ตอนที่ 28 : ตอนที่26 ลูกเตะฮองเฮา 19/ต.ค./59

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2514
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    8 ธ.ค. 59









- 28 -





ข่าวการตายของกัวหลีหว่านมาถึงพระกรรณฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว...

ไม่มีผู้ใดรู้ต้นสายปลายเหตุการณ์ตายที่เเท้จริง หนึ่งวันให้หลัง เมื่อเหล่าเสนาอำมาตย์นำเรื่องนี้ทูลฟ้อง ฮ่องเต้กลับทำทีเฉยเมย มิหนำซ้ำยังตำหนิกัวหลีหว่านต่อหน้าเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ 

"กัวหลีหว่านเป็นขุนนางที่ชอบสอพลอ คิดว่านี่คงเป็นเรื่องความบาดหมางภายนอกมันไม่เกี่ยวอันใดกับข้า ให้เป็นไปตามกระบวนกฎหมายของแคว้นต้าหลงก็เเล้ว" 

ในเรื่องนี้ทำให้ราชสำนักเกิดความวุ่นวายอันคาดไม่ถึง

เหยียนเหวินจวี้เกิดความขุ่นเคืองอย่างมิอาจให้อภัย

ช่วงสายบ่ายคล้อย ฮ่องเต้ได้เสด็จเยี่ยมเยียนพระปิตุลา ณ วังชินอ๋อง 

ท้องฟ้าในวันนี้ค่อนข้างปลอดโปร่งเเละเย็นสบาย เเสงเเดดไม่ร้อนเเรงจนเกินไป มิหนำซ้ำสายลมเหมันต์ยังนำพากลิ่นอายสดใสของหมู่บุปผชาติโชยเข้ามากระทบนาสิกอ่อนๆ กลิ่นหอมจรุงใจบั่นทอนความขุ่นมัวของอารมณ์ให้ผ่อนคลายถึงสิบส่วน 

มีความสงบรื่นเริงอยู่ในสีหน้าเเละเเววตาเเผ่ไมตรีกว้างขวางของฮ่องเต้

เทียนฟงเเละจ้าวถางนั่งเดินหมากล้อมอยู่ที่เรือนเปิดโล่งเหลียนฮัว...

ท่ามกลางสระบัวที่ชูช่อประชันขันเเข่งเเละสายน้ำใสสะท้อนเเสงอาทิตย์ จนเป็นประกายราวเพชรน้ำงาม เมื่อสลักอยู่บนความปราณีของชายหนุ่ม ราวกับรูปภาพงามวิจิตรที่มิอาจบรรยายเปรียบเปรยออกมาเป็นคำพูด

ในเรือนเหลียนฮัวคือตำหนักเรือนไม้กลางสระน้ำที่เปิดโล่งอยู่สามด้าน เสาเเต่ละต้นล้วนสลักลายรูปดอกบัวเกี่ยวพันมังกร เเม้มิได้ประดับตกเเต่งด้วยเครื่องเรือนมากมาย ทว่ารูปสลักบนเสากลับนำความหรูหราบนงานสถาปัตยกรรมชั้นยอดให้ดูโดดเด่นจนน่าตื่นตะลึง ราวกับสะกดข่มจิตใจผู้คนให้รู้สึกลึกล้ำดั่งอยู่ท่ามกลางความสูงส่งเเห่งจิตวิญญาณ 

เมื่อความสูงส่งมาบรรจบกับความเยือกเย็นเเละความสุขุมของท่านอ๋อง ในอาภรณ์สีดำสนิทล้วนนำพาบรรยากาศอันน่ากริ่งเกรงที่สามารถสะกดข่มลมหายใจของผู้คนได้อย่างลี้ลับ ประดุจขุนเขาเเละท้องฟ้าที่นำพาความยิ่งใหญ่มาบรรจบให้ผู่คนรู้สึกสะท้านสะเทือน เว้นเพียงฮ่องเต้ยังสามารถสร้างบรรยากาศเเห่งความรื่นเริงสะกดกลั้นความน่าอึดอัดนี่ลงได้ จึงดูราวกับความเคร่งเครียดคือความสนุกสนานของบุรุษที่กำลังประลองปัญญากันอย่างรื่นเริง

จ้าวถางวางหมากตัวขาวลงบนกระดาน เเววตาอันเฉียบคมของมันมองพิจารณาตัวหมากที่เรียงรายเต็มกระดานไปหมดด้วยอารมณ์สบายๆ เมื่อไม่สามารถเดินหมากต่อไปได้ มันจึงกล่าวอย่างอับจนหนทาง "หลานเเพ้ท่านอาเเล้ว การเดินหมากของท่านอาช่างล้ำลึกเเละเฉียบคมยิ่งนัก หลานมิอาจต่อกรได้เลย" ว่าพลางทอดถอนลมหายใจราวกับผิดหวังในความสามารถของมันเอง

ต้าหลงเทียนฟงมีสีหน้าสงบดั่งผิวน้ำอันเย็นเยียบ ไม่รีบร้อนที่จะกล่าว "ฮ่องเต้กล่าวถ่อมตัวเกินไปเเล้ว เป็นเจ้าที่อ่อนข้อให้ข้า วิธีการเดินหมากของจ้าวเอ๋อหากข้าประหมาดไปสักนิดก็คงพ่ายเเพ้อย่างหมดรูป กลยุทธ เเสร้งเเพ้เพื่อจับกิน ของเจ้านับได้ว่าล้ำลึกกว่าข้านัก" 

ใบหน้าหล่อเหลาอันธรรมดาของจ้าวถางมีเเววซีดเซียวลงชั่วขณะหนึ่ง

คำเน้นย้ำ "เเสร้งเเพ้เพื่อจับกิน" ให้ความหมายลึกซึ้งดั่งจงใจงัดเอาความชั่วช้าขึ้นมา

มันสามารถปรับสีหน้าเเละอาการของมันให้อ่อนโยนลงได้ เเต่มันมิอาจพ้นสายตาผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้าม 

เทียนฟงเพียงเก็บงำสายตาเเละลอบมองอาการของมันอย่างลับๆ ด้วยวิธีการก้มลงละเลียดจิบน้ำชาด้วยอิริยาบถผ่อนคลาย เเม้เเต่ความเรียบง่ายในการดื่มน้ำชาของเขายังสามารถเอาชนะความสูงส่งของฮ่องเต้ให้กดต่ำลงไปมากยิ่งขึ้น

จ้าวถางกำหมัดเเน่น รอยยิ้มกว้างขวางของมันล้วนเก็บกลั้นเอาไว้

เมื่อดวงตาคมปราบดั่งพญาอินทรีดุร้ายชำเลืองมองหลานชาย ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาดั่งสลักเสลาจากหยกมีรอยยิ้มคล้ายดั่งปีศาจ

ในพลังลี้ลับที่มองมา ทำให้ผู้ที่ถูกมองรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวราวกับมดนับพันรุมไต่ไปตามร่าง

"ท่านอา... จ้าวเอ๋อไร้เดียงสามิรู้ว่าท่านอาหมายความเยี่ยงไร ข้าเพียงวางหมากไปตามความรู้สึกเท่านั้น" น้ำเสียงมีความสั่นกลัวโดยไม่ปกปิด

 ในยามที่อยู่ต่อหน้าเทียนฟงชินอ๋องผู้มีศักดิ์เป็นอา จ้าวถางมักทำตัวไร้เดียงสานับตั้งแต่ยังเล็ก แต่ไม่ว่ามันจะปกปิดความชั่วช้าในจิตใจเพียงใด ผู้ที่เฝ้าดูมันอย่างลับๆ ย่อมรู้จักนิสัยใจคอมันเป็นอย่างดี

เทียนฟงขยับกายด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย รอยยิ้มของเขาอ่อนลงอยู่หลายส่วนมีความเย็นชาเจือในน้ำเสียง "ในวันนี้ที่เจ้ามาพบข้ามิใช่ว่ามาเพราะเรื่องกัวหลีหว่านหรอกหรือ?" ในขณะที่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ นิ้วเรียวยาวก็ค่อยๆ หยิบตัวหมากเก็บใส่ภาชนะ

คำถามของเทียนฟงล้วนตรงไปตรงมา ตรงประเด็นราวกับโยนมีดพุ่งใส่กลางอกผู้ที่ได้ชื่อว่าฮ่องเต้

จ้าวถางมีสีหน้าปั้นยาก ความหวาดวิตกของมันได้พุ่งขึ้นมาถึงคอหอย

ไม่ว่าเรื่องใดที่จ้าวถางคิด เทียนฟงมักรู้ทันเสมอแต่ทว่าในครานี้อ๋องหนุ่มย่อมต้องคาดในสิ่งที่มันกำลังคิดไม่ถึงอย่างแน่นอน เมื่อคิดเช่นนั้น ภายในใจก็กระหยิ่มยิ้มย่องผ่อนคลายความรู้สึกอันซับซ้อน มันถอนลมหายใจออกมาคำรบหนึ่ง "ท่านอาช่างรู้ใจจ้าวเอ๋อยิ่งนัก ที่จ้าวเอ๋อมาในวันนี้ก็เพราะเรื่องกัวหลีหว่าน ในตำแหน่งที่ยังว่างเว้น หลานคิดว่าจะคัดเลือกผู้มาแทนตำแหน่งโดยการสอบ"

เทียนฟงหยุดชะงักมือที่กำลังหยิบตัวหมาก สายตานิ่งสนิทได้มองลึกลงไปในแววตาเป็นปรกติของจ้าวถาง ในใจก็คิดยิ้มเยาะให้กับความเสแสร้งเป็นคนดีของมัน ในเมื่อมันเเสดงปาหี่เป็น เหตุใดเทียนฟงจะทำไม่เป็นเล่า 

ก็เเค่คนไม่เอาไหนคนหนึ่งที่กำลังอวดความยิ่งใหญ่ของตนเอง

อ๋องหนุ่มเเสร้งพยักหน้าแล้วจึงตอบ "อืม" ด้วยท่าทางที่ไม่ใส่ใจ เมื่อจ้าวถางมองประเมินมัน เห็นความไม่แยแสที่แสดงออกก็ให้นึกหงุดหงิด อดมิได้ที่จะกล่าว

"แต่ในเรื่องนี้ทำให้หลานรู้สึกสงสัยยิ่งนัก การตายของกัวหลีหว่านไม่มีผู้ใดเลยที่ได้ยินแม้แต่เสียงกรีดร้องของมัน หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวของมือสังหาร รอบๆ จวนผู้ช่วยผู้ตรวจการเมืองเองก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดปลูกเรือนอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง ผู้คนเหล่านั้นล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธในระดับปราณยุทธขั้นกลางทั้งสิ้น จึงนับว่าเป็นการยากที่คนร้ายจะลงมือได้อย่างอุกอาจ การตายของกัวหลีหว่านจึงล้วนเป็นปมปริศนาที่มิอาจไขข้อสงสัย คาดว่านักฆ่าเหล่านั้นย่อมต้องเป็นผู้ฝึกยุทธในระดับชั้นปราณยุทธขั้นสูงขึ้นไป เเต่ข้ากลับคิดไม่ออกเลยว่าเป็นนักฆ่ากลุ่มใดกัน"

กลุ่ม? ฮ่องเต้พยายามเลี่ยงสงสัยเทียนฟง โดยใช้คำว่ากลุ่มนักฆ่า ช่างฉลาดหาหนทางจับผิดผู้อื่นยิ่งนัก คนอย่างเทียนฟงไม่ชอบให้ใครมาเเย่งผลงานอันเหี้ยมโหดของมัน ย่อมต้องไม่พอใจในคำถามนี่อย่างเเน่นอน อ๋องหนุ่มจะคายมันออกมาเองในไม่ช้า เเต่มันกลับไม่ทันคิดว่าเทียนฟงได้ไล่ต้อนให้มันจมลงไปในโคลน

นี่ไม่จำเป็นเลยที่จ้าวถางจะเอ่ยคำให้ยืดเยื้อ "มิใช่ว่าเจ้ากำลังสงสัยข้าหรอกหรือ?" เทียนฟงยิ้มกว้างเมื่อได้ฟังความเคลือบเเคลงใจจากฮ่องเต้ ใบหน้าอ๋องหนุ่งจึงดูตลกพิลึกพิลั่นราวกับความเย็นชาที่กำลังเผยรอยยิ้ม ไม่ต่างอันใดกับปีศาจที่กำลังข่มขวัญให้ผู้คนเกรงกลัว การเผยรอยยิ้มของเทียนฟงล้วนเป็นสัญญาณอันตราย

จ้าวถางมองเทียนฟงอย่างระมัดระวังก่อนจะรีบกล่าวแก้ตัว "หลานหาได้คิดเช่นนั้นไม่ ไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะลงมือสังหารกัวหลี่หว่าน..." มันมองเทียนฟงอย่างกล้าๆ กลัวๆ ในขณะที่กล่าว

ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ ในแววตาประกายวาบราวแสงในสระน้ำสะท้อนเข้ามาในดวงตา

ขาข้างหนึ่งของมันได้หย่อนลงไปในเหวเเล้วข้างหนึ่ง ยิ่งมอง ยิ่งเห็นลางห์ร้ายจากรอยยิ้มปีศาจ!

"หากแม้ว่ากัวหลีหว่านทำให้ท่านอาขุ่นเคืองใจจริง นี่ก็สมควรแล้วที่มันจะได้รับผลกรรม" มันกล่าวคำอย่างเย็นชา มีความไม่แยแสในน้ำเสียงเครียดขรึม มือของมันชื้นเหงื่อและกำเเน่นขึ้นโดยมิรู้ตัว

เมื่อมาถึงจุดนี้ คำกล่าวของจ้าวถางเรียกเสียงหัวเราะเย้ยหยันจากเทียนฟง

"ข้าซาบซึ้งในความห่วงใยของเจ้านัก จ้าวเอ๋อ ในเรื่องของกัวหลีหว่าน... ใช่เเล้ว ข้าเป็นผู้สังหารมันเอง"

จ้าวถางเเทบอยากหัวร่อออกมา เป็นดั่งที่มันคาดไว้ไม่มีผิด!

ลมหายใจของมันปลอดโปร่งเเต่ยังคงอัดเเน่นด้วยความไม่สบายใจเมื่อยังเห็นรอยยิ้มลี้ลับไม่อนาทร 

มันมิอาจคาดเดาความคิดของเทียนฟงได้เลย!

เมื่อเห็นว่าเทียนฟงหลงกลในคำยั่วยุของมัน จ้าวถางจึงไล่ต้อนโดยไม่เปิดโอกาสให้กล่าวเเก้ตัว

มันเเสร้งตกใจ "ท่านอา! ท่านสังหารมันด้วยเหตุผลใด?" มีความไม่สบายใจอย่างคาดไม่ถึง "กัวหลีหว่านเป็นขุนนางภายใต้คำสั่งเหยียนเหวินจวี้ ข้าเกรงว่าท่านจะเดือดร้อนหากพวกมันสืบพบ"

เทียนฟงยิ้มเย็นเยียบยังคงไม่อนาทรต่อความห่วงใยฮ่องเต้ 

ชั่วขณะนั้น ได้มีความเหน็บหนาวที่เเทรกลึกลงไปบนผิวกายบุรุษ จ้าวถางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันครุกรุ่น ตัวมันได้เเต่สะท้าน สองมือได้จิกเเน่นลงไปที่หัวเข่าโดยมิรู้ตัว

เทียนฟงปิดฝาภาชนะที่ใส่ตัวหมาก ก่อนจะยกป้านน้ำชาขึ้นจิบ 

เมื่อลดมือลงในระดับริมฝีปากไอร้อนได้บดบังนาสิกโด่งจรดหัวคิ้วคมดั่งกระบี่ มิอาจเห็นสีหน้าที่เเท้จริงในยามที่อ๋องหนุ่มกล่าว นี่ยิ่งสร้างความลี้ลับที่มิอาจประเมิน 

"กัวหลีหว่านฉ้อโกงทรัพย์สินที่ทางราชสำนักส่งไปช่วยเหลือผู้คนที่เขตเหนือ มันไม่เเม้เเต่จะใส่ใจราชโองการ มิหนำซ้ำ ยังยักยอกเงินหลวงจนเมืองเหนือเเร้งเเค้น ผู้คนล้วนเข้าใจผิดว่าฮ่องเต้ละเลยราษฎร พวกมันถึงขนาดสาปเเช่งเเละคิดก่อกบฏ จะให้ข้านิ่งดูดายหรือ?"

สีหน้าจ้าวถางดั่งกินก้อนกรวด

เทียนฟงเห็นมันเป็นเช่นนั้นก็หัวเราะครืน วางป้านน้ำชาลงด้วยท่าทางที่ไม่ใส่ใจ

"ส่วนเบื้องหลังของการยักยอกเงินหลวง ข้าล้วนสืบความได้ว่านี่เป็นความคิดของเหยียนเหวินจวี้ เงินส่วนหนึ่งในระยะสองปีที่ผ่านมามูลค่าหนึ่งล้านทองคำ ล้วนเเบ่งสันปันส่วนไปยังขุนนางน้อยใหญ่ รายชื่อยาวเหยียดเสียจนข้าจดจำมิหวาดมิไหว มันทำให้ข้ารู้ว่าตลอดปีที่ข้าได้ออกไปฝึกยุทธพวกมันบังอาจข่มเหงเจ้า เมื่อข้ากลับมาเเล้วทุกอย่างจะต้องเก็บกวาดให้สะอาด ตัวเจ้าอย่าได้กังวลนัก เพียงทำหน้าที่รักษาตำแหน่งของเจ้าให้มั่นคงก็เพียงพอแล้ว ในอนาคตข้าจะได้ไว้วางใจให้เจ้าครองบัลลังก์ด้วยตนเอง"

ร่างกายจ้าวถางเเข็งค้างดั่งหิน ดวงตาคมกล้ามองความสง่างามในอิริยาบถที่ไม่ใส่ใจ 

ในคำกล่าวของเทียนฟงไม่เเสดงความขุ่นเคืองอันใด หากเเต่เป็นความผ่อนคลายดั่งสายน้ำที่ไหลเอื่อย มีความใจเย็นอย่างคาดไม่ถึง 

จิตใจมันได้ดิ่งลงเหว...

"หลานจะเชื่อฟังท่านอา" ฮ่องเต้หนุ่มกล่าวด้วยดวงตาเหม่อลอย

เทียนฟงแสดงความเหนื่อยล้าออกมาทางสีหน้า "เจ้ากลับตำหนักไปเถิดข้ามีฎีกาที่ต้องสะสางอีกมาก หมากกระดานในวันนี้นับว่าทำให้ข้าได้พักเหนื่อยแล้ว" 

จ้าวถางมีใบหน้าแดงก่ำ มันกัดฟันตอบคำ "หลานไม่รบกวนท่านอาเเล้ว" 

เมื่อฮ่องเต้หนุ่มลุกขึ้นยืน เปรียบดั่งหอบเอาลมมรสุมขนาดใหญ่ออกไปด้วย ไม่มีความอ่อนน้อมในตัวของมันอีกต่อไป ไม่ว่าเรียวคิ้วคมดั่งกระบี่หรือเเม้เเต่ดวงตาดั่งจิ้งจอก ความหล่อเหลาล้วนบิดเบี้ยวจนเเลดูอัปลักษณ์

ทันทีที่พ้นออกมาจากตำหนัก ต่อหน้าพู่จินหยงมันได้ผลุสวาทออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

"น่าเจ็บใจนัก! เป็นมันที่ตัดเเขนขาข้าทั้งหมด สุนัขชั่วช้า!"

ในคำกล่าวของเทียนฟงมีส่วนจริงอยู่ครึ่งเเละไม่จริงอยู่ครึ่ง กัวหลีหว่านมิได้ฉ้อโกงหรือยักยอกเงินในท้องพระคลัง หากเเต่มันถูกใส่ร้ายเพื่อมิให้ความผิดพุ่งตรงมาที่ฮ่องเต้เยี่ยงมันต่างหากเล่า! ในเขตเหนือมิได้เเร้งเเค้น หากเเต่มันคือกองกำลังลับของจ้าวถาง ผู้ฝึกยุทธในระดับปราณยุทธขั้นกลางขึ้นไปทั้งหมด ได้ถูกเทียนฟงเชือดไก่ให้ลิงดู นี่ไม่นับว่าเป็นเยี่ยงไรได้

สารเลว! มันรู้เเม้กระทั่งกองกำลังลับที่ข้าสู้อุตส่าห์ซุ่มซ่อนเอาไว้อยู่นานนับปี!

บัดซบ บัดซบ!

"พรูดดดดดดดดดดดดดด!!!"

"ฝ่าบาท!"

ความโกรธได้พุ่งขึ้นสูงถึงขีดสุดเเห่งลมปราณจนเเตกซ่าน จ้าวถางกระอักเลือดออกมาคำผู้คนล้วนเเตกตื่น ทว่ามันกลับไม่เเยเเสต่อเรื่องเล็กน้อย ใบหน้าบิดเบี้ยวได้เอ่ยสั่งบางอย่างกับพู่จินหยงอย่างเงียบเชียบในขณะที่ขันทีชราช่วยพยุงร่างอันโงนเงน...

วันเพลาผ่านไปรวดเร็วราวม้าขาวกระโดดข้ามล่อง หยวนลี่ใช้เวลาทั้งวันขลุกอยู่กับเทียนฟงภายในห้องลับมาหลายวันแล้ว นับเป็นเวลาที่หายใจรดทิ้งก็นับได้ว่าคุ้มค่าที่สุด

เมื่อนางสามารถใช้เคล็ดวิชาที่เทียนฟงได้ถ่ายทอดให้ได้อย่างคล่องแคล่ว นี่เป็นครั้งแรกที่นางงอแงต่อเทียนฟงเพื่อขอร้องให้มันปล่อยลูกศิษย์เยี่ยงนางกลับตำหนักเหิงด้วยท่าทางน่าเอ็นดู เมื่อความเย็นชาและความหนักแน่นของผู้เป็นอาจารย์ถูกทลายลง เทียนฟงจึงจำใจปล่อยหญิงสาวออกสู่ภายนอกอย่างไม่เต็มใจนัก

สองหนุ่มสาวยืนอยู่หน้าประตูภายในตำหนัก เทียนฟงได้กล่าวย้ำกับหยวนลี่โดยคำสั่ง "เคล็ดวิชาลูกเหล็กและพลังปราณของเหมยลี่ยังไม่อาจหลอมรวมโดยสมบูรณ์ ห้ามซุกซนใช้มันโดยพลการเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่" กล่าวดักคอราวกับรู้ใจ 

หยวนลี่เบะปากกรอกตาสุดเซง

หญิงสาวรับคำอย่างเอื่อยเฉื่อย "ข้ารู้แล้วพี่ชายข้าจะยังไม่ใช้มันในตอนนี้ ข้ายังต้องเดินลมปราณเพื่อปรับพลังของข้าอีก..."

เมื่อได้รับคำยืนยันเทียนฟงจึงพยักหน้ารับคำ เปิดประตูออกไปโดยไร้ความกังวลใดๆ 

แอ๊ดดดด....

ประตูตำหนักบรรทมชินอ๋องถูกเปิดออกในที่สุดหลังจากที่มันถูกลงดาลภายในอย่างแน่นหนา

ขณะนั้นรุ่ยซีถิงได้มายืนรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว มันแอบเงียบหูฟังความเคลื่อนไหวภายใน เมื่อเห็นว่าประตูถูกเปิดออกจึงรีบกระถดกายถอยห่างด้วยความลนลาน

ผู้ที่ก้าวเท้าออกมาภายนอกคนแรกด้วยท่าทางสุขุมคือต้าหลงเทียนฟง ความน่าเกรงขามในอาภรณ์สีดำทำให้ชายหนุ่มยิ่งใหญ่ดุจดั่งขุนเขา ในย่างก้าวแต่ละก้าว ล้วนกำจายด้วยพลังลี้ลับที่ทำให้ผู้คนเขย่าขวัญ 

ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ทอดมองรุ่ยซีถิงที่ได้ยืนอยู่หน้าตำหนักอยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาเมินเฉย

เมื่อร่างสูงหันกลับไปเบื้องหลังพร้อมกับเอื้อมมือรับหญิงสาว ท่ามกลางแสงจันทร์อันเจิดจ้าปรากฏเรียวแขนอันขาวผ่อง ราวกับเทพธิดาจำแลงกายในเงามืดปรากฏกายสู่สายตาสาธารณะชนผู้ต่ำต้อย

ในอาภรณ์บุรุษสีฟ้ารัดรูปเผยสัดส่วนโค้งเว้าของสตรีอันมีเสน่ห์ ร่างบอบบางอรชรค่อยๆ เยื้องย่างตามชายหนุ่มราวกับล่องลอยท่ามกลางหมู่เมฆา

รุ่ยซีถิงจ้องนางดั่งเคลิ้มฝัน...

ดวงหน้าของนางผ่องใสกว่าหลายวันที่ผ่านมานัก ทั้งเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงจันทร์ ดวงตากลมโตสดใสดั่งธารธาราสุกสกาวดั่งท้องทะเลดาว ยามเมื่อทอดมองรุ่ยซีถิงอย่างพิจารณา ราวกับเทพธิดาผู้ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก พลังชีวิตอันสมบูรณ์ของนางส่งผลให้พวงแก้มมีสีชมพูเปล่งปลั่งและขาวละมุนราวดอกเหมย ริมฝีปากแดงชาดยิ่งขับเน้นดวงหน้าให้โดดเด่น

ความคิดของมันมิได้เกินเลยหรือเตลิดไปไกลจากคำว่างดงามเหนือบุปผาใดๆ งามถึงขนาดล่มเมืองได้สามเเคว้นเลยทีเดียว!

เมื่อยอดพธูของเทียนฟงอยู่ท่ามกลางเงามืดและบรรยากาศในช่วงฤดูชิวเฟิน* นางไม่ต่างอันใดกับบุปผาสีแดงสดที่โดดเด่นท่ามกลางหิมะขาว มีทั้งความงดงามและความเยือกเย็นให้แลดูสูงส่งเกินอาจเอื้อม

ความงดงามอันน่าตื่นตะลึงของนางทำให้รุ่ยซีถิงถึงกับตาค้างไปเลยทีเดียว!  

อ้ายโหยววววว!!! ดูความเปล่งปลั่งของพวกเขาสิ ราวกับเทพผู้จำแลงกายมาจากสวรรค์ ความเปล่งปลั่งและมีน้ำมีนวลอันหาได้ยากเช่นนี้ หรือว่า...

รุ่ยซีถิงคิดอย่างลึกซึ้งในขณะที่มองหนุ่มสาว เมื่อเห็นความงุนงงของหยวนลี่เข้า ชายชราก็ผินหน้าหัวเราะคิกคักราวกับสาวแรกรุ่นที่ได้พบเจอเรื่องน่าเขินอาย

หยวนลี่ขมวดคิ้ว นางสัมผัสได้ถึงเรื่องอัปมงคลที่วนเวียนอยู่ในหัวของรุ่ยกงกง เมื่อเงยหน้ามองเทียนฟง ชายหนุ่มเพียงไหวไหล่ เผยสายตาโง่งมไม่รู้ความหมายที่รุ่ยซีถิงกำลังเผยมันออกมาเช่นกัน

เทียนฟงได้หายเข้าห้องไปครั้งสุดท้ายเมื่อหลายวันก่อน ชายหนุ่มเอาแต่ขลุกตัวอยู่ภายในอย่างเงียบเชียบ แม้แต่รุ่ยซีถิงเองก็ยังอดคิดลึกมิได้ว่า การที่สองหนุ่มสาวขลุกตัวอยู่ในตำหนัก ปิดประตูลงดาลหน้าต่างมิดชิด หากไม่กำลังแบ่งปันหยินหยางก็คงกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรักอย่างมิต้องสงสัย ยิ่งเทียนฟงชินอ๋องคือชายหนุ่มวัยกลัดมันเลือดร้อน เมื่ออยู่กับโฉมสะคราญผู้มีร่างกายอันบอบบางและน่าทะนุถนอม เมื่อไอร้อนของทั้งคู่มาบรรจบ... อิคึ! (รุ่ยซีถิงหัวเราะทะลึ่งทะเล้น) จะไม่เกิดเรื่องลึกลับในผ้าห่มได้อย่างไร!

คิดเช่นนั้น รุ่ยซีถิงก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาอีก

ฮี่ฮี่ ต้องใช่แน่ๆ แม้ปกปิดข้าด้วยท่าทางเฉยชาต่อกัน ทว่ามันมิอาจรอดพ้นสายตาของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน ท่านอ๋องไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยทีเดียว!

ชายหนุ่มเห็นดวงหน้างดงามบูดบึ้ง นางจ้องมองรุ่ยซีถิงจนเปลวไฟแทบปะทุออกมาขันทีชราก็ยังหัวเราะผ่านแววตาไม่เลิก

เทียนฟงมีความขบขันภายใต้หน้ากากสงบนิ่ง เขาหันไปมองรุ่ยซีถิง ทำทีกระแอมแกล้งไอเพื่อให้ชายชราได้สติ รุ่ยซีถิงถึงกับสะดุ้งสุดตัวและต้องเก็บงำรอยยิ้ม มันหันมาโค้งตัวให้หนุ่มสาวทั้งสอง

"คาราวะท่านอ๋อง นายหญิง"

"ไม่ต้องมากพิธี" เทียนฟงโบกมืออย่างไม่ถือสา ก่อนจะหันกลับมาสนทนากับหยวนลี่ราวกับขันทีชราคืออากาศที่มองไม่เห็น "เจ้าควรกลับมาก่อนเช้าสักสองชั่วยาม ทหารรักษากาลจะกวดขันเข้มงวดในยามนี้ มันคงไม่ดีนักหากผู้ใดพบเข้า" 

เทียนฟงกล่าวเตือนด้วยความห่วงใยแม้แต่ดวงตายังลึกซึ้งอาลัยรักยิ่งนัก

หยวนลี่ถอนลมหายใจ นางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ข้ารู้แล้วจะกลับมาให้เร็วที่สุด ข้าอยู่ที่นี่มาสองวันฝูลี่ต้องเป็นห่วงข้ามากแน่ๆ อย่างน้อยก็ควรโผล่หน้าให้นางเห็นบ้างว่าข้ายังไม่ตาย"

สองวัน?

รุ่ยซีถิงมองจางหยวนลี่ด้วยแววตาประหลาดพิกล ด้วยความหวังดีมันรีบกล่าวแย้ง "นายหญิง... นี่มิได้ผ่านไปเพียงสอง..." ไม่ทันทีที่จะกล่าวจบก็พบสายตาทิ่มแทงของเทียนฟงที่ได้มองลงมา ขันทีชรารีบปิดปาก มันหัวเราะแห้งๆ "ไม่มีสิ่งใดพะยะค่ะ ข้าน้อยเพียงชายแก่เลอะเลือนข้าลืมในสิ่งที่จะเอ่ยออกมาแล้ว"

เกือบแล้ว เกือบแล้ว! เกือบเอ่ยสิ่งไม่ควรออกมาแล้ว!

รุ่ยซีถิงก้มศีรษะหลบสายตาอันน่ากริ่งเกรงของเทียนฟงชินอ๋อง 

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดท่านอ๋องจึงปิดบังวันเวลาแก่หยวนลี่ แต่กระนั้น ท่านอ๋องมักมีเหตุผลที่คาดไม่ถึงเสมอ รุ่ยซีถิงเป็นคนฉลาด มันจึงวางตัวได้อย่างเหมาะสมไม่เอ่ยสิ่งใดมากความออกมาอีก มีเพียงรอยยิ้มแผ่ไมตรีในยามที่เงยหน้ามองหนุ่มสาวอีกครั้ง โชคดีของมันที่หยวนลี่มิได้ระแคะระคายในความเลอะเลือนของมันเช่นกัน

มีความลึกซึ้งตื้นตันราวกับบิดามารดาที่ได้เห็นบุตรสาวออกเรือน หยวนลี่เห็นขันทีชราเป็นเช่นนั้นรู้สึกกระอักกระอวนใจในบรรยากาศแปลกๆ มิหนำซ้ำ มือเรียวอันละเอียดลออของนางยังถูกรุ่ยซีถิงจ้องตาเป็นมัน

เมื่อก้มลงมองตามสายตาจึงพบว่า ความเล็กจ้อยของมือสตรีได้ถูกชายหนุ่มกอบกุมเอาไว้แน่น

หยวนลี่รีบชักมือกลับมาอย่างเสียมิได้ รู้สึกอายจนใบหน้าแดงเรื่อ

"ข้าจะกลับมาในอีกสองชั่วยาม ในวันพรุ่งเราจะออกนอกวัง" หยวนลี่กล่าวย้ำก่อนจะสืบเท้าหนีพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว

เทียนฟงเห็นระลอกไอร้อนที่เห่ออยู่บนเเก้มนาง ดวงตาลึกล้ำยิ่งลึกซึ้งสดใส!

ชายหนุ่มลอบหัวเราะให้กับท่าทางน่ารักของหญิงสาว

ในพลังปราณที่ก้าวข้ามขีดจำกัดและการฝึกฝนวิทยายุทธมาอย่างหนักเป็นเวลาหลายวัน ทำให้การเคลื่อนไหวของนางคล่องแคล่วดุจดั่งไป๋หู่ โจนทะยานได้อย่างว่องไวจนจับตามองแทบไม่ทัน เพียงพริบตานางก็ทะยานร่างหายเข้าไปในเงามืด

รุ่ยซีถิงได้มองตามหลังหญิงสาวด้วยแววตาตื่นตะลึง ก่อนจะหันกลับมากล่าวกับเทียนฟงด้วยความอัศจรรย์ใจ

"ท่านอ๋อง... เพียงห้าวันนายหญิงสามารถพัฒนาความสามารถได้รวดเร็วเพียงนี้เชียวหรือ!  ช่างน่าตื่นตะลึงและน่าเลื่อมใสยิ่งนัก! สมแล้วที่ท่านได้เลือกนางเป็นชินอ๋องเฟย เห็นทีข้าน้อยคงต้องเตรียมการในเรื่องนี้กับพวกบ่าวรับใช้และองครักษ์เงาในหน่วยชินอ๋องให้ดี ในภายภาคหน้า พวกมันจะได้ไม่ต้องทำขายหน้าต่อหน้าฮูหยิน" ในน้ำเสียงมีความยินดีเป็นที่สุด ชายชราถึงกับตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น

การที่สตรีนางหนึ่งซึ่งไม่สามารถมองเห็นความสามารถของนาง กลับก้าวข้ามระดับของผู้ฝึกปราณเทพยุทธได้เพียงแค่ห้าวัน นี่ไม่นับว่านางน่ายกย่องและเป็นคนที่น่าเลื่อมใสได้เยี่ยงไร ยิ่งรู้ว่าในอนาคตนางย่อมเป็นฮูหยินตำหนักชินอ๋อง รุ่ยซีถิงก็ให้รู้สึกปราบปลื้มยิ่งนัก

ได้รับใช้เทพผู้งดงามทั้งสอง นับว่าเป็นบุญวาสนาของมันแล้ว!

เทียนฟงยืดอกผึ่งผ่าย มีความพึงพอใจในคำกล่าวบนใบหน้าเย็นชา

"เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้ายิ่งนัก! ฮูหยินรึ? อืม... ข้าเองก็มิได้นึกไปไกลเยี่ยงนั้นแต่คำว่าฮูหยินเหมาะกับนางจริงๆ" ชายหนุ่มกล่าวด้วยคำเลื่อนลอย ราวกับความคิดของเขาได้ตามร่างหญิงสาวไปด้วย เมื่อนึกถึงโฉมสะคราญในชุดชินอ๋องเฟย ความงดงามอันน่าหลงใหลทำให้เขาถึงกับเผลอเผยยิ้มอ่อนโยนอันหาดูได้ยาก

"เหมาะกับนางจริงๆ นั่นล่ะ" เทียนฟงกล่าวออกมาอีกคำ มีความชื่นชมอย่างลึกซึ้ง

รุ่ยซีถิงถึงกับตัวแข็งทื่อ มันจ้องมองท่านอ๋องอย่างไม่เชื่อสายตา...

โอ้!!!!!!

ในขณะนั้น... ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีหยวนลี่ก็กลับมาถึงตำหนักเหิง

ในใจนั้นคิดถึงฝูลี่มากเพียงใดคงมีเพียงแค่นางที่เข้าใจความรู้สึกของตนเอง หลังจากที่ซุ่มฝึกวิทยายุทธและวรยุทธอย่างหนัก หยวนลี่อยากจะอวดความสามารถแก่นางกำนัลสาวให้ได้ชมเชยนางอย่างทรนง

การขลุกตัวอยู่ในห้องลับทำให้นางไม่รู้วันเวลาที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกการฝึกฝนอย่างหนักล้วนดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและทารุณ ทำให้นางคิดถึงฝูลี่ทุกลมหายใจเข้าออก ฝูลี่จึงเป็นเพียงความหวังเดียวที่ทำให้นางสามารถฝึกฝนและก้าวข้ามความสามารถอันต่ำต้อยไปได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

ค่ำคืนอันเงียบสงัด ดวงดาราเต็มม่านน้ำหมึกที่ปกคลุมไปทั่วน่านฟ้า หยวนลี่ได้ผลุบกายลงจากกำแพงสู่อาณาเขตตำหนักเหิง

ความเงียบเชียบทำให้นางรู้สึกละอายแก่ใจ นางปล่อยให้นางกำนัลสาวอาศัยอยู่ในสถานที่ร้างผู้คนเพียงลำพัง ฝูลี่จะรู้สึกโดดเดี่ยวเพียงใดเมื่อหยวนลี่เอาแต่วิ่งเล่นอยู่ภายนอก เพียงหายไปสองวันนางก็รู้สึกกระสับกระส่ายแล้ว 

เมื่อนึกถึงอาการหวาดวิตกกังวลตลอดเวลาของฝูลี่ หยวนลี่ก็ให้ใจสะท้านยิ่งนัก นางรีบสืบเท้าเข้าไปในตำหนักอย่างรวดเร็ว

"ฝู...."

ชิ้ง!

Shitttttt!!!!

ไม่ทันเอ่ยเรียกฝูลี่ ความเย็นเยือกได้ทาบทับลำคอระหงของหญิงสาวทำให้นางตกใจจนสะดุ้งสุดตัว

แสงสีเงินสะท้อนดวงจันทร์จนมันวาวออกมาจากคมกระบี่อันเย็นเยียบ จิตสังหารรุนแรงได้กำจายออกมาอย่างคลุมเครือ 

หยวนลี่กลืนน้ำลายอึก ไม่คิดว่าฝูลี่จะเล่นตะเอ๋กับนางได้รุนแรงถึงเพียงนี้ นางตกใจแทบเผลอยกฝ่าเท้าถีบสวนกลับเข้าให้ดีที่ว่าเป็นคนที่ควบคุมสติได้ดีจึงยั้งไว้

ในขณะที่คิดจะกล่าวคำ ความไม่ชอบมาพากลทำให้หยวนลี่ต้องหยุดชะงักเก็บเสียงของนาง จิตใจอันสุขุมระงับอารมณ์ได้เป็นอย่างดีได้ปลายตามองไปยังผู้ที่กล้าจ่อกระบี่ลงบนลำคอ

ในเงามืด นางเห็นเจ้าของอาวุธคือหญิงสาวรูปร่างเล็กในชุดสาวใช้ นี่อาจเรียกได้ว่านางเล็กจ้อยกว่าจางหยวนลี่และฝูลี่ถึงหนึ่งส่วน ดวงตากลมโตมีความมุ่งร้ายและมีความดื้อรั้นอย่างน่าเอ็นดู แววตาของหยวนลี่เป็นประกายวาบ ในสายตาอันไม่ธรรมดาของผู้มีพลังปราณเทพยุทธ ทำให้ดวงตาของนางสามารถมองฝ่าความมืดได้ดีกว่าผู้คนทั่วไป เมื่อเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มอยู่ใกล้นางเพียงคืบ จิตใจเย็นชาของหญิงสาวก็ให้รู้สึกสับสนยิ่งนัก

เข้ แม่นางน้อยคนนี้โคตะระน่ารักโคตร! ข้าควรแสร้งกลัวการกระทำของนาง หรือข้าจะแกล้งสลบดีเล่า?

หยวนลี่คิดอย่างขบขันนางมองประเมินสาวน้อยอย่างระมัดระวัง

"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงเข้ามาในตำหนักเหิงในยามดึก มีจุดประสงค์ใดจงตอบข้า!"

อูย... ดุเสียด้วย

เมื่อเห็นความดุร้ายอันไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ หยวนลี่จึงเผยรอยยิ้มหยาดเยิ้ม แม้ว่าสาวน้อยจะหันคมกระบี่ใส่ หยวนลี่กลับไม่หวาดหวั่นกลับอ่อนโยนต่อสาวน้อยผู้ไม่รู้ความอันใดเลย

นางเป็นใครกันหนอถึงได้อยู่ในตำหนักเหิง เอ... หรือว่าจะเป็นสหายของฝูลี่? หากเป็นเช่นนั้น  ข้าก็ควรเอ็นดูแม่สาวน้อยคนนี้เช่นกัน

เมื่อคิดเช่นนั้น หยวนลี่ก็ยิ่งเผยรอยยิ้มหวานหยดที่พาดไปถึงดวงตางดงาม

"ใจเย็นก่อนสาวน้อยเราพวกเดียวกัน ข้ามิได้มีเจตนาที่ไม่ดี" หยวนลี่กล่าวอย่างใจเย็นมีความหยอกล้ออยู่ในน้ำเสียง ลำคอของนางยังคงตั้งตรงท้าทายความเยือกเย็นที่พร้อมจะประทับลงบนลำคอได้ทุกเมื่อ

หยวนลี่ได้ยินเสียงถ่มน้ำลาย ราวกับคำของนางสร้างความขุ่นเคืองให้แก่สาวน้อยในเงามืด มีความเกรี้ยวกราดในน้ำเสียง "อย่าเรียกข้าว่าสาวน้อยด้วยน้ำเสียงไร้ยางอาย! เจ้ามันก็แค่บุรุษที่มีรูปโฉมดุจดั่งหญิงสาว ข้าจะบั่นคอเจ้าโดยไม่ลังเลสักนิดอย่าได้ตอบเลี่ยงประเด็น"

ฮะ?

หยวนลี่ชักอยากขยับมือขึ้นมาเกาศีรษะที่กำลังงุนงง หากแต่เกรงใจคมกระบี่และความเลือดร้อนของสาวน้อยที่อยู่เบื้องหลัง

นี่นางแสดงความไร้ยางอายออกมาอีท่าไหน ถึงได้ถูกกล่าวหาอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ เวรกรรมของหยวนลี่จริงๆ นางแทบอยากร่ำไห้ออกมาเป็นสายโลหิต แต่ก่อนเป็นบุรุษมีแต่สตรีหลงรัก เมื่อมาอยู่ในร่างหญิงสาวมีแต่พวกนางผลักไส What the fuck! สวรรค์ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย แต่เมื่อเข้าใจว่า หญิงสาวร่างเล็กคนนี้ก็เข้าใจผิดว่าหยวนลี่คือบุรุษ นางจึงใจชื้นขึ้นมาหน่อยให้อภัยสาวน้อยไปเสียดื้อๆ 

หยวนลี่หัวเราะแห้งๆ นางคิดไม่ทันว่าควรรับมือกับเด็กสาวเลือดร้อนนี่เยี่ยงไร

แต่เหมือนสวรรค์มิได้เอาแต่กลั่นแกล้งนาง ในขณะที่หยวนลี่มีสีหน้าปั้นยาก โรคภูมิแพ้สตรีกำลังกำเริบ ฝูลี่ก็ได้ปรากฏตัวออกมาจากห้องบรรทม

ดวงหน้าของนางมีความแตกตื่นและง่วงงุน เมื่อเห็นหยวนลี่ยืนอยู่เบื้องหน้าดวงตากลมโตก็เต็มตื่น มันเอ่อนองด้วยน้ำตา นางรีบโผเข้ามากอดหยวนลี่จนกระบี่ที่สาวน้อยผู้นั้นจ่ออยู่เกือบจะเชือดคอเข้าให้ ดีที่ว่านางชักกลับไปทัน หากไม่แล้วหยวนลี่คงได้ซี้ม่องเท่งอยู่ตรงนั้นจริงๆ

"นายหญิง! นายหญิงกลับมาแล้ว ฮึก! นายหญิง... ฝูลี่คิดถึงนายหญิงยิ่งนัก" ฝูลี่มีอาการฟูมฟาย ความดีใจของนางเหมือนหยวนลี่ห่างหายไปนานนับปี

ร่างเล็กสั่นสะท้านภายใต้อ้อมกอดจางหยวนลี่ เสียงสะอึกสะอื้นของนางสะท้านจิตใจอันเข้มแข็งให้อ่อนยวบ ความรู้สึกผิดได้หยั่งลึกลงไปในจิตใจ

หยวนลี่ลูบแผ่นหลังที่ไหวสะท้าน กล่าวอย่างร้อนรน "ฝูลี่ข้าขอโทษ เจ้าเหงาหรือ? ข้าขอโทษที่มิได้อยู่ดูแลเจ้า"

เมื่อมาถึงตอนนี้ หญิงสาวที่ได้จ่อกระบี่ลงบนลำคอจางหยวนลี่ก็ให้แตกตื่นจนมิอาจเก็บซ่อนสีหน้าตกใจ ร่างเล็กรีบคุกเข่าในท่าถวายบังคมของบุรุษ มีกระแสเสียงหนักแน่นและห้าวหาญอยู่ในน้ำเสียง

"ที่แท้ท่านก็คือจางฮองเฮา ข้าน้อยล่วงเกินแล้ว"

เห????

เรียวคิ้วของหยวนลี่ขมวดมุ่น นางหยุดปลอบฝูลี่มองกวาดผ่านท่าทางองอาจและความหนักแน่นของสาวน้อย ไม่นานก็ต้องสบถลั่นออกมา "เจ้าคือบุรุษ?" นางเอ่ยถาม สาวน้อยนางนั้นพยักหน้าด้วยดวงตาหนักแน่น

หยวนลี่ชะงักค้างไปครู่ รู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก ใบหน้านางแดงก่ำและเหมือนมันได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ผลุสวาทออกมาอย่างระงับอารมณ์มิได้

"ไอ้บิดาเอ็ง! ข้าหลงนึกว่าเจ้าเป็นสตรี กล้าดีอย่างไรเข้ามาในตำหนักเหิง ริอาจปีนเข้าตำหนักเข้ามาข่มเหงฝูลี่ของข้ารึ!? บัดซบ ข้าจะฆ่าเจ้า!"

"นายหญิงอย่าเพคะ!"

 ด้วยอาการเกรี้ยวกราดกะทันหันของหยวนลี่ ทำให้ผู้ที่นั่งคุกเข่าและฝูลี่ตั้งตัวแทบไม่ทัน ไม่รู้ทำไมนายหญิงถึงโกรธกริ้วถึงเพียงนั้น ชายหนุ่มที่โดนเข้าใจผิดถึงกับโดนเตะไปป้าบหนึ่งโดยที่มันไม่ทันแม้แต่จะหลบหลีก ร่างเล็กๆ กลิ้งขลุกๆ ไปสองตลบก่อนจะกลับมาคุกเข่าอย่างมั่นคงตามเดิม สีหน้าและแววตาหนักแน่นเช่นไรก็ไม่ไหวสะท้านแม้โดนลูกเตะไปหนึ่งป้าบฉันนั้น

หยวนลี่เกลียดคนเช่นนี้ที่สุด ช่างเป็นบุรุษที่หน้ามึนโดยแท้จะมิให้นางมีโทสะได้อย่างไร?

เมื่อได้ระบายอารมณ์อัดอั้นก็ยืนหอบหายใจด้วยอาการตัวสั่นเทิ้ม เอวคอดดั่งกิ่งหลิวถูกวงแขนเล็กๆ ของฝูลี่ห้ามศึกเอาไว้

โว้ยยยยยยยยยยย!!! โลกนี้มันตาลปัตรไปแล้วรึ? เหตุใดข้าจึงได้พบแต่ผู้ชายที่งดงามงามดั่งสตรีนัก

ปมในใจอันโหดร้ายยังคงหยั่งลึกอยู่ในใจหยวนลี่ไม่ลบเลือน นี่กลับมีเหตุการณ์ทิ่มแทงจุดตำใจนางขึ้นมาอีกหน!

ไม่ว่าสถานการณ์ใดนางมักเข้าใจผิดเรื่องเพศด้วยอารมณ์เบิกบานทุกครั้ง เมื่อพบความจริงว่าใครก็ตามที่มีใบหน้างดงามดุจดั่งโฉมสะคราญนั่นคือบุรุษ หยวนลี่จึงอดที่จะของขึ้นขึ้นมามิได้ การที่ชายหนุ่มถูกเตะไปเยี่ยงนั้นก็สมควรแล้ว

มาแต่งตัวเป็นสตรีตบตาหยวนลี่ ไอ้มารดามัน บิดาจะฆ่ามันให้ตาย!!!

กลีบปากสีชาดของหยวนลี่แทบจะพ่นไฟออกมา สายตาฆ่าฟันจนเป็นประกายแปลบปลาบราวเปลวเพลิง ฝูลี่ก็ยิ่งยึดเอวหยวนลี่แน่นขึ้น

เกรงว่านายหญิงจะบ้าบิ่นทำอะไรที่ยั้งคิดออกไปอีก...

ชายหนุ่มมองประเมินหญิงสาวในใจก็ครุ่นคิด... ได้ยินคำร่ำลือจากจากหน่วยองครักษ์เงาชินอ๋องว่าจางฮองเฮาคือสตรีที่ลึกลับผู้หนึ่ง แต่โดยส่วนมากมักร่ำลือว่านางไร้ความสามารถและอ่อนแอปล่อยให้ผู้อื่นข่มเหงจนตัวนางมีมลทินที่ยากลบล้าง ท่านอ๋องโปรดปรานนางและหวงแหนดั่งไข่ในหิน ในคำบอกเล่าของรุ่ยซีถิง เอี้ยนเอ๋อนึกมาโดยตลอดว่านางย่อมต้องเป็นสตรีที่งดงามและอ่อนโยนมากเป็นแน่ ทว่าเมื่อได้พบกับตนเอง ความเกรี้ยวกราดของนางทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสับสนมึนงงไปหมด

ยิ่งโดนลูกเตะอย่างไร้เหตุผลด้วยยิ่งแล้ว ความงดงามอ่อนโยนได้ถูกโยนทิ้งออกไปจากความคิดอย่างรวดเร็ว

นี่คือรสนิยมที่แท้จริงของท่านอ๋องหรือ?

เอี้ยนเอ๋อไม่เชื่อสายตาตนเอง เมื่อสามารถมองโฉมหน้าของหยวนลี่ได้อย่างชัดเจน ในความงดงามนั้นไร้ข้อกังขา หากแต่ทว่าความงดงามกลับเปี่ยมล้นด้วยความดุร้ายราวพยัคฆ์ สายตาที่สะกดข่มผู้คนด้วยความเย็นชาผลักไสเยี่ยงนั้น เอี้ยนเอ๋อให้สะท้านไปทั้งกายราวกับผู้เป็นนายได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามันเอง!

เอี้ยนเอ๋อรีบกล่าวแก้ตัว "ข้าน้อยได้รับคำสั่งตรงจากนายท่านให้สอดแนมฮ่องเต้ ข้าน้อยหาได้มีเจตนาที่ไม่ดีต่อแม่นางฝูไม่ หลายวันที่ผ่านมาข้านอนนอกตำหนักมิได้ยุ่มย่ามเข้ามาในตำหนักแต่อย่างใด"

"นายท่าน... นายที่เจ้าว่าหากข้าเดาไม่ผิดต้องเป็นชินอ๋องใช่หรือไม่?" หยวนลี่เอ่ยถาม เอี้ยนเอ๋อพยักหน้าตอบ

มีความไม่พอใจปรากฏออกมาจากสีหน้ายับย่น นางตวาดออกมาอย่างยอมมิได้ "นี่เป็นฝีมือของเทียนฟงให้มาสอดแนมฮ่องเต้? เจ้าคิดว่าข้าโง่รึ! ฮ่องเต้บ้านเอ็งสิเข้ามาในตำหนักข้า หากมันมาข้านี่แหละจะเตะโด่งมันออกไป ฝูลี่! นี่มันหมายความว่าเช่นไร"

หยวนลี่รู้สึกกริ้วโกรธระคนสับสนไปหมด เมื่อเห็นดวงหน้าน่ารักของนางกำนัลสาวหม่นเศร้า จิตใจก็ให้สะท้านอ่อนแรง หรือว่า...

"นายหญิง... หลายวันก่อนฝ่าบาท..." ราวกับก้อนน้ำตาได้จุกอยู่ที่ลำคอ

ใบหน้าน่ารักของฝูลี่ซีดขาวราวกระดาษราวกับเจอเรื่องเลวร้าย ฝันร้ายของนางยามที่นึก จิตใจก็ยิ่งรวดร้าวรังเกียจร่างกายตัวเองเหลือเกิน ความบริสุทธิ์ของนางได้ถูกพรากจาก พร้อมกับความเย็นชาของฮ่องเต้ที่มอบให้นางหลังจากนั้น หากการพบเจอฮ่องเต้ที่ผ่านมาคือจางฮองเฮา นายหญิงจะทนอยู่ภายใต้ความเศร้าโศกนี่ได้อย่างไร

"ฮึก..." ฝูลี่ร่ำไห้ออกมา นางส่ายหน้าเนิบๆ แทนคำตอบ เก็บกลืนความเสียใจเอาไว้ข้างในพลางยิ้มทั้งน้ำตา "ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นเพคะฝูลี่เพียงแค่กลัวเท่านั้น เมื่อหลายวันก่อนฮ่องเต้ได้เสด็จมาที่ตำหนัก ฝูลี่จึงแอบอ้างเป็นนายหญิงเพื่อมิให้นายหญิงต้องเดือดร้อน... โชคดีที่ฝ่าบาทจำบ่าวและนายหญิงมิได้ จึงไม่มีเหตุร้ายแรงเพคะ"

"จริงรึ?" หยวนลี่มีใบหน้าเคร่งเครียดนางมองฝูลี่อย่างไม่เชื่อ ทว่าฝูลี่กลับยืนยันด้วยรอยยิ้ม

"บ่าวดีใจที่นายหญิงกลับมาเพคะ แต่... หากฮ่องเต้มายังตำหนักอีกครั้ง คงเลี่ยงมิได้ที่บ่าวจะต้องแอบอ้างเป็นนายหญิงอีก ฝูลี่กระทำโดยพลการแอบอ้างเป็นนายหญิง นายหญิงโปรดลงโทษฝูลี่เถิดเพคะ"

ดวงหน้าของฝูลี่เหนื่อยล้าเหลือเกิน นี่ยิ่งกลับยิ่งตอกย้ำความเห็นแก่ตัวของหยวนลี่

วงแขนอบอุ่นได้สวมกอดฝูลี่อย่างหวงแหนอีกครั้ง "ข้าจะโทษเจ้าได้เยี่ยงไร นี่เป็นความผิดของข้าทั้งหมด เจ้าควรโทษข้ามากกว่า..."

แววตาของหยวนลี่มีทั้งความละอายแก่ใจและความรู้สึกผิดที่มิอาจให้อภัยตนเอง นางสวมกอดฝูลี่แนบแน่นพลางเก็บกลั้นความเจ็บปวดใจ สายตาเย็นชาได้มุ่งตรงออกไปนอกตำหนักเหิง เป็นสายตาคมกล้าและเย็นชาดั่งน้ำแข็ง เมื่อเอี้ยนเอ๋อเห็นแววตางดงามคู่นั้นสามารถปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมาได้อย่างรุนแรง ผู้ฝึกยุทธเช่นมันบังเกิดความคิดซับซ้อนขึ้นมาในใจ

"นี่ก็ดึกมากแล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถิดฝูลี่" หยวนลี่ผละกายออกมานางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

แววตาของฝูลี่กระจ่างใส นางมองนายหญิงอย่างมีความหวัง

"คืนนี้ข้าจะนอนกับเจ้าที่ตำหนัก"

เมื่อหยวนลี่ยืนยันเช่นนั้นนางกำนัลสาวจึงคลายกังวล มีรอยยิ้มสดใสฉายชัดออกมาให้ชื่นใจ

"ทว่า..." หยวนลี่ได้ปลายหางตามายังเอี้ยนเอ๋อด้วยสีหน้าเย็นชา นางกล่าวกับฝูลี่ว่า "ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้าเด็กนี่เพียงลำพังก่อน ข้าอยากให้เจ้ากลับไปพักผ่อน ข้าให้สัญญาว่าคืนนี้ข้าจะอยู่กับเจ้าทั้งคืน" คำของหยวนลี่หนักแน่นและบังคับจนฝูลี่มิอาจปฏิเสธ 

แม้นางกำนัลสาวเกรงว่าเอี้ยนเอ๋อจะกล่าวในสิ่งที่นางไม่ปรารถนาให้นายหญิงล่วงรู้ แต่นางมิอาจขัดต่อคำสั่งได้เลย

นางย่อกายอย่างจำใจ "เพคะ" ในขณะที่กำลังหมุนตัวกลับเข้าไปในห้อง นางไม่ลืมแม้แต่จะสบตาเอี้ยนเอ๋อสื่อเป็นนัยน์ว่ามิให้ชายหนุ่มกล่าวในสิ่งที่ไม่ควรออกมา เอี้ยนเอ๋อเป็นคนฉลาด ฝูลี่อยู่กับชายหนุ่มมาหลายวันรู้ซึ้งซึ่งความสามารถของมันดี เมื่อเห็นชายหนุ่มพยักหน้า นางจึงคลายความกังวลเดินเข้าไปภายในอย่างว่าง่าย

เมื่อเอี้ยนเอ๋อเงยหน้าสบตาจางหยวนลี่ ร่างกายก็ให้แข็งทื่อดั่งก้อนหิน...

แววตาของหยวนลี่แดงดั่งปีศาจ ใบหน้างดงามไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของความเยือกเย็นได้เสียดแทงเข้ามากลางอก นางสร้างความกดดันในอิริยาบถที่สูงส่ง กล่าวคำบังคับที่มิอาจหลีกเลี่ยงคำตอบได้อย่างเลือดเย็น

"ในคำถามของข้าหากเจ้ากล้าโกหกแม้สักคำ ร่ายกายของเจ้าได้เป็นปุ๋ยอยู่ใต้ต้นเหมยภายในตำหนักแน่"

สายตาเย็นชานั่นล้วนเป็นความจริง

ในพลังปราณของหยวนลี่ที่จงใจปลดปล่อยมันออกมา ได้โหมกระหน่ำความหวาดกลัวต่อเอี้ยนเอ๋อจนใบหน้าเล็กๆ ซีดเซียว

นางมีลมปราณในขั้นปราณเทพยุทธ!

เอี้ยนเอ๋อกระจ่างชัดแล้ว ไม่แปลกใจเลยเหตุใดท่านอ๋องจึงเลือกนาง!  

 


 

 

 

 

"ชิวเฟิน" หรือคืนและวันในฤดูใบไม้ร่วงที่ยาวเท่ากัน (22-24 ก.ย.)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ช่วงนี้ยังปรับให้ตัวเองมีอารมณ์ขันไม่ได้เลยอาจส่งผลต่อนิยายไปด้วย จะหยุดปั่นยาวเลยก็ใช่เรื่อง มันเลยไม่มีความมั่นใจเวลาที่อัพ 

ต้องขออภัยด้วยนะคะ ถ้าหลังๆ พลอตจะดูเคร่งเครียดสลับกันไปบ้าง เเต่ก็พยายามคุมให้มันอยู่ในพลอตที่คิดไว้ 

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

1,104 ความคิดเห็น

  1. #862 ` TOY . (@may726567) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 18:46
    อยากเอาฝ่าเท้าไปวางบนหน้าฮ่องเต้จัง
    #862
    0
  2. #836 MoePunCH (@kuronekokuroneko) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:58
    สงสารฝูลี่
    #836
    0
  3. #665 Nattalop Bunloy (@galcial) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 / 22:59
    Thank!!
    #665
    0
  4. #651 MissSaza (@MissSaza) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 / 22:20
    อิตาฮ่องเต้เจาะไข่แดงฝูลี่ม่ายนะ หยวนลี่รู้ฮ่องเต้จะโดนเชือดไหมเนี้ย
    ขอบคุณค่ะ
    #651
    0
  5. #587 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2559 / 21:15
    สงสานฝูลี่ อยากให้ฮ่องเต้เจน ิกยวนลี่มากๆ

    ผู้ชายเรื่องนี้ส่วนใหญ่ทำไมสวยกว่าผู้หญิง
    #587
    1
    • #587-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 28)
      30 ตุลาคม 2559 / 21:54
      รูปงามตามปรกติค่ะ เเต่หยวนลี่อาจหน้ามืดตามัวไปนิดเห็นใครหน้าตาดีโครงหน้าเล็กหุ่นดีก็ทึกทักไปเอง ส่วนเอี้ยนเอ๋อตัวจริงไม่ได้น่ารักหรือสวยขนาดนั้นค่ะเเค่แปลงรูปโฉม ตัวจริงๆ หล่อๆ เเมนๆ เหมือนผู้ชายทั่วไปเลยคร่า... อุ้ย! เผลอสปอยเลย
      #587-1
  6. #513 Agel's hands (@1004630023) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 03:55
    สงวารฝูลี่
    #513
    0
  7. #492 monochrome (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2559 / 08:07
    พล็อตแบบนี้ก็ชอบค่าา เพิ่งเข้ามาอ่านยาวๆเลย สนุกมากกก เนื้อเรื่องอ่านแล้วไม่เบื่อเลย คู่พระนางนี่ ไปด้วยกันรอดนะคะ อิริยาบถถอดแบบกันมายังกับแกะ 5555555555 ดูเหมือนว่าฟงฟงจะเสี้ยมสอนให้ฮูหยินกลายเป็นคนดิบเถื่อนไปแล้วนะคะ 555555555555

    ปล.ชอบนิยายเรื่องนี้มากค่ะ สู้ๆนะคะ
    #492
    1
    • #492-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 28)
      20 ตุลาคม 2559 / 22:04
      ขอบคุณค่ะ ชื่นใจ เขาว่าคู่เเท้จะมีอะไรเหมือนๆ กันคะ ฮี่ฮี่
      #492-1
  8. #491 Phatranooch Piyanirun (@piyanirun) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2559 / 07:34
    ขอบคุณค่ะ
    #491
    0
  9. #486 oDeeo (@lnudeel) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2559 / 07:57
    ฝูลี่~~~~
    #486
    0
  10. #485 Tarntarnz (@tarnz666) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2559 / 00:57
    แงแง ฝูลี่จริงหรอ
    ม่ายยยย ตอนต้องตอนมันเท่านั้น
    ฮึ่ยย ตอนมันซะเหม่ยลี่แก้แค้น
    #485
    0
  11. #484 papui (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 19:25
    ขอบคุณคะ

    #484
    0
  12. #483 papui (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 19:24
    ขอบคุณคะ
    #483
    0
  13. #482 anfield3345 (@anfield3345) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 17:46
    ฆ่ามานนนนน ไอ???ฮ่องเต้
    #482
    0
  14. #481 Nm'mi (@nametaji_miho) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 16:46
    เราว่าก่อนฮ่องเต้จะโดนอาฆ่าคงโดนเหมยลี่เชือดทิ้งก่อนล่ะมั้ง สงสารฝูลี่โดนข่มเหง ไอเลว หน้าตาไม่ดีนิสัยยังชั่วอีกต่างหาก
    #481
    0
  15. #480 bassjeedjad (@bassjeedjad) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 11:26
    สงสารฝู่ลี่ จ้าวถางต้องไม่ตายดีแน่ไ
    #480
    0
  16. #479 มายเมจิ (@mojikiss) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 09:34
    ขอบคุณค่ะ สงสารฝูลี่มากๆ
    #479
    0
  17. #478 Chutinun8540 (@Chutinun8540) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 08:47
    เกลียดมานนนนนน
    หยวนลี่เอาคืนแทนฝูลี่ด้วยยยยย
    #478
    0
  18. #477 _KuRoKo_ (@Deitvht1234) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 07:56
    น้องฝู่ฉ้านนนน
    โดนไอฮ่องเต้มันข่มเหง T T
    จัดการมานนนนนนนน
    #477
    0
  19. #476 Avasriza (@aejiza) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 06:58
    ฮ่องเต้?ซี้?แหง?
    #476
    0
  20. #475 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 04:02
    อู้ยโหดแท้
    #475
    0
  21. #474 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 04:02
    อู้ยโหดแท้
    #474
    0
  22. #473 JINX (@jinx69) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 03:45
    สงสารฝูลี่มากกกกก อิถางแกต้องตายแบบทรมาน
    #473
    0
  23. #472 깅소야 (@knowfilm) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 03:12
    ฝูลี่เสียตัวให้เจ้าฮองเต้ชั่วแล้วนั้นหรอ บักซบสิ้นดี ม่ายนะฝูลี่ ม่ายยยยยยย
    #472
    0
  24. #471 jitnakpleng (@jitnakpleng) (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 02:54
    เจ้าถางงงง ขอให้นางเอกเอาคืนมันที่ทำร้ายฝูลี่ สับฉีกเป็นหมื่นๆชิ้นเลย ฮึ่ยยยย
    #471
    0