GOT7 | (SF/OS) jaebum x jinyoung | BNIOR/NIORB #วนบน

ตอนที่ 13 : BLACK HONEY (bottom!jb)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,936
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    22 พ.ค. 59

title: black honey

pairing: jaebum/jinyoung

rating: nc-17

warning: นยองปม 

theme song: ed sheeran - kiss me

notes: เป็นนยองปมในแบบของเรา แจบอมแมนๆซึนๆ พิจินอ้อยๆ เรื่องนี้หนึ่งในฟิคที่ดราฟท์ไว้คร่าวๆจนเกือบจบแล้ว และตั้งใจจะลงรวมเล่ม แต่เขียนแล้วไม่ค่อยถูกใจตัวเองเท่าไหร่เลยเปลี่ยนใจ เอามาเขียนให้จบแล้วลงที่นี่แทน ถ้าไม่ดีขอโทษด้วยนะคะ;-; 



BLACK HONEY




มีเพียงเสียงเคาะแป้นคีย์บอร์ดกับเสียงคลิกเม้าส์ ดังอยู่ในห้องทำงานมืดสนิท


“เราว่าฉากนี้น่าจะดึงสีเหลืองลงหน่อยนะ”


“...”


ในห้องทำงานมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากปุ่มคีย์บอร์ดกับเครื่องมือบนโต๊ะ หน้าจอคอมพิวเตอร์สองจอใหญ่ และจอโปรเจ็กเตอร์ด้านหน้าเท่านั้นที่ส่องสว่าง


“อืม อันนี้โอเคแล้ว”


“...”


อิมแจบอมเคยชอบงานแก้สีภาพยนตร์ที่เขาทำมาตลอดสามเดือนของการฝึกงานมากๆ


นอกเหนือจากมันจะเป็นงานที่เขาทำได้โดยไม่เบื่อแล้ว แจบอมชอบบรรยากาศในห้องทำงานแบบนี้ ไฟปิดมืด เงียบสงบ อากาศเย็น มีเพียงเสียงเคาะแป้นคีย์บอร์ด เสียงคลิกเม้าส์ และเสียงกดแป้นเครื่องมือต่างๆบนโต๊ะที่เขาใช้ แจบอมชอบที่ว่าเขาไม่จำเป็นต้องลุกออกไปไหนบ่อยๆ เวลาได้งานมาหนึ่งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานตัวอย่างภาพยนตร์สั้นๆ หรือหนึ่งฉากเต็มๆในภาพยนตร์ เขาก็ได้นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานแทบจะตลอดเวลา และทั้งหัวหน้า รุ่นพี่ กับเพื่อนร่วมงานที่นี่ก็เป็นมิตรกับเขาดีมาก ถึงจะเลิกงานดึกจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแจบอมก็ไม่เกี่ยง เขามีความสุขกับการทำงานที่นี่


แจบอมเคยชอบงานนี้มากๆ 


จนกระทั่งเมื่อสามวันก่อน


ในระหว่างพักรับประทานมื้อเที่ยง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่ได้ถูกกำหนดว่าจะต้องเป็นเที่ยงตรงเป๊ะๆ แต่พนักงานทุกคนจะมีเวลาพักวันละ 1 ชั่วโมงอยู่แล้ว พี่แทฮยอน เลขาฯของหัวหน้าของเขาได้เรียกแจบอมไปคุยเพื่อแจ้งข่าวบางอย่างให้ทราบ


‘พี่ซองจินเขาต้องไปงานภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นอาทิตย์นึงน่ะ มันค่อนข้างกะทันหัน แต่พี่กลัวแจบอมจะหนังเรื่องนี้ไม่เสร็จ พี่เลยให้เพื่อนพี่ช่วยมาเป็น supervisor ให้แทน’


งานที่แจบอมทำเป็นงานแก้สีภาพยนตร์ ซึ่งต้องมีความละเอียดอ่อนและรอบคอบ ต้องมีสายตาที่ดี แยกแยะสีของแต่ละฉาก แต่ละช่วงของภาพยนตร์ และปรับสีหนังทั้งเรื่องให้ออกมาเข้ากันให้ได้ ดังนั้นในการทำงานแต่ละครั้ง ที่นั่งข้างๆของเขาจะมี supervisor เข้ามาคอยช่วยสังเกตดูสีและคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด เพื่อให้งานเป็นไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น


พี่ซองจินเป็น supervisor ที่แจบอมทำงานด้วยบ่อยที่สุด ถึงพี่แกจะชอบพูดมากบ้าง มีมุมสมาธิหลุด เผลอร้องเพลงออกมารบกวนแจบอมบ้าง แต่แจบอมก็โอเคกับการทำงานกับพี่ซองจิน เพราะพี่เขาก็เป็นคนเก่งดี และโดยพื้นฐาน แจบอมไม่เคยเกี่ยงเรื่องการทำงานร่วมกับผู้อื่นอยู่แล้ว


‘อ่อ ได้ครับ แล้วพี่ซองจินจะไปวันไหนเหรอครับ’


‘พี่ไปมะรืนน่ะ แต่คงลาตั้งแต่วันนี้เลย ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกก่อน พี่อยากรอให้แทฮยอนมาคอนเฟิร์มกับเราเอง’


‘ไม่เป็นไรครับพี่’


แจบอมไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น


‘เดี๋ยวคืนนี้เพื่อนพี่จะเข้ามาที่สตูดิโอ รู้จักกันไว้ก่อนก็ดี เดี๋ยวต่อไปก็ต้องทำงานด้วยกันอีก’


‘ครับ พี่แทฮยอน’


เพียงแต่ว่า


‘นี่ เพื่อนพี่ ชื่อจินยอง...​จินยองอ่า นี่ไง น้องฝึกงานคนที่เราบอกว่าเก่งมาก ชื่อแจบอม’


จินยอง


พัคจินยอง


:


Ding!


สี่เดือนก่อน


Jinyoung P.

ถึงบ้านยัง


Im Jaebum

ยังเลย

รถติดมาก


Jinyoung P.

กลับดีๆนะ

ถึงแล้วบอกด้วย

ได้ฟังเพลงที่ให้ไปหรือยัง


Im Jaebum

ฟังแล้วครับ

ชอบนะ เพราะดี



Jinyoung P.

เนอะ


:



Jinyoung P.

ถึงบ้านแล้วบอกด้วยนะ


Im Jaebum

ฝันดีครับ


Jinyoung P.

อือออ

เรานอนเร็วมากเลยเมื่อคืน

วันนี้ไปไหน


Im Jaebum

ออกกองเพื่อน

ถึงตีสามพรุ่งนี้เลย



Jinyoung P.

โหดดด

สู้ๆนะ 

กินข้าวด้วย


Im Jaebum

ครับ

ขอบคุณนะ



Jinyoung P.

วันนี้เราสบายมาก ไปตรวจหนัง thesis รอบสุดท้ายที่ม.แล้วก็กลับ

ดีใจมากกก

จะได้ปิดเทอมแล้ว


Im Jaebum

ดีจัง

ของผมนี่อีกนานเลย


Jinyoung P.

แต่เราไม่ได้ปิดเทอมเฉยๆนะ

จะเรียนจบแล้วด้วย

คึคึคึคึ อิจฉาล่ะสิ


Im Jaebum

อยากเรียนจบแล้วว

อีกตั้งเกือบ 1 ปี

บท thesis ยังไม่เสร็จเลย


Jinyoung P.

สู้ๆ แจบอมเก่ง

ทำได้อยู่แล้ววว

แล้วอยากทำงานที่ไหน

จะทำพวกงานแก้สี อะไรแบบนี้ อยู่แล้วใช่มั้ย


Im Jaebum

ครับ

พี่ก็เหมือนกันนี่


Jinyoung P.

Yeppp

เราว่าเราจะกลับไปเกาหลีแหล่ะ

หลังจากรับปริญญา

Im Jaebum

อ่อ ครับ


:


แจบอมไม่เคยมีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 


เพราะตลอดระยะเวลาเกือบสี่ปีที่เขาเรียนอยู่เอกฟิล์ม และรับงานนอกรวมถึงฝึกงานในช่วงปิดเทอมแทบทุกครั้ง แจบอมเจอเพื่อนร่วมงานมาหมดทุกรูปแบบแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ขี้โมโห มนุษย์ดีแต่ปาก มนุษย์ขี้เกียจ มนุษย์พูดจาไม่รู้เรื่อง มนุษย์ที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและอื่นๆอีกมากมาย ทว่า...


กับมนุษย์ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น คนเคยคุย 


แจบอมไม่เคยมีประสบการณ์แม้สักครั้ง 







พัคจินยอง, คนเคยคุย 


พัคจินยอง ที่อายุมากกว่าเขาสองปีแต่เรียนช้ากว่าเพื่อนร่วมรุ่น พัคจินยองที่อาศัยอยู่และเรียนที่อเมริกามาตลอด พัคจินยองที่เป็นเพื่อนของเพื่อนของรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยของแจบอมและทำให้แจบอมรู้ว่าโลกของเรานั้นกลมอย่างบัดซบ พัคจินยองที่จู่ๆก็แอดเฟสบุ๊คของแจบอมและทักมาคุยอยู่ทุกวันเป็นเวลาสามเดือนเต็มๆ 


ก่อนจะหายไป


หายไปเฉยๆ


ข้อความสุดท้ายในแชทยังค้างอยู่ที่ฝั่งเขา 


แจบอมพิมพ์ตอบจินยองไปว่า ‘ฝันดีครับ’ แล้วก็จบแค่ตรงนั้น แจบอมจำคำๆนี้ได้ขึ้นใจเพราะหลังจากนั้นเขาก็เปิดแชทที่คั่งค้างอ่านด้วยความโมโหอยู่ทุกวัน โดยที่จินยองไม่ทักมาอีก ทั้งที่อีกฝ่ายก็ยังเล่นเฟสบุ๊คอยู่ตลอดเวลา อัพรูปไปเที่ยวแอลเอกับเพื่อน อัพเดททุกอย่างกับชีวิตของตัวเองเหมือนเดิม


‘นี่ เพื่อนพี่ ชื่อจินยอง...​จินยองอ่า นี่ไง น้องฝึกงานคนที่เราบอกว่าเก่งมาก ชื่อแจบอม’


แล้วอยู่ ๆวันหนึ่ง พัคจินยองก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า 



ตัวเล็กกว่าที่แจบอมคิดไว้มาก 


ดูเด็กกว่าอายุ 


ดูดีกว่าในรูปประมาณร้อยเท่า



และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ มันเป็นเวลาสิบวันแล้วที่เขาทำงานกับพัคจินยองในห้องมืดๆ เงียบๆ ที่เขาเคยชอบ


เป็นเวลาสิบวันแล้ว ที่แจบอมรู้สึกอยากให้การทำงานมันหมดวันไปไวๆ เป็นเวลาสิบวันแล้วที่กลิ่นน้ำหอมโจมาโลนผสมกลิ่นบุหรี่ของจินยองทำให้เขาเวียนหัวเป็นบ้า เป็นเวลาสิบวันแล้วที่จินยองมานั่งอยู่ข้างๆ พูดแต่เรื่องงาน ยิ้มให้เขาแค่ตอนทักทาย ทำเหมือนกับเขาเป็นแค่คนรู้จักทั่วไป และเป็นเวลาสิบวันแล้วที่เขาต้องทนอึดอัด ทั้งที่มันควรจะเป็นแค่เจ็ดวัน แต่พอครบหนึ่งสัปดาห์ของการไปญี่ปุ่นของพี่ซองจิน พี่แทฮยอนกลับเดินมาบอกกับเขาว่า


‘ไหนๆจินยองก็เข้ามาช่วยดูงานนี้ให้แล้ว พี่จะไปซองจินไปช่วยดูสีงานโฆษณาอีกตึกนึงแทนแล้วกันเนอะ ที่นั่นเขาขาดคน’


...


ขาดคนแล้วทำไมไม่เอาพัคจินยองเพื่อนพี่ไปล่ะครับ?!


และนอกเหนือจากนั้น มันยังเป็นสิบวัน ที่คำพูดปลอบใจที่เขาเคยใช้กับตัวเองเมื่อสี่เดือนก่อน ถูกเล่นวนซ้ำๆอยู่ในหัวตลอดเวลา 


ทั้งที่แจบอมไม่ได้ต้องการมันสักนิด


“ก็แค่คนที่เคยคุยกัน จะคิดมากทำไมวะ ไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ”


“การคุยกันแบบนี้ ต่อให้คุยกันเป็นปีก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะคุยกับเราคนเดียวสักหน่อย”


“เขาเคยบอกว่ารักว่าคิดถึงแล้วหรือยัง? ถ้ายังก็อย่าคิดไปเอง หรือต่อให้เขาบอก ก็อย่าไปเพิ่งไปปักใจคิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาพูดแบบนี้กับเราคนเดียว”


“เราชอบเขาง่ายๆเลยใช่มั้ย? แค่เขามาคุยกับเรานิดเดียวเราก็หลงเขาไปเลยใช่มั้ย? เพราะงั้นก็จำไว้เลย ว่าถ้าเขาไปจีบคนอื่น คนอื่นก็สามารถหลงเสน่ห์เขาได้ง่ายๆเหมือนที่เราเป็นนั่นแหล่ะ”


“อย่ามัวเสียเวลาคิดถึงอะไรที่ไม่มีอีกแล้วเลย”


“Move on เหอะ”



“เราชอบจัง”


“...”


มือที่กำลังเลื่อนเม้าส์อยู่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง


“แสงตรงนี้ดีมากเลย ทำให้ภาพมันดู dreamy ดีอะ เข้ากับอีกฉากนึงมาก”


แจบอมกระแทกนิ้วลงบนแป้นคีย์บอร์ดเพื่อทำงานต่ออย่างแรงด้วยความจงใจ ขณะที่ก่นด่าตัวเองกับหัวใจที่เต้นแรงอยู่เงียบๆไปด้วย


หัวใจ ที่เต้นแรงเพราะทุกความรู้สึกที่เผลอตีรื้นขึ้นมาเพียงเพราะถูกสะกิดด้วยคำว่า ชอบ คำเดียวที่หลุดออกมาจากปากจินยอง


โง่จริงๆ 


ทั้งที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเขาสักนิดเลย


น่าหงุดหงิดตัวเองเป็นบ้า


ก๊อก ก๊อก ก๊อก


พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนประตูห้องจะถูกผลักเปิดเข้ามา “เฮ้ เป็นไงบ้าง” เป็นพี่มินโฮ ซงมินโฮ เจ้าของสตูดิโอนี้ซึ่งเป็นหัวหน้าของเขา แจบอมก้มศีรษะทำความเคารพในขณะที่อีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆเขานั้นลุกออกไปหารุ่นพี่ตัวสูงแทบจะในทันที


“น้องทำงานเก่งมากเลยครับพี่มินโฮ”


แล้วแม่งก็เป็นแบบนี้กับรุ่นพี่ทุกคน


พัคจินยองไม่ใช่คนที่เด็กที่สุดในสตูดิโอนี้ แต่ก็คงเป็นเด็กน้อยของพี่ๆหลายคนที่ใครๆต่างก็เอ็นดู เพราะจากที่แจบอมเห็นมา ไม่ว่าคุยกับใคร อีกฝ่ายนั้นก็ต้องเอามือมาลูบหัวจินยองบ้าง ไม่ก็ต้องหยอกแกล้ง ให้ทุกบทสนทนาเต็มไปด้วยรอยยิ้มหวานๆจากจินยองตลอดเวลา 


และเมื่อแจบอมเห็นว่าบทสนทนาของสองคนนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว แจบอมก็หันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่ออย่างเงียบๆ แม้สมาธิจะหลุดลอยไปอยู่หน้าประตูแล้วก็ตาม


“พี่มินโฮมีอะไรจะคุยกับแจบอมรึเปล่าครับ”


“พี่จะมาบอกเราทั้งคู่แหล่ะ” จนเมื่อได้ยินมินโฮพูดแบบนี้เขาถึงวางมือจากงานแล้วหันไปหาอีกครั้ง “ว่าวันนี้จะให้เลิกตอนหกโมงเลย เดี๋ยวเราจะไปกินข้าวเลี้ยงส่งวอนพิลกัน เขาต้องออกจากโปรแกรมฝึกงานก่อนกำหนดน่ะ มหา’ลัยเพิ่งแจ้งเลื่อนเปิดเทอมมาเมื่อต้นอาทิตย์”


วอนพิลเป็นเพื่อนฝึกงานอีกคนหนึ่งจากคนละมหาวิทยาลัยที่แจบอมรู้จัก แต่ไม่ได้สนิทมากเพราะอีกฝ่ายทำอยู่อีกตึกหนึ่งซึ่งจะรับงานโฆษณากับละคร ในขณะที่ตึกของเขารับแต่งานฝั่งภาพยนตร์ พวกเขาได้คุยกันบ้างก็แค่เวลาที่วอนพิลแวะมากินข้าวที่ตึกนี้ และส่วนใหญ่ก็มักจะพูดคุยเรื่องเรียนด้วยความที่ว่าพวกเขาเรียนอยู่ปีเดียวกัน แต่แจบอมค่อนข้างจะรู้เรื่องวอนพิลเยอะมากทั้งที่ไม่จำเป็น เนื่องจากพี่ซองจินชอบพูดถึงวอนพิลให้ฟังอยู่บ่อยๆ


เลิกงานหกโมงเย็น ก็แปลว่าเหลืออีกสามสิบนาทีเท่านั้น แจบอมมองดูเวลาตรงขอบหน้าจอคอมพิวเตอร์พลันรู้สึกโล่งใจ เพราะมันเป็นวันแรกของสิบวันนรกที่เขาไม่ต้องทนอยู่กับพัคจินยองจนถึงสามทุ่ม 


แต่ในขณะเดียวกันนั้น แจบอมกลับรู้สึกปวดหนึบในใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อห้องทั้งห้องกลับมาเงียบสนิทและเหลือเพียงเขาคนเดียว


เพราะคนที่นั่งอยู่ข้างๆมาตลอดทั้งวัน เดินออกไปกับซงมินโฮแล้ว


––––


แจบอมเคยร่วมปาร์ตี้ของสตูดิโอหนึ่งครั้ง เมื่อคราววันเกิดพี่มินโฮช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งปาร์ตี้ในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ร้านเดิมในละแวกเดียวกับสตูดิโออีกครั้ง เพราะมันเป็นร้านของคุณพ่อพี่มินโฮ 


อาหารมากมายถูกจัดวางไว้รอบห้องจัดเลี้ยงในรูปแบบ buffet ตรงกลางมีโต๊ะยาวหนึ่งตัวกับโซฟาวางรอบๆ เครื่องดื่มถูกนำมาเสิร์ฟไม่ขาด แสงไฟสีส้มสลัว เพลงถูกเปิดคลอเบาๆ เคล้าไปกับเสียงพูดคุย บรรยากาศสบายๆ ตามประสาคนสนิทกัน 


อันที่จริง ทุกคนต่างก็เห็นร่วมกันว่าการเลี้ยงส่งเด็กฝึกงานคนหนึ่งไม่จำเป็นต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นเพราะความชอบส่วนตัวของพี่มินโฮเอง ที่ชอบจัดปาร์ตี้เล็กๆกับคนในสตูดิโออยู่แล้ว และครั้งที่แล้วแจบอมก็เห็นด้วยว่าบรรยากาศแบบนี้นั้นทำให้รู้สึกผ่อนคลายดี


ได้นั่งฟังพี่ๆคุยกันเรื่องงานและเรื่องสัพเพเหระทั่วไปอย่างสนุกสนาน ได้กินดื่มแบบสบายๆ แถมฟรีอีกต่างหาก


เพียงแต่ว่าในคืนนี้นั้นแตกต่าง


“พี่”


“...”


“ไม่อยากให้วอนพิลไปเลย” 


“...”


“แจบอมชวนวอนพิลให้กลับมาทำงานที่นี่นะ” ซองจินพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าทำได้ พี่ให้สองหมื่นวอน”


“ขอสองแสน”


“พ่อมึงครับ”


“พี่ก็ไปชวนเขาเองสิ” แจบอมพูดอย่างไม่ใส่ใจแล้วกระดกเบียร์ในกระป๋องลงคอ 


ในคืนนี้นั้นแตกต่าง


เพราะแทนที่พี่ซองจินจะเอาตัวเองไปนั่งคุยกับวอนพิลเหมือนครั้งก่อน อีกฝ่ายกลับมานั่งหูตกหน้าซึมอยู่ข้างเขา แจบอมยกมือขึ้นดันใบหน้าของซองจินที่ซบอยู่กับบ่าของเขาอย่างเศร้าโศกออกอย่างไร้ความปราณี สายตาทอดมองไปยังโซฟาตรงมุมห้องจัดเลี้ยงอีกฝั่งหนึ่งที่มีคนสองคนจับจองอยู่


อย่างที่บอก ว่าในคืนนี้นั้นแตกต่าง


เพราะนอกจากข้างกายวอนพิลจะไม่ใช่ซองจินแล้ว มันกลับกลายเป็นว่ามีอีกคนนั่งอยู่แทน


“อย่ามานั่งบ่นกับตัวเองอีกเลย ไม่มีประโยชน์อ่ะ” แจบอมพูดออกมาเมื่อซองจินยังคงนั่งอยู่ข้างเขาไม่ไปไหน “ไม่ยอมไปคุยกับเขาเองก็สมควรแล้ว เหอะ” 


“...”


“แต่ระวังโดนคาบไปกินก็แล้วกัน”


“มึงบอกตัวเองอยู่หรือไงไอ้น้อง”


ไอ้สัสพี่ซองจิน


แจบอมหันควับไปมองคนข้างตัว และพบว่าใบหน้าหมาหงอยของซองจินถูกรอยยิ้มกับแววตาเจ้าเล่ห์เข้ามาแทนที่ไปแล้ว


ปากของเขาอ้าออก แต่ก็พูดอะไรไม่ออก 


เชี่ย! ไอ้พี่ซองจินรู้ได้ไงวะ!


“พี่ซองจิน...”


“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นแหล่ะ” ซองจินยกฝ่ามือขึ้นมาบอกเป็นสัญญาณให้เขาหุบปาก และแจบอมก็ทำตามอย่างโง่เง่า “เล่นมองเขาตาละห้อยมาตลอดทั้งคืน ไม่รวมตอนอยู่ที่บริษัทอีกนะ พี่เห็น อย่า–ปฏิเสธ (ซองจินยกนิ้วขึ้นชี้หน้าเขา) ถ้าแกยังจะกล้าบอกอีกว่าไม่ได้คิดอะไรกับเขา พี่จะเอาส้อมทิ่มตา”


ทุเรศจริงๆ แจบอมส่ายหน้าไปมาให้กับคำขู่ติงต๊องของคนอายุมากกว่าหลายปี ก่อนจะวางกระป๋องเบียร์ลงกับโต๊ะแล้วลุกออกไปตักอาหาร 


เขารู้สึกว่าพี่ซองจินน่ากลัวขึ้นทุกที และตอนนี้ แจบอมก็เริ่มระแวงว่าตัวเองจะ เผลอมองจินยองตาละห้อย เหมือนกับที่ซองจินกล่าวอ้างไว้จริงๆ 


แต่ว่า...


มันก็อดไม่ได้ ที่จะต้องชำเลืองมองอีกฝ่ายเป็นระยะๆอยู่ดี


แล้วก็ต้องนึกโมโหในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเผลอโยนช้อนกลางตักข้าวผัดลงกับถาดอย่างแรงโดยไม่รู้ตัว


ทำไมพี่ซองจินมันไม่ไปคุยกับวอนพิล แล้วปล่อยให้เด็กตัวเองต้องโดนพัคจินยองนั่งโอบไหล่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้มาเป็นชั่วโมงด้วยวะ!?


––––


แล้วในคืนนั้น พัคซองจินกับอิมแจบอมก็เป็นผู้แพ้อย่างสมบูรณ์แบบ


“ขอบคุณครับ” 


แจบอมบอกกับคนที่อาสามาส่งเขาที่บ้านเมื่อรถจอดสนิทอยู่ตรงหน้ารั้ว


“ไม่เป็นไร”


คนที่อาสามาส่งเขาที่บ้าน


‘แจบอมกลับไง’


‘ตอนแรกว่าจะติดรถพี่ซองจินกลับน่ะครับ พี่แทฮยอน แต่พี่แก...’


‘ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวพี่กลับไปส่งให้ซองจินนอนพักอยู่ที่สตูดิโอก็ได้ ดื่มไปขนาดนั้น กว่าจะรู้เรื่องอีกทีคงเช้า’


‘อ่า...ครับ’


‘บ้านแจบอมอยู่ใกล้พี่ซองจินเหรอ?’


‘เปล่าน่ะวอนพิล แต่มันเป็นทางผ่านพอดี บ้านเราอยู่ถนน J ซอย 6’


‘อ่าา งั้นก็ไปด้วยกันก็ได้นะ บ้านเราอยู่ซอยเดียวกับพี่ซองจิน แปลว่าบ้านแจบอมก็เป็นทางผ่านเหมือนกัน... พี่จินยองครับ ไปส่งเพื่อนผมด้วยได้ไหมครับ?’


คนที่อาสามาส่งเขาที่บ้าน


‘ได้สิ’


เพราะเป็นทางผ่านไปบ้านวอนพิลพอดี


“บ๊ายบายแจบอม”


“อืม บาย โชคดีนะวอนพิล”


“อื้ม”


แจบอมปิดประตูเมื่อลงมาแล้ว และรถคันสีดำก็ขับผ่านออกไป




ในคืนนั้น พัคซองจินกับอิมแจบอมเป็นผู้แพ้อย่างสมบูรณ์แบบ 


แจบอมกดตัดสายรุ่นพี่คนสนิท หลังจากอีกฝ่ายสะลึมสะลือโทรมาด่าตัวเองให้เขาฟังตอนตีสามที่แจบอมกำลังจะเข้านอน ก่อนเขาจะทิ้งตัวลงกับเตียงนุ่มทั้งที่ผมยังไม่แห้ง ปิดไฟห้อง ข่มตาให้หลับและยอมรับว่าตัวเองแพ้อย่างจนใจ


รวมถึงยอมรับด้วย... ว่าตลอดระยะเวลาร่วมสิบวันที่เขานึกต่อว่านึกรำคาญพัคจินยองในใจ มันเป็นการหลอกตัวเองทั้งหมด


ยอมรับ...


ว่าตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาที่เขาไม่ได้แชทคุยกับจินยองแบบนั้นอีก ...ความรู้สึกของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย


––––


หลังจากปาร์ตี้ในคืนวันศุกร์ แจบอมกลับเข้าสตูดิโออีกครั้งในวันอังคาร เพราะติดหวัดจากการโดนน้องสาวจามใส่หน้า เลยต้องนอนซมอยู่ในห้องตลอดวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขาค่อนข้างเร่งมือกับงานชิ้นนี้มามากแล้ว มันจึงยังสามารถเสร็จทันเวลาบ่ายวันนี้ที่ลูกค้าจะเข้ามาดูงานได้


แจบอมนั่งเก็บงานเล็กๆน้อยๆในแต่ละฉากมาตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาร่วมชั่วโมงกว่าแล้ว โดยที่ supervisor ของเขายังไม่ได้พูดอะไรด้วยสักคำ


ปล่อยให้เขานั่งทำงานไป หายใจไม่ทั่วท้องไป กับกลิ่นน้ำหอม กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นอเมริกาโนร้อนที่ดื่มไม่ยอมหมดเสียที


“เสร็จแล้วครับ”


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นคนเริ่มต้นพูดกับจินยองก่อน


“อืม” เสียงทุ้มนุ่มในลำคอตอบรับ “ลองเปิดดูตั้งแต่แรกเลยได้ไหม”


แจบอมทำตามที่จินยองบอก เขากดบันทึกไฟล์งานและเปิดภาพยนตร์ความยาว 90 นาทีในโหมดเต็มหน้าจอ ขณะที่จินยองเดินลุกออกจากเก้าอี้ทำงานข้างตัว ไปนั่งอยู่ตรงโซฟาตัวยาวด้านหลังซึ่งเป็นที่นั่งของลูกค้าเวลาเข้ามาดูงาน


“มานั่งดูตรงนี้มั้ย”


“ไม่เป็นไรครับ”


แจบอมตอบ เขายอมทนนั่งพิงพนักเก้าอี้แข็งๆนี่ดีกว่าไปนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกันกับจินยอง


ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ของค่ายเล็กๆซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว โทนสีที่แจบอมทำมาตลอดเรื่องจะเป็นโทนสีหวานๆ ดูสบายตา และถ้าให้พูดกันตามตรงก็คือแจบอมดูภาพยนตร์เรื่องนี้จนเอียนแล้วตลอดระยะเวลาทั้งหมดที่ได้ทำมา เขาจึงไม่ได้มีสมาธิอยู่กับการดูในรอบนี้มากนัก ซึ่งในจุดนี้ก็จะเป็นงานของ supervisor ที่จะคอยตรวจดูข้อบกพร่องให้เขาได้แก้ไข


เก้าสิบนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของแจบอม เขากดปิดโหมดเต็มหน้าจอเมื่อหนังจบ ยังไม่ได้หันไปหาคนที่นั่งอยู่ด้านหลัง เพราะเขากำลังรอให้จินยองเดินเข้ามาคุยเกี่ยวกับเรื่องงานชิ้นนี้ด้วยตัวเอง ทว่า


เสียงฝีเท้าของอีกคนหยุดอยู่ตรงด้านหลังเก้าอี้ของเขา แทนที่จะเป็นเก้าอี้ตัวข้างๆ


“เห็นพี่มินโฮบอกว่าไม่สบาย” และหัวใจของแจบอมจะไม่หล่นวูบ ลมหายใจของเขาจะไม่ติดขัดสักนิด ถ้าหากทั้งหมดที่จินยองใช้สื่อสารกับเขาในตอนนี้เป็นแค่คำพูด


“ยังตัวอุ่นๆอยู่เลย”


ไม่ใช่มืออุ่นๆที่กำลังแนบอยู่ตรงต้นคอของเขา


“แอร์ในห้องเย็นไปรึเปล่า?”


จินยองถามเสียงอ่อน


ก่อนที่มือนั้นจะเลื่อนขึ้นมาที่ข้างแก้ม


“....”


และเสียงของจินยอง


“แจบอมอ่า”


ก็ใกล้


เข้ามาทุกที


“หายไวๆนะ”


จินยองกระซิบบอกเขาอย่างแผ่วเบา 


“…”


“…”


“…”


แล้วลมหายใจอุ่นๆที่เป่ารดใบหูของแจบอม...ก็ห่างออกไป





เสียงปิดประตูห้องดังขึ้น ​ก่อนที่ทั้งห้องจะเงียบสนิท เหลือ...เพียงเสียงก้อนเนื้อในอกซ้ายที่กำลังทำงานเกินอัตราปกติของมัน 


แจบอมไม่สามารถลุกออกไปไหนได้


รู้สึกแปลกประหลาด


คิดอะไรไม่ออก


ขยับตัวไปไหนไม่ได้


ราวกับว่าริมฝีปากนุ่มอุ่น ที่แนบจูบแผ่วเบาเหมือนขนนกลงมาที่ข้างขมับเมื่อครู่... ได้ขโมยเอาเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาไปแล้ว


––––



Jinyoung P.

ที่นี่สวยมาก

น่าถ่ายหนังมากๆ

เสียดาย น่าจะรู้จักที่นี่ก่อนทำ thesis ฮ่าๆๆ


Im Jaebum

ครับ

บรรยากาศดูดีมากเลย


Jinyoung P.

เนอะะะ


กินข้าวยัง?


ถึงบ้านยัง?


มีเวลาว่างแล้วก็นอนพักเยอะๆนะ

ก่อนหน้านี้เห็นว่าไม่ได้นอนเลย เดี๋ยวจะป่วยเอา

ฝันดีนะ


Im Jaebum

ฝันดีครับ



แจบอมกดปิดหน้าต่างแชทเฟสบุ๊คในโทรศัพท์มือถือหลังจากการกลับเข้ามาอ่านในรอบที่ร้อย ก่อนจะจัดการกับราเมนในชามจนหมดแล้วกลับขึ้นไปทำงานด้านบนต่อ


“กินข้าวนานจังวันนี้” แจบอมไม่ได้ตอบรับอะไรกับคำทักทายไร้สาระยามบ่ายจาก supervisor คนเดิม พี่ซองจิน เขาเดินกลับมานั่งประจำที่พร้อมกับหยิบช็อคโกแล็ตเอ็มแอนด์เอ็มจากในกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาใส่ปาก แบ่งให้ซองจิน ก่อนจะเริ่มเปิดงานชิ้นใหม่มาทำต่อ


หลังจากการตรวจงานภาพยนตร์ชิ้นนั้นผ่านไปเรียบร้อยแล้ว แจบอมก็ได้รับงานชิ้นใหม่ซึ่งเป็นหนังสั้นความยาวประมาณสามสิบนาที และมันก็น่าจะเป็นงานส่งท้ายโปรแกรมการฝึกงานของเขาที่เหลืออีกเพียงสามวัน โดยที่ supervisor พัคจินยองถูกย้ายไปช่วยดูงานตึกโฆษณากับรายการโทรทัศน์แทน แจบอมจึงได้กลับมาทำงานกับซองจินอีกครั้ง



ในสามวันสุดท้ายนั้น แจบอมไม่สามารถเลิกมองหาจินยองหรือเลิกหวังว่าจะเจออีกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนพักเที่ยง ตอนเข้าออกสตูดิโอ หรือแม้กระทั่งเวลาที่เดินออกจากห้องมาเข้าห้องน้ำ ทั้งที่รู้ว่าอีกคนอยู่ที่อีกตึกตลอด และยังได้ยินมาจากซองจินอีกว่าตอนนี้งานที่ตึกนั้นยุ่งมากๆ ไม่มีเวลาให้ปลีกตัวออกไปไหนเลย แต่แจบอมก็ยังหวังลมๆแล้งๆ


และตลอดสามวันสุดท้ายนั้น แจบอมเอาแต่นึกถึงจูบของจินยอง 


นึกถึงทุกคำพูด ทุกการกระทำ ทุกอย่างของอีกคน และมันก็ยิ่งทำให้เขายิ่งสับสนจนจะเป็นบ้ามากกว่าเดิม เรื่องของพัคจินยองตามไปหลอกหลอนเขาถึงที่บ้าน จะอาบน้ำ จะกินข้าว จะเข้านอน ก็ยังหยุดนึกถึงไม่ได้


Jinyoung P.


มีเวลาว่างแล้วก็นอนพักเยอะๆนะ

ก่อนหน้านี้เห็นว่าไม่ได้นอนเลย เดี๋ยวจะป่วยเอา

ฝันดีนะ


Im Jaebum

ฝันดีครับ


จุดกลมๆสีเขียวที่อยู่ด้านหน้าชื่อของพัคจินยอง บ่งบอกว่าอีกฝ่ายกำลังแอคทีฟอยู่ในเฟสบุ๊ค


ปลายนิ้วของแจบอมค้างอยู่ที่แป้นคีย์บอร์ด เขาจ้องมองกล่องพิมพ์ข้อความนิ่งๆอยู่สักพัก ก่อนจะกดปิดหน้าต่างเบราเซอร์ ปิดแมคบุ๊ค ปิดไฟ กระโดดขึ้นเตียงเตรียมเข้านอน


พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกงานของแจบอม


ก่อนหน้านี้ แจบอมเคยจินตนาการภาพวันว่างประมาณสิบวันหลังฝึกงาน ในช่วงก่อนเปิดเทอมของตัวเอง ว่าเขาคงจะนอนอยู่บ้านแบบสบายๆ ดูหนังไปเรื่อยๆ เพลินๆ อาบน้ำให้หมาที่บ้าน แล้วก็ไปรับ-ส่งน้องสาวที่โรงเรียนประจำแทนพ่อกับแม่ เหมือนกับที่ผ่านมาในช่วงที่ไม่มีงาน


วันหยุดของเขาเคยเป็นแบบนั้น


ในตอนที่เขาไม่ได้คิดถึงพัคจินยองมากขนาดนี้


เพราะฉะนั้น ในตอนนี้ แจบอมไม่รู้เลยว่าเขาควรจะจัดการกับความรู้สึกบ้าๆนี่ยังไงดี เขานึกแล้วก็จิ๊ปากออกมาคนเดียวอย่างหงุดหงิดในห้องนอนมืดๆ และหนึ่งชั่วโมงแห่งการพยายามข่มตาหลับก็ผ่านพ้นไปอย่างล้มเหลวด้วยการเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าแอพพลิเคชันเฟสบุ๊คทุกสิบห้านาที เขาเตะผ้าห่มออกอย่างแรงราวกับจะระบายอารมณ์ รู้สึกรำคาญตัวเองอย่างหนัก แต่ไม่ว่าจะลุกขึ้นมาโยนหมอนลงกับพื้นก็แล้ว หรือแหกปากระบายความอึดอัดจนแม่เดินมาเคาะห้องด่าก็แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร มันก็ไม่มีประโยชน์


แจบอมไม่พบทางออกของความอึดอัดนี้เลย


––––


ในวันสุดท้ายของการฝึกงาน แจบอมจึงเกือบจะเข้าออฟฟิศสายเพราะเพิ่งจะนอนหลับได้ตอนตีห้า 


หลังจากทำงานเสร็จเรียบร้อยในช่วงบ่าย ซงมินโฮก็เข้ามาบอกเขาว่าตนได้ตัดสินใจจัดงานเลี้ยงส่งแจบอม และไม่ยอมฟังคำคัดค้านจากเขาสักนิด ซึ่งที่ค้านไปก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากเข้าร่วม แต่เนื่องจากแจบอมเห็นว่าเพิ่งจะมีการเลี้ยงส่งวอนพิลไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ทว่าเจ้านายของเขาก็เลือกที่จะจัดปาร์ตี้อยู่ดีโดยอ้างว่าจะถือโอกาสจัดรวมกับการเลี้ยงฉลองที่หนังของซองจินเพิ่งได้รางวัลชมเชยจากเทศกาลหนังเมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมา ซึ่งทางซองจินก็ดีใจใหญ่ และถ้าให้พูดกันตามตรง ลึกๆแล้วแจบอมก็แอบรู้สึกดีเช่นกันที่ในวันนี้คนทั้งสตูดิโอได้มารวมตัวกันอีกครั้ง


เพราะมันทำให้เขาได้เจอจินยองอีกครั้ง ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา


แจบอมบอกไม่ถูกว่าทำไมเขาต้องมีความสุข และใจเต้นแรงแบบโง่ๆในตอนที่เห็นจินยองเดินเข้ามาในร้าน ทั้งที่จินยองก็เหมือนเดิม อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทานุ่งทับกางเกงยีนส์สีเข้มพับขาแบบที่ใส่เป็นปกติ ดูดีเหมือนเดิม ไม่ได้มากขึ้นหรือน้อยลง ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือแปลกใหม่จากที่เขาเคยเห็นมาเป็นสิบวันที่ผ่านมาสักนิด


พัคจินยอง... ยังคงเหมือนเดิม ทุกอย่าง


เป็นคนเดิม ที่สุดท้ายแล้วก็ทำให้แจบอมโมโหอยู่คนเดียวในใจได้ตลอดเวลา กับการส่งยิ้มทักทายให้กันแค่สองวินาทีแล้วก็นั่งเป็นประเด็นให้กับบทสนทนาของคนอื่นๆบนโต๊ะ ให้รุ่นพี่คนนู้นคนนี้หยอกที แกล้งทีเป็นชั่วโมง โดยไม่ได้หันมาสนใจเขาอีกสักนิด 


แล้วยิ่งจินยองพูดไปยิ้มไปทั้งที่ตาฉ่ำเยิ้ม ใบหน้าแดงก่ำแบบนั้น มันก็ยิ่งทำให้แจบอมหงุดหงิด เพราะทั้งหมดที่เขาทำได้คือการนั่งมองอยู่ห่างๆ และกินดื่มอย่างเงียบๆอยู่ข้างๆพัคซองจินที่กำลังแทะน่องไก่อย่างเอาเป็นเอาตาย


“เฮ้ยๆ ซองจิน ค่อยๆกิน ใจเย็นๆเดี๋ยวกระดูกติดคอ” พี่เยซอง รุ่นพี่อีกคนเอ่ยแซวเรียกเสียงหัวเราะและสายตาจากคนอื่นที่อยู่รอบโต๊ะให้หันมามอง เขาที่นั่งอยู่ข้างๆจึงตกเป็นเป้าสายตาไปด้วยกลายๆ


หนึ่งในสายตานับสิบคู่นั้น...มีของจินยอง


จินยอง


ที่เงยหน้าขึ้นมามองเขาเป็นเวลาหนึ่งวินาที ก่อนจะก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือต่อ


“เอ้อ แจบอม อย่าลืมที่สัญญากันไว้นะ จบแล้วมาทำงานกับพี่ จองตัว” หลังจากแซวพี่ซองจินกันอย่างหนักหน่วงในชนิดที่ถ้าแม่พี่เขามาได้ยินคงขอให้พี่ซองจินลาออกจากบริษัทนี้แล้ว พี่มินโฮก็พูดขึ้นขำๆ 


แจบอมยิ้มตอบ นี่เป็นครั้งที่สองในรอบชั่วโมงที่เขาตกเป็นประเด็นในบทสนทนาของพี่ๆ (ครั้งแรกคือ ‘วันนี้เรามาเลี้ยงส่งแจบอม เย้’ และจบ )


“ถ้าถึงตอนนั้นพี่ยังจะจ้างผมอยู่ ผมก็จะมานะครับ”


“เฮ้ย พี่พูดคำไหนคำนั้นเว้ย... อ้าว จินยองจะไปไหนอ่ะ”


แจบอมมองจินยองอย่างไม่วางตาเมื่ออีกฝ่ายกำลังลุกขึ้นและทำท่าจะเดินออกไป


จินยองไม่ได้ตอบคำถามมินโฮเป็นคำพูด แต่เป็นรอยยิ้มหวานๆและมือที่ยกมาทำท่าคีบบุหรี่ให้ดู และเพียงเท่านั้น รุ่นพี่เกือบครึ่งโต๊ะก็ชวนกันออกไปสูบบุหรี่ที่โซนเอ้าท์ดอร์ เหลือเพียงรุ่นพี่กับเพื่อนบางคนเท่านั้นที่นั่งอยู่ในห้อง และแน่นอนว่ามีเขากับพี่ซองจินที่ยังไม่หยุดกินไก่


“หงุดหงิด หงุดหงิด คิคิ” เสียงพูดงึมงำทั้งที่ไก่ยังเต็มปากของซองจินกวนอารมณ์มัวๆให้ขุ่นกว่าเดิม แจบอมไม่สนใจ เขากระดกเครื่องดื่มในแก้วลงคอจนหมด ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นแก้ขัด


ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว แจบอมรู้สึกง่วงอยู่หน่อยๆ เพราะนอกจากว่าช่วงสามสี่วันที่ผ่านมาเขาจะเร่งทำงานอยู่ที่สตูดิโอจนต้องกลับบ้านดึกทุกคืนแล้ว เมื่อคืนเขาก็แทบไม่ได้นอนเลย แจบอมคิดว่าถ้าพี่ๆกลับมาแล้วเขาก็คงอ้างว่าจะขอตัวกลับก่อน


ก็ไม่รู้จะอยู่ที่นี่ไปทำไม


แจบอมนึกเกลียดเหตุผลนอกเหนือจากความง่วงที่ทำให้เขาอยากกลับบ้าน มันฟังดูงี่เง่า และใช่ แจบอมกำลังงี่เง่า กำลังตัดพ้อตัวเองอยู่ในใจ –ไม่รู้จะอยู่ที่นี่ไปทำไม– ในเมื่อทั้งหมดที่เขาทำได้คือการนั่งมองจินยองยิ้มให้ทุกคน สนใจทุกคนยกเว้นเขา


แจบอมเดินเข้าไปหามินโฮหลังจากที่ทุกคนกลับมาแล้ว แน่นอนว่าเขาถูกรั้งให้อยู่ต่อจากหลายๆคน


“เฮ้ย แล้วจะกลับไง” พี่แทฮยอนถาม “บ้านอยู่ไกลไม่ใช่เหรอ”


“เดี๋ยวผมนั่งแท็กซี่กลับได้ครับพี่”


“แน่ใจนะ”


“ครับ”


หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว แจบอมก็เริ่มบอกลาพี่ๆและเพื่อนร่วมงานทั้งหมด ฟังสุนทรพจน์แบบย่อจากพี่หลายๆคนด้วยความซึ้งใจพอเป็นพิธี ซึ่งรุ่นพี่คนสนิทสุดอย่างซองจินก็ยังไม่วายทำให้เขาประสาทเสียจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายด้วยการเอามือเลอะไก่มาตบบ่าแจบอมแปะๆ ก่อนจากกัน


และแจบอมรู้สึกเจ็บจุกอยู่ในอกอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคำบอกลาของจินยองเป็นเพียงแค่การขยับปากพูดว่า “บายยย แจบอม” ในขณะที่ดวงตาจับจ้องอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ในมือ 


แจบอมเดินออกมาจากห้องจัดเลี้ยงและพบเจอบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 


ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีเสียงพูดคุย เขาเดินออกมาไกลจนถึงริมถนนโล่งๆ มองหาแท็กซี่และรอโบกเรียกเพื่อนั่งกลับบ้าน


แจบอมเดินออกมาไกลมากแล้ว


แต่ความรู้สึกบางอย่างที่มีให้กับบางคน ยังถูกทิ้งไว้อยู่ในห้องนั้น





ลมยามดึกพัดผ่าน แจบอมมองแสงจากไฟริมทางและตามตึกรามบ้านช่องบางส่วนที่ยังไม่ได้ปิดไปจนหมด สองมือวุ่นวายอยู่กับการแกะสายหูฟังที่พันกัน เขากำลังจะฟังเพลงแก้เบื่อระหว่างยืนรอรถ และหวังว่าจะไม่เกิดเรื่องน่าหงุดหงิด เช่น การบังเอิญสุ่มเจอเพลงบางเพลงที่ทำให้ต้องถึงใครบางคน อะไรทำนองนั้นขึ้นมา


“แจบอมอ่า”


พลันความคิดที่ล่องลอยไปเรื่อยเปื่อยหยุดชะงัก 


แจบอมหันไปมองตามเสียงเรียกโดยยังไม่ทันได้ประมวลผลด้วยซ้ำ ว่าเจ้าของเสียงที่คุ้นเคยนั้นคือใคร... และเขา... เกือบจะคิดไปแล้วว่าตัวเองตาฝาด


ที่เห็นพัคจินยองยืนอยู่ตรงนั้น


“กลับด้วยกันมั้ย เดี๋ยวพี่ไปส่ง”


เกือบจะคิดไปแล้วด้วยซ้ำว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่ภาพของเหตุการณ์ที่เขาอยากให้เกิดขึ้น ภาพของเหตุการณ์ที่เขา..ฝัน


–––––


แต่มันไม่ใช่ฝัน


เพราะตอนนี้ แจบอมกำลังนั่งอยู่ข้างๆพัคจินยองในรถของอีกฝ่าย


เขาเคยนั่งรถของจินยองมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่จินยองแวะส่งเขาก่อนไปส่งวอนพิล แต่ในครั้งนั้นเขานั่งอยู่ที่เบาะหลัง ไม่ใช่ที่นั่งฝั่งข้างคนขับแบบนี้... ซึ่งระยะห่างที่น้อยนิดนั้นได้ทำให้กลิ่นน้ำหอมและกลิ่นบุหรี่จากตัวจินยองชัดกว่าเดิม และแจบอมขอยอมรับตรงนี้ก็ได้ ว่าที่เขาเคยบอกว่ากลิ่นนี้มันน่าเวียนหัวนั้น เขาโกหก


รถกำลังจะเคลื่อนตัวออกไปข้างหน้าแล้ว แต่แจบอมยังไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัย ซึ่งเขาขอยอมรับอีกครั้งว่าเขากำลังทำมันเพื่อเรียกร้องความสนใจจากพัคจินยองที่ก็ไม่รู้ว่าจะได้รับไหม


แจบอมก็แค่อยากให้จินยองพูด...


พูดอะไรสักอย่างกับเขาบ้าง 


ทว่า


“...”


“...”


มันไม่เป็นแบบนั้น


“...”


“...”


พัคจินยองถอยออกไปนั่งประจำที่ตัวเองเหมือนเดิมแล้ว 


และกำลังถอยรถออกจากที่จอด เลี้ยวออกจากร้าน ขับมุ่งตรงไปยังถนนด้านหน้า ตรงไปยังทางผ่านซึ่งเป็นบ้านของเขา 


หากแต่กลิ่นโคโลญจน์หอมหวาน ผสมกลิ่นบุหรี่ดิบๆที่ลอยอวลอยู่ในมวลอากาศรอบกายแจบอม.. ตั้งแต่ตอนที่พัคจินยองโน้มตัวเข้ามาล็อคเข็มขัดนิรภัยให้... ยังไม่เจือจางหายไปไหน


:



รถคันสีดำจอดสนิทอยู่ตรงหน้าบ้าน ในเวลาเที่ยงคืนยี่สิบนาทีพอดี


“ขอบคุณครับ”


แจบอมบอกสั้นๆ ปลดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินลงจากรถ เขาจงใจทำทุกอย่างอย่างเชื่องช้า หวังอยู่ลึกๆในใจว่าจินยองจะพูด หรือไม่ก็ทำอะไรสักอย่างเพื่อรั้งเขาไว้


และสุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ความหวังเท่านั้น



แจบอมยืนอยู่หน้าบ้าน ควานหากุญแจในกระเป๋าขณะที่รถซึ่งจอดอยู่ยังไม่เคลื่อนตัวออกไปไหน


“เชี่ย อยู่ไหนวะ” เขาสบถกับตัวเอง ก่อนจะหันหลังกลับไปเคาะกระจกเรียกคนที่อยู่ในรถ จินยองเลื่อนกระจกเปิดลง ใบหน้าแดงเรื่อกับดวงตากลมๆที่โผล่มาให้เห็นทำให้แจบอมเกือบลืมไปจริงๆว่าตัวเองกำลังจะพูดเรื่องอะไร


“ว่าไง?”


“…”


“แจบอม––”


“ผมขะหากุแจบานอย”


เชี่ย! ทำไมลิ้นพันกันวะ!


“ห้ะ?”


“ผมขอหากุญแจบ้านหน่อย”


“อ่อ โอเค”


เจ้าของรถพยักหน้า ก่อนจะปลดล็อคประตูให้เขาเปิดเข้าไป และเปิดไฟภายในห้องโดยสารเพื่อให้เขามองเห็นชัดๆ 


แต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรก็ไม่เจอ 


แจบอมพยายามนึกทบทวนถึงเมื่อเช้า วันนี้เขาออกจากบ้านพร้อมพ่อกับแม่ที่ออกไปสนามบิน และรีบมากๆเพราะตื่นสาย


เขาคงลืมหยิบกุญแจของตัวเองติดมือออก


แล้ววันนี้ก็ไม่มีใครอยู่บ้านด้วย พ่อกับแม่ไปเที่ยวฮ่องกง ส่วนน้องสาวของเขาก็ยังอยู่ที่โรงเรียนประจำ


จะเข้าบ้านยังไงวะเนี่ย?


“แล้วนี่เข้าบ้านได้รึเปล่า” จินยองถามขึ้นราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “มีคนอยู่บ้านมั้ย”


แจบอมทั้งรู้สึกดีกับสถานการณ์นี้ และรู้สึกเกลียดตัวเองจนอยากกัดลิ้นตายที่ต้องพูดประโยคถัดไป


“ไม่มีครับ”











สุดท้าย ในเวลาตีหนึ่งกว่าๆของคืนวันนั้น เขาก็ได้มายืนอยู่ที่นี่ ในห้องน้ำที่คอนโดฯของพัคจินยองซึ่งอยู่ใจกลางเมือง แจบอมเพิ่งอาบน้ำเสร็จและสวมเสื้อยืดกับกางเกงนอนของจินยอง เช็ดใบหน้าด้วยผ้าขนหนูของจินยอง และเขากำลังเกลียดเงาของตัวเองในกระจกที่มีรอยยิ้มโง่ๆเผยออกมาที่มุมปาก


แจบอมพยายามปรับสีหน้าให้เรียบตึงจนสำเร็จ แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในห้อง


เขาเห็นจินยองยืนอยู่หน้าโทรทัศน์ ซึ่งกำลังเปิดภาพยนตร์เรื่องหนึ่งค้างไว้ที่หน้าจอตอนเลือกเมนู ชื่อหนัง Before Sunrise ซึ่งอยู่บนนั้นทำให้หัวใจของแจบอมกระตุกได้พอๆกันกับที่เขากำลังเห็นจินยองกำลังดึงชายเสื้อเชิ้ตออกนอกกางเกงและปลดกระดุมสามเม็ดบนออกในตอนนี้ เพราะหนังเรื่องนั้นเป็นหนังเรื่องโปรดของเขา


จินยองเงยหน้าขึ้นมองก่อนที่แจบอมจะทันได้พูดอะไร สายตาที่มองไล่ลงมาที่ตัวของเขาทำให้แจบอมรู้สึกร้อนๆหนาวๆอย่างบอกไม่ถูก


“โทษทีนะ ไม่ค่อยมีเสื้อตัวใหญ่ๆเลย”


“ไม่เป็นไรครับ”


แจบอมตอบเสียงเบา พลันรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจขึ้นมาหน่อยๆในเสื้อยืดสีเทาของจินยองที่กำลังสวมอยู่ในตอนนี้ อันที่จริง เขาเองก็รู้สึกตั้งแต่แรกแล้วว่ามันค่อนข้างคับ เนื่องจากจินยองตัวบางกว่าเขาเยอะ 


และหลังจากคุยกันจบแล้ว เขาก็ยืนเก้ๆกังๆอยู่ที่เดิม เช็ดผมตัวเองไปเรื่อยๆ มองซ้ายทีขวาที จนกระทั่งจินยองบอกให้มานั่งที่โซฟา 


แจบอมจึงทำตามคำพูดของเจ้าของห้อง


ก่อนจินยองจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเขา ทิ้งระยะห่างไว้ราวหนึ่งช่วงแขน


“เคยดูเรื่องนี้มั้ย” 


แจบอมพยักหน้า 


“เคยครับ”


แจบอมนึกอยากจะเสริมต่อว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดของเขา ทว่าสุดท้ายก็เปลี่ยนใจ เขานั่งเงียบๆและปล่อยให้จินยองกดเริ่มเล่นหนัง 


ฉากเริ่มต้นในหนังเป็นที่คุ้นตาแจบอมดี หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังรักไม่กี่เรื่องที่เขาชอบ เพราะการแสดงและไดอะล็อกที่เป็นธรรมชาติของตัวละครในเรื่อง และแจบอมจะมีสมาธิอยู่กับการดูหนังดี ถ้าหากจินยองนั่งอยู่เฉยๆ


ไม่ลดระยะห่างของพวกเขาบนโซฟา


ไม่หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กๆบนตัก


ขึ้นมาเช็ดผมให้เขา


“ผมยังไม่แห้งเลยนะ” เสียงทุ้มนุ่มดังให้ได้ยินใกล้ๆ “ชอบทำแบบนี้รึเปล่า ถึงได้ไม่สบายน่ะ”


ไม่สบาย...


‘หายไวๆนะ’


แจบอมไม่ตอบอะไร เพราะหัวสมองของเขาว่างเปล่าเกินกว่าจะคิดประมวลผลคำพูดใดได้ 


เขาได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น


หน้าจอโทรทัศน์ฉายภาพยนตร์ที่กำลังถูกเล่นไปเรื่อยๆ ผ่านตาแจบอมไปเรื่อยๆ เสียงพูดคุยกันของตัวละครยังคงดังให้ได้ยินเรื่อยๆ แต่ผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่มีสิ่งใดซึมซับเข้าไปในโสตประสาท


มือของจินยองยังคงวางอยู่บนศีรษะของเขา ผ่านเนื้อผ้านุ่มๆที่ถูกใช้ถูไปมาเบาๆเพื่อซับน้ำจากผมของเขาให้แห้ง และทุกครั้งที่จินยองขยับตัว แจบอมจะหวนนึกถึงเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันในห้องทำงานเงียบๆที่ทำให้เขาแทบบ้ามาเป็นอาทิตย์ 


เพียงแต่ในตอนนี้ จินยองอยู่ใกล้เขายิ่งกว่าทุกครั้ง


และในกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นบุหรี่นั้น มีกลิ่นของแอลกอฮอล์เจือปนอยู่


และที่นี่ ก็ไม่ใช่ห้องทำงาน


แจบอมมองมือของตัวเองที่วางอยู่บนตัก และ..มองตักของจินยองซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ก่อนจะตัดสินใจละทิ้งทุกกำแพงคำโกหกที่เขาใช้หลอกตัวเองตลอดมา 


“…”


แล้วเลื่อนมือไปวางไว้บนตักของจินยอง


“แจบอม”


พลันลมหายใจของเขาสะดุดเมื่อจินยองหยุดการกระทำทุกอย่างของตัวเอง


น้ำเสียงที่เรียกเขา ทั้งทุ้มต่ำและแข็งกระด้างกว่าที่เคยได้ยิน แจบอมดึงมือออกแทบในทันที พร้อมกันกับที่จินยองลุกออกจากโซฟา


“ดูหนังไปก่อนนะ เดี๋ยว––พี่ไปอาบน้ำก่อน”










จินยองลุกออกไปแล้ว และแจบอมทำได้แค่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม 


เขามองภาพเคลื่อนไหวบนจอโทรทัศน์ข้างหน้าแต่ไม่ได้รับรู้อะไรทั้งนั้น หัวใจของเขากำลังเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย


และเจ็บ 


เขาไม่เข้าใจจินยองเลยจริงๆ 


ปฏิกิริยาตอบรับของจินยอง ทำให้แจบอมรู้สึกแย่ยิ่งกว่าที่เคยเป็น เขาฝืนกลืนก้อนแข็งๆที่ตีรื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ก่อนจะลุกจากโซฟา หยิบกระเป๋าออกมารื้อเสื้อผ้าของตัวเองออก ตั้งใจว่าเมื่อจินยองอาบน้ำเสร็จแล้วเขาจะขอกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คืนของของจินยองทั้งหมด และออกไปจากที่นี่ ไปนอนที่ไหนก็ได้ จะเป็นบ้านพี่ซองจินเขาก็ยอม 


ในสถานการณ์นี้ ในตอนนี้ แจบอมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว





“จะไปไหน”


แต่เขาลืมคิดไปเสียสนิท ว่าเขาจะตอบคำถามนี้ของจินยองอย่างไร


“ผม...จะไปนอนบ้านเพื่อน” แจบอมตอบแล้วหลบสายตามองไปทางอื่น 


เพราะพัคจินยองที่กำลังยืนเช็ดผมตรงหน้าเขา ในชุดนอนเสื้อยืดสีขาวตัวบางกับกางเกงขาสั้นแบบสบายๆ กำลังทำให้แจบอมรู้สึกว่าตัวเองต้องกลายเป็นคนโง่หากคิดจะเดินออกไปตอนนี้


และถ้าแจบอมออกไปตอนนี้...โอกาสที่เขาจะได้ใกล้ชิดจินยองอีกนั้นคงเท่ากับศูนย์


“บ้านเพื่อน?” จินยองถามกลับเสียงแข็งในแบบที่แจบอมไม่เคยได้ยินมาก่อน “แล้วจะไปยังไง”


“เดี๋ยวนั่งแท็กซี่ไปได้”


“พี่ไม่ให้ไป”


และราวกับว่าคำพูดนั้นกับแววตาที่จินยองมามีเวทมนตร์บางอย่าง


แจบอมหยุดยืนนิ่งอยู่กับที่


ในขณะที่จินยองเดินเข้ามาใกล้เขา


มือเรียวเอื้อมมาดึงกระเป๋าในมือของแจบอมออก โยนมันลงกับโซฟาโดยที่ยังไม่ละสายตาไปจากเขาแม้แต่นิด


แววตาเป็นประกายของจินยองกำลังทะลุทะลวงเข้ามาในทุกความรู้สึกที่เปราะบางของแจบอม







ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตอนที่ทำงานด้วยกัน แจบอมพยายามข่มใจอย่างหนักที่จะไม่มองหน้าจินยองให้นานเกินไป เพราะเขารู้ดีว่าเขาสามารถหลอมละลายได้อย่างง่ายดายเพียงเพราะรูปลักษณ์ของคนตรงหน้า 


ดวงตาเรียวคู่สวย ปลายจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากอิ่มที่รับกับใบหน้าเรียวได้ดีไปทั้งหมด 


“อยู่ที่นี่...” แจบอมทอดสายตามองริมฝีปากคู่นั้นที่เคยจูบเขาเบาๆตรงข้างขมับราวกับโดนสะกิดจิต ขณะที่มันกำลังขยับเพื่อถ่ายทอดคำพูดสั้นๆออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนบาง “..นะ”


คำออดอ้อน ถูกส่งออกมาพร้อมกับมือที่ยกขึ้นแตะสันกรามของแจบอมเบาๆ “ผม..” เขาขยับปากเพื่อจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อปลายนิ้วของจินยองแตะลงมาที่ริมฝีปากล่างของเขา...กดน้ำหนักลงมา มากขึ้นเรื่อยๆ


และแววตาของจินยองกำลังบอกให้แจบอมหลับตาลง


กำลังบอก...ให้แจบอมยื่นปลายลิ้นออกมาแตะนิ้วของตัวเองช้าๆ



i’m falling for your eyes,

but they don’t know me yet



ภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise ยังคงถูกฉายอยู่บนจอ 


เสียงพูดคุยกันของตัวละครดังให้ได้ยินเบาๆ... แจบอมไล้ปลายลิ้น โลมเลียก้านนิ้วเรียวที่กดลึกเข้ามาในโพรงปากของเขา ไปตามจังหวะที่อีกฝ่ายควบคุมให้อย่างเชื่อฟัง และไม่ปฏิเสธ ไม่ต่อต้าน แรงจากมือที่ยื่นออกมาผลักเขาให้นั่งลงกับโซฟา


แจบอมลืมตาขึ้นมองอีกฝ่ายเมื่อจินยองกำลังพาตัวเองขึ้นมานั่งคร่อมตักของเขา และจงใจทิ้งน้ำหนักตัว บดเบียดสะโพกของตัวเองลงกับส่วนกลางลำตัวของแจบอม มือเรียวประคองใบหน้าของเขาไว้ และเกลี่ยผมที่อยู่ข้างหูของเขาออก “นายชอบพี่รึเปล่า”


ประโยคคำถามสั้นๆที่พุ่งตรงอย่างไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีการเกริ่นนำ กระชากทุกลมหายใจของเขาไป


“...”


จินยองทิ้งน้ำหนักตัวลงมามากกว่าเดิมเมื่อเขายังคงเงียบ แจบอมขบกรามแน่น รู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองกำลังตอบคำถามนั้นของจินยองได้เร็วกว่าความกล้าที่จะพูดของเขาเสียอีก


และจินยองยิ้ม


เมื่อสัมผัสได้ถึงส่วนที่พองนูนอยู่ใต้เนื้อผ้ากางเกงของแจบอม


มือเรียวเลื่อนลงมาที่ชายเสื้อของแจบอม เลิกมันขึ้นช้าๆ และแจบอมก็ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายถอดมันพ้นศีรษะของเขาออกไปแต่โดยดี เขาเอนหลังลงนอนกับโซฟา หลับตาลงเมื่อจินยองสอดฝ่ามือเข้าไปในกางเกงของเขา 


ลมหายใจของคนอายุน้อยกว่าสะดุดในตอนที่จินยองเริ่มขยับฝ่ามือของตัวเอง จินยองจ้องมองใบหน้าปรือปรอยของอีกฝ่ายอย่างพึงพอใจ และในขณะเดียวกันนั้น อารมณ์ของเขาก็กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ 


เสียงหอบหายใจของแจบอมกำลังทำให้เขาอดทนต่อไปไม่ไหว 


จินยองเร่งความเร็วที่ฝ่ามือจนแจบอมปลดปล่อยออกมาทั้งหมด แล้วจึงดึงมือตัวเองออกมาจากกางเกงชั้นในของอีกฝ่าย เขามองดวงตาเรียวคมที่คลอไปด้วยน้ำใสๆ ก่อนจะโน้มตัวลงไปกดจูบแผ่วเบาลงที่หางตา ลากริมฝีปากผ่านสันกรามลงมาอย่างแผ่วเบา


“พี่” น้ำเสียงแหบพร่าพูดพึมพำชิดกับผิวเนื้อของแจบอม ขณะแนบจูบลงบนไหล่ “ขอโทษนะ”


“...”


“ขอโทษ” จูบนั้นค่อยๆลากไปตามทาง ยาวลงมาจนถึงแผ่นอก “..ที่ไม่เคยพูดถึง... เรื่องของเรา”


และราวกับว่าจงใจจะกลั่นแกล้งกัน 


จินยองแตะปลายลิ้นลงบนยอดอกของเขา ทำให้แจบอมเผลอส่งเสียงครางต่ำในลำคอออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งนั่นก็ยิ่งดูเหมือนว่าจะทำให้คนอายุมากกว่าได้ใจ ปลายลิ้นร้อนจึงถูกแทนที่ด้วยฟันซี่คม แจบอมสอดมือเข้าไปที่กลุ่มนิ่มที่ยังเปียกชื้นของจินยอง กดใบหน้าของอีกฝ่ายเข้ากับร่างกายของตัวเอง และจินยองได้ดึงความรู้สึกเสียวซ่านให้ทะยานสูงขึ้นจนแตะในจุดที่ไม่เคยมีใครสามารถพาเขาไปถึงได้มาก่อน




kiss me

like you wanna be loved





ตลอดระยะเวลาสั้นๆที่พวกเขาใช้ร่างกายคุยกัน นับตั้งแต่ที่แจบอมถูกอีกฝ่ายพามาที่ห้องนอน จินยองไม่หยุดทำให้ทั้งความคิดและความรู้สึกของเขาสับสนวุ่นวาย และถึงแม้มันจะเจ็บในใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องเผลอนึกถึงว่าพัคจินยองเคยมีประสบการณ์กับใครมาบ้าง ถึงได้ช่ำชองกับทุกสัมผัสเสียขนาดนี้จนเขาทำได้แค่นอนเฉยๆ แต่แจบอมก็ต้องยอมรับอยู่ดีว่าจินยองเก่งจริงๆ


และเขาเองก็พอใจกับทุกอย่างในตอนนี้มาก


จูบของจินยองหวานเหมือนน้ำผึ้ง แต่สัมผัสของจินยองเหมือนกับกาแฟดำร้อนๆ ที่กระตุ้นให้อัตราการเต้นของหัวใจของเขาพุ่งขึ้นสูงอย่างสูญเสียการควบคุม กลีบปากนุ่มนวลขบเม้มผิวเนื้อของเขาอย่างเย้ายวนและเชื่องช้า ทว่าฝ่ามือที่กำรอบข้อมือทั้งสองข้างของเขานั้นบีบแรงจนแจบอมไม่สามารถต่อต้านได้


แจบอมกำลังเจ็บ


แต่ในความเจ็บนั้นมีความสุขสม


ในทุกจังหวะที่จินยองเข้ามา จะมีจูบแผ่วเบาแนบลงข้างขมับอย่างปลอบประโลม คำถามว่า “โอเคมั้ย?” และดวงตาคู่สวยที่ทอดมองมาอย่างห่วงใยเสมอ และแจบอมไม่รู้สึกเสียใจเลยกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น เขาสางผมจินยองที่นอนพับอย่างหมดแรงบนท่อนแขนของเขาช้าๆ จูบหน้าผากกับขมับที่ชื้นเหงื่อของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ก่อนจะผล็อยหลับตามไป





แจบอมตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเพราะจูบที่แนบลงตรงปลายคาง เขาลืมตาแล้วพบกับใบหน้าหวานๆที่กำลังส่งรอยยิ้มหวานไม่แพ้กันมาให้ นึกหมั่นเขี้ยวอีกฝ่ายจนต้องก้มลงไปซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอหอมๆ ทีแบบนี้ล่ะทำมาเป็นยิ้มให้เหมือนเด็ก ทั้งที่เมื่อคืนเพิ่งกลายร่างเป็นเสือไปอยู่หยกๆ


“หายโกรธพี่แล้วเหรอ” คำถามนั้นทำให้แจบอมหยุดชะงักริมฝีปากที่กำลังขบเม้มใบหูของอีกคนเบาๆอยู่ 


เขาไม่แน่ใจว่าจินยองกำลังพูดถึงเรื่องอะไร แจบอมกำลังจะพาตัวเองกลับมานอนบนหมอนเหมือนเดิม หากแต่คำว่า “ทำต่อสิ” ของจินยอง และมือที่ยกขึ้นมาขยุ้มผมของเขาช้าๆ มันทำให้เขาต้องเชื่อฟังอย่างปฏิเสธไม่ได้


จินยองเงียบไปอยู่สักพัก ปล่อยให้เขาวุ่นวายกับร่างกายตัวเองเล่นแล้วจึงพูดต่อในเรื่องที่ค้างคา


“พี่รู้ ว่านายคงโกรธ” 


“…”


“ที่ตอนนั้น พี่หายไปแบบนั้น...พี่ขอโทษจริงๆนะ”


ในคราวนี้แจบอมหยุดทุกการกระทำของตัวเองโดยที่จินยองก็ไม่ได้อ้อนขอให้เขาทำต่ออีก 


ชายหนุ่มประทับริมฝีปากลงบนหัวไหล่ขาว ก่อนจะพาตัวเองกลับมาเอนศีรษะลงบนหมอนเหมือนเดิม แล้วจ้องตาจินยอง จินยองหลบสายตาแทบในทันทีและยกแขนขึ้นมาโอบกอดเขา พาตัวเองให้เข้ามาใกล้จนร่างกายเปลือยเปล่าของพวกเขาแนบสนิทกัน 


“พี่ขอโทษนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะหายไปเลยจริงๆ”


ทุกเรื่องราวในอดีตที่เพิ่งผ่านไปไม่นานย้อนเข้ามาในความคิดของเขา


“แต่ตอนนั้น พี่ก็ไม่รู้ ว่าแจบอมคิดอะไร” น้ำเสียงของจินยองเบาลงทุกที “พี่อ่านนายไม่ออกเลย เวลาเราคุยกัน พี่ก็ไม่รู้ว่ามีแต่พี่คนเดียวรึเปล่า ที่อยากคุย”


“…”


“พี่กลัวว่าพี่จะไปรบกวนนาย”


ทุกคำสารภาพในตอนนี้ กำลังตอบคำถามที่ค้างคาในใจตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา...แจบอมพยายามจะดันไหล่ของจินยองออก ไม่ใช่ว่าการที่จินยองซุกใบหน้าเข้ากับแผ่นอกของเขามันทำให้เขารู้สึกไม่ดี ในทางกลับกันเขาชอบมันมากด้วยซ้ำ 


แต่เขาแค่อยากเห็นหน้าจินยองในตอนนี้


ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายยังดื้อดึง แจบอมจึงนอนกอดจินยองแบบนั้นต่อไปโดยไม่ได้บังคับอะไรอีก


“ผม..” พลันลำคอของเขาแห้งผาก หลังจากได้ยินแบบนี้แล้วและหวนนึกไปถึงสิ่งที่ตัวเองทำ เขาก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจินยองถึงเลิกทักมาคุยกับเขา “ผมขอโทษนะ ที่ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของพี่เลย”


“…”


“ผมเอาแต่คิดว่าทำไม พี่ไม่ทักมา คิดว่าพี่... ไม่ได้จริงจัง”


“…”


“แต่มันเป็นเพราะผมเองที่...”


“พี่เองก็ไม่ชัดเจน”


“…”


“พี่ไม่เคยบอกนายตรงๆว่าพี่รู้สึกยังไง พี่รู้ว่านายก็คงไม่ได้ไว้ใจพี่ เราไม่เคยเจอกันด้วยซ้ำ เราแทบไม่รู้จักกันเลย มันไม่แปลกหรอกที่นายจะไม่เชื่อใจ”


น้ำเสียงสั่นเครือทำให้เขาต้องประคองใบหน้าของจินยองขึ้นมาสบตากันให้ได้


แจบอมไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ เพราะทุกอย่างมันเป็นความจริง ตอนนั้นเขาไม่ไว้ใจจินยองจริงๆ เขากลัวว่าจินยองจะแค่มาคุยกับเขาเล่นๆ และเขาพยายามอย่างมากแล้วที่จะไม่รู้สึกอะไร เขาไม่อยากเจ็บทีหลัง ถ้าหากสุดท้ายแล้วมีแต่เขาคนเดียวที่คิดจริงจังไปเอง


แม้จะรู้ดีว่าไม่ทัน


แม้จะรู้ดี ว่าตัวเองเผลอใจให้ไปตั้งแต่ประโยคแรกที่อีกฝ่ายทักมาแล้ว


“พี่ไม่กล้าคิดเลยว่านายจะรู้สึกอะไรกับพี่” จินยองเงียบไปสักพักแล้วจึงพูดต่อ “เวลาจะคุยกับนาย พี่ก็คิดมากตลอดเลย ว่าจะพิมพ์อะไรไปดี จะทำยังไงให้นายไม่เบื่อ พี่กังวลอยู่ตลอด แล้วยิ่งตอนที่เราหายๆกันไป นายก็ไม่ได้ทักมาอีก พี่ก็คิดว่านายคงไม่ได้รู้สึกอะไร”


“…”


“พี่ไม่กล้าคิดว่านายจะชอบพี่เลย พี่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเวลาเข้าใคร อันที่จริงแล้ว พี่ก็แทบไม่เคยเข้าหาใครก่อนด้วย"


“…”


“แต่พี่โอเคนะ กับการคุยกับคนอื่นทั่วไป พี่คุยเรื่องงานกับวอนพิลได้เป็นชั่วโมงทั้งที่ไม่ได้สนิทกัน แล้วพี่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเลย”


“…”


“แต่พอเป็นแจบอม...อะไรๆก็ยากไปหมด...แล้ว...ตอนนั้นพี่...”


“…”


“ก็ไม่ได้มีความมั่นใจเลยว่านายจะคิดเหมือนกับพี่”


จินยองในสายตาของแจบอม เป็นคนที่ใครๆก็อยากเข้าใกล้ อยากเข้าหา และตั้งแต่ตอนนั้นที่เขาเพิ่งแค่ได้รู้จักอีกฝ่ายผ่านทางเฟสบุ๊ค เขาก็เห็นว่าจินยองดูเป็นที่สนใจของเพื่อนๆในชีวิตจริงมากพอสมควร มีรูปถ่ายกับเพื่อนเวลาไปเที่ยวและปาร์ตี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ เป็นคนที่ดูมั่นใจในตัวเอง ดูดี เป็นที่รู้จัก เป็นคนทำงานเก่ง และเป็นคนที่แจบอมไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกฝ่ายนอนมองเขาด้วยแววตาประหม่าแบบนี้


ยิ่งได้รู้จักจินยองตัวจริง ยิ่งได้เห็นจินยองอยู่กับคนอื่น แจบอมก็ยิ่งไม่อยากจะคิดเลยว่าเขาจะได้ยินจินยองพูดว่า ไม่มีความมั่นใจ


ทว่าลึกๆแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกพอใจ 


เพราะถ้าหากเรื่องของเขาเป็นหนึ่งในเรื่องยากๆ ในชีวิตที่เพียบพร้อมของพัคจินยอง นั่นก็แปลว่าพวกเขาเหมือนกันไม่มีผิด เพียงแต่มันต่างกันตรงที่ ชีวิตของแจบอมยุ่งเหยิงอยู่แล้ว เพราะอย่างนั้น พอมีจินยองเข้ามา เขาก็กลับกลายเป็นคนเสียสติจนเกือบจะเป็นบ้าได้อย่างง่ายดาย


และพอนึกแล้วก็ขำตัวเองที่เมื่อคืนก่อนนั้นเขาเพิ่งแหกปากระบายอารมณ์ลั่นบ้านจนแม่เดินมาเคาะห้องด่า


“ยิ้มอะไร”


“เปล่า”


แจบอมปฏิเสธทั้งที่ยิ้มจนตาปิด เขายันฝ่ามือลงกับเตียงเพื่อพาตัวเองลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังกว้างเอนพิงขอบเตียง ผ้าห่มสีขาวคลุมปิดร่างกายเปลือยเปล่าส่วนล่างไว้ เข่าทั้งสองข้างยกชันขึ้นโผล่พ้นผ้าห่มออกมาอย่างหมิ่นเหม่ เขายังคงยิ้มขณะที่มองจินยองลุกขึ้นนั่งและกำลังเอนศีรษะพิงระหว่างต้นขาของเขา หันหน้ามามองแจบอมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม


เขาโน้มใบหน้าเข้าไปหาจินยองเพื่อประทับจูบลงบนริมฝีปากนุ่ม นึกถึงคำสารภาพความรู้สึกของอีกฝ่ายแล้วก็กระซิบบอกคำพูดสั้นๆ ก่อนจะรั้งจินยองเข้ามากอดแน่น...


จนอบอุ่นไปทั้งหัวใจ


“ตอนนี้ก็มั่นใจได้แล้วนะ”


end.

#วนบน


หนึ่งในฟิคนับสิบเรื่องที่จะแต่งเป็นเรื่องพิเศษลงรวมเล่ม แต่โดนเทกลางทางค่ะ


เรื่องนี้แปลกกว่าเรื่องอื่นอยู่ตรงที่ เขียนจบแล้วและเพิ่งรู้สึกว่าไม่ชอบ555555 (และมันก็เป็นเหนี่ยบีด้วยค่ะ กรี๊ด55555 กลัวเอาลงเล่มละโดนคนอ่านตี ;-;) ส่วนเรื่องอื่นนี่ไม่จบเลย และจะบอกว่า เราเป็นแบบนี้หลายรอบมากแล้วกับการรวมเล่มฟิคครั้งนี้ จนทำให้มันไม่เสร็จสักที T_T คือถ้าเราไม่ถูกใจเรื่องไหน เราก็จะเทแล้วเขียนใหม่ ซึ่งเรารู้ค่ะว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดีอ่ะ แต่เราไม่อยากใส่เรื่องที่เราไม่ได้ชอบมากขนาดนั้นลงไปในเล่มจริงๆ ฮือ แล้วมันก็ไม่เสร็จสักที 


ขออภัยสำหรับความล่าช้านะคะ จะพยายามให้เล่มฟิคเสร็จภายในเดือนพค.ให้ได้ (เพราะหลังจากพค.ก็จะไม่ว่างอีกแล้ว) และจะทำให้ออกมาดี คุ้มค่ากับทุกบาททุกสตางค์ที่ทุกท่านเสียไปนะคะ /กราบ


ปล. เค้าขยายเวลาจอง+โอน ถึง 20 เมษายนนะ

>>รวมเล่มฟิคสั้น #วนบน<<

ปล.2 เผื่อใครจินตนาการ position ในฉากสุดท้ายไม่ออกค่ะ

หัวจินยอง

เข่าจบม


หกวสดางฟเ่ห้นดรบจไดนยฟกดสวงหผทมืดาวฟ้นีกรยวกสผาสสงฟาดง่กฟาด่หฟกสวงาดงฟกโ.ายกฟดยนฟกงดวกฟงนด่นบฟรงยหพงดาบไำพร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

658 ความคิดเห็น

  1. #630 mjjane (@mjjane3) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 16:58
    มันใช่ เรื่องจริงก็เป็นแบบนี้เลย แงงงงT^T อินจัด แต่แค่เราไม่ได้สมหวังเหมือนในเรื่องก็เท่าน้านน55555
    #630
    0
  2. #601 love bb lava (@lava2000lava) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 15:03
    น่ารักจังงงง เราชอบ มัวแต่คิดว่าต่างคนต่างไม่ชอบกัน 555555 สุดท้ายก็ยอมพูดสักทีน้า
    #601
    0
  3. #437 so so (@vampiregun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 10:13
    รู้ไหมคะว่าตัวเองแต่ง Niorb ได้ดีมาก มากจนเรารู้สึกว่ามันสามารถเป็นแบบนั้นได้จริงๆ เคะไม่จำเป็นต้องร่างบางหรือขี้อ้อน ทุกอย่างกลับเป็นเรื่องของใจและหน้างาน เราไม่เคยชิปเนียร์บีเลยจนกระทั่งมาเจอเรื่องนี้ กลายเป็นว่าตอนนี้ชิปได้สองทางแล้ว อยากให้แต่งออกมาอีกนะคะ ชอบจริงๆค่ะ
    #437
    0
  4. #297 Lilll (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 / 14:28
    เรายังรู้สึกว่าเป็นbnior มากกว่า niorbอ่ะ จินยองรุกแจบอมก็จริง แต่มันจะมีมุมที่จินยองจะอ้อนๆแจบอมอยู่ แบบตอนจบที่จินยองนั่งพิงต้นขาแจบอมแล้ว แจบอมดึงขึ้นมาจูบ เราคิดว่าลักษณะท่าทางของจินยองมันต้องเป็นอะไรที่น่ารักน่ากอดมาก น่าหมั่นเขี้วมาก และต้องดูอ้อนๆอะไรประมาณนี้ แล้วจินยองจะรุกแบบอ่อยๆ มีอ้อนบ้าง แจบอมค่อยๆติดแล้วลืมไม่ลง เราว่ารุกแบบมีอะไรดี เราชอบ



    ชอบที่ทั้งแจบอมกับจินยองต่างก็ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดยังไง เลยไม่กล้าทำอะไรชัดเจนกันทั้งคู่ ตอนที่บรรยายแจบอมตอนเจอจินยองแล้วเกร็งๆ ทำตัวไม่ถูก เราว่าไรท์บรรยายการบรรยากาศ ความรู้สึกได้ดี ประมาณว่าตกอยู่ในสถานการณ์นี้เราจะรู้สึกยังไงบ้าง หรือตอนที่แจบอมโดนเตือนให้เลิกนึกถึงแจบอม เพราะจินยองก็คงไปคุยกับคนอื่นเหมือนกัน เราว่ามันเรียลดี พวกคนน่ารักคุยเก่งมักจะเป็นแบบนี้ มันไม่ใช่รักใสๆแบบฟรุ้งฟริ้ง มันค่อนข้างอยู่กับความเป็นจริง แล้วมันเป็นสิ่งที่หลายๆคนต้องเคยเป็น แต่ในเรื่องทั้งสองจะโชคดีที่ใจตรงกัน มันเลยแฮปปี้ทั้งคู่
    #297
    0
  5. #211 misterB (@ploy100340pnp) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2559 / 13:04
    เป็นniorbที่ชอบมากปกติอ่านbniorเพราะมันมีแต่คนแต่งด้วยแหละ เคยลองอ่านniorbของคนอื่นแต่ว่าชอบของไรท์ที่สุดจริงๆ มันอิงความจริงบ้างที่ไม่ใช่เขียนว่าเจบีร่างบางฉบับเคะที่หลายคนชอบเขียนจนมันรู้สึกไม่ใช่เจบีอ่ะ
    #211
    0
  6. #199 PraewCNS (@praewna) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 22:50
    เราชอบเนื้อเรื่องนะ แต่พอมาเป็นเนียร์บีแล้วเรารู้สึกแปลกๆแต่มันก็น่ารักอีกแบบดี
    #199
    0
  7. #191 fatymi (@fatymi) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2559 / 05:23
    อินจนพูดไม่ออก ฮือ.......
    #191
    0
  8. #177 SeKai.K (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 12:17
    โอ้ยยยยยยย ชอบมากๆ เนียร์บี มันดีงามอ่ะ

    อ่านแล้วแอบหน่วงๆด้วยตอนที่แจบอมคิดว่าจินยองไม่สนใจ

    ฮือออออ เป็นคู่ที่ไม่ค่อยมีคนแต่งด้วยอ่า

    มันดีนะคะเราชอบมากเลย

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #177
    0
  9. #170 The-Stranger (@stranger18) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 09:55
    ฮือออ ความเหนี่ยบี โอ้ยยยยยฟงงหส้สนเยกทเานดนกก นานๆทีจะได้อ่านของดี โดยส่วนตัวเราชอบนะ มันลุ้นดีงะ มันก้แอบอึดอัดแต่แบบ %แฮปปี้เอนดิ้งมันดูสูง5555 เราชอบบบ
    #170
    0
  10. #135 benbenln (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 เมษายน 2559 / 02:48
    จะเหนี่ยบี หรือ บีเหนี่ย ของอย่างนี้มันวัดกันบนเตียงใช่มั้ยคะ 55555555555 คุณวินเขียนดีอีกแล้ววว ;///; ชอบไปหมดดเลยยย กำลังดิ่งไปกับแจบอมตอนที่จะออกจากห้องจินยองแต่ก็โดนจินยองดึงกลับมาตอนบอกว่าอยู่ที่นี่นะ โอยยยย ในความเป็นเสือยังมีความแมวอยู่ 55555555 น่ารักกก รอเหนี่ยบีเรื่องต่อๆไปนะคะ อิอิ 55555555555
    #135
    0
  11. #131 Delirious (@dreamzba) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2559 / 03:32

    การบรรยายแต่ละฉากทำให้เราจะเป็นบ้าา ฮ่อกกกกก
    พี่จินยองขี้ยั่วจัง ทำตัวน่ารักเรี่ยราด น้องแจบอมจะสติแตกอยู่แล้วนะะะ
    อ่านแล้วใจเต้นตลอดเลย
    <3

    #131
    0
  12. #129 HENS_Eternal (@eye-hibari) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 เมษายน 2559 / 00:45
    คิดถึงฟิคพี่วนมากกกกก ปกติเราไม่อ่าน niorb แต่ก็อ่านเรื่องนี้จนจบ ฮอลลลลลลลื
    #129
    0
  13. #126 oumser (@gulsinee) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 21:07
    งื้อออ เราชอบมากเลยค่ะ เรารู้สึกว่ามันเรียล มันคือชีวิตจริง ดีอ่าา
    ตอนแรกเข้ามาอ่าน เราไม่รู้ตัวเลยว่าเป็น niorb 55555 
    เจอมาในทวิตก็จิ้มเข้ามาเลย ไม่ได้สังเกต เรายังใหม่กับน้อง ๆ ด้วย
    คือจินยองมีความอ้อน ความน่ารัก นุ่ม ๆ นิ่ม ๆ งี้อ่ะ คือภาพในหัวเรา
    ก็บีเนียร์ไปเรียบร้อย จนมาถึงฉากนั้นนั่นแหละที่ทำเราเงิบ ฮ่าา
    อะไรคือแจบอมเจ็บ แล้วอะไรคือจินยองเข้ามาข้างในๆ ถถถถถ
    แต่เราก็อ่านต่อจนจบค่ะ เพราะมันดีมากจริง ๆ ภาษาดีมากกก
    อ่านได้เรื่อย ๆ ทุกบรรทัดไม่เบื่อเลย ชอบบบ 
     
    อ่านตอนแรก ๆ แอบสงสารแจบอม เหมือนรักเขาข้างเดียว
    แต่พออ่านมาเรื่อย ๆ สังเกตเวลาแชทกัน เราก็มาคิดได้ว่า เออ
    หรือเป็นเพราะแจบอมพูดน้อย แสดงออกไม่เก่ง จินยองถึงไม่
    พยายามเข้าหาอีก มองในแง่ของจินยอง แจบอมนี่เย็นชามาก
    แต่เรื่องบรรยายความรู้สึกของแจบอมจนเราเจ็บตามเลย ;___;
    พอตอนที่จินยองพูดว่าไม่ให้ไปนี่แบบ ใจเรากระตุกเลย แบบวูบ
    น้ำตาจะไหล ในที่สุดแจบอมก็ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว
     
    ไม่รู้จะพูดยังไง ลำดับเรื่องก็ดีมากค่ะ เหมือนนั่งดูหนังเงียบ ๆ สักเรื่อง
    หนังแบบ ใช้การกระทำให้เราติดตามมากกว่าบทสนทนา อธิบายไม่ถูก
    อ่านจบแล้วเพิ่งเห็นชื่อคนแต่งค่ะ
    เป็นคนเดียวกับที่ทำ opv บีเนียร์ด้วยอ่า เราชอบมากเลยค่ะ
    ยังนั่งฟังเพลงที่เอามาทำอยู่ตลอดเลย
     
    ขอบคุณสำหรับฟิคมากนะคะ.
     
    #126
    0
  14. #125 Kajeabcool (@jeab-wow) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 17:09
    มันดีมากจริงๆแต่ทำไมอ่านไปแล้วสกิลการอ้อนยังดูเป็นบีเนียร์ล่ะ555555ลุ้นไปกับแจบอมมากจริงๆกลัวจินยองปล่อยแจบอมไป
    #125
    0
  15. #124 JAMNIN (@vi-o-let) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 14:19
    ตอนที่เราใจเต้นมากสุดคือตอนอ่านทอล์ควินนี่ ฮืออออออ บ้าไปแล้วววว หัวจินยอง เข่าแจบอม ฮรึกกกกกกกกกก

    กลับมาๆ ที่ฟิค ตอนแรกอ่านแล้วหงุดหงิดจินยองมาก

    วินนี่สุดยอดไปเลยค่ะที่เขียนมุมมองความรู้สึกแจบอมแล้วทำให้เราหงุดหงิดจินยองได้

    ชอบมาเย้ายั่วแล้วก็จากไป แจบอมก็ชอบอีกฝ่ายมากไป สงสาร


    บุคลิกรักสนุกเข้ากันดีกับทุกคน ถ้าไปชอบคนแบบนี้เหมือนเอาใจตัวเองไปเสี่ยง ต้องตามหึง ไม่พอใจอยู่ตลอด

    ฉากในห้องนั่นมัน ฟกกวดวเวงกงๆๆๆ หสหวหว ฮรึกกกกก ต้องหยุดอ่านแล้วกรีดร้อง นยองปมมมมมม เกรดดดด

    เหตุผลที่หายไปน่าตีจริงๆ จินยองเว้นระยะเวลามากไป กว่าจะสารภาพทำแจบอมปวดใจมาเท่าไหร่แล้ว เชอะ

    บอกอีกครั้งว่าหงุดหงิดจินยองจริงๆ ค่ะ อินมาก ถึงกับว่าเมน โฮกกกกก

    ขอบคุณสำหรับฟิคค่ะ
    #124
    0
  16. #122 wijiiiiiii (@wijiiiiiii) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 13:03
    ย่อตัวลงกราบแนบตักองค์พิจิน เราหลงทุกองค์ของจินยองไม่ว่าจะเป็นคุณชายปาร์คยันน้องจู แต่รู้สึกว่าองค์พิจินจะมีแรงดึงดูดกับเราเป็นพิเศษ ฮืออออออ

    เข้าใจชื่อเรื่องแล้วว่าทำไมคุณวินนี่ถึงตั้งแบบนี้ จินยองน่ะเป็นแบบที่คุณวินนี่บรรยายเลย TT ชอบบบบบบบบ
    #122
    0
  17. #121 sugarbravo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 เมษายน 2559 / 12:27
    โอ๊ยยย ดีค่ะ มันดีมากๆ เหมือนโดนดึงลงเหวตอนที่กำลังจะแยกจากกัน แต่พอถึงคำว่าพี่ไม่ให้ไปเท่านั้นแหละ อยากร้องห้ายยยย เกือบจุดพลุละ แต่ยัง ยังไม่จบ จนกระทั่งตอนที่น้องเจ็บ อินี่. standing ovation เลยคีะ ยืนปรบมือน้ำตาปริ่ม เราชอบให้จินยองเป็นฝ่ายรุกมานานแล้ว รุกแบบว่ารุกจริงๆน่ะค่ะ โฮะๆๆๆ ไม่ใช่แค่เริ่มก่อน ในขณะเดียวกันความหวานและอ่อนโยนของจินยองก็ยังอยู่ ชอบค่ะ เอาอีก 555555
    #121
    0