรียกนางกำนัลที่นั่งก้มหน้า หวังจะถามหาเพื่อนของฉัน

“เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ องค์ราชินี” เสียงหวานที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากนางกำนัลสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่ ก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน “อ้าว ผิดคนแฮะ นี่มันยัยฟ้านี่”

“อ้าว นี่นายเอกเองหรอกรึ? ทำไมมาแต่งตัวแบบนี้อีกแล้วล่ะเนี่ย หรือติดใจกับชุดแบบนี้กันนะ” ฉันถามพลางอมยิ้ม แล้วมองเพื่อนชายในร่างนางกำนัลสาวแบบเมื่อครั้งเข้าห้องฉันที่ฉิมพลีนคร

“ก็ไม่ได้อยากจะใส่สักเท่าไรหรอกน่า” เด็กหนุ่มในร่างคนธรรพ์สาวพูดพลางทำหน้าเบ้ ก่อนจะลุกขึ้นมายืนตีเสมอกับฉัน “แค่ที่ที่พวกฉันต้องเข้าไปจัดการกับเขตปลอดเวทมนตร์ มันอยู่ในเขตที่ไม่เชื้อพระวงศ์ก็นางกำนัลเท่านั้นก็จะเข้าไปได้  คนในเครื่องแบบทหารยามเฝ้าหน้าประตูเมืองไม่มีสิทธิ์เข้าไปก็เท่านั้นเอง ฉันเลยต้องหาชุดของพวกนางกำนัลที่เข้าไปที่นั่นได้มาใส่น่ะ”

“เหรอ... แค่พวกนายเข้ามายึดอำนาจไปจากพี่สาวฉันแล้วทำอะไรทำใจชอบ ก็ฉีกกฎอะไรต่อมิอะไรในอาณาจักรนี้ไปเยอะแล้วนะ ตอนนี้ยังจะมาทำเป็นสนใจกฎเกณฑ์อะไรที่นี่อีกงั้นรึ? แค่นายอ้างชื่อจักร นายจะทำอะไรก็ได้แล้ว” ฉันถามแกมประชด แต่เหมือนเอกรัตน์ไม่ได้สะทกสะท้านกับคำเสียดสี เขาตอบกลับมาด้วยท่าทางกวนอารมณ์เหมือนเคย แม้จะอยู่ในร่างหญิงสาวแล้วก็ตาม

“ฉันไม่ได้เป็นพวกบ้าพลัง บ้าอำนาจแบบนั้น และฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีการของหมอนั่นเท่าไร แล้วเรื่องมีคนแอบเข้ามาในเขตวังหลวง จนเอาอะไรสักอย่างที่ทำให้อาณาจักรเธอเป็นเขตปลอดเวทมนตร์เข้ามาติดตั้งได้นี่ ถ้าพวกลูกน้องพี่เธอรู้กันมาก มันก็ไม่ดีต่อขวัญกำลังใจเท่าไรมั้ง ให้มันเป็นความลับที่สุดจะดีกว่า”

“ตกลงเจ้าสิ่งที่ทำให้อาณาจักรฉันกลายเป็นเขตปลอดเวทมนตร์มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ? แล้วตอนนี้มินท์กับคุณพรานอยู่ที่ไหนเหรอ? นายบอกว่าเปลี่ยนชุดเป็นแบบนี้เพื่อจะเข้าไปที่นั่นได้ แต่คนที่ติดในร่างสัตว์ร้ายอย่างมินท์หรือผู้ชายอย่างคุณพรานล่ะ?” ฉันยิงคำถามต่อหลังจากฟังคำอธิบายของเขาจนจบ

“มันอยู่ในสระบัวที่อุทยานในเขตพระราชฐานชั้นในน่ะ” หญิงสาวผมสีน้ำตาลตอบ ทำเอาฉันเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงต้องแต่งกายแบบนั้น เพราะที่นั่นเป็นที่อยู่ของพวกเชื้อพระวงศ์หญิง ที่มีเพียงนางกำนัลและโขลนเท่านั้นที่เข้าออกได้

“ส่วนเรื่องพวกคุณพราน เธอจำขวดเล็กๆ แบบที่เจ้ายักษ์เขียวจะเอาเธอใส่ไว้ในนั้นได้ไหม?” เอกกล่าวถามขึ้นมา ก่อนที่จะชี้ไปที่ขวดเล็กๆ ซึ่งเหน็บอยู่กับเข็มขัดที่เอว “ตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ในขวดที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน และฉันเหน็บไว้ที่เอวน่ะ เดี๋ยวหยิบออกมาให้ได้คุยกันเลยก็แล้วกัน”

“เอาสิ่งเธอพวกเธอปรารถนามาให้แล้วนะ แม่คนธรรพ์คนเก่ง” เสียงของพี่สาวที่ดังขึ้นมาทำเอาทั้งฉันและเอกต้องหยุดการกระทำเมื่อครู่ทันที ก่อนที่เอกจะลงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยเหมือนเดิมราวกับไม่ได้ลุกขึ้นมาคุยกับฉันตั้งแต่แรก

“ไม่ต้องทำเป็นสงบเสงี่ยมตอนนี้หรอกจ้ะ เรารู้แล้วว่าเธอเป็นเพื่อนน้องเรา ซึ่งก็เหมือนน้องสาวอีกคนของเรา ทำตัวตามสบายก็ได้จ้ะ” ราชินีแห่งรัชตคีรีพูดด้วยน้ำเสียงอารี พลางถือหีบทองลงลายรดน้ำใบใหญ่เดินออกมาจากห้อง

เอกจะยิ้มแห้งๆ แล้วยันกายลุกขึ้นมา จากนั้นพี่สาวก็เปิดหีบให้พวกฉันดู เผยให้เห็นว่าในหีบมีสิ่งที่ดูคล้ายกับเปลือกหอยขนาดใหญ่เท่าอุ้งมืออยู่สามเปลือก กับปืนฉมวกอีกสองกระบอก จากนั้นพี่สาวก็ปิดหีบ แล้วยื่นมันให้กับให้กับเด็กหนุ่มในร่างนางกำนัล

“ขอบพระทัยนะเพคะ” เอกพูดพลางยิ้มตอบพี่สาว แล้วรับหีบที่มอบให้มาถือไว้ในมือตัวเอง

“มันอาจจะเป็นเรื่องที่น่าละอาย แต่ก็เป็นความจริง หากเราจะกล่าวว่าเราขอฝากความหวังในการทำลายเขตปลอดเวทมนตร์ไว้กับเธอด้วย ขอให้เธอปลอดภัยนะ” พี่สาวบอก พลางมองไปยังเด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

“ไม่ต้องห่วงเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าต้องทำได้ ชาวรัชตคีรีนครจะกลับมาใช้เวทมนตร์ได้ดังเดิมในเวลาไม่นานแน่เพคะ” เอกตอบด้วยเสียงหวานและสำนวนแบบผู้หญิงอย่างไม่น่าจะกระดากปาก คงเพราะความสามารถที่ติดมากับการเปิดผอบ ก่อนที่จะหันมามองที่ฉันหลังพูดกับพี่สาวจบประโยค “แล้วก็เรื่องของกัซด้วย ฉันจะเอาเขากลับมาหาเธอเอง”

“เดี๋ยวนะ! หมายความว่ากัซ...” ฉันโพล่งออกไปอย่างไม่รู้ตัว

“ฉันลองให้คุณพรานใช้เข็มทิศนั่นตามหากัซดูแล้ว เขาอยู่ในสระบัวนั้น เหมือนกับต้นกำเนิดของเขตปลอดเวทมนตร์นั่นแหละ แล้วจากการใช้เข็มทิศนั่นเพื่อตามหาตัวเขาที่ยังมีชีวิต เลยทำให้รู้ว่าเขายังไม่ตายน่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมมนุษย์ปกติอยู่ใต้น้ำแบบนั้นแล้วยังไม่ตายเหมือนกัน” เอกตอบกลับมา ทำเอาหัวใจของฉันเริ่มเต้นผิดจังหวะด้วยสาเหตุที่อธิบายไม่ถูก

“ถ้าแบบนั้น ฉันขอไปด้วยคน!” ฉันบอกกับเขาออกไปโดยไม่เสียเวลาคิดสักวินาที เพราะการช่วยเหลือกัซแล้วส่งเขากลับไปให้ได้ ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ฉันมาที่นี่เหมือนกัน!

“ไม่ได้นะขวัญนภา! ตอนนี้พี่ไม่อนุญาตให้เธอไปทำอะไรเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด!” พี่สาวแย้งขึ้นมาก่อนที่ฉันจะทันได้พูดอะไรต่อจากนั้น แล้วมองมาที่ฉันด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความขุ่นเคือง “หน้าที่ของเธอในตอนนี้คืออยู่ที่นี่ แล้วรอจนกว่าจะถึงเวลาที่เจ้าชายครุฑเรียกผู้นำทุกฝ่ายมาประชุมกัน เพื่อจะอธิบายความจริงทั้งหมด ให้พวกเขาตาสว่างจากความมืดที่เกิดจากอคติ มองเห็นความเป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไรสักที”

“อยู่ที่นี่เถอะฟ้า งานนี้มันเสี่ยง ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมาที่พวกเราตั้งใจจะทำกันตั้งแต่ต้นก็ไม่มีความหมายนะ” เอกพูดพลางมองมาที่ฉันด้วยสายตาจริงจังกว่าทุกครั้ง ทำเอาฉันต้องถอนใจเพราะจำนนด้วยเหตุผล

“แบบนั้นก็ได้” ฉันตอบทั้งสองคน พลางมองไปยังเพื่อนที่ฉันเคยชิงชังมาตลอด “หวังว่าถึงไม่มีฉัน นายก็จะทำสำเร็จโดยไม่มีใครเป็นอันตรายนะ”

“ฉันเคยทำอะไรสำเร็จเพราะมีเธอช่วยสักกี่ครั้งเชียว” เอกรัตน์พูดพลางส่งยิ้มยียวนมาให้ฉัน ก่อนจะหันไปหาองค์ราชินีแห่งรัชตคีรี แล้วทำท่าแสดงความเคารพ “หวังว่าคงจะพบกันอีกนะเพคะ ท่านพี่สาว”

“เช่นกัน สหายของน้องสาวเรา หวังว่าเรายังพอมีบุญวาสนาได้พบกันอีก” พี่สาวตอบ ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นเหมือนเป็นท่าประทานพร เอกรัตน์ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่จะหันมามองฉันแวบหนึ่งแล้วยกหีบนั้นเดินออกจากห้องไปทางประตูของท้องพระโรง ทิ้งฉันที่กำลังเป็นห่วงพวกเพื่อนๆ ไว้กับพี่สาวเพียงสองคน

“กังวลเรื่องเพื่อนอยู่งั้นหรือ ขวัญนภา” พี่สาวถาม หลังจากเห็นฉันเหม่อมองไปที่ประตูอยู่นาน แม้เพื่อนจะลับสายตาไปสักพักใหญ่ๆ

“หนูยังมีสำนึกแบบสำนึกแบบมนุษย์ที่ชื่อขวัญนภา อภิรัตนสกุลอยู่น่ะค่ะ แล้วหนึ่งในความต้องการจากสำนึกอย่างมนุษย์ของหนูก็คือพาเพื่อนๆ ที่พลัดหลงมายังโลกนี้ทั้งหมดกลับไปโลกมนุษย์อย่างปลอดภัยให้ได้น่ะค่ะ” ฉันอธิบายให้ราชินีแห่งรัชตคีรีฟัง ทำเอาเธอยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา ก่อนจะเดินไปยังประตูห้องด้านหลังบัลลังก์

“ไม่ต้องกังวลเรื่องจะไม่รู้ชะตากรรมของเพื่อนเธอไปหรอกนะ เพราะพี่แอบเอาหุ่นพยนต์จิ๋วที่ติดเครื่องรับภาพและเสียงใส่หีบเอาไว้ ถ้าพรรคพวกของเจ้าชายเปิดหีบเมื่อไร มันก็จะบินออกมาและถ่ายทอดสิ่งที่เกิดขึ้นให้พวกเราเห็นเอง เธอตามพี่เข้ามาดูภาพเหตุการณ์ดีกว่า” ท่านพี่เอ่ยขึ้นมา ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปยังห้องหลังบัลลังก์ ฉันจึงเดินตามพี่สาวกลับเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากฉันปิดประตูสนิทแล้ว ราชินีแห่งรัชตคีรีนครก็หยิบปิ่นปักผมออกมาแล้วชี้ไปที่ผนังด้านที่เป็นเครื่องฉายภาพ แต่ทว่าหน้าจอก็ยังคงดำสนิท ทำเอาฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“เกิดอะไรขึ้นกันเหรอคะท่านพี่ หรือหุ่นพยนต์ของท่านพี่จะเสีย?”

“ไม่ใช่หรอกขวัญนภา เธอลองตั้งสมาธิดีๆ แล้วเงี่ยหูฟังเสียงใหม่สิ” พี่สาวผู้รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฉันเอ่ยขึ้นมา ทำเอาฉันต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหลับตาลง เพื่อเงี่ยหูฟังตามคำบอก และนั่นก็ทำให้ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนที่กำลังเดินไปเรื่อยๆ ดังมาจากผนังด้านที่ถ่ายทอดภาพและเสียงนั่น

“ได้ยินแล้วใช่ไหมล่ะ เสียงฝีเท้าของนางคนธรรพ์ นั่นหมายความว่าเธอยังเดินไปไม่ถึงที่หมาย และยังไม่เปิดหีบนั่นออกมาน่ะ” ราชินีแห่งอาณาจักรรัชตคีรีอธิบายให้ฉันฟัง ก่อนจะหันมามองที่ฉันด้วยดวงตามุ่งม่น ประหนึ่งจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ “ในเมื่อเพื่อนของเธอยังมาไม่ถึง พี่ก็อยากให้เธอฟังสิ่งที่พี่จะพูดต่อไปนี้ให้ดี เพื่ออาณาจักรของพวกเราและเพื่อทั้งสองโลก”

“อะไรกันหรือคะท่านพี่?” ฉันถามกลับไปด้วยความสงสัย พี่สาวก็ยื่นอุปกรณ์รูปร่างอย่างปิ่นปักผมที่ใช้ควบคุมจอภาพมาให้ฉัน ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ภาพเหตุการณ์ที่เจ้าชายแห่งฉิมพลีนครไปเยือนลงกาธานี และคำพูดที่พระองค์ยั่วยุให้เหล่าทหารยักษ์เอ่ยออกมาตามแผนการที่พวกเราตกลงกันไว้นั้น ถูกบันทึกไว้ในสิ่งนี้หมดแล้ว พี่ขอฝากให้เธอนำมันไปถ่ายทอดให้กับชาวอาณาจักรของพวกเราที่กำลังหลงผิด ในเวลาที่เจ้าชายแห่งฉิมพลีนครได้นัดผู้แทนแต่ละฝ่ายด้วย”

“แล้วทำไมท่านพี่ไม่ทำเองกันล่ะคะ? ท่านพี่เป็นถึงราชินีผู้ปกครองอาณาจักรนี้ร่วมกับท่านพี่เขยนี่”

“ไม่ได้หรอกขวัญนภา” ราชินีผู้มีขอบตาคล้ำและดวงตาเศร้าหมองพูดขึ้น ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะยัดอุปกรณ์ที่บันทึกภาพไว้ในมือฉัน “ตัวพี่เองก็ตกเป็นจำเลยจากมวลชนทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่าพี่เกื้อหนุนเสนาบดีกลาโหมคนก่อน อีกฝ่ายก็กล่าวหาว่าพี่ต้องการกลั่นแกล้งเขา เพียงเพราะพี่ไม่ได้เคลื่อนไหวตามที่เขาต้องการเท่านั้น...”

“หากพี่เป็นคนบอกความจริงให้กับผู้คนทั้งหลาย พวกเขาอาจจะคิดกันไปเองได้ว่าพี่ไปขอร้องเจ้าชายแห่งฉิมพลีนครให้มายึดอำนาจเมืองเรา เพื่อทำให้ชาวเมืองหยุดความขัดแย้งด้วยกำลัง ดังนั้นพี่ขอเดิมพันหลายสิ่งหลายอย่างไว้กับการต่อสู้กับอคติและความเท็จที่บังตาเหล่าประชาชนไว้กับเธอด้วย”

“แล้วเมื่อถึงเวลานั้นหนูต้องทำอะไรบ้างคะ?” ฉันถามขึ้นมา เพราะอยากรู้ว่าท่านพี่กับพวกจักร วางแผนอะไรกันไว้ในเวลานัดพบบ้าง แต่ยังไม่ทันที่จะได้รับคำตอบ บนจอภาพก็ปรากฏแสงสว่างจ้าขึ้นมาเสียก่อน

“ได้ของตามที่ขอมาแล้วนะครับ” เสียงที่คุ้นเคยของเอกดังขึ้นมา และเมื่อหุ่นพยนต์บินออกจากกล่อง ก็ทำให้ฉันได้เห็นว่าเอกรัตน์ในคราบนางกำนัลกำลังถือขวดแก้วใบจิ๋วไว้ในมือ ส่วนคุณพรานในคราบทหารกับมินท์ในร่างเสือปีกก็อยู่ในสภาพหกคะเมนตีลังกาเหมือนเพิ่งตกลงมาจากที่สูง

พื้นที่รอบบริเวณนั้นเป็นเหมือนกับสวนรุกขชาติ ต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ดอกไม้สวยงามหลากหลายชนิดขึ้นอยู่ในแปลงปลูก ห่างจากทั้งสามไปไม่ไกลนักเป็นสระบัวขนาดใหญ่ ประเมินด้วยสายตาของฉันแล้วรัศมีประมาณสิบเมตร และน่าจะลึกอยู่พอสมควร

“คราวหลังตอนปล่อยพวกเราออกมาจากขวด วางขวดไว้ที่พื้นหน่อยก็ดีนะ เทลงมาแบบนี้จะแกล้งกันรึไง” มินท์บ่นกระปอดกระแปดขณะที่กำลังลุกขึ้นมานั่ง ส่วนคุณพรานก็ลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเนื้อตัว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบปืนฉมวกหนึ่งกระบอกและเปลือกหอยหนึ่งเปลือกออกจากหีบ

“ของคุณภาพไม่เลวเลยนี่ สมแล้วที่เป็นของหลวงแห่งราชสำนัก” คุณพรานเอ่ยขึ้นมาหลังจากมองปืนฉมวกอย่างเพ่งพินิจไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเปิดเปลือกหอยนั้นออกมาด้วยมือ้างที่ไม่ได้ถือปืน จากนั้นก็มีบางอย่างที่คล้ายกับฟองสบู่จำนวนมากออกมาจากเปลือกหอย แล้วฟองเหล่านั้นก็ลอยไปหาคุณพรานพร้อมกับรวมตัวกันเป็นฟองขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่อการรวมตัวสิ้นสุด ทั้งร่างกายและเสื้อผ้าของชายผิวเกรียมก็เหมือนกับถูกเคลือบไว้ด้วยฟองสีรุ้ง ส่วนพวกเอกและมินท์ เมื่อแมลงพยนต์ฉายภาพพวกนั้นให้เห็นก็พบว่าทั้งสองก็อยู่ในสภาพฟองเคลือบตัวไว้ไม่ต่างกันไปแล้ว

“ฟองนี่จะสร้างม่านพลังป้องกันร่างกายพวกเราไม่ให้สัมผัสกับน้ำตรงๆ กับสร้างอากาศให้พวกเราหายใจในน้ำ แต่มันอยู่ได้ประมาณสิบนาที เพราะนั้นพวกเรารีบลงไปในบึงกันดีกว่าครับ” เอกพูดพลางคว้าปืนฉมวกมาถือในมือ แล้วเดินนำอีกสองคนไปยังสระบัวที่เป็นที่หมายในทันที

แรกทีเดียวฉันก็สงสัยว่าแมลงพยนต์ที่ติดตั้งอุปกรณ์รับภาพและเสียงจะสามารถลงไปในน้ำได้หรือไม่ แต่เมื่อสังเกตให้ดีแล้วฉันก็พบว่าเหมือนมีม่านสีรุ้งบางๆ อยู่ที่หน้าจอภาพ ฉันจึงพอจะคาดเดาได้ว่าแมลงพยนต์เองก็ถูกหุ้มด้วยเจ้าฟองดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้นการดูถ่ายทอดสดครั้งนี้คงไม่มีปัญหา

ฉันเห็นว่ามินท์เดินแซงเอกและตั้งท่าจะกระโจนลงไปในสระบัวก่อนใครเพื่อน แต่คุณพรานกลับกางแขนป้องกันเธอไม่ให้รีบร้อนทำแบบนั้น ทำเอามินท์ต้องหันมาหาเขาแล้วคำรามอย่างหัวเสีย

“ตกลงจะไม่ให้ฉันลงไปด้วยงั้นรึไง? นี่ฉันอุตส่าห์เคลือบตัวด้วยแล้วนะ”

“ไม่ใช่แบบนั้น แต่การลงไปด้วยการกระโดดลงแหล่งน้ำที่เราไม่ทราบความลึกของมันแน่ชัด อาจจะทำให้คุณพลาดกระแทกกับพื้นดินใต้น้ำได้นะ ถ้าน้ำมันไม่ลึกเท่าไร” คุณพรานอธิบายก่อนที่เขาจะเดินนำทุกคนแล้วก้าวลงไปในสระบัวอย่างระมัดระวังที่สุด และจากที่ฉันเห็นนั้นก็พบว่าบริเวณริมสระนั้นมีความลึกเพียงแค่เข่าของเขาเท่านั้น ซึ่งถ้ามินท์จะกระโดดลงไปแต่แรกคงได้กระแทกพื้นดินใต้น้ำแน่ๆ

คุณพรานเดินลงไปในสระจนห่างจากสระไปได้ประมาณเมตรกว่า ระดับน้ำก็เริ่มลึกจนถึงเริ่มจะท่วมเอว เขาส่งสัญญาณมือเรียกคนอื่นๆ ให้ตามเขามา แต่ไม่ทันที่เอกกับมินท์จะก้าวลงไปในสระตาม อะไรบางอย่างก็ดีดร่างของคุณพรานจนปลิวกระเด็นจากสระบัวขึ้นมาเสียก่อน!

“มากันได้ถึงจุดที่ทำให้เกิดเขตปลอดเวทมนตร์เลยงั้นรึ? ช่างดวงแข็งกันเสียจริงๆ” เสียงเยือกเย็นที่ฉันเคยได้ยินดังขึ้นมา ก่อนจะตามด้วยเสียงปรบมือเปาะแปะ และเมื่อแมลงพยนต์หันเครื่องถ่ายทอดภาพไปทางต้นเสียง ฉันก็พบว่าเจ้าของเสียงที่กำลังเดินขึ้นมาจากสระบัว เป็นชายหนุ่มร่างเล็กผิวขาวซีดที่เปลือยท่อนบนจนเห็นร่างผอม ส่วนท่อนล่างสวมกางเกงสีดำสนิท เขาห้อยจี้รูปร่างประหลาด ผมยาวสีเงินของเขาถูกรวบไปไว้ด้านหลัง ดวงตาสีฟ้าหม่นๆ มองไปยังกลุ่มของพวกเอกด้วยสายตาที่ฉันเห็นแล้วรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ฉันจำรูปร่างหน้าตา ท่าทาง และแววตานั่นได้ดี เพราะเจ้าหมอนี่คือคนที่คุมฝูงกริฟฟอนมาเล่นงานพวกเรา และทำให้รัชตคีรีนครกลายเป็นเขตปลอดเวทมนตร์ แถมยังทำให้มินท์ต้องอยู่ในสภาพเสือปีก!

ว่าแต่เจ้าหมอนี่ออกไปจากอาณาจักรของฉันก่อนจักรจะมาแล้วนี่ ทำไมถึงได้มาอยู่ที่นี่กันนะ?!

                “แก...” คุณพรานพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ดูเหมือนเขาจะจุกจนพูดออกมาไม่ได้ ถึงแบบนั้นฉันก็มองเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว แม้ว่าร่างของชายผิวเกรียมจะยังนอนกุมท้องอยู่ริมสระบัว เพราะจุกจนลุกขึ้นยืนไม่ไหวก็ตาม

                “คงจะประหลาดใจกันมากสินะ ว่าทำไมฉันถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ทั้งที่เพิ่งเล่นงานพวกเธอแล้วออกจากเมืองนี้ไปแล้ว...” ชายร่างผอมผู้มีผมสีเงินพูดพลางยิ้มเยาะเย้ยพวกเอกและมินท์ แต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ มินท์ก็พุ่งเข้าใส่ชายผมสีเงินพร้อมด้วยกรงเล็บไปทันที!

                แต่ชายผมเงินหลบกรงเล็บแม่เสือสาวได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่จะหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกงมายัดเข้าไปในปาก จากนั้นไม่ถึงสามวินาทีร่างกายของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นและมีปีกโผล่ออกมาแบบเมื่อครั้งที่เราปะทะกับเขากลางอากาศ แต่กลับมีเกล็ดสีทองอร่ามผุดขึ้นมาปกคลุมร่างกายท่อนบน หน้าผากมีอะไรบางอย่างแหลมๆ ยื่นออกมา แล้วกางเกงที่เขาสวมก็พลันขาดกระจาย จากนั้นท่อนล่างของเขาก็กลายเป็นหางแบบอสรพิษขนาดยักษ์ที่ยาวเกือบสิบเมตร แต่แตกต่างไปบ้างตรงที่ปลายหางนั้นดูคล้ายกับว่ามีครีบอยู่

                “บ้าน่า นี่มันร่างแปลงรูปแบบมนุษยนาคของเผ่านาคนี่!” เอกโพล่งออกมาพลางมองที่ร่างของชายผมเงินด้วยความตกตะลึง ทำเอามินท์ต้องหันไปมองเพื่อนตัวเองชั่วขณะ และนั่นก็เปิดช่องว่างให้หางงูขนาดยักษ์ฟาดเข้าใส่เธอจนปลิวกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่!

                “ดูท่าพวกไร้มารยาทจะขยับไม่ได้กันไปอีกพักใหญ่สินะ” ร่างของชายผมสีเงินที่กลายเป็นครึ่งสัตว์ตระกูลงูเอ่ยขึ้นมาพลางมองไปที่ทุกคนอย่างเหยียดหยัน “หรือเธอจะสู้กับเขาอีกคนด้วยไหม แม่สาวน้อย?”

                “ม... ไม่หรอก ฉันใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แถมไม่มีอาวุธแบบนี้ จะไปสู้กับพวกนาคได้ยังไงกัน พละกำลังทางกายภาพของพวกเรามันต่างกันมากเลยนะ” เอกรัตน์บอกอย่างปัดๆ ขณะที่ร่างกายของเขาเริ่มสั่นระริก มือไม้สองข้างของเขาขยับไปมาอย่างร้อนรนกว่าที่ฉันเคยเห็น เหมือนกับว่าเขากำลังกลัวกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่นี่เหลือเกิน!

                “ถ้ารู้ตัวแบบนั้นก็ยอมตายแต่โดยดีก็แล้วกัน เพราะฉันคงจะปล่อยคนที่รู้เรื่องที่ตั้งของเขตปลอดเวทมนตร์นี่ให้มีชีวิตไปบอกใครต่อไม่ได้หรอกนะ” ชายผู้มีท่อนล่างเป็นสัตว์ตระกูลงูพูดพลางเลื้อยเข้ามาใกล้เอกรัตน์ที่ยืนตัวสั่นระริกจนเหมือนจะก้าวขาไม่ออก

                “อ... อย่าทำอะไรฉันเลยนะ!” เด็กหนุ่มในร่างคนธรรพ์สาวร้องเสียงหลง ก่อนที่ร่างกายจะทรุดลงนั่งเพราะขาสั่นจนยืนไม่อยู่ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดที่จะคืบคลานเข้ามา

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มเข้ามาใกล้ทุกขณะ เด็กหนุ่มในร่างนางกำนัลก็รีบคลานหนีอย่างน่าสมเพช ทว่าชายผู้มีท่อนล่างเป็นงูยักษ์เอื้อมมือไปจับขาข้างหนึ่งเอาไว้จนเอกคลานหนีต่อไปไม่ได้ แต่ก่อนที่จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หินก้อนหนึ่งก็พุ่งไปกระแทกมือของชายผมเงินจนเขาต้องชะงักแล้วปล่อยมืออกจากเด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวผมสีน้ำตาล

                “คู่ต่อสู้ของแกคือฉันต่างหากเล่า!” เสียงคำรามของมินท์ดังขึ้นมา เธอนั่นเองที่เป็นคนปาหินเขาใส่เจ้าคนครึ่งงูเพื่อช่วยเอกเอาไว้

                “ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกแม่เสือสาว ถึงเธอจะเป็นผลการทดลองที่ประสบผลสำเร็จ แต่การที่เธอเลือกฝ่ายแบบนี้ ฉันก็คิดว่าจะกำจัดเธอหลังจากเพื่อนเธอด้วยเหมือนกัน แล้วฉันจะได้ไปคุยกับสหายเก่าของฉันต่อ...” ชายผมสีเงินพูดจบก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วฉันก็เห็นว่ารอบอกของเขาขยายใหญ่ พร้อมทั้งแก้มก็ป่องขึ้นมา และอะไรสักอย่างมันบอกกับฉันว่าผู้ชายคนนี้กำลังจะทำอันตรายกับเพื่อนทั้งสองของฉันแน่ๆ

                “แย่แล้ว! เจ้านาคนั่นคิดจะกำจัดทั้งคู่ด้วยพิษแน่ๆ!” พี่สาวที่ยืนดูเหตุการณ์ผ่านจอภาพด้วยกันกับฉันโพล่งออกมา แต่ไม่ทันที่ใครจะได้ทำอะไรต่อ จู่ๆ พวกฉันก็พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างทะลุผ่านตัวไป จากนั้นเสียงหนึ่งก็ดังกัมปนาทขึ้นมาขัดจังหวะทุกอย่างไปเสียก่อน

เปรี้ยง!

                เสียงบางสิ่งบางอย่างที่ดังคล้ายฟ้าผ่าดังขึ้น ทำเอาชายครึ่งงูต้องชะงักไปชั่วอึดใจแล้วหันไปมองทางต้นเสียงนั้น และเมื่อแมลงพยนต์หันเครื่องถ่ายทอดเหตุการณ์ไปหา ฉันก็พบว่าคุณพรานกำลังนั่งอยู่ริมสระบัว และถือปืนไรเฟิลที่เหมือนกำลังยิงขึ้นฟ้าเสร็จอยู่ในมือ

                “เกมจบแล้ว คุณนักปราชญ์” เอกรัตน์กล่าวขึ้นมา ก่อนที่ดาบคาตานะเล่มหนึ่งจะปรากฏขึ้นมาในมือของเขาด้วยเวทมนตร์เรียกสิ่งของ จากนั้นเขาก็ฟาดมันลงไปที่ลำคอของชายครึ่งงูอย่างรุนแรงทันที ส่งผลให้ร่างนั้นล้มลงแล้วแน่นิ่งไปในพริบตา

                “คิดแผนการสดๆ ได้ไม่เลวเลยนะครับ” เสียงของนายพรานกล่าวชื่นชมเอก ขณะที่เขาใช้เวทมนตร์เรียกไม้พายมาแจวเรือเข้าฝั่ง

                “ส่วนหนึ่งที่สำเร็จก็เพราะมีคนที่รู้มือกันแบบคุณด้วยน่ะครับ การสอนภาษามือให้ในคืนก่อนออกไปลุยกับเจ้ามืดช่วยได้มากจริงๆ” เอกยิ้มให้กับพรานใหญ่ด้วยความชื่นชมไม่แพ้กัน

                “เดี๋ยวก่อนนะ พวกนายพูดเรื่องอะไรกันเนี่ย?” มินท์ถามด้วยความมึนงง ไม่แพ้กับฉันที่มองเหตุการณ์อยู่ตอนนี้

“จังหวะที่เธอเห็นว่าฉันสั่นกลัวจนเคลื่อนไหวแปลกๆ นั่น ความจริงแล้วฉันใช้ภาษามือสื่อสารกับคุณพรานที่นอนอยู่ริมน้ำ ให้ใช้จังหวะที่ฉันแกล้งพูดถ่วงเวลาและล่อมันออกมาจากสระ ลงไปยิงปืนฉมวกทำลายจุดกำเนิดของเขตปลอดเวทมนตร์ในสระบัวนั่น จากนั้นก็ให้ว่ายขึ้นมายิงปืนให้สัญญาณและเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าบ้านี่เมื่อทำลายมันเสร็จแล้วน่ะ” เอกอธิบายพลางมองไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งของชายที่เคยเป็นเพื่อนสนิทกับจอมพรานด้วยสีหน้าครุ่นคิด

                “ว่าแต่ ทำไมนายไม่ให้คุณพรานยิงมันให้ตายไปเลยล่ะ ไม่ก็จังหวะเมื่อกี้นายก็น่าจะใช้คมดาบฟันคอมันให้ขาด ไม่ใช่สันดาบฟาดแบบตอนเล่นงานนุ้ยนะ เจ้าบ้านี่มันทั้งชั่วร้ายแล้วก็อันตรายขนาดนี้”  มินท์บ่นขึ้นมาเมื่อทราบถึงแผนการและการกระทำของผู้ชายทั้งสอง

                “ถึงเขาจะชั่วร้ายหรืออันตราย แต่เขาก็ยังเป็นเพื่อนผมนะ” เสียงของคุณพรานดังขึ้น ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามายังร่างที่นอนแน่นิ่งของชายผู้มีผมสีเงิน “อย่างน้อยผมก็อยากจะคุยกับเขาให้รู้เรื่องบ้าง ทำให้เขาหมดสติแล้วจับตัวเอาไว้ก็ดี แล้วอีกอย่าง ดูท่าเขาจะเป็นคนสำคัญของพวกจักรวรรดิยักษ์ด้วย เราคงใช้เขาเป็นเครื่องต่อรองได้อยู่นะ”

                “ใช้ต่อรองไม่ได้หรอก เจ้านี่ไม่มีค่าขนาดนั้น” เอกบอกกับทุกคนด้วยท่าทางหนักใจ ทำเอาทุกคน รวมถึงฉันที่ดูภาพเหตุการณ์ต้องทำหน้าสงสัยไปตามๆ กัน

                “ที่จอมปราชญ์แห่งจักรวรรดิยักษ์ไม่มีค่าพอจะต่อรองน่ะ หมายความว่าไงครับ?” นายพรานโพล่งขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ

                “ผมดูจากการที่แก้มที่ไม่มีรอยแผลจากมีดที่ผมปาใส่เมื่อตอนอยู่บนฟ้า แล้วตอนนั้นเขายังบอกอีกว่ามีธุระต้องรีบออกจากรัชตคีรี ดังนั้นไม่น่าจะวกกลับมาที่สระบัวนี่อีก มันทำให้ผมคาดเดาได้ว่า เจ้าคนนี้ไม่ใช่ตัวจริงครับ” เอกรัตน์อธิบายความคิดของเขาให้กับทุกคนฟัง

                “แต่คำพูดคำจา ท่าทางอะไรต่อมิอะไรก็เหมือนกับเพื่อนของผมไม่มีผิดเลยนะ จะเป็นคนอื่นไปได้ยังไงกัน?” คุณพรานแย้งขึ้นมาด้วยความสงสัย พลางย่อตัวลงมองร่างผมสีเงินที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นหญ้าอย่างเพ่งพินิจ

                “จะว่าไปกลิ่นของผู้ชายคนนี้ก็ไม่เหมือนกับตอนอยู่บนฟ้า แต่ฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะเขาขึ้นมาจากน้ำก็ได้” มินท์พูดขึ้นหลังจากเธอเริ่มคิดอะไรออก “แต่อะไรบางอย่างที่เขายัดใส่ปากตัวเองก่อนที่จะเปลี่ยนร่างได้นั่น มันเป็นสีเดียวกันกับตอนอยู่บนฟ้าเลยนะ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงทำให้เขาแปลงร่างเป็นอะไรที่แตกต่างกันได้ทั้งที่ใช้ของอย่างเดียวกันแบบนั้น”

                “เรื่องนั้นไว้ทีหลังแล้วกัน เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราไปบอกทุกคนเรื่องเขตปลอดเวทมนตร์หายไปแล้วกันดีกว่า แล้วก็ปล่อยให้พวกทหารมาคุมตัวเจ้านี่อีกทีหนึ่ง จากนั้นค่อยให้พวกคนธรรพ์เก่งๆ ดูความจำของมันกัน” เอกบอกกับมินท์และคุณพราน แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครทำอะไรต่อ ร่างที่นอนแน่นิ่งเมื่อครู่กลับสะบัดมือใส่คุณพรานที่กำลังย่อตัวจนปลิวกระเด็นตกลงไปในสระ แล้วชายผู้มีผมสีเงินก็พลันขยับร่างกลับมาสู่อากัปกริยาพร้อมรบอีกหน มินท์กับเอกเห็นแบบนั้นก็รีบถอยฉากออกมาตั้งตัวใหม่ทันที

                “ว่าจะทำเป็นสลบแล้วรอฟังข้อมูลจากพวกเธอสักหน่อย แต่ถ้าจะวิ่งโร่ไปบอกคนอื่นเรื่องเขตปลอดเวทมนตร์กันแบบนั้น คงจะปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไปไม่ได้ ต้องรีบจัดการพวกเธอแล้วไปซ่อมแซมมันแล้วสิ” ชายมีผู้มีร่างกายปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองบอกกับทุกคน ก่อนจะสะบัดหางเข้าใส่เอกและมินท์ในทันที!

                เสือปีกสาวคว้ามือของเอกแล้วพาบินทะยานขึ้นไปบนฟ้า หลบการโจมตีด้วยหางของคนครึ่งนาคไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ถึงแบบนั้นการตวัดหางเป็นวงกว้างนั่นก็กวาดเอาต้นไม้ใหญ่น้อยทั่วบริเวณให้ล้มระเนระนาดได้อย่างง่ายดาย บอกให้ฉันรู้ว่าพลังทำลายของการสะบัดหางนั่นรุนแรงจนอาจจะทำให้พวกที่ร่างกายแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ไม่มากนักอย่างเอกหรือคุณพรานเจ็บสาหัสได้ไม่ยากเลย!

                “ในเมื่อไม่ใช่เพื่อนคุณพรานตัวจริง ก็ลงมือได้ไม่ต้องเกรงใจแล้วสินะ” มินท์ที่บินหนีออกไปจากคนครึ่งงูกล่าวกับเอกที่ตัวเองหิ้วขึ้นมา หันไปพลางคำรามขู่คนครึ่งนาคที่กำลังเลื้อยตามมาอย่างไม่ลดละ แล้วหันมาพูดกับเอกอีกครั้ง “ตอนนี้นายมีแผนอะไรที่เข้าท่าไหม?”

                “พวกเราต้องลองเล่นงานจี้ที่คอของมันดู!” เอกบอกพลางชำเลืองมองไปยังคนครึ่งสัตว์ที่อยู่เบื้องล่าง “ตัวจริงที่เราพบไม่ได้สวมจี้นั่น บางทีจี้ที่ว่าอาจจะ...”

เปรี้ยง!

                เอกยังพูดไม่ทันขาดคำ เสียงกัมปนาทแบบฟ้าผ่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง แล้วจี้ห้อยคอที่ว่านั่นก็พลันแกว่งไปอย่างรุนแรงเหมือนถูกใครกระชากแรงๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะเคลื่อนกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม ทว่าในชั่วขณะจี้หอยคอนั้นปลิวไปตามแรงอะไรบางอย่าง ฉันก็ได้เห็นว่ารูปลักษณ์ของคนครึ่งนาคนั่นแปรเปลี่ยนไป จากที่มีดวงตาสีฟ้าหม่นๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดยามได้เห็น ผมสีเงินและผิวซีดขาวเหมือนซากศพ กลับกลายเป็นชายผมสีดำขลับและมีใบหน้าคมคายที่ฉันคุ้นเคย... ใบหน้าที่อยู่ในความทรงจำของฉันมานาน... ใบหน้าของกัซ!

                ฉันไม่รู้ว่าตัวเองตาฝาดไปคนเดียวหรือไม่ แต่หลังจากที่เสียงนั้นดังขึ้นมาไม่กี่วินาที เจ้าคนครึ่งงูก็เอื้อมมือไปคว้าความว่างเปล่าที่อยู่ข้างกาย จากนั้นไม่นาน ร่างของพรานใหญ่ที่ถือปืนลูกโม่ก็ปรากฏขึ้นมาในเงื้อมมือของมัน โดยที่มือข้างที่ถือปืนของชายผิวเกรียมแดดกำลังถูกมันบีบเอาไว้!

                “อะไรกันคุณนายพรานผู้เก่งกล้า ลืมไปหรือไงว่าการล่องหนไปจากสายตาน่ะ ใช้พรางสิ่งมีชีวิตที่รับรู้ได้ถึงรังสีความร้อนแบบสัตว์ตระกูลงูไม่ได้หรอก” ชายครึ่งงูผู้ตอนนี้มีผมสีเงินจ้องไปยังจอมพรานพลางยิ้มเย้ยหยัน ก่อนจะเงื้อมือข้างหนึ่งขึ้นเหมือนเตรียมจะจู่โจม “เรามีเรื่องต้องสนทนากันอีกไม่น้อย ตอนนี้นายหมดสติไปสักพักหนึ่งก่อนเถอะนะ ไว้ฉันจัดการพวกสาวๆ เสร็จจะปลุกนายมาคุยด้วยกันถึงความยิ่งใหญ่ของแผนการที่แม้กระทั่งพระเป็นเจ้ายังต้องตกตะลึงสักหน่อย”

                “แล้วลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันมีมือสองข้าง” พรานใหญ่พูดพลางใช้เวทมนตร์เรียกปืนลูกโม่อีกกระบอกหนึ่งมาไว้ในมือ ก่อนจะยิงไปที่จี้ห้อยคอนั่นอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้หน้าตาของชายผู้มีผิวซีดขาวกลับกลายเป็นภาพของกัซไปอีกพริบตาหนึ่ง แต่จี้ห้อยคอนั่นก็ยังไม่ถูกทำลาย กระสุนปืนที่ยิงมันกระดอนออกมาก่อนที่จะฝังลงที่พื้นด้านข้างพรานใหญ่แทน

                “ร้ายกาจเหมือนเดิมนะ” ชายผมสีเงินพูดพลางแสยะยิ้ม ก่อนจะใช้หางงูขยับมารัดตัวพรานใหญ่เอาไว้จนแขนแนบชิดกับลำตัว ทำให้ใช้มือทำอะไรต่อไปอีกไม่ได้

                “มีช่องว่าง!” เสียงของมินท์ตะโกนลั่นหลังจากฉันเห็นว่ามินท์โยนร่างของเอกลงกับพื้นใกล้กับพรานใหญ่ ก่อนที่ร่างสีเหลืองสลับดำจะบินทะยานเข้าไปหวังจะตะครุบจี้ที่ว่า แต่ชายครึ่งงูกลับเอี้ยวตัวหลบการบินโฉบของเสือปีกสาวไปได้ทันท่วงที แถมยังใช้มือข้างหนึ่งตบที่ด้านหลังของแม่เสือปีกสาวจนเธอเสียหลักลงไปกลิ้งคลุกฝุ่น!

ฉันคิดว่าการโจมตีของมินท์เกือบจะสูญเปล่าไปแล้ว... ถ้าฉันไม่เห็นว่าเอกที่มินท์โยนลงมาเมื่อครู่กำลังตั้งหลักลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้าไปพร้อมกับดาบในมือ แล้วเขาก็ใช้มันเกี่ยวสายสร้อยของจี้เส้นนั้น หวังจะกระตุกมันให้ขาดด้วยคมดาบ!

แต่เหมือนเอกจะประเมินอะไรพลาดไป เพราะสร้อยเส้นนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด แถมชายครึ่งงูกลับพ่นของเหลวสีม่วง ที่ฉันรู้จักว่ามันคือพิษแบบหนึ่งของนาคออกจากปากใส่เขา จนของเหลวสีม่วงที่พุ่งออกมานั้นกลบร่างเขาจนมิด!

“เอก! ไม่จริงน่า! นายจะมาตายง่ายๆ แบบนี้รึไง...” ฉันโพล่งขึ้นมา เมื่อเห็นว่าดาบคาตานะที่เอกเคยถือร่วงหล่นลงสู่พื้น พร้อมกับขวดแก้วเล็กๆ ที่เขาเคยใช้บรรจุมินท์กับพรานใหญ่

บริเวณที่เขาเคยยืนอยู่ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่อีก... มีเพียงกองของเหลวสีม่วงที่มีควันร้อนระอุลอยขึ้นมาเพียงเท่านั้น... พิษนาคอันนี้คงจะเป็นชนิดที่เผาไหม้ผู้โดนพิษจนไม่เหลือแต่ซาก... แล้วเอกที่โดนพิษนี่พ่นใส่มากขนาดนั้นจะรอดชีวิตได้ยังไงกัน... ภาพที่ฉันเห็นนั่นมันก็ทำเอาร่างกายของฉันอ่อนแรงจนทรงตัวไม่อยู่ ฉันทรุดตัวลงนั่งพับเพียบข้างท่านพี่อย่างควบคุมไม่ได้ ของเหลวอุ่นๆ เริ่มไหลออกมาเอ่อที่ดวงตาอย่างไม่รู้ตัว...

“อย่าเพิ่งร่ำไห้ตอนนี้ ขวัญนภา ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เธอสมควรเสียน้ำตา” เสียงของท่านพี่เอ่ยขึ้นมา ทำเอาฉันต้องเงยหน้ามองพี่สาวด้วยความขุ่นเคือง แม้ฉันจะไม่กล้าจะต่อล้อต่อคำกับพี่สาว แต่ฉันก็ไม่อาจเข้าใจเลยว่าการที่เพื่อนตายต่อหน้าต่อตาทั้งคนแบบนี้ ไม่ควรจะเสียน้ำตาตรงไหน!

“ถ้าพี่คาดเดาไม่ผิด จี้ห้อยคอนั่นเป็นสิ่งที่เจ้าของสวมใส่ให้กับคนอื่น เพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของคนนั้นให้ดูเหมือนเจ้าของจี้ และใช้มันควบคุมเจ้าของร่างให้เป็นไปตามใจตัวเอง แล้วทั้งตัวสร้อยกับจี้นั่นก็มีพลังงานวิญญาณปกป้องคุ้มครองมันจากการโจมตีกายภาพทุกอย่าง แบบที่พวกมนุษย์เรียกกันว่าวิชาชาตรี” พี่สาวอธิบายเหมือนกับว่าไม่สนใจน้ำตาที่ไหลออกมาของฉันเลยสักนิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังปลอบขวัญกันอยู่แท้ๆ

“จากปฏิกิริยาที่พี่สังเกต เมื่อเธอเห็นว่าจี้นั่นถูกโจมตีจนเจ้าของร่างคืนสภาพ เธอดูมีอาการแปลกไป เจ้าหนุ่มคนนั้นคงเป็นเพื่อนจากโลกมนุษย์ที่เธอตามหาอยู่งั้นสินะ”

“ช... ใช่ค่ะท่านพี่... เขาเป็นคนที่หนูตั้งใจว่าจะพาเขากลับไปพร้อมกับทุกคน... แต่ว่า... ตอนนี้คงเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว...” ฉันพูดพลางมองไปยังหน้าจอภาพ ตอนนี้คุณพรานถูกรัดแน่นจนหมดสติไปแล้ว ส่วนมินท์ก็กำลังคำรามลั่น พลางเข้าไปต่อสู้คลุกวงในอย่างสุดแรงเพื่อกระตุกสร้อยเส้นนั้นออกมาจากคอของกัซที่กำลังถูกครอบงำ แต่เหมือนมันจะไม่ได้ผลเลยสักนิด หนำซ้ำการที่เธอตั้งสมาธิกับการกระตุกสร้อยเกินไป ยังทำให้เธอพลาดท่าถูกชกเข้าที่ท้องจนจนกระเด็นตกสระบัวไปอีกต่างหาก

“ทำไมถึงจะทำแบบนั้นไม่ได้กันล่ะ? ก็แค่หาทางทำลายสร้อยนั่นให้ได้ก็พอแล้ว” ท่านพี่บอกกับฉัน ทำเอาฉันแทบจะระเบิดอารมณ์กลับไป แต่นึกขึ้นมาได้ว่าท่านพี่คงไม่รู้ว่าเอกเป็นชาวโลกมนุษย์ เพราะเขาอยู่ในสภาพคนธรรพ์หญิงมาตลอดเวลาตั้งแต่เข้ามาที่อาณาจักรของฉัน

“คือว่า... คนธรรรพ์หญิงที่ถูกพิษนาคจนหายไปนั่น... ความจริงแล้วเป็นมนุษย์ผู้ชายที่กลายเป็นคนธรรพ์หญิงเพราะเหตุบางประการน่ะค่ะ แล้วเขาก็เป็นเพื่อนที่หนูจะพากลับโลกมนุษย์ด้วย” ฉันพยายามข่มอารมณ์ของตัวเองไว้แล้วอธิบายให้พี่สาวฟัง ทำเอาท่านพี่แสดงความประหลาดใจออกมาทางสีหน้าไปชั่วขณะ แต่แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“ชายที่กลายเป็นหญิงงั้นรึ? พี่คิดว่าเรื่องนี่จะมีแค่ในตำนานเสียอีก... แต่จะว่าไปก็คงไม่แปลกเท่ามนุษย์ที่ถูกทำให้กลายเป็นเสือปีกหรือนางกินรีที่คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์อยู่หกปีเต็มหรอก...” พี่สาวพูดด้วยท่าทีขบขันเหมือนไม่ได้สนใจในความตายของเอก พลางทำสัญญาณให้ฉันมองไปยังจอฉายภาพที่ตอนนี้กำลังแสดงภาพเจ้าคนครึ่งงูนั่นเลื้อยไปที่สระบัว

“เรื่องนั้นช่างมันเถอะท่านพี่ ตอนนี้สถานการณ์กำลังย้ำแย่ ได้โปรดให้หนูไปช่วยพวกเพื่อนเถอะค่ะ หนูไม่อยากจะเสียใครไปอีกแล้ว!” ฉันบอกกับพี่สาวอีกครั้ง เผื่อเธอจะเปลี่ยนใจ

“พี่ให้เธอไปไม่ได้! พี่ไม่อยากจะเสียเธอไปอีกนะ! เราไม่ได้พบกันมาตั้งหกปี ยังไม่ทันได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันให้คุ้มเลย จะให้ปล่อยเธอไปเสี่ยงอีกเหรอ!” ท่านพี่เริ่มเสียงดังกลับมา “อีกอย่าง สถานการณ์ก็ยังไม่ได้ย่ำแย่อะไรนี่ ลองดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้ดีก่อน”

ไม่ทันที่ท่านพี่จะพูดขาดคำ ขวดแก้วใบจิ๋วที่เอกเคยพกพาก็ปรากฏร่างคนธรรพ์สาวผู้มีผมสีน้ำตาลมัดเป็นหางม้า ในชุดตะเบงมานกับหยักรั้งสีเปลือกไม้ พร้อมกับมีดในมือ... ความจริงแล้วในพริบตาที่พิษนั่นถูกพ่นออกมา เขาก็เข้าไปหลบในขวดที่ตัวเองพกอยู่ แล้วทำเป็นว่าตัวเองถูกพิษเขาไปจังๆ งั้นสินะ! เจ้าหมอนี่มันร้ายกาจจริงๆ!

เอกรัตน์ขว้างมีดในมือเข้าใส่ร่างที่ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองซึ่งกำลังหันหลังให้ มีดพุ่งเข้าชนเกล็ดแล้วกระดอนออกมาเหมือนลูกบอลถูกเตะอัดผนัง มันทำความเสียหายใดไม่ได้ แต่ก็ทำให้ร่างของกัซที่ถูกควบคุมหันกลับมาสนใจอีกครั้งหนึ่ง

“โดนพิษขนาดนั้นยังไม่ตายอีกงั้นรึ?” ร่างครึ่งคนครึ่งนาคพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ

“ที่จริงก็เกือบแย่เหมือนกัน โชคดีที่เมื่อกี้นี้ฉันเคลือบตัวด้วยสารวิเศษที่ทำให้ร่างกายไม่สัมผัสกับของเหลวตรงๆ น่ะ เอาไว้ใช้กันน้ำตอนจะดำลงไปในสระบัวไง” เอกพูดพลางยกมือข้างที่ไม่ได้ถืออะไรให้อีกฝ่ายดูด้วยท่าทางยียวน “แต่โดนแค่เศษเสี้ยวพิษที่มือนิดเดียวก็ทำเอาสารที่เคลือบตัวระเหยหายไปหมดแบบนั้นนี่ พิษแรงสุดๆ เลยนะนั่น โชคดีจริงๆ ที่เมื่อกี้นี้หลบเข้าไปในขวดจิ๋วนี่ได้ทัน”

“ช่างเป็นคนฉลาดที่โง่จริงๆ ถ้าเธอไม่บอกว่าตัวเองรอดมาได้ยังไง ฉันก็อาจจะเสียขวัญไปบ้างแล้วแท้ๆ แต่กลับบอกว่าตัวเองไม่มีสารอะไรกันพิษเหลืออีก กับหลบหนีได้อย่างไรแบบนั้น ช่างโง่เง่าจริงๆ” ชายครึ่งนาคพูดพลางมองขวดจิ๋วที่อยู่ปลายเท้าของเอก ก่อนจะเอื้อมมือลงไปวักน้ำในบึงมาสาดใส่ขวดจิ๋วนั้นด้วยความรุนแรงจนขวดแตกกระจาย และคำพูดกับการกระทำนั่นก็ทำเอาเอกมีท่าทีตกใจเหมือนกับว่าตัวเองพลาดแล้วที่พูดสิ่งสำคัญออกไป... จะว่าไปคำพูดของชายที่ควบคุมกัซอยู่ทำให้ฉันอดคล้อยตามไม่ได้ เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเอกจะไปบอกเขาทำไมว่าตัวเองรอดมาได้ยังไง ทำไมเขาถึงพลาดโง่ๆ ไม่สมกับเป็นเขาแบบนี้เนี่ย!

“ไม่น่าพลั้งปากไปเลยแฮะ แบบนี้ถ้าโดนพิษอีกรอบหนึ่งล่ะก็ ไม่รอดแน่ๆ เลยวุ้ย ช่วยอย่าใช้พิษกับฉันได้ไหม ถ้าโดนเข้าไปคราวนี้ถึงตายแหงๆ เลย...” เอกบ่นออกมาเสียงดังพลางมองไปยังอีกฝ่ายด้วยท่าทางไม่ค่อยสู้ดี แต่ดูเหมือนว่าท่าทางนั้นจะทำให้อีกฝ่ายฉุกคิดอะไรบางอย่างได้

“ถ้าเป็นคนอื่นฉันอาจจะเชื่อ แต่คำพูดของเธอที่แสดงเหมือนว่าตัวเองไม่มีวิธีรับมือกับพิษแบบนั้น คงเป็นการยั่วให้ฉันใช้พิษใส่เพื่อจะโต้ตอบด้วยอะไรบางอย่าง ไม่ต่างจากตอนแกล้งทำเป็นกลัวให้ฉันไล่โจมตีเพื่อถ่วงเวลา แล้วฉันก็ไม่ติดกับเดิมซ้ำสองหรอกนะ!” ชายครึ่งงูพูดพลางสะบัดหางยาวหลายเมตรเข้าใส่เอก หวังจะใช้แรงกระแทกป่นกระดูกของเด็กหนุ่มในร่างคนธรรพ์สาวให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!

แต่เด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวเพียงแค่ยิ้มแล้วยกมือขึ้นชี้นิ้วไปข้างๆ การฟาดหางนั้นก็หยุดชะงักลงไปทันที เพราะสิ่งที่เอกชี้ให้อีกฝ่ายดูคือร่างที่นอนหมดสภาพต่อสู้ของพรานใหญ่ และเอกคงจะรู้ดีว่าการสะบัดหางเป็นวงกว้างเพื่อโจมตีใส่เขานั้นจะโดนพรานใหญ่ไปด้วย และอีกฝ่ายเองก็ต้องการตัวเพื่อนเก่าไปด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างมากกว่าจะฆ่ากันให้ตาย

“ถ้าเดาไม่ผิด แกใช้สร้อยคอนั่นควบคุมร่างกายคนอื่นอยู่และทำให้เขามีรูปร่างหน้าตาเหมือนแก  แต่ว่าแกควบคุมได้แค่การเคลื่อนไหวทางกายภาพสินะ เพราะสิ่งที่แกทำก็มีแค่ใช้การโจมตีทางกายภาพกับพ่นพิษ ไม่มีการใช้เวทมนตร์อะไรเลยแม้กระทั่งเวทมนตร์ง่ายๆ อย่างเรียกอาวุธมาทุ่นแรง” เอกพูดกับอีกฝ่ายเหมือนกับว่าเห็นทางชนะอยู่ แม้ว่าคนดูอย่างฉันจะมองไม่เห็นว่าเขาจะชนะได้ยังไงเลยก็ตาม “และถ้าแกอยากฆ่าฉันนักล่ะก็ แกก็ต้องพุ่งมาต่อสู้กันในระยะประชิดเท่านั้นเอง กล้าพอจะเข้ามาหรือเปล่าล่ะ?”

“เธอคิดจะบีบให้ฉันเข้าไปต่อสู้ระยะประชิด เพื่อจะใช้มือที่รวบรวมพลังวิญญาณให้เหนือกว่าพลังงานที่ปกป้องสร้อย แล้วกระชากมันออกงั้นสินะ ก็ถือว่าเป็นแผนการที่ไม่เลวเลย” ชายผู้ครอบครองร่างของกัซกล่าวพลางปรบมือให้เบาๆ ทำเอาฉันอดทึ่งไม่ได้ว่าเขามองแผนการของเอกออกได้อย่างไรกันแน่

“แต่ขอบอกไว้ก่อน ว่าสร้อยนี้มีพลังงานที่ปกป้องสูงเอาการ พลังงานวิญญาณเท่าเธอ ต่อให้รวบรวมพลังจนหมดก็ไม่มีทางทำลายมันได้หรอกนะ และถ้าฉันเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดล่ะก็ เธอก็จะถูกฆ่าอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนอกจากปลดสร้อยนี้แล้ว พวกเธอคงไม่กล้าลงมือกับร่างกายคนที่เป็นเพื่อนได้ลงหรอก จริงไหมล่ะ?”

“สาวน้อยเอ๋ย มาถึงตอนนี้แล้วฉันเสียดายความสามารถและสติปัญญาของเธอเกินกว่าจะกำจัดทิ้งแล้วสิ เธอไม่สนใจเข้าร่วมกับจักรวรรดิของเราบ้างรึ? หากมีคนอย่างเธอมาเข้าร่วมล่ะก็ พวกเราอาจจะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มากกว่าที่เธอจะจินตนาการถึงก็ได้นะ แล้วพอถึงจุดนั้นไม่ว่าเธอปรารถนาอะไร พวกเราก็จะให้เธอได้ทุกอย่าง”

ชายผู้ควบคุมร่างของกัซเอ่ยเชื้อชวนเอกรัตน์ เด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เหมือนกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“ท่านพี่ ได้โปรดเถอะ เอกรัตน์ไม่มีทางทำลายสร้อยนั่นได้แน่ แต่ถ้าเป็นของวิเศษจากคลังของพวกเราแล้วก็...” ฉันพยายามขอร้องอีกครั้ง เผื่อท่านพี่จะเปลี่ยนใจ เพราะตอนนี้มีแค่ฉันเท่านั้นที่จะช่วยกัซได้ “หนูจำได้ว่าพวกเรามีลูกศรวิเศษที่มีอำนาจลบล้างพลังอะไรได้ระยะเวลาหนึ่ง ถ้าแค่ให้หนูไปยิงศรนั่นใส่สร้อยแล้วรีบกลับมาก็ได้ ได้โปรดเถอะท่านพี่!

“แบบนั้นก็ได้ แค่ไปยิงศรเท่านั้นพอนะ แล้วรีบกลับมา” พี่สาวพลางถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะใช้เวทมนตร์เรียกธนูสีทองอันมีลวดลายงามวิจิตรออกมา พร้อมกับลูกธนูที่ทำจากเงินอันแกะสลักเป็นลวดลายสวยงาม

“ดังนั้นเธอจงรับสิ่งนี้ไว้ พี่กับเธอคงต้องเดิมพันทุกอย่างไว้กับศรดอกนี้และฝีมือการยิงธนูของเธอแล้ว” ราชินีแห่งรัชตคีรีกล่าวจบก็ใช้เวทมนตร์เรียกซุ้มประตูประหลาดออกมาตั้งอยู่ตรงหน้าฉัน “ส่วนซุ้มประตูนี้จะทำให้เธอไปที่ไหนก็ได้ในอาณาจักรรัชตคีรี เพียงแต่เธอจะสามารถไปที่นั่นได้เพียงหนึ่งนาทีเท่านั้น แล้วเธอจะถูกส่งกลับมาที่เดิม”

“หมายความว่าท่านพี่จะยอมให้ฉันไปช่วยเพื่อนๆ แล้วใช่ไหมคะ? รู้แบบนี้น่าจะอนุญาตกันตั้งแต่แรก” ฉันถามด้วยความกระตือรือร้น เพราะเดิมทีฉันก็อยากจะไปช่วยกัซด้วยตัวเองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“แค่นาทีเดียวเท่านั้นนะ ” ท่านพี่บอกกับฉัน ก่อนที่จะเอามือไปสัมผัสที่ซุ้มประตู จากนั้นฉันก็มองเห็นว่าอีกฟากของซุ้มประตูเป็นกลางอากาศเหนือทุ่งหญ้าที่พวกเอกกำลังต่อสู้อยู่

“โลกที่อยากได้อะไรแล้วมีคนหามาให้ได้ทุกอย่างมันจะไปสนุกอะไรกัน ฉันอยู่ของฉันแบบนี้ดีกว่า” เสียงของเอกรัตน์ดังขึ้นมาจากจอภาพและจากอีกฟากหนึ่งของซุ้มประตู แต่ฉันไม่ได้ดูว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น เพราะพี่สาวผลักฉันเข้าซุ้มประตูนั่นไปเสียก่อนแล้ว!           

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

1,053 ความคิดเห็น

  1. #523 หยง (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2554 / 23:43
    พวกเรามีปีก พวกเราบินได้ พวกเราจะบินไปดวงจันทร์ สักวันหนึ่ง หากธนู ไม่ปักหัวเข่า เราคงบินไปถึง



    เจ้านั่นที่ว่า ฮันมะ ยูจิโร่ เอ้ย แม่ทัพธรณีนินทร์ ที่เคยพูดถึงไว้ในตอนก่อนสินะ คงไม่ใช่โผล่มาตอนที่จักรกำลังมันส์มือ แล้วเอาธนูยิงใส่หัวเข่าหรอกนะ
    #523
    0
  2. #522 Dragon_P (@dragon_p) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2554 / 21:48
    "เจ้านั่นที่จะมาคือใคร?"
    #522
    0
  3. #518 Sirisobhakya (@sirisobhakya) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2554 / 22:31
    ....สงสัยจะโดนจับยัดตู้เอาไปโยนลงทะเลแล้วมั้งฟ้า
    #518
    0
  4. #513 งุ้งงิ้ง (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2554 / 16:36
    สงสัยจักรจะเป็นแฟนหนังพิศาล ไม่ก็แนวจำเลยรัก สวรรค์เบี่ยง
    #513
    0
  5. #510 Dragon_P (@dragon_p) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 / 20:37
    อืม ดูท่าจักรคงจะสับสนตัวเองอยู่นะ
    #510
    0
  6. #381 Dragon_P (@dragon_p) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 กันยายน 2554 / 00:25
    การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมสินะ

    ปล./me ตบหัวตัวเอง นั่นมัน Fullmetal alchemist ตั้งหากล่ะเฟ้ย
    #381
    0
  7. #368 Dragon_P (@dragon_p) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 21:21
    รีบเขียนต่อเลย เร็วๆนะคะ
    #368
    0
  8. #367 หยง (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 19:38
    ทำไมเอกไม่ใช้คาถา ยาราไนก้า นะ
    #367
    0
  9. #366 -netto- (@netty02) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 15:07
    อ่า.... ถ้าเอกถูกจับเป็นนางบำเรอจริงๆจะเป็นยังไงนะ
    #366
    0
  10. #364 -netto- (@netty02) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2554 / 17:05
    ในที่สุดศราก็อัพนิยาย T^T


    #364
    0