คัดลอกลิงก์เเล้ว

苦命 爱 ฮองเฮาไร้รัก

โดย forgetgirl

“ฮองเฮา” เป็น‘ตำแหน่ง’อันทรงเกียรติ์ ที่สตรีทุกนางล้วนหมายปองและพยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้มันมา แต่กลับหาใช่ตำแหน่งอันเป็นที่รักยิ่งไม่ เพราะมิเช่นนั้นแล้ว จะมีตำแหน่ง‘สนมคนโปรด’ผุดขึ้นมาได้อย่างไร?

ยอดวิวรวม

17,387

ยอดวิวเดือนนี้

388

ยอดวิวรวม


17,387

ความคิดเห็น


76

คนติดตาม


924
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ต.ค. 61 / 15:48 น.
นิยาย 苦命 爱 ͧѡ 苦命 爱 ฮองเฮาไร้รัก | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



ฮองเฮาเป็น 'ตำแหน่ง' อันทรงเกียรติ
ต้องละเมียด ละไม ในหน้าที่
ฮองเฮาเป็น หน้าตา ของธานี*
ต้องดูดี สง่า กิริยา
ฮองเฮาเป็น ประตู สู่อำนาจ
ผู้ผงาด เป็นใหญ่ ไร้กังขา
ฮองเฮาเป็น ผู้ชนะ และปรีชา
ผู้มีฐา นันดร เหนือกว่าใคร
ฮองเฮาเป็น ทุกสิ่ง หยิ่งล้ำเลิศ
สิ่งประเสริฐ อันสตรี ต่างฝันใฝ่
ฮองเฮาเป็น ดรุณี ผู้กำชัย
ผู้เป็นใหญ่ เหนือสุด ในนงเยาว์
'หน้าที่' นี้ เพียงต้องแลก ด้วยหทัย
คิดเป็นใหญ่ ใจต้องนิ่ง ไม่โง่เขลา
อย่าริอาจ ปล่อยความรัก ให้มอมเมา
ด้วยฮองเฮา เป็นหน้าตา ใช่หัวใจ

**********************
ธานี ปกติจะมีความหมายว่าเมือง
แต่ในที่นี้มีความหมายว่าแคว้นนะเจ้าค่ะ

**********************
แรงบันดาลใจ
เพลง : ฮองเฮา
ศิลปิน : พริกไทย

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ต.ค. 61 / 15:48




苦命 แปลว่า ‘อาภัพ’
 แปลว่า ‘รัก’
ดังนั้น
苦命 爱
จึงมีความหมายว่า
... อาภัพรัก” ...
.
แต่ไหนแต่ไรมา...
.
จะมีฮองเฮาสักกี่รัชสมัย 
...ที่ไร้ซึ่งฐานอำนาจ...

จะมีฮองเฮาสักกี่รัชสมัย
...ที่พระหัตถ์ทรงไร้รอยเปื้อนเลือด...

จะมีฮองเฮาสักกี่รัชสมัย
...ที่ไม่เผลอใจให้ฮ่องเต้...

จะมีฮองเฮาสักกี่รัชสมัย
...ที่ไร้หัวใจโดยแท้จริง...

แล้วจะมีฮองเฮาสักกี่รัชสมัย
ที่ได้ถือครองหทัยฮ่องเต้
...อย่างไร้กังขา...
.
.
.

...ฮองเฮาเพียงไร้รักใช่เพราะไร้ใจ...
“ ‘เปิ่นกง’ เพียงรู้ดีหทัย
ว่าถึงให้ไป ยังไงก็คงได้รับกลับคืน

“มิเช่นนั้นแล้ว จะมีตำแหน่งซื่อฟูเหริน* จิ่วผิน** เอ้อร์สือชีซื่อฟู่*** หรือพวกตำแหน่งสนมอื่นอีกนับอนันต์ไว้เพื่ออันใด?”

“เพราะเช่นนั้นอย่างไรเล่า ‘เปิ่นกง’ ถึงเลิกหวังเรื่องไร้สาระ แล้วหันมาวางแผนคานอำนาจเพื่อความรุ่งเรืองของวงสกุล และ เพื่อปูทางอนาคตให้แก่โอรสของ ‘เปิ่นกง’แทน เรื่องไร้สาระอย่างความพอพระทัย หรือความสนพระทัยของฮ่องเต้นะ ‘เปิ่นกง’ ไม่ต้องการ ไม่เคยต้องการ... จริงๆ”

ใครจะรู้เล่า...?
...ว่าตำแหน่งที่ครอบครองได้แม้นแต่ดาวหรือเดือนเช่นนี้ จะมีสิ่งนึงที่ไม่สามารถถือครองได้อย่างไร้เงื่อนไขอยู่ด้วย...

...สิ่งที่ดูไร้ค่าในตำแหน่งอันสูงส่งอย่างฮองเฮา
แต่เป็นสิ่งเดียวที่สตรีสามัญชนทุกคนล้วนวาดหวัง...

...นามธรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อชีวิตในหวังหลัง
แต่สตรีวังหลังทุกคนล้วนปราถนา...

...สิ่งเดียวที่แลกมิได้แม้เพียงเสี้ยวเงินตรา
กลับเป็นสิ่งล้ำค่าที่ดรุณีผู้นี้ไม่มีวันได้ครอบครอง...

...ความรักจากฮ่องเต้...

...หึ อย่าว่าแต่ความรักเลย แม้แต่ความโปรดปรานที่พระองค์ทรงมีให้ ยังเป็นเพียงสิ่งจอมปลอม ที่พระองค์แสร้งทำขึ้นมา เพียงเพื่อปกป้องนางในรับใช้ ที่ไม่แม้แต่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นสนมเสียด้วยซ้ำ...

...ไร้หทัยยิ่งนัก พระองค์ทรงกล้าเอาฮองเฮาอันสูงส่งเช่นข้า มาปกป้องนางในรับใช้ชั้นต่ำนางนั้นได้เช่นไร? ได้ ถ้าพระองค์ทรงแสร้งทำเป็นโปรดปรานหม่อมฉันเพียงเพื่อใช้หม่อมฉันเป็นป้อมปราการป้องกันสงครามภายในวังหลังเช่นนี้ งั้นหม่อมฉันจะเป็นป้อมปราการตามพระประสงค์ของพระองค์ให้ก็แล้วกัน เพียงแต่ หากพระองค์แสร้งทำเป็นโปรดปราน ‘เปิ่นกง’ เช่นนี้ มันจะดีแล้วหรือเพคะ?...

...พระองค์ไม่กลัวว่าอำนาจในมือพระองค์จะตกมาอยู่ในมือหม่อมฉันบ้างหรือเพคะ?...

...พระองค์น่าจะทรงทราบนี่เพคะ ว่าหากหม่อมฉันสามารถขึ้นเป็นฮองเฮาได้ การจะบดขยี้นางอันเป็นที่รักของพระองค์ก็มิใช่เรื่องยากอะไรเลยแม้แต่น้อย...

...หม่อมฉันมิมีอันใดต้องเสียนี้เพคะ แรกเริ่มหม่อมฉันเข้ามาด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าหม่อมฉันคงจะไม่มีทางทำความปรารถนาของหม่อมฉันได้สำเร็จแล้วในตอนนี้ และตลอดไป...
เพราะเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงอย่าคิดว่าจะใช้ความรู้สึกดีๆ ที่หม่อมฉัน ‘เคย’ มีให้มาเป็นหมากบนกระดานของพระองค์ได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะพระองค์ก็ต้องเดินตามหมากกระดานของหม่อมฉันเช่นกัน..

...แล้วพระองค์จะได้รู้ซึ้ง ว่าระหว่างพระองค์ที่มีหม่อมฉันเป็นควีนบนกระดานของพระองค์ กับหม่อมฉันที่มีนางอันเป็นที่รักของพระองค์เป็นแค่เศษเบี้ยตัวนึงบนกระดานของหม่อมฉัน ใครจะชนะหมากกระดานนี้กัน....
.
.
.

...แล้วพระองค์จะได้รู้... ว่าเหตุใดวังหลังถึงน่ากลัวเยี้ยงศึกสงคราม...
...แล้วพระองค์จะได้รู้... ว่าเหตุใดวังหลังถึงอันตรายเยี้ยงสนามรบ...
...แล้วพระองค์จะได้รู้... ว่าเหตุใดสตรีวังหลังถึงเลือดเย็นเยี้ยงเพชรฆาต...
...แล้วพระองค์จะได้รู้ซึ้ง... ว่าเหตุใด
แคว้นทั้งแค้นถึงสามารถล้มสลายได้ ด้วยน้ำมือของดรุณีเพียงผู้เดียว...


...เมื่อถึงยามนั้น...
พระองค์จะได้รู้ซึ้ง
...ว่าเหตุใด...
ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า...
หากมิอยากตายทั้งเป็น
ก็จงห้าม
ล้อเล่น!!!
กับหัวใจสตรี!?!!
 




................................

   ... "ท่านแม่ขอรับ เหตุใดท่านพ่อจึงมิได้ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิกัน?" เสียงเล็กนุ่มทุ่มถามขึ้นอย่างสงสัยใคร่รู้ ในขณะที่เหล่าบริวารโดยรอบเมื่อได้ยินคำถามขององค์รัชทายาทน้อยตรงหน้าต่างก็ชะงักไป แล้วพร้อมใจกันพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้... ใครๆต่างก็รู้กันดี ว่าเหตุใดฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจึงมิสามารถขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิได้อย่างที่ควรจะเป็น...
 "หืมห์ ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนั้นเล่าลูกรัก เรื่องนั้นนะ..." ดรุณีผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แล้วนิ่งเงียบไป ภายในแววตามีความรู้สึกบางอย่างไหววูบผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนดั่งเกรงว่าโอรสของตนจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกสีหมอกภายในแววตาของตน...
 "แล้วท่านแม่ทรงเหนื่อยหรือไม่ ลูกไม่ประสงค์ให้ท่านแม่ต้องเป็นเช่นนี้เลย" โอรสน้อยเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใคร่จะชอบใจนัก
 "ไม่เลย เลี่ยงเหวินซือ(แสงสว่างของเรื่องราวแห่งความสุข) ที่เป็นอยู่ก็ดียิ่งนัก ขอแค่เจ้ามีความสุข... แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ดังชื่อของเจ้าอย่างไรเล่า เจ้าก็เปรียบเสมือนเรื่องราวแห่งความสุขของแม่ เพราะเช่นนั้นแล้วจนกว่าจะถึงยามนั้น ยามที่เจ้าจะเติบโตและสามารถมากพอ ที่จะเป็นแสงสว่างส่องนำทางเรื่องราวแห่งความสุขให้แก่ปวงชนทั้งหลายได้ มารดาผู้นี้จะคอยปกป้องเจ้าเอง" นางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพร้อมกับลูบหัวโอรสน้อยของตนอย่างรักใคร่
 "ได้เวลานอนแล้วเลี่ยงซือ(แสงสว่างแห่งความสุข) มารดาต้องไปแล้ว"
 "แต่ท่านแม่พึ่งจะมา..." โอรสน้อยพึมพำด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
  "เลี่ยงซือ เจ้าก็รู้ว่ามารดาหาได้ต้องการทอดทิ้งเจ้าไม่ เพียงแต่ยามนี้ มันถึงเพลาที่เจ้าควรจะนอนได้แล้ว" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
 "แต่ว่า..."
 "ไม่มีแต่ลูกรัก เจ้ารู้ดี มารดาต้องไปจัดการอะไรๆให้เรียบร้อยก่อน แล้วพรุ่งนี้มารดาจะมาดูเจ้าฝึกวรยุทธก็แล้วกัน" นางเอ่ยขัดโอรสน้อยด้วยสุ่มเสียงโอนอ่อน พร้อมกับยกข้อเสนอที่ดีที่สุดขึ้นมาแลกเปลี่ยนกับโอรสตรงหน้า...
 "...ขอรับ" โอรสน้อยรับคำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะถูกส่งตัวเข้าห้องบรรทมประจำพระองค์ไปอย่างรวดเร็ว... ในขณะเดียวกันนั้น ดรุณีผู้แสนอ่อนโยนเมื่อชั่วครู่ พระพักตร์และท่วงท่าที่แสนนุ่มนวลก็พลันแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นดรุณีผู้สูงส่งและสง่างาม
 "เฉินหวาง มีการใดเร่งด่วนหรือไม่" นางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น อันเป็นน้ำเสียงในยามปกติของนาง ที่ทุกคนในวังต่างคุ้นชินกันเป็นอย่างดี
 "มิมีขอรับ การเร่งด่วนที่สุดในยามนี้ กำหนดเวลาเอาไว้ภายในสามวัน" เสียงปริศนาดังขึ้นโดยปราศจากตัวผู้เอ่ย
 "ดี เปิ่นกงจะไปชมจันทร์ที่สวนดอกหมู่ตาน(ดอกโบตั๋น) ไม่ว่าใครก็ตาม ห้ามรบกวนหากมิใช่เรื่องคอขาดบาดตาย" นางเอ่ยจบก็เดินตรงไปยังสวนดอกหมู่ตาน อันเป็นสถานที่โปรดปรานของตนอย่างรวดเร็ว...

 ... ‘นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ข้าไม่ได้กลับจวน’ ความคิดหนึ่งวาบผ่านเข้ามาอย่างเหม่อลอย ตั้งแต่ที่นางได้ย่างก้าวสู่วังหลังในยามนั้น นางก็แทบจะไม่ได้ออกนอกวังเลย ด้วยฮ่องเต้ทรงเกรงกว่านางจะถูกลอบทำร้าย... เหอะ
  “ท่านแม่ขอรับ เหตุใดท่านพ่อจึงมิได้ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิกัน?” อยู่ๆคำถามของโอรสน้อยก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง... นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เลี่ยงซือถามนางแบบนี้ เพียงแต่มันยังไม่ถึงเวลาที่เลี่ยงซือจะรับรู้ถึงความเลวร้ายภายในวัง นางต้องการให้เลี่ยงซือได้ใช้ชีวิตในวังโดยไร้ภาระบนบ่า แต่ก็ใช่ว่านางจะเลี้ยงเลี่ยงซือให้เป็นคนหัวอ่อนจนโดนใครต่อใครหลอกได้ง่ายๆเสียเมื่อไหร่ เล่ห์เลี่ยมในวังนางย่อมรู้จักมันดีกว่าบุคคลใด เพราะเช่นนั้นแล้วนางจึงมักวางตัวเป็นเสือจำศีลอยู่ตลอดเวลา... ถึงแม้ว่าช่วงแรกของการใช้ชีวิตในวังหลวงของนาง นางจะเป็นเพียงลูกแมวน้อยแสนอ่อนแอก็ตามที แต่ก็เพราะนางเป็นเพียงแมวน้อยผู้แสนอ่อนแอในสายตาของทุกคนอย่างไรเล่า เหล่าอสรพิษในวังหลังถึงไม่แม้แต่จะเหลียวแลนาง หึ แล้วเป็นเช่นไรกัน แมวน้อยแสนอ่อนแอตัวนี้กลับได้ขึ้นเป็นใหญ่ ได้อยู่เหนือเหล่าอสรพิษผู้มากด้วยกำลังและปัญญา ได้อยู่เหนือผู้ที่โอ้อวดตนนักหนา ว่าเป็นที่พอพระทัยของฮ่องเต้ แต่อสรพิษพวกนั้นก็หาได้ครอบครองบัลลังก์หงส์เช่นนางไม่ ถึงแม้ว่า... บัลลังก์ที่ได้มา จะหาใช่บัลลังก์ในใจฮ่องเต้ก็ตามที   แต่ เป็นได้ถึงเพียงนี้มันก็ดีแค่ไหนแล้ว... ดรุณีผู้สูงศักดิ์คิดอย่างเหม่อลอยด้วยแววตาเศร้าสร้อย แววตาที่ไม่เคยมีผู้ใดได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ความเจ็บปวดที่นางมี กลับไม่เคยมีใครสัมผัสมันได้เลยแม้แต่น้อย...
.
.
.

.
.
.

 ..."เจ้ามาทำอะไรที่นี้หรือจิ้นซินของข้า" สุรเสียงนุ่มทุ่มเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ทำให้ดรุณีผู้กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ ต้องหันไปมองอย่างตกใจด้วยไม่นึกว่าผู้ที่เป็นถึงฮ่องเต้ของแคว้นจะปรากฏตัวขึ้นในเวลาแบบนี้
 "ถ่ะ ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท" นางเอ่ยทำความเคารพอย่างประม่าทั้งตกใจทั้งดีใจที่ได้เจอเขาในยามนี้
"ไม่เห็นต้องทำความเคารพเลยนี้ จิ้นซินของข้า" องค์ฮ่องเต้พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะเดินเข้ามานั่งใกล้ๆกับนาง
"อ่ะ ม่ะ ไม่ได้หรอกเพคะ มัน มันผิดธรรมเนียม" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะถอยห่างจากบุรุษตรงหน้า
"...เจ้ารังเกียจข้าหรือ จิ้นซิน" ผู้เป็นใหญ่แห่งแผ่นดิน เอ่ยเสียงแผวเบา นัยน์ตาคู่คมพลันหม่นแสงลงอย่างประหลาด ทำให้ดรุณีผู้ได้รับพระราชทานราชทินนามว่าจิ้นซิน(ดวงใจแห่งความซื่อสัตย์) ถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ ด้วยคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะเอ่ยคำพูดอะไรทำนองนี้ออกมา
 "อ่ะ เอ่อ ม่ะ มิบังอาจเพคะ" นางนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะฟุบลงนั่งพื้น แล้วก้มหัวลงแทบแนบแผ่นดิน เนื่องเพราะเกรงว่าพระองค์จะเข้าใจนางผิดไป...
 "เฮ้อ ...จิ้นซิน ยามใดเจ้าถึงจะเลิกนับยศกับข้าเสียที" องค์ฮ่องเต้ทอดถอนหายใจอย่างเอือมระอา ก่อนจะค่อยๆพยุงร่างบางที่ฟุบหน้าลงตัวสั่นยิกๆอย่างห้ามไม่อยู่ขึ้นมาอย่างนุ่มนวล แล้วโอบเอวเอาไว้ เพื่อกันนางปลีกตัวหนีอีกรอบ
 "ฝ่ะ ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันคิดว่า เอ่อ ม่ะ มันไม่งาม" นางเอ่ยเสียงสั่น แล้วพยายามสลัดตัวออกอย่างนุ่มนวลที่สุด
 "จิ้นซิน เจ้าเป็นภรรยาเอกของข้านะ ไม่งามตรงไหนกัน?" พระองค์ถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลง
 "คือ... เอ่อ ถ่ะ ถ้าใครมาเห็นเข้าพระองค์จะ จะถูกมองไม่ดี" นางเอ่ยแก้
 "งั้นถ้าเป็นในตำหนักของเจ้าคงไม่เป็นอันใดสินะ?" พระองค์ตรัสถามเสียงเจ้าเล่ห์ ก่อนจะจัดการช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างรวดเร็วโดยไม่บอกกล่าว
 "อ่ะ หม่ะ หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะเพค--- อ่ะ อื้มมม" ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยค้านจบประโยคก็ต้องหยุดชะงักไป เมื่อถูกพระโอษฐ์ขององค์ฮ่องเต้ประกบปิดเอาไว้เสียก่อน... และหลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงอุ้มร่างบางตรงไปยังตำหนักของจิ้นซินฮองเฮาเพื่อรับการถวายงานทันทีโดยเลือกที่จะเมินเฉยกับคำขอของนาง ที่ยืนกรานว่าจะเดินด้วยตัวเองแม้แต่น้อย...

 ... "...จิ้นซิน" สุรเสียงอ่อนโยนเอ่ยเรียกดรุณีข้างกาย ที่นอนสงบนิ่ง ลมหายใจที่รินรดอย่างสม่ำเสมอ บ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่านางหลับไปแล้ว ...ด้วยฤทธิ์ของว่านยาสลบที่พระองค์ทรงแอบป้ายลงตรงบริเวณจมูกของนาง ในขณะที่นางไม่ทันระวังตัว
 "จิ้นซินของข้า..." พระองค์เอ่ยเรียกนางอีกครั้งเพื่อให้แน่พระทัย เมื่อเห็นว่านางยังคงสงบนิ่งเช่นเคย จึงเผยยิ้มอ่านยากออกมา สายพระเนตรที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนพลันเปลี่ยนเป็นสายพระเนตรที่มองทอดร่างบางข้างกายอย่างเหยียดๆเล็กน้อย ก่อนจะใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งปัดปอยผมที่ปรกหน้าอยู่ออกอย่างเบามือ
 "จิ้นซินของข้า... หึ ช่างเชื่องและโง่เง่าเยื้องสุนัขรับใช้ยิ่งนัก" พระองค์ทรงตรัสด้วย
สุรเสียงแผ่วเบาอย่างดูแคลน ก่อนจะค่อยๆขยับตัวออกจากที่บรรทมอย่างเงียบงัน และออกจากตำหนักของดรุณีที่พระองค์มักเอาอกเอาใจและมองนางด้วยสายพระเนตรแห่งความรักเสมออย่างเงียบเชียบ หึ นั้นมันก็เป็นเพียงละครหน้าม่าน ตบตาพวกนางสนมในวังหลังก็เพียงเท่านั้น สำหรับพระองค์แล้ว นางเป็นได้เพียงแค่สุนัขรับใช้ที่คอยเป็นเหยื่อล่อให้เหล่าอสรพิษในวังหลังรุมจิกกัดทรมานก็แค่นั้นเอง เป็นได้เพียงปราการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องดวงหทัยของพระองค์เพียงเท่านั้น... ดังชื่อของนาง จิ้นซิน ผู้ซื่อสัตย์ในความรัก... ผู้ที่จะไม่สามารถแว้งกัดพระองค์ได้เช่นสุนัขจนตรอก ผู้ที่ไม่มีทางทรยศพระองค์ได้อย่างไร้ข้อกังขา เพราะ ผู้ที่ซื่อสัตย์ในความรัก จะไม่มีวันใดที่สามารถทรยศหัวใจของตัวเองได้แม้เพียงน้อย และถึงแม้นางจะไม่ใช่สุนัขรับใช้ แต่ไม่ว่ายังไง สตรีก็ไม่มีวันทรยศหัวใจตัวเอง...

 "อ่ะ เสด็จมาแล้วหรือเพคะ" เสียงกังวานใสเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ ก่อนจะปรี่เข้าหาพระองค์โดยไร้ซึ่งสามัญสำนึกใดๆ หากเป็นสตรีนางอื่น นางผู้นั้นคงโดนลงโทษฐานหมิ่นเกียรติ์องค์ฮ่องเต้ไปแล้ว... แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น และสตรีตรงหน้าคือข้อยกเว้นทั้งหมดเพียงหนึ่งเดียวที่พระองค์มี
 "เจ้าเป็นเช่นไรบ้างอ้ายชิง(ดวงดาวแห่งความรัก)" สุรเสียงนุ่มทุ้มที่ถูกดัดให้ออกหวานเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างห่วงใย
 "หม่อมฉันสบายดี แล้วพระองค์หล่ะเพคะ" อ้ายชิงเอ่ยถามพระองค์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม... รอยยิ้มที่พระองค์ทรงหลงไหล หลงไหลในความบริสุทธิ์ที่ไม่เคยมีอยู่เลยภายในวังหลวงแห่งนี้ แต่ในตอนนี้... พระองค์ได้เจอมันแล้ว ความบริสุทธิ์ที่ทำให้พระองค์ ตกหลุมรัก ...รอยยิ้มของนางคือสิ่งเดียวที่พระองค์ทรงโปรดปรานอย่างถึงที่สุด ที่สุดเท่าที่จะมีได้ในหทัยของพระองค์
 "ข้าสบายดี... พรุ่งนี้เราปลอมตัวไปเที่ยวกันดีหรือไม่? ข้าได้ยินว่าพรุ่งนี้จะมีเทศกาลสวมหน้ากาก****ด้วย" พระองค์ทรงตรัสถามด้วยสายพระเนตรรักใคร่ที่ออกมาจากหทัยของพระองค์โดยแท้จริง ซึ่งไม่มีใครเคยได้เห็นและไม่มีใครเคยได้รับมันมาก่อน
 "แล้วฎีกาหล่ะเพคะ?" นางมุ่นคิ้วถามอย่างสงสัย
 "ช่วงนี้ไม่มีการเร่งด่วนนะอ้ายชิง แถมก่อนหน้านี้ข้าก็ยุ่งจนไม่มีเวลาให้เจ้าเลย ถือว่าข้าได้ผ่อนคลายไปในตัวด้วย... ดีหรือไม่?" พระองค์ถามนางอย่างอ่อนโยน เพราะก่อนหน้านี้มีฎีกามากมายถูกส่งมาให้เขาอ่านจนเวลาจะนอนก็แทบไม่มี กว่าจะจัดการเสร็จก็ใช้เวลาไปเป็นอาทิตย์ พระองค์พึ่งจะได้มีเวลาว่างก็เมื่อไม่ถึงสองชั่วยามก่อนหน้านี้เอง จึงเป็นเหตุผลให้ช่วงนี้พระองค์แทบจะไม่ได้เจออ้ายชิงเลย
 "อืม ไปก็ไัด้เพคะ อ่ะ แล้วจิ้นซินฮองเฮาหล่ะเพคะ" อ้ายชิงถามถึงสุนัขรับใช้ด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย
 "นางไม่สบายนะ ข้าพึ่งไปเยี่ยมนางเมื่อครู่นี้เอง" พระองค์เอ่ยยิ้มๆ เท่านี้พรุ่งนี้พระองค์ก็ไม่ต้องคอยพะวง ว่าสุนัขรับใช้จะมาเห็นเข้าตอนที่เขาอยู่กับอ้ายชิง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แผนที่วางไว้แต่ต้นคงจะพังไม่เป็นท่าเป็นแน่
 "หวาาา แล้วฮองเฮาเป็นอย่างไงบ้างเหรอเพคะ" นางถามอย่างตกใจ
 "ก็แค่พักผ่อนไม่เพียงพอนะ" พระองค์ตอบพร้อมระบายยิ้มอ่อนๆ นางก็ช่างคอยห่วงคนอื่นไปทั่วเช่นนี้เสมอ ช่างน่ารักเสียจริง
 "...อ่ะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พระองค์ทรงไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะเพคะ ยามนี้หากใครมาเห็นเข้า พระองค์จะโดนครหาได้ หม่อมฉันคงต้องขอทูลลาก่อนนะเพคะ" อ้ายชิงพูดจบก็ค่อมหัวให้หนึ่งครั้งพอเป็นพิธี แล้วปลีกตัวออกไป ส่วนพระองค์ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมสักพัก ก่อนจะเดินกลับห้องบรรทมของตนเองโดยไม่คิดจะแวะเวียนที่ไหนอีก...

...วันต่อมา...
ยามเฉิน
(07.00-08.59 น.)

...ภายในตำหนักจิ้นซินฮองเฮายามนี้กำลังปั่นป่วน เมื่อพบว่าฮองเฮาผู้ประทับบังลังก์หงส์ ซึ่งมักจะตื่นตั้งแต่ก่อนฟ้าสางเพื่อเตรียมตัวมารอรับการเข้าเฝ้าถวายพระพรจากเหล่านางสนมในวังหลัง ตั้งแต่ยามเหม่า(05.00-06.59 น.) บัดนี้ยังคงไม่ลุกขึ้นจากที่บรรทม เหล่านางรับใช้พยายามปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมตื่น เดือดร้อนหมอหลวงต้องเร่งมาดูอาการอย่างเร่งด่วนที่สุด ทำให้การถวายพระพรในช่วงเช้าของวันนี้จึงถูกยกเลิกไป... เหล่านางสนมจึงต่างพากันกลับตำหนักของตนด้วยรอยยิ้มเบ่งบานใจเป็นอย่างยิ่งในรอบหลายเดือน... พอจะให้ข้าราชบริพารไปทูลเชิญองค์ฮ่องเต้มาดูอาการ พระองค์ก็ทรงหายตัวไปที่ใด ก็ดันมิมีใครทราบ สร้างความขัดเคืองใจให้กับเหล่าข้ารับใช้ภายในตำหนักจิ้นซินฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะฮองเฮาของพวกนางไม่เคยมีอาการเช่นนี้มาก่อน จนกระทั้งพระนางทรงถวายงานให้กับองค์ฮ่องเต้เมื่อคืนนี้!?!!...
 "เป็นเช่นไรบ้าง ท่านหมอหลวง" หนึ่งในข้ารับใช้คนสนิทเอ่ยถามหมอหลวงประจำองค์ฮองเฮาอย่างเป็นกังวล
 "...ไม่เป็นอะไรมากหรอก พระนางเพียงอ่อนเพลียเกินไปก็เพียงเท่านั้น" หมอหลวงตอบเพื่อให้เหล่าข้ารับใช้ภายในตำหนักเบาใจลง แม้จะรู้ดีว่าแท้จริงแล้วพระนางทรงโดนป้ายยาสลบ และหากคิดใคร่ครวญดูสักนิด ก็รู้ได้ไม่ยากเลย ว่าเป็นสีมือของใคร แต่ด้วยตำแหน่งสูงสุดในแผ่นดินของคนผู้นั้น เขาคงเอาผิดอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ เขาเองก็ไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของจิ้นซินฮองเฮามากนัก เพราะเป็นที่รู้กันดีภายในตำหนักแห่งนี้ ว่าพระนางต้องสูญเสียอะไรไปมากมาย เพื่อที่จะได้มายืนเคียงข้างกับองค์ฮ่องเต้ในทุกวันนี้
 "อีกซักสองชั่วยาม พระนางคงจะตื่นจากบรรทม ให้พวกเจ้าเตรียมน้ำอุ่นสมุนไพรแก้อาการอ่อนเพลียไว้ เดี๋ยวข้าจะเตรียมสมุนไพรให้ แล้วให้นางเสวยอาหารทีมีรสอุ่นร้อน เพื่อกระตุ้นการตื่นตัวด้วย ... อืม วันนี้มีเทศการหน้ากากภายในเมือง พวกเจ้าน่าจะพาพระนางไปเปิดหูเปิดตาบ้าง ถือโอกาสที่พระนางอ่อนเพลียห้ามใครเข้าเฝ้าเสีย พระนางไม่ได้ออกนอกเขตราชวังมานานแล้ว บางทีนั้นอาจจะทำให้พระนางรู้สึกดีขึ้นจากอาการที่เป็นอยู่ก็ได้" หมอหลวงเสนอแนะ ก่อนจะขอตัวไปหาสมุนไพรที่จะเตรียมไว้ให้จิ้นซินฮองเฮาได้ใช้ชำระความอ่อนเพลียที่คาดว่าจะได้รับมาจากผลกระทบจากฤทธิ์ของว่านยาสลบชนิดนี้... ด้านเหล่านางรับใช้คนสนิท เมื่อลองคิดใคร่ครวญดูก็เห็นเป็นจริงตามที่ท่านหมอหลวงกล่าว จึงได้จัดเตรียมอาภรและหน้ากากที่ไม่สะดุดตานักเอาไว้ และสั่งห้ามเข้าเฝ้าจิ้นซินฮองเฮาในตลอดทั้งวันนี้ เพื่อให้พระนางได้พักผ่อนจากอาการอ่อนเพลียของพระนาง

   ในยามนี้พวกนางรอเพียงเวลาที่จิ้นซินฮองเฮาจะฟื้นคืนสติเพียงเท่านั้น...

  ...โดยที่เหล่านางรับใช้คนสนิทไม่มีทางได้รู้เลยว่า ภายหลังจากการไปเที่ยวเทศกาลของพระนางในครั้งนี้ จะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในวังหลังเกิดขึ้น...

.
.
.

  ...เวลาล่วงเลยถึงยามอุ้ย(13:00-14:59) ร่างของจิ้นซินฮองเฮาค่อยๆขยับตัวไปมาอย่างเซื่องซึม
 "อ่า ง่วงจัง" ร่างบางพึมพำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แสงแดดอ่อนๆทอผ่านผ้าม่านผืนบาง เข้ามาจนต้องใช้มือเรียวบดบังไว้... หืมห์ แสงแยงตา... ย่ะ แย่แล้ว
 "หมี่เซี๊ยะ!?!! นี้ยามใดแล้ว???" ร่างบางเอ่ยถามอย่างตื่นตระหนก
  "ยามอุ้ยเพคะ ฮองเฮา" ข้ารับใช้คนสนิทเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม
 "อ่า ทำไมถึงไม่มีใครปลุกข้าเลย" ดรุณีผู้มีอำนาจเอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนเพลีย
 "...ยามเหม่าฮองเฮาทรงมีอาการอ่อนเพลียมากน่ะเพคะ พวกหม่อมฉันเลยไปตามหมอหลวงมา ท่านบอกว่าฮองเฮาทรงมีอาการประชวรอ่อนๆ ให้พระองค์ทรงนอนพักผ่อนไปก่อนเพคะ"
 "เหรอ..." 
 "แล้วตอนนี้พระนางทรงรู้สึกเช่นไรบ้างเพคะ" หมี่เซี๊ยะถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
 "ยังเพลียๆอยู่เลย" นางเอ่ยบอกไปตามตรง เมื่อรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยมีแรงสักเท่าไหร่
 "อ่า งั้นไปแช่น้ำหน่อยไหมเพคะ หมอหลวงให้พวกหม่อมฉันเตรียมน้ำอุ่นสมุนไพรแก้อาการอ่อนเพลียไว้ให้แล้ว"
 "อือ เอาสิ"  ดรุณีรับคำอย่างเห็นด้วย ก่อนเหล่านางรับใช้จะช่วยกันพยุงองค์ฮองเฮาไปแช่น้ำอย่างระมัดระวัง

 "เราจะไปไหนกันเหรอ?" นางเอ่ยถามขึ้น เมื่อพบว่าอาภรณ์ที่กำลังถูกสวมใส่ให้ ดูแตกต่างไปจากทุกวัน
 "วันนี้มีเทศกาลสวมหน้ากากภายในเมืองเพคะ" หนึ่งในข้ารับใช้คนสนิทเอ่ยตอบเสียงรื่นเริง
 "แต่ว่า..."
 "ไม่ต้องทรงห่วงไปหรอกเพคะ หม่อมฉันสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าเฝ้าพระนางตั้งแต่ยามเฉินไปจนตลอดทั้งวันนี้เลย" หมี่เซี๊ยะบอกออกมายิ้มๆ
 "แล้วถ้าองค์ฮ่องเต้มาเยี่ยมข้าล่ะ" ดรุณีผู้เป็นใหญ่เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล ในขณะที่เหล่าข้ารับใช้พอได้ยินชื่อคนผู้นั้น ก็ต่างพากันเกิดอาการเหม็นเบื่อขึ้นมาในทันที ...คนผู้นั้นนะ ไม่มีทางมาเยี่ยมองค์ฮองเฮาของพวกนางเป็นแน่
 "หม่อมฉันคิดว่า องค์ฮ่องเต้คงมีฎีกาสำคัญนะเพคะ ไม่เช่นนั้นคงมาเยี่ยมพระนางตั้งแต่ยามเฉินแล้ว" เฟยอี้เอ่ยตอบ แม้จะคิดว่าจริงๆแล้วองค์ฮ่องเต้คงกำลังแอบไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งอยู่เป็นแน่
 "แล้วถ้าพระองค์ทรงเสร็จฎีกา แล้วรีบมาเยี่ยมตอนข้าไม่อยู่ล่ะ"
 "เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงไปเพคะ เดี๋ยวเหมยเหมยจัดการเอง" หนึ่งในข้ารับใช้คนสนิทพูดขึ้น ก่อนจะใช้วิชาประจำตระกูล เปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นองค์ฮองเฮาได้เหมือนตัวจริงอย่างไร้ที่ติ
 "ไม่ได้นะ ถ้าถูกจับได้เหมยเหมยจะถูกลงโทษเอา" ดรุณีเอ่ยห้ามอย่างเป็นห่วง
 "อย่าได้เป็นห่วงนักเลย ความสามารถในการแสดงของข้านะ แยบยลกว่าพวกนางในเป็นไหนๆ" เหมยเหมยเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงและกิริยาที่เหมือนกับองค์ฮองเฮาในยามปกติทุกประการ
 "สุดยอดไปเลยเหมยเหมย เหมือนมาก" หมี่เซี๊ยะพูดขึ้นพร้อมตบมือให้อย่างชื่นชม
 "ไปกันเถอะเพคะองค์ฮองเฮา พระองค์ไม่ได้ออกนอกเขตราชวังมานานแล้วนะเพคะ อีกอย่าง นี้ก็เป็นเทศกาลสวมหน้ากาก หากแต่งตัวเช่นชาวบ้านธรรมดา ก็ไม่มีใครคิดจะสนใจแล้วล่ะเพคะ" เฟยอี้พูดโน้มน้าว
 "แต่ถ้าไป... เหมยเหมยก็ถูกทิ้งไว้คนเดียวนะสิ"
 "โถ่ องค์ฮองเฮาช่างเมตตานัก พระนางอย่าได้ทรงเป็นกังวลเลย หม่อมฉันเต็มใจ" เหมยเหมยพูดพร้อมก้มลงคารวะอย่างเคารพรัก
 "อ่า... งั้น งั้นข้าไปก็ได้ แต่ต้องกลับก่อนยามซวี(19:00-20:59)นะ"
 "ได้ตามที่ท่านบัญชาเพคะ" หมี่เซี๋ยะเอ่ยบอกอย่างดีใจ ก่อนจะรีบสวมอาภรณ์ให้แด่ดรุณีตรงหน้า เหมือนกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจไปเสียก่อน...

 "แล้วถ้าออกไปกันทั้งแบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอ? ไหนจะเรื่องที่ทิ้งเหมยเหมยไว้คนเดียวอีก ถ้าองค์ฮ่องเต้มาเห็นต้องจับได้แน่ๆ เพราะปกติพวกเจ้าแทบไม่เคยออกห่างจากตัวข้าเลย" นางเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นกังวล
 "เรื่องนั้นต้าเฟิงเตรียมแผนไว้แล้วเพคะ"
 "ยังไง?"
 "ยามนี้ต้าเฟิงกำลังไปเรียกตัวหมอหลวงมา แล้วจะให้หมอหลวงทำทีเป็นเฝ้าไข้พระนางแทนเพคะ หากถูกถามถึง หมอหลวงจะเป็นคนรายงานเอง ว่าพระนางทรงไล่พวกหม่อมฉันให้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก เพราะเห็นว่าพวกหม่อมฉันไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนมานานแล้ว" 
 "อ่า งั้นสินะ"
 "มาแล้วๆ พวกเจ้าเตรียมตัวให้องค์ฮองเฮากันเสร็จรึยัง" เสียงของต้าเฟิงดังขึ้นก่อนจะปรากฏตัว
 "เสร็จแล้วๆ ไปกันเถอะเพคะ องค์ฮองเฮา" หมี่เซี๊ยะพูดพร้อมพยุงดรุณีอันเป็นที่รักให้ค่อยๆเดินออกจากราวกั้นอย่างนุ่มนวล
 "เหมยเหมย... เจ้าแน่ใจแล้วใช่ไหม?" นางเอ่ยถามหนึ่งในข้ารับใช้คนสนิทอีกครั้งอย่างเป็นห่วง ความผิดฐานหลอกลวงองค์ฮ่องเต้ โทษร้ายแรงถึงขั้นประหาร นางไม่อยากให้หนึ่งในคนที่นางไว้ใจที่สุดต้องมาเสี่ยงตายเพียงเพราะอยากให้นางได้ออกไปเที่ยวเล่นบ้างเพียงเท่านั้นหรอกนะ
 "แน่ใจอย่างถึงที่สุดแล้วเพคะ อย่าได้ทรงเป็นกังวลไปเลย หมอหลวงก็อยู่ด้วย ไม่มีทางที่หม่อมฉันจะถูกจับได้ง่ายๆหรอกเพคะ"
 "อ่า..."
 "ไปกันเถอะเพคะ ถึงจะไม่ทรงอยากไป แต่อย่างน้อยๆก็เห็นแก่ความพยายามของเหมยเหมยก็ยังดี" เฟยอี้พูดโน้มน้าวอีกรอบ
 "อือ ไปก็ได้ ไว้ข้าจะซื้อของมาฝากนะเหมยเหมย ท่านหมอหลวงด้วย ขอโทษจริงๆที่ต้องรบกวนด้วยเรื่องเพียงแค่นี้" นางพูดพร้อมค่อมหัวให้หมอหลวงอย่างรู้สึกผิด
 "มิเป็นไรเลยขอรับ ถ้าเทียบกับสิ่งที่องค์ฮองเฮาทรงเคยช่วยกระหม่อมไว้ นี่ถือว่าเป็นการตอบแทนอันน้อยนิดเพียงเท่านั้น อ่อ ส่วนพวกเจ้ากทำตัวให้ปกติกันด้วยล่ะ อย่าเที่ยวหลุดฐานันดรหรือคำราชาศัพท์ออกมาเชียว" หมอหลวงเอ่ยอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปเตือนเหล่าข้ารับใช้ไว้กันลืม
 "ไม่ลืมหรอกน่า ท่านหมอหลวง" ต้าเฟิงพูด พร้อมสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเหมือนคนอื่นๆ ก่อนจะพากันเดินออกมาจากตำหนัก

 "เอาล่ะ นี้คือเหมยเหมยนะทุกคน จำไว้" หมี่เซี๊ยะพูดกำชับทุกคนอีกครั้ง ก่อนจะพากันเดินไปยังประตูเล็กที่มีไว้ให้พวกข้ารับใช้เดินเข้าออกนอกเขตวังหลวงกันอย่างแนบเนียน
 "แหม ดูสิว่านั่นใคร" เสียงหนึ่งเอ่ยดักขึ้น ในขณะที่พวกนางกำลังจะเดินออกนอกเขตราชวัง
 "องค์ฮองเฮาจะเป็นตายร้ายดีเช่นไรก็ไม่รู้ แต่คนใช้อย่างพวกเจ้าดันกำลังจะไปเที่ยวงานหน้ากากกันซะได้"
 "แล้วหมาตำหนักซิวเยวี่ยนอย่างเจ้ามายุ่งอะไรด้วย" เฟยอี้ตอกกลับเสียงราบเรียบ
 "แก..."
 "ทำไม พวกข้ามันทำไม" ต้าเฟิงถามขึ้นอย่างหาเรื่อง
 "เหอะ อย่าคิดว่าเป็นข้ารับใช้ฮองเฮาแล้วจะมาทำกร่างได้นะ ระวังตัวไว้เถอะ ถ้าองค์ฮองเฮาเป็นอะไรขึ้นมา ขี้คร้านพวกเจ้าต้องพากันไปหาตีนใหม่มาเลีย"
 "อย่าเอาสันดานตัวเองมาป้ายใส่คนอื่นสิ อีกอย่าง จะบอกอะไรให้รู้ไว้นะ ว่าองค์ฮองเฮานะหายดีแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ออกรับการถวายพระพรได้ตามปกติ แล้วที่พวกข้าได้ไปเที่ยวกันเนี่ย ก็เพราะองค์ฮองเฮาทรงเมตตาต่างหาก ไม่เหมือนหมาบางตัวแถวนี้ อยู่มาก็หลายปี ได้ออกไปเหยียบในเมืองบ้างไหมก็ไม่รู้"
 "นี่!!!"
 "เรารีบไปกันดีกว่านะ คุยกับหมาไปยังไงมันก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก เพราะคุยกันคนละภาษา" หมี่เซี๊ยะเอ่ยค่อนขอด ก่อนจะเดินนำไปที่ประตูเล็กอย่างไม่คิดจะสนใจอีก
 "เจ๋งวะหมี่ เล่นเอายัยนั้นเงิบไปเลย" ต้าเฟิงพูดขึ้นอย่างสะใจ
 "คนแบบนั้นก็ต้องเล่นอย่างนี้ล่ะ"
 "แต่ยัยนั่นก็เก่งนะ ขนาดพวกเราใส่หน้ากากปิดหน้าขนาดนี้ ก็ยังอุตส่าห์จะจำได้อีก"  "ไม่ใช่ว่าจำได้หรอก แค่เมื่อกี้ข้าทำหน้ากากหลุด แล้วนางหันมาเห็นพอดีก็เท่านั้นเอง ...ว่าแต่เหมยมีที่ไหนที่อยากไปไหม" หมี่เซี๊ยะหันมาถามนางเหมือนพึ่งนึกได้
 "แล้วแต่พวกเจ้าเลย ข้าตามใจพวกเจ้า"
 "ได้ยังไงกัน นานๆเจ้าจะได้ออกมาสักที พวกข้าต้องเป็นฝ่ายตามใจเจ้าสิ" เฟยอี้เอ่ยค้าน
 "ก็ข้าไม่ไม่มีที่ที่อยากไปนี่น่า"
 "อ่า งั้นไปโรงน้ำชากัน ข้าได้ยินมาว่าที่นั้นมีเหล้าเถื่อนรสเลิศขายอยู่" ต้าเฟิงเสนอขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
 "จะบ้าเหรอ พูดอะไรหัดคิดบ้างสิ" เฟยอี้พูดพร้อมตบหัวต้าเฟิงอย่างเคืองๆ
 "ถ้าอยากไปก็ได้อยู่นะ"
 "แต่องค์ฮ่ะ--- อุ๊ป"
 "ระวังหน่อยสิ" หมี่เซี๊ยะเอ่ยเตือน หลังจากที่เมื่อกี้ตะครุบปากเฟยอี้ไว้ได้ทัน
 "อ่า โทษที ...แต่มันจะดีเหรอเหมย"
 "ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่น่า ข้าแค่ไปนั่ง แล้วสั่งอย่างอื่นกินเอาก็ได้"
 "เย้ งั้นก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวข้าจะเป็นคนนำทางพวกเจ้าไปเอง" ต้าเฟิงบอกอย่างร่าเริง ก่อนจะเดินนำออกไปโดยไม่รอ
 "นี่ รอด้วยสิ เกิดคลาดกันขึ้นมาจะทำยังไง" เฟยอี้พูดพร้อมรีบเดินตามไป ในขณะที่หมี่เซี๊ยะยังคงเดินเคียงข้างนางต่อไปอย่างเอื่อยเฉื่อย
 "ไม่ต้องรีบไปเหรอ?" ดรุณีแห่งวังหลังเอ่ยถามอย่างสงสัย
 "ข้าเองก็รู้ว่าโรงน้ำชามันอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรีบหรอก" เจ้าตัวเอ่ยตอบพร้อมกับจูงมือนางเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนเท่าไหร่
 "ดื่มด่ำบรรยากาศเทศกาลไปเรื่อยๆมันก็ดีไปอีกแบบนะ"
 "อือ จริงด้วย" นางพยักหน้ารับ ก่อนจะค่อยๆซึมซับบรรยากาศรอบๆตัวอย่างช้าๆ อ่า รู้สึกดีกว่าตอนที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในตำหนักเป็นไหนๆ

 "ทางนี้ๆ พวกเจ้านี้มาช้าเป็นบ้า" ต้าเฟิงเอ่ยเรียกด้วยท่าทีที่เหมือนจะเริ่มกรึ่มๆ
 "มาช้านิดเดียว ต้าซัดไปกี่จอกแล้วเนี่ยเฟย" หมี่เซี๊ยะเอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกใจ
 "6-7แก้วแล้วมั้ง เห็นบอกขาดมานาน" เฟยอี้พูดอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะกระดกชาในจอกเข้าปากด้วยท่าทีอย่างสามัญชนธรรมดา
 "เหมยอยากกินไร"
 "อ่า ขอชาอะไรก็ได้อุ่นๆแล้วกัน" นางตอบหมี่เซี๊ยะไปง่ายๆ แล้วนั่งมองบรรยากาศไปเรื่อยๆเพื่อฆ่าเวลา ก่อนที่สักพักจะมีชายหญิงสวมหน้ากากคู่นึงมานั่งที่โต๊ะตัวถัดไปด้านหน้าของนาง โดยที่ฝ่ายชายหันหลังให้ ส่วนฝ่ายหญิงหันหน้าเข้าหาโต๊ะที่นางกำลังนั่งอยู่
 "หวาาา โรงเตี๊ยมที่นี่ดูเก่าแก่ดีจังเลยนะเพคะ" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น
 "นี่ ก็เคยบอกแล้วไง ว่าอย่าใช้คำราชาศัพท์ เดี๋ยวก็ถูกสงสัยเอาหรอก" บทสนทนาแปลกๆที่ดังขึ้น ทำให้คนในโต๊ะของนางชะงักไป เฟยอี้กับต้าเฟิงคงชะงักไปเพราะรูปประโยคที่ทั้งสองคนนั้นพูด แต่เหตุผลที่นางชะงักไปนะ... ก็เพราะว่าเสียง นางจำเสียงของผู้ชายคนนี้ได้ ...เสียงขององค์ฮ่องเต้
 "อ่ะ ขอโทษค่ะองค์ฮ่ะ---"
 "อ้ายชิง ข้าเคยบอกเจ้าว่าไง" ชายคนนั้นเอ่ยถามเสียงเข้ม แต่ก็ยังคงแฝงน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่นัยที
 "อ่า เวลาออกมาข้างนอกให้เรียกชื่อเฉยๆก็พอ" หญิงสาวคนนั้นตอบด้วยท่าทีหง่อยๆ
 "หึ งั้นก็เรียกชื่อข้าสิ" เจ้าตัวพูดพร้อมเอื่อมมือไปลูบหัวอ้ายชิงอย่างนุ่มนวล
 "ค่า เทียนหรง(ท้องฟ้าแห่งเกียรติยศ) เทียนหรง เทียนหรง เทียนหรง" อ่า... ใช่จริงๆด้วยสินะ
 "นี้เจ้ากวนข้าเหรอ? ฮึ๊" องค์ฮ่องเต้ถามพร้อมขยี้หัวผู้หญิงคนนั้นอย่างมันเขี้ยว อ่า ดูมีความสุขกันจังเลย แล้วทำไม... นางถึงได้เจ็บปวดขนาดนี้กันล่ะ เจ็บ จนไม่มีแรงจะเคลื่อนไหวเลย ในอกมันชาไปหมด ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ ทำไมองค์ฮ่องเต้ถึงได้ดูรักใคร่ขนาดนี้ ดูรักใคร่ยิ่งกว่านางที่เป็นฮองเฮาซะอีก ...ขนาดนางยังไม่ได้รับอนุญาตให้เรียกชื่อฮ่องเต้ห้วนๆแบบนั้นเลยนะ ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงได้...
 "อึก" อยู่ๆน้ำตามันก็พาลจะไหลออกมาดื้อๆเลย ไม่ได้นะ จะร้องไห้ตอนนี้ไม่ได้นะ
 "ได้แล้วเหมยเหมย" หมี่เซี๊ยะพูดขึ้นพร้อมยื่นจอกน้ำชามาให้
 "เดี๋ยว เอ่อ เดี๋ยวข้าไปจ่ายค่าเหล้าก่อนนะ" ต้าเฟิงเอ่ยบอก ก่อนจะวิ่งไปหาเจ้าของร้านอย่างร้อนลน
 "เหมือนตรงนู้นจะมีการแสดงอะไรสักอย่างนะ เรารีบไปดูกันเถอะ" เฟยอี้พูดขึ้น ก่อนจะรีบลากดรุณีที่กำลังบอบช้ำให้ออกห่างจากองค์ฮ่องเต้ให้เร็วที่สุด
 "เกิดอะไรขึ้นเฟยอี้" หมี่เซี๊ยะถามเพื่อนตัวเองอย่างสงสัย
 "โต๊ะชายหญิงที่นั่งข้างๆกันเมื่อกี้ ได้หันมาสนใจพวกเราบ้างไหม?" แต่เฟยอี้ดันถามไปอีกเรื่องแทน
 "ไม่นะ เห็นกะหนุงกะหนิงกันน่ารักเชียว คงเข้าโลกส่วนตัวกันจนไม่ได้สนใจอะไรรอบข้างล่ะมั้ง ถามทำไม"
 "นั้นนะ องค์ฮ่องเต้กับสาวที่ไหนไม่รู้"
 "...เข้าใจแล้ว" หมี่เซี๊ยะรับคำแล้วเงียบไป เพราะรู้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรต่อไปมากกว่านี้
 "อยู่นี้นี่เอง" ต้าเฟิงเอ่ยขึ้นหอบๆ ก่อนจะเงียบไปสักพัก
 "เอ่อ ไปซื้อของฝากแล้วกลับกันเลยไหมเหมยเหมย"
 "..."
 "เหมย"
 "เงียบก่อนต้า พระนางไม่มีสติแล้ว เรารีบไปซื้อของฝากแล้วกลับตำหนักกันเถอะ" หมี่เซี๊ยะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะรีบจัดการอะไรให้เรียบร้อย แล้วพาองค์ฮองเฮากลับตำหนักในทันที

 "อ่า รีบไปกันถ่ะ---"
 "พระองค์ทำแบบนี้ทำไม!!!" เสียงที่ดังขึ้นจากมุมอับมุมหนึ่งของราชวัง ทำให้พวกนางต้องชะงักฝีเท้าไป
 "ข้าทำอะไรล่ะเฉินหวาง" เสียงนิ่งๆในยามปกติของบุคคลที่เอ่ยขึ้นเมื่อครู่ ทำให้พวกหมี่เซี๊ยะรู้ตัวในทันทีว่าไม่ควรจะหยุดฟังตั้งแต่แรก ก็นั่นนะ ...เสียงขององค์ฮ่องเต้ชัดๆ ให้ตายสิ แล้วทำไมต้องมาเจอเอาตอนนี้ด้วยกัน
 "รีบไปกันเถอะ" เฟยอี้เอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว เพราะกลัวว่าคนที่กำลังคุยกันอยู่จะได้ยินเข้า
 "ก็ที่ท่านแอบหนีไปเที่ยวกับนางในรับใช้ไงขอรับ ทั้งที่องค์ฮองเฮาอาการเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้"
 "องค์ฮองเฮาเพคะ" ต้าเฟิงเอ่ยเรียกเบาๆ เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมเดินตามไปด้วย
 "ขอข้าฟังต่ออีกหน่อย" นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ถูกบังคับให้ไม่สั่น
 "แต่..."
 "นางไม่เป็นอะไรหรอกน่า"
 "แล้วพระองค์จะรู้ได้ยังไง ในเมื่อวันนี้ทั้งวันพระองค์ยังไม่ได้ไปที่ตำหนักของจิ้นซินฮองเฮาเลย"
 "หึ..."
 "นี้อย่าบอกนะว่าพระองค์..."
 "ฉลาดสมกับเป็นเจ้าจริงๆ"
 "นี่ถึงขนาดกับต้องแอบวางยาเลยเหรอขอรับ ทำไมพระองค์ต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย" เฉินหวางเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
 "ก็ถ้านางเกิดมาเห็นเข้า แผนที่ข้าวางไว้แต่ต้นก็แตกกันพอดี"
 "ไอ้แผนที่ท่านหลอกใช้ฮองเฮาเป็นเหยื่อล่อเพื่อกันภัยให้นางในรับใช้คนนั้นนะเหรอขอรับ"
   -กึก-
 เหยื่อล่อเหรอ?
 "เรียกว่าป้อมปราการจะดูดีกว่านะ" ...ป้อมปราการ?
 "พระองค์!!!"
 "ให้ตายสิ ข้าล่ะชอบใจในความฉลาดของเจ้าจริงๆ เสียดายที่ดันถวายหัวในนังโง่นั้นไปซะก่อน" นัง... โง่ ด้วยเหรอ?
 "อย่ามาว่าองค์ฮองเฮาแบบนั้นนะ"
 "หรือเจ้าจะปฏิเสธล่ะ"
 "ใช่ ข้าจะปฏิเสธ องค์ฮองเฮาไม่ได้โง่ พระนางแค่รักท่านมาก"
 "นั้นล่ะที่เรียกว่าโง่"
   -กึก-
 แค่รักก็โง่แล้วเหรอ? การจะรักใครสักคนนี้มันดูโง่มากเลยเหรอ?
 "ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์เกิดมาไร้หัวใจ ถ้าคิดอยากจะครองหัวใจฮ่องเต้มาตั้งแต่แรก นั่นก็เท่ากับว่าผลลัพธ์มันต้องออกมาผิดพลาดตั้งแต่ยังไมทันได้เริ่มวางแผนอยู่แล้ว"
 "พระองค์นี้มัน..."
 "หึ เจ้าเองก็เป็นหมากตัวนึงของข้านะ เพราะไม่ว่าเจ้าจะล่วงรู้ถึงแผนการของข้ามากแค่ไหน เจ้าก็ไม่เคยเอาเรื่องนี้ไปบอกนายของเจ้าเลย"
 "เรื่องนั้นมันต้องแน่อยู่แล้ว..."
 "ไม่มีใครในตำหนักของจิ้นซินฮองเฮา อยากเห็นพระนางต้องเจ็บปวดไปมากกว่าที่เป็นอยู่หรอก"
 "งั้นเหรอ? ข้าชักจะอย่างรู้ขึ้นมาแล้วสิ ว่านางเลี้ยงพวกเจ้าด้วยอะไรกันแน่ ทำไมถึงได้เชื่องกันขนาดนี้"
 "ก็เลี้ยงด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่มียังไงล่ะ"
 "หึมห์?"
 "องค์ฮองเฮามองพวกเราเป็นเหมือนครอบครัว ไม่ได้มองเป็นทาสรับใช้เหมือนพวกขุนนางคนอื่นๆ"
 "เจ้าจะบอกว่านางเอาใจเข้าแลกว่างั้น"
 "ใช่"
 "งั้นข้าก็ฝากบอกนางด้วยนะ ว่าใจแลกใจนะ มันใช่ไม่ได้กับทุกคนหรอก"
 "นี้ท่าน..."
 "งั้นข้าขอตัวก่อนแล้วกัน"
  "หลบก่อนเพคะองค์ฮองเฮา" หมี่เซี๊ยะพูดขึ้น ก่อนจะดึงร่างของนางให้ไปหลบที่มุมอับสายตามุมหนึ่ง

 "...ไปรึยังเฟยอี้" ต้าเฟิงเอ่ยถามเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก
 "ไปแล้วๆ เหมือนจะเดินออกไปอีกทางพอดี แต่ตอนนี้ข้าว่าพวกเรารีบกลับตำหนักกันก่อนจะดีกว่า"
 "ข้าเห็นด้วย" หมี่เซี๊ยะเอ่ยบอก ก่อนจะรีบลากตัวองค์ฮองเฮาที่เหมือนจะสติหลุดไปอีกรอบกลับตำหนักอย่างเร่งรีบ
 "กลับมาแล้ว" เฟยอี้เอ่ยตอบเสียงอ่อนเพลีย
 "อ่าว ทำไมกลับมากันเร็วจัง" เหมยเหมยเอ่ยถามอย่างสงสัย แน่ล่ะ ยังไม่ทันพ้นชั่วยามก็ดันกลับกันมาแบบนี้ ต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ
 "เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ เจ้านะ มาช่วยองค์ฮองเฮาเปลี่ยนอาภรณ์นี่ ส่วนท่านหมอหลวง ข้าขอบน้ำใจท่านมากจริงๆ ที่อุตส่าห์มาช่วย"
 "ก็บอกไปแล้วว่าไม่เป็นไร ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นข้าขอตัวกลับก่อน"
 "ให้ข้าเดินไปส่งไหม?"
 "ไม่ต้องหรอก พวกเจ้าดูแลองค์ฮองเฮาไปจะดีกว่า ดูท่าสภาพจิตใจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ...แต่ถ้ามันกระทบกับสภาพร่างกายเมื่อไหร่ก็เรียกข้าทันทีนะ เข้าใจไหม?"
 "เข้าใจแล้วเพคะ" ต้าเฟิงเอ่ยรับ
 "งั้นข้าขอตัวก่อน อ่อ แล้วก็อย่าลืมให้พระนางเสวยพระกระยาหาร กับดื่มพระโอสถที่ข้าเตรียมไว้ให้ด้วยล่ะ"
 "เพคะ"
 "ดี" ท่านหมอหลวงพูดแค่นั้น ก่อนจะเดินออกจากตำหนักไป
 "พวกเจ้ามาช่วยข้าเปลี่ยนอาภรณ์ให้องค์ฮองเฮากันได้แล้ว" เฟยอี้เอ่ยออกมาอย่างเคืองๆ
 "จ้าๆ จะไปเดี๋ยวนี้เลยจ้า" ต้าเฟิงเอ่ยรับคำ ก่อนจะรีบเดินไปช่วยเปลี่ยนอาภรณ์ที่หลังราวกั้นในทันที

 "องค์ฮองเฮาเพคะ เสวยอะไรสักหน่อยเถอะเพคะ" เหมยเหมยเอ่ยขึ้นอย่างเป็นห่วง
 "นั้นสิเพคะ พระนางยังต้องเสวยโอสถก่อนจะเข้าบรรทมอีกนะเพคะ"
 "ข้าไม่หิว" นางเอ่ยตอบอย่างอ่อนแรง จนถึงตอนนี้คำพูดที่องค์ฮ่องเต้พูดกับเฉินหวางยังคงวนเวียนอยู่ในหัวนางอยู่เลย
 "นี้..."
 "เพคะ?"
 "พวกเจ้าว่าการรักใครสักคนมันโง่มากไหม?"
 "..."
 "..."
 "..."
 "...ไม่เคยเพคะ การจะรักใครสักคน มันไม่ได้โง่เลย คนที่ได้รับความรักแต่กลับเลือกจะทำร้ายมันต่างหากล่ะเพคะ ที่เป็นคนโง่" หมี่เซี๊ยะเอ่ยตอบ พร้อมเอื้อมมือไปลูบหลังดรุณีผู้มีใบหน้าเศร้าหมองอย่างอ่อนโยน
 "งั้น งั้นทำไมองค์ฮ่องเต้ถึงได้ ฮึก"
 "โอ๋ โอ๋ ไม่ร้องนะเพคะ" เฟยอี้พูดปลอบ
 "ที่องค์ฮ่องเต้ทำเช่นนั้น เพราะว่าองค์ฮ่องเต้คิดว่าองค์ฮองเฮาช่างโง่เขลายิ่งนักเช่นไรล่ะเพคะ"
   -กึก-
 "ต้าเฟิง พูดบ้าอะไรของเจ้า!!!" เฟยอี้หันไปถามด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ
 "ก็มันจริงนี่น่า ข้าว่าพวกเจ้าน่ะ ประคบประหงมองค์ฮองเฮามากไป จนอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ ว่าที่นี่มันวังหลวง สถานที่ที่พวกเจ้าจะตายได้ทันทีถ้าหากประมาทไปเพียงเสี้ยวย่างก้าว สถานที่ที่มีแต่พวกโลภมาก ที่พร้อมจะทำได้ทุกอย่างเพื่อควานอำนาจเข้าหาตัว สถานที่ที่ไว้ใจใครไม่ได้นอกจากตัวของพวกเจ้าเอง" ต้าเฟิงเอ่ยตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ อ่า... นั่นสินะ ที่นี่มันวังหลวงนี้น่า ไม่ใช่ในจวนของตระกูลเซินอันแสนสุขอีกต่อไปแล้ว
 "ยิ่งในวังหลังนะไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่พวกอสรพิษอยู่เต็มไปหมด เล่ห์เหลี่ยมก็เยอะกว่าพวกบุรุษเป็นไหนๆ ไม่เห็นจะแปลกเลย ที่องค์ฮ่องเต้จะวางแผนไว้เช่นนั้น พวกเจ้าดูองค์ฮองเฮาของพวกเราสิ ตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งมา ต้องสูญเสียอะไรไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ทั้งอี้ฟางน้องเจ้าที่เป็นคนทำหน้าที่ชิมพระกระยาหารก่อนองค์ฮองเฮา ก็ต้องตายไปเพราะในพระกระยาหารถ้วยนั้นถูกวางยาพิษไว้ ไหนจะพระโอรสในท้องที่พึ่งแท้งไปเพราะถูกนังอสรพิษนั่นผลักตกบันไดไปอีกล่ะ"
 "ฮึก" ลูก ลูกของข้า นางคิดอย่างปวดร้าวในอก พร้อมเอามือลูบท้องตัวเองไปมาเบาๆ
 "พอได้แล้วต้าเฟิง แค่นี้องค์ฮองเฮาก็เจ็บปวดจะตายอยู่แล้ว เจ้าจะเอาเรื่องนั้นมาพูดอีกทำไมฮ่ะ!!!"
 "ไม่ วันนี้ล่ะ ข้าจะทำให้องค์ฮองเฮาตาสว่าง ข้าจะไม่ทนเห็นพระนางต้องทรมานไปมากกว่านี้อีกแล้ว" ต้าเฟิงเอ่ยค้านด้วยนัยน์ตาแดงกล่ำเหมือนกำลังจะร้องไห้ออกมาอีกคน
 "พระนางฟังข้า พระนางลองคิดดูให้ดีนะ ต่อให้นังอสรพิษที่ฆ่าพระโอรสจะอยากขึ้นเป็นอองเฮามากแค่ไหน ก็ไม่มีทางผลักท่านตกบันไดโต้งๆแบบนั้นหรอก นั่นต้องเป็นแผนขององค์ฮ่องเต้แน่ๆ"
   -กึก-
แผนขององค์ฮ่องเต้งั้นเหรอ?
 "ต้าเฟิงพูดอะไรของเจ้า!!! เหมยเหมย เอาตัวต้าเฟิงออกไปเดี๋ยวนี้เลย" หมี่เซี๊ยะเอ่ยขึ้นอย่างโกรธจัด
 "ไม่ พูดต่อสิต้าเฟิง" นางดึงตัวเหมยเหมยไว้ ก่อนจะหันไปที่ต้าเฟิงอีกครั้ง
 "แต่องค์ฮองเฮาพ่ะ---"
 "นี้เป็นคำสั่ง!!!"
 "อึก ...เข้าใจแล้วเพคะ" หมี่เซี๊ยะรับคำ ก่อนจะยอมเงียบไปแต่โดยดี
 "ข้าแอบได้ยินพวกนางในรับใช้ของนังอสรพิษพูดกันว่านังอสรพิษคนนั้นไปรู้ความลับบางอย่างขององค์ฮ่องเต้เข้า เลยโดนขู่ว่าถ้าไม่ลอบทำร้ายองค์ฮ่องเฮาก็จะโดนฆ่าเอานะสิ แล้วพวกเจ้าไม่เห็นบทลงโทษของนังนั่นเหรอ? ปกติมันต้องโดนประหารเจ็ดชั่วโคตรโทษฐานฆ่าว่าที่องค์รัชทายาทไปแล้ว แต่นี้อะไร แค่โดนสั่งให้หลุดออกจากตำแหน่งกุ้ยเฟย แล้วกลับจวนเนี่ยนะ จะบอกว่าเกรงอำนาจบิดานังนั่นที่เป็นข้าราชใหญ่งั้นเหรอ? เหอะ บิดาองค์ฮองเฮาเรามีอำนาจมากกว่าเป็นไหนๆ ทำไมองค์ฮ่องเต้ไม่เกรงในอำนาจของบิดาองค์ฮองเฮาบ้างล่ะ? นั่นก็เพราะพระองค์ทรงรู้อยู่แก่ใจไง ว่ายังไงองค์ฮองเฮาก็ไม่ยอมให้บิดาของพระนางทำอะไรองค์ฮ่องเต้เป็นแน่"
 "อ่า..." เป็นงั้นเองสินะ องค์ฮ่องเต้เป็นคนวางแผนฆ่าลูกของนางสินะ
 "แล้วพระองค์จะทำแบบนั้นไปทำไม ในเมื่อพระโอรสขององค์ฮองเฮาก็เป็นพระโอรสขององค์ฮ่องเต้เช่นกัน" เฟยอี้เอ่ยแย้ง
 "เจ้าจำที่องค์ฮ่องเต้เคยบอกไว้ว่าถ้าตั้งครรภ์มังกรใหม่ไม่ได้จริงๆ ก็จะหาเด็กมาให้องค์ฮองเฮาเลี้ยงเป็นโอรสบุตรธรรมแทนนั่นไม่ได้แล้วเหรอ? ไม่ต้องเดาก็รู้แล้วไหม ว่าเด็กคนนั้นต้องเป็นลูกของนังอ้ายชิงอะไรนั่นแน่ องค์ฮ่องเต้ต้องอยากให้ลูกของคนที่ตัวเองหลงรักขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ถัดไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เชื่อข้าเถอะ ต่อให้องค์ฮองเฮาตั้งครรภ์มังกรอีกกี่ครั้ง ก็ต้องมีเรื่องให้แท้งอยู่ร่ำไปเป็นแน่ หรือต่อให้อยู่รอดจนสามารถลืมตาออกมาดูโลกได้ ยังไงก็ต้องถูกอสรพิษตัวอื่นในวังหลังจ้องฆ่าทิ้งอยู่ดี" ต่อให้มีลูกอีกกี่คน... ก็จะต้องตายทั้งหมดเลยเหรอ? ต้องตายเพียงเพราะเป็นลูกของนางงั้นเหรอ?
 "ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วทำไมองค์ฮ่องเต้จึงไม่ใช้โอสถระงับครรภ์เล่า" เฟยอี้เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
 "ก็ถ้าทำแบบนั้นแล้วพวกนังอสรพิษทั้งหลายมันจะเชื่อกันเหรอ ว่าองค์ฮ่องเต้จะทรงโปรดปรานองค์ฮองเฮาของพวกเราจริงๆนะ เกิดนังอสรพิษพวกนั้นล่วงรู้ถึงตัวตนของนังอ้ายชิงอะไรนั่นขึ้นมา แผนที่วางไว้แต่ต้นของพระองค์คงได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆกันพอดี"
 "เรื่องแบบนั้นนะ... ยกโทษให้ไม่ได้หรอก" ลูกของนางไม่ใช่หมากในกระดานที่จะวางเป็นกับดักเพื่อบังคับให้พวกอสรพิษวังหลังเดินไปตามแผนที่พระองค์วางไว้หรอกนะ
 "ใช่ไหมล่ะเพคะ เรื่องแบบนั้นนะยกโทษให้ไม่ได้หรอก แต่ในเมื่อพระโอรสก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว พระนางจะทำอะไรได้ล่ะเพคะ"
 "..."
 "พระนางไม่คิดจะแก้แค้นให้พระโอรสที่ต้องสิ้นพระชนม์ไปอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่บ้างหรอเพคะ" ...แก้แค้น ใช่ ต้องแก้แค้น ต้องแก้แค้นให้ลูกของข้า
 "พระน่ะ---"
 "พอแล้วต้าเฟิง ที่เหลือข้าขอให้พระนางเป็นคนตัดสินใจเถอะ" หมี่เซี๊ยะเอ่ยขัด
 "...ได้สิ ต่อให้หลังจากนี้พระนางไม่คิดจะแก้แค้นก็ไม่เป็นไร แต่หม่อมฉันหวังว่าพระนางจะไม่ยอมเป็นหมากให้องค์ฮ่องเต้เดินอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้วนะเพคะ" ต้าเฟยพูดออกมาเสียงสั่น
 "ได้โปรด... อย่าต้องมาทนทรมานเพราะคนแบบนั้นอีกต่อไปเลยเพคะ ฮึก คนแบบนั้นนะ ไม่คู่ควรกับองค์ฮองเฮาของหม่อมฉันเลยสักนิด ฮึก ไม่คู่ควรเลย แม้แต่นิดเดียว ฮึก ฮืออออ"
 "ไม่ร้องนะต้าเฟิง" เหมยเหมยเอ่ยก่อนจะโอบกอดเพื่อนของตนไว้หลวมๆ
 "...ได้สิ" นางพึมพำออกมาเสียงสั่น
 "ข้าจะไม่ยอมต้องเจ็บปวดทรมานอยู่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว" คนที่ฆ่าลูกของนาง มันต้องได้รับการชดใช้ คนที่บังอาจใช้ความรักที่นางมีให้ มาเล่นตลกแบบนี้... มันต้องได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดทรมานอย่างถึงที่สุด ที่สุดกว่าที่มันจะคาดถึงได้
 "เหมยเหมย พรุ่งนี้ข้าวานให้เจ้าไปสืบเรื่องอ้ายชิงคนนั้นให้ข้าหน่อย ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ยิ่งดี" นางเอ่ยบอก พร้อมยืนขึ้นเต็มความสูง แล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือที่วางอยู่มุมหนึ่งของห้อง
 "จะทำอะไรหรือเพคะ"
 "...ดูเหมือนว่าข้าต้องทบทวนวิธีการเล่นหมากรุกที่ท่านพ่อเคยสอนไว้ให้สักหน่อยแล้วล่ะ" นางเอ่ยตอบข้ารับใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
 
...เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะองค์ฮ่องเต้ กระดานหมากนี้นะ กำลังจะถูกพลิกแล้ว

.
.
.

.
.
.

TBC


................................

*ซื่อฟูเหริน (四夫人)
   "สี่พระชายา" ขั้น 1 ชั้นเอก มีทั้งหมด 4 ตำแหน่ง โดยกำหนดตำแหน่งละ 1 คน คือ
กุ้ยเฟย (貴妃)
     ตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 1 ในองค์จักรพรรดิ "พระอัครเทวีผู้สูงศักดิ์ล้ำค่า" มีศักดิ์สูงสุดในทั้งหมดสี่ตำแหน่ง
ซูเฟย (淑妃)
     ตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 2 ในองค์จักรพรรดิ "พระราชเทวีผู้บริสุทธิ์และดีงาม"
เต๋อเฟย (德妃)
     ตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 3 ในองค์จักรพรรดิ "พระอัครชายาผู้มีศีลธรรมจริยา"
เสียนเฟย (賢妃)
     ตำแหน่งพระชายาลำดับที่ 4 ในองค์จักรพรรดิ "พระราชชายาผู้พร้อมด้วยคุณธรรมปัญญา" เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของพระชายาจากทั้งหมดสี่ตำแหน่ง

**จิ่วผิน (九嬪)
   "เก้าพระสนมเอก" ขั้น 2 ชั้นเอก มีทั้งหมด 9 ตำแหน่ง โดยกำหนดตำแหน่งละ 1 คน ได้แก่
 1) เจาอี๋ (昭儀) ผู้งามเลิศยิ่ง
 2) เจาหรง (昭容) ผู้มีกิริยางามสง่า
 3) เจาเยวี่ยน (昭媛) ผู้งามสง่าจับใจ
 4) ซิวอี๋ (修儀) ผู้มีรูปโฉมวิจิตร
 5) ซิวหรง (修容) ผู้มีกิริยางามวิจิตร
 6) ซิวเยวี่ยน (修媛) ผู้งดงามวิจิตร
 7) ชงอี๋ (充儀) ผู้งามตาเพรียบพร้อม
 8) ชงหรง (充容) ผู้มีกิริยางามพร้อม
 9) ชงเยวี่ยน (充媛) ผู้สง่างามเพรียบพร้อมยิ่ง

***เอ้อร์สือชีซื่อฟู่ (二十七世婦)
   "ยี่สิบเจ็ดพระสนมชั้นสูง" มีทั้งหมด 3 ตำแหน่ง โดยกำหนดตำแหน่งละ 9 คน ได้แก่
เจี๋ยยวี๋ (婕妤)
     ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้น 3 ชั้นเอก เจี๋ยยวี๋ หมายถึง หญิงงามผู้ได้รับความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิ เป็นตำแหน่งสูงสุดของพระสนม แต่ยังไม่เทียบเท่าพระสนมเอก
เหม่ยเหริน (美人)
     ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้น 4 ชั้นเอก เหม่ยเหริน แปลว่า ผู้มีความงดงาม
ไฉเหริน (才人)
     ตำแหน่งพระสนมในองค์จักรพรรดิ ขั้น 5 ชั้นเอก ไฉเหริน แปลว่า ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ตำแหน่งเริ่มต้นของสตรีผู้ได้รับคัดเลือกเป็นพระสนม

ที่มา : https://m.pantip.com/topic/33197538?
(มีความก๊อปวางล้วนๆ)

****เทศกาลสวมหน้ากาก ดัดแปลงมาจาก เทศกาล เวนีส คาร์นิวัล ในอิตาลี เป็นเทศกาลที่ผู้คนจะสวมหน้ากากเข้าหากัน(?) หืมห์ โทษๆ สคริปต์ผิด เอาใหม่ๆ เวนีส คาร์นิวัล เป็นเทศกาลที่ผู้คนจะมาประชันกันด้วยชุดที่สุดแสนจะหรูหราอลังการงานสร้าง และหน้ากากหลากสไตล์ หลายรูปแบบ โดยคุณจะไม่มีทางรู้ว่าคนตรงหน้าคุณเป็นใคร? (ยกเว้นเตี๊ยมกันมาแล้ว) ไปอ่านเจอแล้วน่ารักดีอะไรท์ว่า เหมือนเป็นการล้อเลียนสังคมกลายอะไรทำนองนั้นเลย เหอๆๆ แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับจีน(เลย)นะเออ แค่เห็นมันน่าสนใจดีเลยเอามาแจมด้วยเฉยๆ // อย่าด่าไรท์นะ (╥﹏╥)








ถ้าไม่มีอะไรขัดข้อง ก็จะอัพจบภายในอาทิตย์นี้เลยเจ้าค่ะ
(อัพครั้งหน้าก็คือจบเลย)

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ forgetgirl จากทั้งหมด 7 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

76 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 20 ตุลาคม 2562 / 11:34

    รออ่านต่อไปน้าาาาาาา
    #76
    0
  2. #75 Loveatfirstside (@Loveatfirstside) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 09:16
    รอๆๆๆๆๆค่าาา
    #75
    0
  3. #74 rinriko (@rinriko) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 15:40
    ขอบคุณ
    #74
    0
  4. #73 sungkyunglee (@sungkyunglee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 00:07
    หายไปเลยอ่ะ
    #73
    0
  5. #72 aoffzaa (@aoffzaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 14:34
    น่าสนุกค่ะรออัพนะคะ
    #72
    0
  6. #71 kajana12345 (@kajana12345) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 เมษายน 2562 / 11:54

    น่าอ่านอะมาต่อนะค่ะ
    #71
    0
  7. วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 19:31
    เลิกเขียนก็ลบทิ้ง
    #70
    0
  8. #69 Minnie0624294251 (@Minnie0624294251) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 19:27
    รออยู่นะคะชอบอะขอหนักๆเลยตอนต่อไป
    #69
    0
  9. วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 21:35

    ต่อๆๆๆๆ
    #68
    0
  10. วันที่ 14 มีนาคม 2562 / 13:55
    มาต่อเถอะค่ะ
    #67
    0
  11. #66 UL001 (@UL001) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 11:05
    รอนะคะ มาต่อน๊าาาาา
    #66
    0
  12. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 08:02
    รอค่าาาาาาาาา
    #65
    0
  13. #64 Ferizia (@kimge) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 09:49
    แง้ ลุ้นอ่าาาาา มาต่อเถอะน้าาาาาาาา
    #64
    0
  14. #63 L_u_c_i_f_e_r (@Nat269) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 09:49
    ไรท์มาต่อหน่อยยย
    #63
    0
  15. วันที่ 21 มกราคม 2562 / 18:52

    ข้ามปีแล้ว

    เมื่อไหร่ไรท์จะมาลงตอนจบคะ

    รอค่ะเข้ามาดูตลอดเลย

    #62
    0
  16. วันที่ 16 มกราคม 2562 / 22:10
    จะมีตอนต่อไปมั้ยคะ
    #61
    0
  17. #60 waavaa (@waavaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 23:44
    ตอนต่อไปๆๆๆๆๆ
    #60
    0
  18. #59 asiynub (@asiynub) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 07:10
    มันคือดี~
    #59
    0
  19. วันที่ 1 มกราคม 2562 / 01:09
    รออ่านอยู่นะคะ
    #58
    0
  20. #57 roseedah81 (@roseedah81) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 00:43

    ไรท์มาเถอะค่ะ
    พลีสสสสสส
    #57
    0
  21. #56 sakoa (@sakoa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 19:05

    สู้ๆไรท์ยังก็รออยู่นะ
    #56
    0
  22. วันที่ 12 ธันวาคม 2561 / 21:02

    อัปต่อเถอะ
    #55
    0
  23. วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 16:49

    ไรท์จะมาได้ยังคะ?!?!

    #54
    0
  24. วันที่ 7 ธันวาคม 2561 / 17:54

    ผ่านมาเกือบสองเดือนแล้ว

    รอไรท์มาอัพค่ะ

    #53
    0
  25. #52 Jam822546 (@Jam822546) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 07:48
    อยากอ่านต่อแล้ว
    #52
    0