คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย ...that why i come to you ...that why i come to you | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้















Your words are my food, 
your breath my wine. 
You are everything to me.





contact writer: @imkwr92_



©
t
h
e
m
y
b
u
t
t
e
r

เนื้อเรื่อง อัปเดต 2 เม.ย. 59 / 23:55




       


              ยังคงเป็นอีกวันที่เขาตื่นขึ้นมาเพราะแสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านเข้ามาทางช่องว่างระหว่างผ้าม่านสีขาวที่ปิดกั้นระหว่างห้องนอนกับโลกภายนอกไว้

                One คือชื่อที่ใครๆ ที่นี่ใช้เรียกเขา และเขาเองก็ใช้เรียกตัวเองมาตลอด 3 ปีตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ซูริค เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่สวยงาม

                ทาวเฮ้าส์ 4 ชั้นครึ่งคือสถานที่ที่เขาพักอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ประกอบไปด้วยแม่และพ่อคนใหม่ที่เป็นชาวสวิตซ์ เขาเข้ากับพ่อชาวต่างชาติของเขาได้ดีไม่มีปัญหาอะไรน่าห่วง ช่วงเวลา 3 ปีมันนานมากพอจะทำให้เขาเรียนรู้ภาษาอังกฤษจนสามารถพูดคล่องราวกับเป็นเจ้าของภาษา และนั่นทำให้บางครั้งเขาเองก็ลืมไปแล้วว่าจริงๆ เขามาจากเกาหลีใต้ เกิดที่เกาหลี และเป็นเกาหลี

                อ่า... ไม่หรอก... ไม่ได้ลืมเพราะเขาอยากลืม

                แต่ที่ลืมน่ะเพราะอุบัติเหตุน่ะ

                และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาย้ายมาอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ

                Good morning sir” คำทักทายจากชายร่างท้วมที่นั่งจิบกาแฟอยู่บนโซฟาหนังราคาแพงเรียกรอยยิ้มจาก One ได้เป็นอย่างดี พ่อมักจะทักทายเขาอย่างเป็นทางการจนน่าหมั่นไส้เสมอ

                “morning man” และเขาก็มักจะทักทายพ่อด้วยภาษาไม่เป็นทางการเสมอเช่นกัน

                “Our beautiful lady went out for hour” มิสเตอร์จอห์นเอ่ยขึ้นตอนที่เห็นลูกชายเดินเข้าไปในครัว “I think she has an important appointment  with someone who come from Korea”

                Maybe my father!” One ตะโกนออกมาจากห้องครัว เขาแค่อยากจะทำให้มันเป็นเรื่องตลก “You should go out with her!”

                มิสเตอร์จอห์นไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัยเผยรอยยิ้มบางเบา มือหนาที่มีแหวน 2-3 วงประดับอยู่ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างเหม่อลอย เขาแค่รู้สึกดีที่อย่างน้อยลูกชายคนนี้ของเขายังคงสามารถพูดถึงพ่อแท้ๆ ของตัวเองได้อย่างไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว... ถ้าหากว่า One ได้รู้ความจริงแล้ว...

 

                ภาพของเด็กผู้ชายวัย 18 ที่นอนจมกองเลือดอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ข้างๆ กันนั้นคือ บุคคลผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าที่นั่งนิ่งด้วยสภาพที่สะบักสะบอมมองภาพของลูกชายตัวเอง และอีกคน...ซึ่งเขาไม่รู้จักชื่อ นั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ร่างไร้สติของ One


                “Hey! I’m just kidding” ชายสูงวัยสะดุ้งเมื่อถูกลูกชายของเขาสะกิดที่แขนเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบน โซฟาที่ยังมีที่ว่างอยู่

                “I just think about what we will learn for today”

                One หน้ามุ่ยไปตอนที่ได้ยินเรื่องเรียนจากปากพ่อชาวต่างชาติ เพราะเขาป่วยเลยทำให้ยังไม่สามารถไปเรียนกับเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยได้ และโชคดีว่ามิสเตอร์จอห์นเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจึงสามารถสอนเรื่องต่างๆ ให้ One ได้ที่บ้าน โดยไม่ผิดกฎหมาย เพราะแน่นอนว่าเขาสมัครเรียนไว้ให้ One แล้วที่มหาวิทยาลัยและทำเรื่องดร็อปเรียนไว้ให้เรียบร้อย

                “Today is SaturdayOne พูดเสียงอ่อยๆ ก่อนจะตักซีเรียลในถ้วยที่ถือไว้เข้าปาก

                “20 boy should have more knowledge” มิสเตอร์จอห์นพูดพลางเอื้อมมือมาลูบหัวลูกชายของเขาอย่างเอ็นดู

                “You tell me 20 times a day too.”

                เสียงหัวเราะของพ่อกับลูกภายในห้องนั่งเล่นทำให้บรรยากาศยามเช้าของวันเสาร์ดูสดใสขึ้นกว่าเดิม และมันจะมากกว่าเดิม... หากว่า One รู้... ว่าอะไรดีๆ กำลังเดินทางมาหาเขา

 

 

                One รู้จากแม่ของเขาว่าทาวเฮ้าส์ข้างๆ มีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เป็นคนเกาหลีและอยู่กับเพื่อนๆ อีกประมาณ 3-4 คนได้

                วันจันทร์เป็นวันที่บ้านของเขาเงียบเหงา เพราะพ่อจะต้องไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ส่วนแม่ก็ต้องไปดูแลร้านดอกไม้ของตัวเอง

                โซฟาชิงช้าที่อยู่ระเบียงหน้าบ้านคือสถานที่ที่ One เลือกจะพาตัวเองมาปักหลักอยู่ตรงนั้น บางครั้งเขาก็จะมีหนังสือเล่มใหญ่ๆ ซักเล่มในมือ บางครั้งเขาก็มีกระดานวาดรูปกับถาดสี แต่สิ่งที่น่าจะเป็นความโปรดปราณที่แท้จริงของเขาคงจะเป็นการได้เขียนเนื้อเพลงลงในสมุดโน้ตของตัวเองซะมากกว่า

                อย่างวันนี้... ที่เขานั่งมองผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาที่บริเวณหน้าบ้านเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียนเนื้อเพลงซักเพลง อ่า... ไม่สิ ไม่ใช่เนื้อเพลง แต่มันเป็นเนื้อแรปตะหาก! น่าตกใจใช่มั้ยล่ะ อย่าว่าแต่คุณเลย แม้กระทั่งเขาเองก็ตกใจตัวเองมาตลอดชีวิตนั่นแหละ

                ตุ้บ!

                เสียงอะไรบางอย่างที่หล่นกระทบพื้นเรียกความสนใจจาก One ได้เป็นอย่างดี ดวงตากลมโตของเขาหันมองไปทางบ้านหลังข้างๆ และจากตรงนี้เขาพบกับเพื่อนบ้านคนใหม่ที่พยายามหอบกล่องอะไรซักอย่างเข้าไปในบ้าน แต่มันดู... เยอะซะจนบังหน้าบังตาอีกฝ่ายไปซะหมด

                One วางดินสอกับสมุดโน้ตของตัวเองลงบนโซฟาชิงช้าตัวโปรด ก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินออกจากรั้วประตูบ้านของตัวเองไปยังบ้านหลังข้างๆ เขายืนอยู่ตรงข้ามเพื่อนบ้านคนใหม่ที่ยืนนิ่งเหมือนคนไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์ของหล่นยังไง

                “You want me to pick it up or want me to share your boxes on your arms?” เขาถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสดใส มันเป็นมารยาทที่ดีใช่มั้ยล่ะในการพูดคุยกับเพื่อนบ้านคนใหม่

                แต่ทำไมเงียบล่ะ... ทำไมเพื่อนบ้านของเขาไม่ตอบ

                หรือพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อ๊ะ! จริงสิ! เขาเป็นคนเกาหลีนี่

                “ให้ผมช่วยนะครับ”

                หัวใจของ One เต้นรัวตอนได้ยินภาษาเกาหลีที่ออกมาจากปากของตัวเองในรอบ 3 ปี

                “ช่วยเก็บกล่องใบนั้น แล้วเปิดประตู... ให้ผมหน่อยครับ”

                และน่าแปลกที่หัวใจของเขายิ่งเต้นรัวกว่าเดิมตอนที่ได้ยินเสียงตอบกลับของเพื่อนบ้านคนใหม่

               

 

                เหมือนว่าบ้านเลขที่ 2102 จะเป็นบ้านหลังแรกที่เขาก้าวเท้าเข้ามาเหยียบ สาบานกับกระถางต้นไม้หน้าบ้านเลยว่าเขาไม่เคยไปเยี่ยมบ้านของใครมาก่อนเลยตลอด 3 ปีตั้งแต่ย้ายอยู่ที่ซูริค น่าขำที่กลายเป็นบ้านหลังข้างๆ ซะอย่างนั้น

                “ขอบคุณครับ” One พูดขึ้นหลังจากที่รับแก้วน้ำจากเจ้าของบ้าน เขาเป็นคนเกาหลีแบบเต็มตัวเลยทีเดียว ตาของเขาเรียวและผิวขาว สูงกว่า One และดูเป็นผู้ใหญ่กว่า

                “ขอบคุณ... เหมือนกันนะ” ชายหนุ่มเจ้าของบ้านทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับ One ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

                “ผมชื่อ One นะครับ” คนอายุน้อยกว่าแนะนำตัว

                เหมือนว่าเจ้าของบ้านเลขที่ 2102 จะชะงักไปตอนได้ยินชื่อของเขา

                “สวัสดี... ฉันชื่อฮันเฮ จองฮันเฮ”

                One ยิ้มกว้างก่อนจะยื่นมือไปหาคนที่นั่งตรงข้าม

                “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฮันเฮ”

                และถึงแม้ว่ามือของพวกเขาทั้งคู่กำลังจับกันอยู่

                ถึงแม้ว่าบนใบหน้าของพวกเขาจะมีรอยยิ้ม

                แต่ทว่า... ภายในใจของฮันเฮกำลังร้องไห้อย่างเจ็บปวด

                นายจำพี่ไม่ได้เลยงั้นเหรอ... แจวอน

 

 

                เขาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชอบวันจันทร์ – ศุกร์ มากขนาดนี้

                โซฟาชิงช้ายังคงเป็นที่ๆ เขาโปรดปราณเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือ การนั่งมองคนข้างบ้านปลูกต้นไม้

                ใช่... ไม่ผิดหรอก One เนี่ยแหละที่นั่งมองฮันเฮปลูกต้นไม้ล่ะ

                 “ทำไมนายถึงไม่มาช่วยพี่แทนที่จะนั่งมองจากตรงนั้น” ฮันเฮยังคงถามคำถามเดิมๆ เหมือนทุกครั้งที่เคยถามตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา เวลาน่ะผ่านไปเร็ว เร็วพอๆ ที่จะให้เขากับเด็กข้างบ้านสามารถคุยกันได้อย่างสนิทในระดับหนึ่ง

                “ผมไม่ชอบออกจากบ้าน” One ตอบอย่างติดตลก แต่เปล่าแกล้งคนอายุมากกว่านะ แต่เขาไม่ชอบออกจากบ้านจริงๆ ไม่รู้สิ มันเหมือนกับ... ถ้าเขาออกไปแล้ว พอกลับเข้ามาในบ้านอีกที เขาจะรู้สึกเจ็บตัวยังไงยังงั้น เหมือนตอนที่ไปช่วยฮันเฮขนของตอนนั้นก็เหมือนกัน เขาถึงกลับต้องนอนซมอยู่ในห้องเพราะปวดหัวอยู่ตั้ง 3 วันแน่ะ

                “แต่ก่อนนายชอบนะ”

                เป็นอีกครั้งที่คำพูดของฮันเฮทำให้ One ขมวดคิ้ว ฮันเฮชอบพูดอะไรที่เหมือนจะรู้จักตัวเขาดีมากกว่าที่เขารู้จักตัวเองซะอีก นั่นทำให้ One แปลกใจไม่น้อย

                “พี่จะรู้จักผมมากกว่าตัวผมได้ยังไงกันล่ะ”

                ฮันเฮนิ่งไป เขาก้มหน้ามองพื้นดินและยกยิ้มให้กับตัวเอง

                “เพราะนายเคยบอกว่าฉันรู้จักนายมากกว่าตัวนายเองยังไงล่ะ”

                เหมือนหัวใจของ One จะกระตุกไปตอนได้ยินประโยคที่ฮันเฮพูด เหมือนว่าจะเคยได้ยินจากที่ไหนซักที่ เหมือนกับว่าเคยได้ยินมานานแสนนาน... แต่เขากลับจำไม่ได้

                “ผมเคยพูดแบบนั้นด้วยเหรอ”

                ฮันเฮพยักหน้ารับ ในใจของเขาได้แต่ภาวนาว่าคนตัวเล็กข้างบ้านจะพอนึกอะไรออกบ้าง... เพียงซักนิดก็ยังดี...

                “พี่โกหกผมแน่เลย บู่ววว~”

                แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ความพยายามของฮันเฮมันไร้ความหมาย

 

 

                “ทำไมนายถึงชอบฮิปฮอป”

                “ผมไม่รู้สิ แต่ผมมีความสุขที่ได้ฟังมัน”

                บทสนทนาที่แสนเรียบง่ายตรงระเบียงบ้านเลขที่ 2101 อบอุ่นพอๆ กับแสงแดดในยามเช้าหรือไม่ก็นมอุ่นๆ ในแก้ว 2 ใบที่ One เป็นคนยกออกมาจากในครัว

                พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ฮันเฮได้พูดคุยกับครอบครัว Nelson และเข้ากันได้ดี ดีพอจะให้พ่อกับแม่ของเจ้าเด็กตาโตข้างบ้านฝากลูกชายไว้ให้ดูแล ถึงจะฟังดูน่าแปลกซักหน่อยที่จะฝากเด็กผู้ชายอายุ 20 ไว้กับขายหนุ่มข้างบ้านวัย 24 ปี แต่เพราะพวกเขารู้ว่าเพื่อนบ้านคนใหม่คนนี้ ไม่ได้แค่ย้ายมาเพื่อเรียนต่อปริญญาโท แต่เขามาที่นี่... เพราะต้องการให้อะไรบางอย่างกลับคืนมา

                “วันนี้ตอนเย็นฉันจะไปที่มหาวิทยาลัย

                “ผมไม่ไปหรอก ไม่ต้องชวน”

                ฮันเฮถอนหายใจออกมาตอนที่ One แทรกประโยคปฏิเสธที่แสนจะไร้เยื้อใย

                “ถ้าไม่ลองออกไป นายจะรู้เหรอว่าข้างนอกเป็นยังไง”

                “ผมก็อยู่มาได้ตั้ง 3 ปี” คนตัวเล็กตอบเสียงแผ่ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากรู้ แต่เขาก็แค่... กลัว

                “ซูริคน่ะ ไม่ใช่เมืองเล็กๆ ที่มีแค่บ้านเลขที่ 2101 กับ 2102 หรอกนะ”

                One หันมองหน้าคนอายุมากกว่าที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาที่สั่นระริก เขากำลังรู้สึกไม่ดีที่ถูกฮันเฮพูดให้แบบนี้

                “ผมไม่อยาก... เจ็บตัว”

                น้ำตาหยดใสที่ไหลผ่านแก้มของคนตัวเล็ก ทำเอาฮันเฮแทบจะหันหน้าหนีไม่ทัน เขารู้ว่า One กลัว... แต่เจ้าตัวไม่รู้ว่าทำไมถึงกลัว ในทางกลับกัน.. ตัวเขานี่สิ เขารู้ทุกอย่าง แต่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

                “ผม... ฮึก... ผมไม่รู้.... ผมแค่กลัว”

                ฮันเฮกัดฟันแน่นตอนที่หัวเล็กๆ ของอีกคนพิงลงมาที่ต้นแขนของเขา พร้อมๆ กับเสียงสะอื้นที่ฟังดูน่าสงสารจนจับใจ

                นายทรมานแค่ไหน ฉันทรมานมากกว่านายเป็นพันๆ เท่าเลยล่ะแจวอน

                “ไปกับฉันนะ”

                มันเป็นคำพูดเพียงสั้นๆ หลังจากที่ความเงียบในยามเช้าปกคลุมพวกเขาทั้งคู่

                “ไม่ว่า 3 ปีที่ผ่านมานายจะเป็นยังไง จะโดดเดี่ยวแค่ไหน แต่ต่อจากนี้... เดินไปกับฉันนะ”

                และมันเป็นตอนนั้นที่ One เองเพิ่งจะรู้ว่า การกุมมือกับใครซักคนมันอบอุ่นยิ่งกว่าแสงแดดตอนเช้าเป็นไหนๆ

 

 

                เพราะพ่อกับแม่ต้องเดินทางไปจัดการธุระอะไรบางอย่างที่เกาหลีใต้ แต่พวกท่านบอกว่าไม่สามารถให้ One ไปด้วยได้ เลยจำเป็นต้องรบกวนให้ฮันเฮ เพื่อนข้างบ้านที่กลายมาเป็นพี่ชายคนสนิท ดูแล One เป็นเวลา 5 วันเต็มๆ คนเป็นน้องก็เกรงใจ เพราะตัวเองก็อายุตั้ง 20 แล้ว แต่กลับยังต้องให้คนอื่นดูแล แต่คนเป็นพี่ก็เต็มใจซะเหลือเกิน ถึงขนาดว่าหอบผ้าหอบผ่อนมาเฝ้าน้องถึงบ้าน

                “ฉันจะไม่ยอมขลุกอยู่แต่ในบ้าอีกแล้วนะ”

                ฮันเฮโวยวายออกมาในวันที่ 4 ที่เขาก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน 2101 และยอมอยู่แต่ในบ้านกับเจ้าเด็กตาโต (ยกเว้นตอนที่เขาต้องออกไปมหาวิทยาลัย) เพียงเพราะอีกคนไม่อยากออกไปไหน แต่วันนี้มันสุดจะทนแล้วจริงๆ  

                One ยู่ปากอย่างไม่ค่อยพอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตั้งแต่วันนั้นที่ยอมก้าวเท้าออกจากบ้านไปมหาวิทยาลัยกับฮันเฮ เขาก็ยังได้ออกไปไหนมาไหนกับฮันเฮอีกหลายครั้ง ถึงแม้จะไปไม่ไกลนัก แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาเอาชนะความกลัวการออกจากได้นิดหนึ่งล่ะนะ

                “พี่จะไปไหนก็ไปเลย ผมจะอยู่บ้าน” คนตัวเล็กโบกมือหยอยๆ เป็นเชิงไล่อีกคน ก่อนจะก้มหน้าสนใจไอแพดในมือตัวเองต่อ

                “ฉันจะไม่ปล่อยให้นายอยู่คนเดียวหรอกนะ” ก็เพราะรับปากกับพ่อแม่ของเจ้าเด็กนี้ไว้ว่าจะดูแล เลยไม่อยากละเลยหน้าที่ไงล่ะ แต่เปล่าหรอก... จริงๆ ตัวเขาเองนี่แหละที่ไม่อยากทิ้งให้ One อยู่คนเดียว

                “พี่จะลากผมออกไปให้ได้รึยังไงครับ” One เหล่ตามองคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่โซฟาข้างๆ ตัวเขา

                “อุ้มออกไปก็ได้ นายตัวนิดเดียวเอง”

                “บ้าบอ...” คนตัวเล็กพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะอุ้มหน้างุดไม่ยอมเงยขึ้นมาอีกเลย แต่นั่นยิ่งทำให้ฮันเฮได้ใจนักล่ะ

                “ไปด้วยกันเถอะนะ”

                ประโยคนี้มาอีกแล้ว...

                “ไม่ไปครับ”

                “ฉันสัญญาว่าจะอยู่ข้างๆ นายตลอดเลย”

                “ยังไงก็ไม่ไปหรอกครับ มันดึกแล้วด้วย”

                “One ครับ”

                One รู้สึกว่าเขาเกลียดฮันเฮก็ตอนนี้

                “ไปกับพี่ฮันเฮนะครับคนดี”

                “.....”

                “นะครับ”

                “อือ...”

                แต่เขารู้สึกเกลียดตัวเองมากกว่าที่สุดท้ายก็ยอมแพ้อีกคนอย่างง่ายดาย

 

               

                ตอนแรกที่ฮันเฮบอกจะพาไปฟังเพลงฮิปฮอป One ก็คิดว่าจะเป็นบาร์เล็กๆ ซักบาร์ แต่กลายเป็นว่าฮันเฮพาเขามาถึงถิ่นของเหล่าแรปเปอร์ underground แห่งซูริคกันเลยทีเดียว

                “โว้ๆ พาหนุ่มน้อยที่ไหนมาด้วยวะเพื่อน” 1 ในเพื่อนของฮันเฮที่อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกันเอ่ยทักขึ้นตอนที่เห็นเขากับ One เดินเข้ามาหา

                คนตัวเล็กบีบมือฮันเฮที่กุมมือเขาเอาไว้แน่น เขาทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้น หลากหลายอารมณ์ผสมปนเปกันไปหมด

                “ห้ามยุ่งว่ะคนนี้” ฮันเฮตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนเพื่อนคนนั้นถึงกับยกมือยอมแพ้

                “เข้าไปข้างในดิ คอนเสิร์ตเพิ่งเริ่มอ่ะ”

                ฮันเฮพยักหน้ารับ ก่อนจะจูงมือ One ที่ทำตัวไม่ถูกให้เดินตามมา

                เบื้องหลังประตูเหล็กที่ฮันเฮเปิดเข้ามาคือผับขนาดย่อมๆ ที่มีสเตจตรงกลาง ผู้คนที่อยู่ด้านในพากันแต่งตัวในสไตล์ hip hop อย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งเพลงที่เปิดก็ยังเป็นเพลงแรปของนักร้องชื่อดังอย่าง lil wayne ที่เดียว One ชื่นชอบ

                คนตัวเล็กหันมองรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองคุ้นชินกับสถานที่แนวนี้ราวกับว่ามันเป็นที่ๆ เขาชอบพาตัวเองไปอยู่เสมอๆ

                “ผมรู้สึกคุ้น” เขากระซิบบอกฮันเฮ เมื่อคนเป็นพี่พาเขาขึ้นมายืนที่ระเบียงชั้นสอง

                “ก็มันเป็นที่ของนาย นายเคยบอกว่ามันคือโลกของนาย” ฮันเฮโน้มตัวไปพูดข้างหู One อย่างแผ่วเบา แต่มันเป็นจังหวะเดียวกับตอนที่ดีเจปิดเพลง และไฟมันดับลงเพราะมินิคอนเสิร์ตกำลังจะเริ่ม “โลกที่เหมาะกับฉันและนาย”

                และไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเขาอยู่ใกล้กันเกินไป หรือเพราะหัวใจมันเรียกร้อง

                ฮันเฮค่อยๆ ประทับจูบลงที่ริมฝีปากของคนตัวเล็กที่ยืนนิ่งไปด้วยความตกใจ หากแต่ไม่กี่วินาทีต่อมา มือเล็กๆ ของอีกคนก็ค่อยๆ ยกขึ้นมากำชายเสื้อของฮันเฮจนแน่น

               

            เห้ย! แจวอน! นี่พี่ฮันเฮ แรปเปอร์สุดเจ๋ง

            ‘สวัสดีครับ ผมชื่อจองแจวอน

            ‘หวัดดี ยินดีที่ได้รู้จัก

 

            ‘อ้าว! มาอีกแล้วเหรอเรา

            ‘ครับ ที่นี่มันคือโลกของผมนี่นา

            ‘นี่มันก็โลกของฉันเหมือนกัน

            เราอยู่โลกใบเดียวกันเลยนะครับ ฮะๆๆ

 

            ‘ฉันไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ฉันก็อยากมีนายอยู่ข้างๆ แบบนี้

            ‘ถ้างั้น... พี่ก็อย่าปล่อยมือจากผมหรือเดินหันหลังให้กันก็พอ แล้วผมจะอยู่ข้างๆ พี่ไม่ไปไหนเลย

 

            ‘นาย... ยุ่งกับยาพวกนั้นมานานรึยัง

            ‘มันเป็นเรื่องส่วนตัวของผมนะ

            ‘เลิกได้มั้ย ถือว่าฉันขอ

            ‘ถ้าผมทำไม่ได้ พี่จะทิ้งผมไปมั้ย

            ‘……’

            ‘อย่าทิ้งผมนะ ผมไม่มีใคร ผมมีแค่พี่นะครับ

            ‘ฉันไม่มีวันทิ้งนายหรอกน่าเด็กน้อย เลิกยุ่งกับสิ่งไม่ดีพวกนั้นนะ

            ‘อืม...

 

            ‘ไอ้ลูกไม่รักดี!’

            ‘พ่อ! อย่าตี... ฮึก ผม!’

            ‘ฉันส่งเสียให้แกเรียน แต่แกกลับมาทำตัวเหลวไหล!’

            ‘พ่อครับ... ฮือ... ผมเจ็บ...

           

            ‘ผมบอกให้คุณเลิกยุ่งกับแจวอนยังไงล่ะวะ!’

            ‘พลัวะ!’

 

                “อ๊ากกกกกกกกกก!!!”

               

 

                “One… One… Oh my god… Thanks Jesus” มิสเตอร์จอห์นยกตัวลูกชายขึ้นมากอดไว้แนบอกด้วยความโล่งอก

                เขากับภรรยาเพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงซูริคเมื่อเช้า และทันทีที่เปิดประตูบ้าน เขาก็พบเข้ากับภาพของลูกชายตัวเองที่นอนนิ่งอยู่บนโซฟา และข้างๆ กันนั้นคือฮันเฮ ที่หลับฟุบหน้า โดยที่มีมือข้างนึงจับมือของ One เอาไว้

                ฮันเฮเอ่ยขอโทษเขาเกือบจะเป็นร้อยรอบให้กับความผิดของตัวเองที่พา One ออกไปข้างนอก และเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น – One เป็นสลบไป 1 วันกับ 1 คืนเต็มๆ และฮันเฮเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี เลยได้แต่ปล่อยให้อีกคนนอนนิ่งอยู่แบบนั้น

                เหมือนกับวันนั้น...

                “จ...แจวอน”

                ฮันเฮที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านเลขที่ 2101 หลังจากที่กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แทบจะทรุดตัวลงตรงนั้นด้วยความดีใจ เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปที่คนตัวเล็กที่ลุกขึ้นมานั่งและจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

                ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้องนั่งเล่น...

                “ฉันขอโทษ...”

                และวินาทีที่ฮันเฮมองเห็นว่าแจวอนของเขาเมินหน้าหนีไป

                มันคือวินาทีที่หัวใจของเขาแตกสลายกลายเป็นผุยผง

 

 

                ไม่มีเด็กผู้ชายที่ชื่อ One ออกมานั่งอยู่ที่โซฟาชิงช้าที่ระเบียงหน้าบ้านหมายเลข 2101 อีกแล้ว

                ฮันเฮรู้มาจากมิสซิสเนลสันว่าตอนนี้ One สามารถไปมหาวิทยาลัยได้แล้ว และนั่นเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับครอบครัวเนลสันมาก หากแต่เธอกลับพูดด้วยประโยคที่แสนเศร้ากับฮันเฮ ผู้ที่ซึ่งลงทุนบินข้ามฟ้ามาที่ซูริค ด้วยความหวังอันน้อยนิด.... ว่าจะมีวันที่คนรักของเขาจะจำเขาได้

                “น้าเสียใจด้วยจริงๆ นะฮันเฮ น้าเองก็ไม่รู้ว่าแจวอนเค้าจำได้หรือไม่ได้หรืออะไรยังไง แต่เค้ายังคงสดใสเหมือนเดิมเหมือนที่เค้าเคยเป็นมาตลอด 3 ปีตั้งแต่วันที่เค้าฟื้นขึ้นมา” มิสซิสเนลสันเอ่ยเสียงเศร้า

                “บางทีผมคงหวังมากเกินไปเองแหละครับ แต่แค่เห็นว่าเค้ามีความสุข แค่เห็นว่าเค้าใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ผม... ก็โอเคแล้วล่ะ”

                “น้ายอมรับตามตรงนะ ว่าน้าเองไม่อยากให้เค้าจำเรื่องราวตอนโดนพ่อตัวเองทำร้ายปางตายขนาดนั้น แต่ถ้าวันนั้นไม่มีฮันเฮ ลูกชายของน้า... ก็คงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้”

                “ผม... ทำเพราะผมรักเค้าจริงๆ นะครับ” ฮันเฮพูดเสียงแผ่ว เขาก้มลงมองต้นไม้ทุกต้นที่เขาปลูกมันตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่ข้างบ้านของแจวอน เขาปลูกมันเพียงเพราะอยากให้แจวอนจำได้ว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยใช้เวลาที่แสนยากลำบากในการเลิกยาเสพติดไปกับการปลูกต้นไม้

                “น้ารู้จ่ะ.... น้ารู้” มิสซิสเนลสันเอ่ยเสียงสั่น เธอสงสารชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจับใจ เธอรั้งร่างของเขามากอดเอาไว้หลวมๆ และสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบริเวณหัวไหล่ของตัวเธอเอง

                “ฮึก... ผมไม่รู้จะเลิกรักเค้ายังไง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมกล้าพอ... ฮึก... จะแบกความหวังเล็กๆ ของตัวเอง มาหาเค้าที่นี่” ฮันเฮเริ่มสะอื้นจนตัวโยน “และผม... ก็ทำทุกอย่างพังด้วยตัวของผมเอง”

                เพราะเขาโทษตัวเองมาตลอดที่ทำให้แจวอนเจ็บตัว

                เพราะเขาโทษตัวเองมาตลอดที่ดูแลแจวอนไม่ดี

                เพราะเขายังคงรอว่าวันหนึ่งแจวอนจะกลับมาหาเขา

                เพราะเขายังหวังว่าระหว่างเขาและแจวอนจะเป็นเหมือนเดิม

                แต่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันจบลงด้วยน้ำตาของเขาเหมือนที่ทุกครั้ง

                หากแต่ครั้งนี้... ในเวลานี้ มันไม่ใช่แค่เขาที่ร้องไห้ เพราะอีกคนเองก็ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดไม่แพ้กัน

 

 

                วันจันทร์แรกของเดือนที่ 4 ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่บ้านเลขที่ 2102

                ฮันเฮเดินออกจากบ้านด้วยเสื้อโค้ทตัวหนา เพราะเมื่อคืนหิมะเพิ่งจะตก และทิ้งความหนาวเหน็บสีขาวโพลนเอาไว้ให้ดูต่างหน้า เช้าวันจันทร์ที่แสนน่าเบื่อวนกลับมาอีกครั้ง และไร้ความหวังเหมือนเดิมที่จะเจอคนตัวเล็กข้างบ้าน

                เขาทิ้งลงนั่งยองๆ หน้าต้นไม้ที่เขาปลูกมันกับมือ เขี่ยหิมะที่ปกคลุมออกจนเผยให้เห็นสีเขียว และดอกตูมๆ ที่พร้อมจะผลิบานหากมีแสงแดด

                “เห้ย! ฮันเฮ สรุปปิดเทอมนี้จะกลับเกาหลีมั้ยวะ จะได้จองตั๋วไว้เลย” เสียงตะโกนจากเพื่อนร่วมบ้าน ทำให้คนตัวสูงละสายตาจากต้นไม้ตรงหน้าไปมองประตูหน้าบ้านตัวเองที่มีร่างของผู้ชายคนหนึ่งถูกผ้านวมผืนหนาพันรอบร่างกายเอาไว้

                “ยังไม่รู้ว่ะ จองของนายไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันจัดการเองของฉันเอง”

                “เออๆ ...โอ้ว! หวัดดีครับ”

                ฮันเฮขมวดคิ้วกับท่าทางของเพื่อนตัวเอง ก่อนจะหันขวับไปทางระเบียงบ้านหมายเลข 2101 และถ้าเขาตาไม่ฝาดเพราะความคิดถึงมากเกินไป เขาเห็นเด็กผู้ชายตาโตๆ คนนั้นยืนอยู่ตรงนั้น และกำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

                ร่างสูงของฮันเฮค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืน เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรงจนมันทำให้ร่างกายของเขาสั่นสะเทือน ปากของเขาอยากจะขยับเอื้อนเอ่ยคำพูดซักคำ แต่มันก็ยากพอๆ กับการที่จะงมเข็มซักเล่มในมหาสมุทร

                ความเงียบที่มาพร้อมๆ กับความหนาวเหน็บ

                เขาอยากจะบอกขอโทษแจวอนซักพันครั้ง เพราะเขาไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำผิดพลาดอะไรลงไปบ้าง

                แต่บางทีความรักมันก็ไม่ได้เริ่มต้นจากคำขอโทษ

                และถึงแม้ว่าวันที่หนาวเหน็บก็ยังคงมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านก้อนเมฆลงมาละลายความหนาว

                “อรุณสวัสดิ์ครับ”

                เหมือนหัวใจที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ของฮันเฮถูกหลอมขึ้นมาใหม่ด้วยประโยคทักทายที่แสนจะเรียบง่าย

                “จ...แจวอน” ฮันเฮนึกอยากจะตบปากตัวเองตอนที่หลุดชื่อของอีกคนออกไป แต่เพราะรอยยิ้มมุมปากที่แสนจะคุ้นตานั้น มันทำให้เขานึกประหลาดใจกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไม่น้อย

                “ขอบคุณนะครับที่มาหาผม”

                “.....”

                “ขอบคุณนะที่ไม่ปล่อยมือผม”

                มันเป็นอีกครั้งที่ฮันเฮรู้สึกอยากจะร้องไห้ให้กับความรักของตัวเอง

                “และผมเอง... ฮึก... ก็จะอยู่ข้างๆ พี่ไม่ไปไหนเหมือนกัน”

                แต่ครั้งนี้ยังมีอีกคนที่เอาชนะความกลัวอดีตของตัวเอง เพื่อมาเสียน้ำตาไปพร้อมๆ กับเขา

                “กลับมาแล้ว..  แจวอนของฉัน”

                “ฮึก... ผมกลับมาแล้วครับ พี่ฮันเฮ”

 

                ขอให้ความรักที่เพิ่งเริ่มต้นอบอุ่นและยั่งยืนเหมือนกับแสงแดดยามเช้า

 

  

 

 

 

               

 

 

©
t
h
e
m
y
b
u
t
t
e
r

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ idiokateir จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

8 ความคิดเห็น

  1. #8 kittyah
    วันที่ 5 กันยายน 2558 / 12:13
    ชอบมากๆค่ะไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายเราชอบมากๆจริงๆนะ ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังเลยกับฉากที่ฮันเฮร้องไห้กับแม่แจวอน แล้วก็ที่บอกว่าปลูกต้นไม้เพราะพยายามจะเลิกยา คือมันดีมากอ่ะ มันเลอค่ามาก เราชอบมากๆค่ะแค่นึกตามว่าต้องช่วยแจวอนให้เลิกยา ต้องทรมานกันแค่ไหนน้ำตาเราก็ไหลแล้ว ระหว่างที่พิมพ์อยู่นี่เรายังไม่หยุดร้องเลย ดีมากอ่ะเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ดีมากทุกอย่างในเรื่องนี้ดีงามไปหมด ขอบคุณที่แต่งฟิคสนุกๆมาให้อ่านนะคะยังรับสมัครแฟนคลับไหมเราขอเป็นแฟนคลับของคุณไรท์ตอนนี้เลยค่ะ ฮรือออรักนะคะ
    #8
    0
  2. วันที่ 3 กันยายน 2558 / 23:46
    โอ้ยยยยยยยยยย น้ำตามาจากหนายเยอะแยะเนี่ยยยยยยยยยยย พรือออออออออออออออ พี่ฮันเฮคนดีของน้องวอนนนนน แจวอนน่าาาาาน่าสงสารจริงๆเลย ฮือออออซึ้งอ่ะ 
    #7
    0
  3. #6 Black Davil
    วันที่ 3 กันยายน 2558 / 21:58
    ฮันเฮ ตอนแกกอดคุนน้าแล้วสะอื้นนี่แบบ . . . T T
    #6
    0
  4. #5 bbeennzzz
    วันที่ 2 กันยายน 2558 / 21:27
    อ่านแล้วน้ำตาไหล มันดีมากกกกกกกกกๆ เลยค่ะ อ่านแล้วเหมือนอยู่ในเหตุการณ์กับเค้าด้วยเลย หน่วง แน่น โอยยย
    #5
    0
  5. วันที่ 31 สิงหาคม 2558 / 17:15
    น้อววววววววววววววว ขอทิชชู่ด่วนค่ะะะะะะะ!!!! ???? ฮืออออ มันจุกอกมากเลย มันรู้สึกเจ็บแปลบๆที่หน้าอกข้่างซ้าย โอ้ไม่!! TTTTTT_TTTTTT อ้ากกกกก ไไืตเชภมวดงหื้ก ขอบคุณพี่ฮันเฮที่มาหาน้อง ขอบคุณน้องที่จำพี่ได้ ฮือออออ ชอบฟิคแบบนี้มากเลยค่ะ ชอบที่ใช้ภาษาอังกฤษมาแต่งเป็นบทสนทนา >< ฟิคดีๆแบบนี้หายากมาก ขอบคุณไรท์เตอร์นะคะสำหรับฟิคดีๆ นี่ไม่ฟินอย่างเดียวนะคะ ได้ฝึกภาษาอังกฤษโด้ยยย~ อยากให้มีตอนต่อไปจังค่ะ ?? รอเรื่องต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^
    #4
    0
  6. วันที่ 31 สิงหาคม 2558 / 00:20
    อ่านแล้วมันจุกในอกยังไงไม่รู้ ขอบคุณที่พี่ฮันเฮกลับมาหาน้อง และยังรักน้องเหมือนเดิม ขอบคุณที่เข้ามาอยู่ในโลกของแจวอน ฟิคดีจังเลยค่ะ ชอบภาษาที่ใช้ ชอบสำนวน ชอบอารมณ์ของฟิค ชอบสีของฟิค ชอบทุกอย่างในเรื่องเลย ขอบคุณนะคะที่เขียนฟิคดีๆแบบนี้ออกมา
    #3
    0
  7. #2 eieiei
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 12:17
    พี่ฮันเฮคนไม่หล่อนี่จะทำตัวหล่เกินอไปแล้วนะคะ

    อ่านแล้วรับรู้ถึงความรักที่พี่มีให้น้องวันได้เลย

    ชอบมากๆค่ะไรเตอร์
    #2
    0
  8. #1 อันยอง
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 01:14
    อบอุ่นมากเลยค่ะ พี่ฮันเฮก็ดีมากจริงๆตามมาหาน้องถึงที่เลย ขอบคุณที่พี่อดทนรอน้องนะคะ เป็นเรื่องที่น่ารักแล้วอบอุ่นมากจริงๆ ขอบคุณสำหรับฟิคเนื้อหาดีๆแบบนี้ค่ะ
    #1
    0