GOT7 | (SF/OS) jaebum x jinyoung | BNIOR/NIORB #วนบน

ตอนที่ 29 : it's blooming (2/4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 702
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 เม.ย. 60

it’s blooming (2/4)

rating:  mature

pairing: jaebeom/jinyoung as พี่เจ & น้องน็อต

notes: พาร์ทสองของเรื่องระหว่างผู้ชายเชยๆตัวเท่าหมีกับคุณพ่อลูกหนึ่ง


this is my photo do not take out na ka <3






หนึ่งสัปดาห์หลังจากคุณย่าไม่ได้มาคอยช่วยรับน้องแทนเพราะกลับประเทศไทย น็อตก็ได้มีโอกาสต้อนรับเจมาร่วมมื้อเย็นที่บ้านโดยบังเอิญ เลี้ยงอาหารแทนคำขอบคุณที่ช่วยอยู่เล่นกับลูกชายตอนเขายังไม่มารับ


ก่อนที่ความบังเอิญเหล่านั้นจะไม่ใช่ความบังเอิญอีกต่อไป เมื่อเขาได้พบกับชายหนุ่มในทุกเย็นวันพุธและวันศุกร์ถัดมา และโต๊ะอาหารที่บ้านก็ได้ต้อนรับแขกคนเดิมคนนี้เสมอ สัปดาห์ละสองครั้ง ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา



////



คุณย่าเพิ่งกลับมาถึงที่ปารีสเมื่อเช้าวันนี้ และนี่ก็เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่เจได้มาร่วมโต๊ะอาหารกับน็อตและน้องแทน ทว่าเป็นครั้งแรกที่มีคุณย่าร่วมด้วย รวมถึงเป็นครั้งแรกที่บ้านของคุณย่า ครั้งแรกที่คุณย่าของน้องแทน หรือคุณแม่ของน็อต ได้รู้จักเจ


“เจ้าแจ็คน่ะเหรอ แม่รู้จักๆ เคยเจอเมื่อปีก่อนนู่น ตอนวันเกิดน้องแทน” ซึ่งการแนะนำอย่างง่ายและสั้นที่สุดคือบอกว่าเจเป็นเพื่อนของแจ็ค “เจทำงานกับแจ็คมาตลอดเลยเหรอลูก”


“ใช่ครับ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เลย”


“อื้ม ดีจัง แล้ว...ปกติวันเสาร์อาทิตย์นี่่มีสอนไหม”


“มีวันเสาร์ครับ แต่ไม่ได้ทั้งวัน ส่วนวันอาทิตย์ก็แค่บางครั้งที่ต้องเข้าไปช่วย แต่ส่วนใหญ่จะว่างครับ”


“โอเค” หญิงสูงวัยพยักหน้ารับ น็อตเงยหน้ามองแม่หลังจากที่เพิ่งช่วยน้องแทนหั่นเนื้อสเต็กเป็นชิ้นพอดีคำเสร็จ เขานั่งฟังคุณแม่สัมภาษณ์เจมาเป็นระยะด้วยความไม่ค่อยเข้าใจในการลงรายละเอียดบางจุด ก่อนแม่จะทำให้ทั้งเขากับเจเผลอหันหน้ามองกันในประโยคถัดมา “ถ้าว่างๆ ก็หาเวลาพาน้องแทนกับคุณพ่อเขาออกไปเดินเล่นนอกบ้านหน่อยก็ดีนะลูก ช่วงนี้อากาศดี น่าไปปิคนิค เดี๋ยวแม่จะเตรียมขนมกับอาหารให้”


“ไปคับ! น้องแทนไปปิคนิค! กับปะป๊ากับคุณย่ากับลุงเจ!” คุณพ่อรู้สึกขอบคุณลูกชายตัวเล็กที่โพล่งขึ้นมาดึงบรรยากาศแปลกๆ ให้กลายเป็นตลกขบขันไปอย่างง่ายดาย เขายิ้มหัวเราะไปกับท่าทีของลูก แต่ในใจกำลังแอบงอนแม่อยู่ไม่น้อย


ทำไมแม่ต้องบอกให้เจ ‘พา’ เขากับน้องแทนไปด้วย น็อตอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี ถ้าจะไปก็พาน้องแทนไปเองได้สบายๆเลย น็อตโตจนมีลูกแล้ว อายุใกล้สามสิบแล้ว แต่แม่ก็ยังชอบทำอย่างกับเขาเป็นเด็กอยู่อย่างนั้น




:





อาหารมื้อเย็นเล็กๆ ที่เป็นไทยผสมฝรั่ง เพราะน้ำสลัดรสเปรี้ยวเผ็ดฝีมือคุณย่าซึ่งตั้งใจทำมาตัดความเลี่ยนของสเต็กเนื้อ, มันฝรั่งอบและชีสจบลงตอนสองทุ่ม ปิดท้ายด้วยไอศกรีมช็อคโกแลตแบบแท่งที่น้องแทนอ้อนขอให้น็อตซื้อให้ตอนไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วยกัน แล้วน็อตจึงช่วยคุณย่าเก็บล้าง..ได้แค่สองนาทีก็โดนไล่ให้ออกมาเล่นกับลูก


การมีคุณแม่กลับมาอยู่ใกล้ๆ หลังจากหนึ่งเดือนนั้น ทำให้น็อตรู้สึกอุ่นใจขึ้น ชีวิตดูเหมือนจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม โดยที่ไม่ได้ต้องคอยกังวล ใจจดจ่อกับการเลิกงานเพราะอยากออกมารับลูกไวๆ 


แต่อันที่จริงแล้ว ตลอดหลายสิบวันที่ผ่่านมา ความกังวลในจุดนี้ของน็อตก็ได้เบาบางลงไปพอสมควร อย่างน้อยก็ในวันพุธกับวันศุกร์ที่เขามั่นใจว่าน้องแทนจะไม่ได้นั่งรอเขาอยู่อย่างเหงาหงอยหลังจากเพื่อนๆกลับบ้านกันไปหมดแล้ว...เพราะน้องแทนมีเพื่อนคนใหม่


“ฮ่าๆๆๆๆ ลุงเจ ฮ่าๆๆๆๆ”


เสียงหัวเราะของน้องแทนทำให้คุณพ่อยิ้มตามได้อย่างง่ายดาย และยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อเห็นสภาพของลุงเจซึ่งมีผ้าคลุมที่น้องแทนคงจินตนาการว่าให้เป็นของซุปเปอร์ฮีโร่ ทำจากผ้าห่มลายดอกไม้ของคุณย่าผูกคออยู่หลวมๆ กำลังนั่งเป็นโซฟาจำเป็นให้ลูกเขา ซึ่งทั้งคู่คงกำลังเล่นกับเอ็ฟเฟ็คท์กล้องหน้าในแอพพลิเคชัน Snapchat เป็นแน่ เดาได้จากสีหน้าประหลาดของทั้งสองที่กำลังทำปากเหมือนกัดเคี้ยวอะไรบางอย่างอยู่อย่างรวดเร็วและรุนแรง


ชายหนุ่มจึงยังไม่ได้เดินเข้าไปขัดความสนุกที่เขาไม่ค่อยถนัด แอบยืนมองอยู่จากทางหน้าห้องครัวแล้วใช้ความคิดอยู่เงียบๆ คนเดียว




สามสัปดาห์ที่ผ่านมา มื้อเย็นแทนคำขอบคุณในทุกวันพุธและศุกร์ที่เจอาสามาเล่นกับน้องแทนระหว่างรอเขาเลิกงานด้วยความเต็มใจ ทำให้เขากับเจได้พูดคุยกันมากขึ้นทีละนิด....แต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้น เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นฐานอย่างที่คนเพิ่งรู้จักกันมักจะทำเพราะว่าไม่มีเรื่องอื่นจะคุยไปมากกว่านั้น น็อตรู้แค่ว่าเจถือสองสัญชาติเพราะเกิดและโตที่นี่ ก่อนทั้งครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกจะย้ายกลับเมืองไทยตามที่ทำงานของคุณพ่อช่วงเจเพิ่งจบมัธยมต้น เจจึงกลับไปเรียนต่อที่ไทยตั้งแต่ม.ปลายถึงจบปริญญาตรีภาคอินเตอร์ด้านระบบไอทีเพื่อการจัดการธุรกิจ 


ชายหนุ่มเริ่มทำงานอสังหาริมทรัพย์กับครอบครัวฝั่งคุณแม่ แล้วใช้เงินเก็บช่วยคุณแม่ปรับปรุงห้องพักในคอนโดฯ ต่างจังหวัดอีกหลายแห่งเพื่อปล่อยเช่า รวมถึงพัฒนาระบบซื้อ–ขายของอาคารอพาร์ทเมนต์ที่เขตชานเมืองให้จัดการได้สะดวกมากขึ้น ก่อนสามปีถัดมาจะขอย้ายกลับมาอยู่ฝรั่งเศสเพราะอยากทำเงินจากงานอดิเรกของตัวเองที่โรงเรียนสอนเต้นและศิลปะป้องกันตัวกับแจ็ค แล้วก็มาเช่าห้องในอพาร์ทเมนต์อยู่ ซึ่งตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา เจก็ยังมีรายได้บางส่วนจากที่ไทยเพราะเขามีชื่อเป็นเจ้าของห้องคอนโดมีเนียมสามห้อง และยังต้องกลับไทยไปดูแลเองทุกๆ ปี 


น็อตค่อนข้างแปลกใจเรื่องราวชีวิตของเจที่ดูจริงจังมากเพราะเห็นอีกฝ่ายในลุคที่ดูสบายๆ มาตลอด แถมยังเล่นกับลูกชายของเขาเก่งราวกับมีอาชีพหลักเป็นครูเด็กประถม พอกันกับที่เขาแปลกใจเรื่องที่เจอายุมากกว่าเขาถึงห้าปี เนื่องจากใบหน้าที่ยังดูหนุ่มมากๆ ราวกับอยู่รุ่นเดียวกัน และการแต่งตัวที่ไม่มีวี่แววนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สักนิด ชายหนุ่มมักจะสวมเสื้อยืดลายการ์ตูน บ้างก็เสื้อกีฬาพื้น มีทั้งสีฟ้าเข้ม ส้มแสด เขียวจัด ไปจนถึงเหลืองสว่าง


เวลาพูดคุยกันในช่วงหลัง เจไม่ได้รัวคำถามประหลาดอะไรใส่น็อตเหมือนในคืนแรกอีก น็อตเลยแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลในส่วนเดียวกันไปว่าเขามาฝรั่งเศสกับครอบครัวบ่อยตั้งแต่เด็ก แต่เพิ่งย้ายมาอยู่ถาวรตอนช่วงม.ปลาย เพราะแม่กับพ่อเลิกกันและพ่อก็ยกบ้านที่นี่ให้แม่ ชายหนุ่มรวบยอดเรื่องความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวให้เหลือแค่ว่าเขากับคุณแม่น้องแทนซึ่งเป็นนักศึกษาชาวญี่ปุ่นช่วงปริญญาโทแยกทางกันทันทีหลังน้องแทนเกิด น้องแทนมีแค่คุณย่ากับเขาที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก


นั่นเป็นทั้งหมดในตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้ทำความรู้จักหรือพูดคุยกันไปมากกว่านี้ เพราะเวลาที่เจอยู่กับน้องแทนมันก็เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดไปแล้ว ลูกชายเขาติดลุงเจหนึบถึงขั้นที่ว่าหากไม่ได้เล่นด้วยกันในวันพุธกับศุกร์ ในช่วงเสาร์อาทิตย์ก็ต้องโทรคุยตลอด


คุณพ่อแอบน้อยใจนิดๆ แต่นั่นก็เป็นแค่ความรู้สึกส่วนเล็กเท่านั้น อันที่จริงน็อตออกจะดีใจด้วยซ้ำที่น้องแทนมีลุงเจมาเล่นด้วย ถึงแม้จะเกรงใจอีกฝ่ายมากก็ตาม แต่เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีเวลาไปทำความรู้จักซุปเปอร์ฮีโร่มากมายซึ่งเป็นที่โปรดปรานของลูก นอกเหนือไปจากสไปเดอร์แมน แบทแมน ซุปเปอร์แมน คุณพ่อน็อตก็คุยกับลูกเรื่องฮีโร่รุ่นใหม่กว่านั้นไม่ค่อยได้แล้ว การที่มีลุงเจคอยอยู่เป็นเพื่อนซี้ต่างวัยของน้อง ทำให้คนเป็นพ่อเห็นแล้วต้องยิ้มตามอย่างจริงใจ


เพราะเจ้าตัวเล็กที่เป็นความรักทั้งหมดของชีวิตในวันข้างหน้าของน็อต กำลังมีความสุข



//////



ไม่ว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานมาแล้วกี่ปี น็อตก็ยังเฝ้ารอเย็นวันศุกร์อยู่เสมอ 


ชายหนุ่มฝากน้องแทนให้โทรบอกลุงเจเมื่อคืน ว่าวันศุกร์นี้คุณย่าจะมารับน้องแทนเหมือนกับเมื่อวันพุธที่ผ่านมาตั้งแต่สี่โมงเย็น ลุงเจไม่ต้องมาแล้วก็ได้  ถึงแม้ว่าลูกจะดูซึมนิดๆ หลังจากวางสายเพราะไม่ได้เล่นกับลุงเจหลายวัน ครั้งล่าสุดที่เจอก็เมื่อวันอาทิตย์ตอนกินข้าวอยู่บ้านคุณย่า แต่น็อตก็บอกให้ลูกเข้าใจว่าเพราะคุณย่ากลับมาแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องรบกวนลุงเจอีก เนื่องจากเวลาที่เจมาเล่นกับน้องแทนเจก็มาตั้งแต่บ่าย กว่าจะได้กลับบ้านก็สามทุ่มทุกครั้ง แล้วลูกชายเขาก็พลังงานล้นเหลือเสียขนาดนี้ น็อตเห็นแล้วรู้สึกเหนื่อยแทน


หลังออกจากออฟฟิศวันนี้ น็อตจะนั่งเมโทรไปบ้านคุณย่าเพื่อทักทายลูก ก่อนจะกลับบ้านคนเดียว ให้น้องแทนนอนอยู่บ้านแม่ เนื่องจากพรุ่งนี้เขามีนัดกับเพื่อนจากอังกฤษที่มาเที่ยวปารีส ซึ่งปกติแล้วเวลาแม่กลับมาดูแลน้องแทนให้ แม่ก็จะให้เขามีเวลา weekend เป็นของตัวเองบ้างโดยการคอยดูแลน้องแทน น็อตตั้งใจว่าหลังจากแวะไปหาลูกแล้วเขาจะซื้อพิซซ่าหนึ่งถาด กลับบ้านไปนอนดูหนังกับเบียร์สักกระป๋อง


แต่แพลนสำหรับเย็นนี้ต้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในตอนที่น็อตเดินออกมาจากตึกแล้วเจอกับคนที่คุ้นตายืนอยู่ด้านหน้า หันมาส่งยิ้มทักทายทันทีที่พบกัน ในลุคซึ่งดูแปลกตาไปจากปกติเล็กน้อย


“สวัสดีครับคุณเจ”


ไม่มีสีสันสดใสของเสื้อยืดแบบเดิม วันนี้เจสวมเสื้อเชิ้ตลายตารางสีน้ำเงินสลับขาวทับด้วยเสื้อแจ็คเก็ตสีกากี กางเกงยีนส์ และรองเท้ากีฬาคู่โตคู่เดิม เป็นชุดในแบบที่น็อตคงไม่เลือกมาจับคู่กันและเจก็อาจจะดูดีได้มากกว่านี้หากเปลี่ยนแพทเทิร์นเสื้อตัวในกับรองเท้า แต่จากการรู้จักกันมาตลอดเดือน น็อตพอจะมองออกว่าเจเป็นผู้ชายที่ไม่ได้ใส่ใจกับเสื้อผ้ามากนัก และหน้าตาอีกฝ่ายก็ยังดีมากพอจะช่วยให้สไตล์การแต่งตัวกลายเป็นเรื่องเล็กไปได้


“สวัสดีครับน็อต” เจทักทายพร้อมรอยยิ้ม แต่แววตาดูตื่นๆ เล็กน้อยเหมือนกับตื่นเต้นอะไรก็ไม่รู้ ชายหนุ่มหันมองซ้ายขวาไปมาเร็วๆ ราวกับทำตัวไม่ถูกก่อนจะยกข้อมือขึ้นมาสูงจนถึงระดับข้างหู เผยให้เห็นถุงพลาสติกสีฟ้าบรรจุกล่องอาหารซึ่งคล้องอยู่ตรงข้อมือ “ผมทำตะโก้มาฝากครับ”








รสชาติแรกของอาหารในเวลาหลังเลิกงานไม่ใช่พิซซ่ากับเบียร์อย่างที่วางแผนไว้ แต่กลายเป็นกะทิหอมๆกับเผือกกวนรสหวานกลมกล่อมแทน 


เนื่องจากน็อตมัวแต่ยืนยิ้มเก้อๆ ในตอนที่ฟังอีกฝ่ายพรีเซนต์ขนมฝีมือตัวเอง ว่าได้ทำเพราะไปซื้อเผือกสองหัวมาในราคาดีมากจากร้านคนจีนแถวบ้าน ในถุงมีสองกล่องคือของน็อตกับน้องแทนและของคุณแม่ แล้วพอดีเจแวะมาทำพาสปอร์ตใหม่แถวนี้ จำได้ว่าใกล้ตึกที่ทำงานน็อตเลยมายืนรอ อยากให้ขนมเองกับมือ ซึ่งน็อตก็มัวแต่ยืนฟังอยู่อย่างนั้น ไม่ทันได้ห้ามตอนเจเปิดกล่องของเขาแล้วหยิบตะโก้แบบประยุกต์ในถ้วยพลาสติกขนาดพอดีคำออกมาให้ และเพราะไม่อยากให้คนทำรู้สึกเสียน้ำใจ ก็เลยรับมากินให้เห็นทันที


น็อตเดินไปเคี้ยวขนมไป ซ่อนรอยยิ้มที่มาจากไหนก็ไม่รู้ไว้หลังถ้วยตะโก้ ก่อนจะได้ทิ้งถ้วยเปล่าเมื่อเจอถังขยะตรงหน้าบันไดก่อนลงไปเมโทร


“เป็นไงบ้าง พอกินได้ไหม”


“อร่อยมากเลยครับ ขอบคุณมากนะครับคุณเจ”


“ครับ” คนทำยิ้มรับด้วยความดีใจแล้วยิงคำถามต่อ เป็นคำถามจากการคาดเดาตามที่เจเคยได้รู้มาจากคำบอกเล่าของน็อตเอง “น็อตกำลังจะไปบ้านคุณย่าหรือ”


“ใช่ครับ” น็อตตอบสั้นๆ เตรียมจะบอกขอบคุณอีกครั้งและบอกลาอีกฝ่าย แต่ก็เปลี่ยนความคิดเพราะรู้ว่าจากสถานีนี้ซึ่งเป็นสาย 6  พวกเขาจะนั่งไปด้วยกันแล้วน็อตค่อยลงก่อนที่สถานีบ้านคุณย่า ส่วนเจก็นั่งยาวต่อไปอีกจนถึงบ้าน ชายหนุ่มจึงไม่ได้พูดอะไรอีก 


ทั้งคู่เดินลงบันได สแกนบัตรผ่านแล้วเข้าไปรอรถไฟด้วยกัน 



รอแค่หนึ่งนาทีรถไฟก็เข้ามาจอดเทียบชานชาลา ส่งและรับผู้โดยสารเพิ่งเลิกงานซึ่งต่างกำลังเร่งรีบกลับบ้าน ไม่เหลือที่นั่งอย่างที่คิดไว้พวกเขาจึงต้องยืน 




รถเคลื่อนไปตามรางด้วยความเร็ว น็อตเงยหน้าขึ้นมองผังสถานีที่แปะอยู่ด้านบนประตู รถไฟเพิ่งออกจากสถานี Raspail และป้ายต่อไปคือสถานีบ้านคุณย่า ชายหนุ่มเตรียมบอกลาอีกฝ่ายทว่าเมื่อหันมองหน้าเจ เขากลับพูดออกไปอีกอย่าง


“ถ้าคุณเจไม่ติดธุระอะไร จะแวะไปเล่นกับน้องแทนก็ได้นะครับ”




:


:




คุณแม่เสียดายที่ไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าเจจะมา อีกทั้งเพราะน็อตบอกมาก่อนแล้วว่าจะไม่กินข้าวที่นี่ คุณแม่จึงไม่ได้เตรียมอาหารอะไรไว้ให้เลย ทั้งคู่ดื่มน้ำผลไม้และกินขนมที่มีติดบ้านเล็กน้อยเพ่ือบรรเทาความหิว ก่อนน็อตจะให้เจเป็นคนนำเสนอตะโก้เผือกกับคุณแม่ด้วยตัวเอง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มกว้างไม่หุบเมื่อคุณแม่เอ่ยชมว่าขนมอร่อย เจ้าน้องแทนก็ไม่ต่าง แถมยังรีบชวนทั้งปะป๊าทั้งลุงเจไปนั่งเล่นต่อรถไฟด้วยกัน พร้อมทั้งพูดถึงเพื่อนๆ ที่โรงเรียนให้ฟังราวกับว่าพวกเขาสองคนสนิทสนมด้วย





การบอกลากันในอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมาทำให้เจ้าตัวเล็กซึมลงอย่างที่คิดไว้ แต่ไม่ได้งอแงเรื่องที่ปะป๊าต้องกลับบ้านมากนักเนื่องจากน้องแทนมักจะมาอยู่ที่นี่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อยู่แล้วถ้าเกิดคุณย่าไม่ได้ไปไหน และปะป๊าเองก็แวะมาหาน้องแทนตลอด ถ้าไม่เป็นตอนเช้า ก็จะเป็นตอนเย็นของทุกวัน ยกเว้นแต่บางอาทิตย์ที่น็อตออกไปต่างจังหวัด



ผู้ใหญ่สองคนที่กำลังท้องว่างในช่วงเวลาอาหารค่ำเดินออกมาจากตึก เจนึกย้อนไปถึงประโยคที่น็อตใช้ตอบแม่ตัวเองเรื่องมื้อเย็นว่า ‘เดี๋ยวน็อตกับคุณเจออกไปหาอะไรกินข้างนอกก็ได้ครับ’ ความคิดทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาชื่อร้านอาหารที่จะนำมาเสนอ...ก่อนน็อตจะเปลี่ยนใจ 


แต่น็อตไวกว่าเขา และน็อตก็ไม่ได้เปลี่ยนใจ


“คุณเจเคยไปกินฟาลาเฟลที่ร้านแถว Le Marias มั้ยครับ” 


“เคยอยู่ครับ แต่นานมากแล้ว”


“คุณเจ ชอบไหมครับ หรือถ้าไม่จะเปลี่ยนเป็น--”


“ได้ครับๆ ไม่ได้กินมานานมากแล้ว ผมอยากไปกินเหมือนกัน ไปกินได้ครับ”


ถึงท่าทางตอนพูดของเจจะดูเหมือนอยากตามใจเขามากกว่า แต่เพราะไม่อยากโต้ตอบในประเด็นที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไร น็อตจึงถือว่านั้นเป็นคำตกลงอย่างเต็มใจ 


เขาเดินนำเจเล็กน้อยระหว่างทางออกจากบ้านไปสถานีเมโทร ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงจากตอนนั้น ต่อสายที่เมโทรสองครั้งแล้วเดินออกมาอีกเล็กน้อย ก็ถึงหนึ่งในหลายสิบร้านฟาลาเฟลซึ่งมีลูกค้าแน่นเกือบเต็มร้าน




ฟาลาเฟลคือถั่วบดที่ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเท่าลูกกอล์ฟแล้วนำไปทอดจนผิวกรอบเป็นสีน้ำตาล ใช้เป็นไส้ในขนมปังพิต้าพร้อมกับผักสดหลายชนิด ใส่ซัลซ่ามะเขือเทศ ราดซอสโยเกิร์ตเย็นๆ และมีซอสรสเผ็ดเป็นขวดมาให้เติมเอง เจรู้สึกอายเล็กน้อยที่เขากินพิต้าฟาลาเฟลชิ้นโตหมดอย่างรวดเร็วในขณะที่น็อตเพิ่งกินหมดไปครึ่งเดียว ชายหนุ่มจึงกินมันฝรั่งทอดแท่งโตต่อแก้เขิน ซึ่งเขาก็จัดการมันหมดเกลี้ยงพร้อมกันกับที่น็อตกินพิต้าฟาลาเฟลหมดชิ้น แต่มันฝรั่งทอดในชุดของตัวเองพร่องลงไปแค่ไม่ถึงครึ่ง เขินกว่าเดิมเมื่อน็อตบอกว่าอิ่มมาก เพราะเขายังรู้สึกว่าตัวเองสามารถกินได้อีกชิ้น


ก็แหงล่ะ ในเมื่อตัวเขาหนากว่าน็อตถึงสองเท่า ไม่แปลกที่ต้องการพลังงานมหาศาลแบบนี้


“อร่อยไหมครับ คุณเจชอบไหม”


“ชอบครับ อร่อยมากเลย”


น็อตยิ้มตอบก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มจนหมดแล้วหยิบกระเป๋าเงินออกมาเปิด เจเห็นดังนั้นก็รีบยื่นมือเข้าไป เผลอจับข้อมือเพื่อหยุดน็อต


“เดี๋ยวผมจ่ายเอง”


“ไม่ครับคุณเจ เดี๋ยวผมเลี้ยงเองครับ” น็อตตอบ เสริมเหตุผลเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมง่าย "แทนคำขอบคุณที่คุณเจคอยมาอยู่เป็นเพื่อนน้องแทน”


“ไม่ต้องแล้ว อาทิตย์นี้ผมไม่ได้ไปรับน้องแทนเลย” เผลอโพล่งความน้อยใจลึกๆ ที่เก็บมาทั้งอาทิตย์ออกไป ก่อนจะทำหน้ามึนให้เหตุผลในการขอเป็นคนเลี้ยงอาหารมื้อนี้ต่อ “แล้วน็อตก็เลี้ยงข้าวที่บ้านบ่อยแล้วนะ ให้ผมจ่ายบ้างเถอะ--- S’il te plait*.”  (* = please)


คำลงท้ายที่ส่งมาพร้อมกับแววตาตามความหมายของคำนั้น ทำให้น็อตใจอ่อนยอมเก็บกระเป๋าเงินลงแล้วปล่อยให้เจลุกออกไปจ่าย





เจได้ยินชัดเต็มสองหูว่าน็อตพูดออกมาว่าอิ่มแล้ว แต่เขาถือความเชื่อว่ากระเพาะของคาวกับของหวานนั้นเป็นคนละส่วนกัน และเพราะเขายังไม่อยากแยกกับน็อตตอนนี้ เจจึงเสนอว่าแถวนี้มีร้านไอศกรีมที่เขาชอบมากร้านหนึ่ง ซึ่งเขาดีใจที่น็อตบอกว่าอยากไปกินเหมือนกัน


ก่อนจะต้องใจเหี่ยวเมื่อมาถึงหน้าร้านแล้วพบว่ามันปิด


“C’est fermé,”  เจบ่นออกมาด้วยความเซ็ง แต่มองดูนาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาสี่ทุ่มก็พอจะเข้าใจได้ 


“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณเจ อันที่จริงผมก็อิ่มแล้วด้วยครับ” น็อตบอก ก่อนจะถามต่อ “กลับบ้านกันไหมครับ”


ก็ได้ “ครับ”




พวกเขาเดินออกมาตามทางเพื่อกลับไปขึ้นรถไฟใต้ดิน ผ่านร้านอาหารและเครื่องดื่มหลายร้านโดยที่เจคอยเฝ้ามองอย่างไม่วางตาว่าจะมีร้านไหนดูน่าสนใจ พอจะนำมาเสนอและจูงใจน็อตให้อยู่ต่อได้บ้าง


จนกระทั่งเลี้ยวมาถึงถนนใหญ่ เขาเห็นร้านคาเฟ่สไตล์ Parisien ที่วางโต๊ะเก้าอี้อยู่ด้านหน้าร้านบนฟุตบาท มีลูกค้าอยู่พอสมควร และบนโต๊ะเหล่านั้นก็มีทั้งเครื่องดื่มกับของหวาน 


เจกำลังคิดว่าเขาจะเรียกน็อต ทว่าพอเห็นอีกฝ่ายชะลอฝีเท้าลงแล้วหยุดเปิดดูเล่มเมนูหน้าร้าน เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เดินไปหยุดอยู่ข้างๆ แล้วส่งยิ้มให้พร้อมพยักหน้ารับ เมื่อน็อตเงยหน้าขึ้นแล้วส่งสายตาแทนการบอกว่าร้านนี้น่าสนใจดี




โต๊ะที่นั่งด้านในค่อนข้างว่างเมื่อเทียบกับข้างนอกซึ่งเกือบจะเต็มทั้งหมด เนื่องจากอากาศค่อนข้างดี แสงสว่างกว่าด้วยแสงไฟตามทาง และเพราะพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ากลิ่นบุหรี่เป็นการรบกวนอะไร จึงเลือกออกมานั่งด้านนอกตามคนส่วนมาก

 

เก้าอี้สองตัววางข้างกัน หันหน้าออกทางถนนใหญ่ ไม่หันหน้าเข้าหากันเพราะเป็นโต๊ะที่วางอยู่บนฟุตบาทซึ่งมีพื้นที่จำกัด เจแหกหน้าตัวเองอีกครั้งด้วยการรีบสั่งชีสเค้กมิลค์เชคเพิ่มวิปครีมทันทีที่เห็นชื่อเมนูนี้ผ่านตา...ก่อนจะได้ยินน็อตสั่งเบียร์สดหนึ่งแก้ว 


เสียงจากโต๊ะรอบข้างพูดคุยเป็นภาษาฝรั่งเศสที่พวกเขาคุ้นเคย และแม้พวกเขาจะหลุดคำฝรั่งเศสออกมาบ้างเวลาพูดกัน แต่ก็ยังใช้ภาษาไทยเป็นหลัก เจจำได้ว่าน็อตเคยบอกเขาว่าอยากให้น้องแทนใช้ได้คล่องทั้งสองภาษา ก็เลยพูดไทยกับน้อง รวมมาถึงเวลาคุยกับเขาซึ่งก็มีน้องแทนอยู่ด้วยตลอดจึงเกิดเป็นความเคยชินเช่นนี้ไป


ในระหว่างที่ยังไม่มีประเด็นอะไรมาพูดคุยกันเช่นนี้ เจรู้สึกได้ถึงมวลบรรยากาศบางอย่างที่ขวางกั้นการเปิดบทสนทนาระหว่างพวกเขา เพราะก่อนหน้านี้แม้จะอยู่ด้วยกันแค่สองคนมานานพอสมควร ทว่าพวกเขายังไม่ได้คุยอะไรกันมากเป็นพิเศษ น็อตไม่ค่อยพูด และเขาเองก็ไม่ค่อยกล้าชวนน็อตคุย จะพูดอะไรนี่ต้องคิดแล้วคิดอีก


ทว่าบางทีเขาก็เผลอทำตัวโง่ ไม่คิดอะไรเลยก่อนปล่อยคำพูดออกไป อย่างเช่นตอนนี้


“น็อตสูบบุหรี่ด้วยเหรอ?” เขาต่อยหน้าตัวเองในความคิดไปสามครั้งติดที่เผลอถามเช่นนั้น เมื่อเห็นน็อตหยิบบุหรี่จากกระเป๋า เคาะออกมาหนึ่งมวนแล้วยกขึ้นคาบส่วนปลายไว้ด้วยริมฝีปาก


การสูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย แต่...เขาก็แค่แปลกใจเพราะไม่เคยเห็นน็อตสูบเท่านั้น 


แต่ก็นั่นแหละ มันใช่เรื่องอะไร มึงไปถามเขาแบบนั้นได้ไงวะไอ้เหี้ยเจ สนิทหรือไง ทำไมมึงถึงสะเหล่อไม่เข้าเรื่องอย่างนี้วะ


น็อตยกไฟแช็คขึ้นจุดบุหรี่ สููบหนึ่งครั้งก่อนจะปล่อยควันออกมา กลิ่นหอมอ่อนๆลอยเตะจมูกต่างจากกลิ่นบุหรี่ทั่วไป เหมือนกับอบเชยผสมวนิลา กลิ่นออกหวานพอๆกันกับสีหน้าและรอยยิ้มของเจ้าของบุหรี่มวนนั้นที่ส่งให้เขา “นับครั้งได้เลยครับ” น็อตบอก ก่อนจะหยิบกล่องขึ้นมาส่งให้เจ “อันนี้เพื่อนที่ทำงานผมซื้อมาฝากตอนไปเที่ยวครับ ผมเลยแค่เอามาลองดู คุณเจจะลองบ้างก็ได้นะครับ ผมคิดว่าผมก็คงสูบแค่มวนเดียวนี่แหละ”


ครั้งล่าสุดที่เจได้สูบบุหรี่น่าจะเป็นเมื่อหกปีที่แล้วที่ปาร์ตี้กับเพื่อน แต่หลังจากเขาเข้าสายสุขภาพมาเต็มตัวเจก็ไม่ได้แตะอีก มีแค่ยังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่เรื่อยๆ เท่านั้น 


“ขอบคุณครับ” แต่เพราะกลิ่นที่น่าสนใจ และอาจเป็นเพราะเจไม่อยากปฏิเสธน็อต หรือไม่ก็เพราะเขาอยากทำตัวให้ดูสมกับหน้าตาเถื่อนๆของตัวเองบ้าง (หลังจากที่เพิ่งสั่งมิลค์เชคไป) เจคาบปลายบุหรี่ไว้ก่อนจะหยิบไฟแช็คของน็อตขึ้นมาจุด 


รสชาติไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นสูบต่อไม่ได้ อันที่จริงพอสูบไปเรื่อยๆ แล้วเขากลับรู้สึกว่ามันผ่อนคลายดี และการที่ทั้งเขาและน็อตต่างกำลังสูบบุหรี่เหมือนกัน มีกิจกรรมของตัวเองทำ ก็ได้ช่วยบรรเทาความกระอักกระอ่วนในความเงียบระหว่างที่ไม่ได้พูดคุยกันลงได้บ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน






เจไม่ใช่คนเก่งศิลปะ ยิ่งกว่านั้นคืออยู่ในทางตรงข้าม เขาสอบตกเรื่องทฤษฎีสีและแพทเทิร์นในระดับที่ไอ้แจ็คเคยด่าเขาเรื่องการเลือกเสื้อผ้าจนเลิกด่า เพิ่งจะคิดเริ่มปรับปรุงการแต่งตัวเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันยาก ห้องของเขาซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยดีแต่เจก็ยังแต่งอะไรไม่เป็น แจ็คด่าเขาเสมอว่ามึงซื้อเฟอร์นิเจอร์บ้าอะไรมาทำไมไม่ดูก่อนว่ามันเข้ากับสไตล์ห้องมึงมั้ย 


และขนาดเป็นแค่ศิลปะในชีวิตประจำวัน อย่างการเลือกเสื้อผ้าหรือการแต่งบ้านที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน เจยังหาทางที่ถูกต้องไม่เจอ เพราะอย่างนั้นก็ลืมเรื่องศิลปะแขนงอื่นที่ลึกซึ้งกว่านั้นไปได้เลย 


เจมั่นใจมากว่าเขาไม่สามารถมองอะไรให้เป็นศิลปะ หรือตีความให้ลึกซึ้งได้ ทว่า...ภาพของน็อตในตอนนี้ ภาพมุมข้างในขณะที่น็อตกำลังมองออกไปด้านหน้า และเงามืดของคนตัวใหญ่อย่างเจกำลังบังแสงที่ควรจะกระทบลงบนใบหน้าของน็อตมิด แต่แสงสีเหลืองๆส้มๆจากไฟข้างทางและรถที่วิ่งผ่านไปตามถนนได้ตกลงบนเส้นขอบใบหน้าที่ไล่่ตั้งแต่ผมหน้าม้ายุ่งเหยิง ลงมาตามหน้าผาก สันจมูกโด่ง ปลายจมูกที่โค้งลงมารับกับขอบปากจนถึงคาง กลุ่มควันบุหรี่ลอยอยู่ในอากาศ ทำให้คนมองอย่างเขาหายใจลำบาก


เขาไม่ได้มีจิตวิญญาณของศิลปิน ไม่ใช่คนที่เดินอาร์ตมิวเซียมได้เป็นวันหรือมองเห็นศิลปะในสิ่งรอบตัวได้อย่างไอ้แจ็ค ปารีส เมืองที่ว่าสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมที่มีเสน่ห์เขาก็อยู่มานานจนชินชา และเพราะอย่างนั้น มันเป็นเวลานานมากแล้ว....ที่เจได้มองภาพซึ่งเหมือนงานศิลปะที่สวยงามจนเขาเผลอลืมหายใจแบบนี้






“ค่อกๆๆๆ” 


“คุณเจ โอเคไหมครับ?”


ว่าแต่ใครใช้ให้มึงลืมหายใจตอนกำลังสูบบุหรี่วะไอ้โง่นี่ เจด่าตัวเองในใจไปพร้อมกับยกมือขึ้นปิดปากจนกระทั่งเลิกไอ “โอเคแล้วครับ ขอโทษทีครับ”


เครื่องดื่มของเขามาเสิร์ฟพอดี หลังจากที่ของน็อตมาเสิร์ฟให้แทบในทันทีที่สั่งไป เกิดเรื่องยากๆในชีิวิตของเจอีกครั้งเมื่อบุหรี่กับชีสเค้กมิลค์เชคดูไม่เข้ากันเลยสักนิด แต่เขาก็รู้สึกว่ามันคงดูเสียมารยาทหากจะดับบุหรี่ที่น็อตให้มาทั้งที่เพิ่งจะสูบไปได้ไม่เท่าไหร่ เขาเลยกลั้นใจอยู่ในสภาพนี้ไปอีกสักพัก สูบบุหรี่ไป ตักวิปครีมกินไป พอเห็นน็อตดับหลังจากมันเพิ่งหมดไปได้ไม่ถึงครึ่งเขาก็ทิ้งช่วงไว้ประมาณเจ็ดวินาทีแล้วถึงทำตาม


“คุณเจมีชื่อฝรั่งเศสไหมครับ หรือใช้ชื่อเดียวกับชื่อไทยเลย” น็อตเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน หลังเบียร์พร่องไปหนึ่งส่วนสามของแก้วแล้ว 


“ช่ือผมก็ชื่อ Jay เลยครับ แค่เวลาออกเสียงตามฝรั่งเศสมันคือ เช่ คนในครอบครัวผมเลยเรียกชื่อเล่นผมว่าเจ มันง่ายกว่า” เจตอบก่อนจะถามกลับทั้งที่รู้อยู่แล้ว “แล้วน็อตล่ะ”


“ไม่มีครับ ผมใช้ชื่อเดียวกับชื่อจริงภาษาไทยเลย...คุณเจยิ้มทำไมครับ”


“อันที่จริงผมรู้อยู่แล้วล่ะครับ น้องแทนบอกมา”


“อะไรกันเนี่ยสองคนนี้ เห็นว่าคุยกันบ่อยๆ นี่มีแอบนินทาผมด้วยเหรอ” น็อตแกล้งหรี่ตามอง ก่อนจะหลุดขำออกมาตามเจ


น็อตเคยคิดว่าเจหน้าดุ ซึ่งหน้าตาอีกฝ่ายก็เป็นอย่างนั้นจริงๆในเวลาที่มีสีหน้านิ่งเฉย เหมือนกับตอนที่เขาเจอครั้งแรกตรงสถานีเมโทรที่พลัดหลงกับน้องแทน 


แต่เวลาที่เจกำลังยิ้ม หัวเราะจนตาปิดเหมือนตอนเล่นกับลูกชายของเขา...เหมือนกับตอนนี้...น็อตกลับรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้น่ารัก


“ไม่ได้นินทานะครับ แต่น้องแทนพูดถึงปะป๊าไม่หยุดเลยจริงๆ ชอบบอกรักน็อตให้ผมฟังด้วย อะไรของเขาก็ไม่รู้” เจแก้ต่าง ซึ่งมันเป็นความจริงเพราะไม่ว่าน้องแทนจะทำอะไร หยิบของเล่นชิ้นไหน อ่านหนังสือนิทานเรื่องอะไร ก็จะมีเรื่องราวของปะป๊าเข้ามาเกี่ยวตลอด ‘ปะป๊าเคยอ่านเล่มนี้ให้น้องแทนฟังก่อนนอน’ ‘ปะป๊าซื้ออันนี้เป็นของขวัญ Noël* ให้น้องแทน’ (*Noël = คริสต์มาส)


คนเป็นพ่อได้ยินคำบอกเล่ามาอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ


คำบอกเล่าจากบุคคลที่สามที่ทำให้น็อตรู้ว่าลูกนึกถึงเขาตลอด มันทำให้น็อตรู้สึกว่าทุกความเหนื่อยที่เขาทุ่มเทมันคุ้มค่าและความรักของเขาส่งไปถึงลูกจริงๆ เพราะการเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ง่ายเลย แม้จะมีคุณย่าคอยช่วย แต่น็อตก็รู้สึกว่าความรับผิดชอบทั้งหมดยังเป็นของเขาอยู่ดี 


เขามีน้องแทนตั้งแต่ตัวเองยังไม่พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่ เหมือนกับว่าเป็นน้องแทนที่คอยช่วยให้เขาโตขึ้นมากภายในเวลาไม่กี่ปี และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่เขาเหนื่อยเพื่อลูก ก็เป็นลูกเช่นกันที่ทำให้เขารู้สึกหายเหนื่อยได้


“ป่านนี้น้องแทนคงนอนไปแล้ว” น็อตพูดขึ้นมาหลังจากดูนาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์ น้องแทนมีเวลาของตัวเองเสมอคือสามทุ่มครึ่ง ตื่นหกโมงเช้า แม้จะเป็นในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ตาม


เจแอบเห็นว่าหน้าจอโทรศัพท์ของน็อตเป็นรูปเซลฟี่ที่ถ่ายคู่กับน้องแทน เขาเลยหยิบมือถือตัวเองออกมาบ้าง เป็นรูปเซลฟี่คู่ของตัวเองกับน้องแทนที่เจ้าตัวเล็กขอถ่ายเอง


“น้องแทนดูชอบถ่ายรูปนะครับ” เขาแกล้งแซวขึ้น เรียกให้น็อตหันมาดูหน้าจอโทรศัพท์เขาได้ แน่นอนว่าเรื่องของลูกชายทำให้ปะป๊าของน้องยิ้มออกมาอย่างง่ายดาย 


“มากเลยครับ ตั้งแต่เด็กๆแล้ว มีรูปนึงตลกมากเลย” น็อตพูดขึ้นก่อนจะหยิบโทรศัพท์ตัวเองไปถือ เปิดเข้าอัลบั้มรูปภาพ ไล่ย้อนไปยังรูปเก่าๆ จนเจอภาพที่กล่าวถึงแล้วส่งมาให้เจดู เป็นภาพน้องแทนในวัยเด็กกำลังสวมแว่นกันแดดที่ใหญ่กว่าใบหน้า


“ตอนน้องแทนอายุสองขวบเองมั้งครั้บ ยังพูดได้ไม่ค่อยเยอะ น้องเอาแว่นกันแดดผมไปใส่ ผมเลยถ่ายรูปเก็บไว้” คุณพ่อพูดไปยิ้มไป “แล้วก็เอามาตั้งหน้าจอโทรศัพท์ วันนึงเขามาเจอภาพนี้อีกก็ชี้ให้ดูแล้วบอกว่า ‘นี่ปะป๊า’ คุณแม่ผมที่ชอบแซวๆ ว่าผมกับน้องแทนเหมือนกันมากนี่หัวเราะใหญ่เลยครับ แล้วพอผมบอกว่า ไม่ใช่ นี่น้องแทนต่างหาก แต่เจ้าแสบก็ยังมาเถียงต่ออีกว่าปะป๊าๆๆ”


เจหัวเราะกับเรื่องราวที่ได้ยิน ประกอบกับภาพที่ยังไงก็ดูออกว่าเป็นเด็กเพียงแต่สวมแว่นกันแดดของปะป๊าเท่านั้น เขารีบเก็บเรื่องนี้ใส่สมอง เอาไว้แซวเจ้าตัวเล็กถ้ามีโอกาสได้เล่นด้วยกันอีก


“แต่น้องแทนกับน็อตเหมือนกันจริงๆนะ” เจบอก เขารู้สึกว่าสองพ่อลูกหน้าตาเหมือนกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ 


“คุณแม่ผมก็พูดแบบนี้ครับ ท่านบอกว่ายิ่งเหมือนมากเวลาดื้อหรือไม่พอใจ แววตาแบบ méchante*” (*méchante = ใจร้าย)


“จริงหรือ” เจถามกลับ เขาจินตนาการไม่ออกว่าหน้าตาน่ารักแบบนี้จะมีแววตาที่ใจร้ายได้ยังไง “อืม...แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นน็อตเวลาโกรธเลยนี่หน่า” เวลาดื้อด้วย


น็อตไม่ได้ต่อความอะไรในประเด็นนั้น เพียงแต่ยิ้มๆ ก่อนจะพูดต่อไปในเรื่องอื่น “พอมาพูดถึงน้องแทนแล้วผมก็คิดถึงลูกเลยครับ ตั้งแต่ที่คุณแม่ผมไม่อยู่มาเดือนนึง น้องแทนก็อยู่กับผมตลอดช่วงเสาร์อาทิตย์ ตอนนี้ได้กลับไปป่วนคุณย่าซะแล้ว” 


“ปกติน้องแทนอยู่กับคุณแม่น็อตช่วงวีคเอนด์แบบนี้ตลอดเลยหรือ”


“ส่วนใหญ่เลยครับ เพราะคุณแม่อยากให้ผมใช้เวลาพักผ่อนบ้าง เลยดูแลน้องแทนให้ เขาชอบบอกว่าผมไม่ค่อยมีชีวิตวัยรุ่นกับคนอื่นเขาเลย”


“ตรงกันข้ามกันเลยแฮะ” เจยิ้มแห้งๆ “ผมนี่ใช้ชีวิตเป็นเด็กเล่นมาตลอดทั้งที่แก่ขนาดนี้แล้ว คนละแบบกับน็อตเลย”


เจตอบน็อตไปตามตรง ยิ่งเมื่อตอนเย็นนี้ที่เขาได้ไปยืนอยู่ตรงแถวที่ทำงานของน็อต เจก็ยิ่งเห็นสภาพแวดล้อมในย่านธุรกิจที่แตกต่างออกไปจากแบบที่เขาคุ้นชิน 



วันไหนที่มีสอน เจก็ยังจะรู้สึกว่าตัวเองได้ทำงานบ้าง แต่นอกเหนือจากนั้นในเวลาว่าง เขาก็ว่างเหลือเกิน หลายปีที่แล้วเคยเลี้ยงแมวติดแมวมากจนไอ้แจ็คแซวว่าเป็นเมีย ก่อนสุดที่รักจะเพิ่งตายไปเมื่อปลายปีก่อนแล้วเขาก็กลัวความสูญเสีย ไม่อยากนอนร้องไห้คิดถึงแมวอีกเลยเลิกเลี้ยง แล้วก็ใช้เวลาว่างที่มีฝึกปรือทำอาหารที่ชอบกับออกกำลังกายเพิ่มเติม จนไหล่ที่กว้างมากกับบ่าที่หนามาตั้งแต่เกิดอยู่แล้วยิ่งพองมากขึ้นเรื่อยๆ สะสมกันไปทั้งชั้นกล้ามเนื้อและไขมันปนกันทั้งหมด


“ผมออกจะอิจฉาคุณเจที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบมาตั้งแต่ยังอายุน้อย แล้วคุณเจก็ยังมีฐานทางการเงินที่มั่นคงจากธุรกิจที่บ้าน” อย่างไรก็ตาม คำตอบของน็อตเป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยิน “ผมรู้สึกว่าคุณเจเป็นผู้ใหญ่มากๆ เลยนะครับ” ยิ่งในประโยคหลังนี่..เขายิ่งไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาจากใครที่ไหน


อาจจะถือเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยก็ได้ ที่เจได้รับคำชมเช่นนี้ เขาจึงรู้สึกไปในทางบวกกับคนพูดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว


“เอ่อ ขอบคุณนะครับ” เขาตอบรับได้อย่างดูโง่ๆ นิดๆ ทั้งสีหน้าและน้ำเสียง จนกลัวว่าพอน็อตได้ยินอย่างนี้จะถอนคำพูดที่บอกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่คืน ทว่าในอึดใจต่อมา เขาก็ยังปฏิเสธกลับไปเพราะรู้สึกได้เองจริงๆ ว่าตัวเองยังไม่เป็นผู้ใหญ่แบบที่น็อตว่า “แต่อันที่จริงแล้ว ผมว่าเป็นเพราะผมมีโอกาสที่เหมาะสมแหละครับ ได้ทำงานตรงตามที่เรียนมา แล้วคุณแม่ก็ให้งานทางบ้านมารับผิดชอบ เป็นเรื่องของจังหวะที่ลงตัวมากกว่า”


“อาจจะเป็นอะไรทำนองนั้นล่ะครับ เรื่องโอกาสกับจังหวะในชีวิต” น็อตเห็นด้วย “เพราะผมก็คงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นผู้ใหญ่เร็วขนาดนี้ ถ้าผมไม่มีน้องแทน...แต่ผมก็มีความสุขดีกับตอนนี้นะครับ ถึงจะเหนื่อยแล้วก็เครียดกับเรื่องลูกบ้าง”


พอบทสนทนาที่พวกเขาคุยกันลงไปในเรื่องที่ลึกซึ้งมากขึ้น เจเริ่มรู้สึกว่าเขาคงหาคำพูดมาโต้ตอบกับน็อตยากขึ้น เพราะยังไม่เคยได้รู้จักกันดี เขาไม่อยากเผลอพูดอะไรที่จะไปสะกิดความรู้สึกด้านลบของอีกฝ่าย แต่โชคดีที่น็อตก็ยังพูดต่อไป ไม่ได้มีจังหวะเงียบให้เขาต้องโต้ตอบ และนั่นช่วยให้เจทั้งรู้สึกหนักใจและดีใจไปพร้อมๆ กัน 


หนักใจ เพราะหากน็อตพูดอะไรไปมากกว่านี้ เขาอาจไม่ได้ฉลาดพอจะช่วยให้คำแนะนำอะไรกับน็อตได้ ทว่าก็ดีใจที่น็อตเริ่มเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้เขารู้ เพราะเมื่อลองคิดเป็นตัวเองแล้ว เจคงไม่คิดจะพูดเรื่องทำนองนี้ให้คนไม่สนิทฟัง


“ผมอยากให้น้องแทนโตไปเป็นคนที่ดีคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าตัวเองดีพอที่จะเลี้ยงลูกให้ดีได้หรือยัง...ผมมีเขาตอนที่ไม่พร้อม มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากมากเลยในตอนนั้น จนตอนนี้ก็ยังยากอยู่” น็อตพูด แววตาฉายความกังวลออกมาอย่างเด่นชัดแม้ไม่ได้หันมาสบกับเขาโดยตรง ก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มออกมาจางๆ หันมามองเขาแล้วพูดเสียงอ่อน “อยู่ๆก็กลายเป็นคุยเรื่องจริงจังเลย ขอโทษด้วยนะครับ คุณเจไม่ขมวดคิ้วสิ”


เจเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาแสดงสีหน้าเช่นนั้นไปเมื่อโดนทัก ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาตามคนตรงหน้า 


เขายังไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี ในหลายวินาทีต่อมาที่รอยยิ้มเริ่มจางลงจนพวกเขาอยู่ในสีหน้าปกติ ก็ยังไม่มีใครพูดอะไร ชีสเค้กมิลค์เชคในแก้วของเขาหมดไปนานแล้ว ไม่หลงเหลือแม้แต่หยดเดียวเพราะก่อนหน้านี้เขาพยายามบรรเทาอาการเก้อเขินประหลาดๆ ด้วยการทำตัวเองให้ยุ่งตลอด จัดการเครื่องดื่มในแก้วอย่างจริงจังและไม่ยอมแพ้จนหมดเกลี้ยง 


เขานั่งมองแก้วทรงสูงที่ว่างเปล่า ก่อนจะหันไปมองคนข้างตัวกำลังยกแก้วเบียร์อึกสุดท้ายขึ้นดื่ม


เจไม่เคยมีประสบการณ์ชีวิตแบบน็อต ช่วงที่เหนื่อยที่สุดคือหลังเรียนจบแล้วเริ่มต้นทำงานอยู่ที่ไทย จัดการเรื่องคอนโด อพาร์ทเมนต์ และที่ดินช่วยแม่อย่างคนไม่มีประสบการณ์การทำงาน ทว่าชีวิตของเขาก็ถือว่าเดินตามจังหวะที่ค่อยเป็นค่อยไปเหมือนการเดินขึ้นบันไดมาตลอด เขาเริ่มทำงานหลังเรียนจบ จนมีรายได้ที่มั่นคงแล้วจึงมาทำในสิ่งที่ชอบ ทดลองอยู่ในความสัมพันธ์มาตั้งแต่วัยรุ่นจนได้เรียนรู้เมื่ออายุสามสิบปีว่าตัวเองล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างจริงจังเลยเลิกพยายามไปและเลือกจะเฝ้ารอจังหวะที่เหมาะสมแทน ปัจจุบันจึงเลือกใช้ชีวิตอยู่ไปตามกิจกรรมที่ถูกวางไว้แล้วในแต่ละวัน ในแบบมีความสุขดีทว่าก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ 


ชีวิตเขามีอยู่แค่นี้จริงๆ เขาจึงไม่มีอะไรจะแนะนำ หรือช่วยหาทางออกให้กับความเหนื่อย ความเครียดในชีวิตน็อตได้ และเพราะชีวิตของน็อตก็เป็นของน็อต ไม่มีใครรู้จักมันดีเท่ากับน็อต ทั้งหมดที่เขาพอจะทำได้ตอนนี้ก็มีแค่


“น็อต  สู้ๆนะ”


“…”


“ผมเป็นกำลังใจให้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม”





คนฟังนิ่งไป ไม่หันมามอง หรือแม้แต่พูดอะไรจนคนพูดใจเสียว่าเผลอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า


แต่เป็นเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น เพราะหลังจากความเงียบแสนสั้น น็อตก็หลุดรอยยิ้มออกมา สายตามองมือข้างหนึ่งของตัวเองที่กำลังเล่นกับหูจับแก้วเบียร์ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆ โดยที่ยังมีรอยยิ้มปรากฏอยู่เต็มใบหน้า



“ขอบคุณครับ”







รถไฟใต้ดินตอนกลางคืนไม่ได้มีคนเยอะแล้ว  แต่เพราะพวกเขาขึ้นมาในตู้ที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวอยู่ ที่นั่งจึงเกือบเต็มทั้งหมด น็อตได้นั่งตรงที่ติดประตู ส่วนเจยืนอยู่ข้างๆ


แสงไฟสีขาวในอุโมงค์ใต้ดินส่องผ่านเป็นระยะในความเร็วเมื่อรถแล่นไปข้างหน้า เจเอนศีรษะพิงกระจกหน้าต่าง สายตาอยู่สูงกว่าน็อตซึ่งกำลังนั่งอยู่ มุมที่เขามองลงไปหาจึงได้เห็นปลายจมูกรั้นของอีกฝ่าย และแพขนตาหนาที่เรียงตัวกันอยู่เหนือผิวแก้มขาวเจือสีแดงอ่อนจากแอลกอฮอล์


ในช่วงหนึ่งของความรู้สึก น็อตดูไม่เหมือนคุณพ่อลูกหนึ่งที่ผ่านเรื่องยากๆ ในชีวิตมามากมาย ไม่ใช่เจจะดูถูกความสามารถของน็อต เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเก่งมากแค่ไหน เพียงแต่...เขาแค่รู้สึกว่าน็อตในสายตาของเขาตอนนี้ เป็นคนที่มีมุมบอบบาง และเหมาะจะมีใครสักคนคอยดูแล มากกว่าต้องสู้กับทุกเรื่องราวในชีวิตด้วยตัวเองเพียงคนเดียวแบบนี้




“คุณเจไม่ลงหรือครับ” หลังจากรถหยุดอยู่ครู่หนึ่ง จนออกไปแล้วและเขายังยืนอยู่ที่เดิม น็อตจึงเงยหน้าขึ้นมาถามดังนั้น แต่เจยังคงงุนงงกับสถานการณ์ปัจจุบันเพราะเพิ่งหลุดมาจากความคิดตัวเองหมาดๆ เขาเลยยืนนิ่งเอ๋อ “เมื่อครู่นี้สถานี Gare de Lyon ครับ ที่คุณเจจะต่อสาย 14 กลับบ้าน แล้วเดี๋ยวผมจะลงสถานีหน้า ต่อสายแปดไปลง Daumesnil ครับ”


“อ๋อ...ครับ....ลืมลง” เขาทำความเข้าใจแล้วปฏิเสธไปตามตรง ยกมือขึ้นเกาท้ายท้อยแก้เก้อตามมาด้วยเสียงหัวเราะแห้งๆ



พอย้อนมาต่อเมโทรสายแปด จึงเป็นน็อตที่ต้องลงก่อนเจสองป้าย 


รถไฟใต้ดินที่ปารีสวิ่งเร็วมากทำให้มีจังหวะที่รถกระชากตัวตอนเบรค ทว่าคนที่เคยชินอย่างน็อตยังสามารถทรงตัวได้ดีแม้กำลังอยู่ตรงหน้าประตูเตรียมออก ไม่ได้จับอะไรเพื่อพยุงไว้ มือที่เจกำลังจะยื่นออกไปประคองตัวอีกฝ่ายจึงได้กลับมาใช้ถูเปลือกตาข้างขวาแทนเพราะนั่นเป็นสิ่งแรกที่เจคิดออกว่าจะให้มือตัวเองทำ


“ไปก่อนนะครับ”


“Good Night ครับ”



ประตูปิดในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนรถจะเคลื่อนตัวไปยังสถานีถัดไปจนมาถึงป้ายใกล้บ้านเขาที่สุด 


เจลงจากรถไฟ เดินออกมาจากสถานีตามทางในอุโมงค์ ขึ้นบันได ยิ้มไปตลอดทางกลับบ้าน



tbc in part 3






? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

658 ความคิดเห็น

  1. #623 dotjpeg (@qyfor) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 01:17
    เจคือเด๋อมาก อ่านแล้วคิดถึงพี่แจบอมเลยจริงๆ ตัวจริงก็แบบนี้ฮือ น่ารักค่ะ
    #623
    0
  2. #501 ❛F tO THE N 。 (@superfon) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 / 01:27
    ฮืออออ อบอุ่นจังงงอ่าาา คุณเจถึงจะดูเด๋อๆ แต่มีความรู้สึกที่พึ่งพาได้ แต่กลับน็อตที่เหมือนจะแข็งแกร่งแต่ดูบอบบางง แง้ ทำไมเข้ากันแบบนี้คะ เชียร์ค่ะะ เชียร์
    #501
    0
  3. #397 Tensquared (@anatomii) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 08:00
    ทำไมเจเด๋อขนาดนี้ (โคตรพิแจบอมตัวจริงสุดๆ555) ในขณะที่ที่น็อตกินเบียร์คุณเจกินนม ชอบของหวานสินะคะ ฮืออออ น่ารัก อ่านตอนนี้แล้วคิดถึงเสียงเจื้อยแจ้วของน้องแทนจังเลย น้องแทนนี่เข้ากับลุงเจได้ดีจังเลยเนอะ อยากรู้จังว่าในอนาคตลุงเจจะได้เลื่อนสถานะเป็นอะไรของน้องแทนน้าาาา ><
    #397
    0
  4. #388 Yunau (@Yunau) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 21:10
    ชอบความเด๋อของคุณเจจังเลยค่ะ น็อตลุคแบบคุณชายนิดๆ เราอ่านตามนี่แบบคาแรคเตอร์ปมนยองเลย พี่แจบอมเด๋อๆ จินยองแมนๆ ความสัมพันธ์แบบค่อยทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ ไม่รีบเร่งเราชอบแบบนี้มาก
    #388
    0
  5. #379 FMBN9394_ (@aliizabett2) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 09:36
    เรามีความรู้สึกว่าน้องแทนเนี่ยแหละที่จะเป็นคนเชื่อมความสัมพันธ์ของเจกับน็อตได้ น้องแทนคับบบช่วยให้ป๊ากับลุงเจได้ตกลงปลงใจกันเร็วๆทีนะ555555555
    #379
    0
  6. #370 zomsjb (@zoms) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 21:35
    อ่านจบตอนนี้แล้ว เรามีพูดว่า ..แหว่ะ ออกมา หมั้นไส้คนเดิมยิ้มอ่ะค่ะ ถถถถ
    โอ่ยอ่านไปเขินไปอ่ะ เราเรียนอยู่ต่างประเทศ เราเหมือนเข้าไปอยู่ในนั้นด้วยเลยค่ะ 

    ขนาดคนละประเทศ แต่มันใช่คล้ายกันมาก ฟ้ามืดตอนสามทุ่มใน summer ร้านอาหาร มิ้วเชคค
    โอ้โหใช่ทุกอย่างงนึกภาพออกหมดเลยค่ะ ทั้ง เมโทรเอยอะไรเลย 

    คือออดี คุณวิ่นนี่ให้รายละเอียดเยอะแยะเลยค่ะ 

    สองคนนี้ค่อยๆๆเปิดใจเข้าหากันอ่ะ ดีจุงง เขิน น้อตแมนมากกๆๆจิงๆ เจดูจิงโจ้ไปเลยฮื้ออ 555
    เราเข้าใจเจ เราเป็นคนแนวๆๆเดียวกับเจเลยค่ะ ไม่ค่อยสนใจอะไรมาก ใส่ๆไป 55 

    ไปละอ่านต่อ ฮึบๆ
    #370
    0