[Boy's Life] คุณนางเอกครับ โปรดอย่าเปลี่ยนผมเป็นนายเอกเลย

ตอนที่ 1 : ปฐมนิเทศและความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,055
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 330 ครั้ง
    4 ส.ค. 62



"Hush...do you want to change your fate?"

(ชู่...อยากเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้าไหม)


If you do, I am here to make a deal.

(หากเจ้าต้องการ ก็มาตกลงกับข้าสิ)


You won't lose anything, just entertain me as much as possible.

(เจ้าไม่ต้องเสียอันใดเลย แค่ทำให้ข้าสนุกเท่าที่เจ้าจะทำได้ก็พอ)


Now forget about me...and make sure to produce an amazing show.

(ตอนนี้ก็จงลืมข้าเสีย...อย่าลืมสร้างละครสนุกๆ ให้ข้าชมด้วยล่ะ)




__________________________________________________________________________________________


(ความจริงก็เขียนในข้อมูลเบื้องต้นไปแล้วอะนะ แต่เอามาเขียนในนี้อีกรอบก็แล้วกัน)

ก่อนอ่านต่อ ไปอ่านข้อมูลเบื้องต้นด้วยจะขอบพระคุณมากค่ะ m(_ _)m
____________________________________


1

ปฐมนิเทศและความจริง

 

ผมลืมตาพร้อมความรู้สึกเจ็บแปลบตรงหัว เจ็บจนต้องยกมือกุมขมับ แล้วต้องชะงักเมื่อรู้สึกเหมือนมีผ้าอะไรบางอย่างพันหัวผมไว้

ไอ้นี่มันอะไรน่ะ

ผมตัดสินใจลุกขึ้นนั่งเพราะอยากจะเอาไอ้ผ้าบ้านี่ออก แต่ดันโดนใครบางคนคว้าข้อมือเอาไว้ก่อน

“ท่านเป็นแผลอยู่ขอรับ เอาออกไม่ได้” คนทำคนนี้ใส่ถุงมือขาว พอมองตามก็เจอชายวัยกลางคน ผิวสีแทน ผมสีดำประกายเงินถูกหวีจนเรียบแปล้ สวมแว่นเลนส์เดียวที่ตาขวา ตาสีฟ้าที่คมจนเชื่อว่ากระชากใจสาวได้เป็นร้อยถ้าเหลือบมองพวกเธอจ้องผมเขม็ง ผมเลยมองลงไปอีกถึงเห็นว่าเขาใส่ชุดสูทเรียบร้อยตามฉบับพ่อบ้าน

หน้าคุ้นๆ แฮะ ไอ้หมอนี่มันเป็นใครนะ

ผมขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะบางอ้อ ที่แท้คนนี้ก็เจคอบ อัสดีน พ่อบ้านประจำตัวนี่เอง

“เจคอบ ที่นี่ที่ไหน แล้วก็เกิดอะไรขึ้น” ผมถาม คงเพราะตอนนี้ผมมีแผลที่หัวอยู่ เลยยังเรียบเรียงอะไรไม่ได้มาก...ผมตัดสินใจมองไปรอบด้าน ถึงรู้ว่าที่นี่เป็นห้องพยาบาล

อย่าบอกนะว่า...

“ท่านวิ่งจะไปหาน้องสาวของท่าน แต่สะดุดหินล้มแล้วหัวฟาดพื้นจนเลือดอาบน่ะขอรับ” นั่นไง! สะดุดล้มหัวฟาดพื้นจริงด้วย มิน่าล่ะผมถึงมึนหนักขนาดนี้ “กระผมจึงพาท่านมาที่โรงพยาบาล แล้วแจ้งองค์ชายเรียบร้อยว่าท่านอาจจะไปงานปฐมนิเทศสายหน่อย”

แต่เอ๊ะ งานปฐมนิเทศ? ผมเรียนจบแล้วนี่ อีกอย่าง น้องสาว? ไม่ใช่ว่าผมมีแต่พี่สาวหรอกเหรอ

สงสัยเพราะหัวกระแทก สมองเลยเลอะเลือนไปละมั้ง

“องค์ชายทรงฝากให้กระผมบอกกับท่านด้วยว่า สมน้ำหน้าเจ้า อยากเห่อน้องดีนัก หากมีอะไรได้โปรดไปลงกับองค์ชายโดยตรง อย่ามาลงที่กระผมนะขอรับ”

...ถ้าผมถลาไปเหยียบพระพักตร์ขององค์ชายตอนนี้จะผิดไหม

ผมถอนหายใจพลางส่ายหัว เอาไว้ทีหลังก็แล้วกัน

ผมเหลือบไปเห็นเสื้อนอกสีดำขลิบน้ำเงินบนหัวเตียงห้องพยาบาลก็รู้ทันทีว่ามันเป็นชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนของผม เลยหยิบมันมาพาดบ่าโดยไม่คิดจะใส่

“งานจะเริ่มรึยัง” พอได้ยินคำถามจากผม เจคอบก็ล้วงกระเป๋าหยิบนาฬิกาพกออกมาดู

“อีกสิบนาทีขอรับ”

ผมถอนหายใจโล่งอก อย่างน้อยก็ยังไม่สาย แต่ยังปวดหัวตุบๆ อยู่เลยแฮะ

มันปวดจนผมต้องยกมือกุมขมับ แล้วเหมือนพ่อบ้านผมจะรู้งาน หยิบยาน้ำในถ้วยกระเบื้องมาให้ทันที “ทานยาแก้ปวดก่อนเถอะขอรับท่าน”

ผมก้มมองสิ่งที่เขายื่นมาให้ ตัวยาเป็นของเหลวสีเขียวอื๋อส่งกลิ่นเหม็นเขียวเหมือนกับรวบรวมพลังธรรมชาติเอาไว้ ใครกินเข้าไปถ้าไม่อ้วกแตกตายก็ไปสู่สุคติทันทีแน่ๆ

ปากอยากจะถามมากว่าไม่กินได้ไหม แต่ผมก็ไม่อยากมีเรื่องและปฏิเสธความหวังดีของเขา เลยได้แต่ยกมือบีบจมูกแล้วดื่มมันรวดเดียวหมด

ถึงจะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ยาได้แตะลิ้น แต่ความขมปรี่ก็แล่นจากลิ้นเข้าสู่เส้นประสาท สมองรับรู้ความขมแบบเกินจะบรรยายจนผมหน้าเบี้ยว รู้สึกอยากจะขย้อนของเก่าออกมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่เหมือนคนรับใช้ผมจะรู้ทัน ยื่นน้ำเปล่ามาให้ผมกระดกต่อ ซึ่งผมทำแทบจะทันที

หืม หวาน...น้ำผึ้ง?

ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันควัน และอมน้ำผสมน้ำผึ้งให้นานพอจะลบล้างความขมสมควรตายนั่นแล้วถึงกลืนลงไป ส่งแก้วคืนให้เสร็จสรรพ

อีกสักพักเลยแหละกว่ายาจะออกฤทธิ์ แต่ปวดหัวตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่ทนได้

องค์ชายทรงเสด็จร่วมงานด้วย ถ้าไม่ไปคงไม่ดีเท่าไหร่

“ไปกันเถอะ”

ผมเดินนำออกจากห้องพยาบาล พบว่าสถาปัตยกรรมโรงเรียนดีเอาการจนเหมือนเคยเจอจากที่ไหนมาก่อน...อ่า ไม่สิ ก็ผมเรียนที่นี่นี่นา ก็ต้องเคยเห็นอยู่แล้วไม่ใช่รึไง

แต่มันก็เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกอยู่ดี

สิ่งนั้นคืออะไรกันนะ

จะถามหาคำตอบตอนนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมได้แต่เดินไปตามทาง แน่นอนว่าผมรู้อยู่แล้วว่าห้องจัดงานปฐมนิเทศอยู่ที่ไหน

 

ผมมาถึงตอนงานเริ่มพอดีเป๊ะ งานนี้คงต้องโทษคนวางแปลนโรงเรียนแล้วว่าทำไมต้องสร้างห้องพยาบาลกับตึกนิทรรศการให้ไกลกันจนต้องใช้เวลาเดินทางตั้งสิบห้านาทีด้วย! (ส่วนเจคอบต้องแยกไปอีกทางเพราะมีการอบรมผู้ติดตามด้วย)

ถึงจะขัดใจไปหน่อย แต่ก็เป็นที่เข้าใจว่าเพราะตึกมันพื้นที่กว้างมาก ถ้าอยู่ใกล้กว่านี้ วิวรอบโรงเรียนคงไม่สวยแบบนี้แน่

ก็ที่นี่เป็นโรงเรียนสำหรับพวกชนชั้นสูงนี่นา ไม่ทำให้หรูเข้าไว้ มีหวังพวกสถาปนิกกับช่างก่อสร้างได้โดนแบนแหงๆ

ผมยอมใส่เสื้อนอกยูนิฟอร์มโรงเรียน เปิดประตูแง้มๆ แล้วแทรกตัวเข้าไป ก่อนจะปิดประตูทันทีเพื่อไม่ให้รบกวนใคร มีบางคนมองมาทางผมบ้างเหมือนจะดูว่าใครเข้ามา ผมเลยส่งยิ้มให้ตามระเบียบ หลังจากนั้นพวกผู้ชายก็ผงกหัวให้ พวกผู้หญิงบางคนก็กุมแก้มตัวเองเล็กน้อย แต่ผมไม่จำเป็นต้องสนใจ

ไม่สิ ผมหล่อขนาดแค่ยิ้ม สาวน้อยก็หน้าแดงไปเป็นแถบเลยเหรอ

รู้สึกเหมือนมีอะไรไม่ถูกต้องก็ไม่รู้...ผมส่ายหัวไล่ความคิดตัวเองชั่วคราว กำลังจะไปหาที่นั่งว่างๆ สักที่ แต่ดันโดนคนคุ้นหน้าคนหนึ่งกวักมือเรียกพร้อมชี้ที่นั่งด้านหน้าข้างๆ เขาก่อน เลยไปนั่งชมด้วย

เสียงเอ่ยสุนทรพจน์อวยพรนักเรียนดังก้องไปทั่วฮอลล์ เจ้าของเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังคือชายหนุ่มผมสีขาวเงินแบบเกล็ดหิมะยาวประมาณกลางหลัง แต่มัดรวบต่ำแล้วนำมาพาดที่ไหล่ซ้าย ตาสีน้ำเงินเข้มเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน ทุกท่วงท่าของเขาสง่างามจนเชื่อว่าหลายคนคงไม่คิดอยากจะเข้าใกล้

ไม่ใช่เป็นเพราะความหยิ่งยโส ชายคนนี้ไม่มีความยโสเลยสักนิด แต่ไม่มีใครคิดอยากจะเอาตัวเองที่เป็นขี้ดินไปเปรียบกับดวงดาวต่างหาก

ที่ผมรู้ว่าคนคนนี้ไม่ได้หยิ่งยโส เพราะเขาคือหนึ่งในเพื่อนสนิทของผมเอง...องค์ชายเอลิออต ริมาเนียส คอร์เวล นอกจากนั้นแล้วยังเป็นคู่หมั้นของน้องสาวผมอีกด้วย

เอ๊ะ ผมมีแต่พี่สาวนี่ ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมฉากนี้มันดูคุ้นๆ ยังไงก็ไม่รู้

ปีที่แล้วผมก็เข้าร่วมปฐมนิเทศ แต่ปีก่อนหน้านี้องค์ชายไม่ได้เป็นคนตรัสสุนทรพจน์สักหน่อย หัวหน้าคณะกรรมการนักเรียนปีที่แล้วต่างหากที่ทำ แต่ปีนั้นเป็นปีจบการศึกษาของเขาด้วย ปีนี้องค์ชายเลยได้สืบทอดตำแหน่งแทนพอดี เพราะฉะนั้นผมไม่ควรจะคุ้นกับฉากนี้เลยด้วยซ้ำ

“สุดท้ายนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะใช้ความรู้ที่ได้รับทั้งหมดนี้มาพัฒนาบ้านเมืองและประชาชนของเรา เพื่อให้ประเทศนี้เจริญรุ่งเรืองต่อไปด้วย” ทันทีที่เอ่ยจบ เสียงปรบมือก็ดังสนั่นไปทั่ว แต่ไม่ใช่กับผมที่รู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี

ผมเบิกตากว้าง รู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆ ซึมเต็มหน้าผาก

และรู้จนได้ว่าตัวเองผ่านฉากนี้มาหลายสิบรอบ ผ่านจนแทบจะท่องมันได้อยู่แล้ว

 

“นี่ มาเล่นด้วยกันหน่อยซี่” ผมโดนพี่สาวติดเกมแถมว่างงานลากมาให้เล่นเกมตามระเบียบ ส่วนหนึ่งเพราะเธอคงอยากสานสัมพันธ์ฉันพี่น้องกับผม และวันนี้เป็นวันศุกร์ พรุ่งนี้ผมไม่ต้องไปทำงานที่ไหนด้วย

พี่สาววัยยี่สิบแปดติดเกมมาก มากชนิดที่ว่าตัวเองเลือกจะทำงานพาร์ตไทม์โดยไม่สนใจงานมั่นคง เพราะเวลางานจะเยอะจนไม่สามารถกระดิกตัวได้

โชคดีที่ผมทำงานบริษัท พ่อกับแม่ก็เป็นหมอทั้งคู่ พวกเราเลยมีเงินหาเลี้ยงทุกคนทุกอย่างในบ้านได้ แต่เพราะหมอทำงานหนักมาก พ่อแม่เลยไม่ว่างอยู่ดูแลอะไรกันเท่าไหร่ ส่วนผม (อายุยี่สิบห้า) ยังดีที่ทำงานบริษัท หยุดทุกวันสุดสัปดาห์ เพราะงั้นพี่ผมเลยเข้าหาผมหนักมากละมั้ง

เธอเล่นหลายเกมมาก ทั้งเกมแอคชั่นเอย เกมต่อสู้ เกมจัดการระบบต่างๆ เกมไขปริศนา เกมกาชา ไปจนถึงเกมจีบหนุ่มจีบสาวก็ผ่านมาหมดแล้ว ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ผมก็มักจะเล่นเกมออนไลน์เก็บเวลเป็นเพื่อนพี่ บางทีพี่สาวผมก็จะตื๊อให้ผมเล่นเกมจีบหนุ่มจีบสาวบ้าง เพราะความจริงผมเป็นสายเสพเนื้อเรื่อง อ่านนิยายมาเยอะพอสมควร

ผมดันแว่นมองแผ่นเกมที่เธอพูดถึง...

‘Clafena รักกุ๊กกิ๊กสดใสในรั้วโรงเรียนแสนสุขสันต์ เขียนด้วยตัวหนังสือสีฟ้าพาสเทล คาลลิกราฟี่*สวยพอสมควรด้วย

“...ขอผ่านเถอะ” นอกจากจะเป็นเกมจีบหนุ่มแล้ว ชื่อเกมลิเกมาก! ลิเกไม่พอ เหมือนสิ้นคิดจนจับคำนู้นผสมคำนี้ให้มันคล้องจองกันเฉยๆ ยังไงยังงั้นแหละ!

“น่านะน้องชายสุดที่ร้ากกก” พี่สาวผมทำตาปิ๊งๆ ใส่เป็นเชิงอ้อนวอน “ลองดูก่อนก็ไม่เสียหายนี่ เกมนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ นะ จีบหญิงได้ด้วย มีนายร้ายด้วย เป็นแม่สื่อให้คนอื่นก็ได้เหมือนกัน”

...ว้อท

เกมจีบหนุ่มบ้านไหนจีบหญิงได้ ตัวร้ายเป็นผู้ชายฟะ!

ความกล้าจะแหวกแนวของตัวเกมเรียกความสนใจผมไปได้ชะงัดนัก ทำให้พี่สาวผมฉีกยิ้มกว้าง “สนใจแล้วใช่ม้า มาเล่นกันเถอะนะ!

คำว่า เล่นด้วยกัน คือผมถือจอย พี่สาวผมกินถั่วอยู่ข้างๆ แล้วคอยกำกับว่าจะทำอะไรต่อ...ถึงผมจะแหกคำสั่งเธอไปสักแปดสิบเปอร์เซนต์เลยก็ตามที แต่อีกฝ่ายดูจะไม่โกรธ อย่างมากก็งอแงนิดหน่อยแล้วรอเล่น Alternative Route (รูตแยก) พร้อมผมอยู่ดี

“รู้เรื่องแบบนี้แสดงว่าเล่นเองไปแล้วไม่ใช่รึไง” ผมเหงื่อตก

“เปล่านะ ไปอ่านรีวิวเกมมาเฉยๆ รอเล่นพร้อมแกนี่แหละ”

 

ก็ว่าอยู่ว่าทำไมเหมือนความทรงจำมันตีกัน แต่ตอนนี้ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว และอยากจะเอาหัวไปกระแทกพื้นอีกรอบยังไงชอบกล เผื่อตัวเองจะได้ฝันไป ไม่ก็มีชีวิตอยู่ต่อแบบไม่ต้องระลึกความทรงจำส่วนนี้มาก็ได้...

ผมเป็นคนธรรมดามีภรรยาและลูกในชาติก่อนตอนอายุสามสิบ รู้สึกว่าตัวเองป่วยตายมั้ง สงสัยมาเกิดใหม่ตามระเบียบ มาระลึกชาติได้เมื่อกี้สดๆ ร้อนๆ เลย

ก็ว่าอยู่ว่าทำไมมันทะแม่งๆ แต่พอเจอบทพูดองค์ชายเมื่อกี้ไปคือรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร คาดว่าคงเพราะตัวเกมสร้างความประทับใจให้ผมพอสมควรด้วยล่ะมั้ง

สุดท้ายนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะใช้ความรู้ที่ได้รับทั้งหมดนี้มาพัฒนาบ้านเมืองและประชาชนของเรา เพื่อให้ประเทศนี้เจริญรุ่งเรืองต่อไปด้วย คือคำพูดแรกในเกมที่มีเสียง...คลาเฟน่าเป็นเกมที่สร้างมาหลอกล่อว่าเหมือนเกมจีบหนุ่มจีบสาวทั่วไปที่มีเสียงเฉพาะต้นประโยค แล้วหลังจากประโยคนี้ขององค์ชาย ตัวเกมก็กลายเป็นตัวพากย์เสียงเต็มทันที

ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะร่วมปรบมือกับเขาด้วย

ถ้าอิงตามตัวเกม หลังจากนี้คืองานแสดงบรรเลงเพลงและเต้นลีลาศนิดหน่อย แล้วหลังจากนั้นคืองานเลี้ยงบุฟเฟต์หลังตึกนิทรรศการ

ตอนนี้ผมมึนจริงๆ นะ มึนจนต้องหันไปหาคนที่จองที่ให้ผม แล้วก็ต้องชะงัก

เพิ่งเห็นดีๆ ว่าชายคนนี้ผมสีแดงยุ่งเหยิงเล็กน้อย ตาสีม่วงของเขามีความเป็นคนดีอยู่เต็มเปี่ยม ใบหน้าก็หล่อใช่เล่น...แต่ว่านะ ไอ้หมอนี่คือพระเอกของเกมนี่นา

...ใช่ เกมนี้เจ้าชายไม่ได้เป็นพระเอกที่แท้จริงแต่อย่างใด แต่เป็นเจ้าคนที่ยศต่ำกว่าดยุกหนึ่งขั้น มาร์ควิสธาลิเทียส ฟาวแลนคนนี้นี่เอง

ตามเนื้อเรื่องของเกมคือเขาเป็นเพื่อนสนิทของเวดิอุส เชอร์มาล ซึ่งเป็นนายร้ายในรูตหลักและรูตเจ้าชาย ส่วนรูตอื่นอีกสองคนและอีกหนึ่งรูตลับ คนขัดขวางความรักไม่ใช่เขา ซึ่งถือว่าเป็นตัวร้ายที่มีเหตุมีผลพอสมควรสำหรับผม เลยชื่นชมคนคิดเนื้อเรื่องเกมนี้พอสมควร

แต่คนคนนี้คือคนที่จองที่นั่งให้ผม ซึ่งปกติคนเขาจะไม่จองให้หากไม่ได้ขอหรือไม่สนิทกันจริงๆ แต่ถ้าจะชวนใครคุย ผมก็ต้องใช้สำนวนแบบในเกมด้วยเพื่อไม่ให้ใครสงสัย

“...เฮ้ย ธาลิเทียส” ผมเอียงตัวไปกระซิบถามแล้วเอนตัวพิงพนักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตายังคงมองดูการเต้นลีลาศที่ท่วงท่าสุดยอดจนต้องลงไปกราบสักสองสามครั้ง “ข้าคือเวดิอุส เชอร์มาลใช่มั้ย”

แต่หางตาผมเห็นเขาหันขวับมามองด้วยความไม่เชื่อหูตัวเอง ก่อนจะกระซิบตอบด้วยเสียงกึ่งลนกึ่งตกใจ

“ท่านไปโดนอะไรกระแทกหัวมาหรือไงขอรับถึงถามแบบนั้น” อา หมอนี่ใช่ธาลิเทียสจริงๆ ด้วย เขาเป็นคนที่พูดจาสุภาพมากกับทุกคน แต่คำถามที่ถามมานี่ไม่เกรงใจผ้าพันแผลที่พันหัวผมเลยสักนิด

ผมชี้ผ้าพันแผลพันหัวตัวเองยิ้มๆ อีกฝ่ายถึงชะงักแล้วพยักหน้า

“ใช่ขอรับ ท่านคือดยุกเวดิอุส เชอร์มาล องครักษ์ประจำตัวและสหายสนิทขององค์ชาย”

“และเป็นเพื่อนสนิทเจ้าด้วย” ผมต่อคำให้ เพราะในข้อมูลในเกมเขียนไว้แบบนั้น อีกฝ่ายดูจะตกใจพอสมควร เลยเกาแก้มตัวเองแล้วหัวเราะแหะๆ

“ก ก็ใช่ขอรับ”

โอเค เคลียร์แล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร อย่างน้อยก็พอรู้เรื่องมาหนึ่งขั้นเลยสบายใจมาหน่อย เลยจัดการใช้ศอกวางบนที่วางแขนเก้าอี้แล้วเอามือเท้าคาง เปลี่ยนไปนั่งไขว่ห้างตามความเคยชิน

ผมคือเวดิอุส เชอร์มาล นายร้ายประจำเกมคลาเฟน่า

ซ้ำยังมีจุดจบที่ไม่ตายดีเยอะพอสมควรเลยล่ะ...

_______________________________

*คาลลิกราฟี = Calligraphy ศิลปะตัวอักษร


สามารถติดต่อหารือพูดคุยกันทุกเวลาได้ที่ 
- twitter: @InnocentVampir4
- fb page: Blacklight Sonata

ปล. เรื่องนี้มีเปิดระบบโดเนตใน readawrite ด้วยนะคะ ถ้าอยากอ่านเยอะๆ ก็รบกวนโดเนตเราหน่อยน้าา T_T
ถ้าให้สารภาพจริงๆ คือเรามีเวลาแค่สองเดือนในการยืนยันว่าเราสามารถเขียนนิยายแล้วหาเงินได้ ไม่เช่นนั้นเราต้องกลับไปทำงานหามรุ่งหามค่ำเหมือนเดิม และคงไม่ได้กลับมาแต่งนิยายเรื่องไหนอีกเลย...หากอยากซัพพอร์ตก็จิ้มลิงก์นี้โลดดด >>ตรงนี้<< 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 330 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #173 Parichat1009 (@Parichat1009) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 22:19
    ฮาเร็มป่ะคะไม่ใช่สายนี้อ่ะ
    #173
    2
  2. #119 ononno (@ononno) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 08:36
    ไอเลิฟยู ชอบๆ
    #119
    1
  3. #89 Unknow07 (@iknowuknow0341) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 08:54

    ชอบมากจนอยากกดหัวใจรัวๆแต่รีดอะไรท์กดหัวใจไม่ได้ ใช้ระบบงงมาตามเด็กดีแล้วกัน
    #89
    1
  4. #61 Kanamookrub (@rabbit_1234) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 / 20:56
    ส่งไข่เค็ม 5 บาทไปให้แล้วค่ะ เว็ปนั้นมันสะดวกเรื่องการเงินก็จริง แต่เรื่องอ่านนิยายค่อนข้างลำบากกว่าเด็กดี
    #61
    1
  5. #3 primmi10 (@primmi10) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 / 00:40

    ติดตามค่ะ
    #3
    1
  6. วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 19:23
    ธาลิเลียสคุงควรไปตัดแว่นนะคะ&#8212;
    #1
    1