ตอนที่ 21 : ตอนที่19 ปั่นจิ้งหรีด 21/ก.ย./59

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2858
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    8 ธ.ค. 59




- 21 -




ฝูลี่เห็นหยวนลี่ตื่นนอนในยามเฉิน* วันนี้นายหญิงตื่นเช้ากว่าทุกวันทำให้นางรู้สึกประหลาดใจนัก...

บรรยากาศยามเช้าในตำหนักเหิงค่อนข้างแจ่มใส กลิ่นน้ำค้างอวลกลิ่นหอมสดชื่นประหลาด ชวนให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปี้กระเป่า แต่หญิงสาวกลับรู้สึกเกียจคร้านที่จะออกไปยืดเส้นยืดสายที่ลานกว้าง นางเพียงนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้นุ่มตัวยาว ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างพินิจซากต้นเหมยตามกำแพงด้วยสีหน้าทะมึน

ดูเหมือนว่าวันนี้นางจะอารมณ์ไม่ดี...

แม้ดวงตาเหม่อลอยออกไปภายนอก แต่ในใจกำลังครุ่นคิดบางอย่างด้วยความตึงเครียด

หลังจากที่นางหนีเทียนฟงมาเมื่อคืนวาน หยวนลี่รีบพุ่งกายนอนคลุมโปงอยู่ในผ้าห่ม ในใจก็ให้กรุ่นโกรธผู้ชายกักขฬะผู้นั้นยิ่งนัก จากความเมามายกลายเป็นตาสว่าง ทั้งคืนนางเอาแต่ถ่างตาทำสีหน้าแปลกประหลาดวุ่นวาย

ไม่มีคราใดที่นางจะสามารถตามชายผู้นั้นทัน หยวนลี่คิดว่า ชายหนุ่มเยี่ยงเขาในอีกโลกหนึ่งนับได้ว่าเป็นบุรุษที่กะล่อนมากเล่ห์ในหมู่สาวๆ แล้ว เมื่อมาเจอเทียนฟงชินอ๋อง นางจึงคิดถึงคำของขงเบ้งที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน แต่เหนือหยวนลี่ก็คือเทียนฟงนี่แหละฟระ ที่ทำให้นางรู้สึกทุกข์ใจถึงเพียงนี้

 นึกแล้วก็ให้รู้สึกทุกข์ใจนัก นางนั่งถอนลมหายใจออกมาอีกคำรบหนึ่ง "เซง" ส่ายหน้าให้กับความเหลาะแหละไม่เอาไหนของตัวเอง จากนั้นจึงเข้าสู่โหมดเซียนปรับอารมณ์และจังหวะการหายใจให้เยือกเย็นดังเดิม เพียงแค่การกระทำของชายชอบฉวยโอกาสพันธุ์นั้น จะเอามันมาทำให้ตนเองเสียศูนย์มิได้ หยวนลี่ในสายตาผู้อื่นจะต้องเป็นคนที่สุขุมเฉยเมยต่อทุกสิ่งสิ... เอาไว้รอวันที่นางกลายเป็นยอดคนค่อยคิดบัญชีกับมันทีหลังก็ยังไม่สาย

อืม... ว่าแต่... ตอนนี้ข้าเก็กหน้าหล่อพอหรือยัง?

หยวนลี่หลับตาลงทำทีเคร่งขรึม รับสายลมอ่อนๆ และแสงแดดในยามเช้าที่ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ดุจดั่งภาพเทพธิดาเลือนราง

ในขณะนั้น นางกำนัลสาวเดินเข้ามาในตำหนักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "นายหญิง น้ำชาเพคะ" ในมือของนางถือถาดชุดน้ำชาเข้ามาภายใน เพียงแรกเห็นโฉมสะคราญนั่งอิงแอบอยู่บนเก้าอี้ จิตใจฝูลี่ก็ยิ่งเบิกบาน อารมณ์ดีกว่าทุกวัน

นางเดินเข้ามาอยู่เคียงข้างนายหญิง วางถาดน้ำชาลงบนโต๊ะ จัดแจงรินน้ำชาให้ผู้เป็นนายอย่างกระตือรือร้น ดวงตาประกายความชื่นชมและเทิดทูน จ้องมองใบหน้ากระจ่างใสของหยวนลี่

ยิ่งรู้ตัวว่าความงามอันโดดเด่นที่กำลังเปล่งประกายเป็นฝีมือของตนเอง นางกำนัลสาวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กระหยิ่มยิ้มในใจ เอ่ยเรียก "นายหญิง จิบน้ำชาเหมยกุ้ยก่อนเพคะ" นางโน้มกายส่งถ้วยชาให้แก่โฉมสะคราญ

เพียงเมื่อหยวนลี่ค่อยๆ ลืมตา ประกายตาสดใสแทบสะกดลมหายใจฝูลี่ให้ตะลึงตะลาน

วันนี้หยวนลี่สวมชุดผ้าต่วนแบบจีนโบราณ ฝูลี่เป็นผู้เลือกชุดและแต่งกายให้นายหญิง นางแต้มสีดอกท้อบนกลีบปากได้รูปให้แก่หยวนลี่ ทำทรงผมมัดเกล้าด้วยทรงเมฆเหิน ปักปิ่นหยกรูปผีเสื้อดูเรียบง่ายให้แก่นาง แม้ไม่ผัดแป้งก็สามารถเผยใบหน้าอันโดดเด่นมีชีวิตชีวา ดุจดั่งแรกอรุณเฉิดฉายในเช้าตรู่

การแต่งกายของนายหญิงดูเรียบง่าย เสื้อตัวในสีดอกท้อสวมทับด้วยชุดกระโปรงยาวสีเขียวอ่อนไปทั้งร่าง ชายกระโปรงปักลายเหลียนฮวาสามดอก ประดับลูกปัดสีฟ้าบนใบบัวราวกับน้ำค้างเกลือกกลิ้งอยู่บนชุดของนาง ชุดที่นางสวมใส่จึงขับเน้นให้ทรวดทรงบอบบางดูเด่นชัด ราวกับนางคือเทพธิดาบุปผาตัวน้อยๆ ที่ได้จุติลงมายังโลกมนุษย์ งดงามล้ำค่าดุจดั่งอัญมณี

ฝูลี่มองหยวนลี่เช่นไรก็ไม่รู้เบื่อ นางเองก็อยู่ในชุดฮั่นฝูโบราณสีชมพูอ่อนหวาน ใบหน้าน่ารักแย้มยิ้มจนแก้มบุ๋มลึก

หากฝูลี่คิดว่านายหญิงงดงามแล้ว ในสายตาหยวนลี่เองก็คิดว่าฝูลี่นั้นน่ารักไม่แพ้กัน ทว่าความน่ารักของฝูลี่นั้น หากจะลดความเจ้ากี้เจ้าการลงบ้างจะนับได้ว่า โค ตะ ระ น่ารักเลยก็ว่าได้

หญิงสาวคลี่ยิ้มหวานลึกซึ้งให้แก่นางกำนัลคนสนิทคราหนึ่ง ก่อนจะรับถ้วยชามาจากฝูลี่ "เจ้าช่างรู้ใจข้านัก" สายตาพินิจเสื้อผ้าสดใสชุดใหม่ที่ส่งตรงมาจากตำหนัก เทียนฟงชินอ๋อง แม้จะไม่งดงามดูโดดเด่นเหมือนของหยวนลี่ แต่สีชมพูก็ช่างขับเน้นกับผิวขาวของฝูลี่จนดูมีน้ำมีนวล

หากยามนี้หยวนลี่คือบุรุษรูปงาม ไม่แน่ว่าเขาอาจจะขอฝูลี่แต่งงานไปนานแล้วก็ได้

"ข้าคิดว่า เจ้าใส่ชุดนี้แล้วเหมาะกับเจ้ายิ่งนัก"

คำเยินยอของหยวนลี่เรียกรอยยิ้มเขินอายจากนางกำนัลสาว ร่างเล็กๆ ยอบกายคำนับด้วยความดีใจ กล่าวว่า "ขอบพระทัยเพคะแต่นายหญิงงดงามยิ่งกว่า..." ประกายตาของฝูลี่เกิดระลอกของความปลื้มปิติ

หยวนลี่เห็นว่านางกำนัลสาวทำสีหน้าราวกับเก็บกลั้นบางอย่าง จึงเอียงคอเลิกคิ้วสบตานางด้วยความฉงน ไม่ทันไรก็เห็นดวงตากลมโตเอ่อคลอดด้วยน้ำตา ฝูลี่กล่าวด้วยถ้อยคำตื้นตันใจอีกว่า "หากมิได้พระมหากรุณาของชินอ๋องแล้วล่ะก็... ฝูลี่คงไม่มีโอกาสได้เห็นนายหญิงสวมอาภรณ์ที่งดงาม ปล่อยให้ช่วงเพลาแห่งวัยเยาว์ที่เปรียบดั่งดอกไม้แรกแย้มเบ่งบานต้องล่วงเลยไปอย่างไร้ความหมาย ฮึก... บ่าว... บ่าวตื้นตันใจจริงๆ เพคะ หากมิได้ท่านอ๋อง เกรงว่าชีวิตของสองเราจะตกต่ำเพียงใด นี่ก็ใกล้หน้าหนาวแล้ว คืนเหมันต์ฤดูนับได้ว่าสาหัสสากรรจ์ต่อพวกเรานัก โชคดีเพียงใดที่ท่านอ๋องโปรดปรานนายหญิง ปีนี้เราจะมีเตาไฟอุ่นๆ ใช้กันแล้วเพคะ"

ในถ้อยคำของนางที่กล่าวออกมาล้วนไร้เดียงสา เจือทั้งความเศร้าเมื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายและความสุขอันปลื้มปิติจนมิอาจเก็บกลั้น นางยังแสดงถึงความเลื่อมใสต่อเทียนฟงราวกับอ๋องหนุ่มผู้นั้นเป็นนายของนางอีกคนหนึ่ง!

หยวนลี่ซึ่งกำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มถึงกับพ่นมันออกมาด้วยความตกใจ

ดวงตาของนางกลมค้าง ตื่นตะลึงกับคำของฝูลี่ที่กล่าวออกมา

บัดซบ! มิใช่ว่าฝูลี่คิดว่าข้ากับเทียนฟงมีซัมติงรองกันหรอกนะ

ดูเหมือนว่าความคิดของหยวนลี่จะช้าไปก้าวหนึ่ง ในสายตาฝูลี่ นางมองราวกับว่าหยวนลี่กำลังมีความรักอยู่ปานนั้น หากไม่แล้ว หยวนลี่จะมีออร่าแห่งความงามอันไม่ธรรมดา ราวกับหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรักได้อย่างไร แต่นางคงลืมไปว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง นางจับหยวนลี่แต่งตัวเสียขนาดนี้ ไม่งามก็บ้าแล้ว!

หยวนลี่กำถ้วยน้ำชาในมือแน่น ถ้วยกระเบื้องเคลือบอันวิจิตรแทบจะแหลกละเอียดคามือเสียให้ได้ บังเกิดอารมณ์กรุ่นโกรธและขบขันดูแคลนในคราเดียวกัน

"ฝูลี่เจ้ายังไร้เดียงสานัก เพียงบุรุษทำดีเข้าหน่อยก็คิดว่านั่นคือความชอบอย่างนั้นหรือจิตใจบุรุษยากแท้หยั่งถึง แต่แท้จริงแล้วมองออกได้ง่ายดายมาก คนอย่างเทียนฟงชินอ๋องก็แค่ผู้ชายสารเลวผู้หนึ่งหาได้มีความจริงใจไม่ ข้าว่ามันคงมีหญิงสาวอยู่ในฮาเร็มมันอีกมากมายและหวังให้ข้าเป็นเมียเล็กเมียน้อยมันด้วยกระมัง คนนิสัยอย่างเทียนฟงชินอ๋อง เห็นสตรีเป็นของเล่น เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ไม่แน่ว่าหากข้ายอมมีใจให้ เกิดวันดีคืนดีนึกเบื่อข้าแล้ว... ฝูลี่... เส้นผมข้ายังไม่ทันหงอกอาจจะต้องวานให้เจ้าช่วยทำศพข้าแทนแล้ว..." คำผลุสวาทด่าทอเสียดสีด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ดุเดือดเผ็ดร้อนดั่งอารมณ์ขึ้นลงในวันแดงเดือด ตบท้ายด้วยคำเศร้าสร้อยเวทนา ประดุจดั่งเทท้องฟ้าใส่ร่างนางกำนัลสาวโครมใหญ่

คนอย่างฝูลี่ไม่ทันคน เพียงแค่หยวนลี่ใส่ร้ายป้ายอาจมใส่ต้าหลงเทียนฟงเข้าหน่อย ใบหน้าของฝูลี่ก็ซีดเผือดตื่นตกใจจนอ้าปากค้าง อ้ำอึ้งเหมือนปลาจมน้ำกล่าวอันใดไม่ถูก

"จะ จริงหรือเพคะ?" ฝูลี่ขมวดมุ่นคิ้วหลุบสายตาครุ่นคิดคราหนึ่ง เมื่อนึกถึงฉายามัจจุราชน้ำแข็งที่ทั้งเหี้ยมโหดและมีความลี้ลับ ชื่อเสียงของอ๋องหนุ่มผู้นั้นโดยส่วนมากก็มักมีในด้านลบเสมอ ฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็น หาได้มีความจริงใจต่อผู้ใดไม่ เพียงนึกถึงดวงตาลึกล้ำเย็นชาดุจน้ำแข็งคู่นั้น ก็ให้รู้สึกหนาวสะท้านราวกับอยู่ก้นเหวโดยมิรู้ตัว

ฝูลี่ปิดปากตนเอง นางรู้สึกเสียใจที่คิดฝากฝังชีวิตนายหญิงให้แก่พญามัจจุราช นี่มิใช่ว่านางผลักไสให้หยวนลี่ไปตายหรอกหรือ!!!?

"นายหญิง! บ่าวผิดไปแล้ว บ่าวจะไม่คิดเช่นนี้อีกแล้วเพคะ" นางร้องไห้ออกมา น้ำตาอาบพวงแก้มทั้งสองข้างมองดูแล้วช่างน่าสงสารจับใจ ยอมเชื่อหยวนลี่โดยง่ายมิได้รู้สึกกังขาหรือคลางแคลงใจเลยสักกระผีก!

Yesssss!!!!

หยวนลี่แทบอยากยกกำปั้นชูฟ้าแล้วชักกลับมาด้วยท่า yes! อย่างสะใจเฉกเช่นผู้กำชัยชนะ

อย่างน้อยนางก็สามารถลบความคิดอัปมงคลของฝูลี่ออกไปจากความคิด ล้างสมองนางกำนัลสาวด้วยการป้ายอาจมใส่เทียนฟงลงไปแทน

หึ หึหึ... ช่วยมิได้ คนอย่างต้าหลงเทียนฟงมีสิทธิ์มาปันความไว้เนื้อเชื่อใจจากฝูลี่หรือ?

"ข้ามิได้ว่าเจ้าเสียหน่อย" หยวนลี่แย้มยิ้ม รอยยิ้มของนางส่งไปถึงดวงตา แต่กลับแลดูเยือกเย็นนัก

ฝูลี่สัมผัสได้ถึงไอเย็นโอบล้อมรอบกาย ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นลมหนาวในฤดูเหมันต์ที่พัดเข้ามาทางประตูเรือน สีหน้าหม่นหมอนของนางทำให้ผู้ที่จ้องมองใจอ่อน

"เอาล่ะ เอาล่ะ เรื่องนี้ข้าไม่อยากได้ยินอีก โดยเฉพาะเรื่องรักใคร่ ข้ายังไม่คิดถึงเรื่องนี้ถึงอย่างไรหยวนลี่ก็ยังเป็นเพียงดรุณีน้อยอยู่..."

ต่อให้โลกทั้งใบ หรือแม้แต่ในใต้หล้าปราณเทพยุทธเหลือนางเป็นเพียงสตรีคนเดียว แม้แต่เศษเสี้ยวแห่งความรู้สึก หยวนลี่ไม่มีวันชายตาแลมองบุรุษอย่างเด็ดขาด ต่อให้มันผู้นั้นรูปงามปานเทพบุตรก็ตามที แต่ถ้าหากบุรุษผู้นั้นงดงามเกินกว่าจะเรียกบุรุษได้ อีกทั้งยังชวนให้เข้าใจผิดว่านั่นคือสาวงามก็อีกเรื่องหนึ่ง บางที ประสบการณ์เลวทรามอาจทำให้นางรู้สึกขยาดไม่กล้ามองสาวงามเป็นสาวงามอีก แต่ถ้าเป็นสาวงามที่เป็นสาวงามจริงๆ นั่นก็อีกเรื่อง 

ทว่า... หลังจากที่กล่าว หญิงสาวกำลังจะดื่มชาเมื่อเหลือบเห็นสายตาของฝูลี่จำต้องหยุดชะงักมือโดยพลัน ราวกับฉุกคิดบางอย่างออก 

สายตาฝูลี่ที่จ้องมองมายังนางด้วยแววตาประหลาดพิกล อีกทั้งยังแฝงไปด้วยความคลางแคลงใจเฉกเช่นผู้เยาว์ไร้เดียงสา หยวนลี่แทบอยากจะตบหน้าผากตนเองสักป้าบ

"ข้าหมายความว่า ข้ายังไม่ต้องการผู้รู้ใจ ขอเพียงมีเจ้าข้างกายก็พอแล้ว"

เมื่อไม่รู้ว่าจะแก้ตัวเยี่ยงไรจึงหยอดคำหวานแก่นางกำนัลสาวไปหนึ่งเสต็ป ฝูลี่เพียงได้ฟังก็รู้สึกชื่นใจยิ่งนัก สายตานางพลันเปลี่ยนเป็นไร้เดียงสา บิดกายม้วนต้วนด้วยความเขินอาย "นายหญิง ไม่ว่าอย่างไร บ่าวย่อมอยู่รับใช้นายหญิงจนกว่าชีวิตน้อยๆ ของฝูลี่จะหาไม่เพคะ อย่าได้กังวล"

แต่หยวนลี่ชักจะกังวลกว่าทุกครา ยามนี้ ฝูลี่ทำราวกับนางเป็นแม่บังเกิดเกล้าที่อยากให้ลูกสาวออกเรือนแล้วปานนั้น คิดแล้วก็เศร้าใจนัก

รอยยิ้มงดงามคลี่ยิ้มราวบุปผา หยวนลี่เพียงจิบชา สายตายังคงทอดมองออกไปทางหน้าต่างราวกับครุ่นคิดบางอย่างอยู่ในภวังค์ 

ฝูลี่จับตามองนายหญิงในใจก็รำพึงออกมาคำรบหนึ่ง

ข้าเเละนายหญิงอายุห่างกันไม่มาก นับได้ว่ายังเยาว์วัยนัก เเต่ความคิดความอ่านเเละเเววตาในยามที่นางกล่าว ราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากมาย มิหนำซ้ำ ท่าทางขึงขังนั่นราวกับบุรุษเข้าไปทุกที...

ฝูลี่เก็บเอาความเคลือบเเคลงใจเอาไว้ภายใน เหตุใดนางต้องเอาเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มาขบคิดให้ปวดหัวด้วยเล่า ขอเเค่นางเห็นว่าหยวนลี่อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ทุกข์ทรมานราวตกนรกเหมือนดั่งสองปีที่ผ่านมา นี่ก็เพียงพอสำหรับนางเเล้วมิใช่หรือ?

เมื่อนึกถึงฤดูหนาวที่ผ่านมา พวกนางต้องทนอยู่กับความหนาว สองมือเเตกจนเลือดซึม ความหนาวกัดกร่อนไปถึงกระดูกเเม้เเต่เตาไฟยังต้องจุดเป็นเพลา มัธยัสถ์จนเเทบกัดปากดื่มเลือดประทังชีวิต ไม่มีใครเหลียวเเล ไม่มีผู้ใดคิดสงสารคิดส่งฟืนไฟเพื่อปันไออุ่น จำต้องอาศัยซากกิ่งไม้จากต้นเหมยข้างตำหนักที่ตายไปเเล้ว ไม่ก็ต้องยอมให้ร่างกายเป็นกระสอบทรายให้นางกำนัลห้องเครื่องทุบตีจึงจะได้มาซึ่งฟืนไฟ ร่างกายของฝูลี่ยังพอทนได้ เเต่หยวนลี่นั้น เพียงนึกถึงร่างกายผอมบางของนางนั่งตัวสั่นอยู่ภายใต้อ้อมกอด สองมือเท้าเเตกจนเลือดไหล เป็นตายเเขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ จิตใจของฝูลี่ก็ให้รู้สึกสะท้านเวทนาจับจิต

ทว่าในปีนี้ย่อมเเตกต่างออกไป พวกนางมิได้ตกต่ำถึงเพียงนั้นอีกเเล้ว ต่อให้หยวนลี่กล่าวว่าเทียนฟงชินอ๋องเลวร้ายเพียงใด เเต่อ๋องหนุ่มผู้นั้นก็นับได้ว่ามีบุญคุณกับพวกนางมิใช่หรือ

ในโลกปราณเทพยุทธสิ่งสำคัญมีเพียงไม่กี่อย่าง เเต่สองอย่างที่มิควรลืมนั่นก็คือหนี้บุญคุณเเละความเเค้น ผู้มีพระคุณเเต่กลับสร้างความเคืองเเค้น นั่นนับได้ว่าเป็นเรื่องเเปลกของฝูลี่เเล้ว

เเต่สำหรับหยวนลี่ ดีส่วนดี เลวส่วนเลว ดีมานางดีกลับ เลวมานางเลวกลับเป็นสองเท่า อ่อนข้อไม่ดีเท่าหักซึ่งไมตรี ดีไม่สม่ำเสมอเท่ากับนับหนึ่ง คนอย่างนางจึงขาดซึ่งมิตรสหายที่จริงใจ เเต่ถึงจะมีนางก็มองไม่เห็น 

จิตวิญญาณที่เเฝงอยู่ในร่างต้องอดทนต่อสภาพสังคมที่เห็นเเก่ตัวถึงสิบปี หากไม่เห็นเเก่ตัวหรือไม่มีจิตใจเย็นชาพอ คงไม่อาจกลายเป็นคนที่เข้มเเข็งอยู่ในโลกเเห่งความเป็นจริงได้ เมื่อต้องมาอยู่ในโลกปราณเทพยุทธ หากพื้นเพเดิมเป็นคนอ่อนเเอเหลาะเเหละ  ป่านนี้หยวนลี่คงกลายเป็นเถ้าธุลีไปนานเเล้ว

ฝูลี่ไม่เข้าใจ นางโง่เขลาเกินกว่าจะเดาใจผู้เป็นนายออก ในบรรดาองค์หญิงเเละองค์ชายเเห่งเเคว้นจางหลง องค์หญิงหยวนลี่นับได้ว่าเป็นคนที่เปิดเผยความรู้สึกของตนเองมากที่สุด ทว่ายามนี้นางกลับกลายเป็นคนละคน นางจึงไม่อาจมองออกว่าหยวนลี่คิดอันใด

หยวนลี่มิได้สนใจสายตาของฝูลี่ที่กำลังมองนางอย่างครุ่นคิด ยามนี้ นอกจากเรื่องเทียนฟงนางยังคงยึดติดกับภาพวาดของหลัวเซียนที่เเลกมาด้วยราคาหนึ่งเหรียญทอง หากมิใช่ภาพวาดทิวทัศน์จีนโบราณชิ้นนั้น หยวนลี่ยามนี้ก็ยังคงเป็นผู้ชายเสเพลอยู่อีกโลกหนึ่ง 

"ฝูลี่..." หยวนลี่เอ่ยเรียกนางกำนัลสาวด้วยสีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ นางกำนัลขานรับ เเต่หยวนลี่มิได้รีบร้อนกล่าว ถ้วยชากระเบื้องเคลือบในมือถูกถูไปมาเบาๆ ดวงหน้างดงามยังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูคร่ำเคร่งราวกับว่าตัวนางเจอโจทย์ข้อสอบที่ยากบรรลัย 

ฝูลี่ขานรับนานเเล้ว เห็นหยวนลี่ไม่ยอมเอ่ยปากนางจึงเอ่ยเรียกนายหญิง

"นายหญิง มีสิ่งใดจะรับสั่งเพคะ" นางจ้องสาวงามด้วยความฉงน หยวนลี่ยังคงมีท่าทีเคร่งเครียด

นางกำนัลสาวจดจ้องวงหน้าด้านข้างได้รูปงดงามดุจจันทรา รอคอยพระเสาวนีย์อยู่นานเเล้ว หยวนลี่จึงยอมปริปาก

"เจ้าเชื่อเรื่องโชคชะตาหรือไม่โชคชะตาที่ชักนำให้คนหลายคนมาพบกัน เเต่คนเหล่านั้นกลับต้องมาเป็นศัตรูกันโดยมิได้คาดคิด"

ฝูลี่ค่อนข้างไม่เข้าใจ นางส่ายหน้าอย่างไร้เดียงสาก่อนจะกล่าวด้วยร้อยยิ้มไม่เชิงยิ้ม "โชคชะตาที่ต้องมาเป็นศัตรูกันหรือเพคะ บ่าวโง่เขลา ไม่เข้าใจในสิ่งที่นายหญิงทรงตรัส"

เมื่อได้รับคำตอบ หยวนลี่หันสายตากลับไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง "หลังจากเหตุการณ์เมื่อวาน ข้ามั่นใจเเล้วว่านี่อาจเป็นโชคชะตาที่ฟ้ากำลังเล่นตลก หากทั้งหมดมิใช่ความฝัน ฝูลี่... ที่ข้าต้องการจะบอกนั่นคือ ตัวข้าในยามนี้คงต้องเลือกเเล้วว่าจะเป็นผู้รอคอยให้ผู้อื่นข่มเหง หรือจะเป็นผู้ชิงลงมือจัดการกับศัตรูที่คิดร้ายกับเราก่อน ฝูลี่ ที่ข้าเปลี่ยนไป ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็นเราเป็นสตรีที่อ่อนเเอเหมือนดังเช่นกาลก่อน ที่ต้องรอคอยเพียงแค่โอกาสเท่านั้น ในยามนี้เราทั้งสองต่างมีกำลังและโอกาสก็ควรไขว่คว้าเอาไว้ ดังนั้นแล้ว... เจ้ารีบเอาชุดกงกงที่ซ่อนเอาไว้มาให้ข้าซะ ข้ามีเรื่องที่จะต้องจัดการให้เรียบร้อย" 

คำของหยวนลี่ฟังดูหนักเเน่น รีบร้อน เเละเยือกเย็นยิ่งนัก แต่เหตุใดจบลงที่การทวงของไปเสียได้

ทว่าสายตามั่นคงที่มองมา ก็เเทบสะกดกลั้นลมหายใจผู้ฟังได้อย่างน่าประหลาด ฝูลี่ไม่คาดคิดว่าหยวนลี่จะกล่าวคำเพื่อทวงถามหาสิ่งที่นางซุกซ่อนได้ดุดันถึงเพียงนี้ ปรกตินายหญิงถนอมนางเหนือสิ่งอื่นใด ทว่ายามนี้กลับเย็นชาจนน่าขนลุก ดวงตากลมโตที่อ่อนโยนราววสันต์ฤดูเมื่อบังคับให้เย็นชาก็กัดกร่อนผู้ถูกจ้องมองให้เเข็งทื่อดั่งน้ำเเข็ง ราวกับว่านางกริ้วโกรธที่ฝูลี่บังอาจเอาสิ่งของของนางไปซ่อนกระนั้น

ฝูลี่รีบรับคำสั่งโดยมิได้โต้เเย้งใดๆ นางรีบเดินออกไปจากตำหนักเพื่อนำชุดกงกงที่ฝังไว้มาให้หยวนลี่ 

นางกำนัลสาวกระทำการรวดเร็ว เพียงไม่กี่ลมหายใจนางก็กลับมาพร้อมชุดกงกงในมือด้วยท่าทางร้อนรน หยวนลี่เห็นสิ่งที่พยายามหาทั้งคืนก็ยกยิ้ม ไม่คิดว่าฝูลี่จะเจ้าเล่ห์เพียงนี้

ฝูลี่นะฝูลี่ ว่าเเล้วเชียว! เหตุใดข้าจึงหาชุดกงกงในตำหนักไม่เจอ ที่เเท้เจ้าลงทุนถึงกับเอามันไปฝัง บัดซบ! หากไม่เสี่ยงกลัวเจ้าโกรธทำเป็นเข้ม คงยากเเล้วจะได้คืน หึหึ เเต่ก็ยังนับได้ว่าเจ้ายังไร้เดียงสานัก 

หยวนลี่นั่งคิดตั้งนานกว่าจะนึกถ้อยคำดีๆ เเมนๆ Cool Cool เหมือนในหนังหนี้แค้นที่ฝ่ายพระเอกใช้เพื่อเอ่ยวาจาปลุกใจ หยวนลี่ก็แค่กล่าวไปมั่วๆ นิดหน่อย เขาเเทบจะยกเเม่น้ำฮวงโหมากล่าวหาเหตุผลเพื่อทวงสิ่งของ มิหนำซ้ำ นางยังพยายามกล่าวให้ฝูลี่เลิกทำตัวไร้เดียงสากับนางได้เเล้ว หากพวกนางยังเหลาะเเหละเช่นนี้ มีหวังโดนงาบง่ายๆ เมื่อเห็นฝูลี่กระทำตามไม่ดื้อรั้นก็นับว่าบรรลุในสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว

"เด็กดี" หยวนลี่คลี่ยิ้ม ครานี้นางไม่เเสร้งทำตัวกดดันอีก ลูบกลุ่มผมฝูลี่ด้วยความรักก่อนจะฉกชุดกงกงที่ฝูลี่พยายามอ้อยอิ่งส่งมาให้ สะบัดชุดดูความเรียบร้อยก่อนจะวางไว้ข้างกาย หญิงสาวจิบชาด้วยท่วงท่าสบายใจแล้วทอดถอนลมหายใจออกมาคราหนึ่ง 

เเต่ฝูลี่ยังมีความห่วงใยจนเป็นนิสัย นางกล่าวถามด้วยน้ำเสียงทุกข์ร้อน "นายหญิงจะเสด็จออกนอกตำหนักอีกหรือเพคะ โปรดถนอมพระวรกายด้วย"

หยวนลี่เห็นฝูลี่เป็นห่วงรู้สึกชื่นใจยิ่งนัก นางวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะก่อนจะขยับกายนอนเหยียดขาพาดกับที่พักเเขน กอดอกหลับตาด้วยสีหน้าสบายใจ กล่าวว่า "เด็กโง่ ข้าเป็นเช่นนี้จะออกไปที่ใดได้ ข้าเเค่ทวงของข้าคืนจากเจ้าเท่านั้น ฝูลี่ ข้ามิได้โง่เขลาชอบทรมานร่างกายตัวเองเสียหน่อย ฮ้าววววว... ข้าง่วงเเล้ว หากกัวเจียถงและโจวฉีหมิงมาเฝ้าเวรยามหน้าตำหนักเมื่อใด ให้พวกมันเข้ามาพบข้าด้วย" 

ฝูลี่อึ้งเงียบงันเมื่อเห็นท่าทางสบายใจของหยวนลี่ เมื่อนึกขึ้นได้ในเพลาต่อมาก็รู้ตัวว่านายหญิงเล่นลิ้นกลั่นเเกล้งนางเสียเเล้ว ฝูลี่มองนายหญิงด้วยสายตาโง่งมมิได้โกรธเคืองที่ถูกหลอก นางขานรับเบาๆ ยืนยิ้มด้วยความรู้สึกเอือมระอา เป็นนางที่โง่เขลาตามนายหญิงไม่ทันจริงๆ

หยวนลี่นอนเอกเขนกเกือบทั้งวัน ราวกับว่าที่ผ่านมานางไม่เคยหลับมาก่อน เมื่อได้โอกาสนอนนางก็หลับเอาเป็นเอาตายจนเกือบพลบค่ำ ฝูลี่ปลุกนางให้ตื่นขึ้นมาทานอาหารมื้อเย็น กลิ่นหอมของอาหารทำให้นางยอมตื่น ในขณะที่ล้างหน้าในอ่างน้ำก็เอ่ยถามฝูลี่ว่า "เจ้าสองคนนั้นยังไม่มาอีกหรือ?"

ฝูลี่กำลังจัดตะเกียบกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "พวกเขามาเฝ้ายามตั้งแต่ยามอู่แล้วเพคะ แต่บ่าวเห็นว่านายหญิงกำลังบรรทมจึงมิได้ให้พวกเขาเข้ามารบกวน หากทรงอยากพบบ่าวจะออกไปตามเพคะ"

หยวนลี่พยักหน้าอนุญาต เมื่อนางกำนัลสาวออกไปตามสองทหารองครักษ์ ตัวนางจึงเดินมานั่งที่โต๊ะอาหารลงมือกินข้าวอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้กัวเจียถงและโจวฉีหมิงเข้ามาแล้ว นางยังไม่มีทีท่าว่าจะสนใจ ได้แต่คีปกับข้าวใส่ปากเงียบๆ ปล่อยให้สองคนนั้นคุกเข่าโดยมิได้เงยหน้ามองนางสักกระผีก

"พวกเจ้าได้ถูกเทียนฟงชินอ๋องลงโทษหรือไม่" หยวนลี่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยในขณะที่ปากของนางเต็มไปด้วยอาหาร

กัวเจียถงเป็นผู้ตอบคำถาม เพื่อมิให้เสียมารยาทมันยังคงก้มหน้าไม่มองพระพักตร์ กล่าวว่า "ในเรื่องนี้ ท่านอ๋องรับสั่งให้นายหญิงเป็นผู้ลงโทษพวกข้าน้อยทั้งสอง ขอทรงโปรดลงอาญา"

ให้ข้าลงโทษรึ? หึ ต้าหลงเทียนฟงช่างมีเมตตาต่อทหารองครักษ์ยิ่งนัก ซ้ำไม่พอ ยังทำให้ภาพลักษณ์ข้าดูเหี้ยมโหดด้วยหากคิดลงโทษทหารที่ซื่อสัตย์เพียงนี้

ทีแรกนางก็ไม่พอใจที่กัวเจียถงบังอาจสะกดรอยตาม แต่เมื่อคิดว่าหากไม่ได้มันนางเองก็คงกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปนานแล้วจึงไม่ติดใจเอาความกับพวกมันอีก แต่คิดไว้แล้วว่าคนอย่างต้าหลงเทียนฟงคงไม่ยอมอภัยโทษพวกมันแน่ๆ

เดิมทีคิดว่าทหารสองนายที่เฝ้ายามหน้าตำหนักคงถูกต้าหลงเจื๋อนไปแล้ว แต่เมื่อเห็นร่างกายสะอาดเอี่ยมอ่อง มีเพียงสีหน้าและแววตาที่แฝงไปด้วยระลอกคลื่นแห่งความเกรงกลัวในอำนาจมืดของพวกมัน หยวนลี่จึงสบายใจขึ้นมาหน่อย

ต้าหลงเทียนฟงหลงใหลจางฮองเฮาเพียงใดมีหรือที่หยวนลี่จะดูไม่ออก มันเป็นความบ้าดีเดือดที่เข้าขั้นโรคจิตชนิดหนึ่ง เมื่อคิดว่าทหารเฝ้ายามหน้าประตูตำหนักที่อยู่ๆ ก็ภักดีนางขึ้นมาเสียดื้อๆ นี่ต้องเป็นฝีมือของเทียนฟงอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อได้ฟังคำตอบของพวกมันหยวนลี่ก็ยิ่งกระจ่าง ที่แท้พวกมันได้รับคำสั่งให้คอยคุ้มกัน(จับตามอง)นางอยู่ห่างๆ ด้วยเช่นกัน เมื่อพวกมันทำงานผิดพลาดที่อาจเกี่ยวกับชีวิตหยวนลี่ หากไม่ตกตายก็ต้องพิการนั่นคือสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง

ที่เทียนฟงเลือกให้นางลงโทษเพียงเพราะไม่อาจยั้งมือตนเองได้ หากหยวนลี่ไม่ทำอันใดเลย เกรงว่าในภายภาคหน้าชีวิตอันไร้ค่าคงสู้หน้ากันไม่ติด หยวนลี่จึงพยักและกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ข้าทำโทษพวกเจ้าแน่ แต่ก่อนที่จะทำโทษพวกเจ้า ข้าขอถามสักเรื่องหนึ่ง"

เมื่อได้ยินคำของหยวนลี่ท่าทางขึงขังราวกับแบกโลกของพวกมันรู้สึกเบาหวิวขึ้นมาทันตา กัวเจียถงและโจวฉีหมิงคลายความรู้สึกผิดบนใบหน้าลง ก่อนจะประสานมือและเอ่ยปากรับคำอย่างแข็งขัน "ขอรับ"

"คำตอบนี้คงมีเพียงเจ้าที่ตอบข้าได้" หยวนลี่มองไปทางกัวเจียถง นางวางตะเกียบลงกอดอกลงบนโต๊ะ โน้มกายเอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นชา "ไอ้เด็กเหลือขอเมื่อวานที่บังอาจไล่ล่าข้า ได้ยินพรรคพวกของมันเรียกว่าอาเกอแสดงว่ามันต้องมีเชื้อสายราชวงศ์ เจ้าพอนึกหน้ามันออกหรือไม่ว่ามันเป็นองค์ชายจากตำหนักใด" เผื่อวันไหนมีเวลาว่างนางจะได้หวนกลับไปสั่งสอนองค์ชายผู้นั้นให้รู้สำนึก บังอาจปลอมเป็นสตรีมาหลอกลวงกัน หากแค้นนี้ไม่ชำระก็ไม่ต้องเรียกนางว่าหยวนลี่แล้ว

ทว่าคำถามของหยวนลี่กลับเรียกรอยยับย่นบนใบหน้ากัวเจียถง มันจรดคิ้วแน่นด้วยสีหน้าเครียดขรึม กล่าวออกมาตามตรงว่า "อาเกอรึ? ข้าน้อยอยู่ในวังมาหลายปีรู้จักเชื้อพระวงศ์เป็นอย่างดี ในบรรดาองค์ชายทุกพระองค์ล้วนมีใบหน้ารูปงามหล่อเหลาเฉกเช่นอดีตฮ่องเต้แห่งต้าหลง เด็กหนุ่มผู้นั้น แม้เศษเงาของอดีตฮ่องเต้ยังไม่ปรากฏ คาดว่านั่นต้องเป็นองค์ชายจากต่างแคว้นอย่างแน่นอน"

กัวเจียถงมั่นใจเต็มร้อยไม่มีวันพลาด แม้มิใช้องค์ชายทุกพระองค์ที่มันเคยเห็นหน้าได้อย่างใกล้ชิด แม้มองไกลๆ จำต้องรู้ได้โดยสัญชาตญาณของมันว่านั่นคือพระโอรสของอดีตฮ่องเต้แห่งต้าหลง

หยวนลี่ได้ฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจนัก แต่ก็มิได้กล่าวอันใด นางเพียงพยักหน้าเนิบๆ อย่างขอไปที ในแววตาบังเกิดระลอกคลื่นแห่งความเสียดาย ก่อนจะลงมือทานข้าวต่อและกล่าวสั่งพวกมันว่า "อืม... เราเข้าใจแล้ว" นางคีบเนื้อเข้าปากไปคำก่อนจะนึกขึ้นได้ กล่าวต่ออีกว่า "อ้อ! จริงสิ เมื่อวานเราทำม้วนภาพที่ซื้อมาได้หล่นหาย มันเป็นภาพทิวทัศน์เมืองจีนโบราณที่ล้ำค่าจึงรู้สึกเสียดายวานพวกเจ้าทั้งสองค้นหานำมันกลับมาให้ข้า"

"ขอรับ" พวกมันทั้งสองรับคำ

หยวนลี่เห็นว่าไม่มีธุระอันใดกับพวกมันแล้ว จึงไล่นายทหารทั้งสองกลับไปเฝ้าเวรยามหน้าประตูตำหนักดังเดิม ทว่าพวกมันกลับนิ่งเฉย ก้มหน้าคุกเข่าข้างหนึ่งด้วยท่วงท่าองอาจอยู่เช่นนั้น เมื่อนางกล่าวไล่อีกพวกมันก็ทวงถามบทลงโทษที่สมควรได้รับ

หยวนลี่คิดว่ามันงี่เง่ามากกับการเรียกร้องการลงอาญาของพวกมัน ทั้งๆ ที่นางเป็นผู้ทำให้พวกมันซวยแท้ๆ หยวนลี่นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยออกไป

"พวกเจ้าอยากให้ข้าลงโทษ? โอเคร๊! เช่นนั้น พวกเจ้าทั้งสองจงไปปั่นจิ้งหรีดจนกว่าแผ่นดินจะหล่นใส่ศีรษะ"

"ปั่นจิ้งหรีดจนกว่าแผ่นดินจะหล่นใส่ศีรษะรึ?" โจวฉีหมิงเอ่ยถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด มันไม่เคยได้ยินบทลงโทษที่แปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน กัวเจียถงเองก็เช่นกัน พวกมันต่างเงยหน้ามองจางฮองเฮาด้วยสีหน้าโง่งม  

หยวนลี่หัวเราะครืนด้วยอารมณ์เบิกบาน กล่าวว่า "จะว่าเป็นบทลงโทษก็มิใช่ ต้องเรียกว่า เป็นการฝึกฝนความอดทนอย่างหนึ่ง" นางกระแอมแกล้งไอ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วสาธิตให้พวกมันดูครั้งหนึ่ง สีหน้าของสองนายทหารยิ่งโง่ดักดานลงไปอีก เป็นครั้งแรกที่พวกมันเคยเห็นบทลงโทษที่เป็นการฝึกฝนพลังไปในตัวได้พิศดาลลึกล้ำเยี่ยงนี้ มิหนำซ้ำ แผ่นดินจะหล่นใส่ศีรษะได้เยี่ยงไร?

แต่ถึงแม้ว่าจะฉงนสงสัย พวกมันกลับทำตามโดยไม่บิดพลิ้ว ร่างสูงองอาจลุกขึ้นเดินไปหน้าลานกว้างหน้าตำหนัก ก่อนจะโค้งตัวปั่นจิ้งหรีดอย่างเงียบงัน หยวนลี่อดมิได้ที่จะกลั้นขำ ช่างเป็นการกลั่นแกล้งที่ทารุณโดยแท้

หลังจากกินมื้อเย็นจนอิ่ม ฝูลี่บังคับหยวนลี่ให้ดื่มยาบำรุงที่หัวหน้ากงกงจากตำหนักชินอ๋องส่งมาให้จนหมด เพียงนั่งพักท้องไปหนึ่งเค่อนางก็มุดเข้าผ้าห่มนอนต่อจนถึงรุ่งเช้า กระทั่งตื่นในช่วงสายเดินออกมารับลมที่หน้าตำหนักโดยมีฝูลี่วิ่งนำเสื้อคลุมมาสวมให้ หยวนลี่รู้สึกประหลาดใจยิ่งนักเมื่อยังเห็นกัวเจียถงและโจวฉีหมิงปั่นจิ้งหรีดอยู่...

"พวกมันไม่ล้มบ้างเลยรึ!?" หยวนลี่ร้องถามฝูลี่ด้วยความตระหนก ไม่คิดว่านายทหารทั้งสองจะอึดถึงเพียงนี้

บร๊ะเจ้า!!!!

ฝูลี่ทอดมองไปยังบุรุษด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ กล่าวว่า "พวกเขามิได้ล้มลงเลยเพคะ บ่าวนั่งมองพวกเขาทั้งคืนจนตาลายเสียเอง ราวกับว่าแผ่นดินหล่นใส่บ่าวปานนั้น" จากนั้นนางก็มุ่ยหน้าหลุบสายตาลง

หยวนลี่มองพวกมันที่ลานกว้างด้วยความเลื่อมใส ไม่คิดว่าพลังปราณของพวกมัน ท่าปั่นจิ้งหรีดมิสามารถทำอันใดกับระบบประสาทเลยสักกระผีก แต่เมื่อนางกล่าวออกไปว่า "พวกเจ้าหยุดปั่นได้แล้ว!" พลันร่างกายแกร่งดุจภูเขาก็ถล่มทลายลงดังครืน!!!!

พวกมันล้มทั้งยืน สลบแน่นิ่งไปแล้ว!

Shittttttt!!!!

สองหญิงสาวเบิกตาค้างจนกลมโต หยวนลี่รีบทะยานร่างก้มลงมองพวกมัน ใช้นิ้วอังจมูกว่าตายแล้วหรือไม่ เมื่อเห็นว่ายังมีลมหายใจจึงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หันไปเอ่ยสั่งฝูลี่ที่เอาแต่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ว่า "ฝูลี่ รีบลากพวกมันเข้าไปในตำหนักก่อนเร็ว!" ฝูลี่พยักหน้ารับ รีบวิ่งเข้ามาช่วยหยวนลี่ลากร่างของโจวฉีหมิงด้วยความรวดเร็ว

กว่าจะกลับไปเก็บร่างกัวเจียถงอีกคนได้ พวกนางก็แทบกระอักโลหิตออกมาคำโต หญิงสาวตัวเล็กๆ เมื่อต้องจัดการกับร่างดั่งหมีของบุรุษ ช่างเผาพลาญพลังกายให้ถดถอยยิ่งนัก หยวนลี่ยืนปาดเหงื่อที่หามองดูได้ยากยิ่ง ก่อนจะล้มพับไปกับฝูลี่บนพื้น ในใจก็นึกด่ากราดจนหัวเสีย

ทำไม่ลูกสมุนตรูถึงได้มีแต่พวกซื่อบื้อสมองทึ่มฟระ!!!!

เพียงร่างบอบบางกระทบพื้นดังตุบ! ร่างที่หมดสติของบุรุษกลับลืมตาขึ้นพรึบ!

หยวนลี่มีท่าทางระโหยโรยแรงเมื่อเห็นศพเดินได้ของกัวเจียถงและโจวฉีหมิงที่อยู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาคุกเข่าอยู่ข้างกายพวกนาง อารามตกใจไม่ทันตั้งตัวได้แต่ร้องถามด้วยความงุนงง "พวกจ้า!"

โจวฉีหมิงอยู่ใกล้นางมากที่สุด มันประสานมือแล้วจึงกล่าวด้วยคำหนักแน่นว่า "ลำบากนายหญิงแล้ว" ก่อนจะอุ้มร่างอันไร้เรี่ยวแรงของหยวนลี่ไปส่งที่เก้าอี้ ทำความเคารพด้วยท่าทางขึงขังก่อนรีบเร่งพากันเดินออกไปราวพายุ หยวนลี่ได้แต่มองพวกมันด้วยความมึนงงสับสน เกาศีรษะแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจ

"อะไรของพวกมันฟระ"

กัวเจียถงและโจวฉีหมิงสติมิได้อยู่กับตัวดีนัก การลงโทษของจางฮองเฮานับได้ว่าสถานเบาแต่สร้างความทรมานแก่ร่างกายอย่างยิ่ง หากพวกมันมิเคยฝึกร่างกายจนเคยชินกับความเร็วมาก่อน ไม่แน่ว่าอาจล้มพับตั้งแต่การหมุนตัวร้อยครั้งไปแล้ว แต่ก็ยังนับได้ว่าขายหน้าอยู่เหมือนกัน เมื่อเกิดอาการหน้ามืดฉับพลันต่อหน้าผู้เป็นนาย อาศัยการเดินลมปราณเพื่อปรับสมดุลการไหลเวียนของโลหิตอยู่นาน ลำบากให้ฮองเฮาต้องเป็นห่วงแล้ว พวกมันรู้สึกละอายแก่ใจนัก

โจวฉีหมิงมีสีหน้าผิดหวัง กล่าวกับสหายว่า "พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าพวกเรายังคงฝึกฝนร่ายกายกันไม่พอ"

กัวฉีหมิงเห็นสีหน้าเซื่องซึมไม่กระตือรือร้นของโจวฉีหมิงก็พอเดาใจสหายออก มันตบไหล่โจวฉีหมิงและกล่าวปลอบว่า "เจ้าอย่าเอาเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจนายหญิงปราดเปรื่องกว่าที่เราเห็นนัก การที่นางกล่าวว่านี่คือการฝึกฝน ย่อมต้องมีเหนื่อยล้าบ้างเป็นปรกติ เจ้าจำมิได้หรือ? ในวันที่อาจารย์สอนเคล็ดวิชาในการฝึกฝนกำลัง พวกเราต่างล้มพับในวันสุดท้ายก่อนจะบรรลุระดับลมปราณ เมื่อครู่ เจ้าเองก็เกือบจะทำมันสำเร็จแล้ว" กัวเจียถงหัวเราะครืนออกมาคราหนึ่ง

โดยส่วนมาก โจวฉีหมิงและกัวเจียถงเมื่อผ่านการฝึกฝนร่างกายอย่างทารุณ พวกมันสามารถเพิ่มระดับลมปราณหลังการฝึกฝนในช่วงเพลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ในก่อนหน้านั้น พวกมันสามารถหมุนตัวหกสิบห้ารอบในเพลาหนึ่งถ้วยน้ำชาเดือด นับได้ว่ารวดเร็วเกินกว่าที่คนปรกติจะทำได้ ทั้งคืนพวกมันก้มตัวหมุนกายเช่นนั้น เลือดย่อมไหลลงสู่ศีรษะมีโอกาสที่จะถึงแก่ชีวิต หากไม่ใช้พลังปราณควบคุมความสมดุลในการไหลเวียนของโลหิต พวกมันคงสิ้นชื่อตั้งแต่นาทีแรกแล้วกระมัง

   แต่การกล่าวปลอบมิได้ทำให้โจวฉีหมิงรู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด มันยังคงมีสีหน้าหม่นหมอง กัวเจียถงจึงสั่งให้สหายไปยังหอโคมฟ้าเพื่อตามหาภาพวาดเผื่อจะลบล้างความอับอายนั้นได้บ้าง ส่วนตัวมันมุ่งตรงไปยังตำหนักชินอ๋องเพื่อรายงานเรื่องที่ได้กล่าวกับหยวนลี่เมื่อคืน เพียงเมื่อเข้าเฝ้า มันกลับพบว่าในวันนี้มีกลิ่นอายแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบายอบอวนอยู่ภายในห้องทรงอักษร ตัวมันคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ในขณะที่เทียนฟงชินอ๋องกำลังตรวจทานฎีกา

วันนี้ เทียนฟงชินอ๋องมีท่าทีเคร่งขรึม ใบหน้ารูปงามยังคงเปี่ยมล้มด้วยความเย็นชา สายตาในยามจดจ้องสิ่งใดราวกับสามารถมองมันได้อย่างะลุปรุโปร่ง ยิ่งอยู่ในอาภรณ์สีดำปักลายไป๋หู่ ยิ่งเสริมบารมีให้ดูน่าเกรงขามเทียมฟ้า สะกดข่มให้ผู้คนรอบกายแลดูต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

เทียนฟงมิได้กล่าวอันใดหลังจากที่ฟังคำรายงานของกัวเจียถง ชายหนุ่มเพียงพยักหน้า "อืม" ก่อนจะปัดมือไล่ให้กัวเจียถงกลับไปพักผ่อนได้ กัวเจียถงเมื่อรายงานออกไปแล้วมันก็รู้สึกโล่งใจยิ่งนัก มิได้ก้าวก่ายซักไซ้ว่าเทียนฟงจะทำอย่างไรต่อไป มันเพียงทำความเคารพและเดินออกไปจากตำหนักอย่างเงียบๆ

หลังจากกัวเจียถงคล้อยหลัง เทียนฟงจึงลดฎีกาในมือลง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างมุ่งตรงไปยังตำหนักเหิง ก่อนจะกล่าวถามรุ่ยซีถิงที่ยืนรับใช้อยู่ข้างกายว่า "อู๋จิ่นฟานไล่ล่าพวกมันไปถึงไหนแล้ว"

รุ่ยกงกงรีบตอบกลับไปว่า "พวกมันล้วนมีพลังปราณยุทธในระดับสูง หนึ่งในนั้นอยู่ในระดับปราณเทพยุทธทำให้ยากแก่การตามล่า คาดว่าวันสองวันจะสามารถล่าคนของพวกมันมาได้สองสามคน"

เทียนฟงดึงสายตากลับมา หลุบสายตาเย็นชาจ้องมองไปยังจดหมายฉบับหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ใต้ฎีกา จมอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง

ในห้องทรงอักษรตกอยู่ในความกดดันอยู่ครู่หนึ่ง รุ่ยซีถิงมิอาจระงับความร้อนรนจึงเอ่ยปากถามออกมาว่า "ท่านอ๋อง คำให้การของกัวเจียถงทำให้บ่าวกังวลใจยิ่งนัก หลัวสุ่ยหมิงขึ้นชื่อได้ว่าเป็นปีศาจในคราบเทพบุตรอีกทั้งโหย่งเฉียนเป็นถึงรองเจ้าสำนักทมิฬ หากพวกมันร่วมมือกับคนของสำนักเทพยุทธโจมตีต้าหลง เกรงว่า..."

เทียนฟงยกมือยั้งวาจาของรุ่ยซีถงก่อนจะกล่าว "เจ้าอย่าได้กังวล ในเรื่องนี้ สำนักทมิฬมิอาจยื่นมือเข้ามาข้องเกี่ยว หนำซ้ำ โหย่งเฉียนอาจถูกเจ้าสำนักทมิฬขับไล่ ไม่มีทางที่เจ้าสำนักเทพยุทธจะให้คนของมันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีหนทางเดียวที่มันจะแก้แค้นข้าได้ นั่นคือฆ่าข้าบนสนามประลองยุทธ์เท่านั้น"

"พะยะค่ะ"

รุ่ยซีถิงได้ยินถ้อยคำที่ไม่ใส่ใจของเทียนฟงก็ค่อยรู้สึกเบาใจ ตัวมันเองก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก สามารถมองออกว่าเจ้าสำนักทมิฬไม่มีทางที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการศึกของแว่นแคว้น แต่จิตใจของผู้คนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มิอาจประหม่าแม้แต่ครึ่งก้าว

ต้าหลงเทียนฟงมักมองการไกลเสมอ หากชายหนุ่มมิได้วิตกกังวลในเรื่องศึกสงคราม กงกงชราก็สามารถเบาใจได้ ในยามนี้ คงมีเพียงเรื่องเดียวที่มีอิทธิพลต่อท่านอ๋องนั่นก็คือเรื่องของจางฮองเฮา เมื่อเห็นสีหน้าของท่านอ๋องตึงเครียดจึงยกยิ้มอย่างประจบเอาใจ กล่าวออกมาอีกว่า

"เมื่อเช้าข้าน้อยออกไปตรวจสอบความเรียบร้อยที่ตำหนักเหิง เห็นนายหญิงสวมอาภรณ์ที่ท่านอ๋องทรงเลือกเฟ้นได้งดงามยิ่งนัก หากทรงทอดพระเนตรด้วยองค์เองจะต้องพึงพระทัยเป็นแน่ อีกทั้งเครื่องเสวยเช้าที่ท่านอ๋องสั่งให้ห้องครัวในตำหนักส่งไปให้ ก็ดูเหมือนจะถูกพระโอษฐ์ว่าทุกวัน”

"จริงรึ?" เทียนฟงละสายตาจากฎีกาเงยหน้าทันควัน ในแววตาประกายลึกซึ้งซึ่งความพึงพอใจ รุ่ยซีถิงเห็นท่านอ๋องมีสีหน้าปรากฏรอยยิ้มก็ดีใจยิ่งนัก ขันทีชราเผยรอยยิ้มกว้างขึ้นอีก เอ่ยตอบด้วยท่าทางยินดีปรีดา "พะยะค่ะ"

แค่ได้ยินว่าหยวนลี่ชื่นชอบในสิ่งที่ตนเลือกเฟ้น อารมณ์ขุ่นมัวใดก็มลายสิ้นดังฟ้าหลังฝน มีเพียงความเบิกบานและท้องฟ้าสดใสขึ้นมาทันตา

เทียนฟงเอนกายลงบนพนักเก้าอี้กระตุกยิ้มบนมุมปากข้างหนึ่ง เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยสั่ง "ตบรางวัลพ่อครัว เจ้าเองก็สมควรได้รับ"

รุ่ยซีถิงโค้งตัวขอบพระทัย หัวเราะในใจ  ฮี่ฮี่  สีหน้าทะเล้น ทว่าเมื่อเงยหน้าสบพระพักตร์ อารมณ์เบิกบานของตนกลับถูกดับลงอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นความตื่นตระหนกเมื่อเห็นรอยเขียวคล้ำที่ปลายคางของท่านอ๋อง

"ท่านอ๋อง!"

เทียนฟงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่ารุ่ยซีถิงตกใจอันใด

นิ้วมือสั่นเทาชี้ไปที่คางของเทียนฟงก่อนจะรีบหดลงอย่างรวดเร็ว ขันทีชรารีบประสานมือกล่าวถามด้วยความห่วงใย "ท่านอ๋อง ให้ข้าน้อยตามหมอหลวงมาตรวจพระวรกายเถิดพะยะค่ะ"

เทียนฟงมองรุ่ยซีถิงอย่างครุ่นคิด เมื่อเห็นสายตาของขันทีชราที่มองมายังปลายคางจึงกระจ่างใจ ใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็งเผยรอยยิ้มราวกับบุรุษมากเล่ห์ เพียงใช้นิ้วลูบปลายคางของตนก่อนจะกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "เพียงแค่รอยฟกช้ำ ข้าอยากให้มันอยู่บนใบหน้าข้านานๆ"

รุ่ยซีถิงเพียงเห็นผิวกายอันล้ำค่าดั่งหยกต้องมัวหมองก็ให้เดือดเนื้อร้อนใจยิ่งนัก เขาแทบพ่นไฟออกจากปากได้ หากแต่ทว่าตนมองข้ามไปว่ารอยฟกช้ำเหล่านั้น หากเทียนฟงมิได้พยายามถนอมไว้ เพียงวันเดียวมันก็สามารถเลือนหายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับไม่เคยมีร่องรอยบาดเจ็บมาก่อน

ในตำหนักชินอ๋องมีตัวยาล้ำค่ามากมาย หากเทียนฟงใส่ใจกับใบหน้าตนเอง การรักษาอาการฟกช้ำจึงเป็นเรื่องง่ายดายมาก อีกทั้งร่างกายของพญามัจจุราชน้ำแข็งที่พิเศษเหนือผู้คนธรรมดา แม้ไม่ใช่ยารักษา รอยช้ำเล็กน้อยสามารถเลือนหายไปเองโดยธรรมชาติ รุ่ยซีถิงไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดรอยฟกช้ำเหล่านี้ยังคงอยู่จึงตกใจเกรงว่าเทียนฟงอาจได้รับบาดเจ็บร้ายแรง หารู้ไม่ว่าท่านอ๋อง แท้จริงแล้วอยากเก็บของระลึกจากสาวงามทุกเม็ดทุกดอก ไม่ว่าสิ่งใดที่หยวนลี่มอบให้ ล้วนเป็นสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับเขาทั้งสิ้น

เพียงแค่นึกถึงเรื่องนี้ เทียนฟงก็นึกถึงพวงแก้มแดงเรื่อของดรุณีน้อยที่ถูกปล้นจุมพิต ช่างน่ารักน่าทะนุถนอมยิ่งนัก ในคราเดียวกัน ก็อยากทำให้แปดเปื้อนด้วยน้ำมือตนเองจริงๆ

"ตัวเจ้าก็ชรามากแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายมากนักหรอก คอยดูแลตำหนักเหิงให้ดีก็พอ ข้าจะทำงานแล้วกลับไปพักผ่อนเถอะ" เทียนฟงเห็นว่ารุ่ยซีถิงเอาแต่ยืนทำสีหน้าห่วงใยราวกับคนเสียสติก็เอ่ยปากไล่

เขาปัดมือไล่กงกงชราให้ออกไปด้วยท่าทางเคร่งขรึม ย้ำเตือนว่าตนเองจะทำงานต่อแล้ว

รุ่ยซีถิงมีสีหน้าอยากร้องไห้ เพียงรับคำก่อนจะโน้มกายเดินออกจากห้องทรงอักษร ในใจก็รำพึงรำพัน

ไม่รู้ว่าการที่ท่านอ๋องบังเกิดความรักนั่นคือเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่ ไอ้หย๋า! ข้านึกถึงใบหน้านายท่านบนสวรรค์ไม่ออกเลยว่าจะรู้สึกเยี่ยงไร เมื่อเห็นพระอนุชาผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งตกอยู่ในห้วงแห่งความรักจนกู่ไม่กลับ...   

 

 

 

 

 

 

 

ยามเฉิน* 7.00-8.59น.

ยามอู่* 11.00-12.59น.

ไป๋หู่* เสือขาว

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ตอนนั่งคิดพลอตการดำเนินเรื่องของฉากที่สองทหารองครักษ์โดนปั่นจิ้งหรีดก็ไม่คิดอะไรมากมายหรอกนะ แต่พอมานั่งรีไรท์ แก้คำผิด แล้วเกิดอาหาร เหิมมมมมมม?? หืมมมมม?? โจวฉีหมิงเกือบจะทะลุพลังปราณระดับขั้นแค่ปั่นจิ้งหรีดก็ได้หรอ? อย่างนี้ก็ได้หรอ? ฮาาาาาา อยากหัวเราะตัวเอง เอาฮาตลอด ไม่ฮาก็แป้กไป อิอิ

เอาเป็นว่าขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและทวงถาม จนทำให้บอทผู้น้อยคนนี้บังเกิดความขยันขึ้นมาอีกลำดับขั้น ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

1,104 ความคิดเห็น

  1. #906 111 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 19:45
    เรื่องนี้อยากให้นางเอกรักพระเอกยากๆหน่อย เพราะเนื้อในก็เป็นผู้ชายแล้วยังเคยเกี้ยวผู้หญิงมานักต่อนักไม่น่าหวั่นไหวอะไรกับแค่การเกี้ยวของพระเอก//ยังดูเหมือนพระเอกชอบนางเอกที่หน้าตาอยู่เลยนะ
    #906
    0
  2. #650 Nattalop Bunloy (@galcial) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 16:20
    ชื่อผิด ตากกัวฉีหมิงต้องเป็นกัวเจียถงจ้า
    #650
    1
    • #650-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 21)
      6 พฤศจิกายน 2559 / 18:41
      ขอบคุณค่าเดี๋ยวว่างๆ จะกลับไปเเก้นะค๊า น่ารักที่สุดเลอ~
      #650-1
  3. #646 MissSaza (@MissSaza) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 16:33
    ฮ่าๆๆๆขำทหารปั่นจิ้งหรีด ปั่นข้ามวันเลย555
    ขอบคุณค่า~
    #646
    0
  4. #583 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 10:53
    ้เทียนฟงโรคจิต แต่ก็น่ารัก
    #583
    0
  5. #443 Maya (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 12:46
    55555 แม้แต่รอยช้ำก็ยังเก็บเอาไว้
    #443
    0
  6. #391 NongYingNutty (@haruminilove) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 กันยายน 2559 / 17:40
    รักรุนแรงมากอ่ะ ยอมหยวนลี่หมด รอยช้ำยังเก็บรักษา โอ๊ยยยย 55555555
    #391
    0
  7. #346 JikkoHza Xuounoy (@jikkoh-sanrio) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 กันยายน 2559 / 08:24
    ขอบคุณคร่า. สนุกมากค่ะ. รอตอนต่อไปนะค่ะ
    #346
    0
  8. #345 Tarntarnz (@tarnz666) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 กันยายน 2559 / 01:53
    ขอบคุณค่า แผ่นดินหล่นใส่ 555
    คิดคำได้ดี อ่านตอนแรกยัง งง
    ต้องคิดตาม เอ่อ จริงด้วย เดี๋ยวหกล้มจะใช้คำนี้บ้าง
    #345
    0
  9. #344 VIVIDS (@VIVIDS) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 20:00
    อ่านตอนเเรกเฉยๆอ่านไปอ่านมาหลงรักเลย
    เลิฟนะไรท์
    #344
    0
  10. #343 หงส์ สิรินทร์ (@honokoe) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 19:59
    ขอบคุณไรทเตอร์
    ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกัน ขอบคุณที่ยังเขียน
    #343
    0
  11. #342 Nattalop Bunloy (@galcial) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 15:42
    ขอบคุณจ้า ^^
    #342
    0
  12. #341 Kannika_1 (@Kannika_1) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 09:03
    เราชอบเรื่องนี้มากเลย ดีงามค่ะ
    #341
    1
    • #341-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 21)
      20 กันยายน 2559 / 13:06
      ขอบคุณค่า
      #341-1
  13. #340 s_thubthimsri (@s_thubthimsri) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 08:55
    ไชโย ไรท์กลับมาแล้ว จุใจมากอ่าน 2 ตอนต่อเนื่องเลย
    #340
    0
  14. #339 แมวลายหินอ่อน (@4261) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 07:47
    5555 ไปแล้วทั้งนางกำนัลมั้งยามเฝ้าประตู5555
    #339
    0
  15. #338 เออ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 07:42
    ชอบ้รื่องนี้มาดเลย ถ้าไรท์มีเวลา อย่าลืมมาอัพนะคะ อยากรู้ว่าเมื่องไหร่หยวนลี่จะใจอ่อน ท่านอ๋องก็หลงหยวนลี่เหลือเกิน ขี้หีง เอาใจ แถมเป็น Mกับคนอื่น เป็น S กับหยวนลี่
    #338
    0
  16. #337 bassjeedjad (@bassjeedjad) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 05:42
    ขอให้ขยันยิ่งๆขึ้นไปค่ะ หลังจากนี้ต้องปั่นจิ้งหรีดเผื่อว่าจะมีพลังภายในดูบ้างแล้ว
    #337
    1
    • #337-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 21)
      20 กันยายน 2559 / 13:07
      อย่าเลยค่ะ555555 ไม่ควรเลียนเเบบอย่างยิ่ง
      #337-1
  17. #336 KunOor (@kunoor) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 03:28
    ขยันกว่านี้อีกนะเอออิอิ
    #336
    0
  18. #335 ConDrug (@ConDrug) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 01:50
    ชั้น ปั้นจิ้งรีด แค่สิบรอบก้อหน้ามืดแล้ว
    #335
    0