อลวนรักทะลุมิติ

ตอนที่ 27 : ตอนที่25 จันทร์อาบโลหิต 13/ต.ค./59

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2083
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    8 ธ.ค. 59









- 27 -






หลังจากที่ออกมาจากท้องพระโรงแล้ว จ้าวถางมิได้มุ่งตรงกลับตำหนัก หากแต่มันได้หยุดฝีเท้าอยู่กลางทางแยกในอุทยานหลวง ในชุดมังกรสีทองกระทบแสงแดดในช่วงสายยิ่งทำให้ร่างสูงดูโดดเด่น มีรัสมีความน่าเกรงขามเเห่งฮ่องเต้อยู่ในสายเลือด เเต่ไม่ว่าอย่างไร ในก่อนหน้านั้นความยิ่งใหญ่ของมันมิอาจเทียบรัศมีความน่าสะพรึงกลัวของต้าหลงเทียนฟงได้เลยสักกระผีก

"น่าเจ็บใจนัก ข้าต้องกำจัดพวกมันทุกคน" ความอาฆาตเเค้นได้พุ่งตรงขึ้นมายังดวงตา 

ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน จ้าวถางมักดูเหมือนตัวตลกในสายตาผู้คนในวังหลัง อำนาจที่มันมีอาจนับได้กับสายลมที่มิอาจจับต้องเพียงสัมผัส ผู้คนที่เกรงกลัวมัน ล้วนเสเเสร้งเพียงเพื่อผลประโยชน์ของพวกมันเอง ดังนั้นเเล้ว เพื่อเเผนการของมันจ้าวถางจึงยอมตกเป็นเบี้ยลองบ่อนผู้อื่นอยู่เช่นนี้ หากเเต่ทว่าในใจได้สั่งสมความคลั่งเเค้นสุดหยั่งไปจนถึงก้นบึ้ง

สายตาจิ้งจอกของมันได้มุ่งตรงไปยังส่วนลึกของวังหลัง มันไพล่หลังเเละพยายามเเผ่กลิ่นอายของความน่าเคารพนับถือออกมา เบื้องหลังมีขบวนติดตามนับสิบคนที่ยืนก้มศรีษะอย่างนบนอบ ในผู้คนที่นี้ มีคนของมันอยู่ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งคือคนของเทียนฟงที่คอยจับตาดูมันอย่างลับๆ 

เมื่อหันกลับไปมองยังขันทีเเละนางในที่พยายามเก็บซ่อนเเววตาเกรงกลัว ในอาภรณ์หลากสีสันของหญิงสาวทำให้มันต้องเเค่นเสียงเยาะ 

สายตาของจ้าวถางในยามจดจ้องไปยังข้ารับใช้ เปี่ยมด้วยรังสีฆ่าฟันอย่างรุนเเรง ในท่าทางทะมึนเเละกำจายไปด้วยพลังดำมืดอันลี้ลับ ได้สะกดข่มผู้คนที่นั่นให้ต้องรู้สึกอึดอัดราวกับพวกมันได้อัดเเน่นอยู่ในสถานที่อันคับแคบ ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเพราะเหตุใดฮ่องเต้จึงพิโรธเพียงนี้

"ฝ่าบาท... มีสิ่งใดจะรับสั่งหรือพะยะค่ะ" 

หัวหน้าขันทีพู่จินหยงมิอาจทนได้อีกต่อไป มันกล่าวถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในใจก็นึกหวาดระเเวงว่าฮ่องเต้จะบัลดาลโทสะ  

ในเรื่องของจางฮองเฮานั้น ล้วนเป็นฉนวนศึกที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องเเตกเเยก นอกจากจ้าวถางจะต้องอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเทียนฟงชินอ๋อง มันยังต้องเอาใจใส่พวกเสนาอำมาตย์เพื่อความอยู่รอดของตนเอง นับได้ว่าเป็นฮ่องเต้ที่น่าอัปยศแห่งยุคสมัย

หากยามนี้ฮ่องเต้จะพิโรธก็คงไม่เเปลก เเต่ก็เกรงว่าผู้คนภายนอกอาจจะเอาเรื่องนี้ไปกราบทูลต่อเทียนฟง หากทั้งสองฝ่ายเกิดระแคะระคายต่อกันนั่นย่อมเป็นผลเสียต่อจ้าวถางโดยตรง ไม่ว่าอย่างไร การตัดเหยียนเหวินจวี้ออกไป ไม่ร้ายเเรงเท่ากับการที่ถูกเทียนฟงเขี่ยทิ้งออกจากบัลลังก์ ด้วยพลังปราณเทพยุทธอันน่ากริ่งเกรงของชายผู้นั้น ใช่ว่าผู้ใดจะทัดทานอำนาจได้โดยง่าย

พู่จินหยงมองเหลียวหลัง สีหน้าของมันไม่สู้ดีนัก มันกล่าวเตือนอย่างเป็นกังวล "ฝ่าบาท..."

เมื่อถูกขันทีชราเตือนสติ ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์เเห่งเพลิงมรสุม ในเเววตาจึงกลับมากระจ่างใสดุจเดิม เมื่อเห็นสายตาเป็นกังวลของพู่จินหยง ในท่าทีเย็นชาเเละเเข็งกระด้างถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มบางเบา 

"ในวันนี้เหล่าขุนนางต่างเอาเเต่กล่าวถึงจางฮองเฮา เราซึ่งเป็นฮ่องเต้รู้สึกละอายเเก่ใจยิ่งนัก เราปล่อยให้ภรรยาของเราต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายเพียงลำพัง เเละปล่อยปละละเลยนางมานานปี ยามนี้..." จ้าวถางมีสีหน้าปั้นยากราวกับบุรุษผู้ละอายต่อบาป มันเงียบไปครู่ราวกับครุ่นคิดบางสิ่ง ก่อนจะถอนลมหายใจรำพึงอย่างเหนื่อยอ่อน "นางคงเกลียดชังเราซึ่งเป็นฮ่องเต้ เเม้เราคิดอยากจะไถ่โทษต่อนาง... นางก็คงไม่ให้อภัยเรา" 

คำกล่าวของมันจงใจให้ทุกคนได้ยิน เหล่าข้ารับใช้ที่ติดตามล้วนตื่นตะลึงจนมิอาจเก็บซ่อนเเววตาเเละสีหน้าเเห่งความฉงน

พู่จินหยงลอบชำเลืองมองข้ารับใช้ที่กำลังทำตัวยุ่งยาก ตัวมันเข้าใจความปรารถนาของฮ่องเต้ เเม้สบสายพระเนตรก็พอเข้าใจความหมายได้อย่างลึกซึ้ง จึงเเสร้งยิ้มอย่างจริงใจรีบร่วมเเสดงละครปาหี่อีกเเรง

"ข้าน้อยขอบังอาจกราบทูล เดิมทีจางฮองเฮาถูกกักบริเวณให้อยู่เพียงในตำหนัก  เรื่องในวันนี้ไม่มีทางที่นางจะร่วงรู้ หากฝ่าบาทมีใจยึดมั่นที่จะให้อภัยนาง นั่นย่อมส่งตรงถึงจิตใจนางด้วยเช่นกัน จิตใจสตรีนั้นบอบบาง หากฝ่าบาทมีพระเมตตาเพียงปลอบโยนย่อมต้องสามารถเอาชนะใจนางได้แน่พะยะค่ะ" ถ้อยคำของพู่จินหยงล้วนกระจ่างใสและจริงใจเป็นอย่างยิ่ง

คำแนะนำของหัวหน้าขันทีทำให้สีหน้าของฮ่องเต้ดีขึ้น บนความหม่นหมองได้เผยรอยยิ้มอบอุ่นดั่งแสงอรุณในยามเช้า ร่างสูงได้หมุนตัวไปยังทิศตะวันออก กล่าวด้วยสุ้มเสียงของความรื่นรมย์ "หากเป็นเช่นนั้นเราก็เบาใจ ในวันนี้เราจะไปเยี่ยมนางสักหน่อย" 

เยี่ยมนาง

ภายใต้ความเรียบร้อยของข้ารับใช้ สายตาของพวกมันมีเเววตื่นตะลึงเเละสับสน ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังจะเสด็จไปต่อ พวกมันก็ดูราวคนโง่งม สองขาดั่งถูกก้อนหินขนาดใหญ่หล่นทับขยับเขยื้อนเเทบไม่ได้ 

การที่จ้าวถางทำดีต่อจางฮองเฮาหลังจากที่นางถูกกล่าวหาจากเหล่าเสนาอำมาตย์ นี่ไม่นับว่าเป็นเยี่ยงไรได้? เเต่การเดาใจฮ่องเต้นั้นยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร ในความคิดอันสับสนของผู้คน มันจึงคิดเพียงว่าจ้าวถางนั้นเกรงกลัวเทียนฟงจึงคิดทำดีต่อฮองเฮาเพื่อเอาใจผู้เป็นอา 

สถานการณ์ในยามนี้ช่างซับซ้อนยิ่งนัก หากเรื่องนี้ถึงหูของสนมเหยียน เหตุการณ์ในวังหลังจะเป็นเช่นไร 

ทว่าพวกมันมิบังอาจคิด เพียงเเต่เก็บงำความใคร่รู้เอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ติดตามฮ่องเต้ไปอย่างเงียบๆ 

หลังจากที่เดินไปได้สิบก้าวอย่างอ้อยอิ่ง จ้าวถางก็ได้หยุดฝีเท้าลงอีกครั้งมันหันมาสั่งให้ข้ารับใช้หยุดรอมันอยู่ในอุทยาน ตัวมันเเละพู่จินหยงพร้อมด้วยนางกำนัลอีกสองคนได้มุ่งตรงไปยังตำหนักเหิง 

ในสถานที่อันห่างไกล ในส่วนของวันหลังซึ่งร้างลาผู้คน ใช้เพลาเพียงหนึ่งก้านธูปฮ่องเต้จึงมาถึงตำหนักเหิง การมาปรากฏตัวของมันนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน 

ในขณะนั้นฝูลี่อยู่ที่ตำหนักเพียงลำพัง เพียงเห็นฉลองพระองค์เเละอิริยาบถที่สูงส่ง พลังอำนาจลี้ลับที่กำจายออกมาเพียงเเรกเห็นก็ทราบว่านี่ต้องเป็นฮ่องเต้อย่างมิต้องสงสัย 

หลังจากที่ได้ยินเสียงขันทีประกาศก้องฝูลี่นางก็เเทบสิ้นสติล้มทั้งยืน หญิงสาวรีบลนลานรับเสด็จ บนดวงหน้าน่ารักมีความหวาดกลัวจนซีดขาวราวกระดาษ นางถวายพระพรฮ่องเต้เเละเลือกที่จะเก็บคำไม่กล่าวอันใดออกมาให้เป็นที่พิรุธ ในใจก็รำพึงถึงจางหยวนลี่อย่างหวั่นวิตก มีความสับสนอลม่านประดังเข้ามาในจิตใจไม่ขาดสาย

"นี่อาจเป็นจางฮองเฮาพะยะค่ะ" พู่จินหยงกระซิบกราบทูล เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายมีท่าทางนิ่งเงียบอย่างน่าอึดอัด 

ในความเข้าใจผิดของพู่จินหยง ตัวมันนั้นชรามากเเล้วความจำมักหลงลืมบ้างเป็นครั้งคราว ในอดีตจางหยวนลี่ก็ชอบเก็บตัวอยู่ในตำหนักไม่พบปะผู้คน การพบนางจึงนับครั้งได้เเละนางยังเยาว์วัยนัก เมื่ออายุมากขึ้นไม่แปลกหากพู่จินหยงจะจดจำนางมิได้เลย ทว่าชายผู้นี้เป็นคนชอบสังเกต เมื่อเห็นชุดที่ฝูลี่สวมใส่ได้อย่างงดงามสมวัย อีกทั้งยังเป็นผ้าเนื้อดีที่มีเพียงเเต่เจ้านายสวมใส่ ก็ทึกทักว่าเเน่เเล้วนางคือจางหยวนลี่ไม่ผิดเเน่ 

"อืม" จ้าวถางรับคำ

สายตาอบอุ่นได้มองพิจารณาหญิงสาวในท่วงท่าไพล่หลังอย่างผึ่งผ่าย ท่ามกลางตำหนักที่ถูกตบเเต่งด้วยของมีค่าน้อยชิ้น เเต่ก็นับได้ว่าหรูหราผิดไปจากที่พวกมันคิด จ้าวถางรู้สึกตะขิดตะขวงใจเพียงเเรกเห็นเเต่เก็บงำไว้ในภายใต้เเววตาอ่อนโยนของมัน เมื่อเห็นหญิงสาวนั่งคุกเข่า ความน่ารักสดใสสมวัยของฝูลี่ดุจดั่งโบ๋ตั๋นที่ผลิบาน เเม้ไม่งามเท่าสนมเหยียน เเต่ก็นับได้ว่าฝูลี่คือสตรีที่หน้าตาดีผู้หนึ่ง จ้าวถางมองนางอย่างพิจารณาโดยละเอียด จากนั้นจึงเริ่มกล่าวคำ

"น้องหญิงไม่ต้องมากพิธี เป็นข้าที่ควรคุกเข่าต่อหน้าเจ้าเพื่อขอโทษในสิ่งที่เราเคยทำไม่ดีต่อเจ้าไว้ มาเถิดให้ข้าประคองเจ้า" จ้าวถางยอบกายประคับประคองหญิงสาวขึ้นมาด้วยความอ่อนโยนเเละมองนางด้วยสายตาลึกซึ้งอย่างมีเสน่ห์ 

ฝูลี่ไม่กล้าเเม้เเต่เงยหน้าขึ้น เเววตาของนางทั้งสับสนเเละใจเต้นเเรงดั่งคลื่นภายุ มือของนางเย็นเฉียบยิ่งกว่าคนตายเเม้เเต่กลืนน้ำลายยังมิกล้า เพียงลุกขึ้นตามคำสั่งอย่างว่าง่าย พร่ำเรียกหานายหญิง! อยู่ในใจอย่างเป็นกังวล

ดูเหมือนว่าจ้าวถางจะจำจางฮองเฮามิได้เช่นกัน ในที่นี้ผู้คนล้วนเเปลกตาสำหรับนางกำนัลเล็กๆ เยี่ยงฝูลี่ มิใช่เพียงนาง นี่เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาเคยพบกัน ทว่าจ้าวถางนั้นมีสนมเเละนางกำนัลมากมาย การจดจำคนๆ หนึ่งที่น้อยครั้งนักจะได้พบ จึงดูเหมือนเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่ง อีกทั้งฝูลี่เเม้จะออกนอกตำหนักไปยังตำหนักซักล้างบ่อยครั้ง ก็น้อยคนนักที่จะรู้จักนางจริงๆ ยิ่งข้ารับใช้ของฮ่องเต้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีผู้ใดที่จะสนใจจางหยวนลี่หรือนางกำนัลตำหนักเหิง พวกนางล้วนเหมือนไรฝุ่นที่รั้นเเต่จะให้ดวงตาพวกมันระคายเคืองเท่านั้น 

เมื่อต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ฝูลี่นับได้ว่าเป็นคนฉลาดนางจึงเก็บคำเเละไหลไปตามน้ำอย่างเงียบงัน มีเพียงอาการหวาดกลัวที่ระงับได้ยาก นางสบตาจ้าวถางด้วยดวงตากลมโตเเห่งความหวาดกลัว ราวกับบุคคลที่ผู้คนต่างก็อยากใกล้ชิดดุจดั่งปีศาจที่จะนำพาความตายมาพบปะนางปานนั้น

"เจ้าไม่ต้องกลัวเราถึงเพียงนี้" น้ำเสียงของจ้าวถางแลดูเป็นธรรมชาติยิ่งนัก ทั้งขบขันเเละมีความอ่อนโยนที่เห็นความตื่นกลัวของหญิงสาว พยายามเเสดงความอบอุ่นจริงใจเฉกเช่นทุกครั้งที่มันเเสดงต่อเหล่าสนม ในสายตาอ่อนโยนจึงเหมือนปลอบปละโลมฝูลี่ให้ค่อยคลายใจ

ภายใต้หน้ากากเย็นชามีความรู้สึกผิดหวังในตัวจางฮองเฮาอยู่หลายส่วน 

นี่มิใช่สาวงามล่มเมือง หากเเต่เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาทั่วไปที่หาได้ตามริมทางอย่างดาษดื่น ใครกันหนอที่กล่าวว่านางงดงามดั่งเทพธิดาจำเเลงกาย 

ในวัยเยาว์ มันกลับจำได้เพียงภาพของดรุณีน้อยที่มีใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาในเงามืด จากนั้น ภาพของจางหยวนลี่นั้นเลือนรางเหลือเกิน

แต่ไม่ว่าอย่างไร เเม้มันคิดดูถูกหญิงสาวเเต่กลับมอบรอยยิ้มอบอุ่นให้เเก่นางด้วยสายตาติดตรึง 

นิ้วเรียวเรียบเนียนราวกับสลักเสลาจากหยกเนื้อดี ได้เกลี่ยไรผมที่ชื้นเหงื่อของหญิงสาวอย่างนุ่มนวล

กระเเสเสียงลุ่มลึกอันเเผ่วเบาได้กล่าวเย้าอารมณ์นาง "ในวันนี้เราจะอยู่กับเจ้าทั้งวัน" มีทั้งความน่าขนลุกเเละอบอุ่นอยู่ในน้ำเสียง

"ฝะ ฝ่าบาท..." ฝูลี่มีความกระวนกระวายใจ นางกลัวเกินกว่าจะกล่าวคำเเต่นางไม่อาจปฏิเสธ ช่างเป็นเรื่องบังเอิญยิ่งนักที่จ้าวถางปรากฏตัวในยามที่จางฮองเฮาไม่อยู่! เเต่ฝูลี่จะปริปากได้เช่นไร หากฮ่องเต้รู้ว่านางเป็นเพียงนางกำนัล อีกทั้งฮองเฮายังหายไปอยู่ที่ตำหนักชินอ๋อง คอของนางเเม้มีสิบคอก็คงไม่เพียงพอให้บั่น 

คงต้องขอบพระทัยเทียนฟงชินอ๋องที่มอบชุดผ้าเนื้อดีให้เเก่นายหญิง เเต่เป็นความโชคร้ายของฝูลี่ที่ได้รับความโปรดปรานจากจางหยวนลี่ด้วยเช่นกัน

ในความซื่อสัตย์เเละเด็ดเดี่ยวของฝูลี่ นางยอมเป็นคนที่โชคร้ายเพียงเพื่อให้นายหญิงพ้นภัย ในความประณีตเเละสีสันสดใสของชุดที่นางสวมใส่ จึงยากนักที่ใครจะเเยกเเยะออกว่านี่คือนายหรือบ่าว ฮ่องเต้ที่ละเลยต่อฮองเฮามานานหากจำมิได้ก็มิใช่เรื่องเเปลกอันใด

ยามนี้ในตำหนักมีเพียงฝูลี่เเละฮ่องเต้ หัวหน้าขันทีได้ยิ้มให้นางอย่างมีไมตรีก่อนจะถอยกายออกไปภายนอก ปล่อยให้พวกเขาอยู่กันตามลำพัง ฝูลี่ใจสั่น ทั้งเนื้อตัวของนางเฉกเช่นลูกกวางน้อยที่เกรงกลัวเสือป่าผู้โหยหิว 

ราวกับว่านี่คือความฝัน ช่างเป็นฝันร้ายที่มิอาจจินตนาการถึง! ฝูลี่ได้เเต่เก็บงำความขมขื่น นางเผยรอยยิ้มจืดเจื่อนต่อจ้าวถาง หลังจากที่ฮ่องเต้กล่าวคำออกมาด้วยการเผยความรู้สึกคะนึงรัก

"น้องหญิง... ให้ข้าชดเชยความรักของเราในสิ่งที่ทำลงได้หรือไม่ ข้าขอไถ่โทษที่ปล่อยปละละเลยเจ้า นับจากนี้ เราจะไม่ทอดทิ้งเจ้าอีกเเล้ว จะยึดมั่นในรักเพียงเจ้าให้อภัยข้า จะได้หรือไม่?"

นี่อาจเคยเป็นคำที่ฝูลี่ต้องการได้ยินมากที่สุด เเต่คนที่ควรรับมันไว้อย่างปลื้มปิติหาใช่นาง เมื่อทุกสิ่งเปลี่ยนไปพร้อมกาลเวลา นางกลับมีความเศร้าโศกที่มิอาจร่ำไห้ หญิงสาวเผยรอยยิ้มอย่างไร้เดียงสาบนสีหน้าปั้นยาก กล่าวคำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ... 

"เพคะ..."

กัวเจียถงเเละโจวฉีหมิงเพิ่งเข้ามาเปลี่ยนเวรยาม เมื่อเห็นพู่จินหยงกำลังยืนสนทนากับองครักษ์รักษากาลหน้าประตูตำหนักเหิง สองขาของพวกมันก็ให้เเข็งทื่อ ดวงตาเบิกค้าง เมื่อหันมาสบตากันพวกมันจึงสัมผัสได้ถึงลางร้าย

"พวกเจ้ามาเเล้วรึ? ในวันนี้ควรระมัดระวังตัวหน่อย อย่าได้คิดเกียจคร้านเหมือนทุกวันที่ผ่านมา" ทหารเฝ้ายามในช่วงเช้าเมื่อเห็นพวกมันมาประจำการเเทนก็กล่าวเตือนอย่างเคร่งขรึม ชายอีกผู้หนึ่งก็ลูบท้ายท้อยด้วยท่าทีขบขัน มันกล่าวอย่างไม่เชื่อสายตาว่า

"พวกเจ้าต้องไม่เชื่อเเน่ว่าในยามนี้ฮ่องเต้เสด็จตำหนักเหิง! เมื่อครู่ฝ่าบาทเพิ่งเสด็จเข้าไปเเละคงจะอยู่ที่นี่อีกหลายชั่วยาม" สีหน้ามีความหื่นกามอยู่ในเเววตา ชายผู้นี้กล่าวอย่างไร้ความยำเกรงอีกว่า "เห็นทีตำหนักเหิงคงไม่ต้องให้พวกเรามานั่งเฝ้านอนเฝ้าทุกคืนวันอีกเเล้ว จางฮองเฮาควรดีพระทัยที่ฮ่องเต้กลับมาโปรดปรานอีกครั้ง" หลังจากนั้นพวกมันก็หัวเราะครืน จากไปพร้อมความขมุกขมัวที่ประทับอยู่บนใบหน้ากัวเจียถงเเละโจวฉีหมิง 

กัวเจียถงได้ใช้สายตาดุร้ายมองตามเเผ่นหลังของนายทหารสองคนที่จากไป ใบหน้ามีความยับย่นของความขุ่นเคืองในคำกล่าว หากพวกมันมิได้เป็นคนของจางฮองเฮาหรือคิดเเปรพรรค พวกมันก็คงมิต่างอันใดกับบุรุษกักฬะที่ชอบเหยียดหยามสตรี ในที่นี้จึงดูเป็นเรื่องน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง

"พี่ใหญ่! นี่มิใช่ว่านายหญิงถูก...!" โจวฉีหมิงกล่าวขึ้นอย่างร้อนรน เเต่ไม่ทันที่มันจะกล่าววาจาเหลวไหลออกมาก็ถูกระงับโดยกัวเจียถง

"อย่าคิดเหลวไหล! ฮองเฮาไม่มีทางยอมตกอยู่ในเงื้อมมือฮ่องเต้เเน่ เจ้าเองก็เห็นเเล้วว่านางเป็นสตรีเยี่ยงไร" คำกล่าวดุดันของมันพยายามทำให้เงียบเสียงมากที่สุด เเต่กลับหนักเเน่นด้วยความรุ่มร้อนเเละกระวนกระวายใจ 

มันมีสีหน้าครุ่นคิดด้วยความเคร่งขรึมครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับโจวฉีหมิงว่า "เจ้าไปเฝ้ายามตามปรกติ หากพวกมันเอ่ยถามอะไรเจ้าให้เเสร้งโง่เข้าไว้ ส่วนข้าจะไปกราบทูลท่านอ๋อง"

โจวฉีหมิงพยักหน้ารับคำอย่างหนักเเน่น พวกมันเเยกออกเป็นสองทางเเละทำตัวตามปรกติ 

ขณะที่โจวฝีหมิงมายืนยังตำเเหน่งตามเดิม พู่จินหยงที่กำลังสั่งนางกำนัลอยู่ที่หน้าประตูก็ได้หันมามองมันอย่างประเมิน ขันทีชราเดินไพล่หลังเข้ามาหาเเละพิจารณามันโดยละเอียด โจวฉีหมิงจึงประสานมือคำนับอย่างนบนอบ

"เจ้าเฝ้าเวรยามเพียงผู้เดียวรึ?" พู่จินหยงเอ่ยถาม 

โจวฉีหมิงมีใบหน้าเกียจคร้าน ล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ "หาใช่ขอรับ เพียงอีกคนเกิดปวดท้องขึ้นมาเลยขอปลีกตัวเข้าห้องน้ำก่อน ไม่ทราบว่าท่านกงกงมีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้หรือ?" มันเลิกคิ้วเป็นเชิงถามราวกับไม่ยีระต่อสิ่งรอบกาย 

พู่จินหยงยังคงมองพิจารณามันโดยละเอียด ก่อนจะเเสร้งกล่าวถามด้วยความกังขา

"ในตำหนักเหิงเหตุใดจึงไม่มีนางกำนัลรับใช้ประจำอยู่ ยามนี้ฝ่าบาทเสด็จ พวกนางควรให้การปรนนิบัติมิใช่เงียบหายไปเช่นนี้ เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด" 

โจวฉีหมิงตัวเเข็งค้าง มันไม่มั่นใจว่าคำถามของพู่จินหยงนั่นเพียงสอบถามหรือต้องการล้วงเอาความจริงบางสิ่ง เเต่มันสามารถระงับความกังวลอันเป็นพิรุธได้เป็นอย่างดี  ในท่าทีเบื่อหน่ายได้กล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า

"เรียนกงกง เเม่นางฝูคนนั้นคงไปตำหนักซักล้าง นางมักจะซักผ้าทั้งวัน... เอ่อ บางทีนางก็อาจจะถูกกลั่นเเกล้งโดยนางกำนัลเลยทำให้กลับตำหนักล่าช้า บางครั้งก็กลับในยามเย็นสภาพของนางก็ไม่น่าดูเเล้ว ข้าว่านางคงรับใช้ฮ่องเต้ได้ไม่ดีเท่าไร" 

เมื่อกล่าวคำอย่างออกความคิดเห็น ในเเววตาโจวฉีหมิงมีความเยาะเย้ยถางถาก 

พู่จินหยงเห็นมันเป็นเช่นนั้นจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ "อืม... ไม่ต่างจากที่สองคนนั้นกล่าวนัก" เมื่อขันทีชราพึมพำจบก็เดินเข้าไปออกคำสั่งกับนางกำนัลที่ติดตามมันมาเเทน

โจวฉีหมิงได้เเต่ยืนนิ่งขรึม ดวงตาของมันประกายวาบเเละมีความไม่สบายใจสุมอยู่ เมื่อประตูถูกปิดลงภายในกลับสู่ความเงียบงัน มันได้ตัดสินใจทะยานร่างเข้าไปในตำหนักเพื่อสอดเเนมผู้ที่อยู่ข้างในอย่างบุ่มบ่าม

เพลานั้นกัวเจียถงเองก็ได้นำความไปกราบทูลต่อเทียนฟง ทว่ามันกลับพบเพียงแค่รุ่ยซีถิงเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรขันทีชราปฏิเสธที่จะให้มันเข้าเฝ้าเทียนฟงชินอ๋อง มันจึงตัดสินใจนำความแจ้งแก่รุ่ยซีถิงแทน ก่อนจะกลับมาพร้อมกับความรู้สึกค้างคา มีความไม่สบายใจสุมอยู่ในทุกย่างก้าวที่มันได้เดินทางกลับ เมื่อมาถึงตำหนักเหิง ขณะนั้นโจวฉีหมิงเองก็ได้กระโดดลงมาจากกำแพงด้านข้างแล้วเช่นกัน

"เกิดอันใดขึ้น?" กัวเจียถงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ มันปรี่เข้ามาหาผู้น้องด้วยสีหน้าแตกตื่น

โจวฉีหมิงปัดเศษใบไม้ตามตัวของมันออก ก่อนจะกล่าวด้วยกระแสเสียงราบเรียบ "ข้าลอบเข้าไปดูด้านในว่าฮองเฮาในยามนี้เป็นเช่นไร แต่ทว่า..." มีความฉงนอยู่ในแววตา คิ้วเรียวดำอันเป็นเส้นตรงของมันขมวดแน่น น้ำเสียงของโจวฉีหมิงในประโยคสุดท้ายมีความไม่คาดคิดอยู่หลายส่วน 

"ผู้ที่อยู่ในตำหนักหาใช่นายหญิงของเราไม่ หากแต่เป็นนางกำนัลฝู... พี่ใหญ่ หรือนี่คือแผนการของท่านอ๋องที่ได้คิดเอาไว้ในก่อนหน้านี้แล้ว แต่นางกำนัลฝูผู้นั้นอันตรายนัก หากฮ่องเต้ทราบว่านางมิใช่นายหญิงนางคงไม่พ้นจากความตายเป็นแน่"

ใบหน้าเคร่งขรึมของกัวเจียถงเองก็ขมวดมุ่นเช่นกัน คิดอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า

ในก่อนหน้านี้เองท่านอ๋องก็มิยอมพบผู้ใดแม้ว่ามันจะมีเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวพันกับฮองเฮา เมื่อมันกลับมายังตำหนัก โจวฉีหมิงกลับพบว่าผู้ที่อยู่ในตำหนักหาใช่จางฮองเฮาไม่ เรื่องนี้ทำให้มันประหลาดใจจนคาดคิดไม่ถึงจริงๆ ช่างเป็นเหตุการณ์ที่ซับซ้อนจนเดาได้ยาก มันจึงถอนลมหายใจอย่าหนักแน่น ใบหน้าของมันคลายความกังวลลงเล็กน้อย

"หากนี่คือความจริงเราคงไม่ต้องกังวลเรื่องใดมาก ในเมื่อท่านอ๋องตรัสว่าให้พวกเราดูแลฮองเฮาอย่าได้ให้มดปลวกมายุ่มย่ามกับนาง ในเมื่อมดปลวกนั้นมิได้มายุ่มย่ามกับนาง แม่นางน้อยผู้นั้นเองก็มีความฉลาดที่เราคาดไม่ถึง ในเมื่อนางรับมือกับฮ่องเต้ในเรื่องนี้แล้ว เราควรทำตัวให้เป็นปรกติและรอดูเหตุการณ์นี้อย่างเงียบๆ" คำกล่าวของกัวเจียถงล้วนปลอดโปร่ง

"แต่พี่ใหญ่ แล้วยามนี้นายหญิงอยู่ที่ใดเล่า หากฮ่องเต้จับได้ว่านางกำนัลสวมรอยเป็นฮองเฮาเสียเอง นี่มิได้มีเพียงแค่นางที่เดือดร้อน ย่อมรวมถึงเราทั้งสองและทหารองครักษ์รักษากาลที่เฝ้ายามอยู่หน้าตำหนักเหิงในยามเช้า! ข้าเกรงว่าความคิดนี้มิได้เป็นเรื่องที่ดีเลย"

กัวเจียถงมองใบหน้าแตกตื่นของสหายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันเองย่อมรู้ดีว่าการกระทำของนางกำนัลฝูนั้นสิ้นคิดเกินไป ทว่าเจียถงเองก็เป็นบุรุษที่มีความรู้กว้างขวาง แม้ในบางครั้งมันมักจะทำตัวโง่เง่าก็ตาม

กัวเจียถงตบไหล่แกร่งของโจวฉีหมิงปักๆ กล่าวด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า "ผู้น้อง เจ้าไม่สังเกตบ้างเลยหรือ? นางกำนัลฝูผู้นั้นเรามิอาจตรวจสอบพลังปราณของนางได้เลย แต่แววตาและท่าทางของนางนั้น อดีตล้วนต้องเคยฝึกวรยุทธมาก่อน ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เรามิอาจตรวจสอบพลังปราณของนางได้ ผู้อื่นย่อมเข้าใจว่านางเองต้องมีพลังปราณในธาตุทองอย่างมิต้องสงสัย ทุกสิ่งล้วนถูกกำหนดเอาไว้โดยที่เรามิอาจล่วงรู้ ปล่อยให้มันเป็นไปตามสมควรที่ควรจะเป็นเถิด"

คำเตือนของกัวเจียถงดุจดั่งสายน้ำอาบร่าง อารมณ์ร้อนของโจวฉีหมิงจึงคลายลง ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้ารับฟัง

กัวเจียถงเห็นว่าสหายอารมณ์เย็นลงแล้วมันจึงเผยรอยยิ้มประหลาดพิกล  พลางตบไหล่ร่างสูงพร้อมกับกล่าวคำอย่างนึกห่วง

"เฮ้อ! เจ้าเอาแต่ห่วงใยผู้อื่นแต่ตัวเจ้ากลับไม่ห่วงตัวเจ้าเอง พู่จินหยงมีพลังปราณสูงกว่าเราอยู่หลายระดับ วิทยายุทธในการตรวจสอบลึกล้ำเพียงใดเจ้าเองก็น่าจะรู้ แต่เจ้ากลับบุ่มบ่ามเข้าไปเยี่ยงนี้มิเท่ากับรนหาที่ตายรึ"

โจวฉีหมิงเห็นท่าทางตำหนิของสหายจึงมีสีหน้าที่สลดลง มันกล่าวตอบด้วยความรู้สึกผิด "ข้าขอโทษ"

กัวเจียถงเพียงทอดถอนลมหายใจ มันตบไหล่แกร่งของโจวฉีหมิงอีกครั้งก่อนที่พวกมันจะกลับไปยังหน้าประตูตำหนัก ยืนเฝ้าเวรยามด้วยสีหน้าเรื่อยเฉื่อยเป็นปรกติ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าวุ่นวายเกิดขึ้น...

เทียนฟงเองก็ได้กลับตำหนักหลังจากที่ชายหนุ่มได้จัดการกับบางสิ่ง...

กว่าจะกลับมายังตำหนักท้องฟ้าก็ถูกอาบด้วยน้ำหมึกสีดำสนิทเสียแล้ว ตัวมันรู้สึกผิดยิ่งนักที่ปล่อยให้หยวนลี่อยู่เพียงลำพังในห้องลับ ไม่รู้ว่าในยามนี้การฝึกฝนของนางเป็นไปในระดับใด แต่ด้วยความรู้สึกละอายแก่ใจจึงรีบร้อนกลับเข้าตำหนักบรรทมไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น หวังเพียงแค่เห็นหน้าหญิงสาวให้ชื่นใจเพียงเท่านั้น

ทว่าไม่ทันย่างก้าวเข้าไปในตำหนักอย่างรีบร้อน รุ่ยซีถิงก็ได้สืบเท้าเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว "ท่านอ๋อง"

เงามืดได้ทาบทับร่างสูงอันแข็งแกร่งดั่งภูเขาน้ำแข็งที่กำจายไปด้วยรังสีฆ่าฟังอย่างรุนแรง ขันทีชราได้กลิ่นแม้กระทั่งความตายที่โอบล้อมอาภรณ์สีดำปักลายมังกรของท่านอ๋อง เพียงสัมผัสความลี้ลับอันน่าพรั่นพรึง ไม่ต้องคาดเดาไปต่างๆ นาๆ ก็รู้โดยสัญชาตญาณว่า ในค่ำคืนนี้คงไม่พ้นมีสถานที่ใดที่หนึ่งได้นองเลือดท่ามกลางแสงจันทร์แห่งโลหิตเป็นแน่

รุ่ยซีถิงมิได้มีท่าทีตกตะลึงหรือยำเกรงในกลิ่นอายของความตายนั่นแต่อย่างใด เมื่อเห็นความเย็นชาได้หยุดรอ มันจึงไม่เอ่ยยืดเยื้อให้ท่านอ๋องต้องขุ่นเคืองพระทัย กล่าวอย่างรวบรัดและได้ใจความสำคัญว่า ยามนี้ฮ่องเต้หันกลับมาสนใจจางฮองเฮาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็กราบทูลตามที่มันได้สั่งให้คนไปสอดแนมมาอีกทอดหนึ่ง

"ในความเข้าใจผิดว่านางกำนัลฝูคือจางฮองเฮา ข้าน้อยคิดว่าฮ่องเต้คงกำลังเคลื่อนไหวกระทำบางสิ่ง จึงให้เอี้ยนเอ๋อปลอมเป็นนางกำนัลรับใช้ข้างกายเพื่อเข้าไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวฮ่องเต้พะยะค่ะ ในอีกไม่ช้าคงได้รู้จุดประสงค์ที่แท้จริง"  

ในแววตาที่ยังหลงเหลือความอัมหิตได้ปรายตามองรุ่ยซีถิงที่ก้มศีรษะลง

การกระทำของขันทีชราล้วนเด็ดขาดและรอบคอบเสมอ เทียนฟงมิได้คิดตำหนิหรือกริ้วโกรธที่รุ่ยซีถิงได้ทำลงไปโดยพลการ ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าตอบ "อืม" อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักลงดาลประตูอย่างแน่นหนา เหลือเพียงรุ่ยซีถิงที่ยืนรอคอยคำสั่งของผู้เป็นนายอย่างโดดเดี่ยว

ไม่ว่าอย่างไร มันเองก็อยากได้รับคำยืนยันว่าในสิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นเป็นที่พึงพระทัยต่อท่านอ๋อง แต่การปิดประตูอัดหน้าด้วยท่าทางที่ไม่แยแสกันเยี่ยงนี้ ทำให้จิตใจของชายชรารู้สึกห่อเหี่ยวนัก! ใบหน้ายับย่นซึ่งมากด้วยประสบการณ์ได้เงยหน้าท้าแสงจันทร์พลางยิ้มขื่น

ฮึ่ย!.... อดเห็นสีหน้าเย็นชาที่มีความหึงหวงต่อบุปผางามเลยเชียว!

"อ๋องน้อยของข้าโตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่แปลกอันใดที่จะเก็บอารมณ์ร้อนได้เยือกเย็นถึงเพียงนี้..."

เมื่อคิดคำรบหนึ่งก็ถอนลมหายใจคราหนึ่ง รุ่ยซีถิงจากไปพร้อมความผิดหวัง

เสียงฝีเท้าได้คุกคามท่ามกลางความเงียบอันเย็นเยือก ทุกย่างก้าวของเทียนฟงล้วนเปี่ยมไอทะมึนเยี่ยงการคุกคามของลมมรสุมอันปั่นป่วน หลังจากที่หยุดอยู่หน้าประตูห้องลับ ร่างสูงจมอยู่ภายใต้ความเงียบสงบ ที่แม้แต่เสียงลมหายใจยังเยือกเย็นดั่งลมหนาว ในร่างสูงเด่นเป็นสง่าดุจปราการ ราวกับว่ามันจะถล่มทลายลงมาเสียให้ได้

ฮึ่ม... เจ้าหลานชายตัวดีของข้าช่างบังอาจไม่กลัวตายยิ่งนัก หลังจากที่กำจัดเหยียนเหวินจวี้แล้ว มันจะเป็นศพต่อไป...

เทียนฟงคิดในใจด้วยความกรุ่นโกรธ เพียงผ่านไปครู่หนึ่งจึงสามารถระงับอารมณ์ร้อนให้เย็นลงได้

ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้อ่อนโยนดุจสายน้ำ เปลี่ยนภาพพจน์ของพญามัจจุราชกลับกลายเป็นเพียงบุรุษรูปงามมากเสน่ห์ผู้หนึ่ง เมื่อผลักประตูเข้าไป แสงสว่างภายในเผยให้เห็นร่างบอบบางของโฉมสะคราญ มีความน่ารักน่าทะนุถนอมอยู่ในอิริยาบถที่น่าสงสัย

เทียนฟงย่างสามขุมเข้าไปด้วยฝีเท้าที่เบากริบ แม้หยวนลี่มีประสาทสัมผัสที่ว่องไวเป็นเลิศยังมิอาจรับรู้การมีตัวตนที่คุกคามเข้าใกล้

เมื่อหยุดยืนอยู่เบื้องหลังหญิงสาว ร่างสูงได้โค้งตัวลงเพื่อมองดูว่านางกำลังนั่งงมสิ่งใด

โป๊ะ!

ลูกเหล็กที่เทียนฟงได้ทิ้งไว้เพื่อให้หยวนลี่ได้ทำความเข้าใจกับมั่น ถูกนิ้วเรียวดีดเสียจนกระเด็น

ในแรงส่งจากนิ้วเรียวยาวและเรียบเนียนดั่งหยก ลูกเหล็กที่พุ่งตรงไปยังก้อนกลมที่นอนแน่นิ่งมันได้กระทบเข้าหากันอย่างรุนแรง เสียงดังชัดเจน คล้ายดั่งเสียงดนตรีฟังดูแล้วกังวานไพรเราะและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

หญิงสาวในท่าทางตลกลุกขึ้นจากจุดที่นางย่อกายดีดลูกเหล็ก เคลื่อนกายติดตามลูกกลมๆ ที่นางได้ดีดออกไป จากนั้นก็ใช้ลูกเหล็กที่อยู่ใกล้ๆ กันในบริเวณพุ่งเป้าหมายเพื่อดีดมันอีกครั้ง สีหน้าและแววตาของนางมีความสนุกสนานระคนเบื่อหน่ายอย่างมิอาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด แต่การกระทำและสีหน้าทะเล้นน่ารักของนางกลับสามารถสะกดข่มความเย็นชาของผู้คน

เทียนฟงเผยรอยยิ้มขบขัน เขาเอ่ยถามอย่างสงสัย "ที่รักกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ?" คำถามของเขาทำให้ผู้ที่จดจ่ออยู่เพียงแค่วัตถุก้อนกลมต้องสะดุ้งเฮือก

หยวนลี่เงยหน้าขึ้นมองในขณะที่ร่างกายยังคงนั่งยอบกายงองุ้ม 

เมื่อเห็นเทียนฟงมองนางพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามก็ให้รู้สึกขายหน้ายิ่งนัก นางเก็บลูกเหล็กกลับเข้าไปในแหวนมิติ รีบลุกขึ้นเดินอ้อยอิ่งเข้ามาหาชายหนุ่ม 

ในขณะที่ก้าวเท้าก็ลอยหน้าลอยตาตอบอย่างไม่ใส่ใจ

"ข้ากำลังฝึกความแม่นยำจากลูกเหล็ก เมื่อก่อนตอนที่ข้ายังเด็กๆ ก็ฝึกฝนแบบนี้บ่อยๆ จนข้าได้รับการขนานนามว่าเป็นนิ้วเทพเทวะ ไม่มีลูกแก้วใดที่ไม่ถูกข้ากินเรียบ..." 

เมื่อกล่าวจบก็กระแอมแกล้งไออย่างขัดเขินก่อนจะเงยหน้ามองเทียนฟงด้วยสายตาขุ่นเคือง เอ่ยถามเปลี่ยนเรื่องว่า "ท่านบังอาจขังข้าเอาไว้ในห้องลับ! นี่เป็นเหตุผลที่ท่านตุนขนมมากมายเอาไว้ที่นี่"

บัดซบเอ๊ย! ดูเหมือนข้าจะบ้าจี้กินมันต่างข้าวจนเเทบจะสำรอกออกมาเป็นน้ำตาลอยู่เเล้ว หากมิได้รับคำตอบที่ดีว่าเหตุใดจึงทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง ในวันนี้ได้มีมวยเเน่!

 หยวนลี่คิดอย่างเดือดดาล

เทียนฟงเห็นท่าทางเอาเรื่องของหยวนลี่แล้ว นี่ยิ่งกลับเพิ่มความน่าเอ็นดูในตัวหญิงสาวมากยิ่งขึ้น 

ชายหนุ่มพยายามเก็บกลั้นรอยยิ้ม เผยเพียงสีหน้าหม่นเศร้าด้วยความสำนึกผิด กล่าวว่า "ข้ามิได้มีเจตนาขังเหมยลี่เอาไว้ในห้องลับ ทว่าห้องลับห้องนี้ใช้พลังปราณในการเปิดปิดประตู ก่อนจากไป ข้าลืมบอกเจ้าในเรื่องนี้"

หยวนลี่กอดอกมองเทียนฟงอย่างไม่เชื่อ

ชายหนุ่มเห็นเเววตาเชือดเฉือนของนางมองมาอย่างเคลือบเเคลงใจ จึงเอ่ยเเก้ตัวอย่างรู้ทัน "ข้ามีบางสิ่งที่ต้องจัดการกระทันหัน เหมยลี่โปรดอภัยให้คนโง่เขลาเยี่ยงข้า รับลองว่ามันจะไม่มีครั้งที่สอง" เทียนฟงกล่าวอย่างหนักเเน่นจริงจัง

หยวนลี่มีใบหน้าเคร่งขรึม นางมองเทียนฟงดั่งภรรยาเอกที่จ้องจับผิดสามีในเรื่องเล็กน้อย

ทั้งวันนางพยายามผลักประตูออกไป และพยายามหาของมีคมในแหวนมิติเพื่องัดประตู 

ประตูสำริดที่ทั้งใหญ่โตและแข็งแกร่งกลับไม่สะเทือนเลยสักกระผีก

ทีเเรกกะว่าจะเเอบหนีเทียนฟงในระหว่างรอชายหนุ่มไปลองวิชาภายนอก เมื่อรู้ว่าถูกขังหญิงสาวจึงเหมือนเก็บกลั้นความโดดเดี่ยวเเละความน่าเบื่อเอาไว้จนถึงขีดสุด

ในความขุ่นเคืองของนางทำให้ใบหน้างดงามดั่งบุปผาที่เฉยชามาโดยตลอดง้ำง้ออย่างระงับได้ยาก นี่กลับเพิ่มความพึงพอใจในอากัปกิริยาอันสดใสสมวัยให้เทียนฟงรู้สึกเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น

ทว่า... ต่อให้หยวนลี่โกรธเคืองชายหนุ่มมากเพียงใด นางไม่สามารถหาคำด่าทอให้หนังหน้ารูปงามบุรุษสะเทือนได้เลย ย่อมเป็นนางที่รู้สึกโง่เขลาด้วยความไม่รู้ถึงคุณสมบัติที่แฝงเร้นอยู่ในดินแดนปราณเทพยุทธ ในความไม่รู้นางจึงไม่อยากปล่อยไก่ตัวโตออกมาอีก

หยวนลี่เก็บความหงุดหงิดเอาไว้ภายใน ก่อนจะเร่งเร้าให้เทียนฟงถ่ายทอดเคล็ดวิชาลูกเหล็กให้แก่นาง 

ในพื้นฐานที่เทียนฟงได้สอนนางก่อนออกไปในยามเช้านั้น ช่างง่ายดายจนเกินไป เพียงกะน้ำหนักในการส่งแรงดีดของลูกเหล็ก ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้แม้ไม่เคยใช้มันมาก่อน ในส่วนของหยวนลี่ นางเคยดูหนังจอมยุทธมาบ้าง ในทริคของการแสดงนางล้วนเรียนแบบจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ นี่นับได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อที่สุด ดังนั้น หยวนลี่จึงปรารถนาข้ามขั้นเพื่อเรียนรู้เคล็ดวิชาที่หยั่งลึกอยู่ในสมองของเทียนฟงต่างหากเล่า!

เทียนฟงมองความกระตือรือร้นของหยวนลี่ ในอิริยาบถไพล่หลังเขาได้กล่าวถามนางด้วยรอยยิ้ม "เหมยลี่สามารถเรียนรู้กระบวนท่าในคัมภีร์ได้ทั้งหมดแล้วหรือ?" 

แววตาที่มองนางช่างกระจ่างใส และมองหญิงสาวได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

หยวนลี่ถึงกับหน้าเจื่อน นางหลบสายตาและกล่าวอย่างเก้อเขิน

"กะ ก็พอได้บ้างแล้ว" นางมีท่าทางอึกอัก "หากไม่เชื่อท่านจะลองประมือกับข้าหรือไม่?" 

เมื่อเงยหน้าท้าทายในแววตามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เทียนฟงมิได้จงใจยั่วยุให้นางต้องทนฝืนประมือกับเขา ชายหนุ่มย่อมรู้ดีในความสามารถของหญิงสาว

การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของหยวนลี่นับได้ว่ายังห่างชั้นกับคำว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ยังนับได้ว่าดีในระดับหนึ่ง แม้ความสามารถของหยวนลี่จะห่างไกลจากเทียนฟงอยู่หลายขุม ทว่าในความรักอย่างลึกซึ้ง มันจึงอยากจะเอาใจหญิงสาวให้นางมีความหวัง จึงตกปากรับคำโดยมิได้บ่ายเบี่ยง

นี่เป็นเพียงการฝึกซ้อมระยะสั้น เทียนฟงมิได้ตั้งความหวังต่อหยวนลี่เอาไว้มากมายนัก หากในระยะยาว ชายหนุ่มคงมิอาจคิดดูถูกฝีมือวรยุทธและวิทยายุทธของหยวนลี่ได้

แม้ชายหนุ่มจะสูญเสียพละกำลังและพลังปราณไปถึงสองส่วนจากการทำภารกิจลับของตนเอง แต่สำหรับเหมยลี่ ต่อให้เขาเหน็ดเหนื่อยเพียงใดชายหนุ่มเพียงยิ้มรับหญิงสาว และหวังใช้ตนเองเป็นกระสอบทรายให้นางทุบเล่นในคืนนี้เท่านั้น

ในคืนที่แตกต่างจากเมื่อวาน หยวนลี่สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าจากเทียนฟง แต่นางกลับมิได้สนใจ ในท่วงท่าเคล็ดวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่ไหลบ่าออกมาจากคัมภีร์ กอปรกับระหว่างที่นางรอคอยอ๋องหนุ่มผู้นี้ได้ทำให้นางฝึกฝนด้วยตนเอง

นางมั่นใจเต็มร้อยว่าสามารถล้มพญามัจจุราชน้ำเเข็งได้ด้วยมือเปล่า...

ความเลือดร้อนของจิตวิญญาณชายหนุ่มหวังเพียงอยากเล่นงานเทียนฟงให้รู้สำนึก เมื่อเพลาผ่านไปหลายชั่วยาม ร่างกายสูญเสียพละกำลังและพลังปราณในการขับเคลื่อนแรงกาย แต่กลับมิอาจทำอันตรายใดๆ ต่อเทียนฟงได้แม้แต่ปลายเล็บทำให้หยวนลี่ถอดใจ

การล้มเทียนฟงด้วยความสามารถอันต่ำต้อย นับว่าเป็นความโง่เขลา!

เมื่อถึงรุ่งเช้าวันใหม่ ทั้งนางและเทียนฟงต่างเหน็ดเหนื่อยทิ้งกายแนบชิดอยู่บนแท่นหยกอย่างหมดเรี่ยวแรง หยวนลี่มิได้สนใจความต่างเพศของพวกเขาอีกแล้ว เพียงสามารถขัดขาเทียนฟงให้ล้มลง ตัวนางทิ้งกายลงเคียงข้างหลับตาก็เฝ้าโจวกงอยู่บนท่อนแขนแกร่งของเทียนฟงที่ใช้แทนหมอน

ในเช้าที่บรรยากาศสดใส ช่างเป็นการพักผ่อนในครั้งแรกที่เทียนฟงรู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก

หลังจากที่หยวนลี่หลับลึกลงไปแล้ว ชายหนุ่มฉวยโอกาสขยับเข้าไปใกล้นางอีกนิด วาดวงแขนโอบกอดร่างกายอันบอบบางของนางเอาไว้ด้วยความหวงแหน ความอบอุ่นของพลังหยินหยางในชายหญิง ต่างครอบคลุมร่างกายพวกเขาให้อบอุ่นดั่งฤดูวสันต์...

อีกฟากหนึ่งในเมืองหลวงต้าหลง เพียงแรกแสงอรุณ จวนผู้ช่วยผู้ตรวจการเมืองฉูในเขตเหนือเกิดเรื่องวุ่นวายไม่คาดฝัน ผู้คนในจวนและทหารยามรักษากาลทั้งหมดล้วนถูกฆ่าตายห้าสิบหกศพ ต่างไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์ให้เห็น

ในจวนถูกอาบด้วยโลหิตและเศษเนื้อมนุษย์ที่กระจัดกระจายเกลื่อน ในที่นั้นมีศพของกัวหลีหว่านที่ร่างกายดูเหมือนจะสมบูรณ์ที่สุด ทว่าสภาพศพของมันกลับถูกหนอนด้วงปีศาจที่พบได้เพียงแค่ในเขตป่าอสูรชอนไชอยู่ที่ลำไส้จนทะลัก ใบหน้าของมันมีความหวาดกลัวจนตาเบิกค้าง ขากรรไกรปากของมันดั่งถูกง้างให้ต้องกลืนกินหนอนด้วงปีศาจนี่ทั้งเป็น!  

ช่างเป็นภาพที่โหดร้ายเเละน่าสมเพศเวทนาของคนตระกูลกัว

ผู้คนต่างกล่าวขานว่านี่เป็นฝีมือของปีศาจที่ปรากฏกายในคืนจันทร์โลหิต มิมีผู้ใดกล้ากล่าวขานนามของมันที่แท้จริง หลงเหลือไว้เพียงความฉงนว่าเพราะเหตุใดกัวหลีหว่านจึงถูกสังหารอย่างทารุนล้างชั่วโคตร...

 

 

 

 

 

 

 


-----------------------------------------------------------------------------

แฮ่... อัพตอนนี้แล้วรู้สึกเหนื่อยจัง 

เหมือนโรคจิตอ่อนๆ ที่ชอบมานั่งรีไรท์ตอนตีหนึ่ง ปั่นเสร็จละก็รีไรท์เลยประมานนี้ พอมาอ่านทวนก็ง่วงตาจะปิด อะฮืออออ,, เเต่ก็อัพนะถึงจะง่วงๆ  ผิดพลาดส่วนไหนขออภัยด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

1,104 ความคิดเห็น

  1. #1049 SuperNova (@changemoo) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 23:57
    ฝู่ลี่จะโดนทำอะไรไหมเนี่ย
    ปล.บันดาล รัศมี เบี้ยรองบ่อน 

    #1049
    0
  2. วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 18:14
    ฝูลี่คนสนิดของหยวนลี่ก็โดนฮ่องเต้จ้าวถางกินไปแล้วดิ สงสารเนอะ
    ถ้าฝูลี่ไม่โดนกิน มาเจอหยวนลี่นางก็ต้องโดนหงาบแระหว้า สวยงามล่มเมืองขนาดนั้นถ้าฮ่องเต้จ้างถางมาเจอคิดหรอถ้ามันจะไม่กิน
    #1023
    0
  3. #684 Lด็nlxม่ (@uoupoptot) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 / 11:59
    "เค้าโครง" เขียนแบบนี้นะคะ
    #684
    1
    • #684-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 27)
      13 พฤศจิกายน 2559 / 15:00
      ขอบคุณค่า
      #684-1
  4. #586 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 13:01
    ฮ่องเต้เข้าใจว่าฝูลี่เป็นหยวนลี่ เซ็ง อ่ะแบบนี้ ???? อยากให้ได้เจอหยวนลี่ตัวจริงมากกว่า น่ะค่ะไรท์รีดเดอร์ร้องงงงงงงงงงงงง...
    #586
    0
  5. #470 Good (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 20:59
    ภาษาสวยมากกกกกก ปริ่มมากค่ะอัพบ่อยๆนะ
    #470
    0
  6. #468 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 23:09
    ขอบคุณครับ
    #468
    0
  7. #464 orange-candy (@orange-candy) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 20:44
    สารชั่วจ้าวถาง
    #464
    0
  8. #455 Maya (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 16:14
    นางเล่นดีดลูกแก้วรอท่านอ๋อง 55555
    #455
    0
  9. #454 NongYingNutty (@haruminilove) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 16:03
    เมียตัวเองก็จำไม่ได้ 55555
    #454
    0
  10. #441 JikkoHza Xuounoy (@jikkoh-sanrio) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 11:45
    กำลังสนุกเลยค่ะ รีบมาต่อนะค่ะ
    #441
    0
  11. #440 anfield3345 (@anfield3345) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 09:05
    อยากได้อีกตอนๆๆ แง่งงง
    #440
    1
    • #440-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 27)
      13 ตุลาคม 2559 / 10:00
      ต้องช่วยกันคอมเม้นดันนิยายกันเยอะๆ ผู้เขียนจะได้กระเตื้องค่ะ อิอิ
      กำลังปั่นอยู่คร่าาาาา 😄
      #440-1
  12. #439 jitnakpleng (@jitnakpleng) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 03:52
    นางกำนัลฝูจะเสร็จเจ้าถางมั้ยเนี่ย โอ้ยยยยย
    #439
    1
    • #439-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 27)
      13 ตุลาคม 2559 / 10:05
      สงสารความภัคดีของฝูลี่ค่ะ ไม่อยากทำร้ายนางเลยเเต่...
      #439-1
  13. #438 bassjeedjad (@bassjeedjad) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 01:47
    จ้าวถางนี่มันตัวโกงจริงๆ
    #438
    1
    • #438-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 27)
      13 ตุลาคม 2559 / 10:03
      สารชั่วสุดๆ
      #438-1
  14. #437 JJLOVEPANG (@pangnoinarug) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 01:19
    รอดูตอนนางเอกมีใจให้. 555
    #437
    1
    • #437-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 27)
      13 ตุลาคม 2559 / 10:03
      นี่ก็รออยู่ค่ะ เเต่... นางอาจจะมีใจแล้วเเต่ยังไม่รู้ใจตัวเองก็ได้นา นางเเมนนี่เนอะ คนเเมนๆ จะรักผู้ชายด้วยกันได้ไง๊😂
      #437-1