GINSEI
ดู Blog ทั้งหมด

เลือด เลือด เลือด.... ช่วยมาเอาเลือดไปที

เขียนโดย GINSEI

       ประมาณ 2 ปีก่อนเคยบริจาคเลือดมาครั้งนึง ตอนนั้นน้ำหนักเกือบจะไม่ผ่าน แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยบริจาคอีกเลย เพราะเวลาชั่งน้ำหนักทีไรก็ไม่เคยเกิน 45 กิโลกรัม แต่เพิ่งมารู้ความจริงเอาทีหลังว่าเครื่องชั่งน้ำหนักที่บ้านมันไม่ตรง ต้องบวกเพิ่มไปอีก 3 กิโล
 
       แสดงว่าเราหนัก 47 กิโลมาตั้งนานแล้วสิ - -

       พอรู้อย่างนี้แล้วไฟแห่งความมุ่งมั่นที่จะบริจาคเลือดก็ลุกโชน แถมประมาณกลางเดือนตุลาคมจะมีหน่วยเคลื่อนที่ของสภากาชาดมาที่หมู่บ้านด้วย เลยหมายมั่นปั้นมือว่า จะไปบริจาคเลือดให้ได้

       แห้วครั้งที่ 1 - เป็นหวัด
       ช่วงก่อนถึงวันที่จะบริจาคเลือดดันเป็นหวัด ถึงหายหวัดก่อนวันที่จะบริจาคเลือดแต่ก็บริจาคไม่ได้ เพราะยาที่กินไปก่อนหน้านั้นยังอยู่ในร่างกายและอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่รับเลือด

      แห้วครั้งที่ 2 - น้ำหนักไม่ถึง
      หลายวันต่อมาผ่านไปแถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯ นึกขึ้นได้ว่าไปบริจาคที่โรงพยาบาลก็ได้(นี่หว่า) เลยเดินดุ่มๆเข้าไปในโรงพยาบาลราชวิถี นั่งรอให้หมดเวลาพักกลางวันอีกครึ่งชั่วโมง พอเข้าไปเจ้าหน้าที่ก็ถามเลยว่าบริจาคให้ใคร เราก็งงๆ ก็บอกว่าไม่ได้เจาะจงให้ใคร (เพราะส่วนมากจะมาบริจาคให้ญาติที่มารักษาที่โรงพยาบาล) เค้าก็ให้ไปชั่งน้ำหนัก ได้ประมาณ 48 กิโลกรัม ในใจคิดว่าผ่านฉลุย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ผ่าน บริจาคที่นี่น้ำหนักต้อง 50 กิโลกรัมขึ้นไป เพราะรับบริจาคแต่ถุงใหญ่(คิดว่า 450 ซีซี)

       ตอนนั้นชักเริ่มท้อ คิดว่าจะทำอะไรเพื่อคนอื่นทั้งทีทำไมมีอุปสรรคมากมายนัก แต่พอไปอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการบริจาคเลือดก็เข้าใจว่าทำไมต้องเข้มงวดขนาดนั้น หากไม่มั่นใจว่าสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไม่มีโรคติดต่อก็ไม่ควรบริจาคเลือด เพราะผู้รับเลือดก็จะติดโรคเหล่านี้จากเราไป ซึ่งเชื้อบางอย่างสามารถตรวจพบหลังจากได้รับเชื้อนั้นหลายเดือน ช่วงที่ยังตรวจไม่พบนี่แหละที่ทำให้มีการติดโรคจากการรับเลือด

       แห้วครั้งที่ 3 - นอกเวลาราชการ
       วันนี้ไปสอบ j-test ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อยู่ข้างๆโรงพยาบาลรามาธิบดี สอบเสร็จก็ว่าจะแวะบริจาคเลือดซะหน่อย พอไปถามเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าอยู่ชั้น 2 อาคาร 1 แต่ไม่แน่ใจว่าวันนี้เปิดหรือเปล่า ไอ้เราก็งงว่าทำไมต้องบอกอย่างนั้น มานึกขึ้นได้ทีหลังว่าวันนี้วันอาทิตย์ เออ... เค้าคงไม่เปิดหรอก แล้วก็เดินออกจากโรงพยาบาลไป ตั้งใจจะไปที่ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทยแทน ไหนๆตอนบ่ายก็ว่างอยู่แล้ว

       นั่งสาย 67 จากฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลรามาฯ ไปลงที่สภากาชาดไทย ไปถึงช่วงเที่ยงพอดี แต่ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีพักกลางวัน กรอกเอกสารใบสีขาวสำหรับผู้บริจาคใหม่(เพราะบัตรอันเก่าหายไปไหนก็ไม่รู้) ไปวัดความดัน ตรวจกรุ๊ปเลือดและความเข้มข้นของเลือด(คราวนี้เตรียมตัวมาดี ผ่านทุกขั้นตอน) จากนั้นก็ไปลงทะเบียนและตรวจเช็คข้อมูลอีกที แล้วก็เดินขึ้นชั้น 2 ไปบริจาคเลือด

       ในที่สุดได้ไปนอนให้เลือดไหลออกจากตัวซะที แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะเลือดของเราไหลเข้าไปในถุงช้ามากๆ เจ้าหน้าที่คอยมาถามว่า หน้ามืดมั้ย จะเป็นลมมั้ย คิดว่าเราคงจะเลือดน้อยมากๆ เราก็ยืนยันไปหลายครั้งว่าไม่เป็นไร ไม่รู้สึกอะไร ปกติดี ในที่สุดเค้าก็หาสาเหตุได้ ว่าสายยางมันพับอยู่ทำให้เลือดไม่ค่อยไหลลงไปในถุง หลังจากนั้นครู่ใหญ่เลือดก็เต็มถุง

       อาการหลังบริจาค (แล้วแต่บุคคล)
       เราไม่รู้สึกหน้ามืด ไม่หิวด้วย เลยกินโอวัลตินไป 1 แก้ว ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงถึงเริ่มหิว(มากๆ) รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้หยิบขนมปังมา พอลงจากรถเมล์ก็ไปหาขนมกิน กลับถึงบ้านก็นอนเลย เพราะรู้สึกเพลียมาก


ข้อแนะนำ(ที่เจอกับตัวเอง)
1. กินข้าวก่อนไปบริจาคเลือด(ตามมื้ออาหารปกติ) ไม่งั้นเลือดจะจาง
2. กินน้ำเยอะๆ ก่อนบริจาคประมาณ 30 นาที เพราะบางคนเลือดข้นมาก เลือดแทบจะไม่ไหลลงถุง
3. ตอบคำถามตามความเป็นจริง ถ้าไม่ได้บริจาคก็อย่าผิดหวัง เพราะต้องระวังสุขภาพของทั้งผู้ให้และผู้รับ
4. ระหว่างบริจาคเลือด ถ้ารู้สึกไม่สบาย หน้ามืด จะเป็นลม ต้องบอกเจ้าหน้าที่ทันที
5. หลังบริจาคเลือดถ้ายังไม่หิวก็ให้ดื่มน้ำหวานหรือโอวัลตินไปหลายๆแก้วหน่อย แล้วก็หยิบขนมปังมาด้วย เพราะจะหิวทีหลัง
6. หลังบริจาคเลือดจะนอนมากกว่าปกติ ไม่ควรไปบริจาคช่วงที่ต้องปั่นงาน เดี๋ยวงานจะไม่เสร็จ ^^


คุณสมบัติของผู้บริจาคเลือดและข้อแนะนำต่างๆ 
 
จาก สภากาชาดไทย http://www.redcross.or.th/donation/blood_wholeblood.php4


คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต

1. มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
2. อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปีบริบูรณ์ ( ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี)
3. มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ
4. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด
5. สตรีไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์หรือ ให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
-นอนหลับให้เพียงพออย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค
-รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
-รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
-ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณโลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
-งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนบริจาค
-งดสูบบุหรี่ ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดฟอกโลหิตได้ดี

ขณะบริจาคโลหิต
-สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
-เลือกแขนข้างที่เส้นโลหิตดำใหญ่ชัดเจน ที่สามารถให้โลหิตไหลลงถุงได้ดี ผิวหนังบริเวณที่จะให้เจาะ ไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ ถ้าแพ้ยาทาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า
-ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล
-ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะบริจาคโลหิต
-ขณะบริจาคควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โลหิตไหลได้สะดวก หากมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที
-หลังบริจาคโลหิตเสร็จเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไปดื่มน้ำ และรับประทานอาหารว่างที่จัดไว้รับรอง

หลังบริจาคโลหิต
-ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
-หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
-ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
-ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
-ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
-รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก


ปล. อ่านคุณสมบัติให้ดีก่อนไปบริจาคนะ จะได้ไม่แห้ว...

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ

ไปบริจาคเลือดกันดีกว่า เย้ๆ