ตอนที่ 10 : อลิเซียที่ 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    23 ธ.ค. 61



“อคติหรือ”

เด็กสาวเอ่ยออกมาแผ่วเบาท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัดมันคือคำตอบที่อลิเซียค้นพบ การอ่านแนวโน้มของจิตใจคนมาจากอคติส่วนตัว

มันยากที่จะเชื่อ แต่การทดลองซ้ำ ๆ ของเมย์เรียทำให้เด็กสาวต้องจำยอม

“ไม่มีความต้องการใดที่ธาตุมืดให้ท่านไม่ได้เพียงแค่เอ่ยนามของท่านออกมา”

น้ำเสียงในความทรงจำทำให้เด็กสาวฉุกคิด ทำได้ทุกอย่างตามใจที่กล่าวมาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เกิดความกลัว

กลัวจิตใจตนเอง

ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ ยังคงมีจดหมายซองใหม่วางไว้บนโต๊ะเหมือนทุกครั้งที่เข้ามาแก้วนมอุ่นที่วางอยู่ข้าง ๆ กลับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่

ควันเบาบางที่ลอบขึ้นมาเหนือแก้วบ่งบอกว่ากำลังอุ่นพอดี

“ฝันดี”

อ่านจดหมายจบเด็กสาวจึงยกนมขึ้นดื่มจนหมด ความอุ่นของนมทำให้จิตใจที่เย็นชืดนั้นอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย

 

“อลิซ!

เสียงใสของเมย์เรียเอ่ยทักขึ้นอย่างสนิทสนม

เป็นเวลาอาทิตย์กว่า ๆ ที่อลิเซียได้ลิ้มรสของชีวิตที่ปกติสุข เพราะเมย์เรียที่คอยชวนคุยตลอดเลยทำให้สนิทกันอย่างรวดเร็ว

                “อลิซ รู้ไหมเมื้อกี้ฉันเจอพี่ เอเดนมาล่ะ หล่อสมคำล้ำลือสุด ๆ”

                อลิเซียทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ ตั่งแต่เริ่มเป็นเพื่อนกันเมย์เรียก็มักจะเป็นแบบนี้ โดยอ้างว่าเรื่องแบบนี้มันคุยกับเทรซิสไม่ได้

                “ทั้งสูงทั้งขาว ดวงตาสีครามก็หน้าหลงใหลสุด ๆ”

                อลิเซียปล่อยให้เมย์เรียพร่ำเพ้อต่อไปเพราะถ้าขัดปุบเรื่องมันอาจจะไม่จบ แต่ถึงจะเพ้อภพขนาดไหนพอเจอตัวจริงก็กลายเป็นหญิงสาวที่น่ารักอ่อนหวานเป็นปกติอยู่ดี

                “คนนั้นน่ะหรอ”

                เด็กสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นคนที่ตรงกับสรรพคุณที่เมย์เรียบอกทุกประการเดินเข้ามาในห้อง

                เดิมทีเมย์เรียก็ไม่ได้พูดคุยดังอยู่แล้วทำให้ภายในห้องเงียบและเมื่อทุกคนสังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาก็ยิ่งเงียบกันไปอีก

                “ฉันเอาของมาส่ง”

                สิ้นคำพูดของคนที่ยืนอยู่หน้าประตูก็มีถุงหนึ่งที่ถูกวางลงอย่างแรงนัยน์ตาสีครามหันมามองอลิเซียเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป

                หลายคนไปด่อม ๆ มอง ๆ ถุงแต่ก็ไม่มีใครกล้าเปิด จึงกลายเป็นเมย์เรียที่ลากอลิเซียมามุงดูเป็นคนเปิด

                ถุงใบใหญ่ถูกเปิดออกท่ามกลางความสนใจของผู้คน

                “เทรซิส!

                เสียวีดร้องของเมย์เรียดังก้อง ในถุงเผยร่างชายผมแดงนอนไม่ได้สติ เสื้อนักเรียนขาดหลุดลุ่ย ใบหน้ามีรอยฟกช้ำหลายแห่ง

                “ภายนอกอาจจะเละไปหน่อย แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก”

                อลิเซียบอกกับเมย์เรียเมื่อใช้เวทย์มนตรวจสอบ คนในห้องที่มามุงดูก็รีบไปแจ้งอาจารย์ห้องพยาบาลอย่างรู้งาน ส่วนคนที่มีความรู้ทางการแพทย์หน่อยก็เข้ามาช่วยดูอาการ

                “อย่างที่คุณอลิเซียว่า ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”

                เมื่อมีคนยืนยันถึงสองคนก็ทำให้เมย์เรียคายกังวลเล็กน้อย

                “เดี๋ยวมา”

                พูดจบอลิเซียก็วิ่งออกมา ปล่อยให้เมย์เรียเป็นคนดูแล

 

                “คุณ”

                เสียงเรียกไม่ดังแต่ก็สามารถทำให้คนถูกเรียกได้ยิน

                นัยน์ตาสีครามแฝงความเย็นชาจ้องมองด้วยความพินิจ

                “ไม่เหมือนเดิม”

                แววตาที่เฉยชาเผยแววผิดหวังเล็กน้อยทำให้เด็กสาวงุนงง อะไรกันที่ไม่เหมือนเดิม

                “เรื่องเทรซิส ฝีมือของใคร”

                อลิเซียถามอย่างตรงไปตรงมา ที่ไม่คิดว่าเป็นฝีมือของคนตรงหน้าเพราะถ้าใช้คงไม่อุสาเอามาส่ง และที่เอามาส่งได้ก็คงไม่แคล้วเป็นคนเห็นเหตุการณ์

                “ทำไมฉันต้องบอก”

                นั้นสิ ทำไมเขาต้องบอกด้วย อลิเซียพยายามหาถึงเหตุผล ในครั่งแรกที่เจอกับคน ๆ นี้คือห้องพักครู

                “พลังของเรา ความลับของพลังของเราเป็นไง”

                และดูเหมือนจะได้ผล เป็นอย่างที่เด็กสาวคิด เอเดนสนใจในพลังของเธอ

                “หึ ลงทุนเกินไปมั่ง”

                คำตอบคล้ายตกลงทำให้เด็กสาวอมยิ้ม มันไม่ใช่ลงทุนเกินไปหรอก แต่เป็นไม่ลงทุนอะไรเลยต่างหาก เพราะเด็กสาวก็อยากรู้ว่าธาตุมืดมีความลับอะไรกันแน่

                และการไปที่นั้นคนเดียวก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ อีกอย่างเรื่องแบบนี้ก็คงบอกกับเมย์เรียและเทรซิสไม่ได้เหมือนกัน

               

                จากท้องฟ้าที่กระจางใสกลายเป็นสีส้ม พระอาทิตย์ที่ทอแสงก็เริ่มลับขอบฟ้า อลิเซียก้าวเดินมาที่ป่าหลังโรงเรียน

                เสียงเรียกนั้นเด็กสาวไม่เคยลืม

                “บอกความลับนั้นมาสิ”

                เมื่อเดินเข้ามาอีกคนก็บอกความต้องการทันที

                “ต้องเข้าไปในนั้น”

                เด็กสาวเอ่ยให้เข้าไปในป่า เอเดนมองสำรวจเมื่อไม่มีอะไรน่าสงสัยจึงเดินเข้าไป

                เมื่อเข้ามาลึกจนเด็กสาวสัมผัสได้ถึงพลังความมืดที่ล่องลอย ป่าที่เคยโล่งก็ทึบไปด้วยต้นไม้เสียแล้ว

                “พอแล้ว”

                คนตรงหน้าหยุดเดินพร้อมกับสำรวจรอบ ๆ ความแปลกใจพาดผ่านแววตาเล็กน้อยก่อนจะหาไป

                “มาแล้วหรือเด็กน้อย โฮะ ๆ”

                “ใคร!

                เด็กสาวร้องขึ้นเมื่อได้ยินเสียงปริศนานั้นอีกครั้งแต่เอเดนกลับไม่ได้ยิน

                “เดินตรงไปอีกนิดเจ้าก็รู้แล้วล่ะ โฮะ ๆ”

                เมื่อได้ยินเช่นนั้นอลิเซียจึงมองไปที่เอเดนเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา

                “คุณลองเดินไปข้างหน้าสักสามสี่ก้าว”

                “ทำไมฉันต้องไป”

                เอเดนตอบกลับมาอย่างไม่ไว้ใจ ใบหน้าที่เย็นชามืดครึ้มลงอย่างชัดเจน

                “ก็หาทางออกไปไม่ได้ใช่ไหมละ ลงเรือลำเดียวกับแล้วก็ต้องไปให้สุดสิค่ะ”

                เด็กสาวรู้ว่าไม่สามารถออกไปจากป่านี่ได้ สังเกตจากเอเดนที่มองสิ่งรอบ ๆ อย่าผิดปกติและใบหน้าที่เย็นชานั้นเผยแววกระวนกระวาย

                “เธอทำอะไรกันแน่”

                และทางนั้นก็น่าจะคิดว่าเป็นฝีมือของอลิเซีย ทั้ง ๆที่ภายในใจเด็กสาวก็หวาดหวั่นไม่ต่างกัน

                “ก็คุณอยากรู้เองนี่ เดินไปเถอะนา หรือว่าคุณกลัวกัน”

                เด็กสาวเริ่มยั่วยุเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าลังเลใจ แต่มันกลับไม่ได้ผลแววตาสีครามมองมาอย่างคาดโทษ

                “ไม่เดินไปเองละ”

                “ถ้ามีอันตรายเราก็แย่สิค่ะ”

                ได้ยินคำตอบ นัยน์ตาสีครามก็เย็นลงคลายแผ่ไอเย็นออกมา

                “เอานี่ไป รักษาให้ดี”

                กล่องสี่เหลี่ยมดูหรูหราถูกส่งมาให้เด็กสาว

                “มันคืออะไรหรอคะ”

                “หัวใจของฉัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็เอาไปให้ครูที่ห้องพยาบาล”

                เอเดนอธิบายด้วยใบหน้าจริงจัง

                “มันไม่ขนาดนั้นหรอกมั่วคะ”

                แค่เดินไปอีกหน่อยไม่น่าทำให้ถึงขั้นตาย เด็กสาวได้แต่คิดในใจ

                “ฉันกับเธอมันไม่เหมือนกัน อย่าให้ความคิดแบบเด็ก ๆ มาทำให้ชีวิตคนอื่นเกิดความเสี่ยง”

                ไม่เหมือนกันอย่างไรเด็กสาวได้เพียงแค่คิด และจับกล่องไว้แน่นปล่อยให้เอเดนเดินเข้าไป ภาพตรงหน้าพลันบิดเบี้ยวความมืดปกคลุมทุกหนแห่ง

                “มานี่”

                เอเดนเอ่ยขึ้นพร้อมกับข้าวมาจับมือหญิงสาวไว้แน่น

                ความมืดที่คอบคุมทำให้เรามองไม่เห็นกันแต่มือที่ถูกกุมไว้ก็ทำให้รู้สึกปลอดภัยไม่น้อย แต่ไม่นานนักความมืดก็หายไป พื้นที่ตรงหน้ากลายเป็นห้องรับแขกในคฤหาสน์ที่หนึ่ง

                “ยินดีต้อนรับเด็กน้อย โฮะๆ”

                สิ้นเสียงก็ปรากฏบุคคลหนึ่งตรงหน้า ผมสีดำยาวสวมใส่ชุดคลุมสีดำทำให้ไม่สามารถเห็นหน้าค่าตาได้

                “คุณเรียกเรามาทำไม”

                คำถามของเด็กสาวทำให้เอเดนกุมขมับเล็กน้อย ที่แท้เด็กนี่ก็แค่หลอกใช้เขา

                “ข้าเรียกแค่เจ้า ท่านหญิงอลิเซีย       แบรนการ์ด”

                “ท่านหญิงอลิเซีย    แบรนการ์ด นี่เธอ!

                เอเดนมองอลิเซียด้วยสายตาไม่เป็นมิตรอีกครั้ง ใบหน้าเย็นชาคล้ายจะร้าวไปหลายส่วน

                “งั้นฉันคงไม่มีประโยชน์แล้วสิ”

                เอเดนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแดกดัน

                “แล้วท่านเป็นใครละ”

                เด็กสาวไม่สนใจ ทำเพียงจับมืออีกฝ่ายให้แน่นขึ้น เธอไม่ยอมให้เขาหนีไปแน่ ๆ

                “แน่ใจหรือว่าจะให้ข้าพูด โฮะๆ”

                อลิเซียมองหน้าเอเดนเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าถือว่าสิ่งที่จะได้รับเขาคงจะเก็บไว้เป็นความลับ

                “ข้าก็เหมือนเจ้าท่านหญิง คนที่ผู้คนต่างรังเกียจ แต่นั้นก็เป็นเรื่องที่นานมาแล้ว เจ้าคงจะสงสัยในเวทย์มืดของตัวเองละสิ ข้าก็เคยสงสัยเช่นกันพลังที่มีประโยชน์มากมายขนาดนี้ถึงจะเป็นอันตรายของผู้อื่นแต่วิธีแก้ก็ใช่ว่าจะไม่มี ทำไมไม่ได้รับการยอมรับ”

                เอเดนคล้ายเข้าใจเล็กน้อย และเมื่อเกิดความเข้าใจทั้งสองคนก็สงสัยในสิ่งเดียวกัน ใช่ทำธาตุมืดถึงไม่ได้รับการยอมรับกัน

                “เวทมนตร์คือสิ่งที่พระเจ้าเลือกสันให้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน แต่เวทย์มืดนั้นแตกต่าง ข้านั้นเคยพบกับบุคคลผู้หนึ่ง เขาบอกกับข้าว่าผู้ใช้เวทย์มืดคือผู้ที่ไม่มีความปรารถนาใดในอดีต เมื่อมีแสงสว่างก็ต้องมีความมืด พวกเราก็แค่โชคร้าย”

                คนใต้ผ้าคุมเงียบลงเล็กน้อยคล้ายค้นหาอดีต

                “โชคร้ายยังไงกัน พวกคุณสามารถทำได้ทุกอย่าง แต่คนอื่นกลับต้องพยายามแทบตายกว่าจะทำอะไรสำเร็จได้สักอย่างหนึ่ง”

                คำพูดของเอเดนทำให้เกิดความเงียบขึ้น แต่เพียงอืดใจคนใต้ผ้าคุมก็เอ่ยต่อ

                “แต่เราเคยมีความฝัน เราก็มีความต้องการของเราเหมือนกัน”

                เด็กสาวเอ่ยขึ้นในครั่งก่อนก็เคยมีความฝัน มันช่างสวยงามและยิ่ใหญ่

                “ข้าจึงบอกว่าพวกเรานั้นโชคร้าย ในตอนนี้พระเจ้าไม่สนว่าจะมีความปรารถนาหรือไม่ขอแค่ให้โลกเกิดความสมดุลก็พอ เขายังบอกข้าอีกว่าพระเจ้านั้นน่าชิงชังแค่ไหนเพื่อไม่ให้โลกที่พระเจ้ารักนักหนาเกิดความวุ่นวายจึงสอนให้มนุษย์นั้นเกียดชังธาตุมืด พวกเขาสร้างเราไว้เพียงแค่ให้เกิดความสมดุลเท่านั้นพวกเราไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหาความเป็นธรรม”

                คนพูดหัวเราะเยาะให้กับโชคตาเล็กน้อยก่อนจะจ้องมอง

                “ไงละ เด็กน้อยพระเจ้าในความคิดของเจ้าน่ะ”

                นัยน์ตาสีดำสนิทที่พ้นปอยผมเหล่มองเอเดน

                “คำพูดของคุณอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระ”

                “โฮะ ๆ ตอนแรกข้างก็คิดเช่นนั้น ถ้าไม่ใช้ว่าคนที่บอกข้าคือ คนที่เคยยืนอยู่ในจุดเดียวกับพระเจ้า”

                คนในชุดคุมเหยียดยิ้ม เพราะประจักกับตนเองมาเลยจึงเลือกที่จะเชื่ออย่างหมดใจ

                “คน ๆ นั้นคือใคร”

                “ธาวิศ”


              คุยกันนน

               ไม่ได้อัพนานเลยอยากจะบอกว่าเราติดสัมภาษบางมดแหละ วิศวกรรมสื่อสารและอิเล็กทรานิกส์ ขอกำลังใจหน่อยนะ 

น้าาาา  ขอให้ติดสาธุ ใครมีคำแนะนำอะไนได้โปรดบอกหน่อย พรีสส

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #16 นักอ่านเงา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 23:27

    อ่านมาหลายตอนจนตอนนี้เราหมดความอดทนแล้วและจะไม่ทนอีกต่อไปขอถามตรงๆเลยนะว่า

    สรุปธาวิสนี้เป็นใครกันแน่ฟระรู้สึกถึงความเกินมนุษย์มากขึ้นทุกทีแล้วสิ

    #16
    0
  2. #15 DuFruit (@DuFruit) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 20:26
    ขอให้ได้เรียนนะ

    บางมดโหดอะ
    #15
    1