อลวนรักทะลุมิติ

ตอนที่ 58 : ตอนที่56 อสูรน้อยน่าชัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    29 ต.ค. 60








- 58 -



เรือเสวียนอู่ลอยลำอยู่ทะเลไห่ชาง ราวกับจงใจให้อาคันตุกะบนเรือดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายของบรรยากาศจึงเเล่นเรืออยู่ในทะเลด้วยความเร็วไม่ช้าไม่เร็ว คลื่นลมในทะเลล้วนสงบไร้ความปั่นป่วน เเม้เเต่สัตว์อสูรสักตัวยังไร้วี่เเววให้เห็น

หลังออกจากหอประมูลไห่ชาง ได้รับวัตถุดิบในการหลอมยาที่หยวนลี่ต้องการซื้อหาบนเกาะสวรรค์เเล้ว เทียนฟงจึงพาทุกคนมุ่งหน้าจากไปในทันที ไห่ชิงฉวนยังคงส่งม่านปิงโหยวมาดูเเล ทั้งยังฝากข้อความถึงเทียนฟงก่อนที่เรือจะเเล่นสู่น่านน้ำทะเล ว่าอย่าให้พวกจางหยวนลี่และฝ่าบาทหลิวเย่สร้างความลำบากใจให้แก่ม่านปิงโหยวอีก เนื่องด้วยมันอาวุโสมากแล้วอาจรับมือกับเรื่องชวนตระหนกตกใจไม่ค่อยไหว อีกนัยน์ม่านปิงโหยวพยายามขอร้องมัน คืออย่าได้ถือโทษโกรธเคืองในเรื่องแต่หนหลัง เทียนฟงไม่ได้กล่าวตอบรับอันใดต่อข้อความนั้น

หยวนลี่นั่งรับลมอยู่ที่ระเบียงเรือ สายลมนำพาความสงบและความคึกคะนองของเสียงคลื่นทะเลเข้าสู่โสตในคราเดียวกัน นางกำลังใช้เวลาในยามว่าง ทบทวนขั้นตอนและกรรมวิธีในการหลอมยาปราณจากเนื้อปลาเกล็ดทองหน้านาค ซึ่งเคยศึกษามาจากตำราแพทย์หมอเทวดา

ยามนี้วัตถุดิบที่ใช้หลอมยาได้รวบรวมอยู่ในเเหวนมิติเเล้ว เมื่อนับหญ้าวารีที่ได้มาจากการประมูล กับวัตถุดิบที่ซื้อหาได้บนเกาะสวรรค์  นางสามารถเเบ่งวัตถุดิบเพื่อปรุงยาได้ทั้งหมดสองชนิด นั่นก็คือยาปราณเลื่อนขั้นที่สามารถกรุยเส้นชีพจร เเละยาพิษจากกระดูกปลาเกล็ดทองหน้านาคใช้ทำยาพิษสลายกระดูก

กระนั้น ปัญหาที่นางกำลังกังวลและประสบอย่างไม่ค่อยทุกข์ร้อน นั่นคือประสบการณ์แรกในการปรุงยาปราณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจนั่นเอง

หยวนลี่ขบเล็บครุ่นคิดเล็กน้อยในขณะที่นอนเอกเขนกอยู่บนตั่ง วัตถุดิบที่รวบรวมได้ครบสามารถปรุงยาปราณเลื่อนขั้นได้ถึงสามเม็ด ทั้งยังเหลือเนื้อปลาอีกครึ่งชิ้นใหญ่ ส่วนกระดูกปลาเกล็ดทองหน้านาคสามารถปรุงยาพิษได้อีกสองขวดเล็ก

กรรมมาวิธีในการปรุงยานั่นพอเข้าใจอยู่ เเต่ภาคปฏิบัตินับได้ว่าเป็นศูนย์ หากไม่นับการต้มยาถ่ายในครานั้นคิดจะปรุงยาปราณเลื่อนขั้นนับเป็นอะไรได้ ครึ่งต่อครึ่งอาจสำเร็จและอาจล้มเหลวเสียของไปโดยเปล่าประโยชน์

นางจะอวดเก่งไปหรือไม่? อีกทั้งปัญหาไฟที่ใช้สำหรับการหลอมยาปราณย่อมต้องเป็นไฟจากพลังยุทธ์ที่มีความร้อนคงที่ ไม่สามารถใช้ฟื้นไฟปรกติ นางเคยฝึกโคจรลมปราณเพื่อให้ความร้อนส่งผ่านจากฝ่ามือลงในวัตถุที่อยู่ในภาชนะ แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าชำนาญแต่ก็พอถูไถพอหลอมยาได้อยู่หรอก หรือไม่ก็ให้ผู้ที่มีปราณธาตุไฟช่วยหลอมยาเสียเลยอีกแรง?

ทว่าผู้ที่มีธาตุไฟในเรือลำนี้มีเพียงหลิวเย่แต่เพียงผู้เดียว กระนั้น หลิวเย่ก็ใช่ว่าจะสามารถควบคุมปราณไฟหลอมยาได้อย่างคงที่อีกเช่นกัน

ในตำราเเพทย์หมอเทวดากล่าวว่า การหลอมยา ผู้ที่มีปราณเทพยุทธธาตุไฟนั้นได้เปรียบกว่าปราณธาตุอื่น เนื่องจากไอร้อนสามารถหลอมยาได้รวดเร็วกว่าปราณที่มีธาตุไอเย็น เเม้หยวนลี่สามารถใช้ปราณหลอมยาเองได้ ทว่าจิตวิญญาณหาใช่คนจากโลกนี้ไม่ หลักการใช้พลังยุทธ์ในการเเพทย์เมื่อต้องทำความเข้าใจจึงค่อนข้างซับซ้อนอยู่บ้าง อีกทั้งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการหลอมยายาวนาน ซึ่งอาจกินเวลาไปถึงสามถึงสี่วันเต็มๆ กว่าจะได้ยาเม็ดหนึ่ง หากต้องให้รอถึงตอนนั้นนางคงทนรอต่อไปไม่ไหวไม่ก็หมดแรงตายไปเสียก่อน ระยะเวลาในขณะที่อยู่บนเรือมุ่งหน้าขึ้นฝั่งนั่น ก็ยังไม่พอให้นางมานั่งพิรี้พิไรนั่งหน้าดำหลอมยาอย่างสบายใจ

นั่งคิดไปอีกสักระยะเมื่อคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนดีเเล้ว การว่างงานทำให้หยวนลี่ต้องบังคับผงกศีรษะตกลงกับตนเอง "อืม... คงต้องลองให้เจ้าเด็กนั่นใช้ปราณหลอมยาดู" คิดดูเเล้วมีเพียงต้องขอร้องหลิวเย่ให้ช่วยเหลือเท่านั้น

เพลานั้น หลิวเย่กำลังทำความเข้าใจกับคัมภีร์วิชายุทธ์ ที่ไห่ชิงฉวนมอบให้ภายในห้องนอนส่วนตัวอย่างกระตือรือร้น 

ภายใต้การนั่งทำสมาธิเข้าไปในจิตของคัมภีร์ เเม้เด็กหนุ่มจะมีท่าทางสงบนิ่งทว่าคิ้วดุจกระบี่ของมันกลับสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรง มันมีทั้งความลิงโลด เเละความตึงเครียดในคราเดียวกัน คล้ายกับว่ามันกำลังเอาชนะจิตปราณของคัมภีร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งเคล็ดวิชายุทธ์ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ครั้นเมื่อสามารถปลดผนึกเคล็ดวิชาได้ จิตปราณของคัมภีร์ยอมรับมัน ความเครียดขรึมใดๆ ที่เผยอยู่บนใบหน้าเยาว์วัยจึงค่อยๆ อันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าค่อยสดใสขึ้นตามลำดับ

หยวนลี่ค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาในห้องนอนของหลิวเย่อย่างเกรงอกเกรงใจ ทั้งยังกวาดมองไปทั่วห้องเพื่อหยั่งเชิงว่าจะถูกมันด่าหรือไม่ กลับเห็นเด็กหนุ่มนั่งเปลือยท่อนบนเดินปราณอยู่บนเตียง รอบกายเต็มไปด้วยไอร้อนของปราณไฟเข้มข้นปรากฏให้เห็นอยู่รอบร่ายกายของมัน นางสัมผัสได้ถึงความร้อนซึ่งปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างก้าวเข้ามาในห้อง ทำให้สองเเก้มเเดงเรื่อดั่งผลอิงเถา 

"ซุปเปอร์ไซย่าขั้นที่หนึ่งงั้นรึ" หยวนลี่จุ๊ปากชื่นชม กล่าวอย่างขบขัน “กำลังจะเผาห้องนอนตัวเองหรือไร?” คำของนางเเทบทำให้หลิวเย่ซึ่งกำลังกำหนดปราณเกือบธาตุไฟเข้าเเทรก มันค่อยๆ ออกจากการเดินปราณอย่างนึกหงุดหงิด ถลึงตามองหญิงสาวซึ่งกำลังยืนรินน้ำชาดื่มดับกระหาย ช่างเป็นสตรีที่ไร้ยางอายกล้าบุกเข้าห้องบุรุษโดยหน้าไม่เปลี่ยนสีเลยจริงๆ กลับเป็นมันที่ต้องรู้สึกขวยเขินรีบคว้าเสื้อขึ้นมาสวมใส่

"น่าตายนัก! เจ้าเคาะประตูก่อนเข้ามาไม่เป็นรึ?"

หยวนลี่ยักไหล่ "หากเคาะประตูก่อนข้าจะได้เห็นเจ้าฝึกวิชารึ? ไม่เอาน่าข้าเเค่พูดกับตัวเองมิได้รบกวนเจ้าเสียหน่อย เป็นเจ้าที่ไม่มีสมาธิเอง" นางหัวเราะขลุกขลักอยู่ในลำคอสบตาหลิวเย่ที่เเสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าเเละเเววตา ราวกับเห็นนางเป็นคู่แค้นอาฆาตของมันก็ไม่ปาน หญิงสาวรีบกล่าวก่อนที่เด็กหนุ่มจะตีฝีปากด่ากลับมา เอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า "โอ้โฮ เจ้ากำลังฝึกวิชายุทธ์ที่ไห่ชิงฉวนมอบให้รึ? เป็นอย่างไรใช่ของดีหรือไม่"

หลิวเย่เห็นนางให้ความสนใจในคัมภีร์วิชายุทธ์ที่มันได้รับ จึงกักเก็บความลิงโลดยินดีต่อความสำเร็จเพียงลำพังเอาไว้ไม่ไหว ถึงอย่างไรหยวนลี่เองก็ได้เสียสละคัมภีร์ที่มีปราณรุนเเรงให้เเก่มัน ทั้งยังเป็นเคล็ดวิชาลับของไห่ชิงฉวนที่ได้คิดค้นขึ้น หลิวเย่ให้รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจยิ่ง "เเน่นอนว่าต้องเป็นของดี เเม้เป็นวิชายุทธ์ธาตุวารีเเต่สามารถพลิกเเพลงได้ ตอนนี้ข้ากำลังฝึกเดินปราณเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชานี้อยู่ หากขึ้นฝั่งเมื่อใดจึงจะทดลองเคล็ดวิชานี้ดู"

หยวนลี่เห็นสีหน้าเบิกบานของหลิวเย่ คิดในใจว่า กระตุ้นหน่อยเดียวก็คึกคักอักโขขึ้นมาแล้ว เจ้าเด็กนี่น่าเอ็นดูกว่าผู้เป็นอาของมันจริงๆ สบโอกาสได้ทีนางจึงฉีกยิ้มเเป้น สืบเท้ากระแซะเข้าไปใกล้เด็กหนุ่ม ทำท่ามีลับลมคมใน หลิวเย่เห็นท่าทางซุกซนของนางให้รู้สึกกังขายิ่งนัก พลางขยับกายออกห่างอีกสักหน่อย

หยวนลี่ "นี่ๆ ข้าสามารถหลอมยาปราณที่ทำให้เจ้าฝึกวิชายุทธ์ได้อย่างราบลื่นทั้งยังสามารถทำให้เจ้าเลื่อนระดับปราณในเพลาเดียวกันได้ด้วยนะ ทว่าต้องพึ่งพาปราณธาตุไฟของเจ้าสักหน่อย หากเจ้าสนใจ ข้าหลอมยาปราณที่ว่าให้เจ้าหนึ่งเม็ด เจ้าเห็นว่าข้อเสนอนี้ดีหรือไม่?"

หลิวเย่มองนางอย่างระเเวดระวัง "อย่างเจ้า?" ในคำกล่าวค่อนข้างดูเเคลนไม่เชื่อคำผายลมในทันที "ข้าไม่เคยได้ยินว่าเจ้าสามารถปรุงยาได้" แต่เห็นว่านางเคยเสียสละคัมภีร์ปราณให้ ทั้งตัวมันยังอารมณ์ดีอยู่จึงผงกศีรษะตกลง “แต่เอาเถิด ตอนนี้ข้าเองก็ว่างอยู่ การเดินปราณฝึกวิชายุทธ์บนเรือทำให้ข้าไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไร ว่าแต่เจ้าจะให้ข้าใช้ปราณทำอันใด?”

เหมือนปล่อยเหยื่อล่อแล้วปลาติดเบ็ด หยวนลี่เห็นว่ามันตกลงให้รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ปรบมือคราหนึ่งอย่างตื่นเต้นคึกคัก กล่าวว่า “ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าใช้ปราณหลอมยา”

ให้ช่วยใช้ปราณหลอมยา*? นางกล่าวล้อเล่นหรือไร*

หลิวเย่ขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งค่อยตอบ “แม้ข้าไม่เคยหลอมยามาก่อน แต่ก็พอรู้หลักของการใช้ปราณในการหลอมยาอยู่บ้าง ข้าเห็นเจ้ามั่นอกมั่นใจในความสามารถของตนเองปานนี้ ไหนเลยต้องพึ่งข้าด้วย เหตุใดเจ้าไม่ทำเสียเอง”

“ทำนั่นทำได้อยู่หรอกแต่เวลาที่อยู่บนเรือไม่มากพอ ข้าอยากหลอมยาให้เสร็จก่อนขึ้นฝั่งเพราะไม่รู้ว่าเมื่อขึ้นฝั่งแล้วจะมีเวลาว่างเหมือนในตอนนี้อีกหรือไม่ หากไม่ทำในเพลานี้ก็ต้องรอไปจนถึงตอนที่มีเวลาว่างครั้งหน้า ซ้ำไม่รู้ว่าอาเทียนจะพาพวกเราไปที่ใดอีก” หยวนลี่ทอดถอนลมหายใจ ทำหน้าเศร้าให้แลดูว่าตัวเองบอบบาง น่าสงสารเหมือนกวางน้อยตัวเล็กๆ “เหตุผลที่ยืมปราณของเจ้าก็เพราะว่าปราณธาตุไฟของเจ้าสามารถย่นระยะเวลาในการหลอมยาได้รวดเร็ว หากเจ้าและข้าร่วมมือกัน การหลอมยาหนึ่งเม็ดย่อมต้องใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ข้าต้องการหลอมยาปราณให้ได้สามเม็ด และยาพิษอีกสองขวด ย่อมต้องใช้เวลาหลายชั่วยาม” หยวนลี่ทอดถอนลมหายใจอีกคำรบหนึ่ง ทำราวกับแผ่นดินจะถล่มลง “เฮ้อ... หากข้าทำคนเดียวหนึ่งวันก็คงไม่เสร็จ หากได้เจ้าช่วยอีกแรงย่อมต้องไวกว่าเป็นไหนๆ”

นางแสดงสีหน้าเยี่ยงนี้ นี่มันบังคับขืนใจใช้แรงงานกันอย่างหน้าซื่อตาไม่กระพริบเลยมิใช่รึ*!*

หลิวเย่หางคิ้วกระตุก

การถ่ายปราณไปกับการหลอมยานี่ไม่ต่างอันใดกับการเทน้ำออกจากภาชนะ สิ้นเปลืองทั้งกำลังปราณและพลังยุทธ์ เทียบเท่ากับการฝึกยุทธ์ฝึกฝนเคล็ดวิชายุทธ์กันเลยทีเดียว ด้วยสาเหตุนี้เอง ผู้ฝึกวิชาแพทย์ขณะที่หลอมยาเมื่อเจอกับศัตรู หากไม่กลืนยาฟื้นกำลังปราณในทันทีจึงค่อนข้างเสียเปรียบฝ่ายตรงข้ามเสียส่วนมาก อย่างร้ายแรงอาจเพลี่ยงพล้ำสิ้นชีพด้วยน้ำมือศัตรูได้อย่างง่ายดาย

ทว่า... แม้ไม่ยินยอมพร้อมใจแต่ไหนเลยหลิวเย่จะทนเห็นสีหน้าและแววตาอ้อนวอนนั่นได้ ต่อให้รู้ว่าหยวนลี่มารยาเสแสร้ง กระนั้น บุรุษในแผ่นดินผู้ใดบ้างจะทนแข็งใจเมินเฉยต่อดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับดั่งดวงดารา ความงามพิลาสของจางหยวนลี่ ยามเศร้าหมองดูคล้ายบุปผาที่มิอาจทานทนต่อแสงแดดที่ร้อนระอุ สามารถสะท้านสะเทือนจิตใจบุรุษให้หวั่นไหว ถึงกับพากันปวดแปลบกลั้นลมหายใจจดจ้องนางกันเลยทีเดียว

หลิวเย่เองก็เป็นบุรุษผู้หนึ่ง แม้ปากแข็ง แต่ใจกลับอ่อนยวบตั้งแต่ครั้งแรกที่หญิงสาวทอดถอนลมหายใจแรกแล้ว...

คล้ายกับมีความร้อนเห่อขึ้นบนใบหน้า หลิวเย่รีบเบือนสายตาหลบหนีดวงตาเป็นประกายของนาง เพื่อมิให้รู้สึกว่าตนเองข่มเหงดรุณีน้อยผู้นี้มากจนเกินไป มันจึงลูบจมูกกล่าวอย่างเล่นตัวอยู่บ้าง “เฮ้อ ในเมื่อเจ้ามาข้อร้องข้าถึงที่นี่ครั้นข้าจะปฏิเสธก็กระไรอยู่ หากเป็นแค่การหลอมยาก็พอช่วยได้อยู่” แน่นอนมันไม่ลืมผลประโยชน์ที่ควรได้รับตอบแทนกลับมาด้วยเช่นกัน “ยาปราณหนึ่งเม็ดที่เจ้าว่า แลกกับการที่ข้าช่วยเจ้าก็แล้วกัน”

หยวนลี่ตกเบ็ดได้ปลาตัวโต!

ที่ห้องครัว ลูกเรือสองคนและพ่อครัวหลี่กำลังหุงหาอาหารให้กับแขกบนเรือ สายตาพวกมันได้พุ่งตรงทิ่มแทงไปยังนายท่านน้อยทั้งสองคนที่กำลังค้นหาบางอย่างอยู่ที่ตู้เก็บภาชนะ ในขณะที่พ่อครัวหลี่กำลังผัดเนื้อลงในกระทะ ลูกเรือสองคนได้มองสบตากันด้วยความฉงนสงสัย กระนั้นก็หาได้ค้นพ้นคำตอบ

ด้วยอารามร้อนใจ พ่อครัวหลี่ตัดใจรามือจากตะหลิว ใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำมันบนฝ่ามือเดินเข้าไปหานายท่านทั้งสองด้วยใบหน้ายิ้มประจบ "นายท่านนายทั้งสองต้องการสิ่งใดหรือ ให้พวกหาเป็นผู้จัดหาให้ดีหรือไม่?"

หยวนลี่กำลังเลือกหม้อปรุงอาหารที่ดูคล้ายหม้อหลอมยาสักหน่อย นางหยิบหม้อสำริดทรงน้ำเต้ามาใบหนึ่ง พลิกดูอย่าพิจารณา กล่าวว่า "ข้าอยากได้หม้อหลอมยาสักใบหนึ่งเอาที่ทนทานหน่อย ยิ่งหลอมยาได้นานยิ่งดี"

พ่อครัวหลี่ได้ยิน มันมองหยวนลี่พลางเกาศีรษะด้วยความลำบากใจ "หม้อหลอมยารึ? หากนายท่านต้องการหลอมยาสมควรพกมันมาด้วย บนเรือจะมีหม้อหลอมยาได้อย่างไร หากนายท่านไม่สบายที่ใดสามารถขอรับลูกกลอนโอสถที่หัวหน้าม่านได้ ในครัวค่อนข้างวุ่นวายสักหน่อยอย่าได้เกะกะพวกข้าเลย!"

นายท่านผู้ประเสริฐทั้งหลาย บนเรือมีที่ให้เดินชม เดินเล่นมากมายไหนเลยต้องมาวุ่นวายในส่วนที่มันรับผิดชอบด้วยเล่า!

พ่อครัวหลี่ลูบไม้ลูบมือพลางยิ้มประจบอีกคราหนึ่ง “หรือไม่ ประเดี๋ยวพวกข้าไปขอลูกกลอนโอสถจากหัวหน้าม่านให้ ส่วนพวกท่านกลับไปรอที่ห้องพักก่อนดีหรือไม่?”

หยวนลี่วางหม้อสำริดในมือลงหันไปกล่าวกับหลิวเย่ที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่ตู้ใต้เตาด้านข้าง ทำราวกับพ่อครัวหลี่ไร้ตัวตนว่า “เจ้าหาเจอหรือไม่?”

เสื้อผ้าอาภรณ์ของหลิวเย่เต็มไปด้วยฝุ่น เด็กหนุ่มมุดเข้าไปในตู้ใต้เตา เลือกๆ หม้อที่พอดูคล้ายหม้อหลอมยาอยู่หลายใบก่อนจะขยับกายออกมาอย่างทุลักทุเล “เจอแล้ว!” มันโยนหม้อหลอมยาดินเผาส่งให้แก่หญิงสาว ปัดๆ ฝุ่นบนมือสองสามทีค่อยหันไปคุยกับพ่อครัวหลี่ “พวกเจ้าวุ่นวายในส่วนของตนเองไปเถิด พวกข้าจะอยู่อีกด้านของครัวรับลองไม่เกะกะพวกเจ้าแน่” ทั้งยังไม่ลืมสั่งกำชับ “อ้อ! มื้อกลางวันข้าอยากกินกุ้งมังกรอบน้ำขิงแดง!”

ในที่สุดก็เจอหม้อที่ดูเหมือนหม้อหลอมยาเสียที หยวนลี่ปัดๆ ฝุ่นที่เกาะอยู่ตามหม้อค่อยผงกศีรษะเมื่อได้ยินคำของหลิวเย่ หันไปกล่าวกับพ่อครัวหลี่ด้วยหน้ายิ้มๆ ว่า “ข้าเองก็อยากกินกุ้งมังกรอบน้ำขิงแดง” นิ่งคิดสักเล็กน้อย “ดูเหมือนพวกข้าจะต้องอยู่ในครัวอีกหลายชั่วยาม หากไม่ลำบากพวกเจ้าช่วยทำของว่างให้พวกข้าสักหลายๆ อย่าง”

อยู่หลายชั่วยามรึ!**? ทั้งยังจะเอาของว่างอีกหลายอย่าง? นรกเถอะ! นี่ใช่สถานที่ที่พวกท่านจะมาวิ่งเล่นหรือไร!

พ่อครัวหลี่ค่อนข้างกระวนกระวายใจ “ทะ ทะ ท่าน... นั่นมิใช่หม้อหลอมยาแต่มันคือหม้ออบเนื้อ!” มันรู้สึกร้องไห้มิได้หัวเราะมิออก พยายามพูดโน้มน้าวให้พวกหยวนลี่กลับห้องพักแต่ไหนเลยจะห้ามพวกมันได้ คิดจะเอ่ยปากก็ถูกเมินเฉยไปเสียฉิบ ได้แต่มองนายท่านน้อยสองคนขยับกายไปอีกด้านของห้องครัวตาปริบๆ ทำได้แค่หันไปสบตาลูกเรือที่ช่วยงานครัวซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ

“ลุงหลี่ ข้าว่าท่านกลับไปทำอาหารต่อเถิด ทางด้านนี้ข้าจะจับตาดูไว้ให้เอง” ลูกเรือผู้หนึ่งกระซิบกล่าวเบาๆ

พ่อครัวหลี่หันกลับไปมองเตาไฟที่เริ่มส่งกลิ่นคล้ายว่ากำลังจะไหม้ ค่อยตัดใจเลิกรา ยอมกลับไปทำอาหารให้นายท่านผู้ประเสริฐทั้งหลายอย่างไม่เต็มใจนัก มันยังไม่ลืมกำชับลูกเรือผู้นั้นอีกว่า “จับตาดูให้ดีอย่าให้พวกมันเผาห้องครัวเสียเล่า!” กล่าวแล้วก็ส่ายหน้า “เฮ้อ! ข้าดูหน่วยก้านแล้วไม่เหมือนพวกมันจะหลอมยาอันใดได้ ขนาดหม้ออบเนื้อยังคิดว่าเป็นหม้อหลอมยาไปเสียได้ เกรงว่าจะก่อความวุ่นวายให้พวกเราเสียมากกว่า”

ลูกเรือผู้นั้นขานรับด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ขอรับ ขอรับ ข้าจะจับตาดูพวกมันให้ดี”

เสียงเคาะตะหลิวลงบนกระทะดัง ป๊อก! ป๊อก! สองสามที ในครัวค่อยกลับมาสงบอีกครั้ง กลิ่นอาหารที่ผัดอยู่ในกระทะลอยอวลอยู่ในชั้นบรรยากาศ ชวนน้ำลายสออยู่ไม่หยอก

หยวนลี่ใช้น้ำสะอาดล้างหม้อดินเผาก่อนจะนำมันไปผึ่งลมเพื่อให้หม้อแห้งสนิท จากนั้น นางนำวัตถุดิบออกมาจากแหวนมิติ คัดส่วนที่ต้องการใช้อย่างเหมาะสมมาอย่างละหนึ่งถึงสองส่วน ส่วนปลาเกล็ดทองหน้านาก นางนำปลาขึ้นเขียงขนาดใหญ่แล้วจึงใช้มีดครัวเล่มใหญ่แล่เนื้อปลาออกมาครึ่งตัว จากนั้นเลาะส่วนหนังและส่วนกระดูกปลาออกมา เก็บส่วนเนื้ออีกครึ่งกลับไปในแหวนมิติดังเดิม ขณะที่แล่เนื้อปลาออกเป็นชิ้นๆ ก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ใจต่อการเก็บรักษาสภาพเนื้อให้คงสดใหม่ด้วยแหวนมิติ ให้นึกกังว่าแหวนมิติอาจเหมือนกระเป๋ากาลเวลาโดเรม่อน...

น่าอัศจรรย์ใจโดยแท้...

หลิวเย่เห็นนางแล่เนื้อปลาคล่องแคล่วออกปานนั้น จึงอดชื่นชมนางมิได้ “เจ้าใช้มีดครัวได้เก่งยิ่งนัก องค์หญิงอย่างเจ้าเคยเข้าครัวด้วยหรือ?”

หยวนลี่หันมายิ้มกระหยิ่มต่อมันในขณะที่ใช้มีดครัวเริ่มสับเนื้อปลา “เจ้าไม่รู้รึ ข้าคืออัจฉริยะมาตั้งแต่กำเนิด”

หลิวเย่ “...” มันไม่ถ่มน้ำลาย ถุย! รดหน้านางก็นับว่าให้เกียรตินางได้เชิดจมูกออกมาแล้ว “เจ้าคงไม่รู้จักคำว่ากุลสตรีและการถ่อมตัวสินะ”

คำเสียดสีมิได้สะเทือนหนังหน้านางสักกระผีก

หยวนลี่ยักไหล่ นางคร้านที่จะอธิบายออกมาให้ชัดเจนว่าจิตวิญาณบุรุษผู้มีนามว่าก้องภพ เน้นย้ำว่าหล่อเหลาผู้นี้เคยเรียนแล่เนื้อปลาที่ญี่ปุ่นมาก่อนนี่หว่า

หญิงสาวปักปลายมีดลงบนเขียง ใช้มือปั้นเนื้อปลาที่สับละเอียดออกเป็นสามส่วนก่อนจะหันกลับไปล้างมือ สั่งหลิวเย่ว่า "เจ้าช่วยเอาหม้อหลอมยาขึ้นเตาให้ข้าที ข้าจะเริ่มหลอมยาเม็ดเเรกเเล้ว"

หลิวเย่ยกหม้อดินเผาที่ไม่ใหญ่มากวางลงไปยังเตาที่ว่างอยู่ พลางถามอย่างไม่เข้าใจอีกว่า "เหตุใด้เจ้าไม่หลอมมันทั้งสามเม็ดในคราเดียวกัน ข้าเคยเห็นเเพทย์โอสถระดับสูงสามารถหลอมยาได้หลายเม็ดในคราเดียว แต่เจ้ากลับเลือกหลอมทีละเม็ดจะไม่สิ้นเปลืองกำลังไปหน่อยหรือ?"

จะให้นางเอ่ยปากยอมรับว่าการหลอมยาทีละเม็ดนั่นเพื่อกันพลาดได้อย่างไร หญิงสาวกระเเอมแกล้งไอ ตอบอย่างวางมาดสักหน่อย "เจ้าไม่รู้อะไร การหลอมยาหลายๆ เม็ดทำให้ส่วนผสมของยาเเต่ละเม็ดไม่เท่ากัน ทั้งขนาดปริมาณของยาเเต่ละเม็ดก็ไม่เท่ากันอีกด้วย ที่ข้าทำเยี่ยงนี้ก็เพื่อคงไว้ซึ่งมาตรฐาน" นางเน้นย้ำคำมาตรฐานหนักแน่น

“อ้อ!” หลิวเย่แสดงสีหน้าว่าเข้าใจในทันที แต่ก็คงไว้ซึ่งความกังขาอยู่บ้าง

หลังจากอธิบายให้เข้าใจเเล้ว หยวนลี่รู้สึกสีข้างของนางเเสบยิบๆ

"มาเถอะ เลิกถามได้เเล้ว ตาเจ้าทำหน้าที่ของเจ้าได้เเล้ว!" หลังจากโยนวัตถุดิบลงไปในหม้อ ปิดฝาเรียบร้อย หยวนลี่ถกเเขนเสื้อขึ้นด้วยท่าทางคึกคักฮึกเหิม ถ่ายทอดปราณส่งผ่านไปยังหม้อดิน ค่อยๆ ทำให้หม้อหลอมเกิดความร้อน หลิวเย่จึงกระทำตาม ส่งไอร้อนจากฝ่ามือเข้าไป

อีกด้านหนึ่งตรงระเบียงเรือ ที่ๆ ซึ่งในก่อนหน้าหยวนลี่ได้เอนกายอยู่บนตั่ง ยามนี้มันถูกครอบครองโดยต้าหลงเทียนฟง ชายหนุ่มเอนกายนอนรับลมโดยมีกัวเจียถงยืนรับใช้อยู่ด้านข้าง ทั่วร่างของอ๋องหนุ่มเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสุขุมลุ่มลึก เเม้มุมปากประดับรอยยิ้ม ทว่า กัวเจียถงกลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงคำว่า "อารมณ์ดี" เเต่อย่างใด 

ไม่รู้ว่าท่านอ๋องกำลังคิดอันใดอยู่ ตัวมันรับรู้ได้ถึงเเรงกดดันที่กำจายออกมาทั่วร่างของท่าน สายลมนำพา ความเยือกเย็นเสียดกระดูกทิ่มเเทงจนทั่วร่างเเทบไม่กล้าหายใจเเรง เกรงจะรบกวนอารมณ์สุนทรีย์ของผู้เป็นนาย ในใจคิดเสียดาย มีความอยากรู้อยากเห็นว่านายหญิงกับฝ่าบาทหลิวเย่กำลังทำอันใดอยู่ในห้องครัว ยามนั้น สายลมหอบหนึ่งพัดพากลิ่นหอมขุมหนึ่งมาตามเเรงลม ไม่ทราบเป็นกลิ่นสมุนไพรใด ช่างทำให้ผู้คนซึ่งได้กลิ่นรู้สึกปลอดโปร่งเสียนี่กระไร

"นางสามารถหลอมยาปราณได้จริงหรือนี่?” ช่างน่าประหลาดใจโดยเเท้ เทียนฟงกล่าวคำที่อยู่ในใจกัวเจียถงด้วยรอยยิ้มรักใคร่เอ็นดูต่อหญิงสาว ผงกศีรษะราวกับคาดเดาได้เเต่เเรก ทั้งยังรู้สึกภูมิใจในตัวดรุณีน้อยผู้นั้นเป็นอย่างมาก 

กัวเจียถงบังเอิญพบรอยยิ้มของท่านอ๋องเข้าไหนเลยจะทานทนได้ ถึงกับขนลุกซู่ไปทั่วสรรพางค์กาย เเม้รู้ดีว่าท่านอ๋องโปรดปราณนายหญิงดุจสมบัติรัก เเต่ไหนเลยจะเคยพบเห็นความเมตตาของพญามัจจุราชที่เปิดเผยออกมาได้อย่างลึกซึ้งโจ่งแจ้ง ยามเเย้มยิ้มให้เเก่หญิงสาว ความงามดุจสายลมวสันต์เเทบละลายน้ำเเข็งบนใบหน้านั่นไปสิ้น มีความงามที่เเม้เเต่บุรุษดุจเดียวกันก็ยังต้องเเอบตะลึงลาน ไม่คุ้นชินอยู่บ้าง มันรีบหลุบตาลงต่ำ เเสร้งไม่รับรู้ความรักใคร่เอ็นดูที่นายเหนือหัวมีต่อนายหญิง คงไว้เพียงความยินดีที่นายหญิงมีวาสนาได้รับความเอ็นดูจากพญามัจจุราชผู้นี้เท่านั้น

ลมทะเลเหนือพัดกลิ่นหอมของโอสถลอยเอื่อยไปตามท้องทะเลไห่ชาง... 

มังกรโลหิตลอยคออยู่เหนือคลื่นทะเลที่สาดซัดใส่ร่างของมัน ความรุนเเรงของน้ำทะเลกลางมหาสมุทรในยามเซิน*รุนเเรงปานฉีกกระชากร่างเนื้อให้เเหลกเหลว เเต่กลับไม่ระคายผิวหนังของมันสักกระผีก มันเพียงนอนหงายอยู่เหนือผิวน้ำทะเล ดวงตากลมโตดุจดั่งดวงตะวันจดจ้องท้องฟ้ายามสนธยาอย่างเหม่อลอย คล้ายกับทารกน้อยที่ถูกมารดาของมันทอดทิ้ง

มันวิ่งวุ่นอยู่รอบเกาะสวรรค์ไห่ชางมาหลายวัน ท้ายที่สุดเเล้ว กลับคราคลาดกับจางหยวนลี่อยู่หลายครา เมื่อกลิ่นของหญิงสาวหายไป มันถึงได้รู้ว่าถูกทอดทิ้งอีกเเล้ว ท้ายที่สุดมันจึงจำใจลาจากกลับสู่ท้องทะเล ปล่อยให้กระเเสน้ำนำพาร่างของมันให้ล่องลอยไปตามยถากรรม กรงเล็บน้อยๆ คอยลูบไล้อยู่บนท้อง เสียงที่ดังสะท้อนอยู่ข้างในท้องดังโครกครากดุจฟ้าผ่า ถึงค่อยพลิกกายว่ายน้ำสู้กระเเสคลื่นลมในทะเลเพื่อหาสัตว์ทะเลลงท้องสักตัวหนึ่ง

ในขณะนั้นเอง มันพลันได้กลิ่นหอมอันคุ้นเคยโชยเข้าจมูกขุมหนึ่ง “!?” หนวดอันไร้เรี่ยวเเรงกระเพื่อมไหวด้วยดวงตาวาวโรจน์ 'ปลาเกล็ดทองหน้านาค!' มังกรโลหิตน้อยดวงตาเป็นประกายวาววับ เเม้กลิ่นของปลาเกล็ดทองหน้านาคจะไม่รุนเเรงนัก ทั้งยังมีกลิ่นของสมุนไพรอ่อนจางลอยเอื่อยคู่ตามกันมา ทว่าสัตว์น้ำซึ่งเป็นอาหารอันโปรดปรานมีหรือที่มันจะพลาดได้ หนวดของมันสั่นระริก เคลื่อนไหวอย่างตื่นเต้นดีใจอีกครา มังกรโลหิตน้อยรีบเร่งว่ายน้ำตามกลิ่นไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้า พลางใช้จมูกสะกดลอยตามกลิ่นของปลาเกล็ดทองหน้านาค เพียงครู่เดียวก็เห็นเรือลำใหญ่กำลังล่องเรืออยู่กลางทะเลอย่างไม่ช้าไม่เร็ว

เทียนฟงยังคงนอนพักผ่อนอยู่ที่ตั่งตรงระเบียงเรือ หลังจากตื่นขึ้นมาในยามอิ่ว*เห็นกัวเจียถงนั่งทำสมาธิอยู่อีกด้านหนึ่งจึงกล่าวถาม "พวกนางได้พักผ่อนทานของว่างกันบ้างหรือไม่?" ในกระเเสเสียงนั่นราบเรียบไม่คล้ายใส่ใจ เเต่กัวเจียถงเข้าใจดีว่าเทียนฟงค่อนข้างใส่ใจอยู่มากทีเดียว

"เรียนนายท่าน นายหญิงเเละนายท่านน้อยได้รับของว่างเรียบร้อยดีไม่มีขาดตกบกพร่อง เห็นว่ายาปราณที่หลอมออกมาค่อนข้างสมบูรณ์มากเลยทีเดียว"

เทียนฟงได้ฟังจึงผงกศีรษะ ค่อยๆ ขยับกายลุกขึ้นนั่งโดยมีกัวเจียถงคอยปรนนิบัติรินชา ชายหนุ่มรับน้ำชาที่ถูกส่งจากมันขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง สายตาจดจ้องไปยังคลื่นทะเลที่เริ่มรุนเเรงด้วยเเรงลม คิดในใจด้วยอารมณ์เยือกเย็นว่า ลมทะเลช่างรุนเเรงนัก  ในจังหวะที่คิดจะดึงสายตากลับมานั้น กลับมองเห็นสัตว์อสูรตัวเล็กตัวหนึ่งว่ายขวางกระเเสคลื่นมุ่งตรงไปยังท้ายเรือ มันมีลำตัวยาวสีเเดงดุจโลหิต มองไกลๆ คล้ายงูน้ำปานนั้น มุมปากชายหนุ่มกระตุกขึ้นวูบหนึ่ง

"บางที... นี่อาจต้องเปลี่ยนเรือกันเสียเเล้วกระมัง"

"ขอรับ?" กัวเจียถงได้ยินคำสั่งไม่ชัดเจนนัก ท่านอ๋องกล่าวคำได้เบาเหลือเกินคล้ายกับพึมพำอยู่กับตนเอง มันจึงขานรับด้วยความฉงน ทว่าเทียนฟงเพียงเหลือบสายตาเย็นชามองมันชั่วครู่หนึ่งค่อยถอนสายตากลับไปในขณะที่ดื่มชา มิได้กล่าวอันใดออกมาอีก กัวเจียถงได้เเต่ยืนเก้อเกาศีรษะอย่างไม่รู้จะรับมืออย่างไร การรับใช้ท่านอ๋องนั่นยากลำบากกว่าการรับใช้นายหญิงมากจริงๆ 

หยวนลี่เเละกัวเจียถงยืนอยู่หน้ายาปราณที่ถูกหลอมจนกลมเกลี้ยงเกลาทั้งสามเม็ด เม็ดเเรกมีสีเงินเข้มค่อนไปทางดำสักเล็กน้อย เม็ดที่สองมีสีเงินโปร่งใสเเต่ไม่เป็นประกายวาว ในเม็ดสุดท้ายกลับมีสีเงินเปล่งประกายวาววับคล้ายกับหยาดน้ำค้างในยามรุ่งอรุณ ความเเตกต่างของยาปราณเเต่ละเม็ดคือความสำเร็จที่ทั้งสองต่างลองผิดลองถูกในการควบคุมความร้อนในการหลอมยา แม้ในสองเม็ดเเรกจะทำให้รู้สึกผิดหวังไปบ้างกับผลลัพธ์ที่ได้ แต่ก็ยังเหลือเม็ดสุดท้ายที่ผลออกมาตามที่หยวนลี่ได้คาดหวัง

หลิวเย่หยิบยาปราณในเม็ดที่สามขึ้นพินิจ มันยังมีไอร้อนของปราณเข้มข้นหลงเหลืออยู่บ้างเเต่กลับไม่ทำให้มันรู้สึกร้อนลวกแต่อย่างใด "ประเสริฐ ในที่สุดก็หลอมออกมาได้เสียที ในเม็ดสุดท้ายนี้ต้องเป็นของข้า!" เด็กหนุ่มกล่าวคำอย่างตื่นเต้นอัศจรรย์ใจ มองข้ามยาสองเม็ดเเรกเเละความยากลำบากในการหลอมยาที่ผ่านมาไปเสียฉิบ ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมเสียเปรียบจางหยวนลี่อย่างแน่นอน

หญิงสาวเองก็ตั้งใจจะมอบยาเม็ดที่สมบูรณ์ให้มันตั้งเเต่เเรก ในสองเม็ดถูกหลอมจนไหม้ไปบ้างเเต่อย่างน้องสรรพคุณก็ไม่เเตกต่างจากเม็ดสุดท้ายนัก แม้กลืนลงท้องก็มิได้ทำให้เกิดอันตรายอันใด อย่างมากก็เเค่ต้องปรับสมดุลของผลที่ผิดเพี้ยนไปบ้างสักเล็กน้อยก็เท่านั้น หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดยาปราณสามารถทำให้หลิวเย่กรุยเส้นชีพจรเลื่อนขั้นได้จริงดังหวัง เห็นทีพรสวรรค์ในการเป็นเเพทย์โอสถก็มิได้ไกลเกินอาจเอื้อมจนเกินไป อย่างน้อยก็เเค่หลอมยาตามตำราเรียนรู้วิชาเเพทย์เพื่อยกระดับบารมีมิให้ผู้ใดกล้าดูถูก

หญิงสาวกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มกริ่มลำพอง "แน่นอนมันต้องเป็นของเจ้า ลูกพี่มีหรือจะกลับคำ" ความเหน็ดเหนื่อยใดๆ มิอาจทำให้นางไม่อวดอ้างบารมีสักหน่อย ที่เหลือก็ดูว่ายาทั้งสามเม็ดจะได้ผลจริงหรือไม่

แววตาของหลิวเย่ในยามที่มองหยวนลี่ดูแตกต่างไปจากเดิม ทั้งไม่ยินยอมเเละรู้สึกเลื่อมใสในความสามารถของหญิงสาวในคราเดียวกัน นางเพียงเเค่อายุสิบหกปีแต่กลับสามารถหลอมยาปราณเลื่อนขั้นระดับสูงได้ เเม้หลอมยาทั้งสามเม็ดผลสำเร็จเป็นหนึ่ง ทว่าในแผ่นดินปราณเทพยุทธ มันยังไม่เคยเห็นผู้ใดที่สามารถหลอมยาได้ด้วยอายุเท่านาง ทั้งนางยังไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับแพทย์โอสถเหล่านั้นเลย หรือว่าสิ่งที่มันสืบทราบเกี่ยวกับตัวนางจะพลาดอันใดไปกันเล่า?

หลิวเย่มองหยวนลี่ซึ่งยืนกอดอกเเย้มยิ้มสดใสดั่งบุปผาต้องเเสงอรุณ ความงดงามดั่งดรุณีเเรกรุ่นทำให้ดวงตาของหลิวเย่พร่ามัว ความฮึกเหิมลำพองสามารถทำออกมาได้เป็นธรรมชาติแลดูน่ารักแลเอ็นดูปานนั้น หลิวเย่คล้ายโง่งมไปอึดใจหนึ่งก่อนจะได้สติ มันเเสร้งไม่ยอมรับนางเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอวนใจ กล่าวพลางหลิ่วดวงตาอย่างไม่ยอมรับ "เจ้า... เจ้าเรียนวิชาหลอมยาจากผู้ใด"

หยวนลี่เองก็ไม่คิดจะปิดบัง นางขยับปากเตรียมเอ่ยวาจาทว่า เสียงดัง กรุบ! กรุบ! ที่ดังแทรกบทสนทนาจากทางด้านหลังทำให้นางต้องเหลียวกลับไปมอง เพียงเห็นมูชูน้อยกำลังเเทะกระดูกปลาเกล็ดทองหน้านาคที่นางตากแห้งเอาไว้ ดวงตาของมันวาววับคล้ายกำลังดื่มด่ำในรสชาติของมัน ทั้งยังดูเหมือนกำลังฟังพวกนางสนทนาอีกด้วย

หยวนลี่เห็นกระดูกปลาที่ถูกกัดกินไปเสียครึ่งใบหน้างามพลันมืดครึ้ม บังเกิดโทสะขุมหนึ่งซึ่งไม่อาจให้อภัย!

เจ้าจิ้งเหลนไฟสมควรตาย...

หลวนลี่คว้าด้ามไม้กวาดจากมุมหนึ่งของห้องครัวอย่างเงียบงัน ดวงตายังคงสบสายตากับมูชูน้อยตาไม่กระพริบคล้ายสะกดจิตมันมิให้ไหวตัวทัน หลิวเย่เห็นดังนั้น มันจึงโผล่หน้าจากทางด้านหลังของหญิงสาวด้วยความฉงน

เพียงเห็นมังกรโลหิตสีแดงเพลิง หน้าตาอัปลักษณ์ยิ่ง ใบหน้ามันพลันเปลี่ยนสีซีดอย่างรวดเร็ว

"เหวอ!" 

ยังไม่ทันที่หยวนลี่จะเงื้อมไม้ฟาดตีแขกมิได้รับเชิญที่โผล่มาอย่างกระทันหัน หลิวเย่กลับว่องไวกว่า มันปล่อยลูกไฟขุมหนึ่งพุงใส่มังกรโลหิตตัวนั้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วกระชั้นชิด หยวนลี่ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งตะลึงงันสัมผัสความร้อนที่ถากปลายผมเพียงนิ้วก้อยพุ่งไปตรงหน้า เบื้องหน้าเกิดระเบิดตูม! ไฟลุกลามไปทั้งแถบ! กระดูกปลาถึงกับไหม้เกรียม นางอ้าปากค้างตะลึงลานอยู่นาน ครั้นได้สติจึงเอาด้ามไม้กวาดเคาะลงบนศีรษะหลิวเย่อย่างเเรง

โป๊ก!

"บัดซบ! เจ้าจะเผากระดูกปลาของข้าไปด้วยหาพระเเสงอะไร นั่นมีค่ามากกว่าร้อยเหรียญทองเลยนะว้อยยยย!!!!"

"โอ๊ย!" หลิวเย่ถูกด้ามไม้ตีเเสกหน้ารู้สึกหน้ามืดตาลายไปบ้าง มันใช้มือคลึงศีรษะ ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สีหน้ายังคงซีดเซียว ครั้นถลึงตาหมายจะด่อทอนางสวนกลับไป กลับเห็นมังกรโลหิตน้อยเกาะอยู่ที่ไหล่ของจางหยวนลี่ ดวงตาใสเเจ๋ว! ครานี้มิใช่เพียงหน้าที่ซีดเผือด มันกลับบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ราวกับเห็นผี ร้องเสียงหลงดัง "อา..." ลูกไฟอีกลูกหนึ่งพุ่งตรงไปยังหยวนลี่ด้วยความเร็วดุจแสง โชคดีที่หยวนลี่ไหวตัวทัน นางสบถออกมาคำ ก่อนจะผลุบกายหลบหนีไฟจากนรกที่พุ่งตรงเข้าใส่อย่างไม่เกรงใจ

"Shit!!! ทำบ้าอะไรของเจ้าฟระ!" หยวนลี่ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย มองหลิวเย่ที่ไล่ใช้ไฟเผาห้องครัวไปรอบทิศ ความลนลานของหลิวเย่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจในอาการของมัน จดจ้องดวงหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ซึ่งเต็มไปด้วยเหงื่อ

หลิวเย่หันมาแยกเขี้ยวใส่ "เจ้าไม่รู้จริงหรือ!?"

"ไม่รู้อันใด?" หยวนลี่ให้งงงัน

หลิวเย่อธิบายอย่างร้อนรนกระท่อนกระเเท่นอยู่บ้าง สายตายังคงจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตเล็กๆ น่าชังที่กำลังวิ่งหนีลูกไฟของมันพ้นไปได้ทุกครา "เดรัจฉานนั่นมันจิ้งเหลนไฟแดนทะเลทรายชัดๆ เเค่มันสัมผัสผิวเจ้านิดเดียวก็สามารถทำให้เนื้อเจ้าตายได้เลยเชียว!" ท่าทางของหลิวเย่มีความกราดเกรี้ยวอยู่บ้างคล้ายกับมีอดีตฝังใจอันยากจะลืมเลือน

จิ้งเหลนไฟที่ถูกกล่าวถึงมันได้ยินคำของหลิวเย่ชัดเต็มสองรูหู อสูรน้อยหันมากระโดดผาง! ชักสีหน้าที่เเทบดูไม่ขยับเเต่หนวดกลับสั่นอย่างรุนแรง โลดเต้นราวกับกำลังด่าทอในความตาถั่วของมนุษย์หน้าโง่

กล้าเอามันไปรวมอยู่ในกลุ่มสัตว์อสูรชั้นต่ำในเขตทะเลทรายได้อย่างไร!

หยวนลี่เอ่ยอย่างตกใจ "ร้ายกาจปานนั้นเชียว?" พลางมองไปยังจิ้งเหลนไฟที่ว่า อืม... ก็ดูเหมือนจิ้งเหลนไฟจริงๆ นั่นแหละ เมื่อมองสัตว์อสูรสีเเดงดุจโลหิตให้ดี คล้ายเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางรู้สึกว่าคำของหลิวเย่ไม่ถูกต้องอยู่บ้างแต่ก็เงื้อมไม้กวาดขึ้นเเล้ว...

โอ้อนิจา... มูชูน้อยเห็นจิตสังหารที่พุ่งตรงเข้ามาทั้งสองด้านให้รู้สึกท้อเเท้อยู่รำไร

เสียงอึกทึกครึกโครมพร้อมควันไฟจากท้ายเรือในส่วนห้องครัว สร้างความตระหนกตกใจแก่ลูกเรือจนแตกตื่นกันถ้วนหน้า ราวกับหายนะมาเยือน เพียงเห็นควันไฟพวกมันก็คว้าถังน้ำวิ่งตรงไปยังท้ายเรือ พลางร้องเตือนทุกกคนให้ระวังไฟ “ไฟไหม้! ดับไฟเร็ว!”

พ่อครัวหลี่ที่คิดกลับไปพักผ่อนสักหน่อยได้ยินสัญญาณเตือนภัยจึงวิ่งแล่นกลับไปที่ห้องครัว เห็นคาตาว่าหายนะนั่นผู้ใดเป็นคนก่อ พลันสองขาแทบอ่อนยวบหมดแรง หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล มันตะกุกตะกักกล่าวคำราวกับไม่เชื่อสายตา  "พะ พวกท่าน...." ชี้นิ้วสั่นระริกไปยังหยวนลี่และหลิวเย่ที่กำลังเงื้อไม้ไล่ฟาดทำลายข้าวของไปทั่วครัว

ประเสริฐแท้ หลังจากใช้งานห้องครัวจนพอใจแล้วก็ทำลายทิ้งเลยหรือนี่*! ไม่ผิดไปจากที่หัวหน้าม่านกล่าวไว้ พวกมันล้วนเป็นตัวหายนะโดยแท้!*

“ไอ้หยา! พังแล้ว พวกมันจะพังเรือแล้ว รีบไปบอกหัวหน้าม่านเร็ว!” พ่อครัวหลี่เต้นผางคว้าลูกเรือที่กำลังจะสาดน้ำเข้าไปด้านในอย่างร้อนรน แต่ก่อนที่พวกมันจะวิ่งไปรายงานม่านปิงโหยว บนเส้นทางระเบียงเรือกลับพบนายท่านท่าทางเยือกเย็นอันมีรอยยิ้มไม่เชิงยิ้มยืนขวางทางอยู่ นัยน์แววตาของมันมีความน่ากลัวซ่อนเร้นที่ทำให้ผู้คนขวัญผวาสะท้านไปจนถึงจิตวิญาณ ในขณะที่ลูกเรือกำลังจะวิ่งสวนผ่านไป จำต้องหยุดเท้า ล้อตายกันเลยทีเดียว

กัวเจียถงหลุบสายตาลงมองลูกเรือที่ลงไปนอนกลิ้งอยู่หน้าแทบเท้าของเทียนฟง รู้สึกเห็นใจต่อความหวาดกลัวของพวกมัน มีใครบ้างที่ได้พบนายท่านแล้วไม่ขี้หดตดหาย ยิ่งท่านวางมาดสงบเยือกเย็นไม่ยี่หระต่อสรรพสิ่งก็สามารถสะท้านจิตใจผู้คนให้หนาวเยือกได้อย่างเป็นธรรมชาติ นี่ยังจะมายืนยิ้มไม่เชิงยิ้มราวปีศาจอยู่อีก...

บุคคลที่มีกลิ่นอายเช่นนี้ ต้องเข่นฆ่าผู้คน ผ่านความตายมาแล้วกี่ครั้งไม่ถ้วนกันหนอ...   

เทียนฟงหยุดยืนไพล่หลังกล่าวคำหนึ่ง “กลับไปดับไฟ” ก่อนจะย่างก้าวข้ามพวกมันไปอย่างเฉยเมย

กัวเจียถงรีบสืบเท้าตามติดอยู่เบื้องหลัง สังเกตเห็นนิ้วมือใต้แขนเสื้อของเทียนฟงคล้ายกับหยิบบางสิ่งออกมาจากแหวนมิติ นวดคลึงมันเล่นราวกับลูกเหอเถา* เมื่อพินิจให้ดี ที่แท้มันคือยาฟื้นฟูกำลังปราณที่ค่อนข้างจะเม็ดใหญ่อยู่บ้างสักหน่อย

พ่อครัวหลี่และลูกเรือหกล้มหกลุกวิ่งหน้าตื่นกลับมารับหน้า

เทียนฟงไม่กล่าววาจาก็เข้าไปคว้าคอหลิวเย่ออกมาจากวงล้อมไฟ ยัดบางสิ่งใส่ปากเด็กหนุ่มด้วยความเร็วเหนือแสง ก่อนคว้าเอวของจางหยวนลี่ที่กำลังใช้ไม้กวาดฟาดบางสิ่งบางอย่างอยู่บนพื้น เห็นว่าเป็นอะไรที่สีแดงติดพื้น ก่อนจะพานางทะยานออกไปจากเรือ เหาะกายหายไป

หลิวเย่ถูกป้อนยาปราณลงคอโดยไม่ทันตั้งตัว สำลักไอไปครู่หนึ่งค่อยกล้ำกลืนมันลงท้องได้ เหลือบเห็นท่านอาเผ่นหนีไปไกลถึงค่อยได้สติ มันมองไปรอบทิศ เห็นมีแต่เพลิงไฟก็หน้าซีดเผือด

บัดซบ*! หนี้สินเดิมยังจ่ายเขาไม่หมด นี่ยังจะเพิ่มต้นทบดอกเข้าไปอีกหรือ!*

ไม่ต้องรอให้ท่านอาหวนกลับมาเชิญ หลิวเย่รีบกลืนยาปราณลงท้องลงไปอีกเม็ดหนึ่ง ปีกปราณท่วมท้นออกมาให้เห็นเบื้องหลังอยู่รำไร ก่อนทะยานร่างตามติดผู้เป็นอา ไม่ลืมหิ้วคอร่างสูงดั่งหมีของกัวเจียถงที่ยืนบื้อใบ้มองความพินาศเบื้องหน้าด้วยท่าทางโง่งม

ผู้อื่นทะยานหนีหายเข้าในกลีบเมฆ พวกที่เหลือได้แต่ยืนมองผู้อื่นตาค้างทำอันใดไม่ถูกอยู่นาน...

อีกด้านหนึ่ง ม่านปิงโหยวยังคงคิดว่ามันรับหน้าที่ดูแลอาคันตุกะเเทนรองประมุขไห่ชางเป็นอย่างดี เมื่อตัวหายนะทั้งหลายกำลังเดินทางกลับก็ให้รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง มันมีรอยยิ้มเมตตาดั่งผู้อาวุโสทั้งยังประจบเอาใจผู้อื่นดั่งมีชนักติดหลัง เเม้ต้องดูแลพวกมันไปอีกระยะหนึ่ง กระนั้น มันยังคงปลอบใจตนเองว่าคงไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้นอีกแล้วกระมัง ดังนั้น เมื่ออยู่บนเรือทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยุ่งเกี่ยว ม่านปิงโหยวคอยควบคุมทิศทางเรือ กำกับลูกเรือเรื่องอาหารการกินเเละที่พักของเเขก นอกจากนี้เเล้ว ระหว่างพวกมันคล้ายดั่งต่างคนต่างอยู่ไม่ยุ่งเกี่ยว วันๆ หนึ่ง ม่านปิงโหยวจึงไม่รู้สึกกระอักกระอวนใจเท่าใด หากต้องคอยยิ้มประจบพญามัจจุราชที่เอาเเต่ตีสีหน้าเย็นชา ไม่ต้องทุกข์ทนรับเเรงกดดันอันน่าครั่นคร้ามให้ท้องใส่ปั่นป่วนหายใจหายคอไม่ออกไปตามๆ กัน   เเต่ใครจะคาด มันเองรู้สึกปลอดโปร่งได้ไม่นานข้ามวัน ยามท่องทะเลมุ่งสู่เเผ่นดินใหญ่ ตัวหายนะเยี่ยงไรก็ยังคงเป็นตัวหายนะเยี่ยงนั้น

"ท้ายเรือเกิดอันใดขึ้น?!" ม่านปิงโหยวมองกลุ่มควันที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศตาค้าง เสียงดังตูมตาม ควันไฟคล้ายมังกรดำทะยานขึ้นเหินเวหาปานนั้น ดูก็รู้ว่าไฟกำลังลุกไหม้รุนเเรงปานใด 

ให้ตาย! หากเรือถูกเผาคงได้พากันลอยคออยู่กลางทะเลเป็นเเน่เเล้ว บิดามันเถอะมันผู้ใดกล้าเผาเรือข้า!

เรือใหญ่โคลงเคลงไปมา เต่าคะนองที่ถูกผูกติดอยู่ท้ายเรือคล้ายกระสับกระส่ายด้วยไอร้อน นี่ยิ่งเพิ่มความตื่นตระหนกให้เเก่ผู้อาวุโส มันตัดใจลงไปดูสัตว์อสูรใต้ท้องเรือก่อนเป็นอันดับแรก หากเต่าคะนองตื่นตระหนกจนเกินไปอาจทำให้เรือแตกได้ พยายามปลอบประโลมสัตว์อสูรให้สงบ พลางคิดในใจอย่างร้อนรน

หรือว่าเพลิงไฟจะมิใช่ควันไฟธรรมดา*?*

ครั้นปลอบสัตว์อสูรไม่ได้ผล มันกลับขึ้นเรือวิ่งหน้าตั้งไปยังท้ายเรือ ภาพที่เห็นกลับยิ่งทำให้มันเเตกตื่น เมื่อเพลิงไฟที่กำลังลุกไหม้รุนเเรงนั่นหาใช่เพลิงไฟธรรมดาไม่ หากเเต่มันถูกเผาด้วยเพลิงไฟจากพลังยุทธ์! ความร้อนจากพลังยุทธ์ธาตุไฟนั่นดับได้ยากยิ่งเเล้ว ในระดับปราณเทพยุทธขั้นพื้นฐานระดับสามย่อมสามารถทำให้น้ำทะเลเดือดดุจน้ำร้อน ต่อให้เป็นเต่าคะนองที่มีผิวหนังเเละกระดองที่หนาเเละเเข็งดุจหินปานใด ย่อมต้องถูกลวกหนังให้ละคายผิว ไม่เเปลกอันใดหากเต่าคะนองใต้เรือจะกระสับกระส่ายอย่างไม่สบายตัวนัก เยี่ยงนี้ไม่ดีเเน่!

ลูกเรือสองสามคนวิ่งวุ่นตักน้ำ บ้างจ้วงน้ำจากทะเลสาดเข้าไปในกองเพลิงอย่างโง่งม บ้างใช้พลังยุทธ์ดึงน้ำทะเลดับไฟ ได้ยินเสียงลำเรือที่ถูกไฟลามกินจนเริ่มปริเเตกยิ่งหน้าถอดสีซีดเผือด หากพวกมันทำเรือเเตกมีหวังได้ถูกหัวหน้าม่านอัดจนน่วมเเน่

"ไฟไหม้! ไฟไหม้ ดับไฟเร็ว!" 

ม่านปิงโหยวเห็นลูกเรือวิ่งวุ่นไปมาไม่เห็นเเม้เเต่วี่เเววของอาคันตุกะบนเรือ มันรีบคว้าลูกเรือที่วิ่งผ่านหน้ามันมาคนหนึ่ง เอ่ยถามด้วยกระเเสเสียงเคร่งขรึม "เเขกบนเรือเล่า เจ้าไปเเจ้งเหตุต่อพวกเขาให้ไปรวมตัวกันอยู่ที่หัวเรือ เร็วเข้า!" 

"หัวหน้า! เป็นฝีมือของพวกมัน อย่าว่าจะให้เตือนเลยเพียงเเค่เห็นว่าไฟไหม้พวกมันก็กลืนยาปราณทะยายหายไปในกลีบเมฆนั่นเเล้ว! มารดามันเอ๊ย ข้าคิดเเล้วเชียวไม่น่าปล่อยให้เด็กพวกนั้นใช้ครัวกันตามลำพังเลย!" ลูกเรือผู้นั้นผลุสวาทออกมาอีกคำรบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปสมทบช่วยดับไฟ 

เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุ ม่านปิงโหยวผู้ซึ่งไม่รู้ความอันใดได้รู้เรื่องราวเป็นคนสุดท้ายถึงกับกุมขมับ ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วนายท่านกลุ่มนั้นกลับสร้างความหายนะได้มากมายปานนี้เชียว ผิดที่มันชราและหูตึงจนเกินไป แต่จะมัวมายืนโทษตัวเองก็ใช่ที่ มันรีบทะยานขึ้นเหนือเพลิงไฟที่กำลังลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ของลำเรือ ก่อนจะให้พลังยุทธ์คลื่นวารีดับเพลิง กว่าเรือจะสงบ เต่าคะนองจเลิกคลุ้มคลั่งก็เสียทั้งกำลังปราณเเละทรัพยากรบนเรือไปไม่น้อย ยามยืนมองความพินาศย่อยยับไปครึ่งลำ ม่านปิงโหยวถึงกับร้องไห้มิออกหัวเราะมิได้ ลำพึงในใจ ไม่รู้ว่าจะเบิกค่าเสียหายคืนจากไห่ชิงฉวนได้หรือไม่






ผลอิงเถา* ลูกเชอรี่

ลูกเหอเถา*  ลูกวอลล์นัท

ยามอิ่ว* เท่ากับเวลา 17.00น. จนถึง 18.59 น.

ยามเซิน เท่ากับเวลา 15.00น. จนถึง 16.59 น.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

1,104 ความคิดเห็น

  1. #1104 ชายสวม หน้ากาก (@hisooza2015) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2562 / 00:17
    เสียดายจังไม่อัพต่อ
    #1104
    0
  2. #1101 Kannika_1 (@Kannika_1) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2561 / 17:45
    I’m waiting...
    #1101
    0
  3. #1098 AAlll (@AAlll) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 18:15
    มาต่อเร็วๆๆนะคะรออยุ่สนุกมากๆๆๆ
    #1098
    0
  4. #1093 Issareekongduwan (@Issareekongduwan) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 21:38
    รออ่านตอนต่อไปอยู่น่ะค่ะ
    #1093
    0
  5. #1092 hunnay (@hunnay) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 23:12
    สงสาร...
    #1092
    0
  6. #1091 hunnay (@hunnay) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 23:11
    รออ่านนะสนุกดีค่ะ
    #1091
    0
  7. #1089 Freedom-G-Club (@smtomly) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 20:14
    สงสารน้องน้อยตัวแดงงง เมื่อไหร่จะได้เจอกันดีๆ อุตส่าห์เอาปลามาให้ 5555 รอนะคะ
    #1089
    0
  8. #1088 Fantasy World (@MissSaza) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 12:22
    ขอบคุณค่ะ
    #1088
    0
  9. #1087 FREINFORW (@dokidokiprecure) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 07:54
    55555เรือพัง ไปที่ไหนที่นั้นพินาศจริงๆ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 ตุลาคม 2560 / 18:54
    #1087
    0
  10. #1086 Nm'mi (@nametaji_miho) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 07:05
    สองคนนี้แสบทรวงนรกส่งมาเกิดเลย ไปที่ไหนล้วนวอดวาย
    #1086
    0
  11. #1085 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 21:33
    มูซูน่าสงสาร
    #1085
    0
  12. #1083 pui_songsri (@pui_songsri) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 20:54
    2 สหายจอมวุ่นวาย หลิวเย่+หยวนลี่
    #1083
    0
  13. #1082 Bunsagon (@Bunsagon) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 20:04
    มูซูมาแล้ว ตอนที่แล้วคิดถึงมูซูน้อยมากมาย รออ่านต่อค่ะ
    #1082
    0