GOT7 | (SF/OS) jaebum x jinyoung | BNIOR/NIORB #วนบน

ตอนที่ 2 : beautiful mess (2/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,380
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    22 พ.ค. 59

beautiful mess (2/2)

pairing: Jaebum/Jinyoung (jaebum-centric)

rating: nc-17

theme song: jason mraz – beautiful mess 

notes: อ่านยากนิดนึงเพราะบรรยายเยอะและอิงทฤษฎีการวิเคราะห์ภาพยนตร์ในบางช่วง ยาวมากด้วย ค่อยๆ อ่านนะคะ

 

part 1

 instyle_03 copy2


You’re style is quite selective,

Though your mind is rather reckless

Well I guess it just suggests

That this is just what happiness is

 

 

 

จากเหตุการณ์ไฟดับเมื่อวันก่อนทำให้แผ่นดีวีดีเรื่อง Blue Ruin ค้างอยู่ในตัวเครื่องที่เกิดอาการรวนจนทำงานไม่เป็นปกติแม้ไฟฟ้าจะใช้งานได้แล้ว และเมื่อแจบอมพยายามแกะมันออกมาอย่างยากลำบากกลับกลายเป็นว่าเขาทำให้ตัวแผ่นเป็นรอยลึก ดังนั้นจึงไม่ต้องหวังว่าจะได้ดูตอนจบที่ค้างคากันไว้เพราะเพียงแค่ใส่แผ่นเข้าไปอีกรอบ ทุกอย่างก็สะดุดตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกเมนูเพิ่มซับไตเติ้ลแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังมีตัวเลือกอื่นอีกมากมายที่วางเรียงกันอยู่ในตู้และลิ้นชักข้างโทรทัศน์ของแจบอม วันถัดมาๆ ของแจบอมกับจินยองเริ่มต้นเหมือนเดิมซ้ำๆ แม้จะมีบางวันที่แจบอมจำต้องปฏิเสธที่จะพบกันในวันถัดไปเพราะเขาติดนัดกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย แต่ระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชีวิตกว่าครึ่งของเขาก็เต็มไปด้วยจินยอง

 

วันของพวกเขาเริ่มต้นเหมือนเดิม ด้วยนัดเวลาเดิม ณ สถานที่เดิม มีเพียงช่วงหลังๆ ที่ในบางที แจบอมเปลี่ยนการเจอกันจากที่ร้านนั้นมาเป็นร้านอาหารที่พวกเขาได้เจอกันโดยบังเอิญ ไม่ก็เป็นที่สถานีรถไฟใต้ดินหรือที่อพาร์ทเม้นท์ของเขา ถึงจินยองจะบอกตลอดว่าหอพักของจินยองไม่ได้ไกลจากที่นี่ ทว่ามีหลายครั้งที่แจบอมนึกเกรงใจที่จินยองต้องเป็นฝ่ายเดินทางมาตลอด อย่างไรก็ตามแจบอมก็ยั้งปากตัวเองไม่ให้เสนอตัวเป็นฝ่ายไปหาจินยองได้ทัน เพราะเขารู้ว่ากำแพงโลกส่วนตัวของจินยองนั้นสูงมากแค่ไหน และทางเดียวที่จะผ่านเข้าไปได้ก็คือต้องให้จินยองเป็นคนเปิดทางเอง

 

วันของพวกเขาเริ่มต้นเหมือนเดิม และกิจกรรมเดิมๆ ที่พวกเขาทำด้วยกันไม่เคยลดความน่าตื่นเต้นได้เลยเพราะหนังแต่ละเรื่องที่ดูนั้นมีแต่ประเด็นที่ชวนให้คิดและนำมาพูดคุยกันต่อตลอด อย่างไรก็ตามช่วงสุดท้ายของวันนั้นได้เปลี่ยนไป ตั้งแต่การบอกลากันที่เคยเป็นแค่การนัดแนะเรื่องเวลาตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินเปลี่ยนเป็นจูบนุ่มนวลที่ประทับลงที่มุมปากของแจบอมตรงหน้าประตูห้อง

 

แจบอมหลับตา เขานิ่งค้างไปกับการจู่โจมจากจินยองชั่วขณะแล้วจึงละมือสั่นเทาจากลูกบิดประตูขึ้นแตะลงบนลำคอของจินยอง เลื่อนช้าๆ มาประคองใบหน้าเรียวที่เขาสัมผัสได้ว่าทั้งสวยหวานและน่ามองมากแค่ไหนแม้จะหลับตาอยู่ ก่อนแจบอมจะขยับใบหน้าทีละนิด ทีละนิด จนริมฝีปากของเขาได้สัมผัสความอ่อนนุ่มจากกลีบปากอิ่มของจินยองได้ทั้งหมด

 

แจบอมขยับริมฝีปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าจูบตรงมุมปากที่จินยองเป็นคนเริ่มนั้นอนุญาตให้เขาสานต่อไปได้ไกลถึงไหน และอีกส่วนแจบอมยอมรับว่าเป็นเพราะเขาห่างหายจากเรื่องพวกนี้มานาน แจบอมค่อยๆ กดน้ำหนักลงไปช้าๆ เคล้าคลึงกลีบปากอิ่มเบาๆ ในขณะที่จินยองยกมือขึ้นวางบนไหล่และโอบรั้งลำคอของแจบอมให้เข้ามาใกล้กว่าเดิมจนตัวจินยองเองแนบชิดไปกับประตูห้องที่อยู่ด้านหลัง

 

แจบอมไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาคืออะไร เพราะแต่ละวันที่ผ่านมาไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งเขาและจินยองต่างไม่เล่าเรื่องส่วนตัวของกันและกันให้อีกฝ่ายฟัง ราวกับพวกเขาเรียนรู้กันและกันผ่านคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง และสิ่งเดียวที่บอกว่าความรู้สึกของพวกเขาตรงกันก็คือจูบในตอนนี้

 

ความคิดของแจบอมยุ่งเหยิง แต่ความสวยงามและความหอมหวานในตอนนี้บอกให้แจบอมเลิกคิดมาก ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามทางของมันและสนใจแค่จินยองคนเดียวเท่านั้น

 

“พรุ่งนี้” จินยองพูดออกมาเบาๆ หลังจากที่แจบอมผละริมฝีปากออก “ผมไม่ว่าง–”

 

“ไม่เป็นไร”

 

 

“…”

 

“เจอกันอีกทีวันมะรืนก็ได้” แจบอมพูดจบก็กดจูบลงไปอีกครั้ง แนบแน่นกว่าเดิม และนานกว่าเดิม

 

 

//

 

 

ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แจบอมค้นพบว่าหนังเรื่องที่เขาวนกลับมาดูซ้ำๆ บ่อยที่สุดโดยไม่มีเบื่อก็คือเรื่องที่เขาชอบ และแจบอมก็เพิ่งได้เรียนรู้ว่าจินยองและจูบของจินยองนั้นไม่ต่างอะไรกับหนังเรื่องโปรดของเขาเลยแม้แต่นิด

 

หนึ่งวันที่ไม่ได้เจอกันทรมานยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาเพราะจินยองเข้ามาอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลาพร้อมกับความนุ่มนวลจากจูบที่แจบอมไม่สามารถเลิกนึกถึงมันได้ และแจบอมก็ไม่เคยคิดว่าการที่พวกเขาไม่มีเบอร์โทรศัพท์ของกันและกันและต่างไม่เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คเหมือนกันเป็นความคิดที่แย่จนกระทั่งในคืนนี้ ที่เขารู้สึกอยากจะได้ยินเสียงจินยองก่อนนอนแค่สักวินาทีก็ยังดี

 

ที่ผ่านมา การที่พวกเขาไม่มีเบอร์ติดต่อกันและกันทำให้แจบอมกังวลใจอยู่บ้างว่าเขาจะต้องทำอย่างไรถ้าหากจินยองเป็นอะไรไปหรือเกิดติดขัดอะไรแล้วบังเอิญมาพบกันไม่ได้ แต่มันก็ยังมีข้อดีคือการที่จินยองยังคงมาตามนัดทุกวันแม้จะมีโอกาสที่จะไม่มาก็ได้ทำให้แจบอมมั่นใจว่าความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์ของพวกเขามีอยู่จริง

 

 

 

 

“ถ่ายสวยมากๆ เลย ภาพสวยมาก” ปกติแล้วจินยองจะไม่ค่อยพูดเวลากำลังดูหนัง แต่หนังรัสเซียเรื่อง The Return ที่พวกเขากำลังเปิดดูด้วยกันในตอนนี้เป็นข้อยกเว้น และแจบอมไม่แปลกใจเลยที่จินยองจะเผลอพูดขึ้นมาเพราะมุมกล้องในเรื่องนี้สวยมากๆ จริงๆ สื่อความหมายได้ดี ดูแปลกตาและเข้ากับอารมณ์ในเรื่องได้เป็นอย่างดี

 

“ภาพเรื่องนี้อารมณ์คล้ายๆ กับ Blue Ruin เลย” จินยองแสดงความเห็นหลังจากที่หนังจบแล้ว แจบอมพยักหน้าเห็นด้วย

 

“โทนสีฟ้าๆ หม่นๆ เหมือนกัน” แจบอมพูดในขณะที่ลุกเดินไปเปิดไฟห้อง “แต่เรายังดู Blue Ruin กันไม่จบเลยนะ”

 

จินยองหัวเราะออกมา ยกขาขึ้นบนโซฟา วางคางลงบนเข่าก่อนจะกอดขาทั้งสองข้างไว้ “ถ้าดูคราวหน้าคงต้องย้อนดูตั้งแต่แรกหมด”

 

“พี่ยังไม่ได้ซื้อแผ่นใหม่เลย”

 

“ไว้ค่อยซื้อก็ได้ หนังดีๆ ที่ห้องคุณมีอยู่เต็ม ให้ผมมาดูเป็นปีก็ยังไม่หมด”

 

“ทำไมจินยองถึงมาลงเรียนวิชาของพี่ล่ะ?”

 

แจบอมถามขึ้นเมื่อกลับลงมานั่งที่โซฟาเหมือนเดิม และนั่นทำให้จินยองเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจซึ่งแจบอมพอจะรู้ว่าทำไม

 

ที่ผ่านมา พวกเขาแทบไม่เคยถามเรื่องของกันและกัน พูดกันตรงๆ แจบอมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจินยองเป็นใครมาจากไหน ที่บ้านเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน กับใคร ทำไมจินยองถึงเรียนปริญญาตรีใบที่สองตอนอายุยี่สิบห้า แล้วก่อนหน้านี้เรียนอะไรมา ทำไมจินยองยังไม่ทำงาน เขามีคำถามมากมายเกี่ยวกับตัวจินยองในขณะที่ปล่อยให้จินยองเข้ามาเรียนรู้ชีวิตของตัวเองไปแล้วส่วนหนึ่ง

 

จินยองไม่เคยเปิดด้านนั้นราวกับว่าไม่ได้ต้องการจะให้แจบอมมารู้ชีวิตของตัวเอง ทว่าจินยองกลับเปิดตัวตนของตัวเองผ่านทางคำพูดและแววตาให้แจบอมได้เห็น และแจบอมก็ยอมรับว่าเขาหลงรักจินยองทั้งภายนอกและภายใน หลงรักดวงตาคู่นั้น หลงรักปลายจมูกโด่งรั้นได้รูป หลงรักริมฝีปากอิ่มสวย หลงรักคำพูดชาญฉลาดที่แฝงไปด้วยความหมายซับซ้อน แจบอมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองรู้จักจินยองดี รู้อะไรเกี่ยวกับจินยองหลายอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน… เขาก็ไม่รู้อะไรเลย

 

“ก็–” จินยองพูดขึ้นเบาๆ ในขณะที่เอียงใบหน้ามามองแจบอม แขนยังกอดเข่าทั้งสองข้างไว้ และแจบอมก็ไม่รู้ว่าทำไมแต่อากัปกริยานั้นทำให้แจบอมต้องการอย่างอื่นมากกว่าคำตอบของจินยองในตอนนี้

 

เขายืดแขนออกไปและแตะแก้มจินยองเบาๆ ด้วยหลังมือ จินยองหลับตาลง แจบอมจึงไล้ปลายนิ้วลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิท ไล่ลงมาถึงริมฝีปากนุ่มที่ขยับเบาๆ เพื่อจูบปลายนิ้วของเขา

 

แจบอมไม่เสียเวลาคิดอะไรนาน เขาดันไหล่จินยองลงกับที่วางแขนของโซฟาก่อนจะขยับตัวเข้าไปประชิด จูบของพวกเขาเริ่มขึ้นอีกครั้ง และดึงแจบอมให้ดำดิ่งลึกลงไปกว่าเดิม

 

 

 

 

 

There’s no shame in being crazy,

Depending on how you take these words

I’m paraphrasing this relationship we’re staging

 

 

 

 

ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ทางกายก็ยิ่งมีผลต่อความรู้สึกในใจอย่างหนักหน่วงมากขึ้นเท่านั้น ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาแจบอมไม่ได้เจอจินยองราวๆ ห้าวันติดกันเนื่องจากเขาต้องไปประชุมที่มหาวิทยาลัยติดกันหลายวัน และในขณะที่เหลืออีกแค่สองสัปดาห์ก่อนเปิดเทอม แจบอมก็เร่งเตรียมแผนการสอนทั้งหมดให้เสร็จแม้จิตใจจะว้าวุ่นอย่างหนักก่อนจะถึงวันนี้ที่เขานัดจินยองไว้

 

หลังจากห้าวันที่ห่างหาย การเจอกันในเวลาหกโมงเย็นของวันนี้ที่อพาร์ทเม้นท์ของแจบอมจึงเริ่มต้นด้วยจูบและจูบ จินยองทำให้แจบอมได้รู้สึกถึงคำว่าคิดถึงได้อย่างลึกซึ้งด้วยการตอบรับทุกสัมผัสที่แจบอมเบียดย้ำลงไปด้วยความโหยหาไม่แพ้กัน

 

รสหวานอ่อนๆ จากลิปบาล์มกลิ่นวนิลาที่แจบอมเคยเห็นจินยองใช้ยิ่งทำให้แจบอมรู้สึกมอมเมาไปกับรสสัมผัส ลมหายใจหลอมรวมเป็นหนึ่งผ่านริมฝีปากที่ไม่ยอมผละออกจากกัน แจบอมสอดมือของตัวเองเข้าไปใต้ชายเสื้อสีขาวของจินยอง และวางมือนั้นลงบนส่วนโค้งเว้าบริเวณแผ่นหลังกับสะโพกของจินยองได้พอดี

 

จูบร้อนยังคงดำเนินต่อไป จินยองเลื่อนฝ่ามือที่วางอยู่บนไหล่แจบอมลงมาแตะที่มือของเขาที่ลูบไล้อยู่ตรงช่วงเอวของจินยอง แจบอมใจหล่นวูบพลางเผลอคิดไปว่าจินยองคงไม่ชอบใจที่เขาทำแบบนี้และเกือบจะถอนริมฝีปากออก เพียงแต่การกระทำของจินยองนั้นตรงกันข้ามกับที่เขาคิดไว้จนทำให้แจบอมใจเต้นแรงกว่าเดิม

 

จินยองส่งเสียงครางออกมาเบาๆ เมื่อบังคับมือข้างหนึ่งของแจบอมให้เคลื่อนลงไปสัมผัสกับความแข็งขืนผ่านเนื้อผ้ากางเกงยีนส์ของตัวเองและนั่นทำให้แจบอมรู้สึกไม่ต่างกัน มือข้างหนึ่งของแจบอมยังคงประคองเอวจินยองไว้ ในขณะที่กดน้ำหนักจากฝ่ามืออีกข้างลงไปโดยไม่ต้องรอให้จินยองเป็นฝ่ายร้องขออีก จินยองจึงเลื่อนมือมาเป็นฝ่ายช่วยเขาบ้าง

 

เสียงครางดังอื้ออึงอยู่ในลำคอเมื่ออารมณ์ค่อยๆ ไต่สูงขึ้น พวกเขาหอบหายใจใส่กันและกันผ่านริมฝีปากที่ยังคลอเคลียกันอยู่ไม่ห่าง แจบอมรู้สึกได้ถึงแรงจากฝ่ามือของจินยองที่ผ่อนลงหลังจากที่จินยองเผลอขบกัดริมฝีปากของเขาในขณะที่ปลดปล่อยออกมา แจบอมจึงจัดการตัวเองต่อด้วยการบดเบียดสะโพกตัวเองเข้าหาจินยองที่ยืนพิงกำแพงอยู่ ดูดกลืนรสชาติหวานร้อนจากกลีบปากสีแดงช้ำจนกระทั่งเขาได้ผ่อนคลายในที่สุด

 

แจบอมซบใบหน้าลงกับไหล่ของจินยองและจินยองเองก็เช่นกัน พวกเขายืนอยู่แบบนั้นอยู่สักพัก มีเพียงเสียงหายใจหอบถี่เท่านั้นที่ดังอยู่ในความเงียบก่อนที่จินยองจะจับมือของแจบอมไว้และประสานนิ้วมือของพวกเขาเข้าหากัน

 

 

 

แจบอมไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาสามารถมาถึงจุดนี้ได้ในเมื่อไม่เคยมีคำพูดใดๆ ที่ใช้ยืนยันว่ามันถูกต้องที่จะทำแบบนี้ และถึงแม้ความรู้สึกในใจของแจบอมจะชัดเจน แต่เขาก็ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วจินยองคิดอย่างไร หากแต่การที่จินยองยอมนอนนิ่งอยู่บนเตียงและปล่อยให้เขาปลดเสื้อผ้าของตัวเองออกช้าๆ ได้ทำให้แจบอมมีความมั่นใจพอที่จะคิดว่าความรู้สึกของจินยองคงไม่ต่างกับเขามากนัก หรือถ้าจะต่าง ก็คงเป็นแค่ตรงที่แจบอมหลงใหลจินยองมากเกินกว่าที่เขาคิดว่าใครคนอื่นในโลกนี้จะสามารถรู้สึกกับคนคนหนึ่งได้

 

จินยองไม่บริสุทธิ์ และจินยองตั้งใจบอกความจริงข้อนั้นกับแจบอมผ่านการกระทำที่มีประสบการณ์ของตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาจูบกัน มาจนถึงตอนนี้ที่จินยองกำลังโลมเลียปลายลิ้นผ่านส่วนแข็งขืนของเขาอย่างไม่เคอะเขิน แจบอมก้มมองริมฝีปากอิ่มและใบหน้าปรือปรอยที่ขยับอยู่ช่วงกลางลำตัวเขาแล้วก็ยิ่งรู้สึกร้อนรุ่มมากกว่าเดิม ขยับสะโพกเข้าหาสัมผัสจากโพรงปากอุ่นร้อนที่กำลังครอบครองเขาไว้

 

จินยองผละออกก่อนที่แจบอมจะได้ไปถึงจุดสูงสุดอีกรอบ จินยองขยับกายขึ้นมาและทาบทับตัวเองลงบนร่างกายเปลือยเปล่าของแจบอม น้ำหนักของจินยองที่อยู่บนตัวเขาทำให้แจบอมรู้ว่าจินยองผอมมากกว่าที่เขาคิดจากการประเมินด้วยสายตามาตลอด แจบอมโอบเอวคอดแล้วจึงพลิกตัวจินยองให้นอนลงกับเตียงอีกครั้ง ก่อนจะประทับจูบลงบนไหล่เนียน

 

“ฮื่อ…” จินยองครางออกมาเมื่อเขากดปลายนิ้วลงบนยอดอกที่ชูชัน แจบอมก้มลงไปสัมผัสมันอย่างแผ่วเบาด้วยปลายลิ้นและริมฝีปาก มือทั้งสองข้างยกสะโพกจินยองขึ้นก่อนสอดปลายนิ้วเข้าไปที่ช่องทางด้านหลัง เรียกเสียงครวญครางให้ดังกว่าเดิม

 

“พี่… พี่แจบอม…” จินยองเรียกเขาในแบบที่ต่างออกไปจากปกติในขณะที่กระแทกสะโพกตัวเองเข้าหาเรียวนิ้วของแจบอม แจบอมผละออกจากยอดอกสีหวานและมอบจูบร้อนลงบนกลีบปากอิ่มแทน เสียงครางยังคงดังอื้ออึงอยู่ในลำคอ ดังมากกว่าเดิมเมื่อแจบอมกดปลายนิ้วลงไปที่จุดรวมความรู้สึก มือเรียวยกขึ้นสัมผัสท่อนแขนหนาอีกข้างที่แจบอมใช้ค้ำตัวเองไว้กับเตียง จิกปลายเล็บลงกับผิวเนื้อของเขาเพื่อระบายอารมณ์ในขณะที่ร่างกายบิดเร้าไปด้วยความเสียวซ่าน

 

แจบอมถอนเรียวนิ้วออกเมื่อจินยองผ่อนแรงขยับที่สะโพกของตัวเอง เขารูดรั้งแกนกายของตัวเองที่แข็งขืนและเตรียมรอจะรับการปลดปล่อยอย่างรวดเร็วในขณะที่มองใบหน้าเหนื่อยอ่อนของจินยองกับริมฝีปากบวมช้ำสีสดที่ทำให้เขากลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก และยากยิ่งกว่าเดิมเมื่อจินยองลืมตาขึ้นและเอื้อมมือมาหยุดการกระทำของเขาไว้

 

“พี่แจบอม…” น้ำเสียงนุ่มพูดขึ้นอย่างออดอ้อนพร้อมกับที่จินยองขยับกายขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ขาเรียวทั้งสองข้างยกชันขึ้นและแยกออก ท่าทางนั้นกับดวงตาฉ่ำเยิ้มที่หรี่ลงครึ่งหนึ่งและมองมาที่เขาบอกความต้องการของจินยองได้โดยที่ไม่ได้ต้องใช้คำพูดใด

 

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ทำ แต่แจบอมกลับเคลื่อนเข้าหาจินยองราวกับถูกดึงดูด มือใหญ่ประคองไหล่บางให้เอนลงกับเตียงแล้วจึงยกสะโพกของจินยองขึ้น ค่อยๆ พาตัวเองเข้าไปอย่างช้าๆ ก่อนที่จะเริ่มขยับเมื่อจินยองรับเขาเข้าไปได้ทั้งหมดแล้ว

 

ทุกสัมผัสเป็นไปอย่างนุ่มนวลทว่าร้อนเร่า และทำให้แจบอมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโลภที่ยังคงต้องการจะครอบครองจินยองอีกแม้ตอนนี้จินยองจะกำลังนอนหลับด้วยความเหนื่อยอ่อนอยู่บนไหล่ของเขาไปแล้ว แจบอมจูบเบาๆ ลงบนกลุ่มผมชื้นเหงื่อ ก่อนจะกระชับคนในอ้อมแขนให้เข้ามาแนบชิดกว่าเดิม

 

 

แจบอมตื่นขึ้นมาอีกทีตอนห้าทุ่มและจินยองยังคงหลับอยู่ เขาค่อยๆ ขยับตัวเบาๆ เพราะกลัวจะเผลอปลุกจินยองให้ตื่น คราบเหงื่อไคลและความเหนียวเหนอะตามตัวทำให้แจบอมตัดสินใจลุกไปอาบน้ำ หลังจากเดินกลับออกมาก็ได้พบว่าจินยองตื่นแล้ว แจบอมคิดไว้อยู่แล้วว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาจะเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังจากเรื่องราวทั้งหมดได้เกิดขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดี

 

ทว่าเมื่อจินยองหันมามองตามเสียงเปิดประตูห้องน้ำและยิ้มให้เขา แจบอมจึงส่งยิ้มตอบกลับไปก่อนจะเดินมานั่งลงที่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกที่เบาใจลงมากพอสมควร

 

“พี่แจบอม” จินยองเรียกเขาในแบบที่เขาชอบและรอมาตลอดในขณะที่แตะปลายนิ้วลงบนท่อนแขนที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามที่เขาสวมอยู่ “พี่แจบอม…”

 

“ครับ?”

 

แจบอมยื่นมือไปประคองไหล่บางเมื่อจินยองขยับตัวลุกขึ้นนั่ง และเมื่อจินยองพยายามจะเขยิบเข้ามาใกล้เขา แจบอมก็เป็นฝ่ายเข้าไปหาจินยองเอง

 

จินยองซุกใบหน้าลงกับบ่ากว้าง หลับตาและคลอเคลียไปมาราวกับตัวเองเป็นลูกแมว แจบอมอดไม่ได้ที่จะจูบลงบนไหล่เนียนเปลือยเปล่าด้วยความเอ็นดู

 

“จินยอง” แจบอมเรียกอีกคนเมื่อนึกถึงเรื่องเวลาได้ ถึงแม้ว่าริมฝีปากจะยังคงพรมจูบแผ่วเบาไปทั่วผิวเนื้อขาวนวล “ต้องกลับบ้านหรือเปล่า?”

 

“อยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอ?”

 

จินยองดันไหล่แจบอมออกและช้อนตามองเขา ริมฝีปากสีชมพูบิดบึ้งลงน้อยๆ แจบอมใจเต้นแรงไปกับท่าทางแบบเด็กๆ ที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นมันจากจินยองในตอนนี้

 

“ได้สิ ​แต่มันดึกแล้ว… พี่ก็แค่–”

 

“ยังไงกลับไปก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว”

 

สิ่งที่เพิ่งได้รู้ทำให้แจบอมหลุดถามบางอย่างในใจออกไปแทบจะในทันที

 

“มาอยู่ด้วยกันมั้ย?”

 

แจบอมเคยคิดอยู่บ่อยๆ ในช่วงที่ไม่ได้เจอกันว่าเขาจะต้องทำอย่างไรถ้าหากหลังเปิดเทอมแล้วไม่ได้เจอจินยองอีกจริงๆ พูดง่ายๆ ก็คือก่อนหน้านี้แจบอมไม่กล้าถามเพราะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางไหนและแจบอมมีสิทธิ์ในการตัดสินใจอะไรที่เกี่ยวข้องกับจินยองได้บ้าง แต่หลังจากที่พวกเขาได้ผ่านมาจนถึงจุดนี้แล้ว แจบอมก็คงจะทนให้ความคิดถึงทำงานหนักกว่านี้ไม่ได้

 

ยิ่งนึกถึงชีวิตที่ไม่มีจินยองหลังจากนี้ทุกอย่างก็ดูยากไปหมด

 

แจบอมกดปลายจมูกลงบนซอกคอขาว จินยองไม่ได้ตอบอะไร เหมือนกับคำถามมากมายของแจบอมที่จินยองตั้งใจทิ้งค้างไว้แต่ด้วยเหตุผลอะไรแจบอมก็ยังไม่เข้าใจ จินยองเอนตัวลงนอนกับเตียงเหมือนเดิมโดยที่ดึงแจบอมลงมาด้วย และเพราะไม่ทันตั้งตัวแจบอมจึงล้มทับจินยองไปทั้งอย่างนั้น จินยองหัวเราะเบาๆ บ่นว่าหนักพลางผลักไหล่เขาออก แจบอมจึงยันกายขึ้นและพลิกตัวลงมานอนข้างๆ จินยองแทน

 

แจบอมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมแผ่นอกเปลือยเปล่าของจินยองไว้ ตะแคงข้างเพื่อจะได้เห็นหน้าจินยองชัดๆ พลางยกมือขึ้นลูบแก้มเนียนเบาๆ “ไปอาบน้ำมั้ย”

 

จินยองตอบรับสั้นๆ ในลำคอ แจบอมจึงประคองจินยองให้ลุกขึ้นนั่งอีกครั้งและเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาส่งให้ เตรียมเสื้อผ้าของตัวเองที่จะให้จินยองสวมแทนชุดเมื่อวานเพื่อความสบายตัว ก่อนจะประคองจินยองไปที่ห้องน้ำ

 

 

และไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อยอ่อนหรืออะไรแต่จินยองกำลังอ้อนแจบอมด้วยท่าทางแบบเด็กๆ อีกครั้งในขณะที่ตัวเองนั่งหัวเปียกแฉะอยู่บนเตียงและปล่อยให้แจบอมเป็นคนเช็ดผมให้ จินยองหลับตา เอนคอโอนเอียงไปตามแรงจากมือของแจบอม

 

หลังจากที่เช็ดผมจนเกือบแห้งแล้วแจบอมก็พาดผ้าเช็ดตัวไว้กับหัวเตียงก่อนจะนอนลงข้างๆ จินยอง และดึงคนตัวผอมเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน

 

ความรู้สึกสบายตัวและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟจากเทียนกลิ่นฮาเซลนัทคอฟฟี่ที่แจบอมเอามาจุดในห้องนอนเพิ่มความผ่อนคลายชวนให้หลับตาลง แจบอมไม่รู้ว่าทำไม แต่มือของเขาที่วางอยู่บนตัวของจินยองไม่สามารถอยู่นิ่งได้ เขาลูบไล้ไปตามต้นขาเนียนที่ยกขึ้นมาพาดบนตัวเขาและทำเหมือนกับแจบอมเป็นหมอนข้าง ผิวเนื้อที่โผล่พ้นจากกางเกงขาสั้นที่สวมอยู่ทำให้แจบอมรู้สึกเพลิดเพลินเกินกว่าจะหยุดการกระทำของตัวเองได้

 

เขาลืมตาขึ้นมองใบหน้าของจินยองที่อยู่ห่างเพียงนิดเดียว เห็นรอยยิ้มบนริมฝีปากคู่สวยทั้งที่จินยองยังหลับตาอยู่ก็ถามขึ้นเบาๆ “ชอบหรือ?”

 

จินยองจูบลงบนริมฝีปากของแจบอมแทนคำตอบ

 

 

////

 

 

 

เบอร์โทรศัพท์ของจินยองที่เขาเพิ่งได้รับมาเมื่อวานปรากฏอยู่บนหน้าจอและแจบอมก็เกือบจะกดปุ่มโทรออกไปหลายครั้ง เขามองเข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆ วนซ้ำไปซ้ำมารอบแล้วรอบเล่า จนกระทั่งเวลาเคลื่อนจากเที่ยงห้าสิบเป็นบ่ายโมงตรง แจบอมไม่ได้อยากจะเร่งรัดจินยองเรื่องเวลา แต่เขาก็ตื่นเต้นเกินกว่าที่จะยั้งมือตัวเองไว้ได้

 

เสียงต่อสายดังขึ้นอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกตัดไปเพราะปลายสายเป็นคนกด แจบอมขมวดคิ้วมองหน้าจอที่ดับมืดลง กำลังจะกดโทรออกไปอีกครั้งแต่แล้วโทรศัพท์ในมือก็สั่นขึ้นพร้อมข้อความเข้าใหม่ที่มาจากจินยอง

 

ผมติดธุระด่วน เจอกัน 6 โมงเย็น ที่อพาร์ทเม้นท์แทนนะครับ - จินยอง

 

ด้วยเหตุนี้แจบอมจึงกลับมานอนเล่นที่ห้อง เขาเผลอหลับไปก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีตอนห้าโมงเย็น แจบอมหยิบโทรศัพท์ตัวเองมาเช็คดูการแจ้งเตือนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็ได้พบกับความว่างเปล่าเหมือนเดิม

 

แจบอมลุกไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะออกมายังห้องครัวเล็กๆ ในห้องพักของตัวเอง เขาเปิดตู้เย็นและหยิบกล่องทัพเพอร์แวร์ใส่ซุปกิมจิที่ทำไว้เมื่อวันก่อนออกมาตั้งใส่หม้อบนเตาไฟฟ้า เตรียมอุ่นรอคนที่จะได้เจอกัน เพราะช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้นแล้วเมื่อวันก่อนแจบอมจึงเข้าครัวทำซุปกิมจิร้อนๆ หม้อใหญ่ให้จินยองได้ชิมและอีกคนก็ดูชอบจนทำให้คนทำใจชื้น โชคดีที่เขาทำเผื่อไว้มากพอสมควร หลังจากตักแบ่งมาอุ่นสำหรับเย็นนี้แล้วก็ยังเหลือไว้ได้กินอีกมื้อ

 

แจบอมจัดการอุ่นแกงพร้อมข้าวสวยและจัดโต๊ะเรียบร้อยก่อนเดินลงไปรอจินยองที่ล็อบบี้ด้านล่างก่อนเวลานัดสิบห้านาที และจินยองก็ยังคงเป็นจินยองคนเดิมที่ปรากฏตัวให้เขาเห็นในอีกห้านาทีถัดมา

 

สิ่งเดียวที่แปลกไปในวันนี้… ก็เห็นจะเป็นใบหน้าหมองหม่นของจินยอง

 

“กินข้าวมาหรือยัง?” แจบอมถามขณะที่พวกเขากำลังขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน จินยองส่ายหน้าไปมา บนใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่จืดเจื่อนที่สุดเท่าที่แจบอมเคยได้เห็น

 

แจบอมจึงกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมระหว่างระยะทางอันน้อยนิดจากหน้าลิฟต์มาถึงห้องของแจบอม

 

“ซุปกิมจิ เหมือนวันก่อนใช่มั้ย” จินยองพูดขึ้นขณะที่เดินไปยังโซฟาตรงหน้าโทรทัศน์ แจบอมจัดข้าวไว้ตรงนั้นเพราะเป็นที่ที่พวกเขาใช้ต่างโต๊ะกินข้าวมาตลอด

 

แจบอมจับน้ำเสียงที่ฝืดเฝื่อนแต่พยายามทำให้ดูสดใสของจินยองได้ เขายิ้มตอบรอยยิ้มเจื่อนๆ ของจินยองด้วยอารมณ์ที่กำลังดิ่งลงตาม

 

รู้สึกไม่สบายใจเลยสักนิด ทว่าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

 

“จินยองกินเลยนะ เดี๋ยวพี่เอาน้ำให้” แจบอมบอกและหยิบแก้วน้ำสองใบออกมาเทน้ำเปล่าลงไป หลังจากเห็นจินยองดูซึมๆ แต่ก็พยายามจะทำตัวสดใส อย่างเดียวที่เขาพอจะทำได้ก็ทำแบบเดียวกันกับจินยอง เพราะจินยองก็คงต้องการแบบนั้น

 

แต่เมื่อเขาเดินกลับออกมาและเห็นว่าทุกอย่างยังคงวางอยู่ที่เดิม แผ่นหลังบางสั่นเทาในขณะที่จินยองฝังใบหน้าลงกับมือทั้งสองข้างของตัวเอง เสียงสะอื้นเบาๆ ในความเงียบดังก้องอยู่ในใจของแจบอมที่รู้สึกบอบช้ำตามโดยที่ยังไม่ทันเข้าใจอะไรทั้งนั้น

 

แจบอมวางของในมือลงกับโต๊ะ เขานั่งลงข้างๆ จินยอง และจินยองก็ยังคงร้องไห้อยู่อย่างนั้น แจบอมไม่รู้จะพูดอะไร เสียงสะอื้นดังให้ได้ยินกว่าเดิมเมื่อเขาดึงมือทั้งสองข้างที่จินยองยกปิดใบหน้าของตัวเองออกช้าๆ ก่อนแจบอมจะโอบจินยองด้วยแขนทั้งสองข้างและให้จินยองใช้บ่าของเขาเป็นที่ซับน้ำตาแทน

 

 

 

ทุกคำพูดถัดมาของจินยองที่อธิบายทุกอย่างให้ฟังค่อยๆ ทำลายพื้นดินในส่วนที่แจบอมกำลังยืนอยู่ให้ร่วงกราวลงไปจนแจบอมไม่อาจทำอะไรได้นอกจากปล่อยตัวเองให้ล้มลง

 

สำหรับแจบอม จินยองคือหนังที่สวยงามเรื่องหนึ่ง

 

เริ่มต้นอย่างน่าสนใจ… สร้างความประทับใจจนทำให้คนดูละสายตาไปไหนไม่ได้ สร้างคำถามมากมาย และยังคงความน่าค้นหาได้เรื่อยมาตั้งแต่วินาทีแรก ดึงให้คนดูอย่างเขาดำดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์ของภาพและเนื้อความที่สวยงามอย่างลึกซึ้งในขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ ตามจังหวะของมัน

 

และในวันที่ทุกคำถามเกี่ยวกับตัวจินยองได้รับการตอบทั้งหมด… นั่นก็หมายถึงจุดจบของหนังเรื่องนั้นได้มาถึง

 

รูปโพลารอยด์ที่จินยองดึงออกมาจากกระเป๋าเงินของตัวเองอยู่ในมือของแจบอมในขณะที่จินยองเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเองและภาพนั้นให้แจบอมฟังด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

 

“เราเลิกกันไปตั้งนานแล้ว แต่ – ผม – ผม… ไม่เคยรู้เลย”

 

“…”

 

“ผมมันแย่… ฮึก… แย่ที่สุด”

 

แจบอมโอบไหล่บางเข้าหาตัวอีกครั้ง มือใหญ่ดันศีรษะของจินยองให้ซบลงกับบ่าของตัวเองก่อนจะกดจูบลงบนขมับของจินยองเบาๆ เป็นการปลอบประโลม

 

เสียงสะอื้นของจินยองตอกย้ำความเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับหญิงสาวในรูปภาพได้ และแจบอมก็รู้สึกเจ็บ…​ไม่แพ้กับจินยองเลย

 

จินยองเริ่มพูดทุกอย่างด้วยรอยยิ้มแม้น้ำตาจะไหลอาบแก้ม ประโยคแรกที่จินยองพูดไปหัวเราะไปทำให้แจบอมเอื้อมมือไปกุมมือเรียวไว้แน่น “ถ้าพี่ได้ฟังเรื่องพวกนี้ พี่จะเกลียดผมก็ได้นะ ผมเข้าใจ” แต่ในขณะที่หัวใจของเขาทั้งเต้นแรงและบีบรัดอย่างเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน แจบอมได้ยินตัวเองพูดซ้ำๆ ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่มีทางที่จะเกลียดจินยอง

 

จินยองเริ่มด้วยเรื่องของทางบ้านที่เป็นหุ้นส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ปูซาน ปริญญาตรีใบแรกของจินยองซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านจึงเป็นสาขาการเงินตามที่พ่อกับแม่ต้องการแม้ว่าจินยองจะไม่ได้ชอบเลยสักนิด แต่ด้วยความสามารถที่พอไปได้ จินยองจึงเรียนจบด้วยคะแนนที่ดีตามที่ทางบ้านหวังได้

 

จินยองตั้งใจทำงานมากๆ อยู่สองปี ทั้งงานของบริษัทที่บ้านและรับจ้างเป็นอาจารย์สอนพิเศษที่โรงเรียน สองปีนั้นเป็นช่วงที่จินยองเหนื่อยมากเพราะเขาตั้งใจจะทำงานเก็บเงินให้ได้มากที่สุด และหลังจากที่จินยองเอาเงินนั้นมารวมกับส่วนที่ออมมาตั้งแต่สมัยเรียนกับความช่วยเหลือจากพี่สาวทั้งสองคน ในที่สุดจินยองก็มีเงินมากพอที่จะขอพ่อกับแม่มาเรียนต่อได้ ซึ่งนั่นเป็นการทะเลาะกันที่เป็นเรื่องใหญ่โตที่สุดเท่าที่ชีวิตยี่สิบสามปีของจินยองเคยได้พบเจอมา

 

จินยองยืนยันจะเลือกเรียนสาขาภาพยนตร์ที่โซลและออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเองโดยมีพี่สาวคอยช่วยเหลือในบางส่วน ในขณะที่พ่อกับแม่ไม่ยอม สงครามขนาดย่อมในบ้านดำเนินอยู่ค่อนเดือนและในที่สุดการพบกันครึ่งทางก็ได้เป็นบทสรุปที่ลงตัวที่สุด จินยองยอมเลือกเรียนศิลปศาสตร์เอกภาษาอังกฤษแทนโดยมีพ่อกับแม่ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักและค่าเทอมครึ่งหนึ่ง ซึ่งนั่นตอบคำถามกว่าครึ่งที่มักจะวนเวียนอยู่ในความคิดของแจบอมอยู่บ่อยๆ ได้

 

แต่เมื่อมาถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่อยู่ในภาพโพลารอยด์ในมือของเขา แจบอมรู้สึกว่าการรับฟังความจริงของจินยองนั้นยากขึ้นทุกที

 

“ผมรู้จักจีซูเมื่อตอนปีที่แล้ว เราเรียนเอกเดียวกัน จีซูย้ายมาจากมหาวิทยาลัยที่ปูซาน เรามาจากที่เดียวกัน เขาอายุเท่ากับผม เราคุยกันถูกคอ” ตั้งแต่ที่เริ่มพูด น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงลงมาจากดวงตาคู่สวย “ผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยได้เจอคนที่รับตรงนี้ เพราะงั้นพอได้เจอจีซูที่คล้ายๆ กัน เราก็เลยเหมือนถูกดึงเข้าหากันง่ายมาก”

 

จินยองไม่ได้ลงลึกรายละเอียดในความสัมพันธ์ หลังจากนั้นก็บอกแค่ว่าตนกับจีซูคบกันเป็นเวลาราวๆ แปดเดือน ความสัมพันธ์ทางกายเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวและจินยองก็มั่นใจว่าตัวเองรอบคอบทุกครั้ง ถึงจะเคยนึกกลัวว่าถ้าหากพลาดขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไร แต่… จินยองก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ

 

จินยองจำไม่ได้ว่าพลาดไปตอนไหน

 

แปดเดือนของความสัมพันธ์ดำเนินเรื่อยมา ก่อนที่พวกเขาจะเลิกกันเพราะจีซูมาสารภาพว่าความรู้สึกตัวเองไม่เหมือนเดิม จินยองโอเคกับการที่แฟนใหม่ของจีซูไม่ได้เป็นผู้ชายเพราะยังไงจินยองมองว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดในความรักคือความรู้สึกอยู่แล้ว จินยองเข้าใจจีซูและสามารถเป็นเพื่อนกับจีซูได้ แต่ถึงอย่างนั้นจินยองก็บอกว่ายังไงจินยองก็รู้สึกเจ็บอยู่ดี

 

“เทอมที่แล้ว ผมลงเรียนวิชาของเอกภาพยนตร์ เพราะจินฮวานบอกว่าเรียนวิชาเอกนี้แล้วจะยุ่ง งานเยอะ ผมไม่อยากคิดมากเรื่องอื่น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้วด้วย”

 

“…”

 

“ผมชอบใช้เวลาส่วนตัวคนเดียว ผมอยากอยู่คนเดียวและผมไม่คิดว่าตัวเองอยากจะอยู่กับใครอีก… จนมาเจอพี่”

 

จินยองบีบมือเขาแน่น ยืนยันความรู้สึกในสิ่งที่ตัวเองพูดและแจบอมรับรู้ได้ถึงมัน

 

จินยองพูดต่อถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องเลื่อนเวลานัดในวันนี้ว่าเป็นเพราะจีซูติดต่อจินยองมาและต้องการจะพบจินยองให้เร็วที่สุด จินยองออกไปตามนัดที่อพาร์ทเม้นท์ของจีซู หวังแค่ว่าจะได้เจอจีซูกับแฟนของเธอ แต่ไม่ใช่จีซูที่เพิ่งเลิกกับแฟน กำลังท้องหกเดือนและมีพ่อกับแม่ของเธอที่อยู่ที่ห้องอย่างพร้อมหน้ากัน

 

พ่อแม่ของจีซูกลับออกไปหลังจากที่ได้ระบายความโกรธแค้นให้กับตัวต้นเหตุอย่างจินยอง จีซูเอาแต่พร่ำขอโทษจินยอง จีซูไม่ได้อยากให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นและจีซูก็ไม่ได้คิดว่าจู่ๆ พ่อกับแม่จะขึ้นมาหาที่โซล ทั้งที่จีซูพยายามจะปิดเรื่องนี้ให้ได้ ไม่อยากให้ใครต้องเดือดร้อน ไม่อยากให้จินยองต้องเดือดร้อน

 

“จินยอง” แจบอมเรียกคนในอ้อมกอด หยดน้ำตาของจินยองที่เปียกชุ่มตรงบ่าของเขาเป็นความเจ็บปวดที่แจบอมกำลังรู้สึกอยู่ในใจเหมือนกัน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… ไม่ว่าจินยองจะตัดสินใจอะไร…”

 

“…”

 

“พี่รักจินยอง”

 

แจบอมรู้ว่าถึงแม้จินยองจะไม่ได้รักจีซูแบบนั้นอีกแล้ว… แต่แจบอมพอจะคาดเดาได้ว่าจินยองที่เขารู้จักจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร และในตอนนี้ที่แจบอมกำลังจูบริมฝีปากของจินยองอย่างรักใคร่ ฝ่ามือหนาประคองใบหน้าเรียว ปลายนิ้วโป้งปาดน้ำตาที่ไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าออกเบาๆ …​แจบอมก็แค่อยากจะเก็บเกี่ยวทุกความรู้สึกในตอนนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด…​ ก็แค่นั้น

 

“จินยอง” เสียงทุ้มสั่นเครือเอ่ยเรียกอีกครั้ง แจบอมซบหน้าผากของเขากับหน้าผากของจินยอง มือทั้งข้างประคองใบหน้าของจินยองไว้ เขาหลับตาลง คำพูดถัดมากำลังกรีดหัวใจของเขาเอง “ต้องไปใช่มั้ย…”

 

ปลายจมูกที่แตะชิดกัน ลมหายใจที่รินรดปะปนกันบ่งบอกถึงชีวิตของพวกเขาที่ดำเนินมาตลอดจนถึงปัจจุบัน…. และจำเป็นต้องก้าวต่อไปข้างหน้า… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เจ็บที่สุดคือการที่จินยองตอบคำถามนั้นของเขาด้วยจูบ

 

 

 

And through timeless words in priceless pictures


We’ll fly like birds not of this earth


And tides they turn and hearts disfigure


But that’s no concern when we’re wounded together

 

 

ผ่านคำพูดที่ไร้กาลเวลาในภาพถ่ายที่ไร้ราคา

พวกเราจะโบยบินไปเหมือนกับฝูงนกที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้

กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง และหัวใจบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง

แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ในเมื่อเราต่างบอบช้ำไปด้วยกัน

 

 

 

 

ความเคยชินที่สั่งสมผ่านกาลเวลาช่วยรักษาความรู้สึกที่แตกร้าวอยู่ในใจให้ดีขึ้นถึงแม้จะไม่สามารถลบบาดแผลที่ฝังลึกไปแล้วไว้ได้ก็ตาม … จากหนึ่งวัน ล่วงเลยมาเป็นหนึ่งปี… ทว่าช่วงเวลาไม่ถึงสองเดือนที่เคยมีอีกคนอยู่ใกล้ๆ ยังคงทิ้งร่องรอยมากมายไว้ในทุกๆ ที่ที่แจบอมไป และมากที่สุดก็คือในอพาร์ทเม้นท์ของเขา

 

แจบอมดำเนินชีวิตต่อไปโดยที่ไม่มีจินยอง เขาคิดถึงจินยองเหมือนเดิม เจ็บน้อยลง และ รักจินยองมากกว่าเดิม จินยองยังคงเป็นความย้อนแย้งที่สวยงามที่ทิ้งให้เขารู้สึกขัดแย้งกับความรู้สึกตัวเองได้อยู่เสมอตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาแม้เจ้าตัวจะไม่ได้อยู่ข้างๆ เขาอีกแล้ว

 

การติดต่อจินยองตั้งแต่เมื่อก่อนยากอย่างไร ในตอนนี้ยากกว่าเดิมหลายพันเท่า แน่นอนว่าจินยองเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปแล้วและนั่นก็ทำให้แจบอมรู้ว่าจินยองจงใจสร้างกำแพงขึ้นมามากแค่ไหน อย่างเดียวที่เขารู้มาจากเพื่อนของจินยองคือตอนนี้จินยองลาออกจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว แจบอมพยายามบอกตัวเองว่าเขาโอเคกับสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ ถึงแม้จะยังคิดถึงจินยองแต่เขาก็ไม่เคยคิดอยากก้าวเข้าไปหาจินยองในจุดที่จินยองไม่ได้เต็มใจเป็นฝ่ายเปิดรับ

 

แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ไปร้านเดิม… แจบอมก็ยังหวังให้จินยองเป็นเจ้าของเสียงกระดิ่งตรงหน้าประตูร้าน และหัวใจของเขาก็ยังคงวูบโหวงอยู่เสมอเมื่อเห็นผู้ชายรูปร่างผอมเพรียว ผมสีดำสนิท สวมสีขาวเดินผ่านสายตาไป

 

แจบอมกดปุ่มเครื่องเล่นดีวีดีใต้โทรทัศน์ออกมา แผ่นของภาพยนตร์เรื่อง Blue Ruin ที่ใช้การไม่ได้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ในตอนนี้มันก็ยังเหมือนเดิม

 

แจบอมหยิบมันกลับออกมาใส่ในกล่องก่อนที่จะรื้อหาแผ่นหนังเรื่องอื่นๆ ในลิ้นชักต่อ แจบอมกำลังเตรียมแผนการสอนสำหรับเทอมถัดไป เขาเลือกหนังหลายๆ เรื่องที่น่าสนใจมาดู และเหมือนกับตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา คำพูดของจินยองที่แสดงความเห็นต่อหนังทุกเรื่องที่พวกเขาเคยพูดถึงด้วยกันมักจะลอยขึ้นมาในความคิดและยังคงบีบรัดหัวใจของเขาได้อยู่ทุกครั้ง และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ความคิดเหล่านี้เรียกน้ำตาให้รื้นขึ้นมาและทำให้ภาพตรงหน้าของเขาพร่ามัวได้อย่างง่ายดาย

 

จินยองจะเป็นยังไงบ้าง… จินยองจะสบายดีมั้ย… คำถามพวกนี้อยู่ในใจแจบอมตลอดมา แจบอมเป็นห่วงจินยองมากกว่าที่เป็นห่วงครอบครัวของจินยอง และนั่นไม่ได้เป็นเพราะเขารักจินยองมากกว่า แต่เป็นเพราะแจบอมรู้ว่ายังไงจินยองก็สามารถเป็นพ่อที่ดีให้กับลูกสาวที่ตอนนี้น่าจะอายุร่วมหนึ่งปีได้อยู่แล้วต่างหาก

 

จินยองที่มีมุมอ่อนโยนแต่ก็มองโลกอย่างฉลาด จินยองที่มีความตั้งใจและจดจ่อกับสิ่งที่ทำ จินยองที่มีความรับผิดชอบ จินยองที่แจบอมรักเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ถึงแม้จะเต็มไปด้วยข้อบกพร่องแต่นั่นก็คือสิ่งที่ยืนยันถึงความเป็นมนุษย์ และแจบอมก็รักทั้งความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ในความแข็งแกร่งของจินยอง รวมถึงความแข็งแกร่งที่อยู่ในมุมที่อ่อนไหวของจินยองเหมือนกับที่เขารักทุกอย่างที่เป็นจินยอง

 

ตอนนี้จินยองคงทำงานและอยู่กับครอบครัวซึ่งแจบอมไม่รู้ว่าคือที่ไหน เขาต่อสู้กับความต้องการที่จะตามหาจินยองทั้งที่รู้ว่าจะต้องล้มเหลวมาหลายร้อยหลายพันครั้ง ถึงปากจะบอกว่ารับได้ ใจจะบอกว่าอยู่ได้กับการไม่มีจินยองข้างกาย แต่นับครั้งไม่ถ้วนจริงๆ ที่แจบอมนั่งรถไปทุกที่ที่มีความเป็นไปได้ว่าจินยองจะไปราวกับคนไม่มีสติ หลายต่อหลายครั้งที่นอนคิดถึงจินยองแล้วต้องร้องไห้ ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมารู้สึกยาวนานราวกับค่อนชีวิต ไม่ใช่เพียงเพราะการไม่มีจินยองนั้นทรมาน แต่เป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความรู้สึกหลายอย่างที่เกิดขึ้นกับเขามากมายยิ่งกว่าชีวิตตัวคนเดียวที่ผ่านมายี่สิบกว่าปี

 

แจบอมฟังเพลงเศร้าได้รู้สึกเจ็บกว่าเดิม เข้าใจความปวดร้าวของตัวละครในภาพยนตร์แต่ละเรื่องได้ดีกว่าเดิม

 

แจบอมไม่กล้าพูดว่าตัวเองกำลังรอจินยอง เพราะเขาไม่กล้าคิดว่าจินยองจะกลับมา ความเป็นไปได้นั้นใกล้เคียงกับศูนย์… แต่ถึงอย่างนั้น …

 

แจบอมก็ยังหยุดหวังไม่ได้เลยว่าสักวัน เขาจะมีโอกาสได้ดูตอนจบของภาพยนตร์เรื่อง Blue Ruin พร้อมกับจินยอง

 

 

////

 

 

“A relationship, I think, is like a shark. You know? It has to constantly move forward or it dies. And I think what we got on our hands is a dead shark.”

 

แจบอมยกรีโมตขึ้นมากดหยุดแผ่นดีวีดีที่กำลังเล่นอยู่ กระดกกระป๋องเบียร์ในมือที่เหลืออยู่ไม่กี่อึกขึ้นดื่มจนหมดก่อนจะวางลงกับโต๊ะ

 

‘ความสัมพันธ์ ผมว่าก็เหมือนกับปลาฉลาม คุณรู้ใช่มั้ย? มันต้องว่ายน้ำไปข้างหน้าตลอดอย่างสม่ำเสมอหรือไม่อย่างนั้นมันก็จะตาย และผมคิดว่าสิ่งที่อยู่ในมือเราตอนนี้คือปลาฉลามที่ตายแล้ว’

 

ภาพยนตร์เรื่อง Annie Hall เป็นหนึ่งในเรื่องที่แจบอมชอบและวนกลับมาดูใหม่หลายครั้ง เขาสะดุดหูกับประโยคนี้ของพระเอกในช่วงท้ายเรื่องมาตลอดเหมือนกับที่ชอบการเปรียบเปรยและคำพูดหลายๆ อย่างในเรื่องนี้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ประโยคนี้ได้สะดุดเข้ากับความรู้สึกของเขาแบบเต็มๆ

 

แจบอมเห็นด้วยกับการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาดตรงนี้ และแน่นอนว่าคนที่เขาคิดถึงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากจินยอง

 

แจบอมนึกถึงไม่กี่คืนก่อนหน้าที่จินยองจากไป ในตอนที่พวกเขานอนอยู่บนเตียงที่ยุ่งเหยิงและมีเพียงผ้าห่มที่คลุมตัวอยู่อย่างหมิ่นเหม่ ผิวกายเปลือยเปล่าที่แนบชิดกันให้ความรู้สึกดีจนแจบอมไม่อยากจะลุกไปไหน และจินยองก็คงจะคิดเหมือนกันเพราะมือเรียวเอาแต่ลูบไล้ไปตามท่อนแขนของเขาในขณะที่แจบอมกำลังพรมจูบใบหน้าของจินยองอย่างแผ่วเบา

 

จินยองยกขาพาดตัวเขาและจงใจปัดผ่านส่วนกลางลำตัวของแจบอมเป็นการหยอกเย้า ท่าทางนั้นทำให้ส่วนเดียวกันของจินยองแนบชิดกับข้างสะโพกของเขา ทำให้แจบอมอดไม่ได้ที่จะไล้มือไปตามแผ่นหลังเนียนจนถึงบั้นท้ายกลมและบีบเฟ้นเนื้ออวบอิ่มเต็มฝ่ามือ ปลุกปั่นอารมณ์ที่เพิ่งจะดับไปได้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วให้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

 

แจบอมครอบครองริมฝีปากของจินยองด้วยริมฝีปากของเขา แนบแน่น หนักหน่วงภายในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วจึงผละออก “เดี๋ยวก็จะเปิดเทอมแล้ว”

 

“อื้อ”

 

“ถ้าเราไม่ได้เจอกันบ่อยๆ แบบนี้อีก… ” แจบอมแนบจูบลงที่ข้างแก้มของจินยอง “เราจะยังเหมือนเดิมมั้ย…”

 

จินยองมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย มือเรียวยกขึ้นแตะใบหน้าของเขา “ถ้ามันเป็นเรื่องของความรู้สึก”

 

“…”

 

“มันก็จะเป็นแค่ในส่วนของความรู้สึก ไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น”

 

แจบอมยังจำคำพูดของจินยองในวันนั้นได้

 

เรื่องของความรู้สึก ก็คือส่วนของความรู้สึก

 

ไม่ได้เกี่ยวกับว่าตัวตนของต้นเหตุความรู้สึกเหล่านั้นจะยังอยู่ข้างๆ หรือไม่ เพราะถ้าหากความรู้สึกยังเหมือนเดิม ยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอเหมือนเดิม

 

ทุกอย่าง…​ก็จะยังเหมือนเดิม

 

สิ่งที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ มันไม่ใช่ปลาฉลามที่ตายแล้ว การที่ไม่ได้พบกัน ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้หยุดชะงักความรู้สึกที่แล่นไปข้างหน้าตลอดเวลา

 

ถึงแม้แจบอมจะไม่รู้ว่าเขากำลังไปไหน เขามองไม่เห็นปลายทาง … อย่างเดียวที่แจบอมรู้ก็คือความสัมพันธ์นั้นเปรียบเสมือนกับปลาฉลามจริงๆ อย่างที่ในหนังว่า และการที่เขายังตั้งใจจะเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดแม้จะไม่รู้จุดหมายปลายทางนั้นก็เพียงเพราะว่าแจบอมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ที่จับต้องไม่ได้ในตอนนี้ตายจากไป …​ก็แค่นั้น

 

แจบอมรู้ว่าอีกไม่นานหนังก็จะจบ แต่เขากำลังคิดถึงจินยองมากเกินกว่าจะมีสมาธิจดจ่อกับมันอีกต่อไปแจบอมจึงเลือกที่จะกดปิดและเก็บดีวีดีลงกล่องเหมือนเดิม เขาหยิบแมคบุคของตัวเองที่พับอยู่บนโต๊ะขึ้นมาเปิดและพิมพ์ชื่อเรื่อง Annie Hall ลงไปในรายชื่อของภาพยนตร์ที่เตรียมจะนำไปสอนในภาคการศึกษาที่จะถึง

 

แจบอมกวาดสายตาไล่ไปตามหน้าเอกสารในโปรแกรม ชื่อ Blue Ruin เป็นหนึ่งในนั้น แจบอมตั้งใจในที่สุดว่าจะนำหนังเรื่องนี้มาสอนเพราะมันมีจุดที่น่าสนใจและตรงประเด็นในวิชาเขียนบทที่เขาต้องรับผิดชอบ แจบอมคิดว่ามันคงถึงเวลาที่จะต้องซื้อแผ่นใหม่เสียที แต่เขาคงเลือกที่จะส่งแผ่นดีวีดีให้นักศึกษาคัดลอกไฟล์กลับไปดูเองเป็นการบ้านแทนการเปิดหนังเรื่องนี้ในชั้นเรียน เพราะนั่นหมายความว่าเขาต้องดูมันจนจบ และตอนจบของ Blue Ruin มีความหมายกับแจบอมมากเกินกว่าที่เขาจะไปนั่งดูกับคนอื่นที่ไม่ใช่จินยองได้

 

ยี่สิบนาทีต่อมาแจบอมจึงพาตัวเองมาถึงที่ร้านเดิม เวลาหกโมงเย็นของวันศุกร์ผู้คนยังคงเดินกันพลุกพล่านในเมืองและความเงียบสงบของร้านนี้ที่เป็นเหมือนที่หลีกหนีความวุ่นวายภายนอกก็เป็นสิ่งที่แจบอมชอบตลอดมา

 

และมันทำให้เขานึกถึงจินยองอีกครั้ง ทุกครั้งที่ได้อยู่กับจินยอง แจบอมพบว่าตัวเองรู้สึกผ่อนคลายทั้งที่ทุกคำพูดและการกระทำของจินยองเต็มไปด้วยความหมายที่ซับซ้อนและทำให้เขาต้องคิดไม่ตกอยู่แทบทุกครั้ง แต่ความยุ่งเหยิงเหล่านั้นก็ทำให้แจบอมรู้สึกสบายใจไปพร้อมๆ กันได้อย่างน่าประหลาด

 

แจบอมเดินผ่านชั้นต่างๆ เข้าไปจนถึงด้านในและพบกับแผ่นภาพยนตร์เรื่อง Blue Ruin ที่ไม่ได้รับความนิยมมากนักวางตั้งอยู่แผ่นเดียว หนึ่งปีผ่านมาแล้วและไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่แจบอมคิดว่าแผ่นสุดท้ายที่ตั้งอยู่บนชั้นในตอนนี้นั้นมาจากสต็อกเดียวกันกับปีที่แล้ว และก่อนที่เขาจะตรงเข้าไปหยิบมันได้อย่างที่ต้องการ กล่องดีวีดีหน้าปกสีน้ำเงินหม่นที่ว่าก็ถูกพนักงานร้านที่เดินมาจากอีกทางหยิบไปเสียก่อน

 

“อ้าว คุณแจบอม” พนักงานหนุ่มหน้าใหม่ที่เพิ่งมาทำงานได้ไม่นานและรู้จักแจบอมในฐานะลูกค้าประจำทักขึ้น “จะมาดูเรื่องนี้หรือครับ?”

 

“ใช่ครับ”

 

พนักงานหนุ่มยิ้มแห้งๆ พลางก้มศีรษะลงน้อยๆ “ผมขอโทษด้วยนะครับ นี่เหลือแผ่นสุดท้ายแล้วเมื่อกี้นี้มีคุณลูกค้าโทรมาถามก่อนพอดี เห็นว่าเดี๋ยวจะเข้ามาเอาน่ะครับ”

 

แจบอมนึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นได้ว่ามีคนต้องการภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงกับโทรมาถามอย่างเจาะจง แต่เขาก็โบกมือไปมาพร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรพลางหันไปมองดูเรื่องอื่นๆ ที่วางอยู่บนชั้นแทน

 

ท่ามกลางความเงียบในไม่กี่นาทีต่อมาประตูร้านถูกผลักเปิดออก และไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เสียงกระดิ่งหน้าประตูร้านไม่ได้ทำให้แจบอมรู้สึกวูบโหวงในใจแบบนี้มานานมากแล้ว

 

แจบอมได้ยินบทสนทนาไกลๆ จากตรงเคาท์เตอร์ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายทำงานหนักขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลในขณะที่เขาวางมือจากแผ่นดีวีดีที่ดูอยู่และเดินไปตามเสียงนั้น

 

เพื่อที่จะพบว่าหัวใจที่หายไปร่วมปีได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า

 

 

 

ทั้งที่มายืนอยู่ใกล้จนได้ยินบทสนทนาทั้งหมดชัดเจน แต่แจบอมไม่รับรู้แล้วว่าชายหนุ่มรูปร่างผอมบางที่อยู่ในชุดเสื้อเชิร์ตสีขาวนุ่งทับกางเกงขายาวสีดำกำลังพูดคุยอะไรกับพนักงานของร้าน

 

หูของเขาไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพราะการทำงานของประสาทสัมผัสทั้งหมดรวมกันเข้ามาอยู่ที่หัวใจของเขาทั้งหมดแล้ว

 

“จินยอง…” เขาเรียกชื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าออกไปผ่านริมฝีปากที่สั่นระริก เสียงนั้นสั่นไม่แพ้กัน แจบอมเห็นจินยองหันหน้ามาทางเขาแม้ม่านตากำลังพร่ามัว

 

จินยองเดินเข้ามาหา เสียงพื้นรองเท้าหนังหุ้มส้นที่กระทบกับพื้นร้านต่างจากเสียงรองเท้าโปร่งแบบสานที่จินยองเคยใส่เป็นประจำเมื่อปีก่อน แต่ทุกก้าวเดินของจินยองยังมีความหมายกับความรู้สึกของแจบอมเหมือนเดิม

 

“มาทำอะไรแถวนี้”

 

“ก็อยู่แถวนี้”

 

คำถามโง่ๆ ที่เขาถามออกไปอย่างไม่ทันคิดเพราะความรู้สึกที่แล่นขึ้นมาจุกไปทั้งอกไม่ได้หวังจะได้รับคำตอบที่เติมน้ำให้กับใจที่ห่อเหี่ยวมาร่วมปี แต่เพราะว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหนือการคาดหวัง แจบอมจึงไม่แปลกใจที่จินยองยังคงทำมันได้ดีเสมอ

 

ไม่ว่าจะผ่านมานานเท่าไหร่ … เรื่องของจินยองยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหวังของแจบอมตลอดมา

 

“มาทำอะไรที่นี่” และนี่ก็ยังคงเป็นคำถามที่ไม่ฉลาดนัก แจบอมมองดูแผ่นดีวีดีในมือของจินยองแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองจินยองอีกครั้ง

 

ใบหน้าหวานที่ดูซีดเซียวกว่าที่เคยเป็นทำให้แจบอมใจหาย แต่รอยยิ้มจริงใจที่ปรากฏบนใบหน้านั้นกำลังเป็นความสุขที่สุดในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาให้กับเขา

 

“ก็อยากมาหาหนัง… ที่เคยดู”

 

“เหมือนกัน”

 

จินยองก้มหน้าลงและยิ้มออกมา ก่อนจะยื่นกล่องดีวีดีในมือให้แจบอมดู

 

“เรื่องนี้หรือเปล่า”

 

แจบอมพยักหน้า

 

 

What a beautiful mess this is…

 

 

“งั้นผม… ให้พี่เป็นคนซื้อดีกว่า”

 

“….”

 

“พี่เป็นอาจารย์ … ยังไงก็คง –”

 

“เป็นประโยชน์กว่า จะได้เอาไว้สอนนักเรียนได้…”

 

แจบอมขัดขึ้น เสริมต่อคำพูดของจินยองที่คล้ายคลึงกับบทสนทนาเมื่อปีที่แล้วก่อนพวกเขาจะหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน

 

แจบอมเม้มริมฝีปากที่สั่นระริกของตัวเอง มันกำลังบิดขึ้นเป็นรอยยิ้มเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าขณะที่น้ำตาที่คลออยู่ก็มาจากคนคนเดียวกัน

 

“จินยอง…” แจบอมกะพริบตาไล่ความพร่ามัวออกไปจนได้เห็นใบหน้าของจินยองชัดเจน รอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากอิ่มในขณะที่น้ำใสๆ คลออยู่ในตาไม่ต่างอะไรกับเขา แจบอมรู้สึกใจหายเมื่อมองไปยังผิวหน้าที่เคยสดใสดูหมองลงราวกับคนไม่ได้พักผ่อน แก้มของจินยองที่ตอบลงกว่าเดิมมาก และไรหนวดจางๆ ที่ปรากฏขึ้นอยู่บนคางเรียวที่บ่งบอกได้ว่าจินยองไม่ได้ดูแลตัวเอง

 

จินยองในตอนนี้ดูโตขึ้นมาก ดูเข้มแข็งแต่ในขณะเดียวกันก็เปราะบางจนเหมือนจะแตกสลาย และเพราะแบบนี้ แจบอมจึงมั่นใจได้ว่าจินยองยังเหมือนเดิม

 

จินยองยังคงเป็นความย้อนแย้งและความยุ่งเหยิงที่สวยงามที่สุดในใจของเขาเสมอ

 

“จินยอง” เขาเรียกชื่ออีกคนอีกครั้ง ก่อนถามคำถามที่แทนความรู้สึกตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาออกไป “เป็นยังไงบ้าง…”

 

จินยองตอบแทบจะในทันที “เหนื่อย…”

 

แจบอมยกมือขึ้นหมายจะเช็ดน้ำตาบนแก้มของจินยองออก แต่แล้วก็ชะงักค้างไว้อยู่ตรงนั้น

 

หนึ่งปีที่ผ่านมา…​แจบอมไม่รู้ว่าอะไรๆ ในความรู้สึกของจินยองที่มีต่อเขาเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่

 

แจบอมไม่กล้าจะทำตามใจตัวเอง แม้จะเจ็บปวดที่ต้องเห็นน้ำตาของจินยอง…จนกระทั่งจินยองก้มหน้าและหลับตาลง เสียงที่สั่นอยู่แล้วยิ่งแตกหักและแผ่วเบาลงจนแทบจะจับใจความไม่ได้ วินาทีนั้นแจบอมจึงได้ทำตามที่ใจต้องการ และได้รู้…​ว่าความเข้มแข็งเดียวในตอนนี้ของจินยองคือใคร

 

“เหนื่อยมากเลยพี่แจบอม…”

 

 

 

It’s a beautiful mess, yes it is,

It’s like, we are picking up trash in dresses

 

 

 

แจบอมกับจินยองยืนอยู่ที่หน้าร้านเดิม บรรยากาศเก่าๆ ทำให้ความรู้สึกเดิมๆ อบอวลขึ้นมาอีกครั้ง

 

แจบอมกำถุงในมือแน่น ถามบางอย่างออกไปด้วยใจที่เต้นรัวและบีบรัดไปพร้อมๆ กัน “วันนี้ต้องรีบไปไหนหรือเปล่า”

 

เขารู้ว่านี่อาจเป็นอะไรที่ฟังดูงี่เง่าในการใช้ถามคนที่มีสถานะแบบจินยองในตอนนี้ … ทว่าแจบอมก็เฝ้ารอคำตอบและเผื่อใจที่จะต้องเจ็บไว้แล้ว เพราะอย่างน้อย… การได้เจอจินยองอีกครั้งในวันนี้ก็ดีจนแจบอมไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้

 

จินยองนิ่งไปนาน แจบอมใจแกว่งขณะที่เฝ้ารอคำตอบ เขาพร้อมที่จะได้ยินทั้งการปฏิเสธและการตอบรับ

 

“จีซูกลับไปอยู่กับที่บ้านแล้ว”

 

แต่จินยองก็ยังเป็นจินยองที่ให้เขามากกว่านั้น

 

คำพูดของจินยอง… ยังคงมีความหมายที่แฝงอยู่ในนั้นและทำให้แจบอมต้องคิดตามเพื่อหาคำตอบตลอดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องอะไรก็ตาม

 

แจบอมรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อบนริมฝีปากกระตุกเบาๆ เพราะกำลังจะยิ้ม และแจบอมก็ปล่อยให้รอยยิ้มของเขาเผยออกอย่างไม่ปิดบังในขณะที่เขายกถุงกระดาษบรรจุกล่องดีวีดีของภาพยนตร์เรื่อง Blue Ruin ขึ้นมาพร้อมใจที่เต้นรัว และความรู้สึกที่เอ่อล้นขึ้นมามากมายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

 

“มาดูด้วยกันมั้ย?”

 

 

 

 

 

 

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ความรู้สึกของแจบอมเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอดตั้งแต่ที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ในทิศทางไหน และปลายทางคืออะไร

 

เขาแค่รู้ว่าต้องเดินหน้า หรือไม่อย่างนั้นก็จะต้องหยุดอยู่กับที่และปล่อยให้ทุกอย่างตายจากไป

 

แจบอมรอมาตลอด แจบอมกล้าใช้คำว่า ‘รอ’ ในการบอกกับตัวเองในขณะที่อีกใจเขาก็ไม่เคยมั่นใจเลยว่ามันจะสามารถเป็นการ ‘รอ’ จริงๆ ได้ไหมในเมื่อเขาไม่ได้คิดว่าจินยองจะกลับมา ทว่าในตอนนี้… ตอนนี้ที่จินยองกำลังเงยหน้าขึ้นมามองเขาพร้อมกับรอยยิ้มและแววตาที่เป็นประกาย จินยองได้ตอบคำถามเมื่อครู่ของเขา ย้ำถึงความมั่นคงกับความจริงในความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยนไป

 

และได้บอกแจบอมว่าการรอคอยของเขาคุ้มค่าจริงๆ

 

 

end.

 

 

#วนบน

talk

ฟิคเรื่องนี้เกิดจากความพยายามที่จะเขียนฟิคดีดีแบบจริงๆ จังๆ

 

beautiful mess เป็นแค่ฟิคเรื่อยๆ เรื่องนึง แต่ทำ research เยอะ และเขียนยาก จุดเริ่มต้นของเรื่องคือเพลงที่ใช้เป็นตีมค่ะ เป็นเพลงของ Jason Mraz ที่เรารักมากที่สุด ฟังมานานแค่ไหนก็ไม่เคยเบื่อ รักทุกคำทุกเมโลดี้ในเพลง และเรารู้สึกถึงความแจบอมจินยองในคำว่า beautiful mess / ความยุ่งเหยิงที่สวยงาม จนอยากจะเขียนฟิคให้ได้ทั้งที่รู้ว่ามันยาก (และมันก็ยากมากๆๆๆๆ จริงๆๆ)

 

18,000 กว่าคำทั้งหมดของทั้งสองพาร์ท ใครสู้มาจนจบนี่เก่งมากจริงๆ ขอบคุณมากนะคะ TvT

 

คุยกันได้ที่ #วนบน หรือจะคอมเม้นท์ในหน้าบล็อกก็ได้ค่ะ รออ่านอยู่น้า

 

 

ภาพยนตร์ที่ถูกกล่าวถึงในฟิค

Sunset Boulevard (1950)

Annie Hall (1977)

My Life as a Dog (1985)

Life is Beautiful (1997)

The Return (2003)

Blue Ruin (2013)

 

สำหรับเราเราว่าสนุกทุกเรื่องเลยค่ะ สนุกไปคนละแบบ และดีทุกเรื่อง แต่เรื่องที่ดูง่ายสุดก็น่าจะเป็น Life is Beautiful นะคะ ดีมากๆ ลองไปหาดูกันได้นะคะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

658 ความคิดเห็น

  1. #651 pongsao97 (@pongsao97) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 23:54
    แต่งดีมากเลยค่ะ ประทับใจมาก มากจนอธิบายไม่ถูก 😭😭😭
    #651
    0
  2. #648 หมวยมกโพรู้จักป่ะ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 23:31

    คือคุณคับ..อันนี้บั่บ เฮ้ยยย ฟิคสั้นสองตอนจบ แต่ดีมากๆดีบั่บดีกว่าฟิคยาวบางเรื่องด้วยซ้ำ บั่บ เฮ้ยยยยยยย น้ำตาแตกตอนที่แจบอมจินยองมาเจอกันอีกครั้งหลังหนึ่งปี และแจบอมถามจินยองว่า “เป็นยังไงบ้าง” และจินยองตอบทันทีว่า “เหนื่อย” คือเป็นคำว่าเหนื่อยที่มองเห็นภาพย้อนไปทั้งหมดของจินยองเลยอ่ะ ว่าคือเหนื่อยกับการต้องแบกและรับผิดชอบเรื่องที่ดำเนินมา คือไม่รู้จะพูดยังไง เหมือนเป็นเรื่องเล่าชีวิตแจบอมเนอะว่าเจอคนๆหนึ่งชื่อจินยอง แต่อ่านไปเรื่อยๆคือสรุป เออนี่มันเรื่องของจินยองที่ผ่านการเล่าของแจบอมใช่ไหม เหมือนเป็นหนังเรื่องหนึ่งของจินยองเลยฮื่อ คนเราต้องแบกอะไรหนักตั้งแต่เรียนเลยอ่ะ แต่แอบบั่บภูมิใจการเป็นฉลามของอาจาร์ยอิม ยอมว่ายไปเรื่อยโดยที่ก็ไม่รู้อ่ะข้างหน้ามันมีแสงหรือไม่มีแต่ก้จะว่ายไม่ปล่อยให้ความรู้สึกมันตายไป ไม่เสียแรงที่ว่ายอยุ่ตลอดจริง ตอนจบคือคุ้มมากๆ คนอ่านก้คุ้มค่ะ เป็นสองตอนที่คุ้มสุด

    #648
    0
  3. #641 Ploy Snw (@dollar_nalux) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 01:23
    ไรท์แต่งดีมากเลยง่าาา อ่านไปแล้วเข้าใจจริงๆว่าเขียนยากมาก เราชอบมาก ถึงตอนจบจะไม่ได้แสดงออกว่าเค้าลงเอยกัน แต่เป็นฉากจบที่ประทับใจจริง เหมือนดูหนังโรงจบ
    #641
    0
  4. #638 Omi-chan (@Omi-chan) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 16:16
    ฮื่อ ร้องไห้ตามเลยค่ะ แงงงงง
    #638
    0
  5. #629 YJJS (@YJJS) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 15:00
    ดีมากจริงๆค่ะ ร้องไห้ตามเลย ภาษา ทุกตัวอักษร เนื้องเรื่อง มีความรู้สึกที่หลากหลาย เหมือนดูหนังดีๆเรื่องนึงเลย ชอบมากๆค่ะ ยกให้เป็นsf ในดวงใจเลยค่ะ ชอบมากจริงๆ
    #629
    0
  6. #627 pa rang (@prangkii) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 เมษายน 2561 / 15:30
    เขียนดีทั้ง2พาร์ทคือแบบมันน่าติดตามทุกประโยคทุกบรรทัดเลย ดีอ่ะ ไรท์เขียนเก่งมาก
    #627
    0
  7. #625 MjJane (@mjjane3) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 22:01
    เพิ่งได้มาอ่านค่ะ ฮือออ ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น ละมุนตลอดเลย เพราะด้วยภาษาของไรท์ สุดยอดเลยค่ะ เราชอบบรรยากาศแบบนี้จัง ชอบชีวิตที่มันดูเรียบๆ แต่มันดูมีอะไรอ่ะค่ะ ชีวิตพระนางไม่ต้องเลิศหรู มีความเรียล พออ่านจบ เราก็ยังติดใจเรื่องนี้อยู่เลย55555 ต้องเก็บไปฝันต่อแน่นอนและกลับมาอ่านซ้ำชัวร์ๆ ฮือออ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ อยากให้ไรท์แต่งเรื่องต่อไปอีกเรื่อยๆ เพิ่งมาติดตาม จะติดตามต่อไปนะคะ :)
    #625
    0
  8. #613 Fandom is Good (@kei_haru) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 19:11
    โอ้โหวว นี่ว่าหลงรักพาร์ทแรกแล้ว พอได้อ่านพาร์ทสอง นี่อึ้งไปมากๆ เหมือนได้ดูหนังดีๆ เรื่องนึงเลยค่ะ ฮือออ ชอบมาก หลากหลายความรู้สึก มันทั้งอัดอั้น หม่นๆ ทั้งหลอมละลาย ทั้งตื่นเต้น แล้วก็อบอุ่นไปพร้อมๆ กัน ได้ยังไงไม่รู้
    น้ำตาซึมเลย อยากมอลโล่ห์ ฮื่อออ ชอบจริงๆ ค่ะ ขอบคุณที่พยายามกลั่นกรองฟิคที่ลึกซึ้งออกมานะคะ
    #613
    0
  9. #593 juland (@agnessyyzyy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2560 / 22:16
    ภาษาดีมากกก ร้องไห้เลย
    #593
    0
  10. #561 tkfriedck (@napatsawanearn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 23:52
    ดีมาก ภาษาสวยมากเลยค่ะฮืออออ
    #561
    0
  11. #560 tkfriedck (@napatsawanearn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 23:52
    ดีมาก ภาษาสวยมากเลยค่ะฮืออออ
    #560
    0
  12. #559 tkfriedck (@napatsawanearn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 23:51
    ดีมาก ภาษาสวยมากเลยค่ะฮืออออ
    #559
    0
  13. #530 เลม่อนพั้นซ์ (@cookic) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 23:20
    อ่านแล้วอินกับทุกตัวอักษรเลยคะ
    #530
    0
  14. #528 cotton🤢 (@17032003) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 20:44
    ฮืออ เขียนดีมากก ขอบคุณนะคะ รักกก
    #528
    0
  15. #456 noon_mj (@noon_mj) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 / 09:45
    ดีใจที่มีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้นะคะ ประทับใจในการดำเนินเรื่อง และภาษาที่สื่อออกมา ละเมียดละไมมากจริงๆค่ะ ขอบคุณคุณนักเขียนนะคะ ^^
    #456
    0
  16. #441 Hilda (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 14:12
    เรื่องนี้ดีอะ คืออธิบายไม่ถูก แต่ขอบคุณมากๆสำหรับฟิคดีๆ มันให้หลายๆความรู้สึกพร้อมๆกัน ชอบ
    #441
    0
  17. #439 Sunnyday (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 11:08
    เขียนดีมากๆเลยค่ะ นานๆทีจะเจอฟิค อยากเรียกว่าวรรณกรรมเลย ดีๆสักเรื่องหนึ่ง ภาษาสวย เนื้อหาดี รับรู้ถึงความตั้งใจในการแต่งและบรรยาย ขอบคุณมากนะคะ ...รักพี่แจบอมกับน้องจินยอง มากกกกกขึ้นเลยค่ะ :)
    #439
    0
  18. #436 phitchayathidada (@phitchayathidada) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 10:45
    ดีจนคอมเมนต์ไม่ถูกจริงๆ ดีมากๆๆ มันทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ มันดีอ่ะ
    #436
    0
  19. #432 it's mean* (@chinkunzen) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 05:38
    เราอ่านจบแล้ว เรารู้สึกชอบความสัมพันธ์ในเรื่องมากเลย เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึกจริงๆ เราเข้าใจแจบอมที่มั่นคง และยังมีจินยองเสมอ ถึงแม้ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง เข้าใจจินยองว่าก็ชอบพี่เค้า แต่เราก็ยังมีหลายๆเรื่องที่ยังยุ่งเหยิงอยู่ ขอบคุณไรต์ที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมานะ เราได้ลิสไปดูหนังใหม่ๆเยอะเลย ทำให้เรารู้สึกอยากจะวิเคราะห์หนังเป็นบ้างเลยแหละ :)
    #432
    0
  20. #431 CaliforniaGirl (@CaliforniaGirl) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 21:25
    ดีจนคอมเมนท์ไม่ถูกเลย ทั้งภาษา พลอต เรารู้สึกได้ถึงความตั้งใจในการเขียนเรื่องนี้มากๆ ประทับใจมากๆค่ะ เราเป็นคนนึงที่ชอบดูหนังนอกกระแส การหยิบยกหนังพวกนี้มาเลยทำให้เข้าใจตัวละครได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันคือรับรู้ถึงความพยายามของไรต์เตอร์ในการรีเสิร์ชด้วย ขอบคุณที่แต่งฟิคดีๆมาให้อ่านตลอดนะคะ
    #431
    0
  21. #428 CHERRY_nat (@CHERRY_nat) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 / 20:27
    ชอบนิยายที่มันเรียลเเบบนี้อ่ะ ฟีลกู้ดมากมาย รักภาษาสวยๆเเบบนี้มากเลย
    #428
    0
  22. #417 ChicJaebeom (@ChicJaebeom) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 16:30
    ชอบ ชอบมากเลย
    #417
    0
  23. #408 G6O1JJ922T7 (@G6O1JJ922T7) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 17:17
    ชอบการเล่าเรื่องในแบบที่ทิ้งรายละเอียดอันยุ่งเหยิงไว้ข้างหลัง โฟกัสแค่ความรู้สึกของตัวละคร ความรู้สึกรักที่มากมายของแจบอมและการตอบรับของจินยอง อาจจะไม่มีพาทแบ่งเล่าที่ชัดเจน เพราะความชัดเจนอธิบายออกมาผ่านไดอะล็อกหมดแล้ว ให้ความรู้สึกว่าแค่มองตาก็รับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย เป็นช๊อตฟิคอีกเรื่องที่อ่านแล้วชอบเลย(ตกหลุมรักคุณวนอีกแล้ว5555) ส่วนความพี่แจบอม ไม่ว่าจะตอนไหน ก็ยังรักจินยองหมดหัวใจตลอดเลย55555
    #408
    0
  24. #402 gagameow (@kakeku) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 04:17
    เราชอบมาเลยค่ะ ในขณะที่อ่าน ให้ความรู้สึกราบเรียบและสงบในแบบที่เราชอบ แต่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันคือความยุ่งเหยิงและซับซ้อน บางสิ่งเราก็ยังไม่เข้าใจ อาจจะด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อยของเรา หรือความโง่ของเราเอง แต่ในอนาคตเราจะกลับมาอ่าน และมาทำความเข้าใจกับมันใหม่ ขอบคุณสำหรับความรู้สึกบางอย่างที่ติดอยู่ในใจนะคะ ชอบมากๆเลย
    #402
    0
  25. #384 P_pluralthepark (@parkpleum) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 14:40
    อ่านไป ยิ้มไป ร้องไห้ไปด้วย เป็นความยุ่งเหยิงจริงๆค่ะ ฟิคดีมาก TT
    #384
    0