เสียงเรียกของธรรมชาติ กับการตอบรับของเด็กธรรมดา
ตอนก่อนหน้า

เสียงเรียกของธรรมชาติ กับการตอบรับของเด็กธรรมดา
เกริ่นเรื่อง: ความลับของธรรมชาติและจักรวาล ที่เรียกหาเราตลอดเวลา
8 พ.ค. 60 , View: 43 , Post : 0


เสียงเรียกของธรรมชาติ กับการตอบรับของเด็กธรรมดา

          เคยไหมที่เราอยู่ในห้องที่น่าจะเงียบมาก แต่เหมือนหูของเราได้ยินเสียงซ่า ๆ ของอะไรบางอย่าง ลักษณะมันจะเหมือนเสียงของคลื่น ที่สั่นสะเทือนอยู่อย่างต่อเนื่อง ให้นึกถึงเสียงของสว่านที่ปั่นต่อเนื่อง แต่เสียงต้องเบามาก บรรยากาศต้องเงียบที่สุด เราถึงจะได้ยินเสียงนี้

          ฉันพยายามหาคำตอบกับตัวเองมาตลอดว่าเสียงนี้มันคือเสียงอะไร ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นเสียงของหลอดไฟ หรือเสียงของไฟฟ้า เพราะพอปิดไฟจะนอนแล้วฉันถึงได้ยินเสียงนี้ แต่พอฉันไม่ได้คำตอบ ฉันกลับลืมมันไปเลยว่าฉันต้องการหาคำตอบ ว่าเสียงนั้นคือเสียงอะไร

          ชีวิตของฉันก็เหมือนเด็กธรรมดานั่นแหละ ชีวิตเด็กมัธยมที่ตั้งใจเรียน และอยากทะเยอทะยานขึ้นไปถึงจุดสูงสุดเหมือนกับคนอื่น แต่ตอนนั้น ทางเลือกที่ฉันรู้จัก มีเพียงแค่การเป็นแพทย์เท่านั้น ทำให้ฉันตั้งใจเรียนม.ต้น อย่างหนักหน่วงจนได้เกรดเฉลี่ยน 4.00 ทุกรายวิชา ยกเว้นปิงปอง

          พอขึ้นม.ปลาย ฉันได้เข้าห้องคิงวิทย์แพทย์ตามที่ใจหวัง เพราะเป็นปมที่เคยสอบติดโรงเรียนนี้แล้วแท้ ๆ แต่ไม่ได้เลือกเรียนที่นี่ แล้วมาขออาศัยเข้าตอนม.สอง และได้เรียนในห้องธรรมดา ที่ไม่ได้มีการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นเท่าไหร่ การเรียนห้องคิงจึงเป็นสิ่งที่ฉันใฝ่ฝัน

          ฉันเรียนเทอมแรกอย่างมีความสุข ฉันมีเพื่อนใหม่ ทุกอย่างมันโอเคมาก ๆ ผลการเรียนฉันยังคงเท่าเดิม ฉันรักษาสมดุลได้ดีมากทีเดียว จนเมื่อโชคชะตาเหวี่ยงอีเ้ยคนหนึ่งเข้ามา ทำให้ชีวิตของฉัน และเพื่อน ๆ ในกลุ่มจะต้องพังพินาศ ขอใช้คำว่าอีเ้ยเพื่อความสะใจทางอารมณ์ แต่ก็สงสารเ้ยเหมือนกันนั่นแหละ

          คนคนนั้นเข้ามาในห้องทีหลัง เพราะกลับมาจากการแลกเปลี่ยนเอเอฟเอส และจริง ๆ เขาไม่ควรอยู่ห้องนี้ที่บังเอิญเลขห้องตรงกับเขา แต่เขากลับได้อยู่ เขาไม่มีสิทธินั้นเลยด้วยซ้ำ แต่เขาเข้ามา และเขาทำให้กลุ่มเพื่อนของเราในห้องแตกแยกทั้งหมด ด้วยการเข้ามาทำตีสนิท และนินทาคนในกลุ่มให้เพื่อนฟังด้วยกันเอง

          กลุ่มของฉันเหมือนแม่พระที่รับคนคนนี้เข้ามา แล้วก็ต้องพังลงเพราะการรับคนคนนี้เข้ามาในกลุ่ม หลังจากชีวิตเรื่องเพื่อนของฉันพัง มันส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่น และส่งผลกระทบต่อการเรียนของฉันมากจริง ๆ

          ตอนนั้นฉันเครียดมากเลยนะ ฉันนอนไม่หลับเป็นอาทิตย์ ฉันคิดว่าตัวเองเป็นบ้า สมองเจิดจ้าเจิดจรัสตลอดเวลา คิดถึงสิ่งที่เวียนวน ขอบอกว่าฉันโตมากับสาวน้อยในตะเกียงแก้ว สาวน้อยจอมเวทย์นาโนฮะ มาโดกะ เซวีน่า เรลกันและอินเด็กซ์ ฉันพยายามหาที่ใดที่หนึ่งในโลก ที่มีเรื่องแบบนี่อยู่เป็นปกติ เป็นธรรมชาติ ฉันว่ามันมีสักที่ล่ะที่เป็นความลับ น้อยคนเท่านั้นที่จะรู้

          อยู่ ๆ คืนหนึ่ง สมองฉันแล่นเร็วกว่าแสงของดวงอาทิตย์ซะอีกละมั้ง ฉันคิดถึงทฤษฎีเวทมนตร์ ที่ฉันคิดไปเอง และตอนนั้นที่ฉันคิดออก ฉันคิดว่าฉันคงเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่คิดเรื่องนี้ออกมาได้

          ทฤษฎีของฉันมีพื้นฐานมาจากกฎของแรงดึงดูด (Law of Attraction) ฉันเข้าใจว่ามันคือพลังงานอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความเชื่อของเรา ที่จะทำให้เราได้ผลดังที่ต้องการ แล้วเจ้าพลังงานนี้ทำงานยังไงน่ะหรอ ฉันจะลองเล่านิทานให้ฟังแล้วกัน อย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงเลย

          แนวคิดนี้เป็นแนวคิดตามพุทธศาสนา เรื่องการอธิษฐานด้วยนะ มันเรียกว่าการภาวนา การอธิษฐาน การมนต์อ้อนวอนต่อพระเจ้า มันเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นผลเร็วที่สุด เพราะการที่เราต้องท่องอะไรยาว ๆ ซ้ำ ๆ เพื่ออะไรบางอย่าง ทำให้เราแน่วแน่ในเป้าหมาย และกฎของแรงดึงดูดจะเหนี่ยวนำเป้าหมายนั้นมาให้เราเอง โดยที่เราแทบไม่เชื่อว่าเราสามารถทำได้จริง ๆ       

          ถ้าดูตามหลักวิทยาศาสตร์ จะเทียบจากสูตร พลังงาน = มวล คูณ ความเร็วของแสงยกกำลังสอง เรื่องจากสมการนี้พิสูจน์ได้เหมือนกัน ว่าพลังงานงานจะแปรผันตามมวลเลย แต่ฉันจะยกมันขึ้นมาทำไม ฉันคิดว่ามันเป็นความผิดพลาดทางวิทยาศาสตร์ หรือของนักวิทยาศาสตร์นะ ที่พยายามจะค้นคว้าทดลอง ในการที่จะค้นพบความลับของธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่เราเห็นมันอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ว่าเรากลับไม่เชื่อ ว่าจริง ๆ นี่แหละคือความลับของธรรมชาติ คือความลับของจักรวาล

เพราะมันไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นเชิงประจักษ์ได้ เนื่องจากการรับรู้ทั้งห้าของคนเราทั่วไปไม่อาจรับได้นั่นเอง

          ความคิดของฉันอาจจะพิสดาร อาจจะผิด หรืออาจจะถูก ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการเลือกรับสารสนเทศด้วย ถ้าจากสูตร พลังงาน = มวล (M) คูณความเร็วของสอง (c) ยกกำลังสอง พลังงานจะแปรผันตามมวล แต่มวลของพลังจิตนั้นคืออะไรกันเล่า นอกจากคำอธิษฐาน และความเชื่อของเรา

          สำหรับฉัน ฉันเชื่อว่า ถ้าเรามีแรงอธิษฐานมาก หรือคิดกับเรื่องนั้นมาก ๆ มันจะเหนี่ยวนำเรื่องนั้นให้เกิดขึ้นได้จริง แทบจะ 100% โดยที่เราแทบจะไม่ต้องใช้แรงทางกายให้เหนื่อยเลยด้วยซ้ำ

          สิ่งที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้ ฉันจะบอกอะไรน่ะหรอ ฉันแค่อยากให้เชื่อ ว่าเราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพียงแค่เราเชื่อ

          ที่พูดถึงสาวน้อยในตะเกียงแก้ว สาวน้อยเวทมนตร์นาโนฮะ มาโดกะ เซวีน่า อินเด็กซ์ และเรลกัน ฉันก็ยังคงเชื่ออยู่เหมือนกัน ว่าโลกของเราจะสามารถไปถึงจุดนั้นได้ และภายในช่วงชีวิตของฉันด้วย

          บทความชิ้นนี้เกิดจากการอ่านหนังสือ และสังเคราะห์จากชีวิตจริง อิทธิพลหลักมาจากหนังสือ ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น มิติที่ห้า โดยทันตแพทย์สม สุจีรา


แฟนคลับ [0]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    2
    Comments
    0
    Fanclub
    0


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    icepphassorn
         อัพเดท 22 พ.ย. 58