GOT7 | (SF/OS) jaebum x jinyoung | BNIOR/NIORB #วนบน

ตอนที่ 11 : you make me smile (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,050
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    22 พ.ค. 59

you make me smile (2/2)

pairing: jaebum/jinyoung

rating: pg-15

theme song: smile – uncle kracker

warnings: ช่วงนี้เรามีปัญหา อยู่ๆก็อ่าน-เขียนภาษาไทยไม่รู้เรื่อง orz เพราะงั้นถ้าอ่านเรื่องนี้แล้วแปลกๆก็ขอโทษด้วยน้า อย่าคาดหวังอะไรเลยด้วยค่ะ

notes: เวิ่นเว้อ T_____________________T

#วนบน



CVhKsq4UYAAcgdC 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เวลาผ่านไปเร็วจนแจบอมแทบไม่อยากเชื่อ เขาออกจากบ้านมาพร้อมกับจินยองตอนบ่ายสอง หลังตกลงได้แล้วว่าจะไปไหนกันจินยองก็นึกสนุกบอกให้แจบอมจอดรถไว้แถวๆนั้นแล้วขึ้นรถไฟใต้ดินกันมาแทนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

 

พวกเขาถึงที่โรงหนังและซื้อตั๋วเข้าไปดูในรอบสามโมงครึ่ง หนังจบตอนห้าโมงสี่สิบแต่ก็ไม่ได้อะไรเลยเพราะมันเป็นหนังอาร์ตที่ทั้งเขาและจินยองดูแล้วไม่เข้าใจ ได้แต่ตีความมั่วซั่วแล้วก็หัวเราะกันไปเดินหาร้านอาหารระหว่างทางไปเรื่อยจนได้มาหยุดอยู่ร้านบะหมี่เล็กๆในซอยที่มีลูกค้าไม่มาก ด้วยความหิวโหยก็พากันสั่งอาหารมากมาย กินเสร็จแล้วก็ยังไม่หายหิวออกไปเดินเล่นซื้ออาหารและขนมจากร้านข้างทางกินไม่หยุด

 

เดินไปเดินมา คุยเล่นกันไปเรื่อย ยกนาฬิกามาดูอีกทีก็สามทุ่มแล้ว และแจบอมก็ยังไม่รู้เลยว่าเขามีความสุขอะไรหนักหนาเวลาถึงได้ผ่านไปเร็วขนาดนี้ ทั้งที่ตลอดวัน หัวข้อในการพูดคุยกันไม่ได้มีสาระสักนิด ไม่เหมือนกับหลายสิบครั้งที่เจอกันก่อนหน้านี้ มันไม่มีเรื่องงาน ไม่มีอะไรจริงจัง มีแค่เขาฟังเรื่องของจินยองและจินยองฟังเรื่องของเขา มีแค่รอยยิ้มและแววตาสดใสของจินยองกับรอยยิ้มกว้างๆของตัวเขาเองที่แจบอมก็กลัวว่ามันจะดูออกนอกหน้าเกินไปนิด

 

แต่แจบอมก็กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวทุกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของจินยอง เกินกว่าจะมาแคร์ว่าตัวเองจะดูเป็นอย่างไร

 

แจบอมไม่แน่ใจว่าที่รู้สึกอยู่ในตอนนี้คืออะไร

 

จะว่ามีความสุขก็ไม่ใช่ เพราะเขาคิดว่ามันเกินกว่านั้นไปแล้ว แจบอมหาคำอธิบายให้กับความสบายใจที่มี ในขณะที่จินยองกำลังเล่าเรื่องตัวเองปีนต้นไม้แล้วตกลงมาจนแขนหักและโชว์รอยแผลเป็นยาวประมาณสามนิ้วบนแขนให้เขาดููไม่ได้ รวมทั้งหาคำตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมดวงตาเรียวที่โค้งขึ้นจนปิดเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวเมื่อจินยองพูดไปยิ้มไปมันทำให้เขาแทบลืมหายใจ ทำไมเสียงหัวเราะของจินยองถึงทำให้เขารู้สึกว่าถ้าได้มีจินยองทุกวันแบบนี้ มันจะดีแค่ไหน

 

แจบอมแค่ชอบถนนสายนี้ที่พวกเขากำลังเดินไปด้วยกัน ชอบ ชอบมากๆ และต่อให้พยายามจะนึกถึงครั้งสุดท้ายที่ได้ชอบอะไรสักอย่างจนถึงขั้นนี้ยังไง แจบอมก็นึกไม่ออกจริงๆ

 

 

You’re better than the best

I’m lucky just to linger in your light

Cooler than the flip-side of my pillow

 

 

“ฮ่าๆๆ แล้วพี่แจบอมทำยังไงต่อ” จินยองจ้องมองมาที่เขาอย่างตั้งใจ เป็นผู้ฟังที่ดีเกินไปจนแจบอมต้องหลบตามองมือตัวเองก่อนสักพักแล้วจึงคิดต่อได้ว่าจะพูดเรื่องอะไร

 

ตอนนี้พวกเขามาแวะดื่มกาแฟและกินเพรทเซลที่ TOM N TOMS ซึ่งคุยกันไว้ว่าจะเป็นร้านสุดท้ายก่อนกลับบ้าน คุยกันเรื่องสมัยเรียนแล้วแจบอมก็เล่าเรื่องตอนที่เขาไม่สบาย ท้องเสียจนลงแข่งบาสฯรอบชิงระดับชั้นไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าอายแล้วก็ตลกมาก และเพราะว่าอารมณ์ขันของแจบอมติดลบแต่เขาอยากทำให้จินยองหัวเราะ การยอมขายหน้าเล็กๆน้อยๆจึงเป็นการเสียสละที่คุ้มค่าและดูดีกว่าการเล่นมุขที่รู้ว่ายังไงก็จะแป้กมาก

 

วันนี้ทั้งวันเป็นวันที่แจบอมได้ยินเสียงของจินยองมากที่สุด เขาชอบที่จะได้เล่าเรื่องของตัวเองให้กับจินยองที่ตั้งใจฟังและชอบฟังเรื่องของน้องไม่แพ้กัน มันทำให้เขาได้รู้อะไรเกี่ยวกับจินยองมากขึ้นทั้งที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาส

 

แจบอมคิดว่ามันแปลกจริงๆที่เขากับจินยองได้มาคุยกันในตอนนี้ เพราะเขารู้จักจินยองมาตั้งแต่แปดปีที่แล้วและตอนนั้นก็ได้แต่มองอยู่ห่างๆ พอเรียนจบก็ไม่ได้ติดต่อกันไปหลายปีจนแจบอมคิดว่าชีวิตนี้เขากับจินยองคงไม่ได้เจอกันอีก แต่อยู่ๆจินยองก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ แจบอมไม่เคยมีความคิดเลยจริงๆว่าจินยองจะเข้ามาในชีวิตของเขาในสถานการณ์แบบนี้ ทั้งยังเข้ามาอยู่ในระยะที่ใกล้กว่าเดิมมาก และทำให้เขารู้สึกดีได้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยที่จินยองไม่ได้ทำอะไรเลย

 

“ใครๆก็ตามใจเราหมดทั้งบ้านเลยมั้ยเนี่ย” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดมาแล้วเขาก็สรุปได้แบบนี้ ตั้งแต่เรื่องตอนเด็กๆที่จินยองตกต้นไม้แล้วคนทั้งบ้านพากันมาโอ๋ เรื่องที่ซองโฮเล่า และเรื่องอื่นๆอีก

 

แล้วจินยองก็แค่หัวเราะให้กับคำพูดของเขาโดยไม่ปฏิเสธเลยสักนิด แจบอมจึงถามอีก แกล้งทำเสียงเหมือนเวลาพูดกับเด็กจนจินยองหลุดขำออกมา “โดนขัดใจหน่อยไม่ร้องไห้บ้านแตกเลยหรือไงห้ะหนู”

 

“ฮ่ะๆ ไม่รู้สิครับ” จินยองตอบ รอยยิ้มบางยังคงค้างอยู่บนใบหน้าขณะเลื่อนสายตามาหยุดจ้องตาเขาตรงๆ “พี่แจบอมก็ลองขัดใจผมดูสิ”

 

หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะอีกแล้ว

 

แจบอมแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน ก้มหน้าเอามือเขี่ยใบเสร็จบนโต๊ะเล่นไปมา เขารู้อยู่แล้วว่าจินยองพูดเล่นเพราะแววตาของน้องก็ฟ้องอยู่

 

แต่ถึงอย่างนั้นก็ห้ามความรู้สึกไม่ได้

 

“อยากกินไอติมจังเลย~” และแค่เห็นจินยองแกล้งมองออกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ไปยังร้านบาสกิ้นรอบบิ้นฝั่งตรงข้าม แจบอมก็อดไม่ได้ที่เล่นด้วยต่อ เขาเหลือบสายตามองรอยยิ้มที่น่าหมั่นเขี้ยวบนใบหน้าน่ารักก่อนจะส่ายศีรษะไปมาพลางเม้มปากแน่น ดึงสีหน้าจนตึงเครียดแล้วปฏิเสธเสียงแข็ง

 

“ไม่”

 

“…”

 

จินยองไม่พูดอะไร ไม่เถียงสักคำ

 

“…”

 

เพียงแต่ช้อนตามองเขา แล้วทำปากคว่ำใส่ และแค่นี้ แจบอมก็ต้องยอมเป็นอีกคนที่ขัดใจจินยองไม่ได้

 

แถมดูท่าทางว่าคงใจอ่อนกว่าคนอื่นๆเป็นร้อยเท่าอีก

 

แจบอมเห็นจินยองอมยิ้มออกมาแล้วทั้งที่ยังแกล้งเบะปากบึ้งอยู่ แล้วพอเขาแกล้งแซวว่าแกล้งงอนนี่หน่า จินยองก็ก้มหน้าลงเรื่อยๆเหมือนพยายามจะซ่อนสีหน้าของตัวเองจนแทบจะมุดไปกับโต๊ะ แต่แจบอมก็ยังไม่หยุดแซว แถมยังก้มหน้าลงตามเพื่อจะมองหน้าของจินยองตอนพยายามกลั้นยิ้มอยู่อย่างนั้น จนสุดท้ายพอหน้าน้องจะจิ้มลงไปกับถาดเพรทเซลจริงๆแล้วแจบอมถึงหัวเราะออกมาและหยุดแกล้ง ปล่อยให้จินยองเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง

 

แจบอมเลื่อนมือออกไปข้างหน้าและทัดผมของจินยองไว้หลังใบหูอย่างเบามือ จินยองหลบตา รอยยิ้มบางเบาปรากฏอยู่บนใบหน้า แล้วแจบอมก็ชอบตอนนี้อีกแล้ว ชอบมาก ชอบจนอยากหยุดเวลา…

 

ชอบจนอยากมีวันแบบนี้กับจินยองไปเรื่อยๆ

 

ก๊อกๆๆๆ

 

พลันเสียงเคาะกระจกได้เรียกให้พวกเขาทั้งคู่หันไป ทว่ามีแจบอมคนเดียวเท่านั้นที่สะดุ้งด้วยความตกใจ

 

“แจ็คสัน?”

 

และคนที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างนอกก็โดนด่าในใจไปชุดใหญ่แล้ว

 

 

 

ห้าวินาทีต่อมา ประตูร้านก็ถูกเปิดออกพร้อมกับคนมาใหม่โดยไม่ได้รับเชิญ แจบอมกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบากเมื่อเห็นรอยยิ้มล้อเลียนระดับร้อยจากสเกลหนึ่งถึงสิบของเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยมัธยมที่รู้ไส้รู้พุงกันหมด แจบอมได้แต่แนะนำจินยองอย่างส่งๆว่านี่คือแจ็คสันเพื่อนของเขา ตอนที่มันถือวิสาสะนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างอีกตัว ซึ่งพอจินยองบอกว่าจำได้ว่าแจ็คสันเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน แจ็คสันก็แกล้งทำหน้าดีใจอย่างระริกระรี้จนน่าหมั่นไส้ แจบอมล่ะอยากจะถีบมันตกเก้าอี้จริงๆ

 

“สักครู่นะครับ” แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกันมากมาย อยู่ๆ โทรศัพท์ของจินยองก็มีสายเข้า จินยองขอตัวเดินออกไปรับและปล่อยให้เขากับแจ็คสันอยู่ด้วยกัน ซึ่งคำถามแรกที่หลุดออกมาจากปากมันทำให้แจบอมแทบสำลักกาแฟ

 

“ไปคบกันตั้งแต่ตอนไหนวะ?”

 

“ไม่ได้คบเว้ย” เขาปฏิเสธแล้วใจก็เต้นแรงแบบโง่ๆจนน่าหงุดหงิด ยิ่งเห็นสีหน้าล้อเลียนของแจ็คสัน รอยยิ้มเหมือนโจ๊กเกอร์และเสียงแหน่ๆๆๆของมันก็พาลจะยิ้มตาม หงุดหงิดจนอยากจะไล่เพื่อนออกจากร้าน

 

ปกติเวลาอีเมลกันก็คุยแต่งาน ช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้เจอกันมาสองสามเดือนได้แล้วมั้ง แต่พอมาเจอก็ไม่คิดจะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเพื่อนสักคำ ล้อกันเฉย เออ ดี

 

“แล้วแกมาทำอะไรแถวนี้อ่ะ” เพราะบ้านของแจ็คสันก็ไม่ได้อยู่ในย่านนี้ ออกจะไกลพอสมควรจนเขารู้สึกแปลกใจที่มาบังเอิญเจอมันที่นี่

 

“แวะมากินพิซซ่า ได้คูปองส่วนลดมาจากพี่ที่ออฟฟิศแล้วมันต้องมากินที่สาขานี้อ่ะ” พอได้ยินเหตุผลแล้วก็ร้องอ๋อ ทุ่มเทสุดชีวิตให้เรื่องกินสมกับเป็นแจ็คสัน

 

จินยองเดินกลับมาแล้วพวกเขาจึงหยุดคุยเรื่องไร้สาระ แจบอมคอยดุแจ็คสันด้วยสายตาไม่ให้พูดอะไรไม่รู้เรื่องเพื่อนจึงนั่งเม้มปากอยู่นิ่งๆ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คุยอะไรกับจินยองต่อสักคำ ก็เกิดเสียงเคาะกระจกจากด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง

 

ก๊อกๆๆๆ

 

คราวนี้เป็นจินยองที่ดูจะประหลาดใจที่สุด

 

“ยูคยอม?”

 

ในขณะที่เขากับแจ็คสันซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยก็สงสัยไม่แพ้กัน

 

ว่าไอ้เด็กผู้ชายตัวสูงที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างนอกต้องสำคัญขนาดไหน ถึงได้ทำให้จินยองลุกขึ้นขอตัวจากพวกเขาอย่างรวดเร็วและวิ่งออกไปกระโดดกอดแทบจะในทันที

 

 

:

 

 

 

 

ถ้าให้เปรียบเทียบความสุขเมื่อช่วงบ่ายจนถึงตอนนี้ มันคงเป็นเหมือนกับการโยนลูกบอลให้สูงขึ้นไปบนฟ้า แล้วบอลลูกนั้นก็ดันพุ่งสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ แถมยังพุ่งไปเร็วขึ้นอย่างเหลือเชื่อจนแจบอมคิดว่ามันคงจะบินได้และลอยค้างอยู่บนนั้น

 

แต่สุดท้ายมันก็ตกลงมา ในพริบตาเดียว ไม่ทันให้ได้ตั้งตัว

 

ตกลงมาในสภาพที่ดูไม่ได้เอาเสียเลย

 

 

 

จินยองกับยูคยอม เด็กหนุ่มที่จินยองแนะนำให้แจบอมรู้จักว่าเป็นรุ่นน้องที่สนิทกันสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย บอกลาเขาไปแล้ว และแจบอมก็ได้แต่มองแผ่นหลังของคนส่วนสูงต่างกันทั้งสองซึ่งห่างออกไปเรื่อยๆ มือของจินยองกอดแขนยูคยอม แขนของยูคยอมโอบเอวจินยอง และรอยยิ้มที่จินยองส่งให้ยูคยอม

 

ก็เหมือนกับที่ให้เขา

 

จินยองให้เหตุผลว่า ‘บ้านผมกับยูคยอมอยู่ทางเดียวกัน เดี๋ยวผมกลับกับยูคยอมก็ได้ พี่แจบอมจะได้อยู่กับพี่แจ็คสันไงครับ’ ซึ่งเขาไม่มีเหตุผลและไม่มีหนทางจะปฏิเสธอยู่แล้ว เขาจึงทำได้แค่ส่งยิ้มให้กับจินยอง โบกมือลา และยืนมองน้องเดินห่างออกไปแบบนี้

 

แจ็คสันยืนอยู่เงียบๆสักพัก เห็นสีหน้าของเพื่อนก็เห็นภาพซ้อนของอิมแจบอมคนเดิมเมื่อตอนอยู่มัธยมปลายอีกครั้ง เขายกมือตบบ่าแจบอมอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะลากคอมันเดินไปอีกทางเหมือนที่เคยทำ

 

“คืนวันเสาร์ ไปดื่มกันหน่อยมั้ยเพื่อน”

 

 

 

พวกเขาเลือกร้านแถวๆนั้นโดยไม่เรื่องมาก แจบอมดื่มไปเรื่อยๆ คุยกับแจ็คสันเรื่องชีวิต เรื่องงาน วกเข้าไปเรื่องการหย่าร้างกับอีโซจินซึ่งเขาได้ปรึกษากับแจ็คสันมาก่อนจะเซ็นใบหย่าจริงๆอยู่ร่วมสามสี่เดือน เพราะเอาจริงๆเขากับโซจินก็รู้ว่าความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาระหว่างพวกเขามันไม่ใช่ตั้งแต่หนึ่งปีแรกแล้ว

 

“คงยากจริงๆแหล่ะ เฮ้อ เขาจัดงานใหญ่โตอยากให้สมฐานะแต่พวกแกอยู่กันได้ไม่ถึงสองปี ผู้ใหญ่เขาเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมก็ต้องอาย มันก็เป็นงี้แหล่ะ” แล้วแจ็คสันก็ได้แต่พูดแบบเดิม ซึ่งอันที่จริงในตอนนี้แจบอมไม่ได้รู้สึกแย่กับเรื่องที่ว่าเท่าในช่วงแรกๆแล้ว

 

เมื่อห้าเดือนก่อนมันแย่มากจริงๆ เพราะแม้กระทั่งพ่อกับแม่ยังไม่อยากคุยกับเขา เรียกได้ว่ามีแต่เขากับโซจินที่เข้าใจและรู้ว่าต่างได้เลือกช้อยส์ที่ดีที่สุดแก่กันและกัน และเป็นโชคดีที่เขากับโซจินไม่ได้มีลูก ไม่งั้นทุกอย่างคงจะยิ่งยากกว่านี้

 

พวกเขาจากกันด้วยดีและเมื่อรวมเวลาเจ็ดปีที่คบกันมาแล้ว มันก็ได้ทำให้แจบอมรู้ว่าโซจินจะเป็นเพื่อนที่ดีมากๆของเขาอีกคนหนึ่ง ที่เสียใจก็มีแต่เพราะทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวังเท่านั้น และการที่พ่อกับแม่ของโซจินยังใจดีรับเขาทำงานอยู่ที่บริษัทมันก็ยิ่งทำให้แจบอมรู้สึกผิด ทนอยู่ต่อได้ไม่กี่เดือนก็ลาออก มาทำฟรีแลนซ์ต่อเหมือนที่เคยทำตอนเรียนจบใหม่ๆจนมีเวลาว่างเสนอหน้ายื่นมือเข้าไปช่วยงานพี่เซยอน

 

เพราะพอมาคิดดูอีกที แจบอมไม่รู้จะขอบคุณหรือเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองในเรื่องนี้ดี แทนที่เขาจะอยู่ห่างๆและทำงานของตัวเองไป ไปร่วมงานของพี่สาวแล้วเจอจินยองแค่ผ่านๆในฐานะญาติฝ่ายเจ้าบ่าว คุยกันตามมารยาทสองสามนาทีหรืออาจน้อยกว่านั้นแล้วก็จบ

 

แจบอมอยากให้มันเป็นอย่างนั้น

 

ให้มันเป็นแค่นั้น… เพราะแค่นั้นก็มากพอ การได้พบจินยองควรจะกินเวลาแค่เศษหนึ่งส่วนล้านในชีวิตของเขา

 

เพราะเพียงเท่านั้น ผลกระทบทางด้านความรู้สึกมันก็มากมายแล้วจริงๆ

 

แจบอมรู้ดีว่าการมีอยู่ของอีกคนมีอิทธิพลกับความรู้สึกของเขาได้ง่ายขนาดไหน

 

เขายังจำได้ ในวันที่เขาแต่งงานและมีการแชร์รูปในเฟซบุ๊ค แจบอมได้รับคอมเม้นท์แสดงความยินดีจากจินยองซึ่งตอนนั้นยังอยู่ที่อังกฤษและก่อนหน้านี้ก็แทบไม่เคยพูดคุยกัน แจบอมไม่คิดด้วยซ้ำว่าน้องจะรู้จักเขา วันนั้นแจบอมจึงได้คลิกเข้าไปดูที่หน้าโพรไฟล์ของจินยองในรอบหลายปี แล้วเขาก็อยู่ในนั้นอยู่เป็นชั่วโมงอย่างเพลิดเพลิน อย่างไม่รู้ตัว

 

ในตอนนั้นที่เขามีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้วและเขาก็รักโซจินมาก โซจินเป็นคนรักที่ยืนอยู่ข้างๆเขา แจบอมก็แค่มองจินยองเป็นแสงสว่างที่ทำให้ทุกอย่างสดใส เป็นแสงสว่างที่ไกลเกินเอื้อม และสำหรับแจบอมแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ จินยองก็ยังเหมือนเดิม

 

จินยองเป็นคนดี เป็นคนน่ารัก รอยยิ้มของจินยองสว่างสดใสจนทำให้เขาต้องยิ้มตามไปทุกครั้ง

 

และจินยองก็เป็นคนดีแบบนี้ น่ารักแบบนี้ แจกรอยยิ้มสดใสแบบนี้

 

ให้กับทุกคน

ไม่มีอะไรพิเศษ

 

เพราะอย่างนั้น สำหรับเขา มันจึงไม่มีอะไรพิเศษ

 

 

แจ็คสันขอตัวไปรับโทรศัพท์ แจบอมจึงนั่งอยู่ที่บาร์คนเดียว ไม่ได้สั่งอะไรมาดื่มอีกเพราะต้องขับรถกลับเอง และเพียงคิดถึงบรรยากาศเงียบๆระหว่างทางที่ไม่มีจินยองเหมือนตอนมา มันก็คงจะทำให้เขารู้สึกแย่มากขึ้นไปอีก

 

เมื่อชั่วโมงที่แล้วเขายังคิดอยู่เลยว่าจะเปิด the Beatles อัลบั้มไหนมาฟังกับจินยองระหว่างทางกลับบ้าน

 

แต่มันก็คงไม่มีอีกแล้ว เขากับจินยองจะไม่มีโอกาสมาเที่ยวเล่นแบบนี้แล้ว งานก็ใกล้จะจบเต็มที เขากับจินยองก็จะไม่ได้มีธุระอะไรให้ต้องมาข้องเกี่ยวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโทรหากัน คุยกัน หรือนัดเจอกันอีก

 

ซึ่งมันก็ถูกต้องแล้วที่เป็นแบบนี้

 

เหมือนเวลาเขาทำงานกับบริษัทอื่น คุยงานกับคนอื่นๆ ทุกอย่างจบเมื่องานจบ พวกเขาหมดธุระกันแค่ตรงนั้น

 

มันเป็นเรื่องปกติ

 

และทั้งที่คิดได้แบบนี้ บอกตัวเองได้แบบนี้ แต่แจบอมก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องรู้สึกเหมือนกำลังหายใจไม่ออก

 

 

///////////

 

 

“อิม–แจ–บอม! พี่จะนับหนึ่งถึงสิบ ถ้าแกยังไม่เปิดประตูนะ–––”

 

“อะไรอีกอ่ะ เนี่ย เห็นมั้ยว่าสระผมแล้วเนี่ย อาบน้ำแล้ว จะแต่งตัวแล้ว เดี๋ยวออกไป เข้าใจมั้ยครับ”

 

ปึง!

 

“ไอ้น้องบ้า!”

 

เสียงเซยอนดังแว่วให้ได้ยินจากข้างนอกตามมาด้วยเสียงทุบประตูที่เขาเพิ่งกระแทกปิดใส่ไปเมื่อกี้อีกครั้ง แจบอมขยี้เส้นผมเปียกชื้นที่เพิ่งสระหลังหมกให้สกปรกจากการอยู่บ้านไม่อาบน้ำไม่ไปไหนถึงสี่วันเต็ม เขาหยิบเสื้อยืดสีขาวเรียบๆออกมาสะบัดแล้วสวมกับกางเกงยีนส์ คว้ากระเป๋ากับโทรศัพท์มือถือและกุญแจรถออกมา ก็เดินไปสวมรองเท้าเตรียมจะออกไป

 

“แจบอม มานี่ก่อน” เซยอนวางแก้วกาแฟลงและพูดเสียงนิ่ง แจบอมถอนหายใจ มือกระแทกปิดตู้รองเท้าก่อนจะเดินกลับมาหาผู้เป็นพี่ที่โต๊ะกินข้าว

 

“แกเป็นอะไรของแกกันแน่ ไหนมาคุยกันก่อนดิ้”

 

เป็นคำถามที่แจบอมตอบไม่ได้

 

เพราะเขา…ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร หลังจากเอาแต่อยู่บ้านและปฏิเสธการไปเจอจินยองตามนัดแล้วเอาเรื่องงานมาอ้าง (แต่ก็ทำงานอยู่จริงๆนะ) มาแล้วหนึ่งสัปดาห์เต็มๆแล้วจินยองก็แทบไม่ติดต่ออะไรมาเลย วันนี้ซึ่งเป็นวันก่อนวันงานสามวัน เขาจำเป็นต้องออกไปเพื่อจัดการเรื่อง backdrop และเริ่มดำเนินงานในส่วนอื่นต่อ

 

จำเป็นต้องออกไปเจอจินยองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“เปล่า ผม– แค่เหนื่อยๆ งานเยอะอ่ะ” แจบอมถอนหายใจและส่ายหน้าไปมา ก่อนจะพูดแบบเดิมกับเซยอนอีกรอบ “พี่นี่นะ เงินมีเยอะแยะ ไม่ยอมจ้างคนอื่นมาทำ”

 

“ก็มีคนทำอยู่แล้ว ไม่ได้บอกให้ลงมือเองซะหน่อย” เซยอนว่า “แกก็แค่ไปดูความเรียบร้อยให้พี่เฉยๆเพราะพี่ไม่ว่างเนี่ยเดี๋ยวบ่ายก็ประชุมอีก แล้วพี่ไม่อยากเจอแบบงานแต่งเพื่อนอ่ะ ปล่อยให้คนงานทำตามแบบแต่พอไปเจอของจริงนี่คนละเรื่องเลย แล้วแก้อะไรไม่ทันด้วยเพราะมันจะวันงานแล้ว”

 

“อืมๆ” เขาตอบรับแบบขอไปที คว้าเอาขนมปังที่อยู่ในถุงบนโต๊ะมากินแบบเปล่าๆ “ไว้มีอะไรคืบหน้ายังไงจะมาแจ้งแล้วกัน”

 

“ขอบใจแกมากนะ เออ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเย็นพ่อกับแม่จะมาถึงอ่ะ แกไปเช็คเรื่องห้องที่เราจะเปิดที่โรงแรมไว้ด้วยแล้วกัน ซองโฮจองแล้วแต่ไปคอนเฟิร์มอีกทีดีกว่า เห็นเขาบอกจะนัดเอากุญแจพรุ่งนี้ตอนบ่ายสอง”

 

“โอเคๆ” แจบอมตอบรับก่อนจะเดินออกจากห้อง พอได้ยินพี่เซยอนพูดถึงพ่อกับแม่แล้วก็รู้สึกหนักใจขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาเพิ่งเจอกันเมื่อราวๆเมื่อห้าเดือนก่อนตอนเขาหย่ากับโซจิน และบรรยากาศตอนนั้นมันก็ไม่ดีเอาเสียเลย

 

ยิ่งบ้านเขาไม่ใช่คนมีหน้ามีตาเหมือนกับตระกูลของโซจิน ผลกระทบจากการหย่าในครั้งนั้นก็ตกไปทางฝั่งตระกูลอีมากกว่าอยู่แล้ว แล้วดูภาพรวมสถานการณ์ตอนนี้ในสายตาคนนอกมันก็ไม่ดีนัก ลูกชายคนเล็กเพิ่งหย่าได้ไม่ถึงปี คนโตก็กำลังจะแต่ง แถมพี่เซยอนก็แพลนงานแต่งล่วงหน้ามาร่วมหกเดือนจะยกเลิกก็ไม่ได้อีก

 

แจบอมรู้สึกว่าทั้งหมดมันดูเป็นความผิดของเขายังไงก็ไม่รู้ และไม่ว่าจะทำยังไงเขาคงจะหนีความรู้สึกแย่ๆที่เกิดขึ้นเพราะเรื่องนี้ไม่ได้เลย

 

แจบอมพยายามสลัดความคิดเรื่องนี้ทิ้งไป ตลอดทางที่ขับรถมาถึงโรงแรมจนถึงตอนนี้ที่อยู่ในลิฟต์ และพออารมณ์กลับมาเป็นปกติได้ไม่เท่าไหร่ แค่จินตนาการว่าในอีกห้านาทีต้องเจอหน้าจินยอง ความรู้สึกสองฝั่งตรงข้ามก็ทะเลาะกันอยู่ในใจอีกครั้ง

 

อยากเจอ

 

ไม่อยากเจอ

 

อยากเจอ

 

ไม่อยากเจอ

 

แล้วพอขึ้นมาถึงชั้นสอง เดินเข้าออกห้องแกรนด์บอล กวาดสายตาไปทั่วอย่างไรก็ไม่พบจินยอง แจบอมจึงหาคำตอบของความรู้สึกนี้ได้จากใจที่ห่อเหี่ยวลงในทันที เขาอยากเจอ

 

 

 

 

ภายในห้องจัดงานและบริเวณด้านมีคนงานอยู่ประปราย ผ้าผืนใหญ่สีครีมถูกจัดขึ้นตรง backdrop แล้วด้วยว่าเป็นบริการที่โรงแรมมีให้ และอันที่จริงโรงแรมก็มีบริการที่จะทำ backdrop ทั้งหมดให้เหมือนกัน แต่พี่เซยอนบอกว่ามันไม่แปลกใหม่ เหมือนๆกันไปหมดเลยขอให้เขาช่วยออกแบบให้แทน แจบอมก็เสนอเป็นไอเดียว่าให้นำรูปมาร้อยกับเชือกและห้อยอยู่ตรงผ้า สลับกับดอกไม้เป็นช่วงๆ ให้เข้ากับ theme สีครีม–สีชมพูคอรัล–สีแดงเลือดหมู ซึ่งก็เดือดร้อนมาถึงตอนนี้ที่เขาต้องลงมือทำให้เอง

 

แจบอมเดินเข้าไปข้างใน โต๊ะหกตัวถูกนำมาตั้งประจำที่ เพราะถึงจะเป็นงานเลี้ยงแบบค็อกเทลแต่ก็มีแขกผู้ใหญ่พอสมควรจึงต้องมีการจัดโต๊ะไว้ให้พวกท่านนั่งสบาย บนเวทีก็ถูกตกแต่งเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงดอกไม้สดที่จะนำมาลงในเช้าวันจริงและเค้กแต่งงาน

 

แจบอมเห็นรูปแบบของงาน ในตอนนี้ที่ทุกอย่างออกมาเป็นรูปธรรมแล้วก็รู้สึกได้ว่ามันก็ต่างกับงานของเขาเองมาก ทั้งที่ครอบครัวของซองโฮมีฐานะดีมากไม่แพ้กับครอบครัวของโซจิน เพียงแต่ผู้ใหญ่บ้านนี้ไม่ได้ชอบออกงานสังคมเหมือนกับตระกูลอี ธุรกิจมั่นคงและใหญ่โตเพราะเป็นบริษัทเก่าแก่ งานนี้จึงเลือกจัดตามใจบ่าวสาวได้ Theme งานไม่หรูหรา เชิญแขกพอประมาณ ลงทุนมากก็จริงแต่สเกลของงานไม่ใหญ่มาก และอาศัยการช่วยเหลือกันของคนในครอบครัวมากกว่าการจ้างคนนอก

 

แล้วหลังจากนี้ไป เขากับจินยอง ก็คงถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนกัน

 

“พี่แจบอม สวัสดีครับ” เสียงคุ้นเคยทำให้เขาละสายตาจากการสำรวจมุมต่างๆในห้องแกรนด์บอลและหันไปหาทันที แจบอมส่งยิ้มกับจินยองให้โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ลืมไปหมดแล้วว่าที่รู้สึกไม่ดีมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมามันเป็นยังไง

 

วันนี้จินยองยังคงน่ารักเหมือนเดิม อยู่ในชุดเสื้อผ้าสบายๆเหมือนกับเมื่อวันนั้น หอบถุงจากร้านเบอร์เกอร์คิงพะรุงพะรังมาเต็มสองมือ แจบอมจึงเดินเข้าไปช่วยน้องยกของมาวางไว้ที่โต๊ะตัวยาวหน้างาน

 

“พี่แจบอม กินอะไรมาหรือยังครับ?”

 

“ยังเลย จินยองล่ะ”

 

“ยังเหมือนกันครับ” จินยองบอกพลางจัดอาหารหลายถุงเป็นส่วนๆ น้องแยกอาหารถุงใหญ่รวมกันไว้และเรียกให้พนักงานเอาไปแจกให้คนอื่นๆเหลือเพียงถุงกระดาษสองถุงที่วางอยู่ข้างๆ ความมีน้ำใจของจินยองทำให้แจบอมรู้สึกประทับใจอีกครั้ง

 

จินยองหยิบถุงเบอร์เกอร์อีกถุงหนึ่งให้เขา และยิ้ม.. เหมือนเดิม

 

“ผมซื้อมาฝากครับ ถือว่าตอบแทนเรื่องขนมวันนั้น– ไปนั่งกินด้วยกันมั้ยครับ?”

 

 

 

 

 

งานทั้งวันไม่ค่อยมีอะไรมาก หลังจากกินข้าวแล้วแจบอมกับจินยองก็ช่วยกันจัดรูปขึ้น backdrop ก่อนเข้าไปดูภายในห้องแกรนด์บอลซึ่งไม่มีอะไรน่าห่วง ทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้ โต๊ะต้อนรับหน้างานทางโรงแรมก็ปูผ้าให้แล้ว เหลือแค่วันจริงนำกล่องใส่ซอง ของชำร่วย และสมุดอวยพรมาวางให้ครบ

 

พี่เซยอนบอกว่าจะมีเพื่อนๆมาช่วยอยู่ฝ่ายต้อนรับประมาณห้าหกคน ส่วนการรันคิวในงานวันจริงพี่ซองโฮได้ติดต่อ organizer ให้เข้ามาทำ ซึ่งจะมีนัดบรีฟงานโดยแจบอมกับจินยองในวันมะรืนก่อนงานจริงหนึ่งวัน พิธีกรในงานคือจินยอง ส่วนหน้าที่ของแจบอมในวันนั้นคือช่วยดูแลแขกผู้ใหญ่ตอนเข้างาน

 

พรุ่งนี้แจบอมจะต้องเข้ามาที่โรงแรมพร้อมกับพี่ซองโฮและพี่เซยอน แต่จินยองไม่มาเพราะติดงาน และแจบอมก็ต้องวนไปรับพ่อกับแม่ที่สนามบินก่อนพากลับมาที่โรงแรมอีกครั้ง

 

หลังจากดูงานชั้นบนเรียบร้อย แจบอมก็ลงมาเช็คเรื่องห้องโรงแรมตามที่เซยอนกำชับมา บ่าวสาวหนึ่งห้อง พ่อกับแม่ของเขาหนึ่งห้อง ห้องสำหรับให้เพื่อนเจ้าสาวแต่งหน้าแต่งตัวอีกห้องซึ่งจะกลายเป็นห้องนอนของแจบอมเมื่องานจบหนึ่งห้อง และห้องของจินยองอีกห้อง รวมเป็น 2 ห้องใหญ่ 2 ห้องธรรมดา แจบอมกับจินยองต้องพักที่โรงแรมเพื่อความสะดวกในการเดินทางและแต่งตัว เนื่องจากพองานที่โบสถ์จบ พวกเขาก็ต้องเข้ามาเตรียมงานที่โรงแรมต่อ อยู่ยาวจนถึงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ที่กว่าจะเสร็จก็คงเกินเที่ยงคืน พักที่โรงแรมจะดีกว่าต้องขับรถกลับบ้าน

 

ตลอดทั้งวันนี้ แจบอมพยายามระมัดระวังในการให้ความรู้สึกกับอีกคนมากขึ้น พยายามเตือนตัวเองว่ารอยยิ้มนี้จากจินยองไม่ได้พิเศษ ว่าที่จินยองซื้ออาหารมาเผื่อเขาเป็นแค่การตอบแทนตามประสาเพื่อนร่วมงาน ว่าที่จินยองถามไถ่สารทุกข์สุขดิบก็เป็นแค่มารยาท ที่จินยองแกล้งฮัมทำนองเพลง In my life แบบที่แจบอมเคยทำก็เป็นแค่เพราะจินยองอยากล้อเขาเล่น ทุกอย่างไม่ได้มีความหมายอะไรทั้งนั้น

 

แจบอมบอกตัวเองแบบนี้ซ้ำๆ พยายามจะดึงตัวเองไว้ไม่ให้เผลอใจ

 

พยายาม ..แม้รู้ว่าไม่ทันแล้ว

 

 

///////

 

 

“พี่แจบอม พี่แจบอมว่าตรงนั้นมันดูแปลกๆรึเปล่าครับ?” แรงสะกิดและเสียงเรียกทำให้แจบอมเงยหน้าจากการพิมพ์ข้อความตอบกลับเซยอนไปมองตาม จินยองชี้ไปยังดอกไม้ตรงขอบเวทีเล็กด้านหน้าซึ่งจะเป็นที่สำหรับชั้นวางเค้ก ตามในแบบจะมีกุหลาบสีแดงเข้มกับสีส้มโอรสตามสีของ theme งาน แต่พอมาจัดจริงๆแล้วมันดูแปลกอย่างที่จินยองมาถามเพราะดอกกุหลาบสีแดงดูจะใหญ่และเด่นเกินไปหน่อย

 

“เดี๋ยวพี่ไปดูให้ แป๊บนึงนะครับ” แจบอมอาสาเพราะเห็นว่าจินยองกำลังยุ่งอยู่กับการแก้สคริปต์พิธีกร เขาก้มหน้าตอบข้อความของพี่สาวที่วันนี้กำลังพักผ่อนอยู่สปาและตื่นเต้นจนไม่เป็นอันทำอะไรก่อนจะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ตั้งแต่เช้ายันบ่ายแจบอมได้แต่บอกให้พี่เซยอนทำใจสบายๆ ไม่ต้องเครียด พรุ่งนี้ทุกอย่างจะออกมาดี ในขณะที่เขาเองก็วุ่นวายอยู่กับการจัดการงานให้พี่สาวทั้งวัน

 

รวมเวลาทั้งหมดที่แจบอมเข้ามาช่วยในงานนี้ก็เกือบสองเดือน แต่วันนี้ ก่อนวันจริงหนึ่งวัน เป็นวันที่เขาเหนื่อยที่สุดทั้งที่อยู่แค่ในโรงแรม แจบอมกับจินยองมาถึงตั้งแต่บ่ายโมงตามนัดกับร้านดอกไม้ พอสี่โมงเย็นช่างไฟก็เข้ามาติดตั้งอุปกรณ์ทั้งที่ดอกไม้ยังไม่เสร็จ ห้าโมงเย็นออแกไนเซอร์ที่พี่ซองโฮติดต่อก็เข้ามาเพื่อให้พวกเขาบรีฟงาน สองทุ่มทางโรงแรมเข้ามาสรุปเรื่องการกั้นห้องและเปิดคาราโอเกะสำหรับช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ กว่าจะเสร็จงานของวันนี้ทุกอย่างจริงๆก็สามทุ่มกว่า และมันก็เรียบร้อยเกือบหมดแล้วเหลือแค่พรุ่งนี้ตอนบ่ายให้นักดนตรีมาเซ็ตเครื่องและให้ช่างภาพมาทดลองมุมกล้องกับแสงเท่านั้น

 

แล้วงานก็จะจบแล้ว

 

“ขอบคุณครับ” จินยองรับน้ำอัดลมกระป๋องจากแจบอมมาเปิดดื่มขณะนั่งอ่านสคริปต์อยู่ตรงบันไดขึ้นเวที แจบอมนั่งลงข้างๆและวางขวดน้ำในมือไว้พลางกวาดสายตามองรอบๆห้องกว้าง เขาเพิ่งแวะไปกินข้าวกับพ่อแม่ที่ภัตตาคารอาหารจีนชั้นบนของโรงแรมมา เป็นเรื่องน่ายินดีที่บรรยากาศในครอบครัวกลับมาดีอีกครั้งและนั่นก็ทำให้แจบอมสบายใจขึ้นมากๆ

 

“บะหมี่อร่อยมากเลย ขอบคุณนะครับ” จินยองเงยหน้าขึ้นมาบอกพร้อมรอยยิ้มหลังจากเงียบไปสักพัก ตอนที่แจบอมขึ้นไปกินข้าวเขาได้สั่งอาหารหนึ่งชุดให้ลงไปส่งข้างล่างให้กับจินยองซึ่งจำเป็นต้องอยู่คุยกับพนักงานของโรงแรมเลยไปไหนไม่ได้

 

ตอนนี้ทุกคนกลับไปหมดแล้ว เหลือแค่เขากับจินยองในห้องนี้

 

“ตื่นเต้นจังเลย” อยู่ๆ จินยองก็พูดขึ้นมาหลังจากอ่านสคริปต์จนจบ แจบอมเห็นท่าทางประหม่าของน้องแล้วก็รู้สึกแปลกตาดี เพราะปกติแล้วจินยองที่เขาเห็นจะมีรอยยิ้มที่มั่นใจอยู่ตลอดเวลา

 

“ลองซ้อมดูหน่อยมั้ย?” แจบอมแกล้งถาม จินยองหันมาทำหน้าเหมือนจะปฏิเสธแต่กลับลุกเดินขึ้นบันไดไปอยู่บนเวทีเฉย แจบอมเลยเปลี่ยนที่นั่งไปประจำอยู่ตรงโต๊ะด้านหน้าเวทีแทนเพื่อจะได้มองเห็นชัดๆ

 

เขาหยิบรีโมตควบคุมไฟมาด้วย และเมื่อจินยองกำลังจะพูด แจบอมก็กดปิดไฟทั้งห้อง ให้เหลือแค่ส่วนของบนเวทีและสปอตไลท์ใหญ่

 

“สวัสดีครับ– อ้าว” แต่เพราะเครื่องเสียงถูกปิดไปหมดแล้ว ไมโครโฟนจึงไม่ดัง จินยองนิ่งไปอยู่สักพักเพราะงง ก่อนจะพูดต่อทั้งที่ไม่มีตัวช่วยขยายเสียง “สวัสดีครับแขกท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน”

 

“เสียงเบาจังเลยคุณพิธีกร” แจบอมรู้สึกเอ็นดูจนต้องเอ่ยแซว เพราะจินยองในชุดเสื้อผ้าแบบสบายๆดูเหมือนเด็กกำลังจะไปยืนร้องเพลงอยู่บนเวทีมากกว่าจะมาทำอะไรเป็นทางการแบบนี้ “คุณพิธีกรพูดดังๆหน่อยครับ ผมไม่ได้ยินเลย”

 

“คุณแขกท่านผู้มีเกียรติก็ขึ้นมาฟังใกล้ๆสิครับ”

 

คุณแขกท่านผู้มีเกียรติ หัวเราะ แต่ก็ไม่ปฏิเสธคำชวนนั้น แจบอมลุกเดินขึ้นเวทีตามจินยองไป แถมยังหยิบดอกกุหลาบสีแดงที่ถูกตัดก้านแล้ววางอยู่บนโต๊ะแต่ไม่ได้ใช้แล้วติดมือมาด้วย เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าจินยองใกล้จนปลายเท้าแทบชิดกันโดยมีแค่ขาตั้งไมโครโฟนกั้นอยู่

 

“ใกล้ไปนะครับคุณแขกท่านผู้มีเกียรติ” จินยองว่าแบบนั้นแต่ก็เงยหน้าสบตาเขาอย่างจังๆ

 

แจบอมรู้สึกได้ว่าในใจของเขากำลังไม่ปกติ และเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองเอาความกล้าที่ไหนมาเล่นกับจินยองแบบนี้

 

 

 

ไม่มีใครพูดอะไร แล้วจินยองก็จ้องเขาอยู่อย่างนั้นด้วยแววตาแบบเดิมจนแจบอมต้องเป็นฝ่ายหลบตาไปก่อนเอง เขาหมุนก้านสั้นๆของดอกกุหลาบสีแดงในมือไปมา แล้วพอจินยองยื่นปลายนิ้วออกมาแตะกลีบของมัน แจบอมก็ส่งมันให้จินยองเอาไปถือ

 

จินยองยกดอกกุหลาบขึ้น เงยหน้ามองแจบอมพร้อมกลั้นยิ้มแล้วพูดว่า “ขออนุญาตนะครับ” และแจบอมก็ยิ้มออกมาเหมือนกันเพราะจำสถานการณ์นี้ที่จินยองกำลังเลียนแบบได้ ก่อนที่ดอกไม้ในมือของจินยองจะถูกนำไปทัดอยู่ตรงข้างหูของแจบอม แล้วจินยองก็ยิ้มแป้นจนตาหยีแกล้งพูดเหมือนกับที่ของซูยอง เด็กน้อยที่ร้านดอกไม้วันนั้น พูดกับเขา

 

“พี่ชายใจดีน่ารักกกกกกก”

 

“เล่นเป็นเด็กๆ”

 

“ดื่อดื๊อดื่อดือดือดื้อ” แถมยังแกล้งทำลอยหน้าลอยตาเลียนแบบการร้องทำนองเพลง In my life ของแจบอมจากในสายโทรศัพท์เมื่อเดือนก่อนต่ออีก “เพลงนี้อยู่ในลิสต์ของงานวันพรุ่งนี้ด้วยแหล่ะครับ ผมแอบไปดูมา”

 

แจบอมยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร เขายกมือขึ้นดึงดอกไม้ออกจากข้างหูแล้วก็นึกถึงวันนั้นที่ร้านดอกไม้ นึกถึงวันอื่นๆ นึกถึงทุกๆวันที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาในการทำงานนี้

 

“ผมดีใจที่ได้ร่วมงานกับพี่แจบอมนะครับ” แล้วเหมือนจินยองจะใจตรงกันที่คิดถึงเรื่องงาน

 

แต่คำพูดของจินยอง เป็นความจริงที่ทำร้ายใจของแจบอมอีกครั้ง

 

การตอกย้ำว่ามันเป็นแค่งาน

 

และพองานจบ ทุกอย่างก็จะจบ

 

แจบอมอยากรู้ แต่ก็ไม่อยากจะถามว่าหลังจากนี้เรายังจะติดต่อกัน จะยังคุยกันอยู่มั้ย มันคงดูแปลกเพราะนี่ก็เป็นแค่การทำงานร่วมกันเท่านั้น และต่อจากนี้พวกเขาก็น่าจะได้เจอกันอยู่ดีในฐานะญาติ ไม่ได้ห่างหายกันไปไหนแน่นอน แต่ในคำว่า ติดต่อกัน และ คุยกัน ของแจบอมมันไม่ได้หมายความถึงแค่นั้น ทว่าเขาก็ไม่กล้าจะถามอะไรมากกว่านี้ เพราะความเป็นไปได้ที่เขาจะเป็นฝ่ายรู้สึกอะไรอะไรทั้งหมดนี่ไปอยู่คนเดียวมันสูงมาก

 

“พี่ก็ดีใจเหมือนกันที่ได้ร่วมงานกับจินยอง”

 

ที่ได้กลับมาเจอจินยองอีกครั้ง

 

แจบอมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้คืออะไร

 

และไม่รู้เช่นกัน ว่าความรู้สึกของจินยองเป็นอย่างไร เพราะความจริงที่ว่าจินยองมีรอยยิ้มแบบนี้ให้กับทุกคนและตัวเขาไม่ได้พิเศษอะไรมันทำให้แจบอมคิดมากอยู่ทุกวัน แต่ก็เลิกตั้งความหวังลมๆแล้งๆไม่ได้

 

เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้น

 

อย่างเดียวที่แจบอมรู้ก็คือเวลาเขามองตาจินยอง แจบอมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภาพสะท้อนของตัวเขาเองที่มีความสุขที่สุด

 

“ไว้งานจบแล้วเราหาเวลาว่างไปเดินเล่นด้วยกันอีกมั้ยครับ” แต่สิ่งที่จินยองพูดถัดมาทำให้แจบอมประหลาดใจจนแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “ถ้าพี่แจบอมสะดวกนะครับ– แต่ถ้าไม่ก็ไม่เป็นไร”

 

ความคิดก่อนหน้านี้กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทางจนหัวสมองของแจบอมว่างเปล่า

 

“สะดวกสิ พี่ว่างอยู่แล้ว”

 

เขายิ้มให้ และจินยองก็ยิ้มตอบ แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายและทำให้แจบอมเกือบจะหัวใจวายไม่ได้จบลงแค่ตรงนั้น

 

จินยองเลื่อนสายตามองไปที่ข้างหูเขาและดูเหมือนกับว่าจะหลุดหัวเราะออกมา แจบอมจึงรู้ว่าดอกกุหลาบสีแดงยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม..หลังจากที่เขาเพิ่งคุยกับจินยองและมองหน้าน้องด้วยแววตาที่จงใจไม่ปกปิดความรู้สึกใดๆ..

 

น่าอายชะมัด

 

“ขออนุญาตนะครับ” แล้วจินยองก็พูดแบบเดิมออกมาอีกครั้งขณะยกมือขึ้นดึงดอกกุหลาบออก

 

แจบอมจ้องมองแววตาของจินยองที่ตั้งใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ สัมผัสจากปลายนิ้วนุ่มที่จัดผมของเขาลงมาให้เป็นทรงเหมือนเดิมทำให้แจบอมใจเต้นแรง และ.. มากกว่าเดิมจนแทบหยุดหายใจเมื่อมือเรียวเลื่อนลงมาปัดเกสรที่หล่นลงบนอกเสื้อของเขาเบาๆ อย่างช้าๆ

 

ราวกับว่าตั้งใจ

 

และถ้าเพียงแจบอมก้มลงไปแค่นิดเดียว ปลายจมูกของเขาก็จะได้สัมผัสกลุ่มผมนุ่มตรงหน้า..

 

“…”

 

แต่ก็เหมือนเดิมที่เขาทำอะไรไม่ทันความคิดของตัวเองสักอย่าง เพราะจินยองถอยห่างออกไปในวินาทีเดียวกันกับที่แจบอมเกือบจะก้มลงไปแล้ว

 

น้องส่งยิ้มให้เขาก่อนจะเดินลงไปเก็บของ

 

“เก็บของกลับบ้านกันเถอะครับ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”

 

///////

 

 

พิธีในโบสถ์ตอนเช้าเสร็จสิ้นไปแล้ว ขลุกขลักนิดหน่อยเพราะเซยอนแต่งหน้าทำผมเสร็จช้าเลยออกจากบ้านเลทกว่าที่คิดไว้ เกือบจะมาซ้อมไม่ทันแต่โดยรวมก็ถือว่าดีมาก อย่างเดียวที่เกินความคาดหมายของพวกเขาคือคนที่ได้รับช่อดอกไม้ในตอนจบพิธีกลับกลายเป็นคุณพ่อของจินยองที่ยืนงงๆอยู่แถวนั้นแล้วเซยอนบังเอิญโยนไปไกลจนถึงมือท่านพอดี เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย

 

[“พี่แจบอมถึงโรงแรมแล้วมาเก็บของที่ห้องผมก่อนก็ได้ครับ”] จินยองบอกระหว่างทางที่เขากำลังขับรถจากโบสถ์กลับโรงแรม ซึ่งแจบอมก็พอเดาไว้แล้วว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ เพราะตอนนี้ห้องซึ่งจะได้เป็นห้องนอนของเขาคงถูกจับจองด้วยกลุ่มเพื่อนของพี่เซยอนที่มาเป็นเพื่อนเจ้าสาวในวันนี้และกำลังแต่งหน้าแต่งตัวกันอยู่ไปแล้ว

 

“โอเคครับ พี่ใกล้จะถึงแล้วล่ะ จินยองทำอะไรอยู่”

 

[“ดูวงดนตรีเซ็ตเครื่องอยู่ครับ พี่แจบอมถึงแล้วมาเจอกันที่นี่ได้เลยนะครับ”]

 

“ครับ ไว้เจอกัน”

 

ไม่ถึงสิบนาทีต่อมาแจบอมก็เลี้ยวเข้าจอดรถที่ชั้นใต้ดิน ตอนนี้เขาสวมแค่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงแสลคสีดำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากชุดของงานที่โบสถ์ แจบอมหยิบกระเป๋าใส่เสื้อผ้ากับถุงสูทอีกชุดซึ่งเป็นสีเทาเข้มลงจากรถ และขึ้นลิฟต์ไปหาจินยองที่ชั้นสอง

 

โต๊ะหน้างานไม่ว่างให้วางของแล้วแจบอมจึงต้องหอบทุกอย่างเดินเข้าไปหาจินยองในห้องจัดงาน แจบอมเห็นภาพงานที่สมบูรณ์แล้วก็ดีใจแทนพี่สาวของตัวเองไม่น้อย ยิ่งได้ยินจินยองเล่าว่าตอนพี่ซองโฮพาพี่เซยอนเข้ามาดูงานก่อนขึ้นไปแต่งตัวข้างบน พี่แกดูดีใจใหญ่และบอกตลอดว่าชอบมากๆ แจบอมก็ยิ่งมีความสุขไปด้วย

 

“คุณจุนฮยอกครับ เดี๋ยวผมไปทำธุระแล้วกลับมา ถ้าเกิดอยากได้อะไรเพิ่มเติมแจ้งพนักงานของโรงแรมได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะเรียกเขามาแสตนด์บายให้” จินยองพูดกับนักร้องนำของวงดนตรีซึ่งมีสามคนแล้วก็หันมายิ้มให้เขาก่อนจะเดินนำแจบอมขึ้นไปเก็บของที่ห้องพักชั้นเก้า

 

 

 

 

 

ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ ทุกคนก็ยิ่งตื่นเต้นกับงานที่ใกล้จะเข้ามาถึงมากขึ้นเท่านั้น จินยองกับแจบอมแวะเข้าไปหาพี่เซยอนอีกครั้งตอนห้าโมงเย็นเพื่อเรียกให้ลงไปถ่ายรูปเล่นกับกลุ่มเพื่อนเจ้าสาวเนื่องจากช่างภาพพร้อมแล้ว แล้วพวกเขาจึงขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวก่อนลงไปช่วยต้อนรับแขกและรอเวลาเริ่มงานจริงๆตอนหนึ่งทุ่มตรง

 

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดแจบอมไว้ ว่าเขากับจินยองจะไม่ได้อยู่ด้วยกันเลยตลอดทั้งงาน หลังจากถ่ายรูปกับบ่าวสาวเสร็จก็แยกย้ายกันเพราะแขกเริ่มมาแล้ว แจบอมรับหน้าที่เป็นฝ่ายต้อนรับตามที่เตรียมตัวไว้ คอยดูแลแขกผู้ใหญ่โดยมีญาติฝ่ายพี่ซองโฮซึ่งเป็นผู้หญิงอีกคนมาช่วย

 

และในทุกครั้งที่เขาส่งแขกผู้ใหญ่ให้นั่งตามโต๊ะได้แล้ว แจบอมก็จะสอดส่องสายตามองตาจินยองอยู่ตลอดเวลา เห็นน้องยืนรอเป็นพิธีกรอยู่ข้างๆเวทีก็ส่งยิ้มให้เป็นกำลังใจ

 

 

“สวัสดีครับ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน” เมื่อแขกเริ่มเข้างานได้มากพอสมควรแล้ว จินยองก็ได้เริ่มทำหน้าที่พิธีกร ประโยคนี้ทำให้แจบอมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง และถึงแม้ว่าจินยองในตอนนี้จะอยู่ในชุดสูทสีดำแต่มันไม่ได้ทำให้จินยองดูเหมือนเด็กน้อยลงเลย ยิ่งทั้งเสื้อสูทและกางเกงสแลคนั้นเข้ารูปพอดี แถมยังมีสีเข้ม มันก็ยิ่งทำให้จินยองดูตัวเล็กกว่าเดิมจากที่เขามักจะเห็นน้องใส่แต่เสื้อผ้าหลวมๆสีอ่อนๆมาตลอด

 

จินยองพูดไปสักพัก ก็ลงจากเวทีและให้นักดนตรีรับช่วงต่อ ดูเหมือนว่าจะรอให้แขกเข้างานมากกว่านี้ (ตามสคริปต์ที่แจบอมไปแอบอ่านมา) แล้วค่อยเริ่มพิธีจริงๆ ซึ่งจะมีการเปิดวิดีโอตอนเกือบๆสองทุ่ม แล้วถึงตอนนั้นแจบอมก็จะหมดหน้าที่การต้อนรับแขกพอดี

 

 

เสียงนุ่มๆของพิธีกรพัคจินยองกำลังกล่าวเปิดพิธีมงคลสมรสอย่างเป็นทางการเมื่อถึงเวลาอันสมควร ฝ่ายต้อนรับซึ่งว่างงานแล้วจึงสบายตัว และโชคดีสำหรับแจบอมจริงๆที่งานนี้เป็นงานเลี้ยงแบบค็อกเทล เขาจึงสามารถเดินเลาะผู้คนและไปโผล่อยู่ตรงข้างเวที เพื่อยืนรอจินยองตรงนั้นได้อย่างแนบเนียน

 

ไม่นานนัก หลังจินยองพูดเชิญให้แขกได้ชมวิดีโอแล้ว ไฟทั้งห้องจัดงานก็ถูกหรี่ลงจนเกือบมืดสนิท

 

“อ้าว พี่แจบอม” จินยองดูประหลาดใจที่ได้เดินลงมาจากเวทีและเห็นเขาที่นี่ เขาส่งยิ้มให้พร้อมกับแก้วน้ำเปล่า จินยองขอบคุณและรับไปดื่มก่อนจะส่งคืนให้พนักงานซึ่งยืนถือถาดอยู่แถวนั้นพอดี

 

“เหนื่อยมั้ย?” แจบอมถาม จินยองหันมาส่ายหน้า

 

“ไม่เหนื่อยเลยครับ สนุกมากเลย” จินยองบอก “แล้วพี่แจบอมล่ะครับเป็นไงบ้าง”

 

“ก็โอเคนะ” ถึงจะแอบน่าเบื่อไปหน่อยตรงที่ต้องพูดประโยคเดิมซ้ำๆอยู่ตลอดเวลาก็ตาม

 

วิดีโอถูกเล่นไปเรื่อยๆ เล่าเรื่องของพี่ซองโฮและพี่เซยอนตั้งแต่สมัยเด็กๆไปจนถึงตอนโต ค่อนข้างยาวมาก แจบอมรู้เพราะเขาได้ดูไปไม่รู้กี่รอบแล้วตั้งแต่ตอนทดลองเปิดกับเครื่องจริงในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ความตื่นเต้นที่หมดไปแล้วจึงทำให้สมาธิของเขาไม่ได้อยู่กับการดูวิดีโอตรงหน้าเลยสักนิด

 

ผิดกับจินยองที่ก็ดูไปหลายรอบไม่ต่างจากเขาแต่ยังคงรักษามารยาทในการยืนดูรอบนี้อย่างตั้งใจอีกครั้ง

 

ซึ่งแจบอมขอยอมเป็นคนไร้มารยาทในช่วงเวลาเก้านาทีนี้ เพราะเขาบอกตัวเองมาตลอดตั้งแต่เช้าว่าวันนี้คือวันสุดท้าย–วันสุดท้ายที่จะได้เจอจินยองแบบนี้– นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แจบอมพยายามจะหาเรื่องคุยกับจินยองให้ได้มากที่สุด

 

ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมที่สุด แต่ความกล้าของแจบอมกลับพุ่งขึ้นจนล้นสเกลของมันอย่างน่าหงุดหงิด

 

“ทำงานนี้สนุกมั้ย” และแม้การเริ่มบทสนทนามันจะดูไม่ค่อยฉลาดนัก แต่แจบอมก็ยังห้ามความรู้สึกอยากพูดอยากคุยในตอนนี้ไม่ได้เลย

 

เอาเข้าจริง ในใจก็แอบกลัวจินยองหันมาดุ บอกให้เขาตั้งใจดูอย่างเงียบๆไป

 

ทว่าก็เป็นโชคดีของเขาที่จินยองหันมายิ้มให้และพูดด้วย

 

“สนุกดีครับ” จินยองตอบ “เคยจัดอีเว้นท์อยู่หลายครั้งแต่เพิ่งได้มาลองทำงานแต่งงานเป็นครั้งแรก ก็มีอะไรแปลกใหม่ดีเยอะครับ”

 

“ฮ่าๆ จินยองยังดีนะที่มีประสบการณ์ พี่นี่ยิ่งไม่เคยเลย ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง”

 

“แต่พี่แจบอมทำงานเก่งมากเลยนะ”

 

“แกล้งพูดรึเปล่าเนี่ย”

 

“อ่า.. รู้ทันด้วย จริงๆทำงานกับพี่แจบอมนี่ปวดหัวมากเลยครับ” จินยองแกล้งทำหน้าเครียดคิ้วขมวดอย่างน่าเอ็นดู จนแจบอมอยากจะยกมือขึ้นไปขยี้ผมอีกคนเล่นถ้าไม่ติดว่ากลัวทรงผมของคุณพิธีกรจะยุ่งเหยิงไปเสียก่อน

 

เขาจึงค้างฝ่ามือของตัวเองไว้กลางทาง และตัดสินใจวางลงบนไหล่ของจินยองแทน

 

“ว่าแต่… พี่แจบอมมาทำงานกับผมแล้วปวดหัวมั้ยเนี่ย” คำถามที่ย้อนกลับมาทำให้เขายิ้มกว้าง แจบอมกำลังจะแกล้งตอบไปว่ามากๆ ปวดหัวที่สุด แซวจินยองเหมือนที่จินยองทำกับเขา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ

 

แจบอมรู้สึกว่าเขาอยากพูดอะไรบางอย่างมากกว่า และเขาก็จำเป็นต้องพูดมันในตอนนี้

 

 

‘แจบอม! นู่น!’

 

‘อะไรวะ’

 

‘พัคจินยอง’

 

‘…’

 

 

เพราะเขาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาจะมีโอกาสได้กลับมาเจอจินยองอีก

 

แค่ในครั้งนี้ครั้งเดียว –หลังจากแปดปีที่ขาดการติดต่อกันไป– มันก็เหนือความคาดหมายมากพอแล้ว

 

 

‘เอ้า ยืนนิ่งอะไรอยู่วะ ไปคุยกับน้องเขาดิ่ วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ’

 

‘ใช่ แกจะจบจากที่นี่แล้วนะเว้ย ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว’

 

 

เขาไม่อยากจะพลาดอีก

 

 

‘นี่วันสุดท้ายแล้วนะ จะแห้วก็ช่างแม่ง

 

เคยได้ยินมั้ย It’s now or never แกจะไม่มีโอกาสแล้วนะแจบอม’

 

‘…’

 

และพอมาคิดดูอีกที มันก็คงไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้ว

 

 

วิดีโอถูกเล่นไปจนใกล้จบแล้ว แจบอมจำได้

 

คำถามของจินยองยังคงค้างคา และแจบอมก็กำลังจะตอบมัน.. เขารวบรวมความกล้าเพื่อสบตาจินยองในความมืดของห้องจัดงานที่มีเพียงแสงจากจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่บนเวที

 

อยากให้น้องรู้ว่าเขาจริงใจกับคำพูดของตัวเองจริงๆ

 

“ไม่ปวดหัวหรอก ทำงานกับจินยอง..”

 

“ฮ่ะๆ ดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะครับ”

 

“แล้ว–จินยองก็คงไม่เคยรู้ แต่–แต่สำหรับพี่–” แจบอมพูดเบาลงเพราะรู้สึกว่าเสียงสั่นจนควบคุมได้ยาก แต่ในระยะใกล้ทำให้จินยองได้ยินทุกคำชัดเจน “มันยากมากเลย”

 

“…”

 

“ยากมาก…ที่จะต้องมาเจอจินยองทุกวัน”

 

“…”

 

“ต้องคุยกับจินยองบ่อยๆ ต้องไปไหนมาไหนกับจินยอง ต้องมาอยู่ด้วยกันแทบจะตลอดเวลาแบบนี้ แล้ว..”

 

“…”

 

“แล้วพี่ต้องคอยห้ามตัวเอง…ไม่ให้ตกหลุมรักจินยองอีกครั้ง”

 

 

“…”

 

 

 

“และ–พี่– ทำไม่ได้–––”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“น้องจินยอง..!”

 

 

เสียงปรบมือของคนทั้งงานดังขึ้นพร้อมเสียงเรียกจากพี่ในวงดนตรี ทำให้ทั้งเขาและจินยองหลบสายตาออกจากกันแทบในทันที

 

หัวใจของแจบอมเต้นแรงราวกับไปวิ่งแข่งมา

 

ไฟทั้งห้องแกรนด์บอลค่อยๆถูกเปิดให้สว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมกันกับที่เสียงปรบมือค่อยๆเบาลง และสิ่งที่แจบอมรู้สึกได้ในวินาทีต่อมา ก็คือมือของจินยองเลื่อนเข้ามาจับกับมือเย็นเฉียบของเขา

 

นิ้วมือทั้งสิบประสานกันแน่น แจบอมเลื่อนสายตามองใบหน้าของจินยองขณะที่บีบมือจินยองตอบด้วยแรงที่ไม่แพ้กัน ก่อนน้องจะปล่อยออกเพื่อเดินขึ้นเวทีไปดำเนินหน้าที่พิธีกรต่อ

 

และแจบอมก็ยืนอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากสั่นระริกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงกว่าเดิม

 

 

You make me smile like the sun,

Fall out of bed, sing like a bird

Dizzy in my head, spin like a record

 

 

งานกำลังจะจบ และแจบอมก็ยังคงรู้สึกมึนๆอยู่ในหัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองชั่วโมงก่อน

 

แขกผู้ใหญ่หลายคนเริ่มกลับแล้ว และช่วงเวลาอาฟเตอร์ปาร์ตี้ที่เหล่าเพื่อนๆของบ่าวสาวรอคอยก็ใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของแจบอมในการไปเตือนพนักงานเรื่องการจัดเครื่องดื่ม นัดกับช่างไฟ และบอกคนของโรงแรมให้เก็บโต๊ะออกเพื่อจะได้เลื่อนฉากกั้นห้องเข้ามา เปลี่ยนให้ห้องแกรนด์บอลขนาดใหญ่กลายเป็นห้องที่เล็กลงมาสำหรับปาร์ตี้ส่วนตัว

 

แจบอมขึ้นไปส่งพ่อกับแม่ที่ห้องพักชั้นบนและแวะเข้าไปเก็บสูทในห้องของตัวเอง หงุดหงิดนิดหน่อยที่เห็นขยะบางอย่างถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทางแต่ก็ไม่ได้เสียเวลาเก็บเพราะงานข้างล่างยังรออยู่

 

“อ้าว พี่ถ่ายรูปกับแขกเสร็จแล้วเหรอ” พอลิฟต์เปิดก็เจอเซยอนกับเพื่อนของพี่ยืนอยู่ด้วยกันแจบอมจึงเอ่ยทัก ดูท่าทางว่ากำลังจะขึ้นไปเปลี่ยนชุดสำหรับอาฟเตอร์ปาร์ตี้เพราะกระโปรงฟูฟ่องของชุดเจ้าสาวคงจะทำให้คุณพี่เธอเต้นไม่สะดวกนัก

 

“ใช่ แล้วนี่บอกพนักงานอะไรเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย” แจบอมพยักหน้าตอบ พี่สาวของเขายิ้มและบอกขอบคุณก่อนจะเดินแยกกันไป

 

แจบอมกลับเข้าไปอีกทีก็เห็นว่าห้องถูกกั้นแล้วจนเหลือพื้นที่แค่ช่วงเวทีกับด้านข้างและด้านหน้านิดหน่อยเท่านั้น ดูแปลกตาจากที่เขาเห็นมาตลอดสามสี่วันที่ผ่านมา ไฟในห้องก็ถูกดับลงเกือบหมดเหลือเพียงแสงสลัวๆตามแบบที่ได้บรีฟไว้ เครื่องดื่มถูกนำมาตั้งแล้วและพี่ซองโฮก็เดินเข้ามากอดคอเขาพร้อมจะเรียกชนแก้วแต่แจบอมยังไม่มี เจ้าของงานเลยหันไปสั่งบาร์เทนเดอร์มาให้และแจบอมก็ได้เริ่มดื่มตั้งแต่ตอนนั้น ยืนพูดคุยอยู่กับซองโฮสักพักใหญ่ๆในขณะที่จินยองยังไม่เข้ามาในงาน

 

“เอาให้เต็มที่เว้ย ไม่ต้องขับรถกลับบ้าน” ซองโฮตบบ่าเขาไม่เบาและหัวเราะเสียงดังก่อนจะหันไปหากลุ่มเพื่อนเหมือนเดิม แจบอมจึงกลับมาตั้งใจสอดส่องสายตาหาจินยองอีกครั้ง ขณะเดียวกันนั้นพี่เซยอนก็ลงมาพอดี อยู่ในชุดเดรสสั้นประมาณเข่าและท่าทางดูพร้อมสำหรับปาร์ตี้มาก

 

แจบอมเห็นทั้งพี่ซองโฮและพี่เซยอนที่เครียดกับงานบ่อยๆในช่วงนี้ ได้ปลดปล่อยและดูเป็นคนละคนในตอนนี้ก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย เขาดื่มจนหมดแก้วที่สองโดยไม่รู้ตัวก่อนจะวางมันลงและยืนยิ้มให้กับภาพตรงหน้า มองดูพี่เซยอนขึ้นไปประเดิมจับไมค์ร้องคาราโอเกะคนแรกโดยมีพี่ซองโฮขึ้นไปด้วย แย่งกันร้องเพลงทำนองสนุกๆให้บรรยากาศยิ่งมีสีสันมากขึ้น

 

“พี่แจบอม” แจบอมหันมองตามเสียงคุ้นเคยที่ดังผ่านเสียงเพลงแล้วก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม

 

อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแค่นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

 

จินยองถอดสูทออกแล้ว เหลือแค่เสื้อเชิ้ตสีดำข้างในที่ถูกปลดกระดุมเม็ดด้านบนออกเหมือนกับเขาน้องเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ ตามองไปบนเวทีและยกแก้วขึ้นดื่มก่อนจะหันกลับมาทางเขาอีกครั้ง

 

แจบอมไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่รอยยิ้มของจินยองน่ามองกว่าเดิมมากๆ ดวงตาที่ปกติก็แวววาวอยู่แล้วในตอนนี้ดูฉ่ำน้ำกว่าเดิม และนั่นทำให้เขายิ่งละสายตาไปไหนไม่ได้ แล้วจินยองก็คงเป็นประเภทเดียวกันกับเขาที่ดื่มแอลกอฮอล์นิดเดียวแล้วหน้าแดง เพราะแจบอมเห็นว่าแก้วของน้องเพิ่งจะพร่องไปครึ่งเดียว แต่แก้มขาวๆและริมฝีปากอิ่มกลับซับสีเลือดจนแดงฉ่ำ

 

“จินยอง” เสียงเพลงยังคงดังไปพร้อมกับเสียงหัวเราะของเพื่อนๆบ่าวสาวในงาน แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขาที่ยืนกันอยู่ข้างกำแพงห้องกลับดูเงียบงันจนแจบอมพยายามจะคิดหาเรื่องคุย ซึ่งเขาก็ยังเรียบเรียงคำพูดในหัวไม่ได้เข้าที่เข้าทางนักแต่ก็ดันหลุดปากเรียกอีกคนไปแล้ว โง่เหมือนเคย

 

“จินยอง..”

 

“ครับ?”

 

“ที่–ที่พี่บอกไป–” และต่อให้รู้แล้วว่าจะพูดอะไร แจบอมก็ยังทนสบตาจินยองได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น

 

เขาพักมองพื้นอยู่สักพักแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองน้องอีกครั้ง

 

“พี่พูดจริงๆนะ”

 

 

 

 

 

“แจบอม! น้องชายฉัน มาร้องสักเพลงสิ”

 

เสียงพูดออกไมค์ของพี่เซยอนตามมาด้วยเสียงปรบมือโห่ร้องจากบรรดาเพื่อนๆของพี่สาวเขา พังบทสนทนาที่แทบจะเป็นหนึ่งในการพูดคุยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของแจบอมให้ทลายลงภายในพริบตาเดียว

 

 

“ไปสิครับพี่แจบอม พี่เซยอนเรียกแล้ว”

 

จินยองอมยิ้มและพูดกับเขาเบาๆ และเพราะเอาเข้าจริงๆ แจบอมก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อกับสถานการณ์ตรงหน้าค่ออยู่แล้ว คิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรกับจินยองอีกแล้วก็รู้สึกเขินๆอย่างไรชอบกลเขาจึงจำใจเดินขึ้นเวทีไปตามการเรียกร้องของผู้เป็นพี่ ซึ่งจัดการเลือกเพลงลูกทุ่งที่แจบอมคุ้นเคยทำนองเป็นอย่างดีให้เรียบร้อยแล้ว

 

“เพลงนี้เพลงโปรดพ่อ ร้องไว้นะเดี๋ยวพี่จะอัดวิดีโอให้พ่อดู” เซยอนพูดออกไมค์อีกตัวเรียกเสียงฮือฮาอีกครั้ง แจบอมได้แต่กำไมโครโฟนไว้และปล่อยลงข้างตัวขณะทำนองเพลงดำเนินไปเรื่อยๆ รู้สึกอายจนอยากจะเดินหนีลงไป และไม่ใช่เพราะสายตาของเพื่อนๆพี่ๆแกหรอก แต่เป็นเพราะจินยองมากกว่า

 

ยิ่งเห็นน้องยกมือขึ้นปิดปาก ยิ้มจนตาปิด เขาก็ยิ่งอาย

 

แต่เสียงเชียร์จากพี่เซยอนที่สลัดคราบเจ้าสาวแสนหวานออกไปแล้วก็ทำให้เขายกไมค์ขึ้นร้องจนได้

 

และในที่สุดวิญญาณนักร้องเก่าก็เริ่มเข้าสิงแจบอม ทำให้เขาเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศไปด้วยอีกคน เนื่องจากครอบครัวของเขาชอบร้องเพลงกันมาตั้งแต่แจบอมยังเด็กแจบอมจึงมีความคุ้นเคยกับเพลงสไตล์นี้ที่พ่อชอบเป็นอย่างดี และด้วยเหตุผลนี้เซยอนถึงได้เลือกจัดอาฟเตอร์ปาร์ตี้เป็นการร้องคาราโอเกะ แม้พ่อกับแม่ที่ชอบร้องเพลงมากๆจะไม่ได้มาเข้าร่วมเพราะง่วงแล้วก็ตาม

 

“พี่แจบอม ร้องเพราะมากเลยครับ” พอเขาเดินลงจากเวทีมาแล้วจินยองก็ยังยืนปรบมือให้ น้องดูทั้งชื่นชมในความกล้าและประหลาดใจไม่น้อยที่ได้เห็นเขาในมุมแบบนั้น

 

ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นอิมแจบอมมัธยมปลายปีสามที่จินยองจำได้ เขาก็เป็นแค่เด็กผู้ชายจืดๆที่ไม่กล้าจะทำอะไรสักอย่าง แม้แต่จะออกไปพูดหน้าชั้นเรียนยังติดๆขัดๆ

 

“เพราะจริงอะ แกล้งล้อพี่รึเปล่า”

 

“เปล่าสักหน่อย”​ จินยองปฏิเสธ แต่ยังคงขำท่าเต้นของอีกคนบนเวทีจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปาก ท่าทางนั้นดูน่าหมั่นเขี้ยวเหลือเกินในสายตาของแจบอม “พี่แจบอมร้องเพลงเพราะจริงๆนะ”

 

“จินยองไม่ขึ้นไปร้องบ้างล่ะ”

 

“งื่อออ ไม่เอา ร้องไม่เป็น”

 

“ไม่เชื่อหรอก”

 

“ฮื่อ ผมร้องไม่เป็นจริงๆ”

 

จินยองปฏิเสธอย่างจริงจัง ดูเครียดและกลัวว่าแจบอมจะบังคับให้ไปร้องเพลงจริงๆจนแจบอมยอมเฉลยว่าเขาแกล้งเล่น

 

เขารับแก้วที่จินยองขอให้บาร์เทนเดอร์ชงมาให้แล้วยกขึ้นดื่ม ทั้งคู่ยืนกันอยู่ที่มุมห้องเหมือนเดิมขณะที่งานกำลังดำเนินไปอย่างครื้นเครง พวกเขาดื่มกันเรื่อยๆ ไม่ได้มากมายจนเมาแต่ก็กรึ่มๆพอให้รู้สึกสนุกสนานไปกับบรรยากาศ ซึ่งพอผ่านไปสักพักปาร์ตี้คาราโอเกะก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นการเปิดเพลงเพื่อเต้นแทน แล้วแจบอมกับจินยองก็ถูกซองโฮกับเซยอนและเพื่อนๆของพี่ๆดึงเข้าไปร่วมวงด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้ทั้งที่มายืนอยู่ในงานในฐานะออแกไนเซอร์เท่านั้น

 

 

You make me dance like a fool,

Forget how to breathe

Shine like gold,

Buzz like a bee

 

กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ก็เมื่อเพลงถูกเปลี่ยนให้เป็นจังหวะช้าลง แจบอมจูงมือจินยองเดินกลับมาอยู่ที่เดิมของพวกเขาพร้อมกับเสียงหัวเราะ เมื่อครู่นี้ทั้งเหนื่อยและสนุกมากจริงๆ มันเป็นครั้งแรกที่แจบอมได้เห็นจินยองในมุมแบบนี้ จินยองที่เต้นไปยิ้มไป แล้วแจบอมก็เห็นน้องส่ายหน้าบอกว่าไม่ไหวๆ อยู่หลายครั้งแต่เขาก็ได้คะยั้นคะยอให้จินยองอยู่ต่อเรื่อยๆ เพราะท่าทางที่ดูอายๆนั่นกับแก้มแดงๆและรอยยิ้มของจินยองในเวลาที่กำลังสนุก ทำให้จินยองยิ่งดูน่ารักกว่าเดิมจนเขาอยากจะมองต่อไปอีกนานๆ

 

แล้วพอเพลงค่อยๆถูกเปลี่ยนจากเพลงสำหรับเต้นเป็นเต้นรำ คู่บ่าวสาวก็จับคู่ประเดิมฟลอร์อย่างโรแมนติคตามด้วยเพื่อนๆที่ต่างก็มากันเป็นคู่หรือไม่ก็จับคู่กันเอง แจบอมกับจินยองยืนเลิ่กลั่กอยู่ตรงนั้นสักพักแล้วต่างก็หันมองหน้าพร้อมกัน

 

“เดี๋ยว– พี่ต้องขึ้นไปเอาของที่ห้องจินยอง”

 

“อ่า ใช่ครับ งั้นเดี๋ยวผมไปบอกพี่ซองโฮก่อนแล้วกัน”

 

จินยองเดินเข้าไปสะกิดบอกพี่ซองโฮกับพี่เซยอน อวยพรให้พี่ๆทั้งสองคนอีกครั้งก่อนจะเดินกลับออกมาหาเขาและไปที่ลิฟต์ด้วยกัน

 

 

 

ระหว่างทางเงียบสงัดผิดกับในงานจนทำให้แจบอมรู้สึกแปลกๆอย่างกับว่าปรับตัวไม่ทัน

 

และเพราะว่าเงียบ จึงทำให้ความคิดในเรื่องที่ค้างคากลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

 

‘ที่–ที่พี่พูด–’

 

‘พี่พูดจริงๆนะ’

 

“พี่แจบอมครับ?” แล้วพอรู้ตัวอีกที แจบอมก็ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องของจินยองที่เปิดออกแล้ว เขาจึงถอดรองเท้าออกและเดินเข้าไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าของตัวเอง

 

หัวสมองว่างเปล่าอย่างไม่น่าอภัย

 

ความรู้สึกในใจวุ่นวายอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ว่าเวลากำลังจะหมดลงแล้วจริงๆ แต่ละก้าวเดินออกจากห้องของจินยองแจบอมจงใจทำให้เชื่องช้าแล้วก็ทั้งด่าตัวเองไปพร้อมๆกันที่ทำแบบนี้

 

จะจงใจเดินช้าถ่วงเวลาไปทำไมถ้ายังไม่กล้าจะพูดอะไรสักอย่าง

 

เขาทะเลาะกับตัวเองบ่อยก็จริง แต่ครั้งนี้มันยิ่งกว่าครั้งไหนๆ แจบอมได้แต่คิดว่าถ้าความคิดทั้งสองฝั่ง (หรืออาจเป็นสามฝั่ง) ของเขามีตัวตนเป็นคนจริงๆ พวกมันคงได้ต่อยตีกันตายไปข้างนึงแล้วเพราะไอ้เจ้าของความคิดงี่เง่าคนนี้ไม่สามารถจะเลือกได้ว่าให้ฝั่งไหนเป็นฝ่ายชนะ

 

“ฝันดีนะครับ พี่แจบอม”

 

แจบอมมองรอยยิ้มของจินยอง และบานประตูที่กำลังจะปิดลงอย่างใจหาย ความคิดของเขายังคงทะเลาะกัน และแจบอมก็ยังคงโง่เกินกว่าจะตัดสินใจได้ว่าเขาควรจะเลือกทำอะไร

 

อยู่ๆเขาก็ยกมือขึ้นมากั้นไม่ให้จินยองปิดประตู

 

“ครับ?”

 

“จินยอง” และนี่…​ก็เป็นอีกครั้งที่แจบอมได้แต่เรียกจินยองออกไปทั้งที่ยังเรียบเรียงคำพูดไม่ได้

 

ยิ่งเห็นแววตาของน้องที่มองมาราวกับกำลังเฝ้ารอให้เขาพูดอะไรสักอย่าง

 

แจบอมก็ยิ่งคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

 

“ฝันดีเหมือนกันนะ”

 

“ครับ”

 

“…”

 

แต่เพราะจินยองยังไม่ได้ปิดประตู แจบอมจึงยังไม่ได้เดินจากไปไหน

 

“ที่พี่แจบอมบอก” จินยองก้มหน้าแล้วพูดกับแจบอมเสียงเบา ขณะมือเรียวยื่นได้ออกไปและกุมมือของแจบอมไว้

 

ประสานนิ้วมือทั้งห้าเข้ากับแจบอมเหมือนเดิมอีกครั้ง

 

“ผมเชื่อนะครับ ว่าพี่พูดจริงๆ”

 

“…”

 

“”

 

แจบอมบีบกระชับมือของจินยองตอบ ก่อนที่จินยองจะปล่อยออก ยิ้มให้เขาและปิดประตูห้องลงเบาๆ

 

 

You make me dance like a fool,

Forget how to breathe

Shine like gold,

Buzz like a bee

Just the thought of you can drive me wild

 

ตีสองยี่สิบหกนาที

 

แจบอมพลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับมาเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้ว และความคิดของเขาก็ยังคงทะเลาะกันอยู่เหมือนเดิมอย่างน่ารำคาญ แถมยังมีท่าทีว่าจะวุ่นวายกว่าเดิมเพราะเอาแต่คิดทบทวนเรื่องที่จินยองจับมือเขา สิ่งที่จินยองพูด และทุกๆอย่าง

 

แจบอมไม่เข้าใจอะไรเลย

 

ไม่เข้าใจจินยอง และไม่เข้าใจตัวเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ละคำพูดมันช่างยากเย็น ทำไมเขาถึงบอกอะไรที่อยากบอกไม่ได้ และทำไม..​ทั้งที่ความรู้สึกที่มีให้จินยองมันคับแน่นจนล้นอยู่ในใจ แต่แจบอมกลับหาคำพูดมาใช้อธิบายมันให้จินยองรับรู้ไม่ได้เลยสักนิด

 

เหนื่อยใจกับตัวเอง แจบอมนอนก่ายหน้าผากอยู่สักพัก มองเพดานห้องแล้วก็ยิ่งท้อ ป่านนี้จินยองคงจะนอนหลับไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าตื่นมาก็แยกกันกลับบ้าน แล้ว…จะยังไงต่อ? แล้วตกลงว่าจินยองคิดยังไงกับเขากันแน่ แล้วตกลงว่าที่จินยองบอกว่าเข้าใจที่เขาพูด คือจินยองเข้าใจถูกแล้วใช่มั้ยว่าเขาตกหลุมรักจินยองอีกครั้งไปแล้ว

 

แล้วจินยองรู้สึกอะไรกับเขาบ้างมั้ย

 

การจับมือประสานกันแบบนั้น มันมีความหมายที่พิเศษอะไรกว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะพวกนั้นรึเปล่า

 

 

‘แจบอม! นู่น!’

 

‘อะไรวะ’

 

‘พัคจินยอง’

 

‘…’

 

 

‘เอ้า ยืนนิ่งอะไรอยู่วะ ไปคุยกับน้องเขาดิ่ วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ’

 

‘ใช่ แกจะจบจากที่นี่แล้วนะเว้ย ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว’

 

 

‘นี่วันสุดท้ายแล้วนะ จะแห้วก็ช่างแม่ง

 

เคยได้ยินมั้ย It’s now or never แกจะไม่มีโอกาสแล้วนะแจบอม’

 

 

แต่ตอนนี้ เขายังมีโอกาสอยู่ใช่ไหม?

 

แจบอมหลับตา ใช้เวลาคิดหาคำตอบให้ตัวเองได้ไม่นาน ก็ลุกขึ้นจากเตียงเดินออกไปยืนอยู่ที่หน้าห้องฝั่งตรงข้ามในทันที

 

 

 

 

แจบอมยืนอยู่อย่างนั้น

 

แล้วก็ถามตัวเองว่า บ้าหรือไง ตีสองกว่าแล้วจินยองก็นอนแล้วมั้ย เขาถอนหายใจให้กับความไม่มีโชคของตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยที่พันในชีวิต หันหลังกลับตั้งใจจะเดินกลับห้อง

 

“…”

 

แต่แล้วประตูก็ถูกเปิดออก

 

“พี่แจบอม?”

 

“…”

 

แจบอมได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง

 

“…”

 

เต้นแรงจนดังกว่าเสียงเรียกด้วยความประหลาดใจของจินยอง

 

 

 

 

 

 

เขาคิดว่าตัวเองกำลังฝัน

 

แจบอมหันกลับไป เจอจินยองยืนอยู่ ใบหน้าไม่ได้มีความงัวเงีย ไม่ได้ดูเหมือนคนเพิ่งตื่น แจบอมก็ยิ่งมั่นใจว่านี่คือฝัน

 

เพราะจินยองควรจะนอนไปแล้วจริงๆ และไม่มีเหตุผลเลยที่น้องจะลุกมาเปิดประตูหรือออกไปไหนในชุดนอนตอนนี้

 

“จินยอง เอ่อ– จะไป–”

 

“ครับ? อ่อ– ไม่ได้ไปไหน– ผม–”

 

“จะไปไหน–หรอ– อ่อ–”

 

“เปล่า–เปล่าครับ แล้วพี่แจบอม– มา–”

 

“อ่อ– เปล่า–เปล่า พี่ไม่ได้–”

 

“ครับ?”

 

“หืม? เปล่า–คือ–พี่”

 

“…”

 

“…”

 

เขาคิดว่าตัวเองกำลังฝัน

 

“…”

 

“…”

 

แต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปหาอีกฝ่าย จ้องมองนัยน์ตาสีเข้มสีเป็นประกายแวววาว แล้วฝ่ามืออุ่นๆของจินยองก็ได้แนบลงมาตรงอกซ้ายของเขา

 

มืออีกข้างที่จับมือของแจบอมขึ้นมาวางตรงตำแหน่งเดียวกันของตัวเอง

 

และอัตราการเต้นของหัวใจจินยองที่ไม่ต่างอะไรกับเขา

 

ได้บอกแจบอมว่านี่คือเรื่องจริง

 

“…”

 

 

และเพราะเขาไม่รู้จะพูดอะไร

 

“…”

 

บางที นี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วในการบอกความรู้สึก

 

“…”

 

 

 

 

 

 

 

 

ริมฝีปากของจินยองนุ่มเหมือนกับที่เขาคิดว่ามันจะเป็น หวานกว่าที่เขาจินตนาการไว้ ลมหายใจของแจบอมติดขัด ขาดห้วงไม่ต่างอะไรกับคนตรงหน้า เขาค่อยๆขยับริมฝีปากที่แนบนิ่งกันอยู่แบบนั้นอย่างช้าๆ ดูดเม้มกลีบปากอิ่มเบาๆ ก่อนค่อยๆเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆจนจินยองเริ่มจูบตอบ

 

แล้วยิ่งแจบอมได้สัมผัส เขาก็ยิ่งห้ามตัวเองไม่ได้

 

มือเรียวที่วางอยู่บนไหล่ของแจบอมเลื่อนขึ้นโอบรอบคอเขาไว้ ในขณะที่มือของเขาเองก็เริ่มลูบไล้ทั่วช่วงเอวและแผ่นหลังของจินยองไปมาอยู่สักพัก ก่อนแจบอมจะโอบกอดจินยอง ประคองร่างผอมบางไว้เต็มอ้อมแขนโดยที่ริมฝีปากยังคงไม่ห่างออกไปไหน

 

ปลายจมูกของเขากดชิดลงไปกับผิวแก้มนุ่มเมื่อริมฝีปากถูกดึงดูดจนเข้าหากันอย่างแนบแน่น และในทุกครั้งที่พวกเขาผละออกจากกันเพื่อที่จะจูบกันอีกซ้ำๆ ความรู้สึกที่ท่วมล้นอยู่ในใจก็ยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้นไปทุกที

 

มันเริ่มต้นอย่างเชื่องช้า และไต่ขึ้นไปเหมือนกับรถไฟเหาะที่รอเวลาจะดิ่งลงพร้อมกับความรู้สึกวูบโหวงในช่องท้อง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับที่จินยองกำลังรู้สึกในตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องและวินาทีต่อมาแผ่นหลังของเขาก็ได้สัมผัสกับเตียงนอน ฝ่ามือของแจบอมปัดป่ายไปทั่วตัว นวดเฟ้นไปตามร่างกายของจินยองด้วยแรงที่หนักขึ้นไม่ต่างอะไรกับจูบซึ่งกำลังหลอมละลายเขาอย่างช้าๆ ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาซึมผ่านเนื้อผ้าบางเบาของเสื้อยืดและกางเกงนอนจนทำให้จินยองบิดกายไปมาอย่างควบคุมไม่ได้

 

มือของเขาก็อยู่ไม่สุขเช่นกันโดยที่ริมฝีปากยังคงขยับเพื่อตอบสนองจูบจากแจบอม จินยองลูบไล้ไปตามท่อนแขนแข็งแรงและแผงอกซึ่งอยู่ภายใต้เสื้อยืดสีดำของคนด้านบน แอ่นตัวขึ้นเพื่อเปิดทางให้มือของแจบอมได้สอดเข้าไปภายใต้ชายเสื้อของเขา

 

อุณหภูมิอุ่นร้อนยิ่งชัดเจนเมื่อได้แนบชิด และใบหน้าของจินยองก็ยิ่งร้อนผ่าวเมื่อปลายจมูกโด่งฝังลงข้างใบหู ไล่ลงมาจนถึงซอกคอ ขบเม้มผิวเนื้อนุ่มด้วยริมฝีปาก

 

ฝ่ามือเรียวขยุ้มเข้ากับเส้นผมสีดำสนิทของคนอายุมากกว่าดันใบหน้าของแจบอมให้แนบชิดลงกับตัวของเขามากกว่าเดิม

 

 

 

 

 

กลิ่นหอมอ่อนๆของจินยองกำลังทำให้แจบอมคลั่ง

 

เขาบอกตัวเองให้พออยู่ซ้ำๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะไปไกลเกินกว่าที่เขาตั้งใจจะให้มันเป็น แต่ยิ่งได้สัมผัสเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่พอ แจบอมเลื่อนริมฝีปากจากเนินอกเนียนเปลือยเปล่าขึ้นมาจูบจินยองอีกครั้ง ตั้งใจเป็นครั้งที่ร้อยว่าจะหยุดแค่นี้

 

แต่เมื่อได้เห็นดวงตาฉ่ำน้ำของจินยอง แจบอมก็ยิ่งเหมือนถูกดึงดูดให้ครอบครองกลีบปากแดงฉ่ำนั่นซ้ำๆ

 

“ฮื่อ…” เสียงครางในลำคอจากจินยองยิ่งเร่งเร้าความรู้สึกของแจบอม เขาจูบจินยองอยู่นานและลึกซึ้ง จนหลังจากเขาผละออกในครั้งนี้แล้วจินยองได้ประคองใบหน้าเขาไว้พร้อมกับแนบริมฝีปากลงกับข้างแก้ม นิ่งค้างอยู่แบบนั้นราวกับเป็นการหยุดทุกอย่าง แจบอมถึงได้สติอีกครั้ง

 

 

 

แจบอมยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ซุกอยู่ตรงอกของเขาช้าๆ เรียวขาของพวกเขาพาดก่ายกันโดยยังมีเนื้อผ้ากางเกงขวางกั้น แต่ผิวแก้มนุ่มที่แนบชิดกับผิวเนื้อของแจบอมพร้อมลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารด กำลังทำให้ความอดทนของเขาลดต่ำลงทุกที

 

“จินยอง.. ปล่อยก่อนนะ แป๊บนึงนะ” แจบอมพยายามจะดันตัวของจินยองออกก่อนเพื่อไปหยิบเสื้อทั้งของตัวเองและของจินยองมาใส่ให้น้อง

 

แต่เด็กดื้อกลับขืนตัวไว้แน่น พูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกของเขาดึงดันที่จะไม่ขยับไปไหน

 

“ไม่เอา จะกอด”

 

แจบอมเลยก้มลงฟัดผิวไหล่ขาวๆนั่นอีกครั้งด้วยความหมั่นเขี้ยว จินยองหัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะแกล้งจูบลงตรงตำแหน่งหัวใจของแจบอม ค้างไว้แบบนั้นอยู่สักพักจนทำให้ใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปอีกครั้งแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มหวานให้

 

“ฝันดีนะครับพี่แจบอม”

 

จินยองจูบปลายคางของแจบอมเบาๆก่อนที่ดวงตาจะปรือลงจนปิดสนิท แจบอมดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่เปลือยเปล่าของจินยองไว้ และปล่อยให้น้องนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของเขา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แจบอมตื่นพร้อมกับแสงแดดของเช้าวันใหม่ และพบว่าจินยองยังคงอยู่ในอ้อมกอดของเขาเหมือนเดิม

 

เขายกมือขึ้นปัดผมหน้าม้าของจินยองออกช้าๆ แล้วเปลือกตาของจินยองก็ขยับก่อนที่น้องจะลืมตามองเขาโดยปราศจากร่องรอยของความงัวเงีย แจบอมเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

 

“ตื่นนานแล้วเหรอ” จินยองพยักหน้าและยิ้มให้โดยที่ไม่ได้พูดอะไร

 

“พี่–” แจบอมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ก่อนนอนเมื่อคืนเขาก็ได้แต่คิดว่าตื่นมาแล้วเขากับจินยองจะต้องได้พูดคุยอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่อให้ปล่อยให้การกระทำอย่างอื่นทำหน้าที่บอกความรู้สึกไปแล้ว แต่ยังไงแจบอมก็คิดว่าเขาต้องยืนยันมันด้วยคำพูดอีกครั้งให้จินยองมั่นใจ

 

แต่เอาเข้าจริงแล้ว แจบอมก็ยังเรียบเรียงคำพูดไม่ได้อยู่ดี

 

“พี่–”

 

“…”

 

“พี่จริงจังนะ”

 

สุดท้ายมันก็เลยออกไปแบบสั้นๆทื่อๆอย่างนั้น…

 

แต่แจบอมก็รู้ว่าจินยองจะเข้าใจ

 

“ผมก็เหมือนกัน”

 

จินยองยิ้มให้เขา และแสงแดดที่ส่องผ่านช่องว่างเล็กๆของหน้าต่างมาทางด้านหลังของน้องก็ทำให้รอยยิ้มนี้ยิ่งสว่างสดใสกว่าเดิม

 

 

 

แจบอมเคยตัดสินใจพลาดมาแล้วในเรื่องความรัก และนี่ก็อาจจะเป็นอีกครั้งที่ปลายทางมันอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะแจบอมก็ไม่รู้ว่าถนนสายนี้ที่พวกเขายืนอยู่กำลังมุ่งหน้าไปทางไหน และไม่รู้เลยว่าระหว่างทางจะเป็นอย่างไร

 

เขารู้แค่ว่าเขาชอบมันมากๆ แล้วก็ชอบคนที่กำลังเดินบนทางนี้ไปด้วยกันมากๆ … และนั่น ก็คงเป็นเหตุผลที่มากพอแล้ว

 

 

You make me smile like the sun,

Fall out of bed, sing like a bird

Dizzy in my head, spin like a record

Crazy on the Sunday night

You make me dance like a fool,

Forget how to breathe

Shine like gold, buzz like a bee

Just the thought of you can drive me wild

 

You make me smile

 

 

end.

 

 

 

/// จินยองเดินมาส่งเขาที่หน้าประตูห้องเพื่อให้กลับไปอาบน้ำ แต่แจบอมก็ไม่วายขอหอมแก้มนุ่มๆสักครั้งและขอกอดจินยองอีกสักหน่อยก่อนจะไป

 

แล้วที่น่าแปลกใจก็คือจินยองไม่ได้ผลักแจบอมออก

 

จินยองยืนนิ่งปล่อยให้เขากอดเอวอยู่อย่างนั้น “พี่แจบอม…” ก่อนจะเรียกชื่อเขาแล้วก็เงียบไปครู่ใหญ่ ก้มลงมองปลายนิ้วตัวเองที่กำลังเขี่ยเล่นไปมาตรงไหล่ของแจบอมอย่างช้าๆ “..จูบเก่ง”

 

“…!”

 

“รีบไปอาบน้ำเถอะครับเดี๋ยวเช็คเอ้าท์ไม่ทัน”

 

ก่อนจะดันเขาออกพร้อมทิ้งรอยยิ้มหวานจับใจปิดท้ายคำพูดและปิดประตูใส่หน้าทันที

 

ปึง!

 

 

 

“แกล้งพี่หรือไง” แจบอมนิ่งไปอยู่สักพักถึงส่งเสียงถามกลับไปได้ เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ร้อนผ่าวเพราะคำพูดของจินยองแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากจับอีกคนมาฟัดให้หายหมั่นเขี้ยว

 

“แกล้งอะไรกันครับ ผมชมพี่แจบอมต่างหาก” และแค่ได้ยินเสียงผ่านบานประตูก็จินตนาการได้แล้วว่าตอนนี้น้องกำลังยิ้มกว้างเพราะดีใจที่ได้แกล้งเขาแค่ไหน “แล้วมัวแต่ยืนทำอะไรอยู่ล่ะครับ ทำไมไม่ยอมไปอาบน้ำ”

 

“แล้วจินยองล่ะครับ ทำไมไปอาบล่ะ” เขาว่าแล้วแกล้งยอกย้อนอีกคนกลับ “เดี๋ยวก็เช็คเอ้าท์ไม่ทันหรอก”

 

แต่สุดท้าย แจบอมก็แพ้อยู่ดี..

 

“เพิ่งถอดเสื้อผ้าเสร็จครับ กำลังจะไปอาบแล้ว”

 

“…”

 

“…”

 

ปึง!

 

 

 

พัคจินยองแสบจริงๆ! ////

 

 

Just the thought of you can drive me wild

You make me smile.

 

 

 

คึคึ

#วนบน

 

talk.

 

ใครอ่านจบได้ขอมอบมงให้

 

เอาจริงๆเรื่องของคู่นี้เพิ่งเริ่มต้นค่ะ แต่เป็นการเริ่มต้นที่ยาวเกินกว่าที่แพลนไว้มากจนต้องตัดจบแค่นี้เพราะเขียนต่อไม่ได้แล้ว ยิ่งเขียนยิ่งไม่รู้เรื่อง ฮือ

 

แล้ว คือ แบบ มันคืออะไรเหรอ55555555 ต้องบ้าขนาดไหนเขียนเนื้อหาที่ไม่มีอะไรเลยยืดยาวได้สองหมื่นคำ ฮือ555555555 ละขอโทษจริงๆนะคะถ้าอ่านแล้วผิดหวังT_Tเพราะเอาจริงๆเราตั้งใจจะเขียนแค่ช้อตฟิคแบบสั้นๆมากๆตามเพลง อยากให้อ่านแล้วยิ้มเหมือนกับชื่อแค่นั้น นี่ก็ไม่รู้ว่าเลยเถิดมาขนาดนี้ได้ยังไงอ่ะ เลาเสียใจ๋

 

ขอบคุณค่ะที่อ่านมาถึงตรงนี้ TvT

 

ไม่สัญญานะคะแต่ถ้ามีโอกาสจะมาแก้ตัวใหม่กับฟิคดีๆซักเรื่อง ฮรึก

 

#วนบน

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

658 ความคิดเห็น

  1. #649 Kwan_Z.E* (@kwan-kirenez) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 23:04
    น่ารัก พี่แจบอมเก่งมาก แต่กว่าจะกลั่นออกมาได้แต่ละคำ คนอ่านลุ้นมากค่ะ อบอุ่นจริงๆ ผู้ชายคนนี้ ความรักของพี่ก็มั่นคงมากๆ
    #649
    0
  2. #594 cotton🤢 (@17032003) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 19:06
    โอยย เขินนน
    #594
    0
  3. #574 tkfriedck (@napatsawanearn) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 00:24
    อินมาก คือดียยยยยย์
    #574
    0
  4. #442 Hilda (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 20:54
    เป็นเรื่องที่ยาวแต่ชอบภาษาที่เขียนมาก อ่านไปเขินไป ฮื่ออ เราไปอยู่ไหนมา
    #442
    0
  5. #307 1122 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 มกราคม 2560 / 13:27
    ใช้เวลานานมากเลยค่ะกว่าจะอ่านได้จบตอน

    ไม่ใช่ว่าอ่านไม่รู้เรื่องนะคะ แต่เพราะอ่านไปเขินไปต่างหาก

    อ่านไปได้ซักพักก็กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงอีกแล้ว

    ฮื่อออ จินยองน่าฟัดจริงๆเลยค่ะ *กัดหมอน*

    ละมุนมากจริงๆ เนิบๆแต่ได้ได้ฟีลลิ่งสุดๆเลยค่ะ

    ชอบตอนบรรยายสิ่งที่พี่แจบอมคิด จากเรื่องในอดีต

    ถึงจะไม่ค่อยกล้าเท่าไร แต่เหตุการณที่ผ่านมาก็เคยสอนมาแล้ว

    ว่าผ่านแล้วก็ผ่านไปเลยนะ พี่แจบอมเลยตัดสินใจซักที

    ชอบมากๆเลยค่ะ ฮืออออ ยิ่งตอนที่จินยองตอบรับนี่

    แทบจะสวมรอยเป็นพี่แจบอมได้เลยค่ะ เข้าใจความรู้สึกพี่แจบอมอย่างสุดซึ้งเลย 5555

    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ มีความสุขมากๆเลยค่ะ

    เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #307
    0
  6. #301 songjibong (@mintrawan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 01:55
    จินอ่อย เข้าทางแจบอมเลยจ้าา ชอบบบบ ดูเนิบๆ ไท่หวือหวา แต่อบอุ่นง่ะ
    #301
    0
  7. #279 n_a_tch (@_natomm) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 23:48
    น่ารักค่ะ เขินมากกกกก พี่แจบอมขี้อายมาก ดูหลงน้องจนทุกครั้งที่เจอสมองว่างไปหมดเลย ฮรึก น่ารักจริงๆค่ะ
    #279
    0
  8. #255 snappuan_ (@piiparn_wtf) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 00:53
    งื้ออออน่ารักกกก
    #255
    0
  9. #140 benbenln (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 01:46
    ฮือออ น่ารักก นึกว่าาจะอาบน้ำพร้อมกันซะอีก.. ว้ายยย ;///; 5555555555 ลุ้นอยู่ว่าตอนจบไม่ใช่ว่ากลายเป็นจินยองที่แอบชอบพี่แจบอมมาตั้งแต่มัธยมนะ สรุป ไม่ใช่นั่นแหละ คิดออกทะเลมาก 5555555555555

    คุณวินชอบบอกว่าตัวเองเขียนไม่รู้เรื่อง ใช่ที่ไหนน มันดีมากต่างหากกก<3
    #140
    0
  10. #88 Freegirl Aundy (@aundy1234) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 17:18
    รู้สึกว่าจินยองจะแอบอ่อยแจบอมอยู่นะ อิอิ
    #88
    0
  11. #84 รองเท้าติดปีก (@patza69) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2558 / 04:39
    โอ้ยยยยยย อ้อยอ่ะฮือออออ คืนนั้นน่าจะจัดให้หนัก พิจบมคงรู้สึกดีอ่ะ คนที่เราแอบชอบเค้าตอบรับความรู้สึกเรา ฮรืออออออ
    #84
    0
  12. #83 pepperminttny (@mymint0426) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2558 / 10:43
    ชอบจังง คือรู้สึกเหมือนได้ดูหนังสั้นสักเรื่องนึง ทั้งบรรยากาศในเรื่อง ให้ความรู้สึกตามพี่แจบอมไปด้วย แล้วยิ่งตอนที่พี่เค้านึกถึงอดีตตัวเองก็ยิ่งย้ำความรู้สึกที่ไม่อยากจะปล่อยไป บางช่วงนี่อยากจะรีบอ่านไวๆ อยากรู้ว่าจะจบยังไง แต่ก็อยากจะซึมซับบรรยากาศในเรื่องนานๆด้วย ฮรืออออ ช่วงหลังๆนี่ทะไมจินยองอ้อยจังงง งื้อออออ เกือบแล้ว เกือบมากกว่าจูบ ฮรืออออ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ
    #83
    0
  13. #82 pmbbun (@popsuie) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2558 / 01:28
    เราชอบเรื่องนี้มากเลยอ่ะะะ คือรู้สึกถึงไออุ่นจางๆภาษาก็ดีมากด้วย เนื้อเรื่องมันเรื่อยๆแต่ไม่น่าเบื่อทำให้เราชอบมากๆ มันน่ารักมากๆๆๆทั้งแจบอมทั้งจินยองเลยยยยยย ให้ความรู้สึกแบบดีม้ากมาก แต่งฟิคดีๆแบบนี้ออกมาให้อ่านอีกนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ <3
    #82
    0
  14. #81 ~ *FreSH MusHRoOm* ~ (@aiyagirl) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 22:19
    โอ้ยยยยยย มันดีมากเลยต่างหากวินนี่!
    ชอบบบบบบบบบบบ จินยองก็แสบ พี่แจบอมก็...นะ 5555555555
    #81
    0
  15. #80 Mumeawang (@mumeaw10) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 00:34
    ฮือออ ฟิคเรื่องนี้ดีงามมากๆค่ะ ฮืออออ มันสวยงามมากๆ เราอ่านไปน้ำตาคลอไปตั้งหลายตอน ลุ้นมากว่าจะจบแบบไหนฮืออออ พี่แจบอมยังไม่ทนเลย เราว่าเราก็ไม่ทนค่ะ ทำไมจินยองน่ารักแบบนี้คะ ฮืออออ เปิดประตูมาให้พี่แจบอมเข้าไปเดี๋ยวนี้นะ แงงงงง ชอบค่ะ ฮือออ ชอบมากค่ะ ;/////////;
    #80
    0
  16. #78 HENS_Eternal (@eye-hibari) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 19:53
    โอ้ยเขินนนนนนนนส ฮรืออออออ เป็นพิตะบมเราจะพังประตูเข้าไปจริงๆนะ ฟ้ดย้ก่กดง่เย/วแวดสรกหาะวเวอนหนึคดน/่ำ้พรก
    #78
    0
  17. #76 Nam_Monster (@Nam_Monster) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 17:58
    อ่านไปลุ้นไป เขินอ่ะ
    #76
    0
  18. #75 LaDiesGem (@LaDiesGem) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 17:47
    จินยองขี้ยั่ว กรี้สสส
    #75
    0
  19. #74 The-Stranger (@stranger18) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 16:24
    ยาวมากกกกกกกกกกกกกก อ่านเพลินเลย คือแบบ คอยลุ้นตลอดอะว่าพี่แจบมเลาจะรุกมั้ย สุดท้ายนยองไมาค่อยเหลยยย อะไรมาบอกว่าพี่เขาจูบเก่งเนี่ยยยยย ตีเลยยยยยย
    #74
    0
  20. #73 Peppper (@IM_MnB) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 16:05
    อ่านเพลินมากเลยค่ะ ลุ้นพี่แจบอมตลอดว่าเมื่อไหร่จะพูดดด ลุ้นกับท่าทีของจินยองที่ไม่แสดงอะไรออกมาด้วย สรุป เขินกับเค้าทั้งคู่ TT
    #73
    0