ตอนที่ 49 : ตอนที่47 เเพ้ชนะเป็นที่ประจักษ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    20 เม.ย. 60
















- 49 -

 

 

 

 

 

ปทุมเพลิงผลิบานปะทุคลุ้มคลั่ง กลีบดอกร่วงโรยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เเย้มกลีบเบ่งบานซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ

ใจกลางลานฝึกยุทธ์ ทัศนียภาพโดยรอบมีต้นเหมยเป็นฉากประกอบโอบล้อมบัวเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างรวดเร็ว กลีบดอกผลิบานผลัดใบ ไม่คล้ายร่วงโรยแต่กลับชัชวาลเจิดจ้าท่ามกลางหิมะขาว

ในขณะที่หญิงสาวกำลังหัวเราะบ้าคลั่งน้ำตาเล็ดด้วยวีรกรรมเผ็ดเเสบ หลิวเย่เองก็กำลังโมโหโกรธาอย่างคลุ้มคลั่งจนดวงตาเเดงโรจน์ไม่ต่างอันใดกับปทุมเพลิงที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ขบสันกราบจนขมับปูดโปน ดวงหน้าเดี๋ยวเเดงเดี๋ยวคล้ำ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ ถลึงตามองหญิงน่าตายที่สร้างความอับอายให้เเก่มัน

บัดซบ! สตรีไร้ยางอาย!

ในก่อนหน้านั้น มันมั่นใจว่ากำปั้นที่อัดเเน่นไปด้วยพลังยุทธ์พุ่งตรงเข้าใส่เกราะปราณของหญิงสาว จะต้องสร้างความยุ่งยากลำบากใจให้เเก่นางเป็นเเน่ ทว่ามันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่มันคิด นางไม่เเม้เเต่จะเกรงกลัวซ้ำยังพุ่งเข้ามาปะทะรับมือกับกำปั้นของมันโดยตรง ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะทำให้นางกระเด็นจนตกเหวลงไปภายในหมัดเดียว กลับผิดคาด! เกราะปราณของนางมิได้ปริเเตก ซ้ำยังมิได้ทำให้นางสะท้านรับมือยากเเต่อย่างใด นางยังคงกลับไปยืนอยู่ที่เเผ่นศิลาได้อย่างมั่นคง ซ้ำยังหัวเราะเยาะออกมาได้อย่างปลอดโปร่ง!

มันยังรู้สึกเจ็บปลาบไปตามก้นกบ ลามไปถึงกระดูก!

บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ!

เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ชั่วพริบตา ร่างกายหลิวเย่ก็ให้สั่นระริกด้วยความโกรธเเค้น โทสะโหมกระพือเร็วรี่

จังหวะที่หลิวเย่พุ่งทะยานเข้าหาหญิงสาวด้วยพละกำลังมหาศาล กำปั้นที่อัดเเน่นด้วยเปลวเพลิงก็ปะทุออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง มุ่งหวังให้หญิงสาวบาดเจ็บเล็กน้อยเเละพ่ายเเพ้ไป ทว่าจางหยวนลี่กลับพุ่งทะยานเข้ามาหามันด้วยเเววตาเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ กำปั้นที่อัดเต็มไปด้วยพลังปราณสีทองของนางก็พุ่งตรงเข้าหามันเช่นกัน

ยามนั้นเเววตาหลิวเย่สั่นไหวเห็นดวงหน้าขาวนวลประดับรอยยิ้ม ร่างบอบบางอรชรดั่งนกนางเเอ่นของอิสตรีไม่กลัวเกรงอันใด พลันจิตใจมันอ่อนยวบกลับไขว้เขวไม่มั่นคง กลัวว่าหยวนลี่จะได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยปราณเพลิง จึงยั้งไมตรีลดกำลังลงไปหนึ่งส่วน ทว่าสตรีน่าตายผู้นี้กลับซ่อนลูกเล่นบางอย่างเอาไว้ ทันทีที่พลังหมัดกำลังจะตาต่อตา ฟันต่อฟันกันอย่างเด็ดเดี่ยวเเน่วเเน่ กำปั้นน้อยๆ ของนางกลับเเบออก นิ้วเรียวดั่งลำเทียนทั้งห้างุ้มงอเป็นกรงเล็บ พลังปราณลื่นไหล รับกำปั้นหลิวเย่เต็มเเรง

ขวับ!

ฉับพลันนั้น ความเร็วเพียงพริบตาเเต่กลับเนิ่นนานดั่งทากคลาน หิมะจากสายลม กลีบเหมยร่วงโรยกระทบดวงหน้าน้อยๆ บังเกิดความงามพิลาสอันน่าตื่นตระหนก ดวงตาหลิวเย่ให้ตะลึงค้าง มองมือน้อยๆ เนียนขาวดั่งเนื้อหยกกอบกุมเพลิงสีเเดงจากกำปั้นมันเอาไว้เเน่น ใช้กำปั้นของหลิวเย่เหวี่ยงร่างบอบบางของนางขึ้นไปเป็นเส้นโค้ง... 

ฟิ้ววววววว....

หลิวเย่มองร่างที่กำลังทะยานคล้ายเหาะเหินไปยังด้านหลังของมันดังไม่คาดฝัน ยังไม่ทันได้สติ ร่างของมันก็ได้โค้งตัวไปทางด้านหลังพร้อมส่งร่างหยวนลี่ลงสู่พื้นได้อย่างมันคง

ตุบ!

ทันทีที่หยวนลี่ยืนบนเเผ่นศิลาซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์เเทนภูเขาได้อย่างมั่นคง รอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้างดงามพลันปรากฏ ดวงตาเเวววาบ ราวกับเห็นเเสงดาวส่องสะท้อนออกมาจากดวงตาของนางวาบหนึ่ง ดรุณีน้อยเเค่นเสียงหัวเราะ "ฮี่ ฮี่!" ท่าทางทะเล้นนัก สองมือประกบกอบกุมเข้าหากันดัง ปับ! นิ้วชี้ตั้งตรงเหนือนิ้วที่ประกบได้อย่างมั่นคง สายตามุ่งไปยังจุดลับเบื้องหลังร่างของหลิวเย่ราวกับมองเห็นจุดอ่อน 

หลิวเย่เห็นสายตาสาดประกายรอยยิ้มฆ่าฟันออกมารุนเเรงของนาง ก็ให้ตื่นตระหนกขึ้นมาทันใด ในใจคิดอย่างร้อนรนว่า เเย่เเล้ว! 

"เคล็ดวิชา จิ้มทะลวงข้ามสหัสวรรษ!" เสียงหวานลอยเข้าสู่โสต รวดเร็วเกินยั้งมือ!

จึก!

ซืดดดดดดด!!! หลิวเย่ "..." 

หยวนลี่ "..."

หลิวเย่กลั้นลมหายใจ เก็บกลั้นความเจ็บที่ทะลุทะลวงเกราะปราณเข้ามาโดยที่มันเตรียมใจรับเเต่ก็ยังไม่ทันการ ใบหน้าพลันเขียวคล้ำ เข่นเขี้ยวเขี้ยวฟัน กลั้นเสียงคำรามที่อยากจะเเผดร้องออกมาเเทบตายเเต่กลับต้องกล้ำกลืนลงท้องลงไปอย่างยากเย็น กรอด...

หลังจากหยวนลี่จู่โจมออกไปเเล้ว หญิงสาวรีบกระโดดออกห่างจากหลิวเย่ม้วนตัวกลับไปยืนยังจุดที่นางเคยยืนอยู่ก่อนหน้านั้น หัวเราะเสียงดังก้อง การกระทำรวดเร็วเเทบจับตามองไม่ทัน เเต่กลับติดตาอยู่ในครรลองสายตาของหลิวเย่ ในใจของมันขู่คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด นรก! สตรีสมควรตาย! สตรีน่าตาย! 

การกระทำอุกอาจไร้ยางอายเยี่ยงนี้จะมิให้มันโกรธได้หรือ

กระทั่งตอนนี้ นัยน์ตาหลิวเย่ยังคงเเดงฉาน สีหน้าเยียบเย็นดั่งปีศาจ จดจ้องหญิงสาวน่าตายที่หยุดหัวเราะไปเเล้ว ความทะลึ่งทะเล้นได้เเปรเปลี่ยนเป็นสงบเงียบท่ามกลางละอองหิมะเเละกลีบดอกเหมย

สายตาเคร่งขรึมจ้องมองมายังปทุมเพลิงมารที่ปะทุอยู่เหนือฝ่ามือหลิวเย่ ขนาดของปทุมเพลิงมารจากฝ่ามือ จนบัดนี้ยิ่งมองยิ่งใหญ่เท่าอ่างอาบน้ำได้ 

หญิงสาวสัมผัสได้ถึงพลังยิ่งใหญ่มหาศาลที่อัดเเน่นอยู่ในบัวเพลิงนั่น เเม้คนผู้หนึ่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายสิบเมตรยังต้องถูกขู่ขวัญกลัวจนฉี่เเทบเล็ด นับประสาอะไรกับหยวนลี่ที่อยู่ห่างเพียงสิบก้าว ในสิบก้าวอยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงความร้อนที่เเผดเผา เส้นขนตามร่างกายพลันหงิกงอราวกับกระโจนเข้าไปในกองไฟโดยตรง 

พลังยิ่งมหาศาลอัมหิต เคล็ดวิชายุทธ์อันน่าอัศจรรย์ดึงดูดสายตาของจางหยวนลี่ให้จ้องมองมันด้วยความตื่นตระหนก...

เเม่เจ้า! หากลูกไฟที่ผลิบานเป็นดอกบัวนั่นพุ่งโจมตีมาโดยตรง มีหวังได้กลายเป็นเนื้อย่างเเน่ๆ 

บนเเผ่นดินปราณเทพยุทธ นอกจากผู้ที่ใช้ปราณธาตุทองเเล้ว ปราณธาตุไฟก็เป็นบุคคลที่น่าอันตรายเป็นที่หนึ่ง ผู้ครอบครองปราณธาตุทองสามารถเเปรเปลี่ยนพลังธาตุไปตามสภาพเเละสถานการณ์ มีตัวตนคล้ายไม่มีตัวตน เป็นพลังธาตุที่สามารถรับมือได้กับทุกธาตุนับได้ว่าร้ายกาจเป็นที่หนึ่ง คือคู่ต่อสู้ที่ล้มยากอย่างเเท้จริง ทว่าผู้ใช้ปราณธาตุไฟ เเต่ไรมาไฟก็ทำลายทุกสิ่งให้พินาศย่อยยับ ผู้ที่ครอบครองปราณธาตุไฟมีเเต่จะทำลายสรรพสิ่งเเม้กระทั่งชีวิตเล็กๆ อย่างมดปลวก

เเม้ธาตุทองเเข็งเเกร่งเเต่ธาตุไฟก็ยากจะต้านทาน หากต้องเผชิญหน้ากัน ย่อมต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวสาหัสไม่เเพ้กัน หยวนลี่คือผู้ที่เพิ่งเข้าใจเกี่ยวกับปราณเทพยุทธอย่างถ่องเเท้ได้ไม่นาน เมื่อมาประสบกับตัวเอง มีหรือที่นางจะไม่ตื่นตระหนก สมองชั่วเเล่นเค้นหาเคล็ดวิชาที่เทียนฟงเคยถ่ายทอดออกมาอย่างฉับพลัน เเต่มันกลับไม่มีเคล็ดวิชาใดเลยที่จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงตรงหน้า

Holy Shit....

"บังอาจนัก!" คำตวาดเกรี้ยวกราดเย็นชา หลิวเย่ให้โกรธจริงๆ เเล้ว!

หยวนลี่ "..." นางพูดไม่ออก นึกเสียใจในภายหลัง ทว่าความเสียใจก็อยู่ในจิตใต้สำนึกได้ไม่นาน หญิงสาวกลับสามารถแย้มยิ้มออกมาได้อย่างหน้าตาย

ไหนๆ ก็กินดีหมีตีนเสือไปเเล้ว จะให้คายออกมาก็เสียหน้ากันพอดี 

"รับเเละรุกครั้งที่หนึ่ง" หยวนลี่กล่าวออกมาด้วยท่าทางเฉื่อยเนือย ไม่อนาทรต่อปทุมเพลิงมารที่ดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่แท้จริงแล้วจิตใจได้หล่นฮวบไปอยู่ที่ตาตุ่ม คิดอย่างรอบคอบว่าควรรับมือกับพลังยุทธ์นั่นอย่างไร

ดูเหมือนเเม้หลบก็ไม่พ้น คงต้องรับมือโดยตรงกันสักตั้ง!

คิดเช่นนั้น เกราะปราณชั้นที่สองพลันค่อยๆ อาบร่างจนเกิดรัศมีเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า เป็นเกราะปราณที่หยวนลี่ค้นพบและเรียนรู้มันโดยบังเอิญมิทันตั้งตัว ซ้ำยังปล่อยพลังปราณออกมาได้อย่างปลอดโปร่ง มิได้สร้างความยุ่งยากลำบากใจให้เเก่ร่างอันบอบบางของนางเเม้เเต่น้อย

"!?" ทุกคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ห่างออกไปจากลานฝึกยุทธ์ มองหลิวเย่เเละจางหยวนลี่ พวกมันล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึงไม่คาดฝัน

ปทุมเพลิงมารของหลิวเย่นับว่าทำให้พวกมันตกตะลึงมากเเล้ว ทว่าเกราะปราณชั้นที่สองของจางหยวนลี่นั่นกลับน่าตื่นตะลึงมากกว่า!

นั่นมิใช่เคล็ดวิชาปราณเกราะที่ผู้เยี่ยมยุทธ์ในระดับปราณเทพยุทธขั้นสูงเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้หรอกหรือ? เเม้หยวนลี่สามารถทะลุทะลวงข้ามขั้นจนถึงขั้นปราณเทพยุทธขั้นพื้นฐานระดับสาม ทว่าการทะลุทะลวงเส้นชีพจรของนางยังไม่อาจสร้างเกราะปราณชั้นที่สองได้อย่างเเน่นอน การที่นางสร้างปราณเกราะชั้นที่สอง นั่นอาจส่งผลให้เส้นชีพจรนางเสียหาย!

จากความรู้สึกตื่นตะลึงกลับเป็นความเคร่งเครียดหวั่นวิตกใจขณะที่เฝ้ามองหญิงสาว

เเม้เเต่หลิวเย่เองก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนเเปลงของปราณเกราะ ในขณะที่จดจ้องไปยังจางหยวนลี่ จากใบหน้าเขียวคล้ำ กลับยิ่งเยียบเย็นดั่งน้ำเเข็ง

"โง่งม! สตรีโง่งม" เหตุใดมันจึงรู้สึกหงุดหงิดต่อการกระทำของนางถึงเพียงนี้ เเม้โกรธ เเต่ก็มิได้ถึงขั้นหมายอยากเอาชีวิต นางจำเป็นที่จะต้องเอาชีวิตและร่างกายตัวเองมาเสี่ยง? เพียงเอ่ยปากว่าข้ายอมเเพ้นั่นยากมากสำหรับนางเชียว?

ขณะนั้นเองหลิวเย่พลันได้สติ ความโกรธบดบังดวงตา มันเองก็ถือพลังสังหารอยู่บนฝ่ามือเหนือศีรษะคิดจะเอานางถึงตายด้วยความโกรธเพียงนั้น เเต่... มันก็น่าโมโหจริงๆ มิใช่หรือ? ในใจคิดเหยียดหยาม

เฮอะ! สตรีน่าตายไม่คู่ควรกับสุดยอดเคล็ดวิชาอัคคีนี่หรอก!

"ฮึ!" มันเเค่นเสียงหัวเราะหยามหยัน โทสะได้คลายลง ปทุมเพลิงมารก็ได้คลายลง เพียงฝ่ามือหุบลง ปทุมเพลิงมารอันน่าเขย่าขวัญก็หายวับไปในพริบตา ความหนาวเย็นเอาชนะความร้อนเเผดเผา เย็นยะเยือกเสียดเเทนเข้าไปถึงกระดูก ไอเย็นจากเเท่นศิลากลืนเมฆาก็เข้ามาเเทนที่

หยวนลี่เห็นว่าอยู่ๆ หลิวเย่ก็ยั้งมือทำให้นางรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เลิกคิ้วขึ้นด้วยความกังขาเเต่ก็คลายกล้ามเนื้อส่วนที่เกร็งเขม็งตามร่างกายไปหลายส่วน เกราะปราณค่อยๆ ปริเเตก รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอย่างน่าหงุดหงิด

"สตรีบอบบางอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ปทุมเพลิงมารข้าก็สามารถทำให้เจ้าพ่ายเเพ้ได้ กระบวนท่าที่หนึ่งเป็นเพราะข้าประเมินเจ้าต่ำไป ในกระบวนท่าที่สองข้าย่อมไม่ประมาทเเน่!" หลิวเย่เอ่ยดูถูกเหยียดหยันมั่นใจในตนเองเต็มร้อย กลบเกลื่อนความอับอายกลืนลงท้องลงไป ความเคืองเเค้นที่หยวนลี่กล้าล่วงเกินโดยการเล่นตลกกับมันเยี่ยงกระบวนท่าก่อนหน้าย่อมไม่สูญออกไปโดยเร็ว เเน่นอนว่ามันต้องเล่นนางคืน!

ได้ยินเช่นนั้น หยวนลี่ก็ไม่คลายความประมาท

หลิวเย่ผู้นี้พลังยุทธ์ไม่ธรรมดาค่อนข้างร้ายกาจ ที่นางยั่วโทสะมันเพราะต้องการรู้ว่าองค์ชายผู้นี้มีฝีมือเเค่ไหน เมื่อได้เห็นเเล้วจะประมาทอีกมิได้ ในกระบวนท่าต่อไป เเม้หลิวเย่ไม่คิดใช้เคล็ดวิชาที่ร้ายกาจนั่นออกมาขู่ขวัญ เเต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีลูกเล่นใดซุกซ่อนอยู่ อายุเพียงสิบห้าปีก็มีความสามารถถึงเพียงนี้ เมื่อเปรียบกับนางที่อายุสิบหกปีมีเพียงเเค่เคล็ดวิชายุทธ์พื้นฐาน เเละวิชาลูกเหล็กระดับสูงที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากเทียนฟงล้วนเสียเปรียบ นอกจากดัดเเปลงเคล็ดวิชาเหล่านี้เพื่อรับมือกับหลิ่วเย่ พลิกเเพลงไปตามสถานการณ์ยังมีความหวังว่าจะเอาชนะหลิวเย่ได้อยู่บ้าง เเต่เมื่อครู่ ได้โคจรลมปราณเพื่อสร้างปราณเกราะสองชั้น ร่างกายเเละการไหลเวียนของลมปราณเริ่มโคจรยุ่งเหยิง หากใช้ลมปราณออกมามากจนเกินไปด้วยสภาวะเเทรกซ้อน เกรงว่าชีพจรในร่างคงได้ขาดสะบั้นเป็นเเน่ เเม้จิตวิญญาณมิใช่คนในยุคนี้เเต่สัญชาตญาณกำลังร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง

คิดได้เช่นนั้น หยวนลี่ก็ให้เเย้มยิ้มไปถึงดวงตา เป็นความลุ่มลึกที่ทำให้คู่ต่อสู้เกิดความหวาดระเเวง ไม่เผยไต๋ว่านางกำลังบอบช้ำอยู่ภายใน "หากเจ้ามั่นใจเช่นนั้น ข้าเองก็จะเอาจริงบ้างเเล้ว" สองมือประกบ นิ้วชี้ทั้งสองตั้งตรงอีกคราหนึ่ง คล้ายกับท่านินจาที่กำลังประสานอิน

นานครั้งที่จะได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง เมื่อเผชิญหน้ากับเด็กยังจะต้องกังวลอะไรอีก?

หลิวเย่เห็นนางไม่สะทกสะท้านหรือเกรงกลัว ซ้ำยังหยามหยันมันด้วยรอยยิ้มหน้าตาย เห็นนางทำมือเช่นนั้นกลับย้ำเตือนความอับอายที่นางมอบให้ ใบหน้าของมันพลันเเดงก่ำโทสะพุ่งขึ้นสูงเหี้ยมเกรียมดุดัน ตั้งท่าพุ่งทะยานเข้าโจมตี

ถ้อยคำสนทนาของทั้งสองกลางลานฝึกยุทธ์ เเม้ไม่ดังมากเเต่ก็พอทำให้ผู้ที่ยืนอยู่รอบนอกได้ยินอย่างชัดเจน ทุกคนในที่นั้นเห็นว่าหลิวเย่ไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามก็ให้โล่งอก เห็นว่าหยวนลี่ไม่ดึงดันใช้เคล็ดวิชาจวนตัวก็ให้จิตใจปลอดโปร่งถอนลมหายใจดังเฮือกออกมาเป็นทิวเเถว เอี้ยนเอ๋อ กัวเจียถงลอบปาดเหงื่ออย่างลุ้นระทึกก่อนที่จะขยับร่างหาที่กำบัง รอดูการต่อสู้ในกระบวนท่าต่อไป มิได้สังเกตเห็นชายเสื้อคลุมดำของผู้ที่เข้ามายืนชมการต่อสู้เพิ่มขึ้นอีกรายหนึ่ง

ลานฝึกยุทธ์เต็มไปด้วยกลีบดอกเหมย หิมะขาวตกลงมาจากหมู่เมฆสีเทาไม่ขาดสาย สายลมกระโชกหอบกลีบบุปผาเเละปุยหิมะกระทบร่างหนึ่งหญิงหนึ่งชายดั่งระลอกคลื่นซัดสาด เเต่กลับอ่อนโยนดับอารมณ์ร้อนของทั้งคู่ให้เยือกเย็นดั่งสายน้ำในฤดูวสันต์

ทั้งคู่ประสานสายตาสุขุมลุ่มลึกเลวร้ายมองหยั่งเชิงกันไม่กระพริบ อิริยาบถของหลิวเย่คล้ายกับจะพุ่งทะยานเข้าห้ำหั่นกับหยวนลี่ได้ทุกเมื่อ

ขณะที่ทั้งคู่กำลังหยั่งเชิง สมองหยวนลี่ก็เเล่นเร็วรี่

นางจำเป็นต้องให้หลิวเย่พ่ายเเพ้ภายในกระบวนท่าที่สองหรือสาม!

วิชาตัวเบาหลิวเย่ยังด้อยกว่านางถึงสองขั้น หากใช้จุดนี้ เเม้หลิวเย่งัดเคล็ดวิชายุทธ์ที่ร้ายกาจออกมาอีกก็มิใช่อุปสรรค์ นางย่อมต้องเอาชนะมันได้อย่างเเน่นอน

ประกายตาหยวนลี่เฉียบคมขึ้นมาให้ฉับพลัน

"รับมือ!" หลิวเย่ตวาดกร้าวดุดัน เเตะปลายเท้าลงบนเเผ่นศิลาพุ่งทะยานเข้าหาหญิงสาวด้วยความเร็วที่จับตามองไม่ทัน กำปั้นเเละฝ่าเท้าพุ่งเข้าใส่จางหยวนลี่อย่างเร็วรี่เยี่ยงลูกธนูที่หลุดออกจากเเล่งเห็นเป็นเส้นเเสงสีเเดงที่พุ่งตรงเข้าหาร่างสีทอง ทั้งดุดันเเละเเข็งเเกร่ง ในความเร็วของหลิวเย่เเละพลังยุทธ์ที่อัดเเน่นอยู่ในกระบวนท่าการต่อสู้ ล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจ

เพียงโคจรลมปราณสามในสี่ลงสู่กำปั้นย่อมต้องสามารถทลายเกราะปราณของจางหยวนลี่ให้นางได้รับบาดเจ็บสาหัสไปถึงสองวันได้อย่างเเน่นอน! เพียงเท่านี้ก็สามารถระบายโทสะของมันออกมาได้เเล้ว

หยวนลี่ไม่สะทกสะท้านทั้งยังยืนเผชิญหน้าต่อกระบวนท่าหลิวเย่ได้อย่างมั่นคง เเววตาเยือกเย็นมุ่งมั่น จดจ้องไปยังกำปั้นที่พุ่งตรงเข้าใส่ คลื่นลมผันผวนเกิดเป็นเกรียววนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางโคจรลมปราณลงสู่ชีพจรหยินเชียวในจุดซูรุ่ยอย่างเงียบงัน

ในความผิดปรกตินี้ไม่มีใครสังเกตเห็นเเม้เเต่หลิวเย่เองก็ตาม ทว่าไม่อาจเล็ดรอดไปจากสายตาคนผู้หนึ่งที่ยืนมองอยู่ข้างลานฝึกยุทธ์ กำลังอ่านใจนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เทียนฟงยืนชมการประลองของคนทั้งสองอยู่นานมากเเล้วเเต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็น ร่างสูงยืนไพล่หลังอาภรณ์สีดำขับดุลดวงหน้าให้เคร่งขรึม ทว่าในเเววตาเเละมุมปากที่ยากสังเกตกลับมีรอยยิ้มลี้ลับเเฝงไปด้วยความภาคภูมิใจลึกซึ้ง...

 

ฟุบ!

หยวนลี่เริ่มเคลื่อนไหวเมื่อกำปั้นหลิวเย่เข้าถึงตัว เเม้หลิวเย่เร็วมาก เเต่ก็ยังพ่ายเเพ้ให้เเก่วิชาตัวเบาเเปลกประหลาดของจางหยวนลี่ พลังหมัดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังปราณเกรี้ยวกราด เมื่อไม่อาจชกลงสู่เป้าหมาย เเววตาหลิวเย่สั่นไหวด้วยความตื่นตะลึง เเรงหมัดเหวี่ยงลงสู่พื้นศิลาเกิดเสียงสนั่นดัง ตูม! 

เเท่นศิลากลืนเมฆเกิดหลุมขนาดใหญ่ เศษศิลาปลิวกระจายไปทั่วทิศราวเศษหยก ไร้วี่เเววของร่างคน

"บัดซบ!" มันเงยหน้าขึ้นสู่เหนือฟ้า เห็นร่างหยวนลี่ยังคงกระโดนค้างอยู่กลางอากาศ ภาพดั่งวิหกติดตาอยู่ในระยะสามผิง ยิ้มเยาะมองมันด้วยเเววตาชั่วร้าย 

หยวนลี่ไม่ปล่อยโอกาสให้มันตั้งตัวทัน ลมปราณที่โคจรลงสู่ฝ่าเท้า เตะลงท้ายทอยของมันเต็มเเรง ปัง! กระทบลงสู่เกราะปราณของหลิวเย่อย่างจังจนเกิดรอยร้าว ทำหลิวเย่เกิดอาการมึนตื้อไปชั่วขณะเเต่หลิวเย่เองก็ยังสามารถประคับประคองร่างพลิกสถานการณ์ ใช้กฎแห่งเเรงโน้มถ่วงที่หยวนลี่ฟาดกำลังตีลังกามาหนึ่งตลบ ฟาดหน้าเเข้งสวนกลับไปที่ใบหน้าของนางเต็มเเรง ขวับ!

"!!?" หยวนลี่เบิกตาจนกลมกว้างเห็นท่อนขาหลิวเย่พุ่งเข้าใส่ นางยกเเขนขึ้นรับเเรงกระเเทก ปัง! กำลังที่ฟาดลงมาเเม้ไม่หนักหน่วงเท่ากำลังของหยวนลี่เเต่ก็นับได้ว่าร้ายกาจ

เเขนเเละท่อนขาทั้งสองฝ่ายปะทะเข้าหากันเต็มเเรงเกิดพลังผลักดัน หยวนลี่กระเด็นออกไปไกลหลายสิบก้าวใบหน้าบิดเบี้ยวเคร่งขรึม พลิ้วกายลงไปยังเเผ่นศิลาในวงล้อมของดาวห้าเเฉก

"ฮึ่ม!" หลิวเย่เองก็กลับมายืนอยู่บนเเผ่นศิลาอีกเเผ่นหนึ่งได้อย่างมั่นคง อาการปวดหนึบบนท้ายทอยทำให้มันอดคำรามออกมาด้วยความหงุดหงิดมิได้

"กระบวนท่าที่สอง เสมอ" หยวนลี่เอ่ยคำเฉื่อยเนือย เผยรอยยิ้มไม่เชิงยิ้มสบตาหลิวเย่ที่เคร่งขรึมไม่เเพ้กัน ท่อนเเขนบอบบางรู้สึกชาหนึบไปทั้งเเถบ

"วิชายุทธ์ของพวกเขาล้วนสูสีกัน ข้าดูไม่ออกเลยว่าใครจะชนะ" โจวฉีหมิงเห็นการต่อสู้รุกรับที่ดูเหมือนไม่จบง่ายๆ ก็อดเอ่ยปากออกมามิได้ กัวเจียถงเองก็เห็นด้วยจึงพยักหน้าตอบ ส่วนเอี้ยนเอ๋อยืนกอดอกเฝ้ามองเงียบๆ ในใจครุ่นคิดว่าหยวนลี่เเละหลิวเย่ทั้งคู่ต่างออมมือให้เเก่กัน ดูเหมือนการประลองจะเป็นการประลองกระชับความสัมพันธ์ของพวกเขาเสียมากกว่า มิได้มุ่งหวังเเพ้ชนะโดยตรง

"กระบวนท่าที่สามข้าพร้อมเเล้ว" หยวนลี่เอ่ยคำเร่งเร้าอย่างเหิมเกริม

"ดี!" หลิวเย่เองก็ไม่ปล่อยให้นางเหิมเกริมไปมากกว่านี้ โคจรลมปราณลงสู่กำปั้นเเละฝ่าเท้าเร่งความเร็วในอีกระดับหนึ่ง ความเร็วที่มันพุ่งตรงเข้ามาเยี่ยงอัสนีบาต นับได้ว่าร้ายกาจไม่เเพ้ผู้ฝึกยุทธ์ปราณเทพยุทธขั้นเริ่มต้น ผู้คนที่เฝ้ามองต่างเลิกคิ้วเบิกตาค้าง จดจ่อไปยังจางหยวนลี่ว่าจะรับมือกับกระบวนท่าที่รวดเร็วนั่นอย่างไร

ขณะนั้น หยวนลี่ยืนยิ้มอยู่ที่เดิม ยิ่งมองยิ่งเห็นรอยยิ้มลี้ลับปรากฏ เป็นรอยยิ้มชั่วร้ายเเละเเววตาซุกซนซ่อนเร้นเเอบเเฝง เทียนฟงเห็นรอยยิ้มเเละเเววตาของนาง อดประหลาดใจเลิกคิ้วยิ้มตามมิได้

จังหวะที่หลิวเย่กำลังเก็บรวบรวมพลังทั้งหมดเพื่อทำลายปราณเกราะที่ห่อหุ้มร่างของหญิงสาวหวังให้นางเเพ้ราบคาบในกระบวนท่าสุดท้ายนี้ พลัน! ร่างที่เคยยืนอยู่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยการเคลื่อนไหว หลิวเย่เเยกเขี้ยวยินฟัน

"ลูกไม้เดิมๆ!" มันตวาดกร้าวออกมาอย่างรู้ทัน ตีลังกาหมายเตะร่างหญิงสาวที่ลอยตัวอยู่เหนือด้านบน ปิดกั้นการโจมตีอยู่ด้านหลัง ไม่ว่าหยวนลี่จะเล่นลูกไม้ใดมันย่อมไม่ปล่อยช่องว่างให้นางโจมตีกลับได้อย่างเเน่นอน เเต่ทว่า...

"...!?" 

ผู้ที่เฝ้ามองต่างส่งเสียงตระเบ็งเซ็งแซ่อย่างลุ้นระทึก

"โอ้...."

“นั่น...” 

มีบางอย่างผิดปรกติ! 

เพียงเสี้ยววินาทีก็เกิดเสียงดัง ตูม!

"อัก!"  ในขณะที่หลิวเย่กำลังสับสน นี่มันเกิดอะไรขึ้น!? รอบด้านไร้วี่เเววของหญิงสาวที่คาดว่าจะโจมตีกลับ กลับว่างเปล่า!

ในความตื่นตระหนกนี้เองทำให้มันที่ตั้งท่าจะหมุนตัวกลับมายืนบนเเผ่นศิลา พลันเเผ่นศิลาได้เเตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภายใต้ฝ่าเท้าของมันอย่างรุนเเรง

หลิวเย่ถูกเเรงระเบิดทำให้ตกใจ ร่างของมันจึงหงายหลังล้มตึง! ตกลงไปในเหวสมมุติอย่างง่ายดาย เป็นความง่ายดายที่สร้างความสับสนมึนงงเเละอัปยศอย่างเเท้จริง!

ส่วนจางหยวนลี่ นางยืนอยู่ปลายยอดสุดในรัศมีของดาวห้าเเฉก กระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อเห็นว่านางได้รับชัยชนะ!

ผู้ที่เฝ้าชมอยู่รอบลานกว้างล้วนเห็นเหตุการณ์ได้ชัดถนัดตาต่างมีสีหน้าโง่งม ต่างพากันยืนอ้าปากตาค้าง ขากรรไกลล่างแทบจะตกสู่พื้นธรณี

ไม่รู้ว่าการต่อสู้ในกระบวนท่าสุดท้ายนี้นับได้ว่าจบสิ้นการประลองเเล้วหรือไม่ เเต่หลิวเย่ก็ได้ตกลงไปในเหวเเล้ว... 

เช่นนั้น...

"เจ้า! เจ้าเล่นตุกติก เจ้าคนขี้โกง!" หลิวเย่โมโหโกรธาชี้หน้าด่าหญิงสาวด้วยความไม่พอใจ เเม้เเต่เรื่องคิดปัดฝุ่นบนอาภรณ์ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นไปเสียเเล้ว ใครเล่าจะคิดว่านางจะเล่นสกปรกถึงเพียงนี้!

หยวนลี่เห็นหลิวเย่โมโหก็หัวเราะออกมาเสียงดัง กล่าวว่า "เราไม่ได้ตกลงกันเอาไว้ไม่ใช่หรือ? ว่าห้ามทำลายภูเขา เจ้าผิดที่ไม่ระมัดระวังทำให้ข้าทำลายฐานที่มั่นของเจ้าไป สมควรเเล้วที่เจ้าตกลงไปในเหว ข้าขี้โกงตรงไหน?"

ร่างบอบบางราวกิ่งหลิวแบมือยักไหล่ไม่ยี่หระ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากเเผ่นศิลาสืบเท้าเข้ามาทางหลิวเย่ นางยืนไพล่หลังสบตามันด้วยรอยยิ้มขบขัน

หยวนลี่ก็เเค่เห็นว่าหากวัดกันด้วยกำลังนางเเละหลิวเย่ต่างฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยง จะหนักมือก็มิได้จะเล่นถึงตายก็ใช่ที่ ดังนั้น หากคิดจะตัดสินเเพ้ชนะย่อมต้องให้คนใดคนหนึ่งตกลงไปในเหวในกระบวนท่าที่สาม การเอาชนะเยี่ยงนี้ถือว่าพินอบพิเทากับคู่ต่อสู้มากแล้ว เเต่ผู้ชนะย่อมต้องเป็นนางเท่านั้น! นางจึงเเอบหยิบลูกเหล็กออกมา ขณะที่หลิวเย่ชกลมก็ดีดลูกเหล็กใส่เเผ่นศิลาใต้ฝ่าเท้าหลิวเย่ซะ

ในขณะที่หยวนลี่แสร้งเล่นลูกไม้เดิมเด็กหนุ่มกำลังคิดจะโจมตีสวนกลับมา ย่อมไม่ทันระวังตัวเเละไม่อาจหาฐานที่มั่นอื่นเพื่อประคองตัวในทันที ผลก็เลยออกมาอย่างที่เห็น นางทะยานร่างหายตัวไปด้วยความเร็วแสง ดีดลูกเหล็ก ทำลายเเผ่นศิลา ทว่าพลังลูกเหล็กที่ดีดออกไปกลับมีพลังทำลายมหาศาลเเม้กระทั่งลานฝึกยุทธ์ก็พลอยถูกทำลายจนเป็นหลุม หลิวเย่ตกใจหงายหลังล้มจ้ำเบ้าไป ผลคือหลิวเย่ตกลงไปที่พื้น เเค่นี้ก็ตัดสินได้เเล้ว

"เจ้า เจ้า!" หลิวเย่ถลึงตาชี้หน้าหญิงสาวตั้งท่าอยากจะด่านางจนตัวสั่นเทิ้ม แต่ไม่รู้ว่าจะสรรหาคำหยาบใดมาด่าทอนางดี คำเรียกขานจึงติดอยู่ที่ปลายลิ้น

ความผิดพลาดนี้ใครกันจะอยากยอมรับ! 

"ทำไม หรือเจ้าจะผิดคำ? ลูกผู้ชายพูดเเล้วไม่คืนคำ! หรือเจ้าอยากใส่กระโปรง?" หยวนลี่เลิกคิ้วยียวนกวนโทสะ

หลิวเย่โกรธจนหน้าเเดงโทสะโหมกระพือ มันทนต่อไปไม่ไหวเเล้ว!

หมับ!

ร่างเด็กหนุ่มพุ่งกระโดดดึงทึ้งเส้นผมหญิงสาว “ข้าจะฆ่าเจ้า!”

ยามนี้ไม่สนเเล้วว่า ด้วยฐานะของมันเเละนางจะอยู่ในตำเเหน่งใด ขอให้ได้ต่อยตีให้หายโมโหเท่านั้นก็พอ! 

หลิวเย่อายุเพียงสิบห้าปี เเม้การว่างท่าจะดูสุขุมดูแก่แดดเกินตัวเเต่จะอย่างไรก็ยังเป็นเด็กหนุ่มวัยเลือดร้อนอยู่ ทำอะไรหุนหันพลันเเล่นอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อโดนยั่วโทสะเข้าหน่อย ต่อให้ต่อยตีโดยไร้พลังยุทธ์ดังคนปรกติสามัญก็ต้องระบายความคลั่งเเค้นเเละความอัปยศนั่นออกมาให้ได้ มันจึงไม่ลังเลเเม้เเต่น้อย ใครจะสนเล่าว่าหญิงน่าตายผู้นี้จะเป็นใคร จะงดงามเพียงไหน ใส่หมัดไม่ยั้ง!

ตุบ ตับ ตุบ ตับ ผลัก!!!!!

"โอ๊ย!" หยวนลี่ถูกหลิวเย่ต่อยเข้าที่ข้างเเก้มทีเผลอไปหมัดหนึ่ง ก็ให้ร้องโอดโอยด้วยความปวดร้าว คิดไม่ถึงว่าหลิวเย่อยากจะหมัดมวยโดยไร้พลังยุทธ์ เเรงหมัดของมันก็ร้ายกาจยิ่ง หญิงสาวกัดฟันกรอดด้วยนึกโมโหจึงสวนหมัดหลุนๆ คืนกลับไปอย่างกระชั้นชิด หลิวเย่ที่หน้ามืดมิได้หลบเลี่ยงก็ถูกกำปั้นเล็กๆ ต่อยเข้าที่เบ้าตา ดัง ผลัก!

"อูย..." เเม้เป็นการต่อยตีธรรมดาเเต่เสียงเนื้อกระทบเนื้อกลับดังกังวานชัดเจน

เอี้ยนเอ๋อ กัวเจียถงเเละโจวฉีหมิง อดนิ่วหน้าเจ็บเเทนมิได้ 

เเม้รู้ผลเเพ้ชนะเเล้ว เเต่ก็ยังไม่มีใครยอมใคร หลังจากหยวนลี่ต่อยสวนกลับไปหลิวเย่ก็สวนหมัดกลับมา หยวนลี่หลบกำปั้นไปได้ก็สวนหมัดหลิ่วเย่ไปอีกหลายหมัดไม่ยั้ง มองดูเเล้วเป็นการวิวาทของเด็กชายทั่วไป ผิดเพียงว่าหยวนลี่มิใช่บุรุษเเต่กลับต่อยตีกับหลิวเย่เยี่ยงบุรุษ

ทั้งคู่ตะลุมบอนคลุกฝุ่นอยู่ที่พื้นศิลา ยื้อยุดฉุดกระชาก ท่าทางเหี้ยมโหด

หากใครสักคนฟันไม่ร่วงหมดปากก็ยากจะเลิกรา...

เทียนฟงยืนไพล่หลังทอดมอง

เดิมทีเขาผ่อนคลายสีหน้าเเละอารมณ์เคร่งขรึมลงไปมาก ยิ่งเห็นว่าหยวนลี่ได้รับชัยชนะอย่างง่ายดายก็ให้ปลอดโปร่งอารมณ์ดียิ่ง เเต่พอเห็นพวกเขาทั้งสองต่อยตีไม่ยอมความก็ให้อารมณ์เยือกเย็นพุ่งขึ้นสูง สีหน้าเฉยเมยทอดมองร่างสองร่างที่ฟัดกันชุลมุน เเต่กลับเเผ่กลิ่นอายความทะมึนไม่พอใจปรากฏ 

ทางด้านเอี้ยนเอ๋อยืนอยู่ใกล้เทียนฟงมากที่สุด สัมผัสได้ถึงเเรงกดดันที่โอบล้อมอยู่ทางด้านหลังก็เสียวสันหลังวาบ อดมิได้ต้องเหลียวหลังกลับไปมอง เห็นไอทะมึนเป็นชั้นบางๆ กำจายออกมาจากร่างดั่งขุนเขาของผู้เป็นนาย ฉับพลันนั้น ใบหน้ามันซีดขาวราวกระดาษรีบคุกเข่าลงดัง ตึง!  “นายท่าน! กัวเจียถงเเละโจวฉีหมิงรู้ตัวเเล้วว่าเทียนฟงยืนอยู่ด้านหลังสีหน้าพลันเปลี่ยนสี รีบคุกเข่าทำความเคารพเช่นกัน

เทียนฟงเห็นความร้อนรนของพวกมัน ในแววตาและดวงหน้าเฉยเมยเพียงโบกมือไม่ถือสา กล่าวสั่งเสียงดุดันทรงพลังออกมาว่า "จับพวกเขาเเยกออกจากกัน นำตัวไปพบข้าที่เรือนอักษรภายในครึ่งเค่อ!" กล่าวสั่งเสร็จก็หมุนตัวย่ำหิมะเดินออกไปจากลานฝึกยุทธ์ มิได้เเยเเสสีหน้าปั้นยาก กลืนไม่เข้า คายไม่ออกของพวกมันอีก

เอี้ยนเอ๋อ กัวเจียถง เเละโจวฉีหมิงมองหน้ากันปราดหนึ่ง หันไปมองหยวนลี่เเละหลิวเย่ที่ตะลุมบอนกันอุตลุดปราดหนึ่ง

เเค่สบตาก็รู้ใจเข้าใจกันได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ต้องเอ่ยอันใดให้มากความก็รีบพากันโกยอ้าว โจนทะยานไปยังลานฝึกยุทธ์ ตะโกนเรียกองครักษ์เงาเข้ามาช่วยกันเเยกร่างสองร่างที่กำลังวิวาทอยู่กลางลานอย่างร้อนรน  

เทียนฟงคล้อยหลังออกมาจากลานฝึกยุทธ์ย่ำเท้าสู่ทางเดินสายน้อยในอุทยาน มุ่งเข้าเขตเรือนอักษร 

ละอองหิมะโปรยปรายบางตา สายลมนำพากลีบบุปผาจากป่าเหมยลอยกระทบอยู่เบื้องหลังชายหนุ่ม เป็นบรรยากาศที่เงียบสงบอ่อนโยนยิ่งในฤดูหนาว 

ทว่าความสวยงามอย่างอ่อนโยนและความเงียบสงบล้วนไม่จีรัง... 

ในป่าเหมย ณ ลานฝึกยุทธ์ เสียงดัง ตูม! ดังกึกก้องขึ้นเป็นระลอก เสียงโหวกเหวกโวยวายของบุรุษเเว่วให้ได้ยินเป็นระยะๆ 

เทียนฟงเหลียวกลับไปมอง เห็นร่างองครักษ์เงากระเด็นประปรายเหนือป่าเหมยบางตา ก็ให้ส่ายหน้าเหนื่อยใจด้วยรอยยิ้มไม่เชิงยิ้ม 

"วังจิงวุ่นวายยิ่งนัก"

 

 

 

 




 









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

1,104 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 16:14
    เป็นตอนตะลุมบอลกันฮามาก ยิ่งพวกที่ไปห้ามก็กระเด็นกระดอนออกมา ฮ่าฮ่า
    #1040
    0
  2. #967 Fantasy World (@MissSaza) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 22:31
    เป็นตอนที่ฮามาก555 ขอบคุณค่ะ
    #967
    0
  3. #905 Sasiwan2507 (@Sasiwan2507) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 12:15
    ขอบคุณค่ะ
    #905
    0
  4. #904 บินข้ามฟ้า (@binkamfa) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 08:09
    รอติดตามนะคะ

    #904
    0
  5. #903 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 15:00
    รีดชอบมารอทุกวันๆๆๆ ใครไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่านไรท์อย่าได้แคร์
    #903
    0
  6. #902 to-tree (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 14:48
    เอ้าจากมวยค่ายกลายเป็นมวยวัดซะแล้ว5555
    #902
    0
  7. #901 dplay (@dplay) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 14:41
    อืมวุ่นวายจริงๆท่านอ๋อง
    #901
    0
  8. #900 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 14:10
    ต่อไปต้องเป็นทั้งคู่กัดและเพื่อนซี้กันแน่เลยคู่นี้
    #900
    0
  9. #899 ราตรีนิรันดร (@dark45diamond) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 14:04
    ไม่รู้ว่ารื่องอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นเรื่องเดิมที่ดิฉันก็แอนตี้พวกคนเหล่านั้น  มีเกือบทุกเรื่อง(เบะปากมองบน) ฉะนั้นสู้ๆค่ะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ติดตามนิยายของคุณ คุณเขียนภาษาบรรยายสวยมากค่ะขอชม และอย่างสุดท้าย... นิยายเรื่องนี้สนุกมากและทำให้ดิฉันต้องอมยิ้มอยู่เสมอ สู้ๆนะคะ
    #899
    1
    • #899-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 49)
      21 เมษายน 2560 / 14:10
      ขอบคุณด้วยรอยยิ้มเช่นกันค่ะ ^^
      #899-1
  10. #898 lolly lolly (@purita11) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 12:28
    ชอบๆ
    #898
    0
  11. #896 ประทานพร (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 11:16
    อย่าไปสนใจคะ ก็ไม่เข้าใจว่าถ้าไม่ชอบจะมาอ่านอยู่ทำไม ปิดไปเลย คนอื่นเขาอยากอ่าน อย่าทำให้คนแต่งเสียกำลังใจถ้าไม่ชอบอย่ามาโน้นนี่นั่นคะ สู้ๆนะคะคอยอ่านอยู่คะ ขอให้แต่งจนจบนะคะ จริงๆแล้วเราเป็นนักอ่านเงาไม่ค่อยเม้นให้ใครคะ
    #896
    1
    • #896-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 49)
      21 เมษายน 2560 / 12:04
      รับทราบถึงกำลังใจที่มอบให้เเล้วค่ะ ขอบคุณมากๆ จ้า
      #896-1
  12. #895 Coke (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 08:53
    เค้าติดตามอ่านตลอดนะ อย่าเทเรื่องนี่นะ กดดูตลอดว้าอัพย พอเห็นว่าไรท์อัพแล้วกรี๊ดเลยและรีบมาอ่านอย่างไวเลย
    #895
    1
    • #895-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 49)
      21 เมษายน 2560 / 12:01
      ขอบคุณมากๆค่ะ ไม่เทจ้า อาจมีเหนื่อยบ้างพักบ้างมีกำลังก็มาอัพต่อ ต้องอภัยที่ต้องให้รอนะคะ
      #895-1
  13. #894 FairyZewi (@dokidokiprecure) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 07:29
    เฮ้ยยย หลิวเย่เเกต่อยผู้หญิงใจชายะเว้ยยยย
    #894
    0
  14. #893 pui_songsri (@pui_songsri) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 06:21
    ตอนแรกก็กันดีๆตินหลังต้องเรียดฟัดแหลก
    #893
    0
  15. #892 bassjeedjad (@bassjeedjad) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 01:43
    สู้ๆเด้อ อย่าเทนะ ขออนุญาตออดอ้อน(?) รักกันก็อย่าเทกันนะคะ สบตาปิ๊งๆ55555555
    #892
    0
  16. #891 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 01:08
    5555ขี้แพ้ชวนตี
    #891
    0
  17. #890 แว่นฟ้าดำ (@aom-kamonwan) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 00:35
    เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
    #890
    1
    • #890-1 Lunalinly (@giraya01) (จากตอนที่ 49)
      21 เมษายน 2560 / 01:19
      จะเทหลายรอบเเล้วจ้าเเต่ใจยังกลับมาฮึดสู้อยู่ มีนักอ่านน่ารักหลายคนมาคอยทวงคอยตามมาให้กำลังใจกันแบบนี้ เห็นว่ารอตามนิยายก็ไม่อยากเทเเล้ว จะพยายามปั่นสุดความสามารถแค่ไหนเเต่นั้น ส่วนจำนวนนักอ่านที่ชังนิยายเรื่องนี้เท่าหยิบมือ ผู้เขียนก็เริ่มปลงอนิจาเเล้ว
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ
      #890-1