คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

ฝ่าอุปสรรค ตามหารักนิรันดร์

ตอนที่ 59 : ไปพบย่าทอง (ตอนที่ ๕๘/๑๐๕ บทที่ ๑๖)


     อัพเดท 16 ต.ค. 56
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ผจญภัย
Tags: Hopeful with Hearthed, adventure, fantasy, science fiction, action, ฝ่าอุปสรรคตามหารักนิรันดร์, ชีวิตผจญภัย, แฟนตาซี, วิทยาศาสตร์, แอ็คชั่น, ฝ่าอุปสรรค, สังข์, เอื้อย, โสนน้อย, สินสมุทร, สุดสาคร, พลายงาม, สิงห์ดำ, นครรัฐเทพนารา, ตามหารัก, รจนา
ผู้แต่ง : ดิน หิน ฟ้า ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ดิน หิน ฟ้า Email : sudin.expert(แอท)yahoo.com
My.iD: https://my.dek-d.com/igoodmedia
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 2 Overall : 787
2 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 8 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
ฝ่าอุปสรรค ตามหารักนิรันดร์ ตอนที่ 59 : ไปพบย่าทอง (ตอนที่ ๕๘/๑๐๕ บทที่ ๑๖) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 22 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


()  ไปพบย่าทอง

หลังเลิกงานค่ายฝึกอบรมที่วัดส้ม ตอนหัวค่ำ ขณะที่พลายงาม เอื้อย และโสนน้อย กำลังให้หญ้าม้าข้างรั้วบ้านของลุงสิน มีรถบรรทุกเล็กเก่าๆ คันหนึ่งวิ่งมาจอดที่ประตูวัด ส่งพระรูปหนึ่งแล้วก็ไป ลุงสินลงมาจากบ้าน บอกกับเด็กๆ ว่า

ท่านสมภารกลับมาแล้ว ถ้าพวกคุณมีธุระด่วน จะไปพบท่านก็ได้นะ

ท่านเพิ่งมาถึง ให้ท่านได้พักสักหน่อย ค่ำๆ ค่อยไปพบท่านจะได้ไหมครับ?” พลายงาม ออกความเห็น

จะเอายังงั้นเหรอ?”

ตอนทุ่มครึ่ง ลุงสิน พาเด็กๆ เดินไปที่กุฏิของท่านสมภาร ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากศาลาใหญ่ กุฏิของท่านตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ใต้ต้นจิกต้นใหญ่ แสงสว่างจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ถูกเปิดทิ้งไว้ ก่อนที่ลุงสิน และพวกเด็กๆ จะมาถึง ลุงสินจึงพาพวกเด็กๆ นั่งรอท่านสมภาร ที่ก้อนหินเตี้ยๆ ข้างกุฏิ ซึ่งโดยปกติญาติโยม ที่มาพบท่านสมภารบุญ ก็มักจะมานั่งที่ตรงนี้

ท่านสมภารบุญ เป็นพระที่สมถะ กุฏิของท่านไม่ใหญ่นัก แค่นอนก็น่าจะเหลือส่วนหัวและเท้าไม่มากนัก ส่วนกว้างก็นิดเดียว คนขึ้นไปนั่ง ๓ คน ก็เต็มแล้ว พื้นกุฏิยกสูงจากพื้นดินแค่เอว มีฝาเปิดกระทุ้งออกได้ ๓ ด้าน ด้วยไม้ค้ำยัน มีเพียงด้านที่อยู่เหนือศีรษะ ที่ถูกปิดกันฝน และมีหิ้งเล็กๆ สำหรับเขียนหนังสือ และวางหนังสือได้ไม่กี่เล่ม มีบาตรใบใหญ่วางอยู่ ตรงกลางกุฏิ ระหว่างช่องว่างของหลังคาทรงจั่ว มีกลดหลังหนึ่งแขวนอยู่

โธ่! หลังเล็กแค่นี้ ก็เก็บข้าวของได้ไม่เท่าไหร่ซิครับ?” พลายงาม พูดขึ้น

ลุงสิน อธิบายว่า เป็นพระสงฆ์ ท่านจะไม่สะสมเครื่องใช้ที่เกินจำเป็น พระทุกรูปรู้วินัยข้อนี้ดี โดยเฉพาะท่านสมภาร ท่านจะถือเคร่งเรื่องนี้

แล้วถ้ามีคน เอาเงินมาถวาย หรือเอาของมาถวายเยอะๆ ท่านจะเก็บมันไว้ที่ไหนล่ะครับ?”

ก่อนที่ลุงสิน จะตอบ ท่านสมภารก็เดินมาพอดี

ไงล่ะ โยมสินท่านสมภาร เป็นฝ่ายปฏิสันถารก่อน ขณะขึ้นไปนั่งบนกุฏิ งานอบรมมีปัญหาอะไรไหม๊?”

ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ก็เราเตรียมกันมาตั้งหลายวัน และก็เคยปฏิบัติมาก็หลายครั้งแล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ดี ส่วนวันปิดงาน ท่านรองสมภาร ก็รับนิมนต์ได้ดีอยู่แล้วครับ

ที่จริงอาตมาว่าจะกลับก่อนหน้านี้ เพื่อให้มาทันวันปิดงาน แต่มันไม่ทันจริงๆ ท่านสมภารปุ่น ขอร้องให้อาตมาอยู่ต่อ ปรึกษาเรื่องการสร้างศาลาเรียนหลังใหม่ ... อ้าว! นั่น พาใครมาด้วยล่ะ?”

นมัสการครับ ท่านสมภารพลายงาม กราบท่านสมภาร ผมชื่อ พลายงาม เป็นลูกของแม่พิม บ้านสุวรรณวารี ผมมาตามหาย่าครับ ย่าผมชื่อทอง แม่บอกว่า ให้มาถามสมภารบุญ ที่วัดส้มว่าย่าอยู่ที่ไหน

คือ พวกคุณสามคนนี้ มาได้หลายวันแล้ว ตั้งแต่พระคุณท่านออกเดินทางไปกิจนิมนต์ ผมก็เลยให้พักที่บ้านผม รอจนกว่าจะได้พบท่านน่ะครับลุงสิน บอก

อ้อ! หรอกเรอะ ...” สมภารบุญ หันไปพิจารณา เด็กชื่อพลายงาม อืม!... เธอเป็นลูกของนางพิมจริงๆ เรอะนี่ อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”

๑๒ ปี ครับ

อืม...! จะว่าไปอาตมาก็จำแทบไม่ได้ วันที่อาตมาไปเยี่ยมนางพิม ตัวเธอยังเล็กมาก น่าจะซักขวบเดียว จากนั้นก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย ตั้งแต่มีเรื่องยุ่งๆ ของพวกเขาสามคน ... ก็พ่อกับแม่ของเธอนั่นแหละ ยื้อกันไปแล้วก็แย่งกันมา อาตมาก็ไม่อยากยุ่งด้วย ที่จริงแม่ของเธอเค้าเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าจะเลือกอยู่กับใคร มันเป็นเรื่องทางโลก อาตมาจำได้แค่นี้แหละ ... ดูๆ ไป เค้าหน้าก็เหมือนพ่อของเธอนะ แต่อีกสองคนนั่น ไม่เหมือน รึว่าเป็นคนละพ่อกัน

ไม่ใช่หรอกค่ะเอื้อยตอบปฏิเสธ เกรงว่าพระจะเข้าใจผิด หนูชื่อ เอื้อย ส่วนนี่ชื่อ โสนน้อย มาเป็นเพื่อน พลายงามจ้ะ

อ้าว! แล้วทำไมต้องพากันมาที่นี่ล่ะ ระยะทางมันไม่ใช่ใกล้ๆ นา

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ต้องมาที่นี่ พลายงาม รู้สึกเศร้าใจขึ้นมาทันที แต่เขาจำเป็นต้องอธิบาย เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้น ให้สมภารบุญฟัง

แม่คงกลัวผมจะถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายเอา ก็เลยให้มาอยู่กับย่า ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยเห็นหน้าย่ามาก่อนว่าหน้าตาเป็นยังไง และถ้าเจอกัน ย่าก็คงจะไม่รู้จักผมอยู่ดี ท่านสมภารพาพวกเราไปหาย่าได้รึเปล่าครับ?”

สมภารบุญ รู้กิตติศัพท์ของความไม่ลงรอยกันดี ระหว่างพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง ก็รู้สึกเห็นใจ ที่เด็กๆ พากันมาขอเป็นที่พึ่ง

ที่จริง ย่าของเธอ ก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นักหรอก อาตมาเคยเดินบิณฑบาตไปที่นั่นบ่อยๆ

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากพระฉันอาหารที่บนศาลาใหญ่แล้ว พลายงาม เอื้อย โสนน้อย เตรียมสัมภาระไว้บนหลังม้า ก่อนออกเดินทาง มีชาวบ้านมายืนคุยด้วยกลุ่มหนึ่ง สมภารบุญพร้อมด้วยคนวัดชายอีก ๒ คน จะเป็นผู้ติดตามสมภารไปด้วย พวกเด็กๆ กล่าวลาลุงสิน และ พี่ ป้า น้า อา ในหมู่บ้าน

สมภารเดินนำหน้า ตามด้วยพลายงามเดินจูงม้า ส่วนคนวัดชาย ๒ คน ช่วยกันจูงม้าของเอื้อย กับ โสนน้อย คนละตัว เดินไปตามทางเดินเลาะเรียบฝั่งลำคลอง ที่แยกสาขาจากแม่น้ำใหญ่ ผ่านป่าไม้ละเมาะ วันนี้ไม่มีแดด ทำให้การเดินทางไม่ยากลำบากนัก

ที่นี่อยู่ไกลจากเมืองกาญจนาแค่ไหนครับ?” พลายงาม ถาม

ประมาณ ๕๐ กิโล

เพื่อไม่ให้เบื่อหน่ายระหว่างการเดินทาง ท่านสมภารบุญ ไต่ถามความเป็นมาของเด็กทั้งสามคน โดยเฉพาะ เรื่องราวการผจญภัยของ เอื้อย กับ โสนน้อย เป็นเรื่องที่ท่านสมภารให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ดูเหมือนว่าท่านจะเป็นฝ่ายรับฟังมากกว่า ท่านจะเป็นฝ่ายป้อนคำถามให้กับเด็กสาวทั้ง ๒ คน เมื่อท่านอยากรู้อะไร และเมื่อท่านพอใจแล้ว ท่านก็หันไปพูดกับพลายงามบ้าง

เธอโชคดีนะ ที่ไม่เจอเรื่องแปลกๆ เหมือนเพื่อนหญิงของเธอสองคนนี่

ไม่เจอน่ะดีแล้ว ถ้าเจอจริงๆ ผมก็คงสู้ไม่ไหว

ที่จริง ถ้าเธอได้เรียนวิชาสู้กับผีจากพ่อ เอ่อ เราหมายถึงพ่อแท้ๆ ของเธอ ก็ดีซีนะเอื้อย บอก อย่างน้อย ก็มีวิชาไว้ป้องกันตัว ถ้าเจอพวกมันระหว่างทาง เหมือนที่เคนเคยสอนเราสองคน ตอนที่อยู่ในป่าโน่น

เมื่อพูดถึงเรื่องพ่อของพลายงาม สมภารบุญจึงถือโอกาสหักเหเรื่อง เพื่อให้พลายงามรู้จักอีกแง่มุมหนึ่งของพ่อของเขา ที่นางพิม ยังไม่ได้เล่าให้ลูกฟัง

โยมพ่อของเธอน่ะ เค้าเป็นคนหนุ่มที่ห้าวหาญ มีความเชื่อเรื่องอำนาจภูติ ผี วิญญาณ

ท่านสมภารรู้ได้อย่างไรครับ?”

เรื่องเหล่านี้ อาตมาเรียนรู้มาก่อน จะว่าไป พ่อของเธอก็มีศักดิ์เป็นหลานของอาตมา แม้ว่าอายุจะห่างกันไม่กี่ปี

แม่เคยเล่าว่า พ่อของผมมีคาถาเรียกพวกวิญญาณ คนที่ตายแล้ว ให้มารับใช้ มันจริงหรือเปล่าครับ?”

แล้วมีคนอื่นเห็นเป็นพยานหรือเปล่าล่ะ? ถ้ามีมันก็เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าไม่มีเราจะไปตัดสินว่าเป็นเรื่องหลอกก็ไม่ได้ มันอาจจะจริงสำหรับคนคนนั้นก็ได้ เพียงแต่ไม่มีคนยืนยัน

ตกลงมันจริงหรือไม่จริงครับ?”

อำนาจ และ พลังพวกนี้ มันเป็นเรื่องซับซ้อน มนุษย์ธรรมดา มักคาดเดาเอาเอง คิดปรุงแต่งเป็นเรื่องราวต่างๆ นานา เธอคิดดูซิ หมามันเห็นและได้ยินบางสิ่ง ที่คนเราไม่เห็นและไม่ได้ยิน แล้วมันก็เห่าหอน เธอคิดว่ามันเห็นหรือได้ยินอะไรล่ะ มันโกหกเราหรือเปล่า แม้เราจะถามมันว่า แกเห็นอะไร ได้ยินอะไร มันจะบอกเราไหม๊ล่ะ ถึงบอกมันก็พูดภาษาคนไม่ได้ แล้วเธอจะเชื่อในสิ่งที่หมามันเห็น และมันได้ยินหรือเปล่าล่ะ ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องราวในธรรมชาติ มันลี้ลับ มันมีสิ่งที่เรารับรู้ไม่ได้อีกตั้งมากมาย

แล้วจะมีคนที่รู้เรื่องลี้ลับเหล่านี้ ได้หมดหรือเปล่าจ้ะ?”

ประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวมทั้งความรู้สึกของคนเรา มันรับรู้อะไรได้ก็นิด หน่อยๆ ถ้าเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล ที่คนยังไม่รู้ไม่เห็น คนที่จะรู้เรื่องลี้ลับได้หมด ก็เห็นจะมีแต่พระอรหันต์หรือไม่ก็พระพุทธเจ้าของเรานั่นแหละ

เมื่อท่านสมภารเอ่ยถึงสิ่งลี้ลับในจักรวาล เอื้อยก็ยิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดระยะทางที่ผจญภัยมาทั้งในป่า บ้านผีสิง หมู่บ้านดูดเวลา ในทะเลหมอก และในเกาะร้างกลางมหาสมุทร เป็นอำนาจของพวกปีศาจหรืออะไรกันแน่

ถ้าพวกเธอขึ้นไปบนท้องฟ้าให้สูงที่สุด เท่าที่เธอมีอากาศหายใจ แล้วทำเครื่องหมายไว้ และก็ลงมายังพื้นโลกลงไปในหุบเหว ให้ลึกที่สุดเท่าที่เธอมีอากาศหายใจ และหูไม่อื้อระเบิดตายไปเสียก่อน แล้วก็ทำเครื่องหมายไว้ วัดระยะทางดู จากนั้นเธอก็ดึงเส้นผมมาเส้นหนึ่ง แล้วจับปลายทั้งสองข้างกางออกในแนวนอน เธอลองวัดความหนาของเส้นผมดูซิ แล้วเทียบกับระยะที่อยู่สูงสุดกับต่ำสุด ว่ามันห่างกันแค่ไหน คงไม่ต้องบอกหรอก แค่เปรียบเทียบให้เห็นว่า สิ่งลี้ลับในจักรวาล มันมีมากเท่ากับระยะสูงสุดกับต่ำสุดที่ที่เธอวัดครั้งแรก ส่วนสิ่งที่มนุษย์จะรับรู้ได้ ด้วยประสาทสัมผัสน่ะ มีแค่เส้นผม เท่านั้นเอง

โอ้โหพลายงาม อุทาน ในโลกนี้ ยังมีเรื่องมหัศจรรย์กว่านี้อีก แล้วเราจะเรียนหมดเหรอครับ?”

ท่านสมภารบุญ อธิบายสรุป เพื่อไม่ให้พวกเด็กงุนงงไปมากกว่านี้

มนุษย์จะเรียนรู้สิ่งลี้ลับ ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ ผ่านประสาทสัมผัสของอวัยวะทั้งหกได้จำกัด จึงมีเพียงอวัยวะเดียว ที่มนุษย์จะหยั่งรู้สิ่งลี้ลับเหล่านั้นได้ ก็คือจิต เพราะมันเล็กละเอียดอ่อน ชอนไชไปได้ทุกสถานที่ทุกเวลา ไม่จำกัด

จิตใจ มันมีตัวตนด้วยหรือครับ?”

ข้อนี้ อาตมาไม่ขอตอบ เอาไว้เธอบวชเรียน แล้วเธอจะเข้าใจไปเอง รู้เพียงแต่ว่าคนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง เอาเป็นว่ารู้แค่พอให้ตัวเองหายโง่ก็พอ อย่าไปอยากรู้เพื่อให้ตัวเองฉลาด เดี๋ยวมันจะบ้าเสียก่อน แม้แต่หลักศาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาสอน ก็แค่ใบไม้เพียงกำมือเดียว เมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ท่านรู้มากมายเท่ากับต้นไม้ทั้งป่า แค่ใบไม้ในกำมือเดียวนี่แหละ เรียนจนตายก็ยังไม่จบเลย

สนทนากันมาเพลินๆ ก็มาถึงสะพานข้ามคลอง มีเสียงดังขัดจังหวะการสนทนา ขลุกขลักๆ! สวบๆ! อยู่ใต้สะพาน

ถ้าอย่างนั้นสมภารบุญ หันไปถามเอื้อยกับโสนน้อย เหมือนรู้ความในใจ เธอสองคน คงไม่มีคำถามซินะ ว่าสิ่งที่เธอพบเห็นมา อะไรมันจริงอะไรมันไม่จริง ... แต่ที่แน่ๆ คือ มีอะไรอยู่ใต้สะพาน

คณะเดินทางหยุดตรงคอสะพาน เพื่อค้นหาที่มาของเสียง ม้าทั้ง ๓ ตัว สะดุดอยู่กับที่แสดงตอบสนองกับเสียงนั้น โสนน้อยเดินนำหน้าเอื้อย ลงไปที่ใต้สะพาน พลายงามตามลงไป เสียงร้องครางอิ๋งๆ ดังชัดเจนขึ้น

ตัวอะไรน่ะ?” เอื้อย ถาม

ลูกหมาโสนน้อย ร้องบอกด้วยความตื่นเต้น

มันคือลูกสุนัขพันธุ์ไทยตัวหนึ่ง ลำตัวลายด่างสีดำสลับขาว อายุราว ๒ เดือน อยู่ในพงหญ้า ใกล้โคนเสาสะพาน มันกำลังตะเกียกตะกายหนีมดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังรุมแทะมัน โสนน้อยยื่นมือลงไปอุ้มมันขึ้นมา และลูบมดออกจากลำตัวของมัน

น่าสงสารจัง มันคงเจ็บแย่ ดูซิมันคงหิวแล้วละโสนน้อยส่งลูกหมาให้เอื้อย แล้วชะโงกหาบางสิ่ง

แม่มันหายไปไหนล่ะ?”

สงสัย มันจะถูกนำมาปล่อยน่ะพลายงาม คาดเดาตามเหตุกรณ์

เราจะเอามันไปด้วยเอื้อย บอก

เราจะตั้งชื่อมันว่าอะไรดี?” พลายงาม ถาม

ดูก่อน ว่ามันเป็นตัวผู้หรือตัวเมียโสนน้อยถาม เอื้อยชูมันขึ้นดูที่บริเวณใต้ท้อง

ตัวผู้

เจ้าด่าง มันเป็นตัวผู้ ให้มันชื่อนี้ดีแล้วพลายงาม สรุป

สมภารบุญ แอบชื่นชมในความมีเมตตาของพวกเด็กๆ ขณะที่พวกเขาพากันเดินขึ้นมาข้างบน มันก็คงเหมือนชีวิตของพวกเขานั่นแหละ ที่ถูกทอดทิ้งเหมือนลูกหมาตัวนี้ พวกเขาคิดถูกแล้ว ที่นำมันไปด้วย เพราะถ้าปล่อยมันไว้คงไม่รอดชีวิตแน่



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
ฝ่าอุปสรรค ตามหารักนิรันดร์ ตอนที่ 59 : ไปพบย่าทอง (ตอนที่ ๕๘/๑๐๕ บทที่ ๑๖) , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 22 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android