GOT7 | (SF/OS) jaebum x jinyoung | BNIOR/NIORB #วนบน

ตอนที่ 15 : ความรัก (1/4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 792
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 พ.ค. 59

title: ความรัก (1/4)

pairing: jaebeom/jinyoung

rating: pg-15

notes: ฟิค dialogue อีกแล้ว พล็อตเบสิคมาก มีความขี้เกียจเขียนบรรยาย แฮ่ จังหวะอาจจะเร็วกว่าฟิคปกติพอสมควรนะคะเพราะอยากดำเนินเรื่องไวๆ ฝากด้วยนะคะ





Brussels Airport, Belgium


ครั้งล่าสุดที่จินยองมาสนามบินคือเมื่อสามเดือนก่อน 


สิ่งที่เหมือนกันระหว่างครั้งนั้นกับครั้งนี้คือเขาไม่ได้เป็นผู้เดินทาง แต่สิ่งที่ต่างกัน...คือความรู้สึก



ความรัก คือความรู้สึกอย่างหนึ่ง



“เฮ้!” จินยองยืดแขนขึ้นจนสุดพร้อมกับโบกมือเรียกคนที่ได้มองหามาสักพัก ใจซึ่งเต้นรัวอยู่ยิ่งชุ่มชื้นมากกว่าเก่า เมื่ออีกฝ่ายหันมาเห็นเขาพอดีแล้วส่งยิ้มกว้างจนตาปิดให้


ท่ามกลางคนรอบตัวที่เดินกันขวักไขว่ พวกเขาต่างมุ่งหน้าหากันและกัน แทรกผ่านผู้คนมากมายเหล่านั้น จนกระทั่งรถเข็นบรรจุกระเป๋าเดินทางใบโตของอิมแจบอมปรากฏอยู่ตรงหน้าพัคจินยอง


รอยยิ้มกว้างๆ และอ้อมกอดแน่นๆ พูดแทนความคิดถึงทั้งหมดตลอดสามเดือนที่ผ่านมา



:



ห้าเดือนที่แล้ว พัคจินยองเจออิมแจบอมเป็นครั้งแรกที่ร้านขายยาในคืนหนึ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิ เขาออกมาซื้อยาให้ปีเตอร์ พี่ชายต่างแม่ตอนสองทุ่ม แต่กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม และแม้จะได้ทะเลาะถกเถียงกันกับปีเตอร์อย่างที่คาดไว้เพราะต้องปล่อยให้ปีเตอร์รอนานแถมยังลืมเปิดเสียงโทรศัพท์อีก แต่จินยองกลับไม่เสียดายเวลาชั่วโมงกว่าที่ได้ใช้ไปกับการช่วยเหลือคนแปลกหน้าสัญชาติเดียวกัน ผู้ต้องแบกร่างเปื่อยๆ ซึ่งเกือบจะล้มกับไข้หนักจนตัวร้อนจี๋ลงมาซื้อยาด้วยตัวเองกลับขึ้นห้องสักนิด


คงต้องรู้สึกผิดมากกว่าถ้าหากเลือกจะเพิกเฉย ถึงแม้จะเหนื่อยไม่น้อยเพราะคนป่วยนั้นตัวโตกว่าคนพยุงอย่างเขาเสียอีก


‘ขอบคุณมากนะ จียอน’


‘ฉันชื่อจินยอง’


‘แค่นี้ก็ต้องดุด้วย’ เสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นตามมาด้วยเสียงไอโขลกอีกระลอก จินยองหันซ้ายมองขวา เมื่อเจอแก้วน้ำกับขวดน้ำจึงหยิบมา เทน้ำใส่แก้วส่งให้คนป่วย


‘ขอบคุณครับ’ แจบอมยกหลังมือขึ้นเช็ดปาก วางแก้วลงกับโต๊ะ


‘ไม่เป็นไร’ จินยองบอกก่อนก้มมองเวลาบนนาฬิกาข้อมืออีกรอบ ‘อืม..งั้นฉันไปก่อนนะ อย่าลืมกินยาให้ครบล่ะ จะได้หายไวๆ’


‘ไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นคนเกาหลี’


บทสนทนาที่กำลังจะจบลงเลี้ยวไปอีกทางอีกครั้ง ‘ทำไมอะ?’ แต่จินยองก็ยังคงตอบ ถึงแม้จะค่อนข้างรีบอยู่และคำพูดกวนๆ ของอิมแจบอมจะทำให้เขาแอบหงุดหงิดนิดๆ ก็ตามที


‘หน้าตาเหมือนคนญี่ปุ่น’ แจบอมว่า ‘พูดไม่ค่อยชัดด้วย ได้ยินชื่อครั้งแรกก็คิดว่าพูดว่าชื่อจียอง นายอยู่ที่เบลเยี่ยมนานแล้วหรือ?’


‘อืม ตั้งแต่เด็กแล้ว’ และตั้งแต่เขามาอยู่เบลเยี่ยมก็พูดเกาหลีแค่กับแม่คนเดียวเท่านั้น กับคนอื่นจินยองใช้ภาษาฝรั่งเศสหมด รู้ภาษาอังกฤษกับภาษาดัตช์แค่นิดหน่อยจากการคุยกับเพื่อนต่างชาติที่คอลเลจบ้างเท่านั้น


แจบอมพยักหน้ารับ ‘แต่นายก็ยังพูดเกาหลีได้คล่องด้วย เก่งจัง’


‘นี่ตกลงจะบอกว่าฉันเก่งหรือไม่เก่งเนี่ย’ ตอนแรกก็ติว่าพูดไม่ชัด แต่ตอนนี้มาชม ไม่เข้าใจเขาเลย


‘เก่งดิ ไม่ได้บอกว่าไม่เก่งซะหน่อย สงสัยเฉยๆ...นายแค่ออกเสียงบางคำแปลกๆ’


จินยองคิดว่าแจบอมเป็นคนพูดมากพอสมควร เพราะพวกเขาเพิ่งจะรู้จักกันได้แป๊บเดียว แต่อีกฝ่ายกลับยิงคำถามไม่หยุด ชวนคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อยจนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง ทั้งที่ตัวเองก็พูดไปไอไป และทั้งที่จินยองก็ตอบแบบติดๆ ขัดๆ บ้างเพราะนึกคำบางคำไม่ออก แต่แจบอมไม่ได้ละความพยายามเลย


พวกเขานั่งคุยกันจนจินยองได้รู้ว่าแจบอมเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากเกาหลี มาเรียนที่นี่เป็นเวลาหนึ่งเทอมซึ่งก็คือสิบสองสัปดาห์ ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาสามสัปดาห์แล้ว อีกฝ่ายบอกว่าจินยองเป็นคนเกาหลีคนแรกในประเทศนี้ที่ได้เจอ และตัวแจบอมเองนั้นไม่ค่อยสนิทกับรูมเมทชาวอเมริกันเท่าไหร่ทั้งที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน สาขาเดียวกัน เพราะเจ้านั่นก็มัวแต่ติดแฟนจนแทบไม่กลับห้องเลย คุยไปคุยมาแจบอมก็ได้บ่นคิดถึงคนที่บ้านอยู่เรื่อยๆด้วย จินยองจึงพอสรุปได้ว่าที่อีกฝ่ายพูดกับเขาไม่หยุดแบบนี้ นั่นเป็นเพราะว่าแจบอมกำลังเหงา


‘จะกลับแล้วหรือ’ หลังจากผ่านไปร่วมชั่วโมง การก้มดูนาฬิกาบ่อยๆ ของจินยองคงทำให้แจบอมรับรู้ได้จึงถามออกมาแบบนั้น


‘อื้ม พี่ชายฉันรออยู่’ เขายกถุงใส่ยาที่คล้องอยู่ตรงข้อมือขึ้นมาให้แจบอมดูแทนคำอธิบายก่อนจะลุกจากเก้าอี้


แจบอมเดินมาส่งเขาที่หน้าประตู และก่อนจินยองจะไป แจบอมก็ขอเฟซบุ๊คของจินยองไว้ติดต่อในฐานะเพื่อนเพียงคนเดียวที่เบลเยี่ยม


แต่หลังจากเพิ่มกันเป็นเพื่อนแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้คุยกันอีก ซึ่งจินยองไม่แปลกใจเลยเพราะดูจากรูปโปรไฟล์ของแจบอมซึ่งเป็นรูปเก่ามากๆ แล้ว ก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายแทบไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คเช่นเดียวกันกับเขา ในขณะที่จินยองเองก็ยุ่งกับทั้งเรื่องเรียนและเรื่องการช่วยงานที่บ้านซึ่งเปิดร้านพาสต้าอยู่เหมือนกับที่ผ่านมา เลยไม่ค่อยได้สนใจอะไรเท่าไหร่


ผ่านไปสองสัปดาห์ จินยองยังคงเดินผ่านร้านขายยาใกล้อพาร์ทเม้นท์ของอิมแจบอมทุกวัน แวะร้านขนมปังกับซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ บริเวณใกล้เคียงนั้นไม่ขาด แต่ก็ยังไม่ได้พบกันอีกสักครั้ง


จนกระทั่งวันหนึ่งที่จินยองได้เข้าเฟซบุ๊คพอดี จึงได้เห็นอัพเดตล่าสุดว่าแจบอมถ่ายรูปกับเพื่อนชาวเอเชียที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี อ่านจากคำบรรยายประกอบภาพและความคิดเห็นที่มีการพูดคุยกันแล้วก็พอจะเดาได้ว่าแจบอมค่อนข้างสนิทกับเพื่อนร่วมทริปในภาพมาก และในวินาทีนั้นเองที่หัวใจของจินยองวูบโหวง เป็นครั้งแรกในรอบปีเลยก็ว่าได้


จินยองเกือบลืมไปแล้วว่าเขายังสามารถมีความรู้สึกแบบนี้ได้อยู่


ความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ กับคำพูดที่เจ้าของของมันคงไม่ได้ให้น้ำหนักและความสำคัญอะไร


‘Voila! เพิ่มเป็นเพื่อนแล้วนะ พัคจินยอง เพื่อนคนเดียวในเบลเยี่ยมของฉัน รับรีเควสต์ด้วยนะ’


หากแต่คนฟังอย่างเขาได้ให้ความหมายกับมันมากเกินจำเป็น...ได้ยังไงก็ไม่รู้





อย่างไรก็ตาม วันถัดมาจินยองได้เจอแจบอมที่ร้านของเขาอย่างไม่ได้คาดคิด


“จินยอง?”


ด้วยความที่กลัวปะป๊าเดินเข้ามาดุว่าไม่แยกแยะเวลางานกับเวลาส่วนตัว เหมือนกับที่เคยเป็นเวลาเพื่อนแวะมาอุดหนุนที่ร้าน พอรับออเดอร์เสร็จจินยองจึงถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนแล้วค่อยมานั่งร่วมโต๊ะกับอิมแจบอม โชคดีที่ตอนนี้ลูกค้าไม่เยอะ เขาก็เลยอู้งานได้


แจบอมในวันนี้ต่างจากวันนั้นพอสมควร อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเส้นผมสีดำถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม บวกกับอาการป่วยที่บอกลาไปแล้วได้ทำให้ใบหน้าของแจบอมดูสดใสขึ้น แจบอมสวมเสื้อฮู้ดแขนยาวสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบสีขาว ดูดีกว่าในคืนนั้นที่เป็นชุดนอนมาก


แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ต่างจากวันนั้นมากที่สุดคือความรู้สึกของจินยอง


เขา...ดีใจที่ได้เจอแจบอมในวันนี้อย่างหาเหตุผลไม่ได้


“จำได้ว่านายเคยบอกว่าที่บ้านขายพาสต้ามานานแล้ว และร้านพาสต้าที่เปิดมานานแล้วแถวนี้ก็มีร้านเดียว ฉันไปถามป้าห้องข้างๆ ที่อพาร์ทเม้นท์มา” แจบอมตอบเมื่อเขาถามว่าทำไมถึงมาที่นี่ ก่อนจะม้วนเส้นเข้าปากอีกคำโตแล้วยิ้มแป้นจนตาปิด แก้มทั้งสองข้างพองกลมเพราะอาหารอัดอยู่เต็ม เอ่ยคำชมเสียงอู้อี้ “อร่อย~”


จินยองไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำชมนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าคม หรือความจริงที่ว่าแจบอมจำเรื่องที่เขาพูดได้ ที่ทำให้จินยองกำลังยิ้มออกมาในตอนนี้ 


“เดี๋ยวบอกปะป๊าให้ว่านายชม”


“ปะป๊าเป็นคนทำทั้งหมดนี่เลยหรือ แบบเป็นเชฟเอง ทำเองทุกวันเลยป่ะ” จินยองพยักหน้าตอบ แจบอมจิ้มเห็ดแชมปิญองชิ้นโตอีกคำเข้าปากแล้วก็พยักหน้าเออออไปด้วย “เก่งจัง แล้วจินยองทำเป็นไหม”


“นายเคยถาม...”


“เอ้อ ใช่ จินยองทำเป็น” แจบอมแทรกตอบเมื่อนึกได้ พร้อมรอยยิ้มและการยักคิ้วอย่างน่าหมั่นไส้มากๆ ในสายตาของจินยอง อีกฝ่ายยังคงจิ้มเห็ดเข้าปากต่อเรื่อยๆ แล้วจึงม้วนเส้นกินบ้าง จินยองนั่งมองรอบตัวเพื่อสังเกตไปเรื่อย คิดว่าถ้าลูกค้าเริ่มเข้ามากขึ้นแล้วคงจะได้ถึงเวลาลุกไปทำงานต่อ


แจบอมยังคงกินไปพูดไป หาเรื่องพูดได้มากสมกับเป็นอิมแจบอมที่จินยองได้รู้จักตั้งแต่เมื่อวันนั้น “ฉันชอบพาสต้าแบบนี้อ่ะ ไม่เหมือนที่อิตาลี พวกอิตาเลี่ยนคนไม่กินโปรตีน มีแต่แป้ง มะเขือเทศ ชีส โคตรเลี่ยน”


จินยองพยักเพยิดใบหน้าไปยังจานอาหาร “นี่ก็แป้ง มะเขือเทศ ชีส”


“แต่มีเห็ดด้วย”


แจบอมจิ้มเห็ดแชมปิญองชิ้นสุดท้ายขึ้นมาให้จินยองดู และจินยองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาคิดอะไรอยู่ ในตอนที่เขายื่นมือออกไปคว้าส้อมของแจบอมมาถือแล้วยัดเห็ดชิ้นนั้นเข้าปากตัวเอง ก่อนเอ่ยข้อสรุปสุดท้ายพร้อมยิ้มเต็มแก้ม


“ไม่มีแล้ว”


“ย่าห์! พัคจินยอง!”


“จะเอาคืนหรือไง? อ่ะ” จินยองแกล้งอ้าปากให้ดูทั้งที่อาหารเพิ่งเคี้ยวเสร็จแต่ยังไม่ได้กลืนลงคออยู่ในปาก เห็นแจบอมหรี่ตามองแล้วทำหน้าพะอืดพะอม แสดงสีหน้าที่เขาไม่เคยเห็นก็นึกขำ


ทว่าคำพูดถัดมาของแจบอมกลับทำให้จินยองขมวดคิ้ว 


“เอาคืนแน่”


และใจ...เต้นแรง


“จินยองต้องมาทำให้ฉันกินเป็นการชดเชย คืนพรุ่งนี้สองทุ่มเจอกันหน้าร้านขายยา ซื้อของเข้ามาด้วยเลย ห้ามเอาที่ปะป๊าทำมานะ จินยองต้องมาทำเองที่ห้องฉัน ขอแบบนี้แต่เพิ่มเห็ดเยอะๆ  D’accord?” (ตกลงนะ?)



ความรัก ทำให้ความคิดถึงได้ทำงาน



“เดี๋ยวนี้พูดชัดขึ้นนะเนี่ย...หรือว่าฉันชินไปแล้ววะ”


หลังจากจินยองเล่าเรื่องปัญหากับเพื่อนที่ในกลุ่มที่มหาวิทยาลัยตามที่แจบอมถามให้ฟังจนจบ หมอนซึ่งเขากำลังกอดอยู่ถูกใช้ปาใส่หัวแจบอมที่กำลังรื้อของฝากออกจากกระเป๋ากลางห้องนั่งเล่นของบ้านอย่างจัง ก่อนแจบอมจะเอาคืนด้วยการหยิบบะหมี่เกาหลีแพ็คโตจากกระเป๋าขึ้นมาปาใส่จินยองคืน คนรับตกใจไม่น้อยกับน้ำหนักของห่อบะหมี่ก้อนใหญ่ที่กระแทกเข้ามาเต็มๆ


“อิมแจบอม!”


“รสนั้นอร่อยมากแต่ไม่มีอิมพอร์ตมาขายที่นี่ ต้มให้กินหน่อยสิ” แจบอมไม่สนใจเสียงดุๆ นั่น พูดบอกหน้าตาเฉยแถมยักคิ้วกวนอารมณ์จินยองที่ยืนอ้าปากค้างอยู่อีก 


แจบอมหัวเราะออกมาน้อยๆ ก้าวยาวๆ เข้ามาหาจินยองและยกมือขึ้นขยี้ผมเขาอย่างแรงจนยุ่งเหยิงก่อนจะกลับไปรื้อของต่อและตอบคำถามที่ตั้งกับตัวเองก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องทักษะภาษาเกาหลีของจินยอง “แต่ฉันว่าก็น่าจะชินอยู่มั้ง”


ขณะเดียวกันนั้นจินยองได้ลุกเดินเข้าไปที่หลังครัวพร้อมกับบะหมี่แล้ว เขาส่งเสียงผ่านบานประตูที่เปิดกว้างออกตอบกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น “แหงล่ะ นายเล่นสไกป์มาตลอด”


ถึงจะไม่ได้บ่อยจนถึงขั้นทุกวัน แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่าสัปดาห์ละสามครั้งที่แจบอมจะส่งข้อความมาบอกว่าขอคุยสไกป์ด้วย และถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ส่งข้อความคุยกันตลอดเวลา แต่ความรู้สึกของจินยองกลับไม่เคยลดน้อยลง


เพราะในทุกครั้งที่คุยกัน รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ กับมุขกวนประสาทแบบเด็กๆ ของแจบอมยังทำให้จินยองอยากจะทุบกำปั้นแรงๆ เข้าที่ไหล่หนาเหมือนที่ชอบทำตลอด แล้วพอจินยองบอกว่าอยากจะตีแจบอมจริงๆ แจบอมก็แกล้งหันไหล่เข้าหากล้องในสไกป์ ส่งยิ้มกวนๆ พร้อมยักคิ้วให้แล้วบอกว่า “ตีดิ่”


จินยองยังจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่แจบอมเล่นพิเรนท์เอาครีมมาส์กหน้าของแม่มาพอกหน้าตัวเองจนขาววอก แล้วขอเปิดกล้องสไกป์กับจินยองทั้งที่จินยองยังอยู่ในชั้นเรียน แกล้งบอกว่ามีเรื่องด่วนมากแต่พอจินยองแอบสวมหูฟังเพื่อรับสายแล้ว อีกฝ่ายกลับเปิดกล้องและยื่นหน้าของตัวเองเข้ามาเต็มจอ ทำตาเหลือก รูจมูกบาน แล้วพูดหยอกเขาตลอดคาบเรียนไม่หยุดจนจินยองต้องกลั้นขำจนตัวสั่น


ก่อนที่กรรมจะตามสนองคนขี้แกล้ง วันต่อมาแจบอมมีสิวผื่นแพ้ขึ้นเต็มหน้า แล้วในเวลาต่อมาจินยองก็ไม่รู้ว่าสรุปนี่เป็นกรรมของเขาหรือแจบอมกันแน่ เพราะกลายเป็นจินยองที่ได้แต่นั่งหงุดหงิดข้ามทวีปอยู่เป็นสัปดาห์ ที่ต้องเห็นผ่านวิดีโอคอลว่าแจบอมยกมือมาแกะเม็ดสิวบนหน้าตัวเองแทบจะทุกสามนาที


“ถ้าอยู่ใกล้ๆ นี่นะ ฉันจะทุบมือให้หักเลย”


“หม่าม๊าทำไมดุจังเลยอ่ะค้าบ อย่าตีหนูน้า~ อย่าทำหนู~ อย่าทำหนู~”


แจบอมแกล้งดัดเสียงเล็กๆ ยกแขนขึ้นมากอดตัวเองแล้วบิดไปมาอย่างสะดีดสะดิ้ง ทำหน้าทำตากวนประสาทจินยองเหมือนกับที่ชอบทำ จนจินยองหลุดยิ้มออกมา เสียฟอร์มในที่สุด แล้วก็โดนคนแหย่แซวกลับต่อ ทำให้ต้องกลั้นยิ้มจนปวดแก้มกว่าเดิม


พวกเขามักคุยเล่นกันอย่างไร้สาระในเวลาว่างเสมอ จินยองฟังแจบอมบ่นเรื่องไม่เป็นเรื่องประมาณว่าวันนี้แม่หุงข้าวแข็งเกินต้องเคี้ยวนานจนเมื่อยปาก หรือนมกล้วยในมินิมาร์ทหมดจนทำให้แจบอมไม่มีนมกล้วยดื่มอยู่บ่อยครั้ง แต่นอกเหนือจากนั้น ในบางทีที่แจบอมมีปัญหาเรื่องเรียน หรือเรื่องงานกลุ่มกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย จินยองจะคอยรับฟังเสมอเหมือนกับที่เคยทำมาตลอดตั้งแต่ตอนอยู่เบลเยี่ยม และตลอดเวลาสามเดือนที่ผ่านมาซึ่งพวกเขาอยู่คนละที่ ระยะห่างตรงนี้ก็ไม่ได้ถูกเติมจนแน่นเต็ม ทั้งเขาและแจบอมต่างเว้นที่ว่างให้แก่และกันได้อย่างลงตัวโดยไม่เคยมีการถกเถียงกันในเรื่องนี้สักครั้ง จินยองชอบพื้นที่ว่างระหว่างพวกเขา 


แม้อาจจะมีบางครั้งที่จินยองดุแจบอม หรือแจบอมอาจจะเซ้าซี้เขาบ้างในเวลาที่เขาไม่ว่างคุยด้วยจริงๆเพราะต้องช่วยงานที่บ้าน แต่จินยองกับแจบอมไม่เคยทะเลาะกันเลย จะว่าไปแล้วเหตุการณ์เดียวที่ทำให้จินยองถึงกับออกปากไปว่าจะโกรธแจบอม (แต่ก็ยังไม่ทันได้โกรธ) ก็คือตอนที่แจบอมไม่เลิกแคะหน้าตัวเองสักทีจนจินยองนึกหงุดหงิดแทนมากๆ จินยองบอกว่าจะโกรธแจบอมแล้ว ถ้าแจบอมไม่เลิกทำเวลาคุยกันก็ไม่ต้องเปิดกล้องอีก วันต่อมาจินยองจึงได้เห็นแจบอมสวมถุงมือมาอวดพร้อมรอยยิ้มบานแฉ่งบนใบหน้า บอกอย่างมั่นใจว่าจะไม่มีการแคะแกะหน้าให้จินยองหงุดหงิดอีกแน่นอน เพราะมือถูกป้องกันไว้แล้ว


ซึ่งนั่นทำให้จินยองด่าแจบอมไปว่าไอ้บ้าทั้งที่ยิ้มจนแก้มแทบแตก


“ยังอร่อยเหมือนเดิมเลย” และตอนนี้เขาก็ยังคงยิ้มให้กับคนที่ทำหน้าตาอร่อยเกินเหตุเมื่อกินอาหารฝีมือเขาเหมือนเดิม ทั้งที่เป็นแค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น “ทำไมฉันทำไม่ได้อร่อยแบบนี้บ้างเนี่ย”


“ทำบ่อยๆ สิ ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้น” จินยองให้คำแนะนำเดิม


คำแนะนำนี้เคยทำให้จู่ๆ แจบอมก็กระตือรือร้นอยากลุกขึ้นมาฝึกทำอาหารบ้าง และเสนอให้จินยองเปิดไลฟ์สอนทำฟิชแอนด์ชิปส์กับตัวเองผ่านทางสไกป์ จินยองยังจำได้ดีว่าพวกเขาต่างตั้งโทรศัพท์ไว้ในครัวเพื่อเปิดวิดีโอคอล แต่อินเตอร์เน็ตของแจบอมกลับหลุดในตอนทอดปลาพอดี แล้วจินยองก็มัวแต่โฟกัสกับการทำอาหารของตัวเองด้วยความเคยชิน เพิ่งมารู้ตัวว่าสายหลุดไปก็ตอนแจบอมโทรกลับมาได้ และหลังจากที่แจบอมมัวแต่ไปวิ่งวุ่นกับการซ่อมเราท์เตอร์เพื่อแก้สัญญาณ ปลาที่แจบอมตั้งใจแล่ ตั้งใจคลุกแป้งผสมตามสูตรที่จินยองสอนอย่างละเอียดก็ถูกทิ้งอยู่ในน้ำมันเดือดๆ จนไหม้เกรียมไปเสียแล้ว


“ก็ทำบ่อยอยู่นะ แต่ก็ยังไม่อร่อยอยู่ดี" 


“งั้นก็ไม่ต้องทำดิ อยู่บ้านก็มีแม่บ้านทำกับข้าวให้กินไม่ใช่หรือ” จินยองบอกขำๆ ไปตามที่รู้ เพราะอันที่จริงแจบอมก็ไม่ได้สนใจการทำอาหารอะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว เพิ่งจะมาอยากทำตอนอยู่เบลเยี่ยมเพราะเจ้าตัวบ่นเองนี่แหล่ะว่าเบื่ออาหารนอกบ้าน


ทว่าคำตอบถัดมาที่ได้รับกลับออกไปนอกเรื่อง นอกเหนือจากสิ่งที่จินยองคิดอยู่ไปไกล


“ฉันคิดถึงอาหารฝีมือจินยองจัง”


ความรัก ทำให้ความคิดถึงได้ทำงาน



“ราเมน~” แจบอมวางชามราเมนโปะด้วยไข่ลวกที่เพิ่งไปหยิบมาจากครัวตามเสียงเรียกจากพ่อครัวจำเป็นแล้ววางลงบนโต๊ะ จินยองหันมองดูอีกคนที่ทำหน้าตาตื่นเต้นจนเกินเหตุแล้วนึกหมั่นไส้ แต่ก็ยังยิ้มกว้างอยู่ดี


เมื่อล้างมือจนเสร็จจินยองก็ถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนจะหยิบชามของตัวเองบ้าง  เดินออกจากครัวมาดึงเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามแจบอมซึ่งกำลังเริ่มลงมือกินอย่างหิวโหย


“อร่อยจัง ทำไมอร่อยงี้อะจินยอง” น้ำเสียงจริงจังเกินจำเป็นจนจินยองรู้สึกทะแม่ง และพออีกฝ่ายพูดต่อหลังจบเสียงสูดเส้นดังๆ จินยองก็ได้มั่นใจว่าแจบอมจงใจกวนประสาทเขา “อร่อยกว่าต้มกินเองอีกอะ จินยองอ่า นายใส่อะไรให้ฉันกินเนี่ย”


“เส้น ซุป ไข่”


“อื้มมมมมม”


จินยองส่ายหน้าไปมาให้กับสีหน้าดื่มด่ำเกินเหตุของอิมแจบอมที่ทำอย่างกับว่าราเมนกึ่งสำเร็จรูปของเขาเป็นสเต็กเนื้อจากภัตตาคารในโรงแรม แต่ก็ยังยิ้มเต็มแก้มและเกือบจะหัวเราะออกมาทั้งที่กินอยู่ เมื่ออีกฝ่ายหยิบแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแล้วเอ่ยปากชมต่อว่าจินยองเทน้ำแก้วนี้ได้อร่อยมาก


“นายนี่มันเว่อร์จริงๆ”


หลังจากการทำพาสต้าซอสมะเขือเทศใส่เห็ดในครั้งแรกได้จบไป ตลอดเวลาร่วมสัปดาห์ที่ผ่านมาจินยองได้แวะเวียนเข้ามาที่ห้องนี้ตามการลากลู่ถูกังบวกอ้อนวอนกึ่งบังคับจากเจ้าของห้อง และแจบอมก็ยังเป็นแจบอมคนเดิมเหมือนกับที่เจอกันครั้งแรก พูดไม่หยุด ชวนคุยเก่ง ทำตัวบ้าๆ บอๆ ให้เขาหัวเราะได้บ่อยๆจนแปลกใจตัวเอง และพักหลังมานี้จินยองรู้สึกได้ว่าเขาเริ่มพูดมากขึ้นตามแจบอมไปแล้ว



ในขณะที่ความสนิทสนมได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน



“แจบอมมานั่งเฉยๆ ได้มั้ย...ย่าห์! บอกแล้วไงว่าอย่าเปิดฝาเตาอบ!”


“ก็หิวอ่าาา”


คนถูกดุเดินยู่หน้าหางตกกลับมายังโซฟาแล้วคว้าเอาหมอนไปกอด จินยองส่ายศีรษะไปมา คิดว่าจินยองไม่เห็นหรือไงว่าแจบอมน่ะแอบเนียนเดินเข้าไปในครัวแล้วหายไปนานสองนาน ทั้งที่บอกแค่ว่าจะไปเข้าห้องน้ำ บ่อยครั้งเหลือเกินที่จินยองรู้สึกว่าอิมแจบอมเป็นคนพูดยากหน้ามึน ชอบทำนิสัยเป็นเด็กทั้งที่ตัวโตจะแย่ สมกับเป็นลูกคนเดียวตามที่เจ้าตัวบอกไว้ไม่มีผิด ท่าทางอยู่บ้านจะโดนสปอยล์หนักตั้งแต่เด็ก


วันนี้เป็นอีกวันที่จินยองมาทำอาหารให้แจบอม เพราะเป็นวันจันทร์แรกของเดือนซึ่งเป็นวันหยุดของร้านพอดีและแจบอมก็ไม่มีเรียน มีเวลาว่างทั้งวันต่างจากปกติที่จะมีแค่สองสามชั่วโมง จินยองจึงเสนอให้แจบอมมาบ้านของเขาแทนที่ห้องตัวเองเนื่องจากไม่อยากรบกวน เวอร์นอน รูมเมทของแจบอมที่ตัดสินใจอยู่ห้องพอดี


และเพราะห้องครัวที่บ้านของจินยองมีเตาอบ จินยองจึงตัดสินใจทำขนมหวานบางอย่างให้แจบอมลองชิม มันคือซูเฟล่ช็อคโกแลต ท่ามกลางกลิ่นหอมหวนจากขนมในเตาอบ พวกเขารอไม่นานก็ถึงเวลาที่จินยองตั้งไว้พอดี แต่เมื่อไปเปิดฝาเตาอบเพื่อจะนำขนมออกมา ก็กลับกลายเป็นต้องผิดหวังเพราะขนมซูเฟล่ซึ่งควรจะพองจนล้นขอบถ้วยกลับฟีบแบนในแบบที่ทำให้คนทำอาหารเป็นอย่างจินยองหงุดหงิดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าสาเหตุคืออะไร


“ฉันบอกแล้วว่าไม่ให้เปิดฝาเตาอบ นายนี่มันจริงๆ เลย”


“ขอโทษ...จินยองอ่า”


“พูดไม่รู้เรื่องคราวหลังไม่ทำให้กินแล้วนะ”


“ไม่เอาาาา จินยองงงง”


จินยองไม่ได้อยากจะจริงจังอะไรนักหรอก ขนมเสียไปทำใหม่ได้ แต่การนั่งนิ่งๆ แล้วมองดูวิธีการง้อของแจบอมที่แปลกๆ มันก็ทำให้รู้สึกเพลินดีไม่น้อย


“จินยอง อย่าโกรธฉันเลยนา โอ๋เอ๋ ไม่งอน ดีกัน” มือสองข้างบีบนวดไหล่ของจินยองไปมา ก่อนที่วันนั้นพวกเขาจะได้กินซูเฟล่แบนๆ ซึ่งจินยองตักเข้าปากได้แค่สองคำก็วางช้อน แต่แจบอมกลับขูดกินจนหมดเกลี้ยงทั้งสี่ถ้วยจนหน้าตาเหยเกเนื่องจากความหวานของเนื้อขนม แล้วยังจะมาเอ่ยชมไม่ขาดปากอีก จินยองเห็นแล้วก็ขำ ดูก็รู้ว่าที่ทำไปเพราะอยากเอาใจเขาเท่านั้น



ไม่กี่วันต่อมาซึ่งเป็นวันอาทิตย์ พวกเขาได้มีเวลาว่างตรงกันพอดีอีกครั้งเนื่องจากร้านที่บ้านจินยองปิดเป็นประจำอยู่ในแล้วทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน ซึ่งนั้นหมายความว่าห้องครัวใหญ่จะว่าง แจบอมมาหาจินยองที่บ้านและลากจินยองออกจากบ้านไปซุปเปอร์มาร์เก็ตแต่เช้า และในวันนั้นพวกเขาก็ได้ลงมือทำอาหารซึ่งใช้เวลามากเป็นพิเศษอีกครั้ง ซึ่งก็คือขนมปังโฟคาเซีย ขนมปังผสมเครื่องเทศเนื้อแน่นที่จินยองตั้งใจจะทำไว้ให้คนที่บ้านกินเป็นมื้อเย็นวันนี้อยู่แล้ว




ถึงแม้จะเป็นเพียงขนมปังแบบธรรมดา แต่เพราะว่าไม่มีเครื่องทำขนมปังทุกขั้นตอนจึงต้องลงมือเอง และแม้ขั้นตอนจะไม่ได้ซับซ้อนก็ตามแต่การนวดแป้งให้เข้าเนื้อต้องใช้แรงมาก รวมถึงการต้องรอพักแป้งสองรอบซึ่งต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงอีก จินยองคิดว่าเขาคงต้องได้ฟังแจบอมจอมวอแวเดินวนไปวนมาพร้อมบ่นไม่หยุด เมื่อไหร่จะเสร็จ เมื่อไหร่จะได้กิน


หากแต่วันนี้แจบอมกลับแปลกไป


“เดี๋ยวช่วย” การอาสามาพร้อมสองมือที่ถกแขนเสื้อขึ้นไปกองเหนือศอกยื่นเข้ามา หมายจะจุ่มลงชามผสมแป้งที่ส่วนของแห้งกับของเหลวยังแยกตัวกันอยู่ จินยองยกแขนขึ้นออกไปกันมือของแจบอมแทบไม่ทัน


“ไปล้างมือก่อน”


ห้าวินาทีต่อมาแจบอมจึงกลับมาพร้อมกับมือเปียกชุ่มจนจินยองต้องบอกให้เช็ดมือก่อน แต่ยังไม่ทันที่แจบอมจะได้ช่วยจริงๆ (ซึ่งตอนนี้แป้งได้ถูกนวดไปเกินครึ่งทางแล้ว) จินยองก็ต้องขัดขึ้นอีกรอบ


“ถอดแหวนด้วย”


และจนกว่าจะพร้อมช่วยจริงๆ งานก็แทบไม่เหลือให้ทำ แจบอมได้นวดอย่างเหยาะแหยะแค่ไม่ถึงนาทีเท่านั้น จินยองพักแป้งซึ่งเข้าเนื้อกันดีแล้วไว้ในชาม รอเวลาให้ยีสต์ในขนมปังได้ทำงานเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง โดยที่ระหว่างนั้นพวกเขาได้นั่งกันอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแล้วใช้มันต่างโต๊ะทำการบ้าน ที่จินยองได้บอกให้แจบอมนำการบ้านของตัวเองมาทำไปพลางๆ เป็นการฆ่าเวลาระหว่างการรอทำขนม


“ใส่แหวนนิ้วเดียวกันเลย” หลังจากต่างคนต่างนั่งเงียบได้ไม่ถึงสิบนาที จินยองเงยหน้าขึ้นจากกระดาษรายงานซึ่งกำลังเขียนการบ้านอยู่ตามเสียงทักจากคนตรงข้าม เขาก้มมองดูแหวนเงินบนนิ้วชี้ข้างขวาของตัวเองตามที่ปลายปากกาจากแจบอมชี้มา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองแหวนบนนิ้วเดียวกันของแจบอมบ้าง


“นั่นคือแหวนอะไรอะ” แจบอมถาม


“ของขวัญอะ พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนวันเกิดปีที่แล้ว” จินยองวางปากกาแล้วถอดแหวนออกมา หมุนจนเจอสิ่งที่ต้องการแล้วก็ยื่นให้แจบอมรับไปดู ปลายนิ้วชี้ไปที่ด้านในของแหวนซึ่งสลักตัวอักษรเล็กๆ ไว้อยู่ “มีชื่อฉันตรงนี้...แล้วของแจบอมล่ะ”


“ถ้าเล่าให้ฟังจะด่าว่าฉันชั่วไหม” 


คำเกริ่นกับสีหน้าเรียบนิ่ง ตาเรียวกะพริบปริบของแจบอมทำให้จินยองอมยิ้ม “เล่าสิ” เขาบอก


แจบอมวางแหวนของจินยองวางไว้ก่อนจะแหวนของตัวเองออกบ้าง “มีวันหนึ่งฉันพาเพื่อนไปซื้อของให้แฟน แล้วก็ไปลองแหวนเล่นๆ กันที่งานแฟร์ในเมืองตอนกลางคืน มันก็มืดๆ คนเยอะๆ ฉันหยิบมาลองเล่นระหว่างรอเพื่อน แต่ดันเผลอใส่ติดมือกลับบ้านมาซะอย่างนั้น จะเอาไปคืนก็ไม่ได้เพราะงานแฟร์จบไปแล้ว โคตรรู้สึกผิดเลย”


จินยองหลุดหัวเราะออกมาน้อยๆ ให้กับเรื่องที่ได้ยิน ตั้งแต่ได้รู้จักกันมานี่แจบอมไม่หยุดเปิดเผยมุมตลกๆ ให้เขาได้รับรู้เลย “แต่นายก็ยังใส่มันอยู่?”


“ฉันชอบนะ มันสวยดี ถึงจะผิดกฎหมายก็เถอะ” แจบอมพูดขำๆก่อนจะหยิบแหวนของจินยองขึ้นมาสวมแทน แต่กลับติดอยู่แค่ครึ่งทาง “โห จินยองมือผอมจัง” แล้วก็มองมือของเขาที่ยืดออกเพื่อพิจารณาดูตามคำบอกเมื่อครู่นี้จากอีกฝ่าย


จินยองหยิบแหวนของแจบอมมาสวมดูบ้าง และพบว่ามันหลวมมากจนพอดีกับนิ้วโป้งของเขาแทน พอเลื่อนสายตาไปมองคนตรงหน้าอีกครั้งก็เห็นแจบอมฉีกยิ้มพร้อมยกมือขึ้นโชว์แหวนของจินยองที่นิ้วนางของตัวเอง


“แลกกันมั้ย” คำเสนอจากอีกฝ่ายทำให้จินยองนึกประหลาดใจ


“นายจะใส่แหวนที่มีชื่อฉันทำไม"


“อ๋อ แหวนของฉันมันไม่ดีสินะ แหวนจากการโจรกรรม จินยองคงไม่อยากใส่”


“โจรกรรม โอ้โห ไม่ได้ยินคนพูดคำเกาหลีคำนี้ให้ได้ยินมานานมากเลยอะ”


ตอนแรกจินยองอยากจะแก้ต่างคำพูดคิดเองเออเองของอีกฝ่าย แต่กลับกลายเป็นว่าคำศัพท์อย่างเป็นทางการที่แจบอมใช้ดึงความสนใจของเขาไปเสียก่อน


แจบอมได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “เอาจริงฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองจะพูดคำนั้นไปเหมือนกัน”


จินยองยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ พวกเขาต่างนั่งเล่นกับแหวนของกันและกันไปสักพัก ถอดเข้าถอดออก เปลี่ยนสวมใส่นิ้วอื่นๆ เล่นไปเรื่อย ก่อนที่จินยองจะถอดแหวนของแจบอมออกมาแล้วยื่นส่งคืนให้ ซึ่งแจบอมก็ถอดแหวนของเขาออกแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับของตัวเองคืนไป 


ทว่ากลับเลื่อนปลายนิ้ว....เข้ามาแตะปลายนิ้วของจินยองซึ่งวางมืออยู่บนโต๊ะเบาๆ


ความเงียบสงัดรอบตัวทำให้เสียงบางอย่างที่ดังก้องอยู่ในอกชัดเจนมากกว่าเดิม


จินยองยังคงมองมือของตัวเองและรู้สึกได้ว่านี่คือจุดรวมสายตาของแจบอมเช่นกัน แหวนเงินวงเล็กถูกมือของแจบอมถือนำมาแตะที่ปลายนิ้วชี้ข้างขวาของจินยอง ก่อนที่แจบอมจะค่อยๆ สวมมันคืนกลับเข้าที่ให้


จินยองยังคงก้มหน้ามองมือของตัวเองซึ่งได้รับแหวนคืนกลับมาแล้ว


แต่แจบอมกลับยังไม่ละมือไปไหน


และปลายนิ้วของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่เฉย แจบอมขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น วางนิ้วโป้งลงบนข้อนิ้วของจินยอง เคลื่อนขึ้นมาจนถึงหลังมือ


ก่อนจะลูบวนไปมาอย่างช้าๆ


ฝ่ามือของแจบอมเหมือนจะรับมือทั้งมือของจินยองไปประคองไว้ทั้งหมดแล้ว


ความเงียบสงัดรอบตัวทำให้เสียงบางอย่างที่ดังก้องอยู่ในอกชัดเจนมากกว่าเดิม


มืออีกข้างของจินยองที่ถือแหวนของแจบอมอยู่กำแน่น ก่อนจินยองจะตัดสินใจนำมาสวมมันคืนให้กับแจบอม แม้นั่นหมายความว่าเขาจะต้องดึงมือตัวเองออกจากการกอบกุมของอีกฝ่ายก็ตาม


และจินยองตอบไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกเสียดาย



แหวนเงินแบบเรียบๆ ถูกดันกลับเข้าที่นิ้วชี้ข้างขวาของแจบอม แต่ยังไม่ทันที่จินยองจะได้ชักมือกลับ มือข้างซ้ายของเขาก็ถูกมือข้างขวาของแจบอมคว้าไปจับไว้แน่น จินยองเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยคำถามที่ผุดขึ้นมาในความคิดแต่ติดอยู่ที่ปาก เมื่อเห็นแจบอมหยิบปากกาขึ้นมาเขียนการบ้านของตัวเองต่อ...โดยไม่ได้มองเขา ไม่ได้พูดอะไร 


จินยองจึงทำแบบเดียวกัน


และตลอดระยะเวลาสั้นๆ นั้นที่มีความเงียบสงัดเป็นบรรยากาศอยู่รอบตัว เสียงบางอย่างที่ดังก้องอยู่ในอกได้ชัดเจนมากกว่าเดิม มากขึ้นทุกวินาที



ความรัก ไม่ได้ทำให้มีความสุข

แต่เป็นการได้รักและถูกรักโดยคนที่รัก

ที่ทำให้มีความสุข



“น่าปวดหัวเป็นบ้า”


เอกสารวิชาทฤษฎีจิตวิทยากับบุคลิกภาพของมนุษย์ถูกส่งคืนหลังจากแจบอมขอหยิบไปดูสักพัก จินยองจึงรับมาก่อนส่งเอกสารวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคกลับไปบ้าง


“ของนายก็น่าปวดหัวพอกันแหล่ะหน่า”


วันนี้เป็นอีกวันที่จินยองมานั่งอยู่ที่ห้องของแจบอม หากแต่จุดประสงค์หลักไม่ใช่เรื่องทำอาหารอย่างเช่นทุกครั้ง เพราะตอนนี้เป็นฤดูกาลของการสอบกลางภาค พวกเขาได้หยุดอ่านหนังสือสอบในช่วงเวลาเดียวกันและมีเวลาว่างใกล้เคียงกันมากแม้จะเรียนอยู่คนละมหาวิทยาลัย จึงได้นัดอ่านหนังสือด้วยกัน


“แต่ที่นายเรียนดูน่าสนใจกว่านะ” จินยองคิดว่าเขาฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะเมื่อกี้นี่แจบอมเพิ่งจะบ่นอยู่เลย


“ไหนว่าน่าปวดหัว”


“น่าปวดหัวเพราะศัพท์วิชาการยากๆ มันเยอะ และฉันไม่เก่งภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นแหล่ะ” ได้ยินดังนั้นจินยองจึงค่อยเข้าใจ เขาพยักหน้ารับ ก็คงจริงอย่างที่แจบอมว่า เพราะที่เขาปวดหัวกับเอกสารประกอบการเรียนของแจบอมก็เป็นเพราะมันมีแต่กราฟ ตัวเลข กับภาษาอังกฤษที่เขาไม่ถนัดเต็มไปหมด ตามปกติของหลักสูตรภาษาอังกฤษที่นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างชาติส่วนมากเลือกเรียน 


“ว่าแต่จิตวิทยาที่นายเรียนนี่มีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้างอะ”  จินยองกำลังจะเริ่มอ่านทบทวนบทเรียนต่อจากตรงที่ค้างไว้ ทว่าคนตรงหน้ายังไม่ยอมจบบทสนทนาง่ายๆ “อยากรู้ แต่อ่านไม่ไหวจริงๆ งง”


จินยองเลือกจะเสนอเรื่องที่อยู่บนหน้าเอกสารตรงหน้า


“มนุษย์เราทุกคนมีปีศาจอยู่ในตัว”


แววตาของแจบอมเป็นประกาย จินยองเหมือนเห็นตัวเองในตอนที่เขาได้เรียนเรื่องนี้จากอาจารย์เป็นครั้งแรก


“ตอนฉันเรียนเรื่องนี้อาจารย์ให้ทำแบบทดสอบ จะลองทำเล่นๆ ดูไหม”


“ยากหรือเปล่าอ่ะ”


จินยองส่ายหน้า “ไม่เลย แค่ตอบคำถามฉันมา ง่ายมาก นายมีคนที่ตัวเองไม่ชอบ หรือเกลียดไหม”


แจบอมขมวดคิ้วแล้วนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่ได้เกลียดใครอะไรขนาดนั้นนะ แต่ก็มีคนที่ไม่ชอบอยู่”


“แล้วนิสัยของเขาที่ทำให้นายไม่ชอบคืออะไร ลองยกตัวอย่างมาหน่อย สักสองสามข้อ”


“อ่า...” เห็นแจบอมคิดอย่างจริงจังจินยองเลยบอกว่าให้คิดอะไรง่ายๆ ไม่ต้องคิดเยอะ เขาจึงได้รับคำตอบภายในไม่กี่วินาทีต่อมา “เห็นแก่ตัว ชอบตัดสินใจอะไรจากในมุมมองของตัวเองคนเดียว แบบ เป็นพวกชอบคิดเองเออเองอะ คิดแทนคนอื่น”


“อ่าห้ะ”


“แล้ว?”


“ทั้งหมดที่นายพูดมาน่ะ ที่นายไม่ชอบ” จินยองเฉลย “นั่นคือสิ่งที่นายเองก็เป็น”


จินยองเห็นแจบอมนิ่งไปมากๆ ในชนิดที่ว่าแทบไม่แสดงสีหน้าอะไรเลยอยู่สักพัก 


เขาพอจะเดาได้ว่าแจบอมคงรู้สึกเหมือนหน้าชา เพราะในตอนที่อาจารย์เฉลยให้เขาฟังแบบนี้ จินยองก็ได้แต่มองคำที่เขาเขียนบนกระดาษว่า ‘เห็นแก่ตัว’ แล้วนิ่งค้างไปพักใหญ่


ยิ่งพอคิดทบทวนได้ว่าบางทีตัวเองก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก


“เพราะบางทีคนเราก็เผลอทำตัวในแบบที่เราเองรู้สึกไม่ชอบโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะเราชินกับการที่ตัวเราเป็นแบบนี้ ทำแบบนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบนี้ Just for our own satisfaction. และสนใจในสิ่งที่คนอื่นทำให้เรารู้สึก มากกว่าสิ่งที่ตัวเองทำให้คนอื่นรู้สึก” จินยองพยายามจะคิดหาคำอธิบายให้แจบอมเข้าใจได้ง่ายมากที่สุด “แต่มันเป็นเรื่องปกตินะ ที่ฉันกำลังจะบอกน่ะ ก็คือมันโอเคที่จะยอมรับนิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง เพราะทุกด้านมืดในตัวเราก็คือตัวเราเอง มันมีทฤษฎีอธิบายไว้ด้วยว่าการแสดงออกนิสัยที่ไม่ดีบางอย่างมันเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ทั้งที่เราไม่ได้อยากจะทำให้คนอื่นไม่ชอบเรา หรือรำคาญเราหรอก แต่เรายับยั้งมันได้แค่บางเวลาเท่านั้น และก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วยว่าจะสามารถทำได้มากแค่ไหน”


“แล้วพอได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วคนเราก็เป็นแบบนี้ ปีศาจมีอยู่ในตัวทุกคน คนเราเป็นสีเทาเหมือนกันหมด ฉันก็เลยเลิกคิดลบคนอื่นไปทั่ว รู้สึกด้วยว่าตัวเองมีความสุขมากขึ้น” จินยองว่า “กับนิสัยเสียหรือการแสดงออกบางอย่างของบางคน ถ้ายังอยู่ในระดับที่ทนได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใครมาก ฉันก็เข้าใจได้อ่ะ”


แจบอมยิ้มออกมาในที่สุดหลังจากฟังจินยองอย่างเงียบๆ มานาน “นี่ตกลงนายเรียนจิตวิทยาหรือเรียนคำสอนทางศาสนากันแน่เนี่ย” 


“มันก็แค่เรื่องความเข้าใจในบุคลิกภาพของมนุษย์เท่านั้นแหล่ะน่า”


แจบอมพยักหน้ารับ เมื่อไม่มีใครพูดอะไรอีกพวกเขาจึงนั่งอ่านหนังสือต่อ แต่ในขณะที่จินยองเงยหน้าขึ้นมองแจบอมเป็นระยะ เขาก็เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเหม่อลอย นั่งมองกำแพง มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย ดูท่าทางว่าน่าจะยังคิดไม่ตกกับเรื่องที่พวกเขาเพิ่งได้คุยกันไป


จินยองพอจะเข้าใจได้ เพราะทฤษฎีจิตวิทยามากมายที่เขาได้เรียนมาก็ทำให้ความคิดของจินยองแตกกิ่งก้านต่อได้ตลอดเช่นกัน ทำให้เขาชอบนั่งเหม่อลอยอย่างที่แจบอมกำลังเป็นอยู่ เขานั่งทบทวนบทเรียนไปเรื่อยๆ พร้อมกับตั้งรับกับคำถามถัดๆ ไปของแจบอมไปด้วย


แต่เมื่อแจบอมเปิดปากพูดอีกครั้งพร้อมกับคำถามบางอย่าง จินยองกลับหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่ได้


“ความรักคืออะไรเหรอ”


“ถามอะไรอยู่ คิดว่าตัวเป็นพระเอกหนังหรือไง”


เขาไม่คิดเลยว่าแจบอมจะมีมุมแบบนี้


“ฉันก็แค่อยากรู้” แจบอมพูดอย่างจริงจัง แกะขนมบิสกิตรสกาแฟที่วางอยู่บนโต๊ะเปิดออก หยิบใส่ปากชิ้นหนึ่งแล้วเลื่อนกล่องขนมมาไว้ตรงหน้าจินยอง “ความรักในมุมมองของคนแบบนาย”


“ความรักก็คือความรู้สึกอย่างหนึ่ง”


“แค่นั้นเหรอ”


พลันเสียงโทรศัพท์ของจินยองดังขึ้น บทสนทนาจึงค้างอยู่แค่นั้น จินยองรับสายจากเพื่อนชาวจีนที่คอลเลจก่อนจะคุยกันอยู่พักใหญ่เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาที่จะใช้สอบ พลิกหน้ากระดาษทั้งในเอกสารและในหนังสือเพื่อถกกับเพื่อนและช่วยกันหาคำตอบในบางประเด็นไปด้วย


ระหว่างนั้นจินยองก็นั่งมองแจบอมซึ่งกำลังวาดรูปเล่นอยู่บนชีทเรียนไปพลาง


“Oui. Je vais lui demander demain. D’accord. Chaos.” (ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะลองไปถามครู โอเค บาย)


เมื่อวางสายที่ยาวถึงแปดนาทีไปแล้วความสนใจจึงกลับมาอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้ง จินยองวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแจบอมแล้วถามว่า “เมื่อกี้เราคุยกันถึงไหนนะ--- อ๋อ! ความรักคืออะไร”



ความรัก ไม่มีคำจำกัดความหรือนิยามที่แน่นอนหรือตายตัว

ความรักขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และเรื่องราวที่คนคนนั้นได้เผชิญ


 

เสียงกดออดหน้าบ้านในกลางดึกเวลาสี่ทุ่มทำให้จินยองวางมือจากการบ้านและลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารทันที ปีเตอร์ซึ่งนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดกันเอ่ยถามด้วยความสงสัย


“Qui est-ce?” (นั่นใครน่ะ?)


“Mon copain, Jaebeom. Tu le sais.” (เพื่อนผม แจบอมอะ พี่ก็รู้จัก)


จินยองพูดแค่นั้นแล้วก็เดินออกไปเปิดประตูรับแจบอมซึ่งรออยู่หน้าบ้าน ท้องฟ้าที่ยังไม่มืดสนิททั้งที่ดึกมากแล้วเป็นปกติของสภาวะอากาศในช่วงนี้ จินยองจึงได้เห็นรอยยิ้มกว้างเต็มใบหน้าของแจบอมมาแต่ไกล


“ยิ้มอะไร” จินยองเอ่ยทัก เผลอยิ้มตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัวก่อนจะถามต่อด้วยความสงสัย “ไปติวมาไม่ใช่หรือไง”


ปกติแล้วหลังจากการอ่านหนังสือสอบ แจบอมจะดูอิดโรยและหิวโหยเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปติวกับมาร์ค เพื่อนชาวเอเชีย-อเมริกันที่เพิ่งจะมาสนิทกันได้สักพักและพักอาศัยอยู่ที่บ้านซึ่งอยู่ถัดจากจินยองไปไม่ไกล จินยองรู้จักมาร์คมาได้สักพักแล้ว เพราะเคยเจอมาร์คกับลูกพี่ลูกน้องสาวลูกครึ่งเกาหลี-เบลเยี่ยมชื่อ เมลีน ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน มาอุดหนุนอาหารที่ร้านเขาพร้อมกันกับแจบอมอยู่ครั้งหนึ่ง


จินยองก็เพิ่งจะได้รู้ในตอนนั้นว่ามีเพื่อนชาวเอเชียอยู่ใกล้บ้านมากขนาดนี้ และเพราะอย่างนี้ แจบอมจึงได้บอกว่าจะขอมานอนค้างที่บ้านของจินยองคืนนี้หลังจากติวกับมาร์คเสร็จ บ้านจินยองอยู่ใกล้และใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าต้องกลับห้องตัวเองมาก และจินยองก็เตรียมทั้งอาหารทั้งขนมไว้มากมายเพื่อที่จะใช้เติมพลังให้เพราะคิดว่าอีกฝ่ายต้องหิวมากแน่ๆ


“หิวววว มีอะไรกินบ้างคุณเชฟ”


ซึ่งแจบอมก็หิวจริงๆ นั่นแหล่ะ


“เตียงนุ่มมากเลยอ่ะ ขอมานอนที่นี่ทุกวันเลยได้ไหมเนี่ย เบื่อหน้าไอ้เวอร์นอน...จินยองอ่า ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่ตื่นก็ปล่อยฉันไปเถอะนะ ขอนอนที่นี่นานๆให้เป็นบุญหลัง มาอยู่นี่สองเดือนนอนแต่ฟูกแข็งๆ จนปวดตัวหมดแล้ว”


แต่ไอ้อาการพูดมากยาวยืดแถมยังไปยิ้มไปอย่างมีความสุขยิ่งกว่าที่เป็นอยู่แล้วในวันปกติหลายเท่ามากๆ...นี่มันแปลกจริงๆ


จินยองส่ายศีรษะไปมาให้กับคำพูดของแจบอม ก่อนจะเดินเข้าไปจับขาของคนยังไม่ได้อาบน้ำที่นอนเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงของเขาแล้วออกแรงลากคนตัวโตลงจากเตียง เสียงโวยวายปะปนกับเสียงหัวเราะดังลั่นห้องเมื่อแจบอมพยายามจะยึดตัวเองไว้กับที่ให้ได้ สองมือเกาะขอบฟูกไว้ ส่งเสียงหัวเราะอู้อี้ทั้งที่หน้ามุดอยู่กับหมอนของจินยองเต็มๆ



คืนนี้...แจบอมอารมณ์ดีมากจนทำให้จินยองพลอยหยุดยิ้มไม่ได้ไปเช่นกัน



และจินยองก็ไม่ได้อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองจริงๆ ว่าที่แจบอมเป็นแบบนี้ เป็นเพราะอีกฝ่ายดีใจที่ได้มาค้างคืนที่นี่กับเขา


ไม่ได้อยากคิดไปเอง


แต่หัวใจที่เต้นผิดจังหวะในตอนนี้ บอกจินยองว่าตัวเขาเผลอคิดไปไกลแล้วจริงๆ





หลังจากเวลาผ่านไปนาน แจบอมหมดฤทธิ์แสดงอาการคึกคักในเวลาตีสอง ท่าทางจะพูดมากไปแล้วจนเมื่อยปาก ซึ่งก็สมควรจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ


ในตอนนี้พวกเขาต่างนอนกันอยู่บนเตียงคนละฝั่ง ห่มผ้าห่มผืนเดียวกัน มีหมอนข้างวางคั่นตรงกลาง 


“ความรัก” จู่ๆ คำพูดสั้นๆ ของแจบอมที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้จินยองแทบหยุดหายใจ อาการอ่อนเพลียที่ชวนจะกล่อมร่างกายให้เข้าสู่ห้วงนิทราพลันหายไปปลิดทิ้ง  “นายเคยบอกว่าความรักคือความรู้สึกอย่างหนึ่ง” แจบอมบอกตามที่จินยองเคยพูดไว้เมื่อครั้งก่อนนั้นที่แจบอมตั้งคำถามนี้ “แต่ความรักไม่มีความจำกัดความที่ตายตัว มันขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นเจออะไรมาบ้าง ความรักในนิยามของเขาก็มาจากสิ่งที่เขาได้เผชิญ” 


พูดได้ถูกต้องและครบถ้วนจนเจ้าของคำพูดนั้นเองยังแปลกใจที่อีกฝ่ายจำได้ขนาดนี้


“ใช่” จินยองตอบ สายตามองเพดานห้องค้างอยู่เหมือนเดิม​ “ความรักเป็นแค่ความรู้สึกอย่างหนึ่ง.....ก็เหมือนกับความหิวนั่นแหล่ะ ความรู้สึกที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้” 


“…”


“แต่ส่งผลกระทบทางร่างกาย เราเลยรู้ว่ามันทำอะไรกับเราได้มากกว่าแค่ตกตะกอนอยู่ในความคิด”


“Par example?” (ยกตัวอย่างเช่น?)


จินยองกลัวเหลือเกินว่าบรรยากาศในห้องตอนนี้จะเงียบเกินไป


กลัวเหลือเกินว่าแจบอมจะได้ยิน...เสียงของอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากความรู้สึกบางอย่างที่เป็นเพียงนามธรรม จนแสดงปฏิกิริยาตอบรับที่รุนแรงเกินเอื้อมการควบคุมของจินยอง


จินยองได้ยินเสียงคนข้างๆ พลิกตัว ก่อนรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมา


เขาหันกลับไปมองตอบได้แค่แวบเดียวก็ต้องกลับมาจ้องเพดานห้องต่อเหมือนเดิม


จินยองพยายามคิดหาคำอธิบายให้กับสิ่งที่แจบอมถามค้างไว้เมื่อครู่นี้ ยกตัวอย่างผลกระทบที่ความรู้สึกส่งถึงร่างกาย “ก็...”​ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกำลังพยายามคิดหาคำอธิบายให้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังรู้สึก...


...อยู่ในตอนนี้


“ก็ความรู้สึก... อย่างความรู้สึกที่แบบ ใจเต้นแรง ไม่ก็ ความรู้สึกที่เหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง”


“…”


“มันจะวูบๆ โหวงๆ บอกไม่ถูกเหมือนกัน” เสียงของจินยองเบาลงเรื่อยๆ “นายเคยรู้สึกมั้ย”


และคำถามสุดท้ายนั้นก็เบาจนแทบจะหายไปในความเงียบ


“ก็เคยนะ...” หากแต่ความเงียบยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีเหมือนเดิม เสียงเบาๆ ของจินยองในคำถามนั้นได้ส่งไปถึงแจบอมอย่างชัดเจน “ฉันเคยรู้สึกแบบนั้น...แล้วนายล่ะ เอ้อ! ก็ต้องเคยสิ ไม่งั้นจะอธิบายออกมาซะละเอียดแบบนี้ได้ยังไง” 


เสียงแจบอมหัวเราะเบาๆ ติดท้ายปลายประโยค จินยองทำได้แค่เงียบ


“…”


“งั้นก็คงเหมือนกันเนอะ” แจบอมพูดต่อ “ความรู้สึกเดียวกัน”


จินยองหันไปมองเมื่อรู้สึกได้ถึงปลายนิ้วอุ่นแตะกับท่อนแขนของเขาที่โผล่พ้นเสื้อยืดแขนสั้นออกมา เพราะแขนของแจบอมได้ถูกนำมาพาดอยู่บนหมอนข้างตรงกลาง สายตาของแจบอมมองตรงมาที่จินยองพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก


“ความรักคือความรู้สึกอย่างหนึ่ง” เสียงทุ้มแผ่วเบาของแจบอมยังคงพูดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “การรัก กับการถูกรัก ไม่เหมือนกัน”


“…”


“แต่ทำให้มีความสุขเหมือนกัน”


จินยองใช้ความคิดไปกับคำพูดสั้นๆ นั้นของแจบอมอยู่พักใหญ่ แม้ในตอนนี้จะยังไม่สามารถตีความได้ละเอียดทั้งหมด แต่เพียงความหมายผิวเผินที่ได้รับรู้...


....ก็ทำให้ใจชุ่มชื้นได้มากพอแล้ว


และจินยองรู้ตัวว่าเขาคงหยุดคิดถึงคำพูดนี้ รวมถึงคำพูดอื่นๆ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับแจบอมไม่ได้ง่ายๆ “นี่คือคำนิยามความรักของนายเหรอ” เขาถามกลับ


“อืม สำหรับตอนนี้นะ”


“…”


“แล้วนายล่ะ”


“สำหรับตอนนี้เหรอ” จินยองยกแขนขึ้นวางพาดกับหมอนข้างเช่นเดียวกัน สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของแจบอมอย่างแผ่วผิว “ฉัน...มีความสุข”


และความรักไม่ได้ทำให้ฉันมีความสุข


แต่เป็นนาย



:



จินยองจำไม่ได้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปตั้งแต่ตอนไหน เขาตื่นขึ้นมาในเวลาสิบโมงกว่า ในขณะที่แจบอมยังคงนอนหลับสบาย ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจเต้นแรงทั้งที่ยังลืมตาตื่นได้ไม่เต็มที่จนจินยองนึกขำตัวเอง... อะไรจะขนาดนั้นนะจินยอง


‘ฉันเคยคิดว่าฉันคิดผิดที่มาเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่นะ’ และทั้งที่ยังงัวเงียอยู่ สิ่งแรกที่ลอยเข้ามาในความคิดของจินยองก็ยังคงเป็นชิ้นส่วนจากบทสนทนาเมื่อคืน ‘ฉันขี้เหงา ไม่มีพี่น้อง แล้วก็ไม่ค่อยมีเพื่อนตั้งแต่เด็กเพราะว่าพ่อกับแม่ย้ายบ้านบ่อย พวกกลุ่มเพื่อนที่สนิทกันก็เหมือนเป็นแค่เพื่อนสนุกไปวันๆ ฉันไม่ค่อยได้คุยอะไรจริงจังกับเพื่อนคนไหนเท่าไหร่ แล้วพอย้ายมาเบลเยี่ยมใหม่ๆ ฉันก็ยิ่งเหงา เพราะขนาดเพื่อนที่จะสนุกกันไปวันๆ ยังไม่มีเลย โคตรคิดถึงบ้าน”


‘…’


‘แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วล่ะ ว่าฉันตัดสินใจไม่ผิดเลยที่มาที่นี่’



ความรัก ไม่ได้ทำให้มีความสุข

แต่เป็นการได้รักและถูกรักโดยคนที่รัก

ที่ทำให้มีความสุข



หลังจากคืนนั้นที่แจบอมมาค้างคืนที่บ้านของเขา จินยองก็ได้เห็นรอยยิ้มของแจบอมบ่อยขึ้นจากที่ปกติก็มากอยู่แล้ว แจบอมเป็นฝ่ายมาหาเขาที่บ้านบ่อยขึ้น ดูอารมณ์ดีอยู่ทุกวันทั้งที่ก่อนจะมาหาจินยองตอนค่ำๆ ดึกๆ ก็ต้องไปติวหนังสือกับมาร์คแทบทุกวันเพราะมีทั้งควิซและการทำโปรเจ็คแบบกลุ่มเยอะมากในช่วงท้ายของเทอมนี้


และนอกเหนือจากนั้น แจบอมกำลังทำให้คำพูดที่จินยองนึกว่าอีกฝ่ายแกล้งพูดเล่นๆ เมื่อคืนนั้น...


‘ขอมานอนที่นี่ทุกวันเลยได้ไหมเนี่ย เบื่อหน้าไอ้เวอร์นอน’


...เป็นจริง



เพียงแต่ในคืนนี้ เป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์ที่จินยองเห็นแจบอมมาพร้อมกับใบหน้าหมองหม่น มีเพียงรอยยิ้มเจื่อนๆในตอนที่จินยองเดินไปเปิดประตูให้เท่านั้นที่ปรากฏขึ้น ก่อนที่แจบอมจะเอาแต่เงียบ ตั้งแต่ตอนกินสเต็กกับสลัดที่จินยองเตรียมไว้ให้ ขึ้นไปอาบน้ำ นอนเล่นโทรศัพท์ ใกล้จะได้เวลาเข้านอนเพื่อไปเรียนให้ทันคลาสตอนเก้าโมงเช้าในวันพรุ่งนี้


และด้วยความที่ปกติจินยองไม่ใช่ฝ่ายชวนคุยอยู่แล้ว พอแจบอมเงียบจินยองจึงยิ่งไม่รู้จะพูดอะไร แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดความเป็นห่วงก็ทำให้จินยองต้องรู้จนได้ว่าเขาควรจะพูดอะไร 


“แจบอมเป็นอะไร” จินยองเอ่ยถามขึ้นในที่สุดขณะที่พวกเขาช่วยกันเปลี่ยนปลอกหมอนข้างก่อนจะเข้านอน เป็นจินยองเองที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ชวนแจบอมเปลี่ยนปลอกหมอนข้างเพื่อหาทางชวนคุยแบบอ้อมๆ “นายเครียดเรื่องเรียนเหรอ หรือว่าเรื่องเพื่อน”


มีเพียงสองประเด็นนี้เท่านั้นที่จินยองพอจะนึกได้ อ้างอิงจากเรื่องราวในชีวิตของอิมแจบอมที่จินยองเคยได้รู้มาตลอด


“อือ ก็หลายๆ อย่าง” แจบอมตอบปัดๆ แล้วดึงหมอนข้างที่สวมปลอกเสร็จแล้วไปผูกเชือกที่ปลายปลอกเองทั้งสองข้าง ก่อนจะโยนหมอนข้างลงกับเตียง ก้าวเข้ามาหาจินยองอย่างรวดเร็วโดยที่เขาซึ่งมัวแต่ใช้ความคิดและกำลังนึกว่าจะพูดอะไรต่อไม่ทันได้ตั้งตัว “ขอกอดหน่อย”


และโดยไม่ทันได้ตั้งตัวนั้น


“…”


ทั้งตัวของเขาถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นจากแจบอม




จินยองเคยนึกกลัวความเงียบในบรรยากาศระหว่างเขากับอิมแจบอมมาเสมอ กลัวว่ามันจะเงียบเกินไป จนแจบอมอาจเผลอได้ยินอะไรๆ ที่เขาไม่อยากเปิดเผย


แต่ในตอนนี้...ต่อให้บรรยากาศรอบตัวจะไม่ได้เงียบแบบนี้ ต่อให้มันจะเต็มไปด้วยเสียงดังๆ จินยองก็มั่นใจว่าเขาไม่สามารถปิดบังเสียงที่เคยอายเกินกว่าให้แจบอมได้ยินแล้ว 


จินยองมั่นใจ

ว่าแจบอมสามารถรับรู้ได้เสียงหัวใจเต้นระรัวได้อย่างชัดเจน...


เพราะแผ่นอกของเขาอยู่แนบชิดกัน ไม่เหลือช่องว่าง

แม้แต่จะให้อากาศพัดผ่าน



แจบอมกอดเขาอยู่อย่างนั้นนานมาก ในขณะที่จินยองเองก็ยกแขนขึ้นกอดตอบแจบอมเช่นกัน แต่แรงของเขานั้นอยู่ในระดับเดิมอย่างคงที่มาตลอด ไม่เหมือนกับแจบอมที่กอดจินยองแน่น...แน่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนจินยองเริ่มจะหายใจไม่ออกและเจ็บตัวขึ้นมาเล็กน้อย แจบอมกอดจินยองแน่นจนจินยองรู้สึกได้ว่าท่อนของแจบอมเบียดกับกระดูกของเขาจริงๆ และเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากใบหน้าที่ซุกอยู่ตรงบ่าหลุดออกมา จินยองจึงได้รู้ว่าแจบอมกำลังแกล้งเขา


แต่เหนือสิ่งอื่นใด เสียงหัวเราะนั้น เสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นจากการได้กอดกัน หลังจากที่แจบอมอยู่ภายใต้เมฆฝนอึมครึมกับปัญหาในใจของตัวเองมาเป็นชั่วโมง...


ทำให้จินยองมีความสุขที่สุด


“แจบอม” เขาเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ “ฉันหายใจไม่ออกแล้วนะ”


“คึๆๆๆ” 


แต่คนขี้แกล้งกลับกอดเขาแน่นกว่าเดิมจนจินยองนึกสงสัยจริงๆ ว่าอิมแจบอมเอาแรงมากขนาดนี้จากไหนกัน


หรือตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เขาจะขุนอิมแจบอมด้วยอาหารกับขนมมากเกินไปจนอีกคนตัวโตและมีแรงเยอะได้ขนาดนี้เนี่ย?


ทว่ายังไม่ทันที่จินยองจะได้คิดอะไรต่อ ไม่ทันจะเปิดปากพูด หรือได้พยายามพาตัวเองออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่าย ทุกความคิด ทุกการกระทำ ได้หยุด...อยู่แค่ตรงนั้น


หยุดค้างกลางคัน


“…”


ด้วยสัมผัสจากลมหายใจอุ่นร้อนและริมฝีปากนุ่ม...แนบลงกับต้นคอของเขา...


...อย่างเนิ่นนาน



รัก คือความรู้สึกอย่างหนึ่ง



“ผ้าปูที่นอนลายนี้มาจากไหน ไม่เคยเห็น...ทำไมชั้นหนังสือโล่งจังอะ หายไปไหนหมด”


คำทักแรกเมื่อแจบอมเดินเข้ามาในห้องนอนของจินยองในรอบสามเดือนก็ยังสมกับเป็นอิมแจบอมคนเดิม พูดโน่นทักนี่ถามนั่นไปเรื่อยอย่างคนหยุดพูดไม่ได้ พอวางเสื้อผ้าชุดนอนกับผ้าเช็ดตัวที่จะใช้อาบน้ำเปลี่ยนทิ้งไว้บนเตียงเสร็จแล้วก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของจินยองโดยไม่ได้ขออนุญาตสักคำ


“ทำอะไรเนี่ย” และถึงปากจะถามไปแบบนั้น แต่อันที่จริงแล้วความคิดจินยองไม่ได้อยู่กับคนที่ยืนรื้อของในชั้นบนสุดของตู้เสื้อผ้าเขาสักนิด


เพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการที่แจบอมจำรายละเอียดของสิ่งของในห้องนอนของเขาได้ ได้ขโมยทุกพื้นที่ในความคิดและความรู้สึกของเขาไปหมดแล้ว


“หมอนอ่ะ ไม่มีหมอนเหรอ นายก็รู้ว่าฉันจะมานี่” เสียงบ่นงึมงำยังคงดังไม่หยุด ก่อนแจบอมจะหันหน้ายุ่งๆ มามองเมื่อหาหมอนในตู้ที่จินยองเคยเก็บไว้ไม่พบ 


ผมที่ตัดสั้นกว่าเดิมและเสยเปิดขึ้นลวกๆ บวกกับเสื้อผ้าชุดสีเข้มทำให้แจบอมดูโตขึ้นมาก แต่ก็นั่นแหล่ะ...ยังทำนิสัยเหมือนเดิมเวลาอยู่กับจินยอง 


“จินยองอ่า ทำไมไม่เตรียมหมอนให้ฉันอะ”


“ก็ก่อนหน้านี้ไม่เห็นบอกว่าจะมานอนบ้าน” จินยองว่าไปตามตรง ก่อนหน้านี้เขาเหมือนจะได้ยินแจบอมพูดผ่านๆ ตั้งแต่ตอนจองตั๋วเครื่องบินว่าถ้าเกิดจองตั๋วเที่ยวบินพร้อมห้องเดี่ยวในหอพักรวมกันแล้วจะถูกกว่ามาก อีกฝ่ายเพิ่งจะมาบอกให้จินยองหายน้อยใจ (หลังจากน้อยใจคนเดียวอยู่เงียบๆ ในใจมานาน) เมื่อตอนนั่งรถกลับจากสนามบินมาบ้านนี่แหล่ะ ว่าคืนนี้จะค้างที่นี่


จินยองบอกแจบอมว่าจะไปหยิบหมอนจากห้องปีเตอร์มาให้ เขาออกไปครู่เดียวก็กลับมาพร้อมกับตัวหมอนและปลอกหมอนซักใหม่ที่เพิ่งไปเคาะห้องแล้วหยิบมาจากตู้ห้องพ่อกับแม่ เขายื่นทั้งหมอนและปลอกให้กับเจ้าของสำหรับคืนนี้ “เออ แล้วห้องที่หอพักหล่ะ” ว่าแล้วก็ถามถึงเสียหน่อย อดไม่ได้ที่จะมีความหวังโง่ๆ อยู่ในใจว่าถ้าหากแจบอมไม่ได้จองไว้จริงๆ...โอกาสความเป็นไปได้ที่แจบอมจะอยู่ที่นี่ต่อก็จะสูงมากเลยทีเดียว


“ช่างมัน” แจบอมตอบหน้าตาเฉยก่อนจะโยนหมอนในปลอกสีน้ำเงินลงกับเตียงเมื่อเปลี่ยนเสร็จ


“เฮ้ย ได้ไง”


“ล้อเล่น โทรไปบอกเขาแล้วว่าจะเช็คอินพรุ่งนี้แทน”


“อ้าว แล้วเงินที่จองสำหรับคืนนี้ไปล่ะ”


“ก็ต้องเสียไป ช่างมัน”


คราวนี้ช่างมันของจริง 


จินยองส่ายศีรษะไปมาใส่แจบอมอย่างที่ทำจนติด และเมื่อเห็นอีกฝ่ายล้อเลียนเขาด้วยทำแบบเดียวกัน แถมยังโอเว่อร์แอคต์ด้วยการส่งเสียงจิ๊ปากมาด้วยจินยองก็ค้อนขวับเข้าให้ อยากจะปาหมอนใส่หน้าจริงๆ ถ้าไม่ติดว่ามันอยู่ไกลเกินเอื้อมไปหน่อย


จินยองปล่อยให้แจบอมนอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงของเขาก่อนจะเดินไปหยิบชุดนอนในตู้เสื้อผ้า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเตือนข้อความจากโทรศัพท์ของอีกฝ่ายดังขึ้นเป็นระยะ แล้วจึงตามมาด้วยเสียงพูดของเจ้าตัว


“ปีเตอร์จะกลับเมื่อไหร่อ่ะ” คำถามนั้นสืบเนื่องมาจากเมื่อตอนบ่ายที่กลับมาถึงบ้านแล้วไม่เจอปีเตอร์ ตอนแวะไปหาพ่อกับแม่จินยองที่ร้านซึ่งอยู่คูหาติดกันก็ไม่พบเช่นกัน ในตอนนั้นที่แจบอมถามถึงพี่ชายต่างสายเลือดของเขา จินยองก็บอกไปแล้วว่าปีเตอร์ไปเรียนซัมเมอร์ที่แคนาดากับเพื่อนในโครงการของมหาวิทยาลัย


“ปลายเดือนหน้าอะ จะชวนกันดูบอลอีกหรือไง” จินยองตอบแล้วแกล้งถามกลับกึ่งๆ จะแซวขณะยังรื้อหาเสื้อผ้าอยู่ในตู้ เขายังจำเสียงเชียร์บอลที่ดังลั่นของพ่อ ปีเตอร์ กับอิมแจบอมเมื่อก่อนนั้นได้ดี


“เปล่า ก็แค่ถามเฉยๆ” เสียงเตือนข้อความยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จินยองปิดตู้เสื้อผ้าพร้อมกับเสื้อนอนและกางเกงยืดที่พาดอยู่บนบ่า หันกลับมาทางอิมแจบอมก็เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงจอจ่ออยู่กับการพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์อย่างจริงจัง จินยองเดินกลับไปนั่งที่ปลายเตียงและหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาเล่นบ้าง รู้สึกแปลกอยู่นิดหน่อยที่เห็นแจบอมออนไลน์ในเฟซบุ๊คแถมยังนั่งพิมพ์อะไรจริงจังอยู่นานสองนาน ทั้งที่ปกติแล้วแจบอมจะติดแค่อินสตาแกรมกับทวิตเตอร์เท่านั้น เวลาคุยกับเขาก็ไม่เห็นจะเคยพิมพ์อะไรยาวๆ ด้วย 


เงียบกันอยู่สักพัก ครู่ต่อมาแจบอมจึงเอ่ยถามบางอย่างขึ้นมาราวกับเพิ่งนึกได้ทั้งที่ต้นประเด็นนั้นถูกจุดเริ่มไว้นานเป็นสิบนาทีแล้ว ใบหน้าค้มเงยขึ้นมองจินยองพร้อมกันกับที่กดล็อคหน้าจอไอโฟนตัวเอง “จินยองไม่อยากไปบ้างเหรอ” 


“หืม?”


“ก็ไปแบบปีเตอร์อ่ะ”


“ตอนแรกก็ว่าจะไป” จินยองตอบยิ้มๆ “แต่เมื่อสองเดือนที่แล้วมีใครไม่รู้โทรมาบอก จินยองอาาา ปิดเทอมนี้ฉันจะไปหานะ” 


ในคราวนี้เป็นแจบอมที่ยิ้มกว้างออกมาบ้าง แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรอีก เสียงเตือนข้อความก็ดังขึ้นอีกครั้งและแจบอมก็ถูกดึงกลับไปอยู่กับโทรศัพท์อีกครั้ง จินยองจึงขอตัวไปอาบน้ำก่อน



:



ไม่อยากจะยอมรับว่ากำลังรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่


แต่ก็ช่างมันเถอะ จินยองบอกตัวเองแบบนี้ เพราะอย่างน้อยคืนนี้ก็จะได้อยู่กับแจบอม หลังจากไม่ได้เจอกันถึงสามเดือน...


เขาหลับตาก่อนจะปล่อยให้น้ำอุ่นจากฝักบัวไหลกระทบใบหน้า


วันนี้ควรจะเป็นวันที่ดี


วันนี้จะเป็นวันที่ดี



:



หากแต่ใจของจินยองกลับหล่นวูบจนถึงพื้นเมื่อกลับเข้ามาในห้องนอนแล้วได้พบกับความว่างเปล่า


จินยองเกือบจะตะโกนเรียกแจบอมแล้ว แต่ก็ยั้งปากไว้ทันเพราะไม่อยากให้พ่อกับแม่ที่อยู่ในห้องออกมาตั้งคำถาม เขาเดินลงบันไดไปดูที่ชั้นล่างทั้งที่ผมยังไม่แห้ง แต่แจบอมก็ไม่อยู่ทั้งในห้องน้ำ ในครัว ไม่มี...


ก่อนที่ลมเย็นจะพัดผ่านประตูบ้านที่เปิดแง้มอยู่ออกเข้ามา จินยองหันไปมองดู แล้วเลื่อนสายตาไปยังเสาแขวนเสื้อโค้ตหน้าประตู...


เสื้อสีดำของอิมแจบอมไม่อยู่บนนั้น






เพราะแจบอมกำลังยืนอยู่ริมถนนหน้าบ้านของจินยอง







“แจบอม?” จินยองเดินออกมาทั้งที่สวมเพียงเสื้อยืดแขนยาวตัวบางกับกางเกงวอร์มเท่านั้น รองเท้าแตะที่สวมอยู่ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันลมเย็น ทว่าจินยองกลับไม่ใส่ใจที่จะรับรู้ความรู้สึกใดๆ ทางกายทั้งนั้น


“จินยอง”


“ออกมาทำอะไรอ่ะ จะไปไหนเหรอ”


แจบอมมองหน้าเขาด้วยสีหน้าที่จินยองไม่คุ้นสักนิด



ดวงตาคู่เรียวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เต็มไปด้วยแววของความสับสน คิ้วขมวดเข้าหากัน 


ไม่มีรอยยิ้มอย่างที่มีให้จินยองเป็นประจำ


แจบอมไม่ตอบ เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะหลบสายตาไปมองพื้น ทำให้ภายในใจของจินยองซึ่งเต็มไปด้วยคำถามยิ่งบีบรัดด้วยความหวาดกลัวกับสถานการณ์ที่ไม่มีคำบอกใบ้เลยว่าอะไรเป็นอะไรมากกว่าเดิม


“แจบอม...”


“…”


“ปะ..”


“เปล่าน่ะ ไม่ได้จะทำอะไร เข้าบ้านกันเหอะ ออกมาแบบนี้ได้ยังไงเนี่ยจินยอง ผมก็ยังไม่แห้ง อากาศเย็นจะตายเดี๋ยวก็ป่วย....”


“พี่แจบอม”



สิ้นเสียงฝีเท้าวิ่งที่ดังจากไกลๆ มาอยู่ไม่กี่วินาที เจ้าของเสียงนั้นก็หยุดยืนอยู่ข้างหลังแจบอมซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับจินยองอยู่






และนอกเหนือจากที่จินยองเห็นชัดเต็มสองตาว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ในชุดเสื้อโค้ตตัวยาวคือใคร อีกภาพหนึ่งที่ชัดไม่แพ้กันก็คือภาพของอิมแจบอมที่หันไปมองตามเสียงเรียกนั้น


“เมลีน”


และภาพที่อิมแจบอมรั้งเมลีนเข้ามากอด








ตอนเด็กๆ จินยองเคยนึกสงสัยว่าลมกับอากาศต่างกันอย่างไร คำตอบตามวิชาการที่ได้รู้มาอย่างเข้าใจง่ายก็คือ ลมคืออากาศที่เคลื่อนที่ได้  แต่ตอนนี้...จินยองกลับมีความคิดขัดแย้งกับความจริงข้อนี้อย่างถึงที่สุด 


“เมลีน”


เพราะตอนนี้ลมเย็นกำลังพัดกระทบใบหน้าและทั้งตัวของจินยองจนรู้สึกชาไปหมดแล้ว



“…”


ลมพัดแรงมาก


“พี่ขอโทษนะ..”


แต่จินยองกำลังขาดอากาศหายใจ



ความรักเป็นแค่ความรู้สึกอย่างหนึ่ง

ไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนหรือตายตัว

นิยามของมันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน

ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และเรื่องราวที่คนคนนั้นได้เผชิญ



ห้องนอนถือเป็นห้องส่วนตัวที่จินยองหวงมาก ไม่ต้องให้ถึงขั้นคนไม่รู้จักหรอก กับเพื่อนบางคนที่ไม่สนิทจินยองยังไม่เคยต้อนรับเลย


“ฉันขอโทษนะที่ไม่เคยพูดถึง ไม่ได้มีเจตนาปิดบังจริงๆนะ”


แต่ว่าคืนนี้นั้นแตกต่างออกไป


“ก็เคยคิดไว้ว่าถ้าลงตัวเมื่อไหร่...จะค่อยบอกนายทีเดียว” 


เพราะเจ้าของคำพูดทั้งหมดนี้ที่นั่งแชร์พื้นที่อยู่บนเตียงกับเขา...เป็นคนแปลกหน้า


“เพราะฉันไม่มั่นใจเลยว่าเมลีนจะตอบยังไง ฉันไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าวันนี้เมลีนจะมาตามที่เท็กซ์มาบอกฉันจริงๆ คือ...ฉันเคยปฏิเสธเธอมาก่อน...แล้ว...มันก็มีปัญหาหลายอย่างมากในตอนนั้น ยิ่งพอฉันกลับไปเกาหลีมันก็ยิ่งยุ่งยาก ก่อนฉันจะมาเราก็เพิ่งทะเลาะกัน”


“…”


“ฉันอยากจะเล่าให้จินยองฟังหมดเลยนะแต่ก็ยังหาจุดเริ่มต้นไม่ได้เลย คือจะพูดยังไงดีล่ะ...เรื่องของเรามันซับซ้อน”


เรื่องของเรา

เรื่องของนายกับเธอ

ไม่ใช่เรื่องของฉัน


“เพราะงั้น...นาย...ก็เลยกลับมาที่นี่...?”


เป็นประโยคแรกหลังจากเกิดเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นที่จินยองสามารถจะเปล่งเสียงออกมาได้




อิมแจบอมกับเขาเพิ่งรู้จักกันได้ห้าเดือน และได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆในระยะเวลาแค่ไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งเวลาเท่านั้นอาจมากพอที่จะทำให้เขาอ่านแจบอมออกเพราะความใส่ใจที่ทุ่มเทลงไป แต่คงไม่มากพอที่คนอย่างแจบอมจะสามารถสังเกตและจับอารมณ์ในท่าทีกับสีหน้าของจินยองได้...


เพราะแจบอมยังคงยิ้ม แล้วพยักหน้าตอบคำถามเมื่อครู่นี้ของเขาอย่างตรงไปตรงมา


และคงไม่เห็น


ว่าแววตาของจินยองกำลังสะท้อนภาพโลกทั้งใบที่กำลังถล่มทลาย



และความจริงแล้ว ตลอดระยะเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา

ที่จินยองคิดว่าเขาอ่านแจบอมออก...


เขา...อาจจะคิดผิด...

ทั้งหมด




TBC

#วนบน




talk.

เรา ;-; ดำเนินเรื่องเร็วเพราะไม่อยากยืดยาว ตอนถัดๆไปคงสั้นกว่านี้เพราะอันนี้แค่ตั้งใจอยากปูเรื่อง  เขียนด้วยความอยาก back to basic พล็อตไม่แปลกใหม่ ไม่เน้นบรรยายมาก ภาษาไม่สวยด้วย เป็นอารมณ์แค่อยากเล่าเรื่องง่ะ555 เนื้อเรื่องก็ไม่ยาวมากค่ะ


อารมณ์ทั้งหมดก็จะเป็นประมาณนี้เนอะ ไม่ได้ดราม่าแต่แค่อึดอัดนิดหน่อย ฝากด้วยนะคะ 

คุยกันได้ทั้งในคอมเม้นท์และแท็ก #วนบน เลยยย เย่

ขอบคุณมากค่ะ:3


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

658 ความคิดเห็น

  1. #602 love bb lava (@lava2000lava) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 20:25
    เห้ออ จินยองงงงไม่เป็นไรนะ มาต่อเถอะนะคะ อยากรู้ว่าความสัมพันธ์ของเเจบอมกับเมรีนมันเป็นยังไง มันอยู่ระดับไหนกันแน่ มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้นะ เพราะแจบอมก็ดูตอบจินยองแบบไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้ามันมีก็สงสารจินยอง อย่าทำให้จินยองเสียใจเลยนะแจบอม
    #602
    0
  2. #597 juland (@agnessyyzyy) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 21:48
    ชอบเรื่องนี้จัง รออยู่นะคะ
    #597
    0
  3. #290 nmht6nmht6 (@nmht6nmht6) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 / 22:16
    อะไรยังไงกานนนน ว้อททททท?
    #290
    0
  4. #188 pepieow (@pepieows) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 07:30
    เจ็บแทนจินยองตอนแจบอมดึงเมลีนเข้ามากอด ขอโทษที่มาอ่านช้าค่ะปกติเราตามอ่านของพี่วินนี่ตลอดเลยแต่ตอนนั้นเราอ่านหนังสือสอบอยู่ ฮึก ฟิคพี่วินนี่ทำบีบหัวใจอีกแล้ว แต่ละตัวอักษรฮือออออสงสารจินยองงงง
    #188
    0
  5. #183 หมีผูรักว.วาย (@gapagap) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 23:00
    หน้าชาแทนจินยองเลยอ่ะ อิพี่แจบอม อินังเมเบลลีนนิวหยวก ฮือ รอตอนต่อไปอยู่นะคะ :)
    #183
    0
  6. #176 jskm_ (@jskm_) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 03:54
    อึดอัดเป็นความรู้สึกที่อึดอัดมมากๆๆๆๆ อ่านไปนี่หน้าชาแทนจินยองเลย ชาวาบเลย ฮือออออออ กลายเป็นเหมือนที่ผ่านมาแจบอมคือใครก็ไม่รู้เปรียบเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักสำหรับจินยองไปแล้ว ทำให้คิดแบบนั้นทำไมตอนแลกแหวนงี้ หลายๆอย่าง รอตอนต่อไปนะคะ
    #176
    0
  7. #175 m-0501 (@m-0501) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2559 / 04:13
    โอยยอึดอัดมากมากมากๆๆจริงๆ การกระทำของแจบอมมันทำให้จินยองคิดไปไกลมากหลายๆอย่างเลยโดยเฉพาะตรงจูบคอเนี่ยฮืมแจบอมไม่รู้จริงๆหรอว่าการกระทำตัวเองมันทำให้คนคนนึงคิดไปไกล และแจบอมเหมือนไม่ได้คิดอะไรกับจินยองเลยเหมือนคิดว่าจินยองเป็นแค่เพื่อนเป็นที่ระบายความเหงา,ความคับข้องใจแค่นั้น จินยองแค่คิดเองเออเองแค่นั้นหรอคิดเองไปคนเดียวด้วยฮือ บีบหัวใจมากแง
    #175
    0
  8. #174 kalketioi (@kalketioi) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 22:09
    คือไรอ่ะ พี่แจบอมมาให้ความหวังจินยองทำไมว่ะ!
    #174
    0
  9. #172 benbenln (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 16:31
    อ่าา.. การคิดไปเอง รู้สึกไปเองอยู่ฝ่ายเดียวนี่มัน......

    อ่านๆไปก็คิดนะ ว่าแจบอมอาจจะไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับที่จินยองรู้สึกหรอก แต่พออ่านถึงตอนที่ลองแลกแหวนกันใส่ เราก็รู้สึกว่าเราอาจเดาผิดแล้วหละ เพราะตอนใส่แหวนคืนให้จอนยองมันดีมากกกก ;////; ไม่ได้รู้สึกอะไรละมาเอาปลายนิ้วมาจิ้มปลายนิ้วทำไมมมม ใจร้ายยยยย ไหนจะกอดแล้วจูบต้นคออีก ใจร้ายยย อิมแจบอมใจร้ายย

    'เรื่องของเรา เรื่องของนายกับเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน' ไม่ไหวแล้วค่ะ ฮรึกกกกกกกกกก TT_TT โอ๊ยยยยยยยยย
    #172
    0
  10. #169 19940106 (@Jitsupa11) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 08:31
    แจบอมทำไมทำแบบนี้อ่ะ สงสารจินยอง ??
    #169
    0
  11. #168 HENS_Eternal (@eye-hibari) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 01:31
    โอโห ทำเหมือนจินยองพิเศษ ทำเหมือนสำคัญมาตลอด ทำเหมือนจินยองเป็นมากกว่าเพื่อนธรรมดาเพื่อจะมาบอกว่ากำลังคบกับผู้หญิงอีดคนเนี่ยนะ? ไม่เกินไปหน่อยเหรออิมแจบอม
    #168
    0
  12. #167 The-Stranger (@stranger18) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 01:23
    มาแนวอึดอัดอีกแว้ววว ฮือออออ คือมันเกือบดีแล้วอะะะะ เข้าใจความรู้สึดจินยองนะ เหมือนเราเป็นคนที่เข้าใจเขามาตลอด แต่มันไท่ใช่
    #167
    0
  13. #166 be_beam (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 23:42
    อ่านจบเราเจ็บปวดเลย หักมุมได้แบบเศร้ามาก อยากจะร้องไห้ เราอินกับมันมากจริงๆ คงเพราะเราเองเคยผ่านอะไรประมาณนี้มาเหมือนกัน แบบเหมือนเราคิดว่าเรารู้จักเค้าดี เราอยู่ในใจเค้า แต่จริงๆมันตรงข้ามกับที่เราคิด และมันทำให้โลกของเรากำลังล่มสลายเหมือนที่จินยองรู้สึก พล็อตอาจไม่แปลกใหม่ก็จริงแต่มันทำเราอินและเจ็บปวดเสมอ



    อยากรู้สิ่งที่แจบอมไม่เคยเล่าจินยอง รอตอนต่อไปนะคะ
    #166
    0
  14. #165 LazyNoona (@lazynoona) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 22:16
    อิมแจบอม คนใจร้าย
    #165
    0
  15. #164 hhantrz (@hana124) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 21:48
    ม่ายยยยยย เดาไว้นิดๆแล้วเชียวว่ามันต้องมีแบบนี้ แต่พอเป็นจริงๆแล้วรู้สึกสงสารจินยองจับใจเลยTAT ฮืออออออออ พิแจบอมคนบ้าาา ไม่คิดถึงใจนยองเลย!
    #164
    0
  16. #163 found. (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 21:22
    จะตายค่ะ...........

    โลกจินยองไม่ถล่มคนเดียว โลกของหนูก็ถล่มด้วย ฮืออออออ

    เหมือนโดนดักตบเลยค่ะ เดินๆไปดีแล้วมีคนโผล่มาตบหน้า

    รู้สึกเหมือนโดนด่าว่าตื่นได้แล้วค่ะนังโง่

    อิมแจบอมคนใจร้าย ตอนนี้อยู่ข้างจินยองค่ะ งอนค่ะ ไม่ต้องมาง้อค่ะเพราะรู้ว่าคงไม่ง้อ ;^;

    /เอ๊ะ ฉันมาเพ้ออะไรในนี้ - -;;

    ขอโทษค่ะ อินไปหน่อย รอติดตามค่ะ จะได้นั่งด่าแจบอม 555555555555555
    #163
    0
  17. #161 Owlivia (@ilbttc) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 20:36
    รู้สึกถึงบรรยากาศหม่นๆของฟิคมาตลอดเวลาที่อ่าน แต่มันค่อยๆอบอุ่นขึ้น เหมือนค่อยๆรู้สึกไปพร้อมๆจินยอง ยิ่งทุกบรรทัดที่ย้ำว่ารักคือความรู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนว่าระดับความรักมันค่อยๆเพิ่ม ...แล้วมันก็พังลงไปพร้อมๆกับจินยองเลยค่ะ ปวดหนึบๆในใจเลย แต่งเก่งมากเลยค่ะ ภาษาการเล่าเรื่องก็ดีมาก
    #161
    0
  18. #159 P.Ploy Kung (@lipaploy) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 17:45
    เดาแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้แน่ แจบอมชอบกับเมลีนที่อยากมานอนทุกวันที่บ้านจินยองเพราะบ้านใกล้ แต่เป็นจินยองที่คิด?ไปเอง สงสารจินยองนะแจบอมเล่นทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนจะแลกแหวนแล้วอ่ะ นั่งจับมืออีก คือไรวะ??? เป็นใครก็คิดกันทั้งงนั้นเล่นกับความรู้สึกคนแบบนี้มันไม่ตลกหรอกนะแจบอม ฮือออออสงสารจินยองจะเป็นไงรอติดตามนะคะ เราชอบการบรรยายของไรท์มากเลยค่ะ ไม่น่าเบื่อดีแล้วเหมือนสะท้อนความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ดีมากเลย เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #159
    0
  19. #158 Pukky120245 (@Pukky120245) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 16:50
    ทำไมแจบอมเป็นงี้อ่ะ รู้สึกชามากเลยอ่ะ รู้สึกอินตามจินยองเลยอ่ะ แจบอมนายไม่ควรทำอย่างนี้จริง..????
    มาต่อไวๆน้าาาา รอๆๆ
    #158
    0
  20. #157 premepearl (@premepearl) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 15:54
    มันชาตั้งแต่แจบอมกลับมาจากบ้านมาร์คแล้วยิ้มกลับมาทุกวัน แล้วก็มีวันที่ดูหงอยๆ มันต้องใช่แน่ๆ ยิ่งมีชื่อเมลีนเข้ามาอีก แถมตอนที่ถามกันเรื่องความรัก เราก็แทนคนอื่นลงในคำตอบของจินยองเรียบร้อยแล้วรู้สึกอึดอัดมากๆ แต่ก็ยังค่อยๆเลื่อนอ่านจนจบ ชาหนัก ชาแบบนิ่งไม่ไหวติง
    ไม่อยากจะไม่ชอบแจบอม แต่สิ่งที่แจบอมทำมันเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบเลย ถึงแม้แจบอมจะไม่ได้ทำอะไรผิด(มั้ง?) แจบอมไม่ควรอยู่ใกล้จินยองขนาดนี้ ไม่ควรทำเหมือนมีใจ หรืออย่างน้อยก็ควรพูดเรื่องนี้บ้าง แม่งเอ้ย ด้วยความรักจินยองที่มีอยู่จึงอินแรงมาก
    มีตอนต่อเราก็ยังเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เรารอนะคะ ขอให้จินยองจิตใจแข็งแรง บางทีก็อยากให้เฟดตัวเองออกจากแจบอมไปเลย บายเลย แต่ก็นะ โอ้ยยย เครียดค่ะ
    #157
    1
  21. #156 A-iing (@A-iing) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 14:52
    พอจะรู้สึกได้ตั้งแต่ตอนที่ยรรยายว่าแจบอมยิ้มมากขึ้น ทั้งที่ต้องที่บ้านมาร์คแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังช็อคอยู่ดี ตกใจมากรู้สึกพัง และชาไปพร้อมๆ กับจินยองเลย ลุ้นว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อแจบอมตอนอยู่กับจินยองก็ดี แต่ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นยังไง แต่จากความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของแจบอมกับจินยองมันดูพิเศษจริงๆ อ่ะ แบบคิดถึงและใสใจกันตลอด แต่พอมันกลายเป็ยอย่างนี้ ก็ต้องลุ้นต่อไปอีกว่าความจริงแล้วแจบอมรู้สึกว่าจินยองคือเพื่อนที่พิเศษ หรือคนพิเศษ แต่แบบยังไม่รู้ใจ รอตอนต่อไปนะคะ
    #156
    0
  22. #155 wijiiiiiii (@wijiiiiiii) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 14:47
    เราอ่านจบตั้งแต่แอพแจ้งเตือนว่าฟิคอัพแล้วค่ะ แต่หายไปรวบรวมสติ เพราะถ้าเม้นตอนนั้นคงจะมีแต่คำว่าฮือออ

    เอะใจตั้งแต่เห็นชื่อตัวละครเมลีนแล้ว รู้สึกว่าต้องมีบทบาท แล้วก็มีจริงๆ ความรักนี่มันยากเนาะ (จริงๆมันคงง่ายแต่เรานี่แหละทำให้มันยากเอง) สงสารจินยอง จะพูดว่าชอบหรือไม่ชอบออกไปก็ไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงได้มั้ย รอติดตามต่ออีกสามพาร์ทนะคะ
    #155
    0
  23. #154 ★H.canopik★ (@kantonggroup2) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 14:18
    คิดไว้แล้วเชียวว่าเริ่มมาดีมากๆ เหมือนเป็นวิศวกรสร้างตึกขึ้นมาอย่างสวยงามสุดท้ายพายุถล่มมองดูตึกที่ตัวเองสร้างมากับมือถล่มตรงหน้า ใจสลาย พี่แจบอมใจร้ายมากเลย
    #154
    0
  24. #153 wangmild (@wangmild) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 13:17
    ตอนท้ายคือรู้สึกแบบจินยองเลยอึดอัดมาก เหมือนมันจะดีแต่ก็ไม่โคตรรู้สึกคนนอก แต่ชอบแรงมากฮือ
    #153
    0
  25. #152 only_got7 (@only_got7) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2559 / 12:52
    เฮ้ออออ ปิดท้ายได้แบบดิ่งมากกก ตะหงิดๆอยุ่แล้วเชียว เรื่องบ้านมาร์ค เฮ้ออออออ (อีกรอบ)
    #152
    0