ตอนที่ 44 : ตอนที่42 คัมภีร์ที่หลับใหลอยู่ในกล่องสำริด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1579
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    7 ม.ค. 60







- 44 - 




หลังจากผ่านพ้นคืนพายุโหมกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง หลายวันต่อมา ท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมไปด้วยก้อนเมฆสีเทาปรากฏแสงแดดอ่อนๆ หิมะที่จับตัวเป็นก้อนเริ่มแตกตัวลงจากหลังคา กิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ชูกิ่งรับแสงอาทิตย์ สรรพสัตว์เริ่มออกหากิน บรรยากาศแจ่มใสยิ่งเสียกว่าวันวาน

ด้านนอกมีชายชุดดำกลุ่มหนึ่งกำลังกวาดหิมะตามทางเดิน

เทียนฟงเข้าวังไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

หยวนลี่นั่งเอกเขนกบนเก้าอี้โยก นางยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นใช้ชีวิตอิสระนี่อย่างไรดี จึงใช้เวลาสงบสุขครุ่นคิดไปเรื่อยเปื่อยในขณะดวงตาจดจ้องไปยังหน้าต่าง....

นางคิดว่าหากหนีออกจากวังสำเร็จจะเดินทางไปจางหลงสืบเรื่องของจางหยวนลี่ว่าเป็นมาอย่างไร แต่ในภายหลัง เทียนฟงได้บอกแก่นางว่าจางหลงเองก็ประสบเหตุการณ์ไม่ต่างจากต้าหลงในยามนี้เสียเท่าไร

พี่ชายร่วมสายเลือดของนางจางฉีเยียน ฮ่องเต้แห่งจางหลงถูกอาของตัวเองปลงพระชนม์ จางซงหยวน ขึ้นครองบัลลังก์หลังจากที่สังหารจางฉีเยียนแล้ว เพราะเหตุนี้หยวนลี่จึงถูกเขี่ยกระเด็นออกจากจางหลงด้วยเช่นกัน แม้จางซงหยวนคิดจะยกทัพตีต้าหลง เมื่อต้าหลงเทียนฟงเป็นผู้สำเร็จราชกาลแทน มันกลับล่าถอยไม่คิดประชิดชายแดนแม้ขณะนี้มีโอกาสที่จะตีฝ่าเข้ามาได้ง่ายที่สุด

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์เอาไว้ มีใครบ้างจะไม่รู้ว่าต้าหลงเทียนฟงนั่นแข็งแกร่งเพียงใด หากต้องการต่อสู้กับกองทัพพญามัจจุราช พวกมันต้องคิดรอบคอบให้มากเป็นร้อยเท่า

หยวนลี่คล้ายกับหมดหวัง ศูนย์สิ้นครอบครัว แต่นี่มิได้นำพาความเศร้าแต่อย่างใด ผู้ที่อยู่ในร่างของนางมิได้มีความทรงจำใดกับจางฉีเยียนเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจิตวิญญาณที่โดดเดี่ยว ต่อให้หยวนลี่มีสายเลือดเดียวกันกับฮ่องเต้ผู้นั้นแต่ความผูกพันลึกซึ้งระหว่างพวกเขาก็มิได้หยั่งลึกลงไปในจิตใจแต่อย่างใด เมื่อได้ยินความจริงจากปากของเทียนฟง ความสูญเสียมิได้เรียกน้ำตาจากหญิงสาวผู้มีหัวใจดั่งน้ำแข็ง ไม่ว่าจางฉีเยียนจะตายจริงหรือไม่ จางหลงจะทำศึกกับต้าหลงอย่างไร ขอเพียงเรื่องบัดซบเหล่านั้นไม่วิ่งเข้าหาตัวนางก็พอ

ในความเห็นแก่ตัวของนางจึงมิได้สร้างปัญหาหรือความลำบากใจใดต่อต้าหลงเทียนฟง หากเขาคิดจะบดขยี้จางหลงจริง จางหยวนลี่ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่คล้ายกับรอดูละครฉากใหม่

อย่างน้อยความชิบหายวอดวายของพวกมันก็เหมือนเป็นการแก้แค้นให้แก่ดวงวิญญาณของหญิงสาวที่ได้ล่วงลับไปแล้ว

เมื่อคิดเช่นนั้นจิตใจก็ให้ปลอดโปร่งขึ้น

แสงสีทองสาดเข้ามาที่ม่านหน้าต่าง ดวงตากลมโตงดงามเกิดแสงสะท้อนอ่อนโยนดั่งน้ำค้าง ร่างบางนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกโคลงกายเบาๆ มุมปากแดงชาดดั่งกลีบมู่ตานยกโค้งขึ้น ตักตวงความสงบสุขที่แท้จริงในบรรยากาศเย็นสบายงดงามแบบโบราณ

ในเมื่อช่วงเวลาที่เลวร้ายผ่านพ้นไปแล้ว คงไม่มีเรื่องระยำใดเข้ามา Sey Hi อีก มั้ง...

ทว่า เมื่อนางตั้งท่าจะหลับตาลง กลีบเหมยฮวาถูกสายลมนำพาเข้ามาทางหน้าต่างลอยผ่านดวงตาของนางไป นางก็นึกบางอย่างออกมาได้ ประกายตาสดใสดั่งธารธารามีเรื่องน่าตื่นเต้นให้ครุ่นคิด จนต้องร้องอุทานออกมาคำ

เอ้อ!”

 สมบัติของจางหยวนลี่ที่ขุดขึ้นมาจากใต้ต้นแอปเปิ้ลแคระ นางลืมมันไปได้อย่างไร?

ในกล่องสำริดใบนั้นนอกจาก ตราหยกบุปผาซ่อนจันรา ยังมีคัมภีร์ลึกลับที่จางหยวนลี่เก็บมันเอาไว้อีกด้วย ผ่านช่วงเวลาความเป็นและความตายเมื่อสัมผัสความสงบสุขของชีวิต นางกลับหลงลืมไปเสีย เมื่อนึกขึ้นได้นางจึงผุดกายลุกขึ้นนั่งแผ่นหลังตั้งตรง ก้มลงมองไปยังแหวนมิติใช้นิ้วเรียวยาวดั่งใบหลิวลูบเบาๆ อย่างพิจารณา

ในความกดดันระดับปราณจักรพรรดิยังคงหลงเหลือความรู้สึกอันน่าพิศวงนั่นอยู่ไม่หาย

จะเป็นอะไรหรือไม่หากนางจะนำมันออกมา?

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ บนมือขาวปานหยกหิมะจึงปรากฏกล่องสำริดสลักลวดลายบุปผางามวิจิตรใบหนึ่ง

หยวนลี่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกดดันลี้ลับที่กำลังโถมซัดใส่ร่าง เมื่อนิ้วเรียวยาวสัมผัสไปที่มุมหนึ่งของกล่อง ลมหายใจของนางได้หยุดลงพร้อมกับกล่องสำริดถูกเปิดออกอีกครั้ง 

ทันใดนั้น... บ้า เอ๊ย…” ร่างกายดั่งถูกแรงกดดันบางอย่างคุกคามคล้ายกับสองบ่าหนักอึ้งด้วยขุนเขา

ความรู้สึกที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด นางมองตราหยกในมือตาเขม็งราวกับเฟ้นหาความลึกลับของมัน ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็เป็นเพียงชิ้นหยกงดงามชิ้นหนึ่ง แต่พลังกลับไม่ธรรมดาเหลือร้าย หญิงสาวจึงเก็บมันลงไปในแหวนมิติตัดปัญหาความกดดันที่น่าอึดอัดของตราหยก

มีเพียงสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในกล่อง มันคือคัมภีร์เล่มหนึ่งที่ถูกปิดผนึกเอาไว้เป็นอย่างดี หยวนลี่หยิบมันขึ้นจ้องมองด้วยความใคร่รู้

เคล็ดวิชาบุปผาคลื่นวิญญาณ...

เคล็ดวิชาบุปผาคลื่นวิญญาณ มันเป็นเคล็ดวิชาประเภทใด?

ดวงตากลมโตเป็นประกายงามดั่งดวงดาราฉายแววความตื่นเต้นและใคร่รู้สุดระงับ

แผ่นหลังบอบบางในอาภรณ์บุรุษเหยียดตรง หยวนลี่ขยับกายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึง

คัมภีร์ที่ถูกปิดผนึกด้วยพลังปราณอันคลุมเครือค่อยๆ ถูกปราณพิสุทธิ์ของหญิงสาวปลดผนึกออก หยวนลี่ใช้ลมปราณของนางเปิดคัมภีร์อย่างช้าๆ แสงสีขาวบริสุทธิ์สาดส่องเข้าม่านตา กลีบบุปผานับหมื่นหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นราวกับมันจะล้นทะลักออกมาจากคัมภีร์

"!?"

พลัน! ร่างกายนางเบาหวิวดั่งขนนกล่องลอยอยู่ในมิติสีขาวเจิดจ้า เบื้องหน้านางคือกลีบบุปผาที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวราวกับสตรีนางหนึ่ง

หยวนลี่บังเกิดความอัศจรรย์ใจ นี่มันอะไรกันฟระเนี่ยนางไม่เคยเผชิญหน้ากับปราณจิตในคัมภีร์มาก่อน ทุกอณูร่างจึงคล้ายกับท้องฟ้ากำลังหล่นทับ อึดอัดถึงขนาดหายใจไม่สะดวก ดวงหน้างดงามฉายแววความตื่นตระหนกสองตาเบิกกว้างเพื่อมองภาพเบื้องหน้าให้ชัดเจน

จิตปราณระดับจักรพรรดิ! หรือนี่คือสิ่งที่เทียนฟงเคยกล่าวไว้?

คัมภีร์มักเลือกเจ้านาย คัมภีร์เคล็ดวิชาบุปผาคลื่นวิญญาณเป็นเคล็ดวิชาที่น่ากลัวเคล็ดวิชาหนึ่ง ในความรู้สึกที่หยั่งลึกลงไปในจิตใจ ความทรงจำของหยวนลี่ได้ไหลย้อยกลับคืนมาราวกับคลื่นที่ซัดทลายเขื่อน มันปริแตกออกมาอย่างรุนแรงพร้อมกับภาพความทรงจำที่หลงลืมไป

เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเบื่อหน่ายชีวิตองค์หญิงจงเดินทางพันลี้ไปยังตำหนักหมู่ตึกร้อยบุปผา หากเจ้าเลือกที่จะปกป้องผู้คน หนทางเดียวคือเจ้าต้องเป็นหนึ่งในใต้หล้า คัมภีร์เล่มนี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิตเจ้า เมื่อพร้อม เราทั้งสองจะได้พบกันอีกครั้ง...

นางคือสตรีชุดขาวที่มอบตราหยกให้เเก่จางหยวนลี่!?

"หืม?" โดยไม่ทันตั้งตัว คล้ายร่างเล็กๆ ของหญิงสาวถูกแรงถีบจากปราณจิตที่ก่อตัวเป็นมนุษย์ ภาพสุดท้าย นางเห็นเกลียวคลื่นสีชมพูนับหมื่นพุ่งตรงมายังร่างกายนางด้วยจิตสังหารรุนแรง "เวร!" ดวงตาของนางเบิกค้าง จดจำฝ่าเท้าเล็กๆ น่ารักที่พุ่งตรงมายังนางได้ติดตา!

หลังจากนั้น ร่างกายนางถูกดีดกระเด็นออกมาจากมิติเเห่งปราณจิต บังเกิดเสียงดัง ปัง! สนั่นไปทั่ววัง แรงกระแทกที่รุนแรงดีดนางออกจากกลุ่มควัน พุ่งออกมาจากซากหลังคาที่ถูกทำลายโดยพลังปราณอันลี้ลับ 

 ฟิ้วววววววววว!!!!  

ร่างของหญิงสาวลอยละลิ่วพร้อมเสียงกรีดร้องอันน่าตกใจ

ว๊ากกกกกกกกกกกกกกก!!!

สายตาบุรุษชุดดำนับสิบต่างมองไปยังจุดสีดำเล็กๆ ของหญิงสาวอย่างน่าตกตะลึง กลุ่มควันได้ลอยโค้งก่อนที่มันจะตกลงไปบนพื้นหิมะ ไถลไปตามแรงกดดันที่โถมซัดหลายสิบวาก่อนที่มันจะแน่นิ่งลง ทุกคนต่างทิ้งไม้กวาดและที่ตักหิมะ โจนทะยานไปยังหน้าเรือนนอนท่านอ๋องที่ถูกทำลายจนย่อยยับ

เกล็ดหิมะกลบใบหน้าเล็กๆ หยวนลี่คล้ายกับสมองของนางถูกแช่โดยน้ำแข็ง 

เมื่อลืมตาขึ้นจึงเห็นเพียงสีขาวโพลนและแสงดาวระยิบระยับ บังเกิดความงุนงงสับสนที่มิอาจอธิบาย

นี่มัน... บ้า อะไร... กัน... ฟระ เนี่ย!”

ความสับสนอลม่านที่โถมซัดเข้ามาโดยมิรู้ตัว หยวนลี่มีสีหน้าโง่งมในขณะที่นางยันกายลุกขึ้นนั่ง  สายตาทอดมองไปทางเรือนนอนที่ยังคงมีเกลียวคลื่นบุปผา ตลบอบอวลท่ามกลางเศษฝุ่นไม้ในละอองหิมะ ก่อนที่มันจะสงบลงไปในเพลาต่อมา

คัมภีร์ตัวปัญหาสงบลงอยู่ในกล่องสำริด แน่นิ่งไร้พิษภัยราวกับเมื่อครู่คือภาพลวงตา...

ช่างเป็นภาพลวงตาที่สมจริงยิ่งกว่าดูหนัง3Dเสียด้วย

Shit…

นางไม่เคยได้รับความอับอายและรู้สึกเสียหน้าขนาดนี้มาก่อน ใครเล่าจะคาดฝันว่าวันหนึ่งจะถูกถีบกระเด็นออกมาจากปราณจิตของคัมภีร์

นายหญิงท่านเป็นอะไรหรือไม่?” กัวเจียถงสืบเท้าเข้ามาคุกเข่าข้างกายพลางเอ่ยถาม สายตาเป็นห่วงมองพิจารณาร่างที่เปียกไปด้วยน้ำแข็ง ข้างหลังของมันตามมาด้วยโจวฉีหมิงและเอี้ยนเอ๋อ

อีกสามลมหายใจถัดมา มีผู้บุกรุก!!! ทหารองครักษ์ชุดดำในวังจิงถืออาวุธครบมือห้อมล้อมจางหยวนลี่ราวกับป้องกันภัยคุกคามให้แก่นาง อีกด้านมีเงาสายหนึ่งพุ่งตรงไปยังเรือนนอนเพื่อเฟ้นหาคนร้าย

หยวนลี่ “...”

นอกจากคัมภีร์เคล็ดวิชาบุปผาคลื่นวิญญาณจะทำให้นางกลางเป็นคนโง่งมไปชั่วขณะ การปรากฏตัวของชายชุดดำนับร้อยคนยังทำให้นางกลายเป็นคนบ้าใบ้อีกด้วย...

มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างนั้นรึ?

ดวงตากลมโตกวาดมองไปทั่วลานกว้างที่ถูกอัดแน่นไปด้วยร่างสูงใหญ่สีดำ นางคิดว่าวังจิงร้างผู้คน แต่มิได้เป็นอย่างที่คิด ที่แท้ก็มีแต่พวกชอบอยู่ตามป่าเขาห่างไกลผู้คนนั่นเอง...

จางหยวนลี่ได้ยินพวกมันร้องตะโกนว่า "มีผู้บุกรุก?" ในวังจิงที่มีการป้องกันเเน่นหนาจะมีคนนอกเข้ามาได้อย่างไร เห็นก็มีเเต่นางนั่นเเหละที่ดูเเปลกประหลาดไม่น่าไว้วางใจมากที่สุด มิหนำซ้ำ นางยังทำเรือนนอนของเทียนฟงพัง! โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! นางไม่รู้ว่าจะเเก้ต่างกับการกระทำนี่เยี่ยงไร

เมื่อไม่เห็นว่าหญิงสาวที่ทำตัวราวกับปลาจมน้ำจะตอบรับคำห่วงใยกัวเจียถงกลับมา เอี้ยนเอ๋อก็ได้กล่าวถามอย่างเป็นกังวล "นายหญิงท่านมิได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?" 

หยวนลี่คืนสติกลับมา ดวงหน้าซีดเผือดสบตาเอี้ยนเอ๋อพลางส่ายหน้าเนิบช้า นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหือดเเห้ง "ข้าไม่เป็นไร ไม่มีผู้บุกรุกอะไรทั้งนั้น พวกเจ้ามิต้องตื่นตระหนกรีบไปตามช่างซ่อมมาที่นี่ก่อนที่ท่านอ๋องของเจ้าจะมาเถอะ" 

ทุกคนมีสีหน้าแปลกประหลาดจ้องมองนางด้วยเเววตาพิลึกพิลั่น

หยวนลี่โบกมือร้อนตัว "ข้าไม่ได้ตั้งใจพังเรือนนอนของนายเจ้านะ ข้าเเค่ฝึกวิชาหนักมือไปหน่อย บ้าเอ้ย! ทำไมพวกเจ้าต้องมองข้าด้วยสายตาประหลาดเเบบนั้นด้วยเล่า จะเยาะเย้ยกันรึ?"

เมื่อเห็นความขุ่นเคืองของหญิงสาว อิริยาบถขึงขังองอาจของบุรุษก็เเทบถูกทลายลง ชายชุดดำทั้งหมดมีสีหน้ายิ้มไม่เชิงยิ้ม บ้างนิ่งสนิทตายด้าน บ้างส่งสายตาเอ็นดูดรุณีน้อยที่พยายามตะเกียกตะกายจากกองหิมะลุกขึ้นด้วยตนเอง พวกมันกล่าวคำ "ข้าน้อยมิกล้า" ก่อนจะเเยกย้ายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับม่านหมอก เหลือเพียงนาง เอี้ยนเอ๋อ กัวเจียถงเเละโจวฉีหมิงที่ยังคงยืนสงบเงียบก้มหน้าไม่มองนางอยู่เท่านั้น 

หยวนลี่รู้สึกเป็นกังวล

"ให้ตายเถอะ ข้าไม่คิดว่าการที่ข้าพยายามอ่านคัมภีร์เกือบจะทำให้ข้าซี้ม่องเท่งเเล้ว เอี้ยนเอ๋อ เจ้าช่วยตอบข้าทีว่านายเจ้าไม่คิดเล็กคิดน้อยเอาความกับข้ากับเเค่เรื่องเรือนนอนพัง"

พัง... พังไปทั้งเเถบ เละเทะจนดูไม่ได้เลย 

เทียนฟงเป็นคนเช่นไรมีหรือนางจะไม้รู้ ชายหนุ่มสู้อุตส่าห์เสียสละเรือนนอนหรูหราเเละสะดวกสบายให้เเก่นาง ความจริงใจนี้ กลับถูกนางพังเข้าให้อีกเเล้วไม่โกรธก็บ้า ไม่รู้จะเเก้ตัวอย่างไร เเค่เห็นว่าช่วงนี้มันพยายามไม่เปิดเผยความหงุดหงิดที่สั่งสมมาจากภายนอก นางก็เริ่มสะบัดร้อนสะบัดหนาวเเล้ว หวังว่าความเครียดจะมิได้พาลส่งผลกระทบมายังนางเเล้วเจื๋อนทิ้งเพียงเพราะพังเรือนของมันหรอกนะ...

เอี้ยนเอ๋อเห็นความไม่สบายใจของนางกลับโค้งมุมปากลี้ลับ ตอบกลับด้วยอารมณ์เรียบเรื่อยปรกติ "ความคิดของท่านอ๋อง ข้าน้อยมิกล้าคาดเดา"

หยวนลี่มีสีซีดเผือดไปชั่วขณะก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "เช่นนั้นก็เเล้วเเต่สวรรค์จะเมตตาข้าเเค่ไหน" 

เดาใจพญามัจจุราชรึ? เป็นเรื่องโง่งมโดยเเท้

ร่างบางสืบเท้าไปยังซากปรักหักพัง โชคดีเเค่ไหนที่นางดวงเเข็งไม่ถูกเคล็ดวิชาประหลาดนั่นสังหาร เเต่ลูกถีบนั่นก็บั่นทอนกำลังมอบความเจ็บปวดจุกจนเดินไม่ตรงกันเลยทีเดียว 

นางเก็บคัมภีร์กลับเข้าไปในเเหวนมิติ ขณะนั้นก็ครุ่นคิดภาพความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามา...

"ตำหนักหมู่ตึกร้อยบุปผารึ..." ในเรื่องนี้ทำให้นางนึกถึงสตรีชุดขาวทั้งสามที่นางเคยพบในโรงเตี๊ยม

"พวกเจ้า... เคยไปตำหนักหมู่ตึกร้อยบุปผาหรือไม่ มันเป็นสถานที่เยี่ยงไร?" หยวนลี่ค่อนข้างลังเลใจที่จะเอ่ยถาม นางหันกลับมามองบุรุษทั้งสามที่ติดตามอยู่ทางด้านหลัง

เอี้ยนเอ๋อเป็นผู้ตอบ "ตำหนักหมู่ตึกร้อยบุปผาเป็นที่ของสตรีชนชั้นสูง สำหรับบุรุษเเล้วนับว่าเป็นเเดนต้องห้าม ข้าเคยเเอบลักลอบเข้าไปเพื่อสืบเรื่องลับเรื่องหนึ่งเเต่ยังไม่ทันเข้าถึงก็ถูกพวกนางไล่ตะเพิดออกมาเเล้ว" ชายหนุ่มยกนิ้วเกาข้างเเก้มด้วยอาการเก้อเขิน ดวงตากรอกขึ้นนึกถึงอดีตที่ฝังใจ

จากนั้นโจวฉีหมิงได้กล่าวเสริมอย่างครุ่นคิดออกมาว่า "จะมีบุรุษใดที่สามารถเข้าไปได้ นอกจากจะถึงรอบประลองศึกชิงจ้าวยุทธภพโดยตำหนักหมู่ตึกร้อยบุปผาเป็นผู้จัด ในร้อยปีจะมีสักหนหนึ่ง"

"เป็นอย่างที่เจ้ากล่าว" กัวเจียถงตบไหล่เเกร่งสหายผู้น้องก่อนจะหัวเราะชอบใจ "ยอดฝีมือในแผ่นดินปราณเทพยุทธล้วนตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึง ทุกคนต่างตั้งความหวังเพื่อที่จะชื่นชมสาวงามทั้งสิ้น เเต่อีกหนึ่งปี! ความหวังนั่นจะเป็นจริง" จากนั้นมันหัวเราะดังกว่าเดิม

เมื่อได้ยินคำว่าสาวงามหยวนลี่ถึงกับหูผึ่งตาแวววาบ “สาวงาม?” คำว่าศึกชิงจ้าวยุทธภพดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องขี้ผง “อีกหนึ่งปี? หรือเจ้าหมายความว่าอีกหนึ่งปีจะครบรอบครั้งที่ตำหนักหมู่ตึกร้อยบุปผาจะเป็นเจ้าภาพจัดงานชิงจ้าวยุทธภพ? แบบนี้ก็ดีสิข้าอยากเข้าร่วมศึกชิงจ้าวยุทธภพด้วย”

“...”

หลังจากที่นางเอ่ยออกไป พวกมันทั้งหมดกลับเงียบกริบไม่มีผู้ใดปริปากสนับสนุนออกมาแม้แต่ประโยค

นางฉลาดเกินไป! เพียงคำพูดเล็กน้อยกลับคาดเดาได้ถูกต้อง 

ขณะนั้นจางหยวนลี่ยืนกอดอกครุ่นคิดบางสิ่ง เมื่อสัมผัสได้ถึงความเงียบงันของพวกมันจึงเงยหน้าขึ้นมอง พลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “ทำไม? เหตุใดพวกเจ้าต้องมองข้าด้วยแววตาแปลกประหลาดเยี่ยงนั้น หรือข้าเข้าร่วมไม่ได้?”

เหมือนถูกตบเตือนสติทีหนึ่ง พวกมันยิ้มแห้งพลางส่ายหน้า “หาได้เป็นเช่นนั้นไม่”

"งั้นเเสดงว่าข้าสามารถ..." ไม่ทันที่นางจะกล่าวจบเอี้ยนเอ๋อกลับเอ่ยรวบรัดปิดท้ายว่า “ดูเหมือนหิมะจะตกลงมาอีกแล้ว นายหญิงเข้าไปหลบหิมะที่เรือนหนังสือก่อนเถิดข้าจะจัดการตรงนี้เอง”

หยวนลี่แหงนมองดูก้อนเมฆที่พยายามเอาชนะดวงอาทิตย์ร้อนแรง "อืม ก็ดี" นางเห็นด้วยกับความคิดเอี้ยนเอ๋อ จิตใจเบิกบาน เพียงได้ยินเรื่องสาวงามความวิตกกังวลในเรื่องเทียนฟงถูกเขี่ยกระเด็นออกไปในพริบตา ร่างบอบบางราวกิ่งหลิวในชุดบุรุษจึงยอมเดินไปทางเรือนหนังสืออย่างว่าง่าย

เพียงหญิงสาวคล้อยหลัง...

กัวเจียถงตบปากตัวเองดังลั่น “ความปากพร่อยของข้ารนหาที่ตายแล้ว!”

“หากนายหญิงทูลขอท่านอ๋องให้พานางเข้าร่วมศึกชิงจ้าวยุทธภพ เจ้าคิดว่าใครจะโดนจัดการเป็นคนแรกหากไม่ใช่ข้า!” เอี้ยนเอ๋อค่อนข้างขุ่นเคืองต่อเรื่องนี้ มีหรือจะไม่รู้ว่าท่านอ๋องประคบประหงมหญิงสาวยิ่งกว่าอะไร เป็นเรื่องยากที่อ๋องหนุ่มจะยอมตกลงให้นางเข้าร่วมสงครามเดือด เป็นพวกมันที่จะโดนไต่สวนเอาความเพียงแค่คิดก็หนาวยะเยือกไปทั้งแผ่นหลังแล้ว

กัวเจียถงและโจวฉีหมิงมีสีหน้าสำนึกผิดพวกมันเองก็เพิ่งฉุกคิดในข้อนี้

“แต่เรื่องนี้มีเพียงเจ้าสำนักใหญ่ที่รู้ พวกเจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” เอี้ยนเอ๋อจ้องมองพวกมันด้วยความกังขา สายตาจับผิดมองไปยังพวกมันทั้งสองคน

กัวเจียถงมีสีหน้าปั้นยาก มันสบตาสหายผู้น้องคราหนึ่งก่อนจะตอบคำถาม “ในเรื่องนี้ พวกข้าคงไม่อาจตอบคำถามเจ้าได้ หากอยากรู้... พวกข้าทั้งสองคนเคยตอบคำถามท่านอ๋องไปแล้ว...” หลังจากนั้น มันเลือกที่จะเดินหนีเอี้ยนเอ๋อติดตามจางหยวนลี่ไปทางเรือนหนังสือ โจวฉีหมิงยิ้มให้มันเพียงเล็กน้อยก่อนจะตามสหายผู้พี่ไป ปล่อยให้เอี้ยนเอ๋อตกอยู่ภายใต้อารมณ์ขุ่นเคือง ทำได้เพียงยืนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“พวกเจ้าช่างกล้า...”

หยวนลี่ใช้เวลาเกือบทั้งวันนั่งซุกตัวอยู่ภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์อบอุ่น จดจ้องอยู่ที่เตาผิงภายในเรือนหนังสือ นิ้วเรียวเรียบเนียนดั่งเนื้อหยกลูบวนไปยังแหวนมิติ ในขณะนั้นนางกำลังครุ่นคิดถึงคัมภีร์เคล็ดวิชาที่ทำให้นางมองเห็นความทรงจำของจางหยวนลี่ในอดีต

ดูเหมือนใครสักคนพยายามผลักดันให้นางเดินเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ แต่ในท้ายที่สุดหญิงสาวกลับปฏิเสธมันจนพบกับจุดจบที่น่าเวทนา สตรีชุดขาว... หรือว่าจางหยวนลี่อาจมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อพวกนาง ไม่ว่านางจะครุ่นคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าใด ก็ดูเหมือนด่านความทรงจำของจางหยวนลี่ที่ปิดตายเอาไว้จะไม่ยอมเปิดเผยมันออกมาให้นางรู้

“น่าโมโหชะมัด...” 

ในบางครั้ง โชคชะตาอาจกำลังเล่นตลกไม่ยอมให้นางล่วงรู้ในสิ่งที่สมควรรู้ก็อาจจะเป็นไปได้

หยวนลี่พ่นลมหายใจออกมาคราหนึ่ง อากาศเริ่มหนาวเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมึกตามช่วงเพลาที่ผ่านไปอย่างไร้ความหมาย เมื่อดวงตากลมโตละสายตาจากกองไฟไปทางประตู นางจึงเห็นเงาทะมึนดั่งขุนเขายืนสงบเงียบท่ามกลางบรรยากาศเย็นเยือก

เย้ย! sear!!!” นางเผลอผลุสวาทออกมาด้วยความตกใจ เนื้อกายสะดุ้งโหยงมองไปยังชายหนุ่ม

ต้าหลงเทียนฟง! เจ้าบ้านั่นทำตัวราวผีสางอีกแล้ว!?

ชายหนุ่มหัวเราะครืนออกมาด้วยความขบขัน สีหน้ากวนโทสะด้วยแววตาน่าเกรงกลัว น้อยครั้งนักที่ชายหนุ่มจะยิ้ม นอกเสียจากในยามที่เขาอยู่กับจางหยวนลี่ชายหนุ่มราวกับละทิ้งบทบาทพญามัจจุราชน้ำแข็ง ร่างสูงเดินไพล่หลังไม่รีบร้อนเดินเข้ามาด้วยอารมณ์สบายๆ ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้าหญิงสาวที่เงยหน้าขึ้นมอง

เอ่ยถาม “หลายวันเเล้วที่พายุหิมะตกหนัก เจ้าเบื่อถึงขนาดพังเรือนนอนเชียว?”

ดวงหน้าขาวผ่องซีดขาวราวกระดาษก่อนจะหัวเราะแห้งๆ “นั่นมิได้ตั้งใจเสียหน่อย อาเทียนคงไม่คิดจะฆ่าข้าหรอกนะ”

“หืม?” เทียนฟงเลิกคิ้วคมกระบี่ขึ้น เขาแสร้งปล่อยจิตสังหารรุนแรงออกมา หยวนลี่สัมผัสได้ถึงไอทะมึนที่กำจายออกมาจากตัวเขา ไรเหงื่อที่น่าจะเหือดแห้งกลับไหลย้อยอยู่ข้างขมับ สีหน้าโง่งมของนางเกือบทำให้เทียนฟงหลุดขำ “เจ้าตัวโง่งมน้อย อะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่าข้าจะฆ่าเจ้ากันฮึ?”

หยวนลี่ถอนลมหายใจ เมื่อดวงตาหลุบลงจนเห็นแพขนตาดำขลับ พวงแก้มสีดอกท้อนำพาความบริสุทธิ์ของดรุณีน้อยนางหนึ่งให้หัวใจบุรุษเต้นแรง นางกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “ช่วงนี้เห็นท่านอารมณ์ไม่ค่อยดี ใครบ้างจะไม่คิดว่าท่านอยากจะฆ่าคน...”

“เหมยลี่สังเกตเห็นด้วยรึ?” เทียนฟงเลิกคิ้วขึ้นประหลาดใจนั่งลงไปยังเก้าอี้ยาวตัวนุ่ม เคียงข้างหญิงสาว

หยวนลี่กรอกตาขึ้นบนด้วยความรู้สึกระเหี่ยใจ หมอนี่... “ไม่ต้องสังเกต แค่ท่านหายใจก็ฆ่าคนได้แล้วมั้ง!” นางประชด

เทียนฟงมีสีหน้าอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด นิ้วเรียวยาวยกขึ้นเกลี่ยพวงแก้มเรียบเนียนราวหยกเนื้อดีของหญิงสาวก่อนจะโน้มกายหมายจู่โจมพวงแก้มที่น่ากินราวกับผลท้อของนาง หยวนลี่ยกกำปั้นขึ้นขัดขวางอย่างท้าทาย

“เฮ้ เฮ้! พี่ชาย ท่านฉวยโอกาสข้าอีกแล้ว!”

รูขุมขนของนางตั้งชันไปทั่วสรรพางกาย สีหน้าตื่นตะลึงด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

เทียนฟงหยุดชะงักก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “ข้าจะรินน้ำชาต่างหาก” ร่างแกร่งแสร้งโน้มตัวรินน้ำชา ยกป้านน้ำชาดื่มคราเดียวจนหมดก่อนจะวางมันกลับคืนไปด้วยอารมณ์เสียดาย

ในความเข้าใจผิดของจางหยวนลี่ หญิงสาวเสียหน้าเล็กน้อย ดวงหน้าขาวละเมียดละไมแดงเรื่อโดยมิทราบสาเหตุ นางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยด้วยอาการเก้อเขินก่อนจะเอ่ยถาม

“อารมณ์หงุดหงิดของท่านไม่ว่าผู้ใดก็มองออก ว่าแต่ท่านมีเรื่องใดให้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเพลา? หรือว่าเรื่องในวังยังไม่เรียบร้อย”

ผู้อื่นมักกล่าวว่า การเดาใจต้าหลงเทียนฟงนั่นยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร แต่สำหรับจางหยวนลี่กลับง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ ชายหนุ่มเหลือบมองนางมีสีหน้ายิ้มไม่เชิงยิ้ม ก่อนจะทอดถอนลมหายใจกล่าวตอบกลับไปว่า “หลิวเย่... หลานชายตัวดีของเราไม่ยอมขึ้นครองบัลลังก์ ข้ารู้สึกจนปัญญาที่จะเกลี้ยกล่อมแต่จะขืนบังคับเลยก็มิได้ เด็กคนนี้ค่อนข้างหัวแข็งเกรงว่ามันจะทำอะไรหุนหันพลันแล่นเข้า”

คำตอบฟังดูแหม่งๆ อย่างไรชอบกล หลานชายของเรา? นางไม่รู้ว่าตนเองไปมีหลานชายตั้งแต่เมื่อใด?

“หลิวเย่ผู้นี้ ใช่องค์ชายสิบหรือไม่?”

ในเรื่องขององค์ชายสิบนางพอได้ยินเอี้ยนเอ๋อพูดอยู่บ้างว่าเทียนฟงหมายมั่นให้องค์ชายหนุ่มขึ้นครองบัลลังก์ ไม่คิดว่าชายผู้นี้จะต่อต้านไม่ยอมรับตำแหน่งฮ่องเต้ ในแผ่นดินปราณเทพยุทธ ยังมีคนที่ไม่ต้องการอำนาจและความยิ่งใหญ่อีกหรือ?

เทียนฟงทอดถอนลมหายใจอีกครั้ง เขาครางตอบ “อืม” ในลำคอเบาๆ แม้อารมณ์ดูเคร่งเครียดทว่าสีหน้าและแววกลับแลดูอบอุ่นในยามที่จ้องมองหญิงสาว จดจ้องไปยังดวงหน้าน้อยๆ ที่กำลังครุ่นคิดบางสิ่ง

แววตาเจ้าเล่ห์นั่นดูเหมือนนางกำลังคิดซุกซนอีกแล้ว?

“นี่มิใช่เรื่องใหญ่อันใด ข้าเพียงแค่ไม่ต้องการให้หลิวเย่มีอคติต่อฐานันดรที่ได้รับ ไม่มีผู้ใดเหมาะสมที่จะขึ้นครองบัลลังก์ต้าหลงไปมากกว่ามันแล้ว เหมยลี่มีความเห็นอย่างไร?”

คำถามนี้จงใจชี้โพลงให้กระรอกชัดๆ

“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ชาย ท่านถามข้าจะให้ข้าไปถามใคร!” หยวนลี่พยายามหัวเราะกลบเกลื่อนหน้าตาย “เรื่องนี้แล้วแต่สวรรค์จะลิขิต” วลีเด็ดในหนังจีนมักใช้ในการตัดบทสนทนาได้ดีเสมอ!

ให้คนอย่างจางหยวนลี่ออกความคิดเห็น? นางยังไม่อยากหาเหาใส่หัวหรอกนะ

"ข้าว่าเราเลิกคุยเรื่องนี้ดีกว่า ข้าอยากเดินหมากกับท่านสักกระดาน... ไม่สิ เล่นมันทั้งคืนก็ได้ ไหนๆ ก็ไม่มีที่ซุกหัวนอนเเล้ว" นางพยายามเปลี่ยนเรื่อง ไม่ว่าเปล่ายังลุกขึ้นจัดโต๊ะสำหรับเล่นเกมเรียบร้อย เเต่ที่เห็นจะสำคัญหลงลืมไปมิได้นั่นคือกาสุรากุ้ยฮัว! 

"เวลาเครียดๆ มันก็ต้องดื่มจะได้หายเครียดไง? อย่ามัวเเต่มองข้าเยี่ยงลูกสุนัขเช่นนั้นมาๆ ขยับโต๊ะหน่อย คืนนี้ไม่เมาไม่เลิก!"

ที่เเท้... นางก็หาเรื่องดื่มอยู่นี่เอง เทียนฟงหัวเราะครืนพลางส่ายหน้า เห็นความทะเล้นของนางเเล้ว... คำที่สาวน้อยช่างกล้าหลอกด่าเขาเมื่อครู่เเทบมิได้นำมันมาใส่ใจเลยสักกระผีก ชายหนุ่มขยับกายไปยังโต๊ะ นั่งลงรินสุราลงในจอกให้เเก่หญิงสาว สายตาจดจ้องไปยังเเผ่นกระดานที่ว่างเปล่า มีความผ่อนคลายในบรรยากาศที่เย็นสบาย กล่าวด้วยถ้อยคำหนักเเน่น

"ไม่เมาไม่เลิก!"

ในเช้าวันต่อมา อากาศแจ่มใสยิ่งกว่าเมื่อวาน หยวนลี่เดินออกมาจากเรือนหนังสือหยุดยืนอยู่หน้าอุทยานพลางยืดเส้นยืดสายไล่ตัวขี้เกียจที่เกาะอยู่ตามร่าง สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้าสีคราม เมฆหนาที่เคยจับตัวเป็นก้อนเหลือเพียงเส้นสายสีขาวบางเบา รู้สึกสดชื่นจนต้องถอนลมหายใจ เมื่อมองไปทางตรงกันข้ามกับเรือนหนังสือคือเรือนนอนที่ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ นางเห็นชายชุดดำหลายคนกำลังตอกตะปูลงไปอย่างขะมักเขม้น

ดูเหมือนนางจะสร้างความลำบากให้แก่ผู้อื่นอีกแล้ว... แต่ถามว่าสำนึกหรือไม่? นางตอบเลยว่า ไม่ หญิงสาวหัวเราะครืนสมเพชในตนเอง เรื่องน่าอายเมื่อวานให้ตายก็อย่าให้ใครได้รู้

“เอาล่ะ วันนี้บรรยากาศเป็นใจ ถึงเวลาที่ข้าจะต้องจัดการกับเรื่องของข้าเสียที ไม่แน่ว่าข้อมูลสตรีชุดขาวที่อยู่ในความทรงจำของข้าอาจจะสืบความได้จากข้างนอกนั่น...”

ดวงตากลมโตเป็นประกายระยับ ทรงผมรัดเกล้าของบุรุษยิ่งขับเน้นดวงหน้าเกลี้ยงเกลาให้โดดเด่น รอยยิ้มซุกซนแย้มยิ้ม นางจะไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน! แค่เห็นประตูวังจิงนางก็แทบน้ำลายไหลระรี้ระริกอยากจะออกไปเที่ยวใจจะขาด

ได้ยินว่าเทียนฟงส่งสาวงามของจ้าวถางไปยังคุกหลวงฝั่งตะวันตก นางจะใช้โอกาสนี้จัดการกับสาวงามเหล่านั้นให้เรียบร้อยเช่นกัน

“คึคึ” เสียงหัวเราะปวดประสาทด้วยใบหน้าชั่วร้าย คงไม่มีสาวงามใดที่กล้ากระทำ ยกเว้นเสียแต่จางหยวนลี่... หญิงสาวเดินไพล่หลังไปยังประตูทางออกของวังอย่างผ่าเผย ทว่าไม่ทันที่นางจะก้าวพ้นประตู กลับมีวงแขนแกร่งคว้าเข้ามาที่เอวคอดราวกิ่งหลิวของนาง

หมับ!

“เฮ้ย!” ดวงตาของหยวนลี่เบิกกว้างมองดูพื้นหินที่ถูกกวาดหิมะออกไปบางส่วน ตัวของนางถูกหิ้วขึ้นสูงจนเห็นปลายเท้าที่ห้อยอยู่

ดวงหน้าน้อยๆ หันไปถลึงตามองผู้ที่บังอาจขัดขวางการออกไปเที่ยวเล่นของนาง

เพียงแค่เห็นรอยยิ้มลี้ลับจากชายหนุ่มหล่อเหลาปานเทพเซียน สบดวงตาคมกล้าดั่งดวงตาอินทรีย์อันเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงกลัวลึกลับ นางก็แทบจะผลุสวาทออกมาด้วยความไม่พอใจ “อาเทียน ท่านเป็นคนบอกเองว่าจะให้อิสระเเก่ข้า ให้ข้าทำอะไรก็ได้ แล้วที่ฉุดข้าไว้นี่คืออะไร?”

ความขุ่นเคืองส่งผ่านแววตากลมโตเป็นประกาย ดั่งผิวน้ำกระสบแสงอาทิตย์ในยามเช้า

เทียนฟงมิได้ตอบคำถามในทันทีกลับส่งรอยยิ้มหน้าตายยั่วโทสะกลับมา จะมิให้นางขุ่นเคืองได้อย่างไร? หรือว่าต้าหลงเทียนฟงผู้นี้จงใจกลั่นแกล้งนางกันเล่า

หยวนลี่ขมวดคิ้วมุ่นมองเทียนฟงอย่างไม่เข้าใจ

“ข้ามีที่ๆ หนึ่งอยากให้เหมยลี่พบกับคนผู้หนึ่ง”

“พบ? พบใคร ข้าไม่ว่างไปพบใครหรอกนะ สาวๆ รอข้าอยู่ข้างนอกนั่น” นางชี้ไปยังประตูทางออก สายตามุ่งมั่นเจือไปด้วยรอยยิ้มสดใส “ธุระของข้าสำคัญกว่า เพราะงั้น... ปล่อยโว้ยยยยย!!!” อารมณ์เบิกบานเมื่อครู่กลับฉุนเฉียวขึ้นมาทันตา เมื่อวงแขนแกร่งยังคงหนีบนางเอาไว้ที่ข้างเอว

มันเห็นข้าเป็นชิวาว่า?

บัดซบ! นางก็มีธุระของนาง เขาก็มีธุระของเขาจะอะไรกันหนักหนา ต่างคนต่างไปทำธุระของตนเองมิได้รึ!?

เทียนฟงเลิกคิ้วกระบี่ขึ้น แสดงสีหน้าประหลาดใจก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ธุระของเจ้าให้คนอื่นไปจัดการก็ได้ แต่คนผู้นี้ต้องไปพบก่อน หลังจากพบแล้วข้าจะเป็นผู้พาเจ้าท่องเที่ยวเอง”

“ฮะ? เฮ้ย!”

ไม่ทันที่นางจะปฏิเสธ ร่างบอบบางก็ถูกพาทะยานขึ้นไปยังท้องฟ้าเสียแล้ว หยวนลี่ยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจก็ถูกพาตัวมาโดยมิได้ยินยอม อดมิได้ที่จะด่าทอในใจด้วยอารมณ์หงุดหงิดท่ามกลางสายลมหนาวที่เข้าปะทะดวงหน้าเย็นเยียบ

ทิวทัศน์เมืองหลวงในยามเช้าท่ามกลางแสงสีขาวโพลนของหิมะชวนให้จิตใจเพลิดเพลินไม่น้อย ชาวเมืองเริ่มออกเดินตามท้องถนน ให้บรรยากาศงดงามแบบโบราณอันหาดูได้ยากในยุคสมัยที่จากมา หยวนลี่ค่อยอารมณ์เย็นลง คิดเสียว่าจะไปจัดการเรื่องตนเองในภายหลัง อดมิได้ที่จะเอียงคอเอ่ยถามชายหนุ่มที่เอาแต่มองไปยังข้างหน้า

“คนผู้หนึ่งที่ว่านี่หมายถึงผู้ใด ข้ารู้จักมันหรือไม่”

เทียนฟงเหลือบตามองนางเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ข้ากำลังพาเจ้าไปเข้าเฝ้าว่าที่ฮ่องเต้”

“หา?” ความประหลาดใจของนางแสดงออกอย่างเปิดเผย หยวนลี่เกือบยกมือแคะขี้หูอย่างไม่เชื่อ บางที... นางอาจจะฟังผิด

“ให้ข้าไปเข้าเฝ้าหลานชายเจ้า? เพื่อ?” สายตาของนางเต็มไปด้วยคำถาม หรือว่ามันจงใจใช้ข้าเป็นเครื่องบรรณาการเพื่อต่อรองให้องค์ชายนั่นยอมนั่งบัลลังก์ นรกเถอะ! หากเป็นจริงพ่องจะเตะให้คว่ำ

สีหน้าขมวดมุ่นของหญิงสาวเรียกเสียงหัวเราะของเทียนฟงอีกครา “เจ้ากำลังคิดอันใดอยู่ ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าช่วย”

“ช่วย?” หยวนลี่ค่อยคลายอารมณ์ลง นางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามด้วยความฉงน จ้องมองไปยังรอยยิ้มลี้ลับที่หากไม่สังเกตคงไม่เห็นว่าชายหนุ่มกำลังยิ้มอยู่ 

นางรู้สึกเกลียดชังรอยยิ้มกวนโทสะเยี่ยงนี้นัก!

“ข้าเคยบอกไปแล้วว่าข้าช่วยอะไรมิได้” นางปฏิเสธอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่น จิตใจของนางลอยไปที่ใดแล้วก็สุดรู้มิได้อยากพบว่าที่ฮ่องเต้นั่นเลยสักกระผีก แต่ดูเหมือนเทียนฟงจงใจที่จะเมินเฉย

“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้”

ยังจะเถียง?

“ไม่ได้เฟร้ย!” นางปฏิเสธ

เทียนฟงเลิกสนใจนาง สายตามองไปตามเส้นทางตามเดิม “ถือเสียว่าคืนค่าซ่อมเรือนข้าก็เเล้วกัน” กล่าวรวบรัดปิดท้าย มัดมือชกโดยไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธออกมาอีก

"..." หยวนลี่ถึงกับพูดไม่ออก ใช้ลูกไม้นี้กับนางปฏิเสธไม่ออกกันเลยทีเดียว หญิงสาวทำได้เพียงกรอกตาเหนื่อยหน่ายทอดถอนลมหายใจ ก่อนก้มหน้าจะทิ้งกายไปกับสายลม

เซ็งเป็ด...

 

 

 




--------------------------------------------------------------------------

ก่อนอื่น ต้องกล่าวขออภัยที่หายไปหลายวัน เนื่องจากสุขภาพของผู้เขียนไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย ทำให้มีโรคเครียด เวลาปั่นนิยายจึงไม่มีสมาธิเเละกลัวว่าจะออกมาได้ไม่ดี (เครียดอีก) เลยต้องปั่นๆ พักๆ จนเลยเวลามานาน ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ หวังว่านักอ่านทุกคนจะเข้าใจ เนอะ ตอนนี้ก็ดีขึ้นเเล้ว ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน

คอมเม้น20กว่าคนล่าสุด เพิ่งจะได้อ่านหลังปีใหม่ ขอบคุณสำหรับคำอวยพรปีใหม่ที่ส่งมาถึงมากๆ เลยค่ะ มีกำลังใจขึ้นมาก จะพยายามทำให้ดีที่สุด 

ส่วน นิยายอลวนรักทะลุมิติ เน้นฮา เน้นเรื่อยๆ ไม่เน้นเครียดตอนเครียดๆ ผ่านไปเเล้ว (หัวเราะ)  เครียดมาเป็นช่วงๆ ไม่ฮานี่ก็อีกเรื่องเนอะ ไม่อยากให้คนอ่านเครียด เพราะงั้นใครเครียดไม่พอใจพลอตยังไงต้องขอโทษด้วยค่ะ บางทีเสปคเราอาจไม่ตรงกันเนอะ 

สุดท้ายเเล้ว ก็  สวัสดีปีใหม่ นักอ่านทุกๆ ท่านย้อนหลังจ้า ขอให้รวยๆ เฮงๆ อุปสรรค์ใดๆ ในโลกหล้าขอให้ผ่านพ้นกันไปด้วยดี พบเจอเเต่ความสุขนะคะ

 

 

 

  

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

1,104 ความคิดเห็น

  1. #840 MoePunCH (@kuronekokuroneko) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:10
    ใครเป็นฮ่องเต้อะ555
    #840
    0
  2. #822 Fantasy World (@MissSaza) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 11 มกราคม 2560 / 22:30
    ขอบคุณค่ะ
    #822
    0
  3. #813 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 11:25
    ชอบเรื่องที่ไม่เครียดแบบนี้มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...ค่ะ
    #813
    0
  4. วันที่ 8 มกราคม 2560 / 16:24
    มาต่อไวๆนะ สู้ๆ
    #807
    0
  5. #806 ลูกแมวเหงา (@naughty-kit) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 01:07
    รอๆๆๆๆ ใจเย็นๆ ไม่ต้องเครียดนะ รักษาสุขภาพนะค่ะ เเข็งแรงๆ
    #806
    0
  6. #805 phatcharaa (@phatcharaa) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 22:08
    มาแล้วๆๆๆๆๆๆ
    #805
    0
  7. #804 Nm'mi (@nametaji_miho) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 19:49
    สวัสดีปีใหม่ค่ะ หยวนลี่สลัดเทียนฟงไม่หลุดหรอกเชื่อเถอะ
    #804
    0
  8. #803 ppvc3f8 (@ppvc3f8) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 19:46
    สนุกมากๆค่ะ
    ชอบอารมณ์แบบนี้ สบายๆ
    พักผ่อนมากๆดื่มน้ำเยอะๆ นะคะ
    ชอบเฮียกัยเหมยลี่มาก
    #803
    0
  9. #802 P-nam (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 18:58
    สวัสดีปีใหม่ ขอให้หายป่วยไข้ มีสุภาพดีแข็งแรงไวนะคะ
    #802
    0
  10. #800 Menight * (@menight) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 14:46
    ว๊ายยยได้อ่านต่อแล้ววว
    ขอบคุณค่า!!!
    #800
    0
  11. วันที่ 7 มกราคม 2560 / 13:26
    สวัสดีปีใหม่ค่า อย่าเจ็บอย่าป่วย ถ้าเจอเรื่องเครียดไปหาอะไรทำให้ผ่อนคลาย จะเดินเล่น นั่งดูวิว เล่นกับแมว และกินๆก็ได้นะคะ ช่วยได้เยอะเลย
    #799
    0
  12. #798 tanyaluck1976 (@tanyaluck1976) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 13:21
    สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขออวยพรให้ไรต์สุขภาพแข็งแรง รวยๆนะคะ รอติดตามผลงานค่ะ
    #798
    0
  13. #797 Kannika_1 (@Kannika_1) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 13:16
    ยังสนุกและฮาเหมือนเคย ขอบคุณค่ะ
    #797
    0
  14. #796 bassjeedjad (@bassjeedjad) (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 12:09
    สุขสันต์วันปีใหม่ค่า คิดถึงเหมยลี่มากเลย ต่อจากนี้เรื่องจะเป็นยังไงน้า ที่แน่ๆคือนางสลัดเทียนฟงไม่หลุดแน่
    #796
    0