ตอนที่ 4 : อลิเซียที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    5 ธ.ค. 61

อลิเซียที่ 3

เมื่อสิ่งที่เราเผชิญนั้นยิ่งใหญ่เกินไป ก็ควรฝึกที่จะหลบหลังคนอื่นบ้าง ไม่ยืดถือศักดิ์ศรีของตนเองมากเกินไปจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ 

เด็กสาวไม่ใช่คนยอมหักไม่ยอมงอ

อลิเซียปล่อยให้เรนด์ เป็นคนรับหน้าในทุก ๆ อย่าง เมื่อเห็นว่าตัวเองยังมีประสบการณืในหารพูดคุยไม่มากพอ

ไม่ใช้เพราะความกลัว แต่ไม่อยากให้มันผิดพลาด เพราะไม่ใช้แค่อลิเซียที่ต้องรับโทษแต่จะรวมถึงดีวาร์ลทั้งหมดด้วย

ในแง่ของพลังแน่นอนว่าอลิเซียชนะขาดรอย และแน่นอนอีกว่าถ้าใช้พลังทุกคนอาจจะต้องตายเพราะโดนดูดพลังชีวิตไปจนหมด แม้จะใช้ผลึกชีวาก็ไม่อาจทดแทน

ทางที่ดีที่สุดจึงปล่อยให้เรนด์จัดการ

บรรยากาศการพูดคุยไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่คิด บุรุษผมทองยังคงยิ้มแย้มปกติผิดกับยุรุษอีกคนที่พยายามยิ้มอย่าง

จอมเวทย์ของอาณาจักรดารันเป็นชายหนุ่มรูปร่างเล็ก จากภายนอกคล้ายอายุเพียง 18 ปี เลือนผมสีดำเงางามยาวเพียงบ่า  นัยน์ตาสีน้ำหมึกลึกล้ำผิวขาวซีดเหมือนคนไม่ออกแดด เมื่อรวมกับท่วงท่าที่สง่างามทำให้เหมือนมองดูราชินีผู้สูงศักดิ์มากกว่าราชาหรือจอมเวทย์

“ท่านจอมเวทย์ ท่านก็รู้ว่าทางเราสามารถตรวจสอบได้ว่าท่านหญิงไม่ได้ชีพลัง”

“แล้วที่ข้าสัมผัสได้ล่ะ คืออะไร เจ้าจะบอกว่าข้าโกหกอย่างนั้นหรือ”

คนหนึ่งยิ้มแย้มแม้จะโดนต่อว่าให้ร้าย ส่วนอีกคนกลับอารมณ์ฉุนเฉี่ยวทั้ง ๆที่ไม่ได้โดนต่อว่าอะไร แถมยงฉุนเฉียวได้อย่างสง่างาม

ริมฝีปากเหยียดยิ้มอย่างถือดีคำพูดดุดันน่าเชื่อถือ ถึงจะเป็นน้ำเสียงที่ใส่อารมณ์ก็ยงน่าฟัง

“ท่านก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้ผิดพลาดกันได้ ข้ายังเคยเข้าใจท่านผิดว่าเป็นหญิงงาม”

“เจ้า!!

คำพูดของเรนด์คล้ายเติมเชื่อไฟให้บุรุษตรงหน้า

เมื่อใช้ไม้อ่อนชวนเชื่อไม่ได้  ก็ต้องทำให้โมโหจนไม่ได้อะไรกับไป

“ใจเย็นก่อนท่าจอมเวทย์ ข้าเพียงแค่ยกตัวอย่าง พลังเวทย์ที่ป่นป่วนของท่านทำให้ข้าและท่านหญิงรู้สึกไม่ดีเลย”

ถ้ามีคนภายนอกรู้ว่าจอมเวทย์ของอาณาจักรทำร้ายผู้อื่นโดยไม่มีมูลเหตุที่มากพอก็จะถูกมองว่าไร้เหตุผล ขาดความน่าเชื่อถือ ยิ่งตอนนี้สิ่งที่ครองใจประชาชนอยู่ไม่ใช้พระราชาแต่เป็นศาสนจักร

“เจ้ากล่าวแบบนี้คล้ายกับการไม่ให้ความร่วมมือกับทางการเลยนะ”

คล้ายกับสามารถดึงอารมณ์กลับมาได้ ถึงจะเจืออารมณ์ไม่พอใจแต่ก็เป็นที่หนักใจกับเรนด์ไม่น้อย

“ท่านจอมเวทย์ผู้ยิ่งใหญ่ขอเรากล่าวอะไรได้หรือไม่”

ท่านหญิงอลิเซียเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าแผนการของเรนด์ กำลังจะล่ม

“ในตอนที่เราอายุเพียงสิบปี ก็ถูกกังขังในตอนนั้นเรายงไม่ทราบถึงสาเหตุด้วยซ้ำ ท่านพ่อท่านแม่เพียงบอกว่าถ้าเราไม่อยู่ในห้องนั้นจะมีคนมากมายที่เดือดร้อน”

ทั้งสองฝ่ายเงียบฟัง

“จนวันหนึ่ง พลังได้ปะทุออกมาเพียงแค่คนผ่านบานปะตูก็สามารถล้มตายได้ คำกล่าวนี้ถูกเล่าลือออกไป ผู้คนต่างเกียดชังเรา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีใครตายด้วยพลังของเรา”

อลิเซียเล่าเรื่องราวของตัวเองออกไป นัยน์ตาน้ำทะเลที่เคยสดใสพลนหม่นหมองตดพ้อกับชีวิต

“เพียงเพราะเรามีธาตุมืดที่ผู้คนหวาดกลัว ข้าขอถามท่านจอมเวทย์ข้าผิดอะไร”

“คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครอง แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่ทำให้ข้าปล่อยผ่านเรื่องกลิ่นอายความมืดไปอยู่ดี”

“ท่านจอมเวทย์ ในเวลานี้ท่านก็สัมผัสถึงพลังธาตุมืดใช่หรือไม่”

อลิเซียฝืนยิ้มเพราะรู้ดีว่าคนตรงหน้าสัมผัสถึงมันได้

“ท่านคงไม่ทราบ เมื่อผู้ครอบครองธาตุมืดมีอารมณ์ที่หม่องเศร้าจนทำให้ความมืดกัดกินหัวใจ เมื่อนั้นจะเกิดการรวมตัวของความมืดรอบ ๆ ตัวเพื่อกัดกินพลังชีวิตตนเอง”

จอมเวทย์แห่งอาณาจักรดารันครุ่นคิด คำพูดของอลิเซียมีเหตุผลที่มากพอ

“แน่นอนว่าเรื่องนี้ คุณเรนด์  ดีวาร์ล นั้นไม่ทราบ เพราะธาตุมืดที่มารวมตัวกันบางเบาจนเกินไปคงมีแต่จอมเวทย์ผู้เก่งกาจเท่านั้นที่สัมผัสได้”

“คำพูดของเจ้ามีเหตุผล ท่านหญิงอลิเซียในอนาคตเราคงได้เจอกันอีก ข้าลาละ”

 

เมื่อจอมเวทย์หนุ่มออกไปบรรยากาศก็กลบมาเป็นปกติอีกครั่ง

“เรื่องที่ท่านหญิงพูดเป็นจริงหรือ”

เรนด์เอยถามขึ้นเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว

“เรื่องไหนละ คุณดีวาร์ล”

“เรื่องที่เมื่อผู้ครอบครองธาตุมืดมีอารมณ์ที่หม่องเศร้าจนทำให้ความมืดกัดกินหัวใจ เมื่อนั้นจะเกิดการรวมตัวของความมืดรอบ ๆ ตัวเพื่อกัดกินพลังชีวิตตนเอง น่ะ”

อลิเซียยิ้มขำ คนตรงหน้ากลับจำได้ทุกถ้อยคำ

“แน่นอนว่าโกหก เราเหนื่อยจะแย่แล้วต้องบังคับพลังออกมาโดยไม่มีผลึกชีวา ห้ามไปสูบพลังชีวิตใครอีก คิดว่าเป็นเรื่องง่ายหนังหรือ พาเราไปพักผ่อนด้วย”

อลิเซียงพูดจบก็ล้มตัวลงนอนบนโซฟา

เพราะอ่อนเพลียตั่งแต่ครั่งที่ปล่อยคาล่าออกมา ต้องเจอกับการย้อนกลับของพลังในห้องหนังสือ แล้วยังฝืนใช้พลังออกไป

การปล่อยพลังแบบไม่ต้องคิดอะไรเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อมันต้องคิดทั้งปริมาณและการบงคับโดยตรงเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก

“ท่านหญิงแต่งเรื่องเก่งกว่าผมอีกนะขอรับ”

“การโกหกที่ดีคือมีความจริงเจ็ดส่วนความเท็จสามส่วน”

ร่างเล็กบนโซฟายังคงตอบออกมา เมื่อไม่ได้หลับจริง ๆ เพียงแค่ต้องการพักผ่อน

“ท่านหญิงเมื่อตอนกลางวันผมพูดจริงนะขอรับ เพียงแค่ท่านประสงค์จะออกไป”

“ไม่เป็นผลดีกับชาวบ้าน”

“แล้วอย่างไร”

นั้นสิ แล้วอย่างไร

อลิเซียลืมตาขึ้น ทรงหน้าคือนัยน์ตาสีน้ำตาลที่จ้องมองเธออย่าค้นหาคำตอบ

“เราอาจจะแค่กลัว เรนด์เรารับรู้มาตลอดว่าทุกคนเกียดเรา”

เพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับคำด่าทอเหล่านั้น

อลิเซียเคยจินตนาการมาตลอดว่าสามารถเผชิญหน้ากับเสียงก่นด่าได้โดยไม่หวาดหวั่น เพียงแค่มีโอกาสได้ก้าวออกมา

จินตนาการถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ หลายร้อยครั่ง แต่พอมีโอกาสจริง ๆ ความกล้าที่มีมากลบสูญสิ้น

“ท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”

“แต่เราต้องเผชิญมันเพียงลำพังอยู่ดี ไม่มีใครแบกรบทุกอย่างแทนเราได้หรอก”

“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นท่านหญิง คนที่สามารถรับภาระทุกอย่างแทนท่าหญิงได้มีเพียงแค่ตัวหมากที่ท่านใช้เท่านั้น ท่านไม่ได้อยู่เพียงลำพังไม่ได้หมายความว่าผมจะร่วมแบกรบภาระของท่าน แต่เป็นจะคอยดูแลและปลอบใจในวนที่ท่านล้ม”

“ไม่ใช่ล้มไปด้วยกันแต่จะเป็นคนพยุงขึ้นมา”

“ขอบคุณ”

อลิเซียตอบกลับแล้วหลับตาลง ก่อนจะหลบไปจริง ๆ

มือหน้าลูกหัวหญิงสาวเล็กน้อยก่อนจะอุ้มไปนอนที่เตียง

“ท่านหญิงโตขึ้นมากจริง ๆ”

คนอุ้มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แววตาจ้องมองคนในอ้อมกอดอย่างหวงแหน

“ต้องขออภัยที่ไม่สามารถดูแลท่าได้อย่างเต็มที่”

เรนด์พูดก่อนจะวางเด็กสาวลงบนเตียงนุ่ม

                หมายความว่ายังไงกัน

                ความคิดสุดท้ายเกิดขึ้นก่อนจะหลับไป

 

                วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท่าหญิงอลิเซียยังคงตามติเรนด์ไม่ต่าง ข่าวสารไม่มีอะไรเพิ่มเติมเครื่องสอดแนมที่ติดไปกับจอมเวทย์ของอาณาจักร ไม่มีอะไรน่าสงสัย

                มันควรจะเป็นวันที่สงบสุขอีกวันหนึ่งของอลิเซีย แต่เด็กสาวกลับไม่คิดแบบนั้น มันเหมือนท้องฟ้าแจ่มใส่ก่อนพายุเข้าสะมากว่า

                “นายท่าน ท่านฟราน   ไดเนอร์ หัวหน้ากิลล์การค้าขอพบค่ะ”

                “ให้เข้ามา”

                ไดเนอร์คือตระกูลการค้าที่มั่งคลั่ง ถือเป็นคู้ค้ากลุ่มแรก ๆ ที่อลิเซียทำธุรกิจร่วม

                “ไม่นึกว่า ฟรินณ์   จะมีลูกชายที่หล่อเหล่าขนาดนี้”

                คนที่อลิเซียทำการค้าด้วยคือฟรินณื   ไดเนอร์ส่วนฟรานนั้นเธอก็พึ่งเคยพบเจอ

                ผมสีเงินเป็นสง่า ดวงตาเย็นชาเหมือนกับสามารถแช่แข็งคนได้ เครื่องหน้าที่หล่อเหลากับความสูงที่โดดเด่น จนพาให้สาวน้อยใหญ่พากันใจละลาย

                “ข้ามาคุยเรื่องธุรกิจการค้าของเรือนแก้ว”

                คำว่าเรือนแก้วทำให้อลิเซียตาโตอย่างไม่รักษากิริยา

                เรือนแก้วคือสถานที่ค้าขาวของวิเศษของอลิเซีย

                “มีปัญหาอะไรหรือ”

                เป็นโชคดีที่ทั้งสองคุยกันด้วยบรรยากาศตึงเคียดจนไม่ได้สนใจอลิเซีย

                “ตระกูลดีวาร์ลก็เป็นคู่ค้าของเรือนแก้วเช่นเดียวกับไดเนอร์ แต่ก็ไม่มีใครรับรู้ถึงตัวตนของเจ้าของ”

                “แต่นั้นก็ไม่ใช่ปัญหานี่”

                “เมื่อก่อนอาจไม่ใช่ แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาแล้ว กิลล์นักผจญภัยได้ส่งข่าวมาว่าเจ้าของเรือนแก้วเป็นผู้ครอบครองเวทย์มนต์ธาตุมืด”

                อลิเซียชะงัก

                รู้ได้ยังไงกัน

                อลิเซียคิดไม่ตก แน่นอนว่าไม่มีร่องรอยให้สืบค้นแน่ ๆ ขนาดดีวาร์ลค้นหายังไม่พบแม่แต่เบาะแส

                “กิลล์นักผจญภัยมีข่าวสารที่แม่นยำไม่เป็นสองรองใครก็จริงแต่อาจจะมีข้อผิดพลาดได้”

                “ไม่ใช่แค่กิลล์นักผจญภัยแต่ศาสนจักรก็ออกมายืนยันเหมือนกัน”

                ทั้งสามคนตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง ถ้าทางการเป็นสิ่งที่เล่นด้วยได้ยาก ศาสจักรก็ไม่ใช่ตัวตนที่ควรแตะต้อง

                ไม่มีอะไรคืนหน้าแต่ปัญหากลับเกิดขึ้นเรื่อย ๆ







                    ช่วงบ่น ๆ

                    ท่านหญิงอลิเซีย : ทำไมพอมีเรนด์เข้ามาปัญหาก็รุมเร้า

                    Me : เพราะเรนด์คือ ทปอ

                   เรนด์ : อย่าทำให้ท่านหญิงเกียดผมเลยนะคุณคนเขียน!!!




ปล. พน สอบ บอกเฉย ๆ เผื่อมีคนรอ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #5 DuFruit (@DuFruit) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 21:50
    ขอให้คุณผ่านมันไปได้ด้วยรอยยิ้ม
    โชคดีกับการสอบนะ
    #5
    1
    • #5-1 วุ้นสีฟ้า (@greentea_iaa) (จากตอนที่ 4)
      5 ธันวาคม 2561 / 22:03
      ขอบคุณค่ะ

      ขอให้คุณมีความสุขเช่นกัน
      #5-1