GOT7 | (SF/OS) jaebum x jinyoung | BNIOR/NIORB #วนบน

ตอนที่ 1 : beautiful mess (1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    22 พ.ค. 59

beautiful mess (1/2)

pairing: Jaebum/Jinyoung (jaebum-centric)

rating: nc-17

theme song: jason mraz – beautiful mess 

notes: อ่านยากนิดนึงเพราะบรรยายเยอะและอิงทฤษฎีการวิเคราะห์ภาพยนตร์ในบางช่วง ยาวมากด้วย ค่อยๆ อ่านนะคะ


CKWdZuiUcAE-79b


And don’t mind my nerve you could call it fiction,

But I like being submerged in your contradictions,

 

 

ความยุติธรรมเป็นหนึ่งในจรรยาบรรณของการเป็นครู ต่อให้นักเรียนจะเรียนเก่งหรือไม่เก่ง จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ การใช้อารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวในการตัดสินเรื่องคะแนนถือว่าไม่ถูกต้อง และตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมาแจบอมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขารักษาคุณสมบัติข้อนี้ไว้ได้ดีเช่นเดียวกันกับข้ออื่นๆ

 

จนกระทั่งในปีที่สี่ของการดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรมศาสตร์ เอกภาพยนตร์ ปีที่มีนักศึกษาปีสองจากต่างคณะคนนึงลงเรียนวิชาการวิเคราะห์ภาพยนตร์เบื้องต้นที่แจบอมเป็นคนสอน แจบอมจึงได้พบว่านอกจากตัวหนังสือหวัดๆ ที่เขาหลงรักในเนื้อหาบนงานทุกชิ้นของนักศึกษาคนนี้แล้ว สิ่งที่มีผลต่อความรู้สึกและพาลจะทำให้กำแพงความยุติธรรมของเขาสั่นคลอนได้ง่ายๆ คือการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มในคาบเรียนทุกๆ สองชั่วโมงในช่วงบ่ายของวันจันทร์และวันพุธ

 

ทว่าไม่ใช่แค่เพราะการมาถึงก่อนเวลาในทุกคาบ ไม่ใช่แค่เพราะแววตาที่ตั้งใจเวลาดูหนังทุกเรื่องที่เขาเปิดในคลาส ไม่ใช่แค่เพราะความจริงที่ว่านักศึกษาคนนี้เรียนอยู่เอกภาษาอังกฤษและมาลงเรียนวิชาของเขาเป็นวิชาเลือกเสรีแต่กลับเขียนงานแต่ละชิ้นได้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เพราะความเอาใจใส่ต่อการเรียนที่ทำให้อาจารย์เจ้าของวิชาอย่างแจบอมประทับใจ

 

แต่เป็นเพราะนักศึกษาคนนี้คือปาร์คจินยอง และนั่น อาจเป็นคำตอบทั้งหมดของทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา

 

 

 

 

 

////

 

 

 

ภาพยนตร์เรื่อง Life is Beautiful เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นำเสนอภาพของสงครามในมุมมองที่แตกต่างออกไป ความรักที่ตัวเอกในเรื่องมีให้กับลูกชายและทุกองค์ประกอบของเรื่องนั้นสวยงามสมกับชื่อ แต่สิ่งที่แจบอมเพิ่งได้พบว่าสวยงามกว่านั้น คือบทวิเคราะห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้จากจินยอง

 

แจบอมมองนาฬิกาข้อมือของตัวเองสลับกับมองดูตั้งกระดาษของการบ้านเรื่อง Life is Beautiful ที่เขาจะนำมาแจกคืนนักศึกษาในวันนี้ แผ่นบนสุดมีชื่อตรงหัวมุมขวาระบุว่า ปาร์คจินยอง ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงสี่สิบห้า อีกประมาณห้านาทีคนแรกที่ผลักประตูเปิดเข้ามาจะเป็นคนที่เขาตั้งใจรออยู่ทุกครั้งแต่แสร้งว่าตัวเองก็แค่ทำหน้าที่อาจารย์ที่ดีและรอนักศึกษาทุกคนเหมือนกัน

 

ทว่าวันนี้ เรื่องที่น่าแปลกใจและทำให้เขาทั้งรู้สึกหม่นหมองปะปนไปกับรู้สึกกังวลใจคือการที่จินยองไม่ปรากฏตัวในคลาสของเขาเลย

 

“อาจารย์ครับ” ช่วงพักสิบนาทีหลังจากหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ก่อนแจบอมจะเดินออกจากคลาสไปซื้อกาแฟมาดื่ม เสียงเรียกจากชเวยองแจ นักศึกษาปีสองในเอกซึ่งเขารู้จักดีทำให้เขาหยุดตัวเองอยู่ตรงหน้าประตูห้อง

 

“ว่าไงยองแจ”

 

“จินยองฝากมาบอกว่าขอโทษที่มาเรียนไม่ได้ จินยองไม่สบายครับ”

 

แจบอมชะงักไปชั่วครู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับรู้

 

ยองแจยังคงยืนนิ่ง สีหน้าของเด็กหนุ่มดูงุนงงในขณะที่แจบอมพยายามสุดความสามารถในการตีสีหน้าเรียบเฉยและตอบยองแจก่อนจะเดินออกมา ทว่าเขากลับจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรออกไป

 

‘บอกจินยองว่าไม่เป็นไร ผมไม่ได้ว่าอะไร’ ? … ‘ฝากบอกจินยองว่าหายไวๆ นะ’ ?… แจบอมได้แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่ประโยคที่แสดงออกเกินหน้าเกินตาแบบประโยคหลัง หรือเขาอาจจะพูดมันไปทั้งหมด?

 

อย่างไรก็ตาม แจบอมก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน สิ่งเดียวที่จำได้คือหัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะเป็นเรื่องของจินยอง

 

คืนนั้นแจบอมนอนไม่หลับ เขาไล่ตามหาเฟสบุ๊คของจินยองจากเด็กๆ ในเอกที่รู้จัก ดูน่าอายที่ทำตัวราวกับเป็นเด็กวัยรุ่นกำลังมีความรักทั้งที่อายุย่างยี่สิบเก้าปีแล้ว แต่สุดท้ายแจบอมก็ได้เรียนรู้ว่าจินยองเหมือนเขาอย่างน่าประหลาดใจ เด็กคนนี้ไม่ติดโซเชียลเน็ตเวิร์ค รูปที่ขึ้นโปรไฟล์ดูเหมือนถูกถ่ายไว้นานแล้ว ดูไม่เหมือนกับปัจจุบัน แต่แจบอมยังคงพบว่าจินยองในตอนนั้นน่ารักเหมือนกับตอนนี้ไม่มีผิด

 

ทว่าเรื่องที่แย่ก็คือ เขาไม่สามารถติดตามอะไรเกี่ยวกับจินยองได้เลย

 

แจบอมกดล็อคหน้าจอโทรศัพท์หลังจากเวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสองก่อนจะกดปุ่มให้หน้าจอสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ในความมืดสนิทในห้องนอนของเขา วันที่ที่ปรากฏบอกแจบอมว่าเขาเหลืออีกแค่สองสัปดาห์ หรือแค่สี่วัน ที่เขาจะได้ยิ้มทักทายจินยองตอนเวลาเที่ยงห้าสิบนาทีในทุกวันจันทร์และวันพุธ ได้อ่านลายมือหวัดๆ บนงานแต่ละชิ้น ได้เห็นแววตาเป็นประกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจจากดวงตาคู่สวย ได้ฟังเสียงนุ่มๆ แสดงความคิดเห็นอย่างชาญฉลาด และได้เก็บเกี่ยวช่วงเวลาสองชั่วโมงของสองวันต่อหนึ่งสัปดาห์ในการเพลิดเพลินไปกับการสอนได้อย่างมากที่สุดเท่าที่ชีวิตสามปีกว่าของการเป็นอาจารย์ที่ผ่านมาเคยได้รู้สึก

 

แจบอมก็ได้แต่หวังว่าในวันมะรืนจินยองจะหายดีและกลับมาเรียนได้ตามปกติ เขาทั้งเป็นห่วงจินยองมาก และอยากเจอจินยองมากเหลือเกิน

 

 

 

สองวันถัดมา หลังจากช่วงเวลาแห่งความกังวลและการต้องยับยั้งชั่งใจไม่ให้พลั้งเผลอเข้าไปถามยองแจเกี่ยวกับจินยองในทุกครั้งที่ได้เจอได้ผ่านไป ในที่สุดความหวังเล็กๆ ของแจบอมก็เป็นจริงเมื่อประตูห้องเรียนถูกผลักเปิดออกตอนเที่ยงห้าสิบเอ็ดนาทีและเป็นจินยองที่เดินเข้ามา

 

แจบอมส่งยิ้มทักทาย จินยองยิ้มตอบพร้อมก้มศีรษะให้ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งตรงเก้าอี้ด้านในแถวกลางห้อง วันนี้ใบหน้าของจินยองดูซีดเซียวกว่าปกติ

 

บนโต๊ะนั้น นอกจากจะมีถุงผ้าสีดำสนิทและสมุดกับเครื่องเขียนที่จินยองหยิบออกมาใช้ตามปกติแล้วในวันนี้มีถ้วยกระดาษบรรจุเครื่องดื่มร้อนวางอยู่ เสียงจินยองสูดจมูกเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบเชียบในห้องที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศทำงานอยู่ แจบอมเห็นดังนั้นจึงลุกขึ้นยืน เขาเดินตรงไปยังแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กที่อยู่ข้างประตูห้อง กดปุ่มลูกศรชี้ลงจนตัวเลข 23 เปลี่ยนเป็น 26 แล้วจึงกลับมานั่งที่เดิม

 

หนึ่งนาทีต่อมาประตูห้องถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ความเงียบถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยของนักเรียนสามคนที่เดินเข้ามา ตามด้วยกลุ่มอื่นๆ แจบอมเริ่มการสอนตามเวลาบ่ายโมงตรงเหมือนกับทุกครั้ง แต่ละวิชาของเอกฟิล์มจะเป็นชั้นเรียนเล็กๆ มีนักศึกษาแค่ราวๆ ยี่สิบคน แจบอมจึงสามารถมองเห็นการเป็นไปในคลาสได้อย่างชัดเจน และตามปกติแล้ว แจบอมจะปล่อยให้นักศึกษาทุกคนลุกไปไหนก็ได้ เดินเข้าเดินออกได้ตามสบาย ไม่เคยพูดขัด

 

ทว่าในวันนี้เมื่อแจบอมได้ยินแจ็คสัน เด็กในชั้นบ่นออกมาเบาๆ ว่า “ร้อนว่ะ” ก่อนลุกเดินไปยังแผงปุ่มควบคุมเครื่องปรับอากาศข้างประตูห้องแจบอมก็หยุดการอธิบายเรื่องคะแนนเก็บก่อนสอบปลายภาคแทบจะในทันที และตัวเขาก็ยังตกใจกับสิ่งที่ตัวเองโพล่งออกไป

 

“ไม่”

 

คำเดียวดึงให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

 

สายตาทุกคู่จับจ้องมา จู่ๆ แจบอมก็รู้สึกราวกับตัวเองพูดอะไรผิด

 

และ…​ใช่… เขาคิดว่าเขาพูดอะไรผิดไปจริงๆ

 

“คือผม–” แจบอมกระแอมเบาๆ สายตาลอกแลกมองซ้ายมองขวา ฝ่ามือที่ถือปากกาไวท์บอร์ดอยู่เผลอกำแน่นจนเหงื่อซึม ความคิดของเขาทำงานอย่างหนัก

 

แต่แล้วแจบอมก็รู้สึกขอบคุณ ที่จู่ๆ จินยองหยิบเสื้อคาร์ดิแกนสีขาวออกจากกระเป๋ามาสวมทับ แจบอมจึงสามารถตอบแจ็คสันและสายตางุนงงของเด็กทั้งห้องไปว่า “เปล่า” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ก่อนแจ็คสันจะพยักหน้ารับอย่างงงๆ และกดปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นขึ้นอย่างที่ตั้งใจไว้

 

สมาธิในการสอนวันนี้ไม่มั่นคงเลยสักนิด หลังครบสองชั่วโมงแจบอมรู้สึกเหนื่อยอย่างแปลกประหลาด เขาเก็บของบนโต๊ะหน้าห้องพลางเงยหน้าขึ้นรับคำลาจากนักศึกษาที่ทยอยเดินกันออกไปเป็นพักๆ

 

แจบอมไม่ได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ จนกระทั่งคนที่กำลังจะเดินผ่านไปคือคนที่รออยู่

 

“จินยอง” แจบอมเอ่ยเรียกก่อนที่จินยองจะหันหลังเดินออกจากห้อง เขาวางมือจากการเก็บของบนโต๊ะและเงยหน้าขึ้นมองจินยอง

 

“ครับ ?”

 

“ดีขึ้นหรือยัง ?”

 

คำถามง่ายๆ ที่ทำให้คนถามรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องได้ง่ายๆ ถูกส่งออกไป

 

“โอเคแล้วครับ” จินยองยกยิ้มที่ทำให้คนมองยิ้มตามได้อย่างไม่รู้ตัวก่อนจะพูดต่อ “ขอบคุณนะครับอาจารย์ แล้วก็ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกก่อน พอดีผมไม่รู้ว่าจะติดต่ออาจารย์ยังไง”

 

แจบอมใจเต้นแรงกว่าเดิมเมื่อเห็นโอกาสที่เหมาะสม

 

ปากกำลังจะขยับบอกว่า ‘โอเค งั้นเอาเบอร์ผมไปนะ เผื่อแจ้งอะไรหรือเผื่อมีเรื่องถามเกี่ยวกับที่เรียนไปก็โทรมาได้’ แจบอมค่อนข้างคิดว่ามันสมเหตุสมผลที่จะพูดในตอนนี้ และเด็กๆ ในเอกก็มีเบอร์เขากันหมดไว้สำหรับติดต่อเรื่องเรียนกับเรื่องงาน มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

 

จริงๆ แจบอมก็ควรจะทำแบบนี้ตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ และแจบอมก็คงจะได้ทำจริงๆ ถ้าหากเขาดึงความกล้าของตัวเองออกมาได้ทันเวลา ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่ทัน

 

“แต่เหลือมาเรียนกับสอบคาบนี้ ก็อีกแค่สามวัน ผมจะมาครบทุกครั้งแน่นอนครับ เจอกันอาทิตย์หน้านะครับอาจารย์”

 

จินยองก้มศีรษะให้เขาก่อนจะเดินออกจากห้องไป

 

แจบอมยืนนิ่งอยู่แบบนั้น คำพูดทั้งหมดยังติดอยู่ที่ปาก เขามองไปยังบานประตูที่ว่างเปล่าและรู้สึกใจหายอย่างแปลกประหลาด รอยยิ้มและคำพูดเมื่อครู่ของจินยองมอบความรู้สึกที่หลากหลายให้กับเขาจริงๆ

 

อีกแค่สามวัน … จะมาครบทุกครั้งแน่นอน

 

แจบอมถอนหายใจ ก่อนจะเก็บของที่อยู่บนโต๊ะต่อพลางเหลือบมองวันที่ที่มุมขวาบนของหน้าจอคอมพิวเตอร์พลันรู้สึกใจหาย…ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว

 

สี่เดือนผ่านไปเร็วเหลือเกิน

 

ตอนนี้เวลาของแจบอมใกล้หมดลงเต็มที ในขณะที่ความรู้สึกที่เขามีต่อจินยองกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหาทางหยุดยั้งไม่ได้

 

 

////

 

 

ไม่ใช่แค่นักเรียนที่ต้องการจะปิดเทอม เพราะใครๆ ก็ชอบที่จะได้หยุดพักผ่อนยาวๆ ทั้งนั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตการเป็นอาจารย์ที่แจบอมไม่อยากให้วันนี้มาถึง ฟังดูเหมือนพูดเกินจริงแต่ก็เป็นความจริงที่ว่าแจบอมกำลังกลัวว่าตัวเองจะทำใจไม่ได้ถ้าหากหลังปิดเทอมไปแล้ว เขาจะไม่ได้เจอจินยองอีก

 

คณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะศิลปศาสตร์อยู่ไกลกันมาก มากจนแจบอมยังแปลกใจว่าทำไมจินยองจึงมาลงวิชาเลือกเสรีที่นี่ เพราะในชั้นเรียนจินยองก็ไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ อีกทั้งมหาวิทยาลัยก็ใหญ่ขนาดนี้… ความหวังจะได้เจอจินยองนอกคาบเรียนนั้นริบหรี่พอๆ กับความหวังที่จะได้เห็นตัวเองดึงความกล้าออกมาได้

 

และในขณะที่แจบอมกำลังพยายามนึกถึงจินยองให้น้อยลง จินยองกลับปรากฏขึ้นในความคิดของเขาไม่หยุดราวกับจะกลั่นแกล้งกัน และแน่นอนว่าทุกอย่างมันจะง่ายกว่านี้ถ้าหากเมื่อวันก่อนจินยองไม่ได้เดินเข้ามาบอกเขาหลังจบคาบเรียนคาบสุดท้ายของเทอมว่า

 

“อาจารย์ครับ สอบปลายภาควันมะรืนมันตรงกับสอบวิชาคณะของผม ถ้าผมเลื่อนไปสอบตอนเย็นแทนอาจารย์จะสะดวกมั้ยครับ”

 

ในตอนนี้ซึ่งเป็นเวลาสี่โมงเย็น แจบอมที่ควรจะได้เวลากลับบ้านแล้วจึงยังนั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะในห้องประชุมขนาดเล็กที่อยู่ในส่วนของห้องพักอาจารย์โดยมีจินยองนั่งทำข้อสอบอยู่ถัดไปไม่ห่าง มันคงง่ายกว่านี้ถ้าจินยองสามารถมาสอบได้ตามเวลาปกติพร้อมคนอื่นๆ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ความสนใจของแจบอมก็จะไม่ต้องถูกดึงรวมมาอยู่ในจุดเดียวแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

เพราะใบหน้าของจินยองมุมนี้ทำให้แจบอมละสายตาไปไหนไม่ได้ มุมตรงในขณะที่จินยองก้มหน้ามองแผ่นกระดาษ ผมหน้าม้าสีเข้มเกือบดำทิ้งตัวปรกหน้าผาก ดวงตาหลุบต่ำลงทำให้คนมองได้เห็นเปลือกตาได้รูป และจากที่คอยสังเกตมาตลอด เวลาใช้ความคิดจินยองมักจะเผลอใช้ปลายปากกาจิ้มริมฝีปากอิ่มสวยสีชมพูธรรมชาติของตัวเอง เหมือนกับที่จินยองกำลังทำอยู่ตอนนี้

 

แจบอมนึกขอบคุณที่จินยองเป็นคนมีสมาธิจดจ่อกับการทำข้อสอบมากจนไม่สนใจอย่างอื่น เพราะไม่อย่างนั้นแจบอมคงโดนจับได้มานานแล้วว่าเขาแอบเก็บภาพจินยองในอิริยาบทนี้ด้วยสายตาไปมากเท่าไหร่ตั้งแต่ที่เปิดเทอมมา

 

 

เวลาสองชั่วโมงผ่านไปเร็ว ผิดกับสองชั่วโมงของการสอบรอบเมื่อเช้าไม่มีผิด จินยองใช้เวลาได้ไม่ขาดไม่เกิน วางปากกาลงเมื่อตอนห้าโมงห้าสิบเจ็ด ใจจริงแจบอมนึกอยากบอกให้จินยองตรวจทานดีๆ อีกรอบ อาจารย์สามารถให้เวลาเพิ่มอีกสักชั่วโมงก็ยังได้ ทว่าสิ่งที่เขาทำได้มีเพียงยิ้มตอบรับตอนที่จินยองเดินมาส่งกระดาษข้อสอบให้ ก้มศีรษะและหันหลังเดินออกไป

 

ลายมือหวัดๆ บนหัวมุมขวาบนของกระดาษข้อสอบ ชื่อที่ทำให้ความคิดของแจบอมยุ่งเหยิงมาตลอดสี่เดือนปรากฏสู่สายตา แจบอมใจหาย รู้สึกราวกับว่าในคราวนี้มันเหมือนจะหายไปจริงๆ จนไม่กลับมา หายตามเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกไป

 

ทว่าในตอนนั้นเองที่ทุกอย่างหยุดชะงัก เมื่อจินยองหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูก่อนจะหันหลังกลับมามองเขา

 

“ขอบคุณสำหรับวิชานี้มากๆ นะครับ ผมชอบมากเลย ดีใจที่ได้เรียนกับอาจารย์นะครับ” จินยองก้มศีรษะให้อีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม

 

แจบอมยิ้มตอบ แต่ไม่ทันคิดได้ว่าจะพูดอะไรใจของเขาก็หายไปอีกครั้ง และแจบอมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าในคราวนี้ …​เขาจะตามมันกลับมาได้อย่างไร

 

 

////

 

 

เวลาหนึ่งสัปดาห์ที่แจบอมใช้มันอย่างเอื่อยเฉื่อยในการทำคะแนนของนักศึกษาส่งให้กับทางคณะผ่านไปรวดเร็วอย่างน่าประหลาด ในขณะที่วันว่างหนึ่งวันแรกหลังจากการปิดเทอมผ่านไปช้าอย่างน่าหงุดหงิด

 

แจบอมพลิกตัวหนีแสงแดดจากหน้าต่างที่ลอดเข้ามา ฝังใบหน้าลงกับหมอนก่อนจะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดดูเวลา อ่านได้ว่า 2:17 จึงลุกจากเตียง

 

หลังจากนอนหายใจทิ้งหลับๆ ตื่นๆ อยู่บนเตียงมาตั้งแต่เช้า แจบอมตัดสินใจว่าจะออกไปดูแผ่นดีวีดีหนังเก่าๆ และหนังเกรด B *( = หนังต้นทุนต่ำที่ไม่ได้สังกัดอยู่กับค่ายใหญ่และไม่ได้ถูกโฆษณาแพร่หลายมากนัก)* ที่ร้านประจำซึ่งอยู่ไม่ไกลกับอพาร์ทเม้นท์มากนัก ปิดเทอมใหญ่นี้แจบอมได้หยุดยาวถึงสองเดือน มีนัดที่มหาวิทยาลัยกับนักศึกษาปีสี่เพียงบางวัน นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเวลาว่างและแจบอมก็มักจะหาหนังสือมาอ่านหรือไม่ก็หาหนังมาดูเพื่อเป็นทั้งการผ่อนคลายและทั้งการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมไปสอนในภาคการศึกษาถัดไป

 

แจบอมมีภาพยนตร์ในใจอยู่เรื่องหนึ่งที่อยากจะซื้อ และโชคดีที่ร้านนี้มีขายอยู่พอดี หลังจากเดินวนอยู่ราวๆ หนึ่งชั่วโมงแจบอมก็ได้แผ่นดีวีดีติดมือมาอีกสองเรื่อง

 

ก่อนกลับอพาร์ทเม้นท์ แจบอมแวะที่ร้านหมูย่างละแวกนั้นสำหรับมื้อเช้าและเที่ยงรวมกันในเวลาสี่โมงเย็น

 

“กี่ที่คะ”

 

“คนเดียวครับ” แจบอมตอบพลางมองดูบรรยากาศในร้านที่ยังคงมีลูกค้าอยู่เต็ม เป็นไปตามคาดที่เขาต้องนั่งรอเพราะถึงแม้ว่าจะมาคนเดียว แต่โต๊ะที่นั่งก็คือโต๊ะสำหรับสองคนที่ยังไม่มีว่างสำหรับเขาในเวลานี้

 

แจบอมรับแผ่นกระดาษเล็กๆ ที่เขียนตัวเลขเก้าจากพนักงานมาถือไว้ก่อนจะเดินเข้าไปทางด้านหลังเคาท์เตอร์ซึ่งจะมีที่นั่งสำหรับรอคิว ตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากน้ำเปล่า กลิ่นอาหารที่ลอยอวลจึงยิ่งชวนให้รู้สึกแสบที่กระเพาะ แจบอมหวังว่าจะไม่มีคนนั่งรออยู่เยอะมากนัก เขาก็คิดแค่นั้น แต่ไม่ได้หวัง ไม่ได้มีความคิดแม้สักเสี้ยววินาทีที่จะผุดขึ้นมาในหัว ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น… จะเป็นจินยอง

 

 

 

 

 

ในร้านตอนนี้ ไม่มีโต๊ะไหนในร้านที่มีลูกค้านั่งรับประทานคนเดียว

 

แจบอมคิดว่าเขากำลังฝันไป ตั้งแต่ที่ได้พบกับรอยยิ้มสดใสของจินยอง แจบอมยังไม่ทันได้พูดอะไร พนักงานคนเมื่อครู่เดินเข้ามาพร้อมกับกระดาษจดคิวในมือ

 

“คุณจินยอง ที่เดียว… เชิญค่ะ คุณแจบอมที่เดียวเหมือนกัน รอสักครู่นะคะ”

 

จินยองเงยหน้าขึ้นมองพนักงาน แต่เมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้นพอดีดวงตาเรียวก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย และก่อนจินยองจะเดินผ่านเขาไป แจบอมไม่ได้หวังอะไรนอกเสียจากคำทักทายแบบที่ได้รับอยู่เป็นประจำ ทว่าเหตุการณ์เหนือความคาดหวังในวันนี้ของแจบอม ไม่ได้มีแค่การเดินเข้ามาที่ร้านนี้และได้พบกับจินยองโดยบังเอิญอย่างเดียว

 

“นั่งด้วยกันมั้ยครับ?”

 

เสียงเนื้อหมูดิบถูกวางแนบกระทะร้อนๆ ดังปะปนไปกับเสียงพูดคุยและเสียงภาชนะกระทบกันของคนในร้าน อาหารเพิ่งจะมาเสิร์ฟได้ไม่นาน จานของพวกเขาจึงยังคงว่างเปล่า ไม่ต่างอะไรกับบันทึกบทสนทนาในวันนี้

 

แจบอมไม่รู้จะพูดอะไรดี เงยหน้าขึ้นมาเจอใบหน้าน่ารักที่ทำให้เขาคิดถึงมาทั้งอาทิตย์แล้วก็ทำได้แค่ยิ้ม และหลังจากที่เนื้อมาเสิร์ฟแล้ว เตาพร้อมแล้ว แจบอมก็หันมาจริงจังกับการย่างหมูทั้งที่ความคิดในหัวห่างไกลจากเรื่องกินไปมากแล้ว

 

จู่ๆ จินยองก็ถามบางอย่างขึ้นโดยที่ไม่ได้มองหน้าเขา ทำเสียงราวกับเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป และใช่ มันก็อาจจะเป็นแค่นั้นจริงๆ

 

“วันนี้ไม่ใส่เสื้อเชิร์ตสีดำแล้วหรือครับ?”

 

แต่สำหรับแจบอม … มันไม่ใช่แค่นั้น

 

ปกติแล้วเวลาไปทำงาน แจบอมมักจะใส่เสื้อเชิร์ตสีดำคู่กับกางเกงสแลคสีดำเสมอด้วยเหตุผลที่ว่ามันจะไม่เปรอะเปื้อนง่ายๆ สะดวกต่อการส่งซักพร้อมกัน และไม่ต้องเสียเวลาเลือกเสื้อผ้าในตอนเช้า แจบอมมักได้ยินเด็กๆ ชั้นปีสองขึ้นไปที่รู้จักกันมาเป็นเวลาพอสมควรเอ่ยแซวเขาเรื่องสีเสื้อเป็นประจำ และทั้งที่ควรจะรู้สึกชินชากับการที่ถูกทักแบบนี้ แต่เมื่อคนพูดเป็นจินยองแจบอมกลับรู้สึกแตกต่าง

 

อาจเพราะว่าเพิ่งจะเจอกันแค่เทอมเดียว อีกทั้งจินยองก็ไม่ได้เจอเขาที่ตึกบ่อยๆ เหมือนกับนักศึกษาในเอกคนอื่น แจบอมจึงอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าการที่จินยองทักเรื่องนี้ … อาจแปลว่าจินยองคอยสังเกตเขามาตลอดทั้งเทอม

 

วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ ไม่ได้จัดแต่งทรงผมเหมือนกับเวลาไปทำงาน คงดูแปลกตาจากปกติพอสมควรหากเทียบจากคนที่ไม่เคยได้เห็น

 

ทว่า… หากอิงจากการที่แจบอมได้เรียนรู้จินยองมาตลอดสี่เดือนผ่านมุมมองความคิดในการวิเคราะห์ภาพยนตร์ จินยองเป็นคนช่างเก็บรายละเอียดมากๆ จึงไม่แปลกถ้าหากเรื่องนี้จะเป็นอีกเรื่องที่จินยองสังเกตได้

 

แจบอมไม่พูดอะไรเพียงแต่หัวเราะแห้งๆ ตอบไป และนั่นเป็นการกระทำที่ดูโง่สิ้นดีในความคิดของเขา

 

มื้ออาหารเป็นไปอย่างเงียบๆ แต่แจบอมกลับจำรสชาติของอาหารโปรดตัวเองได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก เขาไม่กล้าเงยหน้ามองจินยองทั้งที่อยากทำแทบตาย ทำได้แค่ปรับระดับสายตาตัวเองอยู่บนโต๊ะและมองมือขาวๆ จับที่คีบ จับแก้วน้ำ ทำนู่นทำนี่อยู่แค่นั้น

 

ทุกอย่างจบลงเร็วกว่าที่คิดและแจบอมก็ยังไม่ได้ทำอะไรออกไปอย่างที่ใจคิดเสียที เขาไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ทุกคำพูดมันเล็ดรอดออกมาจากปากไม่ได้ จนกระทั่งจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย เดินออกมาหน้าร้านแล้ว แจบอมย้ำกับตัวเองเป็นรอบที่ล้านว่าถ้าจบวันนี้ไปโอกาสที่จะได้เจอจินยองหรือทำอะไรให้มันคืบหน้านั้นคงเท่ากับศูนย์ เขาต้องใช้โอกาสนี้ หรือไม่อย่างนั้นก็จะเท่ากับว่าเขาได้ปล่อยให้จินยองเดินออกไปอีกครั้ง

 

เดินออกไปพร้อมกับใจของเขา

 

“ผมเดาไว้แล้วว่าอาจารย์ต้องชอบร้านนี้” จินยองมองไปยังถุงกระดาษสีน้ำตาลในมือของเขา คำพูดนั้นทำให้แจบอมทั้งประหลาดใจและรู้สึกดีไปได้พร้อมๆ กัน

 

“อ่อ ก็ หนังดีๆ เยอะ แล้วมันหายาก” แจบอมยิ้ม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เลิกต่อว่าตัวเองในใจ เพราะสิ่งที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่นี้ยังไม่ได้ถูกเรียบเรียงเป็นประโยคดีๆ เลยด้วยซ้ำ

 

“วันนี้ผมก็ว่าจะไปดูร้านนี้แหล่ะครับ อยากได้แผ่นของเรื่อง Blue Ruin”

 

“นี่เหรอ?”

 

กล่องดีวีดีถูกดึงออกจากถุงกระดาษในมือพร้อมใจที่เต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมา แววตาของจินยองเป็นประกายพร้อมรอยยิ้มที่ผลิขึ้นบนริมฝีปาก

 

“ผมเพิ่งไปซื้อก่อนจะมากินข้าวน่ะ”

 

จินยองรับกล่องดีวีดีปกสีน้ำเงินหม่นไปพลิกดู “ผมว่าแล้วว่าอาจารย์น่าจะรู้จัก แนวนี้อาจารย์ชอบ”

 

แจบอมยืนยันอีกครั้งว่าจินยองเป็นคนช่างสังเกตมากจริงๆ

 

จากบรรดาหนังหลายประเภทหลายสิบเรื่องที่ถูกพูดถึงในห้อง หากใครได้เรียนกับแจบอมมาสักประมาณหนึ่ง จะพอจับแนวได้ว่าเขาชอบหนังเกรดบีมากกว่าหนังที่อยู่ในกระแส และจินยองก็ทำให้เขาประหลาดใจอีกครั้งด้วยการจับจุดนี้ได้ทั้งที่จินยองเองไม่ได้ใกล้ชิดกับเขามานานและมากเท่ากับเด็กคนอื่นในเอก

 

“ทำไมจินยองอยากดูเรื่องนี้ล่ะ” แจบอมถามออกไปพลางนึกต่อว่าตัวเองในใจซ้ำๆ อีกครั้ง … ปล่อยเวลาทิ้งไว้เป็นชั่วโมงและเพิ่งจะมากล้าชวนคุยตอนที่ยืนอยู่หน้าร้านเตรียมจะแยกกันกลับเนี่ยนะ?

 

“ผมกำลังหาหนังดูช่วงปิดเทอมน่ะครับ” จินยองส่งกล่องดีวีดีคืนให้เขา “แล้วมีเพื่อนแนะนำเรื่องนี้มาพอดีเลยว่าจะมาลองหาดู เพื่อนผมก็เรียนเอกฟิล์มที่นี่ครับแต่จบไปได้สามปีแล้ว มันชื่อจินฮวาน ไม่รู้อาจารย์ยังจำได้หรือเปล่า”

 

“อ่อ จำได้สิ” นักศึกษาเอกฟิล์มที่มหาวิทยาลัยนี้มีน้อยอยู่แล้ว และรุ่นก่อนๆ ก็ยิ่งน้อยกว่ารุ่นปัจจุบัน อีกทั้งความสามารถที่โดดเด่นของจินฮวาน ไม่แปลกเลยที่อาจารย์อย่างเขาจะยังจำศิษย์คนนี้ได้

 

แจบอมรู้สึกดีมากขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นว่าจินยองเป็นคนใกล้ตัวมากกว่าที่คิด

 

“อ้าว แต่– เพื่อน?” แจบอมเพิ่งนึกได้เมื่อครู่ว่าจินยองอยู่ปีสอง อายุน่าจะประมาณยี่สิบปี ไม่เกินนี้ แต่จินยองบอกว่าจินฮวานเป็นเพื่อน ซึ่งก็เท่ากับจินยองเป็นเพื่อนกับเด็กที่จบปริญญาตรีไปแล้วสามปี ?

 

“ตอนนี้ผมเรียนปริญญาตรีใบที่สองอยู่ครับ จริงๆ ผมอายุยี่สิบห้าแล้ว”

 

นั่นตอบข้อสงสัยกว่าครึ่งในใจของแจบอมได้แล้ว

 

เสน่ห์และความคิดแบบผู้ใหญ่ของจินยองที่ติดอยู่ในความรู้สึกเขาตั้งแต่ครั้งแรกๆ ที่ได้คุยกัน มุมมองต่อภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่ซับซ้อนแต่เข้าใจง่ายและในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความน่าค้นหาในทุกตัวอักษรนั่นเป็นเพราะจินยองไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่เพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ รวมไปถึงการที่จินยองไม่สนิทกับเด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมชั้นมากนัก ก็คงเป็นเพราะอายุที่ห่างกัน

 

แต่หากดูจากการที่ทุกคนพูดกับจินยอง จินยองคงไม่ได้บอกใครว่าตนอายุมากกว่าและถ้าดูจากหน้าตาของจินยอง แจบอมก็ไม่แปลกใจที่จะไม่มีใครสังเกตได้เพราะเขาเองก็เช่นกัน

 

“ผมคิดว่าคุณเด็กกว่านั้นมาตลอดเลย” เขายิ้มเจื่อนๆ พลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้เก้อ จินยองยิ้มออกมาเช่นกันพลางกระชับสายกระเป๋าสะพายข้างใบโตสีดำที่อยู่บนไหล่ขวา ก่อนจะเลิกปลายแขนเสื้อขึ้นน้อยๆ เพื่อดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ

 

แจบอมรู้สึกเหมือนใจของเขากำลังจะต้องหายไปอีกครั้ง

 

“จินยองต้องรีบไปไหนหรือเปล่า?”

 

แจบอมถามออกไปพร้อมกับใจที่จดจ่อรอคำตอบ เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร การอยู่คนเดียวมานานหลายปีทำให้แจบอมทำตัวไม่ถูก จะพูดอะไรก็ยังเรียบเรียงดีๆ ไม่ได้ และแจบอมก็คงเป็นผู้ชายอายุยี่สิบเก้าปีที่ไร้ความสามารถในการทำสิ่งที่เรียกว่าการจีบโดยสิ้นเชิง เขาไม่มีชั้นเชิงอะไรทั้งนั้น ทำได้แค่พูดในสิ่งที่คิดและยืนดึงชายเสื้อตัวเองเล่นไปมาอย่างโง่ๆ ระหว่างรอคำตอบจากจินยอง

 

“ไม่ครับ ผมว่างทั้งวันเลย”

 

“อ่อ” แจบอมพยักหน้าตอบ บังคับกล้ามเนื้อบนริมฝีปากที่กระตุกเบาๆ เพราะกำลังจะยิ้มให้หยุดนิ่งพลางยกถุงกระดาษในมือขึ้นมาพร้อมใจที่เต้นรัว

 

“มาดูหนังด้วยกันมั้ย?”

 

 

 

////

 

 

ภาพยนตร์เรื่อง Blue Ruin เป็นเรื่องราวของผู้ชายไร้บ้านคนหนึ่งที่ต้องการจะแก้แค้นให้กับครอบครัวที่ห่างเหินของตัวเอง เนื้อเรื่องดำเนินช้าแต่ซับซ้อน บรรยากาศในเรื่องเงียบเชียบแต่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น ชวนให้คนดูรู้สึกดำดิ่งไปกับอารมณ์มากกว่าเดิมด้วยการถ่ายภาพและการจัดองค์ประกอบในแต่ละฉากที่น่าประทับใจและสวยงามมาก แต่สิ่งที่แจบอมเพิ่งได้พบว่าสวยงามกว่านั้นคือภาพใบหน้ามุมข้างของจินยองที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้าโทรทัศน์ในห้องพักของเขา

 

“ขอบคุณครับ” จินยองพูดหลังจากที่แจบอมเดินกลับมายังโซฟาและวางชาร้อนหนึ่งถ้วยลงบนโต๊ะกระจกตัวเตี้ยที่อยู่ด้านหน้า แจบอมนั่งลงข้างๆ จินยองเหมือนเดิม ขณะนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น และแจบอมกำลังดูภาพยนตร์เรื่อง Blue Ruin กับจินยองในระยะห่างที่น้อยที่สุดในระยะเวลาร่วมสี่เดือนที่รู้จักกันมา การอยู่คนเดียวในห้องนี้มาตลอดหลายปีและพอใจที่จะอยู่คนเดียวเรื่อยมาส่งผลให้เครื่องใช้และเฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างที่เขาเลือกมีขนาดพอเหมาะสำหรับคนเดียว รวมถึงโซฟาตัวนี้ก็เช่นกัน

 

การเปลี่ยนแปลงอย่างปุบปับกำลังเกิดขึ้นกับความรู้สึกของเขาตั้งแต่ที่ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วจินยองอายุยี่สิบห้าปี วันนี้จินยองแต่งตัวคล้ายกับเวลาไปเรียน เสื้อคอกลมแขนยาวสีขาวเรียบๆ กางเกงยีนส์ขายาวสีเข้มเข้ารูปที่พับขาขึ้นมากับรองเท้าโปร่งที่มีสายรัดทำจากหนังสีดำที่เจ้าตัวถอดวางไว้อยู่ตรงหน้าประตู ซึ่งหากมองดูจะคิดว่าจินยองอายุยี่สิบปี หรือยี่สิบห้าปีก็ได้ทั้งนั้น ในขณะที่เสน่ห์แบบเด็กๆ ของจินยอง ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปากที่เชิดขึ้นน้อยๆ เวลากำลังใช้ความคิดหรือการที่จินยองชอบใช้นิ้วชี้เกาศีรษะตัวเองก็ไม่ได้ดูขัดไปกับแววตาที่ดูจริงจังคู่นั้นเลยแม้แต่นิด

 

จะมองว่าจินยองยังเด็กก็ได้ หรือจะมองว่าไม่… ก็ได้

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร… แจบอมก็ยังชอบจินยองมากๆ อยู่ดี

 

บรรยากาศในห้องที่สว่างได้เพราะแสงจากหน้าจอโทรทัศน์กลายเป็นมืดสนิทเมื่อจู่ๆ หน้าจอก็ดับลงพร้อมกับเสียงเครื่องปรับอากาศ แจบอมสะดุ้งขึ้นด้วยความตกใจพลางควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมาเพื่อกดเปิดไฟฉาย

 

“ไฟดับแน่เลย” เขาพูดพลางเดินไปที่ห้องครัวในขณะที่จินยองก็หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดไฟฉายเช่นกัน แจบอมเปิดลิ้นชักตรงเคาท์เตอร์และหยิบไฟแช็คออกมาจุดเทียนหอมในถ้วยแก้วขนาดใหญ่ที่เขาซื้อติดห้องไว้จนปรากฏแสงเหลืองนวลสว่างขึ้นมาในห้องมืดๆ

 

แจบอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาในความเงียบ ไฟดับ… หนังยังคงไม่จบ และกิจกรรมนั้นก็เป็นสิ่งเดียวที่ดึงจินยองให้นั่งอยู่กับเขามาร่วมชั่วโมงกว่าได้

 

“หกโมงกว่าแล้ว” จินยองมองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือก่อนจะหยิบกระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาสะพาย แจบอมใจหล่นวูบ “ผมขอกลับก่อนนะครับ”

 

“กลับยังไง” แจบอมถามในขณะที่จินยองเดินมาสวมรองเท้าตรงหน้าประตูห้อง ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนแจบอมทำตัวไม่ถูก

 

แจบอมรู้สึกผิดหวัง เขาควรจะได้อยู่กับจินยองนานกว่านี้

 

“ขึ้นรถไฟใต้ดินครับ”

 

“เดี๋ยวผมเดินไปส่ง”

 

จินยองหันมามองเขาพอดีในตอนที่เขาพูดออกไป และแจบอมคิดว่าภายใต้แสงเทียนสลัวๆ จินยองน่าจะพอมองเห็นความรู้สึกที่สายตาของเขาคงพูดออกไปอย่างหมดเปลือกแล้วได้ เพราะจินยองยิ้มพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย

 

“เทียนยี่ห้อแยงกี้ กลิ่นฮาเซลนัทคอฟฟี่ ใช่มั้ยครับ ?” แต่สิ่งที่จินยองถามไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พูดกันอยู่สักนิด และเป็นอีกครั้งที่จินยองทำให้เขาแปลกใจ

 

เทียนที่ว่าตั้งอยู่ในห้องครัว ไกลจากสายตาของจินยองพอสมควร ดังนั้นการที่จินยองจำกลิ่นเทียนหอมยี่ห้อนี้ได้ นั่นหมายความว่าจินยองเองก็ต้องชื่นชอบหรือไม่ก็คุ้นเคยกับมันมากพอสมควร แจบอมไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่อมยิ้มและพยักหน้าตอบ

 

 

“จินยอง” หลังจากเก็บของกันเสร็จแล้ว แจบอมก็เอ่ยเรียกก่อนจะปิดประตูห้อง ไฟฉายจากโทรศัพท์ยังคงถูกใช้งานเนื่องจากไฟทั้งตึกดับสนิทรวมถึงตรงกลางทางเดิน “อยากเอาหนังกลับไปดูที่บ้านมั้ย?”

 

แจบอมคิดว่านี่คงเป็นการกระทำที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่คนแบบเขาพอจะนึกออกในตอนนี้

 

ก็แค่อยากให้แผ่นดีวีดีจินยองกลับไป แล้วก็เจอกันอีกสักครั้งตอนเอามาคืน…

 

ทว่าจินยองปฏิเสธ “ไม่เป็นไรครับอาจารย์”

 

“….”

 

“แต่ถ้าอาจารย์สะดวก” จินยองพูดต่อ ดวงตาคู่สวยมองมาที่เขาเหมือนกับทุกครั้ง และแจบอมก็เป็นฝ่ายหลบสายตาเหมือนเดิม “ไว้คราวหน้ามาดูด้วยกันต่อก็ดีนะครับ”

 

เขารู้สึกได้ถึงความหวังที่ไม่ใช่เรื่องลมๆ แล้งๆ เหมือนสี่เดือนที่ผ่านมา

 

 

 

การเดินลงบันไดหกชั้นในความมืดนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก แต่ทุกอย่างดีขึ้นได้เพราะคนที่เดินอยู่ข้างๆ

 

แจบอมเดินไปตามทางช้าๆ และจินยองก็เช่นกัน บรรยากาศในเมืองตอนเย็นยังคงวุ่นวายแต่แจบอมกลับรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด แม้ในหัวจะกำลังเต็มไปด้วยความคิดมากมายที่แจบอมยังเลือกไม่ถูกว่าจะดึงส่วนไหนออกมาพูดก่อนและแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความกังวลเพราะการขาดความสามารถในการเรียบเรียงคำพูดของตัวเองในเวลาจำกัดก็ตาม แต่แจบอมรู้สึกดีจริงๆ ที่ได้เดินไปส่งจินยองในตอนนี้

 

“ขอบคุณนะครับ” พวกเขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบันไดทางลงสถานีและถ้าไม่ติดว่ามันจะดูมากเกินไปแจบอมคงเสนอตัวนั่งไปส่งจินยองถึงสถานีปลายทางแล้วเพราะเขายังไม่อยากจะให้เวลาตรงนี้จบลงไปเลย

 

“ดีใจที่ได้เจออาจารย์นะครับ”

 

“ยังไงก็ไม่ได้เรียนด้วยกันแล้ว” เขาขัดขึ้นเมื่อนึกได้ นี่เป็นหนึ่งในคำพูดมากมายที่อัดแน่นอยู่ในความคิด “ไม่ต้องเรียกผมว่าอาจารย์หรอก”

 

เขาไม่ชอบ เพราะมันฟังดูห่างเหิน … แต่แจบอมก็ไม่ได้บอกเหตุผลออกไป

 

“อ่า…​โอเคครับ” จินยองยิ้ม “คุณแจบอม”

 

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบที่เขาอยากได้ยิน

 

เกิดความเงียบขึ้นระหว่างพวกเขาท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่กันไปมา “พรุ่งนี้พี่ว่าง” แจบอมพูดออกมาโดยไม่สนใจว่าเมื่อครู่นี้จินยองจะเรียกเขาว่าอะไร

 

ไม่ว่าต่อไปจินยองจะเรียกเขายังไงแจบอมก็ตั้งใจว่าจะแทนตัวเองแบบนี้ และถึงแม้ว่าจะยังงงว่าจู่ๆ ตัวเองไปเอาความกล้าพวกนี้มาจากไหน แต่แจบอมก็พูดต่อ “ถ้าจินยองว่าง ไปเจอกันที่ร้านนั้นก็ได้”

 

“…”

 

“พี่จะไปรอตอนบ่ายโมงนะ”

 

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายของการสนทนาระหว่างพวกเขา เพราะคำตอบของจินยองมีเพียงรอยยิ้มที่แจบอมคาดเดาอะไรไม่ได้ อย่างเดียวเขาที่รู้คือจินยองยิ้มได้น่ารักมากก่อนจินยองจะเดินลงบันไดไป ทิ้งให้ใจของแจบอมว้าวุ่นไปทั้งคืน และเอาแต่เฝ้ารอเวลาบ่ายโมงของวันพรุ่งนี้ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องผิดหวังหรือไม่

 

 

////

 

 

ตลอดระยะเวลาสี่เดือนของภาคการศึกษาที่ผ่านมา แจบอมเฝ้ารอเวลาเที่ยงห้าสิบนาทีของทุกวันจันทร์และวันพุธมาตลอด

 

 

วันนี้เป็นวันจันทร์ ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงสี่สิบห้านาทีเหมือนกับตอนนั้น เพียงแต่เขาไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าคลาสเรียนแล้ว

 

แจบอมเดินเข้าไปในร้านเดิม ตรงไปยังมุมเดิม เห็นดีวีดีเรื่อง Blue Ruin วางเรียงอยู่บนชั้น นึกถึงจินยอง นึกถึงเมื่อวาน พลันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรผิดพลาดไป

 

ถ้าหากจินยองซื้อดีวีดีเรื่องนี้กลับไป ตอนจบที่พวกเขาติดค้างกันไว้คงไม่มีความหมาย

 

ก่อนแจบอมจะดึงความคิดตัวเองกลับมาได้ทัน … อะไรที่ทำให้เขามั่นใจว่าวันนี้จะได้เจอจินยอง?

 

ปกติแล้วร้านนี้ไม่ได้มีคนเข้าออกตลอดเวลา แต่ภายในระยะเวลาห้านาทีที่แจบอมเฝ้ามองเข็มนาฬิกาบนข้อมือของเขาเคลื่อนตัวไปทีละนิด คนงานในร้านกลับผลักเปิดปิดประตูเข้าออกเพื่อขนของลงจากรถที่จอดอยู่หน้าร้านบ่อยจนแจบอมเลิกตื่นเต้นไปกับเสียงกระดิ่งบนประตูและรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแทน แจบอมพยายามบอกตัวเองให้เลิกหวังถ้าไม่อยากผิดหวังเพราะไม่มีอะไรยืนยันได้เลยสักนิดว่าวันนี้จินยองจะมาหรือไม่ แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นความพยายามรอบที่ร้อยที่ไม่เคยจะประสบความสำเร็จสักครั้ง ข้อสรุปง่ายๆ สำหรับตอนนี้คือหวังต่อไป ทั้งที่ไม่รู้ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร

 

นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงห้าสิบนาที เสียงกระดิ่งบนประตูร้านดังขึ้นอีกครั้ง แจบอมยังคงไม่ละสายตาไปจากหน้าปัดทรงกลมตรงข้อมือแม้จะลืมหายใจไปแล้ว

 

ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขากำลังบอกตัวเองซ้ำๆ ว่านั่นอาจจะไม่ใช่จินยองก็ได้ ความคิดของเขาวุ่นวายไม่ต่างอะไรกับใจ เสียงฝีเท้าของคนมาใหม่ใกล้เข้ามา เสียงที่ทำให้แจบอมนึกถึงรองเท้าโปร่งแบบสานสีดำของจินยองพร้อมกันกับไออุ่นจากไกลๆ ที่แจบอมไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จนกระทั่งเขาเงยหน้าขึ้นและพบกับจินยองยืนอยู่ไม่ห่าง

 

 

 

 

พวกเขาใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการเดินดูแผ่นภาพยนตร์หลายเรื่องในร้านด้วยกัน และยิ่งได้เห็นว่ารสนิยมของพวกเขาคล้ายคลึงกันมากแค่ไหน ยิ่งได้ยินความเห็นของจินยองที่มีต่อหนังแต่ละเรื่องมากเท่าไหร่ แจบอมก็ยิ่งพบว่าตัวเองจมดิ่งลงไปในจินยองมากขึ้นเท่านั้น

 

หนังแต่ละเรื่องที่พวกเขาหยิบมาดู ทั้งที่แจบอมมีและไม่มี เคยดูและไม่เคยดู แจบอมรู้สึกว่าทุกเรื่องล้วนมีจังหวะเรื่อยๆ เรียบๆ เหมือนกับบุคลิกของจินยอง และในขณะที่จินยองพูดถึงภาพยนตร์สวีดิชเรื่อง My Life as a Dog ที่พวกเขาเจอแผ่นของมันวางอยู่ในชั้นของหนังยุโรป น้ำเสียงนุ่มๆ ของจินยองเล่าถึงการตีความของตัวเองได้เรียบนิ่ง ละเอียด และชัดเจนเหมือนกับจังหวะในภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเนื้อหาในคำพูดของจินยองทั้งซับซ้อนและขัดแย้งกันได้อย่างสวยงาม มองลึกลงไปในจุดเล็กๆ ของเนื้อเรื่องที่แจบอมเคยคิดว่ามีแค่เขาที่มองเห็น และไม่เคยคิดว่าจะได้ยินใครมาพูดแบบนี้ให้ฟัง แจบอมฟังแล้วก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองตามแล้วยิ้ม และพบว่าตัวเองชอบจินยองมากกว่าเดิม

 

“เหลือแผ่นเดียวหรือครับ?” หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าแผ่นดีวีดีที่จะซื้อกลับบ้านวันนี้คือหนังคอมเมดี้/ดราม่าปี 1950 เรื่อง Sunset Boulevard แจบอมก็ได้คำตอบจากเจ้าของร้านที่เพิ่งเดินกลับออกมาจากห้องสต็อกว่าแผ่นที่จินยองหยิบมาจากชั้นและถืออยู่ในมือคือแผ่นสุดท้าย

 

แจบอมหันไปหาจินยองทันที “ถ้าอย่างนั้นจินยอง–”

 

“คุณแจบอมเป็นอาจารย์ ซื้อเก็บไว้ยังไงก็น่าจะเป็นประโยชน์กว่านะครับ” แต่ยังไม่ทันพูดจบจินยองก็ขัดขึ้นพร้อมกับส่งของในมือมาให้เขา “จะได้เอาไว้สอนเด็กๆ ด้วย”

 

จินยองพูดแบบนั้นแต่สายตาของจินยองบอกแจบอมไม่ให้คิดแค่นั้น

 

และแจบอมก็รู้ดีว่าเขาสามารถตีความคำพูดธรรมดาแบบเรียบๆ ของเจ้าของความคิดที่ละเอียดอ่อนแต่ยุ่งเหยิงอย่างจินยองได้มากกว่านั้น

 

แจบอมรับมาจ่ายเงินพลางนึกถึงสิ่งที่จินยองพูด คำพูดธรรมดาๆ ของจินยองที่ได้ดึงแจบอมให้จมดิ่งลงไปอีกครั้ง แจบอมไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้จินยองเป็นคนที่มีความคิดได้ซับซ้อนและมีอิทธิพลต่อความรู้สึกคนอื่นได้มากขนาดนี้ จินยองบอกว่าให้เขาเก็บดีวีดีไว้เพราะมันจะเป็นประโยชน์มากกว่าซึ่งมันก็ถูก แต่ก่อนหน้านี้จินยองเพิ่งได้บอกเขาว่าตนชอบอะไรในภาพยนตร์เรื่อง Sunset Boulevard มากจนอยากดูอีกซ้ำๆ และอยากได้มาเก็บไว้แค่ไหน และแจบอมรู้ตัวว่าถ้าหากเขาอยากจะทำให้จินยองประทับใจ เขาก็ควรจะมอบดีวีดีแผ่นสุดท้ายในร้านนี้ให้จินยองได้เป็นเจ้าของ

 

แจบอมรู้สึกว่าจินยองเป็นคนที่พูดจาเหมือนกับการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ดีๆ นั่นก็คือการพูดในสิ่งที่ตรงประเด็น ถูกต้อง และมีประโยชน์ สอดคล้องกับการกระทำ ทว่าในคำพูดนั้นแฝงความหมายที่แสดงถึงความต้องการเบื้องลึกบางอย่าง

 

หลังจากจ่ายเงินเสร็จพวกเขาก็เดินออกมาที่หน้าร้าน แจบอมเก็บกระเป๋าเงินลงไปในกระเป๋ากางเกงของตัวเอง ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสาม แจบอมยังว่าง และเขาสามารถว่างไปได้ทั้งวันอยู่แล้วหากนั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับจินยอง แต่สำหรับจินยอง… แจบอมไม่รู้

 

“จินยองต้องรีบไปไหนหรือเปล่า?” เขาถามออกไปตามที่คิด ก่อนจะรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เมื่อวานได้เข้ามาทับซ้อน

 

“ไม่ครับ ผมว่างทั้งวันเลย”

 

แววตาของจินยองและถุงกระดาษในมือทำให้แจบอมย้อนนึกไปถึงคำพูดของจินยองที่บอกให้เขาเป็นคนซื้อแผ่นดีวีดีเรื่อง Sunset Boulevard และหลังจากรวบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันได้แล้วในตอนนี้ แจบอมจึงได้รู้ว่าอะไรคือความต้องการของจินยอง

 

“อ่อ” แจบอมพยักหน้าตอบ กล้ามเนื้อบนริมฝีปากของเขากระตุกเบาๆ เพราะกำลังจะยิ้มและแจบอมก็ปล่อยให้รอยยิ้มนั้นเผยออกมาพลางยกถุงกระดาษในมือขึ้นพร้อมใจที่เต้นรัว

 

“มาดูด้วยกันมั้ย?”

 

 

 

 

And don’t mind my nerve you could call it fiction,

But I like being submerged in your contradictions,

 

 

อย่าสนใจความเพ้อเจ้อของผมเลย จะเรียกมันว่าเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นก็ได้

แต่ผมชอบจมดิ่งอยู่ในความย้อนแย้งของคุณ

 

 -

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

658 ความคิดเห็น

  1. #652 Seasam (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 00:34

    ขอบคุณ​มาก​ๆ​เลยสำหรับ​ Beautiful Mess มันดีมากจริงๆ​ เราชอบบรรยากาศ​ในเรื่องมากๆ​ เรื่องราวดำเนินไปอย่างช้าๆแต่ลุ่มลึก​ ชอบมาก​ ดีต่อใจเรามากๆ​ ขอบคุณ​นะคะ:)​

    #652
    0
  2. #626 pa rang (@prangkii) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 14:38
    ละมุนเว่อร์
    #626
    0
  3. #612 Fandom is Good (@kei_haru) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 18:17
    ละมุน นุ่มมม มากเลยค่ะ *มินิฮาร์ท*
    รู้าึกหลงรักจินยองไปด้วย ชอบการบรรยายเกี่ยวกับการวิเคราะห์หนัง เรียนมาสายนิเทศน์ ยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ฮือออ
    #612
    0
  4. #581 FMBN9394_ (@aliizabett2) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 08:43
    เป็นบรรยากาศของความรักที่ดูแล้วอบอุ่นมากๆเลย พี่แจบอมตอนแรกคือเป็นอะไรที่ไม่มีความกล้าเอาซะเลยจนรู้สึกฟงุดหงิดเล็กๆ แต่พอท้ายๆมา เห้ยยยย พี่แกกล้ามากขึ้นแล้วค่ะะะ ดีใจจจจ หลังจากนี้ความสัมพันธ์คงจะเข้าใกล้กันอีกก้าวแล้วล่ะนะะะ><
    #581
    0
  5. #557 tkfriedck (@napatsawanearn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 23:15
    กำลังมาเจอ ชอบอะไรแบบนี้มาก นุ่มนวล ค่อยๆไป อบอุ่นมากกก
    #557
    0
  6. #320 N_udaen_G (@nudaeng) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 22:09
    ชอบอะ ค่อยเป็นค่อยไป พี่บีดูชอบน้องทุกอย่างอะ แล้วแบบจีบไม่เป็น ก็เน้นชวนดูหนังนี่แหละ งื้อออออออ
    #320
    0
  7. #222 Minny_eiei (@Minny_eiei) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 17:20
    รู้สึกอบอุ่นดีจังค่ะ หื้อออ ><
    #222
    0
  8. #194 DoubleJear (@jearism) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 23:18
    ฮืออออออ เขินนนน ชอบการที่คนที่มีรสนิยมคล้ายกัน ไลฟ์สไตล์ความชอบที่คล้ายคลึงกันโคจรมาพบกันมากๆ ยิ่งกว่าพรหมลิขิตคือเขาเป็นคนที่เราชอบอยู่แล้ว ถ้ามาเกิดขึ้นกับชีวืตเราเราคงไม่ปล่อยให้เขาหลุดมือไปแน่ๆ พี่แจบอมอย่าปล่อยน้องไปนะ ถ้าไม่ใช่จินยองแล้วชาตินี้จะได้เจอคนแบบนี้อีกรึเปล่าก็ไม่รู้ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอ่านต่อนะคะ ได้เวลานอนแล้ววว
    #194
    0
  9. #186 xoxoaddict (@justashygirl) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 16:50
    You make me fall in love from the first sentence of this fiction ????
    #186
    0
  10. #184 jjtk (@bebiejaney) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 11:06
    เลอค่ามาก ภาษาดีงามสุดๆ อ่านลื่นไม่ขัด
    #184
    0
  11. #181 Got-finite (@Got-finite) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 23:25
    ชอบฟิคอบอุ่นอะไรแบบนี้มากๆ

    ไรท์ใช้ภาษาได้สละสลวยมากเลยค่ะ อ่านลื่น เข้าใจง่ายมาก
    #181
    0
  12. #134 หัวใจใบชา_Baicha (@budbam4751) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 เมษายน 2559 / 21:19
    ชอบการบรรยายของไรท์เตอร์จังค่ะ บรรยายเยอะเเต่ว่าดูลื่นไหล อ่านได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ เนื้อเรื่องดูไม่หวือหวา ไม่หวานเลี่ยน แต่ทำให้เขินได้หลายขั้น ส่วนตัวเเล้วชอบหลายฉากเลยค่ะ ชอบค่ะ ชอบบบบบบบบ
    #134
    0
  13. #132 benbenln (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 15:33
    โอ๊ยย ทำไมดีมากกกกกกกกก ชอบการบรรยายมากๆค่ะ ชอบจริงๆ นี่เขินแล้วว ;////;)

    อาจารย์คนนี้สอนเซคไหนคะ อยากลงเรียนด้วยจัง 55555555555
    #132
    0
  14. #130 benbenln (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 02:45
    โอ๊ยย ทำไมดีมากกกกกกกกก ชอบการบรรยายมากๆค่ะ ชอบจริงๆ นี่เขินแล้วว ;////;)

    อาจารย์คนนี้สอนเซคไหนคะ อยากลงเรียนด้วยจัง 55555555555
    #130
    0
  15. #94 miumiunpp (@miumiunpp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:17
    ดีมาก
    ทำไมดีมากขนาดนี้
    อาจารย์ขาาาาา
    ดีเหลือเกิน
    ชอบมากเลย ;0;
    #94
    0
  16. #69 Freegirl Aundy (@aundy1234) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 17:14
    บรรยายดีจังเลยค่ะ รู้สึกอินกับเรื่องนี้มากเลย
    #69
    0
  17. #66 พี่สาวเอินเอิน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 22:15
    ชอบจังค่าอ๊ากกกกกก ชอบการบรรยายมยแบบนี้จัง ฮื่ออ ขอบคุณที่แชร์ให้ได้อ่านนะคะ
    #66
    0
  18. #64 พี่สาวเอินเอิน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2558 / 23:26
    ชอบจังค่าอ๊ากกกกกก ชอบการบรรยายมยแบบนี้จัง ฮื่ออ ขอบคุณที่แชร์ให้ได้อ่านนะคะ
    #64
    0
  19. #13 ihxxxxxxx (@miingcb_12) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2558 / 06:36
    แจบอมคะ ขอเบอร์สักทีวิคะ
    #13
    0