ประมาณ 2 ปีก่อนเคยบริจาคเลือดมาครั้งนึง ตอนนั้นน้ำหนักเกือบจะไม่ผ่าน แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยบริจาคอีกเลย เพราะเวลาชั่งน้ำหนักทีไรก็ไม่เคยเกิน 45 กิโลกรัม แต่เพิ่งมารู้ความจริงเอาทีหลังว่าเครื่องชั่งน้ำหนักที่บ้านมันไม่ตรง ต้องบวกเพิ่มไปอีก 3 กิโล
แสดงว่าเราหนัก 47 กิโลมาตั้งนานแล้วสิ - -
พอรู้อย่างนี้แล้วไฟแห่งความมุ่งมั่นที่จะบริจาคเลือดก็ลุกโชน แถมประมาณกลางเดือนตุลาคมจะมีหน่วยเคลื่อนที่ของสภากาชาดมาที่หมู่บ้านด้วย เลยหมายมั่นปั้นมือว่า จะไปบริจาคเลือดให้ได้
แห้วครั้งที่ 1 - เป็นหวัด
ช่วงก่อนถึงวันที่จะบริจาคเลือดดันเป็นหวัด ถึงหายหวัดก่อนวันที่จะบริจาคเลือดแต่ก็บริจาคไม่ได้ เพราะยาที่กินไปก่อนหน้านั้นยังอยู่ในร่างกายและอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่รับเลือด
แห้วครั้งที่ 2 - น้ำหนักไม่ถึง
หลายวันต่อมาผ่านไปแถวๆอนุสาวรีย์ชัยฯ นึกขึ้นได้ว่าไปบริจาคที่โรงพยาบาลก็ได้(นี่หว่า) เลยเดินดุ่มๆเข้าไปในโรงพยาบาลราชวิถี นั่งรอให้หมดเวลาพักกลางวันอีกครึ่งชั่วโมง พอเข้าไปเจ้าหน้าที่ก็ถามเลยว่าบริจาคให้ใคร เราก็งงๆ ก็บอกว่าไม่ได้เจาะจงให้ใคร (เพราะส่วนมากจะมาบริจาคให้ญาติที่มารักษาที่โรงพยาบาล) เค้าก็ให้ไปชั่งน้ำหนัก ได้ประมาณ 48 กิโลกรัม ในใจคิดว่าผ่านฉลุย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ผ่าน บริจาคที่นี่น้ำหนักต้อง 50 กิโลกรัมขึ้นไป เพราะรับบริจาคแต่ถุงใหญ่(คิดว่า 450 ซีซี)
ตอนนั้นชักเริ่มท้อ คิดว่าจะทำอะไรเพื่อคนอื่นทั้งทีทำไมมีอุปสรรคมากมายนัก แต่พอไปอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการบริจาคเลือดก็เข้าใจว่าทำไมต้องเข้มงวดขนาดนั้น หากไม่มั่นใจว่าสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ไม่มีโรคติดต่อก็ไม่ควรบริจาคเลือด เพราะผู้รับเลือดก็จะติดโรคเหล่านี้จากเราไป ซึ่งเชื้อบางอย่างสามารถตรวจพบหลังจากได้รับเชื้อนั้นหลายเดือน ช่วงที่ยังตรวจไม่พบนี่แหละที่ทำให้มีการติดโรคจากการรับเลือด
แห้วครั้งที่ 3 - นอกเวลาราชการ
วันนี้ไปสอบ j-test ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่อยู่ข้างๆโรงพยาบาลรามาธิบดี สอบเสร็จก็ว่าจะแวะบริจาคเลือดซะหน่อย พอไปถามเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าอยู่ชั้น 2 อาคาร 1 แต่ไม่แน่ใจว่าวันนี้เปิดหรือเปล่า ไอ้เราก็งงว่าทำไมต้องบอกอย่างนั้น มานึกขึ้นได้ทีหลังว่าวันนี้วันอาทิตย์ เออ... เค้าคงไม่เปิดหรอก แล้วก็เดินออกจากโรงพยาบาลไป ตั้งใจจะไปที่ศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทยแทน ไหนๆตอนบ่ายก็ว่างอยู่แล้ว
นั่งสาย 67 จากฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลรามาฯ ไปลงที่สภากาชาดไทย ไปถึงช่วงเที่ยงพอดี แต่ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีพักกลางวัน กรอกเอกสารใบสีขาวสำหรับผู้บริจาคใหม่(เพราะบัตรอันเก่าหายไปไหนก็ไม่รู้) ไปวัดความดัน ตรวจกรุ๊ปเลือดและความเข้มข้นของเลือด(คราวนี้เตรียมตัวมาดี ผ่านทุกขั้นตอน) จากนั้นก็ไปลงทะเบียนและตรวจเช็คข้อมูลอีกที แล้วก็เดินขึ้นชั้น 2 ไปบริจาคเลือด
ในที่สุดได้ไปนอนให้เลือดไหลออกจากตัวซะที แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะเลือดของเราไหลเข้าไปในถุงช้ามากๆ เจ้าหน้าที่คอยมาถามว่า หน้ามืดมั้ย จะเป็นลมมั้ย คิดว่าเราคงจะเลือดน้อยมากๆ เราก็ยืนยันไปหลายครั้งว่าไม่เป็นไร ไม่รู้สึกอะไร ปกติดี ในที่สุดเค้าก็หาสาเหตุได้ ว่าสายยางมันพับอยู่ทำให้เลือดไม่ค่อยไหลลงไปในถุง หลังจากนั้นครู่ใหญ่เลือดก็เต็มถุง
อาการหลังบริจาค (แล้วแต่บุคคล)
เราไม่รู้สึกหน้ามืด ไม่หิวด้วย เลยกินโอวัลตินไป 1 แก้ว ผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงถึงเริ่มหิว(มากๆ) รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้หยิบขนมปังมา พอลงจากรถเมล์ก็ไปหาขนมกิน กลับถึงบ้านก็นอนเลย เพราะรู้สึกเพลียมาก
ข้อแนะนำ(ที่เจอกับตัวเอง)
1. กินข้าวก่อนไปบริจาคเลือด(ตามมื้ออาหารปกติ) ไม่งั้นเลือดจะจาง
2. กินน้ำเยอะๆ ก่อนบริจาคประมาณ 30 นาที เพราะบางคนเลือดข้นมาก เลือดแทบจะไม่ไหลลงถุง
3. ตอบคำถามตามความเป็นจริง ถ้าไม่ได้บริจาคก็อย่าผิดหวัง เพราะต้องระวังสุขภาพของทั้งผู้ให้และผู้รับ
4. ระหว่างบริจาคเลือด ถ้ารู้สึกไม่สบาย หน้ามืด จะเป็นลม ต้องบอกเจ้าหน้าที่ทันที
5. หลังบริจาคเลือดถ้ายังไม่หิวก็ให้ดื่มน้ำหวานหรือโอวัลตินไปหลายๆแก้วหน่อย แล้วก็หยิบขนมปังมาด้วย เพราะจะหิวทีหลัง
6. หลังบริจาคเลือดจะนอนมากกว่าปกติ ไม่ควรไปบริจาคช่วงที่ต้องปั่นงาน เดี๋ยวงานจะไม่เสร็จ ^^
คุณสมบัติของผู้บริจาคเลือดและข้อแนะนำต่างๆ
จาก สภากาชาดไทย http://www.redcross.or.th/donation/blood_wholeblood.php4
คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต
การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
ขณะบริจาคโลหิต
หลังบริจาคโลหิต
ปล. อ่านคุณสมบัติให้ดีก่อนไปบริจาคนะ จะได้ไม่แห้ว...
ความคิดเห็น
ไปบริจาคเลือดกันดีกว่า เย้ๆ