เพลิงรักวิหคอัคคี (บุปผาอำพรางภาคสอง)

ตอนที่ 9 : เริ่มต้นการผจญภัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4389
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    27 ก.พ. 60




  ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อหนึ่งพันสามร้อยปีที่ผ่านมา

   ข่าวร้ายที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจอย่างถึงที่สุดในขณะนั้นก็คือ  การที่ทวยเทพและบรรดาปิศาจทั้งหลายได้ทราบโดยทั่วกันว่าเทพวิหคอัคคีเฟิ่งลี่ยอมพลีชีพตนเพื่อกำจัดอสูรโลหิตเกาซิง  


  สุดขอบแดนระหว่างสองภพ   เหลือเพียงร่องรอยการต่อสู้อันดุเดือด   พื้นพสุธาแยกออกเป็นสองฝั่ง  ขุนเขาอันกว้างใหญ่พังราบเป็นหน้ากลอง    เพลิงพิโรธได้เผาผลาญทุกสรรพสิ่งจนมอดไหม้  

  
 ขุนพลที่แปดซึ่งนำกำลังทหารตามมาสมทบคือผู้ที่ได้เห็นเทพวิหคอัคคีเฟิ่งลี่เป็นคนสุดท้าย    

    ณ  ขณะนั้น    เทพหนุ่มรูปงามถูกอสูรเกาซิงเกี่ยวกระหวัดร่างเอาไว้อย่างเหนียวแน่นแล้วฉุดกระชากด้วยความโกรธแค้นกระทั่งจมหายไปในผืนปฐพี     และหลังจากนั้นเพียงไม่นาน  ตำแหน่งที่หนึ่งเทพหนึ่งอสูรถูกกลืนหายไปพร้อมกันก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะปริแยก    คลื่นความร้อนพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรงทำให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ละแวกนั้นพากันหนีตายอลหม่าน     โลหิตเหนียวข้นค่อยๆแทรกซึมขึ้นมาตามร่องหินนำพากลิ่นคาวเลือดลอยตลบไปทั่วบริเวณ

  ขุนพลที่แปดรับรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าอสูรเกาซิงน่าจะถูกเทพวิหคอัคคีจัดการปลิดชีพไปแล้ว   แต่ทว่าหลังจากที่เฝ้ารอการกลับมาของเทพวิหคอัคคีอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ    กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น     

จากวัน  เป็นเดือน  จากเดือน  เป็นปี     ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนมาได้นับร้อยๆครั้ง    ภพปิศาจและดินแดนสวรรค์ที่รอการกลับมาของเทพนักรบผู้องอาจต่างก็เริ่มทำใจยอมรับแล้วว่าเทพวิหคอัคคีอาจจะดับสูญไปพร้อมๆกับอสูรเกาซิงไปแล้วก็เป็นได้

จนกระทั่งครบรอบห้าร้อยปีนับตั้งแต่เฟิ่งลี่ได้จากไป   ในที่สุดนามของท่านอ๋องแห่งวังปักษีก็ถูกจารึกลงในทะเบียนเทพผู้ดับสูญ   องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ตัดสินพระทัยมีราชโองการประกาศการไว้ทุกข์ให้ญาติผู้น้องของตนเป็นเวลาหนึ่งปี  ห้ามมิให้มีการจัดงานรื่นเริงใดในแดนสวรรค์

เทพวิหคอัคคีเฟิ่งลี่   กลายเป็นเพียงตำนานให้ทวยเทพรุ่นหลังได้ระลึกถึงด้วยความเคารพเทิดทูนในฐานะเทพนักรบผู้ยิ่งใหญ่


            แต่ทว่า...

เฟิ่งลี่ยังคงมีชีวิตอยู่    มิได้ดับสูญเป็นเถ้าธุลีอย่างที่ผู้อื่นเข้าใจ    ที่เป็นเช่นนั้นเพราะหงสาเพลิงสามารถแผดเผาจนตัวตายเพื่อฟื้นคืนชีพได้ใหม่

ซึ่งอันที่จริงแล้ว  เฟิ่งลี่ควรใช้เวลาหลอมร่างเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น    แต่น่าเสียดาย    ที่เขามิอาจทำได้ดั่งใจเช่นนั้น

ไม่ผิดเลยสักนิดหากองค์เง็กเซียนและเหล่าทวยเทพที่รอคอยการฟื้นคืนชีพของเทพวิหคอัคคีมานานถึงห้าร้อยปีจะเข้าใจตรงกันว่า   เทพวิหคอัคคีเฟิ่งลี่ได้ดับสูญไปจากโลกนี้แล้วชั่วนิรันดร


ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าหลังจากที่เขากำจัดอสูรเกาซิงได้   เฟิ่งลี่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหลอมร่างของตนเองขึ้นมาใหม่  จากเถ้าธุลีที่แสนบางเบา    ค่อยๆประสานกันทีละน้อย   หลอมรวมด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งยวดไม่ต่างจากการเอาทรายมาปั้นให้เป็นก้อน   

ห้าร้อยปีที่ผันผ่าน   ในที่สุดเฟิ่งลี่ก็สามารถหลอมรวมร่างของตัวเองได้สำเร็จ  แต่ตอนนั้นร่างของเขามิได้กลับคืนเป็นหงสาเพลิง  แต่กลับเป็นก้อนดินเหลวๆสีโลหิตคล้ำๆที่ยังไม่อาจแยกแยะรูปร่างได้

อีกห้าร้อยปีต่อมา  กายเนื้อที่เป็นก้อนกลมๆขนาดเท่ากำปั้นก็ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  ในตอนนั้นเฟิ่งลี่พยายามสั่งสมตบะญาณเฝ้าบำเพ็ญเพียรตามวิถีเทพ    แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด  พลังวิเศษของเขากลับไม่กระเตื้องขึ้นเท่าที่ควร 

 อีกสามร้อยปีในความพยายาม    ก้อนเนื้อของเฟิ่งลี่ก็ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นวิหคโลหิตหาใช่หงสาเพลิงที่แสนงดงามเช่นเดิม     เฟิ่งลี่ขบคิดด้วยความคับแค้นใจ  หรือนี่จะเป็นผลจากพลังอันชั่วร้ายของอสูรใต้บาดาลที่ทำให้การคืนชีพของเขาผิดแผกไปจากที่ควรจะเป็น  ไม่แน่ว่าการฟื้นขึ้นมาในครั้งนี้  ร่างกายของเขาคงดูดซับเอาไอปิศาจของมันมาจนหมดสิ้น    


   เฟิ่งลี่รู้สึกกระหายอยากเหลือเกิน   ทั้งที่พิภพใต้บาดาลแห่งนี้มิได้ขาดแคลนน้ำแม้แต่น้อย   แต่สิ่งที่เขาต้องการก็คือโลหิตเท่านั้น ! 


        สวรรค์ !  นี่มิใช่จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วิถีมารหรอกหรือ !?


การมีชีวิตอยู่โดยอาศัยดื่มกินโลหิตจากผู้อื่น    ย่อมมีวิธีเดียวเท่านั้นก็คือต้องเข่นฆ่าคนผู้นั้นจนถึงแก่ความตาย

เมื่อร่างวิหคโลหิตได้หลอมรวมขึ้นมาใหม่โดยสมบูรณ์   เฟิ่งลี่ก็มิอาจฝืนทนกับความหิวโหยได้   ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจแทรกตัวจากก้นบึ้งแห่งพิภพใต้บาดาลขึ้นมายังผืนแผ่นดินเบื้องบน

หนึ่งพันสามร้อยปีที่แสนยาวนาน    ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปรสภาพเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง   สุดเขตดินแดนสองภพที่เคยเป็นสถานที่อันรกร้างและเต็มไปด้วยความแล้งแห้ง  บัดนี้กลับเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี   มีสายธารเล็กๆทอดยาวโอบล้อมขุนเขาลูกใหญ่   เบื้องหน้าแสนไกลคือท้องฟ้าสีครามที่คั่นด้วยท้องทะเลที่แสนกว้างใหญ่  

   ในที่สุดเฟิ่งลี่ก็ได้สัมผัสถึงสายลมอ่อนโยนและแสงแดดเจิดจ้าอีกครั้ง   ทว่าในยามนี้เขากลับรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหลือเกิน  หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเขาจมอยู่กับความมืดมิดมานาน   ครั้นผิวกายต้องแสงอาทิตย์จึงรู้สึกเหมือนตนกำลังถูกจับขึงให้นอนบนเตาถ่านร้อนๆ    เฟิ่งลี่บินหลบเข้ามายังซอกผาที่สูงตระหง่าน  ซุกตัวเข้าไปยังหลืบเล็กๆที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ   ให้ผิวกายดูดซับความเย็นฉ่ำเพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน

เมื่อครู่นี้   เพียงออกแรงบินเล็กน้อยก็รู้สึกได้ว่าตนสูญสิ้นพลังไปมาก   ร่างวิหคโลหิตยังคงอ่อนแอไม่ต่างจากลูกนกที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลก  อีกทั้งเฟิ่งลี่ยังมิได้มีอาหารตกถึงท้องจึงทำให้หิวโหยและรู้สึกอ่อนล้ายิ่งนัก

เฟิ่งลี่ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ    ตั้งมั่นในใจว่าจะลองต่อสู้กับความกระหายโลหิตดูสักครั้ง   

ต่อให้ต้องอดตาย  เขาก็จะไม่ยอมทำร้ายผู้อื่นโดยเด็ดขาด !

หากในยามนี้เขามีพลังเพลิงทัณฑ์อัคคีมากพอ  เฟิ่งลี่เคยคิดที่จะแผดเผาตนเองอีกครั้ง   

ไม่แน่ว่าหลังฟื้นจากความตายในรอบที่สาม   เขาอาจจะถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ด้วยวิญญาณเทพอันบริสุทธิ์เช่นเดิม

การที่เฟิ่งลี่จะฟื้นคืนพลังวิเศษกลับมาได้ดังเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย    บางทีอาจจะกินเวลานานนับพันๆปีเลยด้วยซ้ำ 

แต่เขาไม่คิดท้อ  ตราบเท่าที่หัวใจยังเต้นอยู่   ไม่มีคำว่าสายเกินไปในการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง   

ร่างวิหคโลหิตดูๆไปก็ช่างอัปลักษณ์เหลือแสน  ทั้งยังตัวเล็กพอๆกับนกแอ่น   ทั้งร่างมีเพียงขนขึ้น
หรอมแหรมบริเวณปีกส่วนปลาย   ผิวบางใสจนเห็นเส้นเลือดกระจายเป็นร่างแห   เนื้อตัวฉ่ำเยิ้มอยู่ตลอดเวลาคล้ายถูกชุบด้วยโลหิตเหนียวข้นน่าสะอิดสะเอียน


เฟิ่งลี่คิดจะอาศัยซอกหินผาเป็นที่พักกาย    ทว่าเพิ่งจะขดตัวหลับตาลงได้ชั่วครู่   พลันได้ยินเสียงกระพือปีกอันหนักหน่วงและเสียงกู่ร้องที่ดังไปทั่วท้องนภาของเหยี่ยวนักล่าตัวหนึ่ง

เหยี่ยวตัวนั้นเป็นเพียงสัตว์ปีกธรรมดาๆตัวหนึ่งซึ่งมิได้อยู่ในช่วงบำเพ็ญเพียร   

 เฟิ่งลี่ผงกศีรษะน้อยๆของตนขึ้นมา  ส่งสายตาลุกวาวเป็นการตักเตือน   อย่ามากวนใจข้า !

หาไม่แล้ว  เขามิอาจคาดเดาผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

           ไป !  

         ไสหัวไปให้พ้น  ก่อนที่เจ้าจะตายโดยไม่รู้ตัว

          

เขาต้องการความสงบเพื่อระงับจิตรมารที่ถูกกดเอาไว้ในยามที่ยังมีสติแจ่มใส    ความชั่วร้ายที่ยังวนเวียนอยู่ในร่างคอยแต่จะปลุกเร้าให้เกิดความกระหายเลือด  

นักล่าที่แสนโง่งมหาได้สนใจแววตาอันแข็งกร้าวคู่นั้น   มันกลับคิดว่าเขาเป็นเพียงลูกนกตัวแดงๆซึ่งกำลังจะกลายเป็นอาหารพอให้มันได้อิ่มท้องในมื้อเช้า   เหยี่ยวแดงโฉบวนอยู่บริเวณหน้าผาอยู่สองสามรอบ   เมื่อเห็นว่าเจ้าลูกนกสีแดงที่ดูคล้ายเม็ดทับทิมฉ่ำหวานคงไม่มีปัญญาหนีรอดไปไหนได้
นักล่ากลางเวหาผู้เจนจัดก็สะบัดปีกเต็มแรงก่อนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว


          แกว๊กกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!


เหยี่ยวแดงแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เพราะทันทีที่กรงเล็บของมันสัมผัสร่างของลูกนกตัวนั้น   ขาของมันกลับถูกพลังสายหนึ่งดึงดูดเข้าหา  กรงเล็บอันแหลมคมเริ่มถูกเปลวเพลิงลามเลียลุกไหม้
  มันพยายามกระพือปีกบินหนีด้วยความตื่นตระหนก  ทว่าเจ้าลูกนกตัวนั้นกลับใช้หางที่ยื่นออกมาคล้ายแส้เกาะเกี่ยวที่ปีกของมันอย่างแน่นหนา  สะบัดให้ตายก็ไม่หลุด

เหยี่ยวแดงดิ้นรนสุดชีวิต  มันไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าลูกนกตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกจากไข่จะกลายเป็นปิศาจนกไปเสียได้    

ดวงตาของเฟิ่งลี่เปล่งรังสีอำมหิตซึ่งอยู่เหนือการควบคุมไปเสียแล้ว   แส้ที่งอกออกมาจากส่วนหางกำลังยึดตรึงร่างของเหยี่ยวแดงมิให้หลบหนี  แต่ทว่า  แส้มิได้ทำหน้าที่พันธนาการศัตรูเอาไว้เพียงอย่างเดียว  แต่ส่วนปลายที่มีลักษณะแหลมคมประดุจหนามกำลังเจาะไชเข้าไปยังร่างของเหยี่ยวตัวนั้น  

นักล่าที่กลายมาเป็นเหยื่อเสียเองดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด   มันกำลังถูกแส้โลหิตดูดกลืนเลือดในส่วนลำคอ  ความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดโลดแล่นมาจุกที่คอหอย

ใช้เวลาเพียงไม่นาน  เหยี่ยวแดงตัวนั้นก็เหลือเพียงซากเหี่ยวแแห้ง   ร่างของมันร่วงละลิ่วจากหน้าผาราวกับใบไม้แห้งกรอบที่ปลิดปลิว



**********************************


ในขณะที่อีกด้านหนึ่งบริเวณชายป่าอันเงียบสงบ

นี่เป็นครั้งแรกที่เสี่ยวฮุ่ยหนีออกมาจากป่าเขียวมรกตได้สำเร็จ !

สาวน้อยอาศัยจังหวะที่ลุงสุนัขท่องคาถาเปิดทางด้วยอาการเมามาย    ส่วนตนนั้นก็ร่ายมนต์วารีซึ่งเป็นพลังวิเศษเฉพาะตัวเสกม่านน้ำบางใสเป็นเกราะกำบัง    เมื่อลุงสุนัขแหวกร่างออกไปจากปราการได้สำเร็จ   เสี่ยวฮุ่ยยืนรอจนกระทั่งลุงสุนัขเหาะขึ้นไปบนอากาศ    จากนั้นค่อยแทรกตัวออกจากทางออกที่ยังเหลือเป็นรูลอดสุนัขไปได้อย่างหวุดหวิดก่อนที่มันจะปิดตัวลง

               สำเร็จ !    

เสี่ยวฮุ่ยกระโดดโลดเต้นด้วยความดีอกดีใจ   หลังจากที่กวาดตามองสำรวจพื้นที่โดยรอบ  ก็พบว่าป่าเขียวมรกตที่นางอาศัยอยู่มานานนับพันปีเป็นอาณาจักรเล็กๆที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่มากมาย  อย่างเดียวที่ไม่มีก็คือเพื่อนผองเหล่าปิศาจ    

เสี่ยวฮุ่ยเข้าใจความจำเป็นของผู้เป็นบิดา   เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในฐานะองครักษ์เงาขององค์ราชันย์ทำให้ที่ไม่อาจเปิดเผยความมีตัวตนและต้องปิดเรื่องคนในครอบครัวเป็นความลับ

ลูกปลาน้อยจอมซนวางแผนเอาไว้ในใจว่า  นางอยากจะเดินท่องเที่ยวให้ทั่วเขตภูเขาเดียวดายเสียก่อน  หลังจากนั้นค่อยถามทางพวกปิศาจที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้เพื่อไปหาลุงสุนัขที่ถ้ำเกล็ดทอง   แล้วใช้ลูกไม้ออดอ้อนท่านลุงที่แสนใจดีเพื่อพักในถ้ำสักคืนสองคืน  หลังจากนั้นค่อยให้ลุงสุนัขพานางกลับไปยังป่าเขียวมรกตเพื่อรับโทษกับมารดา 

อันที่จริง  เสี่ยวฮุ่ยไม่อยากกลับไปที่ป่าเขียวมรกตอีกแล้ว  นางไม่อยากถูกกักขังเอาไว้เยี่ยงนักโทษที่ขาดอิสรภาพ   เพราะความปรารถนาอันสูงสุดในตอนนี้ก็คือการได้ออกท่องเที่ยวไปยังโลกกว้างเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต

หากคิดจะเป็นองครักษ์เงาเฉกเช่นบิดา  นางจะต้องไม่หวาดกลัวต่ออุปสรรคใดในโลกหล้า และต้องฝึกฝนพลังวิเศษให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้

แย่หน่อยตรงที่เสี่ยวฮุ่ยหนีตามลุงสุนัขออกมาก็เป็นช่วงบ่ายคล้อยไปแล้ว    ยามนี้พระอาทิตย์เริ่มลับทิวเขา   อุณหภูมิโดยรอบเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ   

สงสัยจะเดินเอ้อระเหยไม่ได้เสียแล้ว   ต้องรีบหาใครสักคนเพื่อถามทางไปยังถ้ำเกล็ดทองโดยเร็ว

เสี่ยวฮุ่ยสามารถเหาะบนอากาศได้  แต่ก็แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆเพราะพลังวิเศษของนางยังอ่อนด้อยด้วยวัยและการฝึกปรือที่ยังไม่มากพอ   

นี่เองที่ทำให้สาวน้อยจอมซนคิดจะจับภูติสัตว์สักตัวมาเป็นสัตว์พาหนะของตน   


ในช่วงห้าร้อยปีที่ผ่านมา   ลุงสุนัขเคยเล่าให้ฟังว่าองค์ราชันปิศาจได้บูรณะฟื้นฟูดินแดนรกร้างแห่งนี้ขึ้นมาใหม่   และจัดให้มีเส้นทางการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างภพปิศาจ  มนุษย์และสวรรค์ให้เสรีมากยิ่งขึ้น   ดังนั้นในเขตภูเขาเดียวดาย  นอกจากป่าเขียวมรกตที่เป็นเขตหวงห้าม  เส้นทางในละแวกนี้มักจะมีผู้เดินทางและคาราวานสินค้าผ่านมาอยู่เนืองๆ

ในระหว่างที่เหาะอยู่เหนือยอดไม้     เสี่ยวฮุ่ยได้พบเจอเรื่องไม่ชอบใจเข้า   เพราะสาวน้อยมองเห็นปิศาจตัวตุ่นกำลังแย่งชิงของมีค่าบางอย่างจากหนุ่มน้อยคนหนึ่ง

"  หนอยแน่  เจ้าปิศาจชั้นต่ำ !    "       เสี่ยวเตี๋ยเท้าสะเอวยืนกางขาเหยียบอากาศด้วยมาดของนักรบ  ชี้มือไปยังปิศาจตัวตุ่น    "  แย่งชิงของผู้อื่นมาเป็นของตนแบบนี้มันผิดนะ ! " 

ปิศาจตัวตุ่นชะงักค้าง   แหงนหน้ามองขึ้นไปบนยอดไม้เหนือศีรษะ   ก็ได้เห็นเด็กสาว  เอ..ไม่ใช่สิ  น่าจะเป็นเด็กหนุ่มหน้าหวานคนหนึ่งตะโกนลงมาด้วยท่าทางหยิ่งผยองยิ่งนัก 

เสี่ยวฮุ่ยแต่งกายรัดกุมอย่างบุรุษ  ท่าทางองอาจกล้าหาญ   แน่นอนว่าผู้อื่ยย่อมเกิดความสับสนว่านางมิใช่สตรี   แต่เป็นเพียงหนุ่มน้อยหน้าหวานที่ยังไม่เจริญวัยเต็มที่

" ไม่ใช่เรื่องของเด็กอมมือ  ไสหัวไป ! "  

เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังถูกชิงของรักส่งสายตาวิงวอนขอร้อง   " ช่วยข้าด้วย ! " 


  เสี่ยวฮุ่ยที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมวิวาทประจำป่าเขียวมรกต   บรรดาสิงสาราสัตว์น้อยใหญ่ต่างถูกนางโค่นล้มจนพ่ายแพ้อย่างราบคาบ  กะอีแค่ปิศาจตัวตุ่นตัวนี้  เสี่ยวฮุ่ยหาได้หวั่นเกรงไม่

 สาวน้อยกระตุกยิ้ม   แล้วพุ่งเข้าใส่ปิศาจตัวตุ่นอย่างหาญกล้า    หยิบแส้วารีที่พันรอบเอวขึ้นมาไว้ในมือแล้วสะบัดสุดแรงบังเกิดเป็นเสียงแหวกอากาศดังควั่บ !
  

 ปิศาจตัวตุ่นแค่นเสียงขึ้นจมูกด้วยความไม่พอใจ   มันฉกชิงหยกอายุวัฒน์จากเด็กหนุ่มผู้นี้ด้วยความยากลำบาก   มีหรือที่จะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ   

แต่เด็กบ้านั่นกลับมีแส้ร้ายกาจเป็นอาวุธ  แถมยังยืดได้หดได้  อานุภาพรุนแรงยิ่งนักเพียงออกแรงฟาดขนาดไม้เนื้อแข็งยังแตกกระจุย   ขืนรอให้แส้ฟาดถูกตัว  มันคงได้กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ในละแวกนี้แน่ๆ

แต่ตัวตุ่นอย่างมันย่อมมีทางหนีทีไล่ไว้พร้อม   เพราะหลังจากที่ทราบข่าวว่าผู้ที่ครอบครองหยกอายุวัฒน์กำลังจะเดินทางผ่านมาที่นี่   มันก็วางข่ายอาคมเอาไว้  และให้เพื่อนปิศาจคางคกพ่นพิษใส่หน้าคนผู้นั้นโดยที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัว   แต่ถึงกระนั้น  พิษคางคกกลับไม่ถูกดวงตาดั่งที่คาดการณ์เอาไว้  เพียงกระเซ็นถูกใบหูอีกฝ่ายจนเป็นรอยไหม้เท่านั้น

อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายตกตะลึง  เจ้าคางคกเพื่อนรักก็แลบลิ้นที่ยาวกว่าสามศอกตวัดเอาหยกที่ห้อยเอาไว้ตรงสายคาดเอวออกมาได้  ในที่สุดปิศาจตัวตุ่นก็ได้หยกล้ำค่ามาไว้ในครอบครอง   ทว่าเด็กหนุ่มเจ้าของหยกแม้นพลังวิเศษจะอ่อนด้อยแต่กลับสู้ตายอย่างไม่คิดชีวิต    ปิศาจตัวตุ่นถูกอีกฝ่ายกระโดดเกาะที่หลังแน่นหนึบราวกับปลิง   เด็กหนุ่มแม้จะถูกฟาดจนสะบักสะบอมแต่ก็ยังกัดฟันสู้ไม่ถอย    ไม่คาดว่าตอนที่มันพยายามหนี  กลับเจอเด็กแสบที่หน้าหวานปานอิสตรีแส่ไม่เข้าเรื่องมาอีกคน

  " พี่ชาย เป็นอย่างไรบ้าง ? " 

เด็กหนุ่มรูปงามอายุราวสิบสี่สิบห้าหน้ากัดฟันกรอดด้วยความคับแค้น    " ข้ายังพอไหว  "    เขาแตะใบหูที่ถูกพิษของคางคกจนเลือดซึมซิบๆด้วยความเจ็บใจ   "   เจ้าโจรถ่อยข้าจะไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่  " 

ปิศาจตัวตุ่นแสยะยิ้มเย็น  ก่อนจะมุดหายเข้าไปในโพรงดินที่ขุดเอาไว้

เสี่ยวฮุ่ยเห็นเช่นนั้นยิ่งโมโหหนัก  นางไม่มีวันปล่อยให้จอมอันธพาลหลุดมือไปได้อย่างเด็ดขาด   สาวน้อยในคราบของเด็กหนุ่มหน้าหวานกระโดดตามลงไปในหลุมนั่นทันที

เด็กหนุ่มเจ้าของหยกอายุวัฒน์สบถลั่นออกมาคำหนึ่ง    คิดในใจว่าเด็กนั่นกระโดดตามปิศาจตัวตุ่นลงไปโดยไม่คิดชีวิต  อาจเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายต้องการช่วงชิงหยกอายุวัฒน์ด้วยเช่นกัน    

หยกนั้นมีความสำคัญต่อเขามาก   เป็นเสมือนเครื่องรางชิ้นสุดท้ายที่บิดาของเขาทิ้งไว้ให้   เขาจะปล่อยให้มันหลุดมือไปไม่ได้   ดังนั้นหลังจากที่เสี่ยวฮุ่ยกระโดดลงไปในหลุม   เด็กหนุ่มใบหน้าหมดจดงดงามก็ทิ้งร่างลงไปติดๆเช่นกัน

  ปิศาจตัวตุ่นที่ชำนาญการขุดรูมุดดินหนี    มันยิ้มกระหยิ่มด้วยคิดว่าเด็กน้อยหน้าหวานคงไม่มีวันตามมาทัน  แต่คาดไม่ถึงว่า  เสี่ยวฮุ่ยที่มีสายเลือดมังกรเต็มตัว  ถึงจะเป็นแค่ลูกปลาน้อยที่ยังกลายร่างเป็นมังกรไม่ได้   แต่นางก็ว่องไวดุจสายลม  ปิศาจตัวตุ่นมุดดินหนีด้วยความชำนาญ  แต่เสี่ยวฮุ่ยก็ตามมาติดๆชนิดหายใจรดต้นคอ   ปิศาจตัวตุ่นเห็นท่าไม่ดี   เร่งรีบขุดดินเป็นการใหญ่   ขุดไปขุดมาดันเจอน้ำใต้ดิน   ปิศาจตัวตุ่นร้องเสียงหลง  แต่เสี่ยวฮุ่ยกลับดีใจยิ่งนัก  สายน้ำที่พุ่งออกมายิ่งทำให้นางมีพลังมากขึ้น   ปิศาจตัวตุ่นกลั้นใจขุดดินต่อ จนกระทั่งเขาหลุดลงไปในถ้ำใต้บาดาลที่มีน้ำไหลวนเป็นสาย   

" เตรียมตัวตายซะเถอะ  ย่าห์ !!!!  "      ยิ่งได้อยู่ใต้น้ำ  เรี่ยวแรงและพลังวิเศษยิ่งฮึกเหิมราวกับได้ออกศึก   เสี่ยวฮุ่ยใช้แส้วารีขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง   คราวนี้ปิศาจตัวตุ่นถึงฆาตแส้ที่ลูกปลาน้อยฟาดออกไปเต็มที่กระทบถูกร่างของมันอย่างจัง   บังเกิดเป็นเสียงคล้ายระเบิด   โพล๊ะ!!!!

   ปิศาจตัวตุ่นสิ้นใจตายในทันที  ดวงจิตสีเทาดำลอยละล่องขึ้นมาเหนือร่าง  เสี่ยวฮุ่ยตวัดลูกแก้วดวงจิตของอีกฝ่ายมาไว้ในกำมือ   ก่อนจะซุกเก็บเอาไว้ในถุงหอมที่ห้อยอยู่บนสายรัดเอว

เด็กหนุ่มเจ้าของหยกอายุวัฒน์ไถลลงมาที่อุโมงค์ดินที่ปิศาจตัวตุ่นขุดไว้ด้วยความทุกลักทุเล   เขามีร่างจริงเป็นนกกระเรียน    ดังนั้นการมุดน้ำดำดินย่อมมิใช่สิ่งที่เขาถนัด
เลยสักนิด

              เหวอออ!!!!!!!   


               ตูม !!!


เด็กหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อร่างร่วงลงมากระทบผิวน้ำที่ขุ่นคลั่ก    เขาสำลักน้ำจนหน้าดำหน้าแดง  ด้วยความตกใจจึงลืมใช้พลังวิเศษพยุงร่าง   แต่ยังไม่ทันจะได้รวบรวมพลัง   ร่างของเด็กหนุ่มหน้าหวานผู้นั้นก็ว่ายตรงเข้ามา  ท่วงท่างดงามราวกับมัจฉาตัวน้อย  เขาเห็นใบหน้าของเจ้าหมอนั่นยิ้มแป้น  ร่างผอมบางตวัดอ้อมร่างที่เริ่มจะมีกล้ามเนื้อกำยำของเขาเอาไว้     

เด็กสาวในคราบหนุ่มน้อยหน้าหวานว่ายซ้อนเข้ามาจากทางด้านหลัง  ใช้ท่อนแขนเรียวเล็กผิดสรีระเด็กผู้ชายสอดเข้ามาที่ใต้รักแร้  จังหวะที่อีกฝ่ายแนบชิด  หน้าอกที่เริ่มนูนขึ้นมาของเสี่ยวฮุ่ยก็เสียดสีเข้ากับแผ่นหลังของอีกฝ่าย   ในตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มเจ้าของหยกอายุวัฒน์ทราบความจริงว่าหนุ่มน้อยที่มีน้ำใจผู้นี้แท้จริงแล้วคืออิสตรีที่แสนบอบบาง




**อัพแบบรีบๆอาจจะมีคำผิด  ชี้จุดให้แก้ไขได้นะคะ **

** เสี่ยวฮุ่ยเริ่มต้นออกผจญภัยก็ได้มาจ๊ะเอ๋กับหนุ่มน้อยรูปงามพอดิบพอดี   หนุ่มน้อยเจ้าของหยกอายุวัฒน์ผู้นี้คงพอเดาออกแล้วใช่ไหมคะว่าเป็นตัวละครตัวใด   ( คิดว่ามีหลายคนเปิดกลับไปหน้าหลักนิยายทันที 555 ***






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

1,773 ความคิดเห็น

  1. #306 APRIL (@jamlovenami) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 22:35
    งื้ออออ เห็นแววดราม่าของคู่พี่ใหญ่-พี่รอง ขึ้นมาครามครัน
    #306
    0
  2. #305 เมมฟิส (@tiks) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 11:19
    เสี่ยวฮุ่ยแมนมากๆ อยากให้หนุ่มน้อยหลงรักเสี่ยวฮุ่ยจัง

    เฟิ่งลี่กลายเป็นมารแล้วเหรอ
    #305
    0
  3. #303 วัลย์ลดา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 / 06:21
    555 ไรท์รู้ทักอีกละ เปิดกลับไปดูจริงๆ ล่วย ... ขอบคุณจ้า
    #303
    0
  4. #301 BunnyBunny Pinky (@Princess_Cho) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 21:41
    สงสารเฟิ่งลี่ กว่าเสี่ยวฮุ่ยจะโต!!!
    #301
    0
  5. #300 Lifeลั้นลา (@erone) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 21:29
    ใครฟ่ะ นึกสินึก..นกกระเรียนๆ //อวยเฟิ่งลี่ค่ะไม่เปลี่ยนแปลง55
    #300
    0
  6. #299 นกยูง-มายา (@Nokyoong) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 19:07
    เปลี่ยนสัญชาติซะง้าน
    จะกลายเป็นมารไปไหมหนอ?
    #299
    0
  7. #297 tindomerel_tindy (@tindomerel_tindy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 16:58
    เผยคุนเกอเกอโผล่แล้ว!!!
      เอ เปลี่ยนฝ่ายไปอยู่กับเผยคุนดีไหมนะ

    ไหงเฟิ่งลี่เกอเกอกลายเป็นแบบนี้!!! ไม่เป็นไรๆ//ปลอบตัวเอง
    เดี๋ยวท่านก็ดีขึ้นๆ
    #297
    0
  8. #296 วาวา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 13:35
    เฟิ่งลี่ออกมาแปบเดียวยังไม่หายคิดถึงเลย
    #296
    0
  9. #295 young_girl (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 12:51
    ตัวละครชายมักมาพร้อมออร่าพระเอก สงครามสัตว์ปีกวิหคอัคคีชนะเเน่นอนฮ่าๆ เฟิ่งลี่น่ากลัวอ่ะอ่านเเล้วนึกภาพเอเลี่ยนเวอร์ชั่นลูกเเร้งเเรกเกิดไงไม่รู้ ไรท์บรรยายได้สยองมาก ยังกับตัวดูดเลือดใน the strain ม่ายยย คงอยากเผาตัวเองน่าดู สงสัยนิดนึง "หน้าอกที่เริ่มนูนขึ้นมา" ร่างคนของบรรดาตัวละครปัจจุบันนี้อายุประมาณเท่าไรกันเหรอค่ะ?
    #295
    1
    • #295-1 nawalak (@iamanurse019) (จากตอนที่ 9)
      18 พฤศจิกายน 2559 / 12:55
      เทียบกับมนุษย์เสี่ยวฮุ่ยอยู่ช่วงวัยแรกแย้มประมาณสิบสองสิบสามขวบค่ะ
      #295-1
  10. #294 andoroido (@andoroido) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 12:48
    สงสารพี่นก ความหล่อหายไปหน๋าย
    #294
    0
  11. #293 bbday (@bbday) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 12:48
    พี่นก จะได้พบเจ้าปลาน้อยเมื่อไรนะ ความหล่อหมดกัน ศัตรูหัวใจท่าจะเยอะ  ลุ้นๆ
    #293
    0
  12. #292 Kiss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 11:57
    เอิ่ม เกิดมาอัปลักษณ์แล้วยังเป็นมารอีกเหรอ ไรท์เอาความหล่อความเทพของพี่นกไปทิ้งไว้ไหนหมดเนี่ยย เศร้าเลย สงสารพี่นก
    #292
    0
  13. #291 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 11:45
    อ้าวพี่นกไม่เข้าสู่วิถีมารซิ
    #291
    0
  14. #290 P42213042 (@P42213042) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 11:44
    ขอบคุณค่ะ
    #290
    0
  15. #289 Rukjung20 (@Rukjung20) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 11:36
    ขอบคุณค้า
    #289
    0