หลงกิเลนจันทร์ [หยิน]

ตอนที่ 42 : บทที่ ๒ ไหสุราบนผ้าแพร (๑) (ฉบับร่าง 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1122
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 ก.พ. 54

ฟารา : ตอนแรกวางโครงไว้ให้จบ 1 ตอน แต่เขียนไปเขียนมา ไหงกลายเป็น 2 ตอนละนี่

 

บทที่ ๒

ไหสุราบนผ้าแพร (๑)

 

ยามใกล้เที่ยง ชานเมืองฉางอันเทียนโกว

เสียงดนตรีขับกล่อมนครหลวงแว่วผสานเสียงจอแจของฝูงชนจนบังเกิดเป็นท่วงทำนองแห่งความรื่นเริง

ด้วยอาคมย้ายปฐพีของราชันกิเลน ใช้เวลาเพียงอึดใจ พี่น้องกิเลนก็มาถึงแดนมนุษย์โดยง่าย ทั้งสามสวมใส่ชุดคลุมผ้าฝ้ายธรรมดา ไร้ซึ่งเครื่องประดับบ่งบอกฐานะ กระนั้น ทั้งใบหน้า ผิวพรรณ แลรัศมีแห่งยุวราชันย์ก็ยังโดดเด่น ติดตรึงตราใจทุกผู้ที่พบเห็นจนต้องหยุดยืนมองเหลียวหลัง

ปวดไปหมดทั้งตัวเลยแฮะ เทียนอ๋าวบ่นพลางยืดแขนเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้า ไม่ใคร่สนใจสายตาสิเน่หาที่จ้องมองมาไม่หยุด

นั่นเพราะเจ้าไม่ยอมหลับยอมนอน เอาแต่ซ้อมมือตั้งแต่เมื่อวาน เทียนหมิงตอบสบายๆ ด้วยว่าเคยชินกับการถูกจับจ้องเช่นกัน ใช่ไหม หลานหลาน

พี่รองบอกว่า เจ็บใจที่แพ้พวกท่านแม่นี่คะ น้องสาวตัวน้อยเผยรอยยิ้มสดใส ทุกสิ่งช่างน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเที่ยวชมโลกภายนอกกระมัง

สามพี่น้องเดินเคียงกันมาไม่ห่าง หลานหลานถูกขนาบข้างด้วยพี่ชายทั้งสอง เทียนหมิงจูงมือข้างซ้ายในขณะที่เทียนอ๋าวจับมือข้างขวา หนึ่งอ่อนโยนเอาอกเอาใจ หนึ่งระวังภัยไม่ห่าง

            ผ่านประตูเมืองโอฬาร บ้านเรือนและร้านค้าสองข้างทางล้วนประดับด้วยโคมปักษาสวรรค์ อันเป็นเอกลักษณ์ของพิภพมนุษย์

            “รู้รึเปล่า พอสิ้นวันโคมพวกนี้จะถูกจุดให้ลอยขึ้นฟ้า อย่างโคมรูปนกยูงตรงนั้นคงเป็นสมบัติของคหบดี ขนหางทำจากทองคำตีแผ่เป็นแผ่นบางๆ ทั้งยังฝังลายด้วยไพลินและมรกต ประณีตน่าชมนักใช่หรือไม่” เทียนหมิงชี้ชวนให้น้องทั้งสองมองตามปลายนิ้ว

“ถ้างั้น โคมรูปนกหงส์หยกตัวนั้นคงเป็นของชาวบ้านธรรมดาสินะ” เทียนอ๋าวหันไปทางโคมรูปนกตัวน้อยที่ขึ้นโครงด้วยก้านไม้ไผ่บุกระดาษสาสีสันสดสวย

“สัญลักษณ์ของราชสกุลจูเก่อก็คือ เทพพฤกษา ว่ากันว่า จูเก่อเฟยเสวียนเปรียบดั่งต้นไม้ใหญ่ คอยอุ้มชูและเป็นที่พักอาศัยของหมู่วิหค หรือก็คือประชาชน”

เทียนหมิงเอ่ยด้วยความชื่นชม ฉางอันเทียนโกวได้แสดงตัวตนอันสมควรกับนาม อาณาจักรสวรรค์สงบสุขนิรันดร์แห่งแดนมนุษย์ เดินไปทางใด ผู้คนก็ยิ้มแย้มทักทายกันฉันท์มิตร อาคารบ้านเรือนแสดงถึงความมั่งคั่งรุ่งเรือง นับเป็นเมืองในอุดมคติที่สมบูรณ์พร้อม

“ท่านพี่ หลานหลานอยากได้โคมรูปนกบ้าง”

“เอาสิ กลับไปพี่รองจะทำให้เจ้าเอง” เทียนอ๋าวรีบเอ่ยเอาใจ

“ถ้างั้นพี่ใหญ่จะช่วยพี่รองทำด้วยอีกแรงดีไหม เพราะถ้าปล่อยให้เทียนอ๋าวทำเอง นกอาจจะออกมาไม่เป็นนกก็ได้” เทียนหมิงกล่าวยิ้มๆ

“เชอะ ก็ท่านถนัดพวกงานที่ต้องใช้มือนี่!

“คิก คิก พี่ใหญ่ ท่านทำพี่รองหน้ามุ่ยด้วยล่ะ”

“ฮะ ฮะ แม้แต่หลานเอ๋อร์ยังดูออกหรือนี่ เทียนอ๋าวนี่อ่านอารมณ์ง่ายจริงๆ”

เทียนหมิงและหลานหลานหัวเราะประสานเสียง ส่งผลให้เทียนอ๋าวเม้มปากอย่างขัดใจ

“นี่! ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ! จะนินทากันก็สมควรทำลับหลังใช่หรือไม่”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เทียนหมิงยังคงหัวเราะต่ออย่างอารมณ์ดี

            ถนนทุกสายทอดตัวสู่ใจกลางย่านการค้าหลวง ถนนที่กว้างจนรถม้าสามารถวิ่งพร้อมกันได้ถึงแปดคันบัดนี้คราคร่ำไปด้วยฝูงชน ยามปกติ ย่านการค้าก็เป็นสถานที่พบปะชุมนุมชนที่คึกคักอยู่แล้ว เมื่อมีงานฉลองขึ้นปีใหม่จึงยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ ทั้งแผงลอย ร้านค้า โรงเตี้ยม โรงน้ำชา ร้านเหล้า และเหลาอาหาร ทั้งยังมีเวทีศิลปการแสดงเป็นจุดๆ ตามสองฟากฝั่งถนนให้ผู้คนได้เลือกชมโดยไม่คิดมูลค่า

“ท่านพี่ดูทางนั้นสิ! พี่สาวคนนั้นเดินบนเชือก ซู๊ง สูง”

ตึง! ตึง!

เสียงกลองหนักแน่นตีเป็นจังหวะเร้าใจ ห่างออกไปสามจ้างคือลานแสดงของคณะกายกรรม ที่ได้รับความสนใจที่สุดก็คือกลไต่เชือก ผู้แสดงคืออนงค์น้อยคะเนอายุไม่เกินสิบห้าปี ทรวดทรงนางเพรียวบางอ่อนช้อย แต่งกายด้วยชุดเข้ารูปผ้าไหมสีชมพูหวาน สองแขนที่กางออกเป็นเส้นตรงคล้องไว้ด้วยผ้าแพรบางใสชายยาว มวยผมสองข้างประดับดอกโบตั๋น บนศีรษะเทินตระกร้าดอกไม้ ฝ่าเท้าเรียวเล็กเหยียบลงบนเส้นเชือกที่ขึงจนตึงแน่น

ตึง! ตึง!

ด้วยความสูงจากพื้นหนึ่งจ้างเศษ ท่าเดินเก้ๆ กังๆ ของนางจึงน่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย

อ้ะ อ้ะ อ๋า~” หลานหลานช่วยลุ้นอย่างตั้งอกตั้งใจ

เด็กสาวบนเส้นเชือกเดินเอียงซ้ายทีขวาที มาได้ครึ่งทางก็คล้ายจะพลัดหล่น

ตึง! ตึง! ตึง!...ตึง! ตึง!...ตึง!

จังหวะนั้น นางกลับโยนตระกร้าขึ้นฟ้า กระโดดแอ่นหน้าตีลังกาหลังหนึ่งรอบเป็นเส้นโค้งงดงาม

ตึง!

ราวกับเล่นกล เมื่อปลายเท้าสัมผัสเชือกอีกครั้ง เด็กสาวก็ใช้ศีรษะรับตระกร้าได้ในจังหวะเดียวกัน

แปะ! แปะ! แปะ! ผู้ชมพร้อมใจกันปรบมือดังกระหึ่ม

หวา ยอดไปเลย ดูสิท่านพี่~” องค์หญิงน้อยร้องพร้อมปรบมือรัวๆ ด้วยความชื่นชมจนพี่ชายทั้งสองอดยิ้มเอ็นดูไม่ได้

จากนั้น นักแสดงสาวก็เปลี่ยนท่าเดินไปเป็นสง่างามมั่นคง ก้าวเหยาะๆ ดีดตัวตีลังกาข้างท่ากงล้อ สองมือโยนตระกร้าสลับไปมาหลายรอบด้วยกิริยาน่ารักน่าชม สุดท้ายก็ไต่มาถึงปลายเชือกอีกฝั่งโดยง่าย

            ขอบคุณ! ขอบคุณ!” นักแสดงตะโกนแข่งกับเสียงโห่ร้องยินดีของผู้ชม

โอรสกิเลนคิดพร้อมกันว่าเสียงของนางช่างคุ้นหูยิ่งนัก

โปรดรับของขวัญ~ โปรดรับของขวัญ~ เนื่องในโอกาสงานฉลองของกิเลนจันทร์ พลันนางก็ล้วงมือลงไปในตระกร้า โปรยปรายดอกโบตั๋นสีสรรเจ็ดสีลงมาไม่หยุด

ภูติดอกโบตั๋น!” เทียนหมิงและเทียนอ๋าวรำพึงเป็นเสียงเดียวกัน ชะงักค้างไปชั่วครู่หนึ่ง

ควรทราบว่า โบตั๋น คือบุปผามงคลสูงค่าและมิใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะมีในครอบครองได้ ยิ่งโบตั๋นวิเศษที่มีกลีบดอกไล่สีราวกับสายรุ้งทั้งยังส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบเช่นนี้ ไม่ต้องเป็นนักปราชญ์มากปัญญาก็ทราบได้ทันทีว่านี่มิใช่บุปผาบนโลกมนุษย์

ทุกคนพากันเฮโล วิ่งเข้าไปคว้าแย่งดอกโบตั๋นกันอุตลุด

หลานหลานขอด้วย!” น้องสาวตัวน้อยร้อง พริบตานางก็วิ่งฝ่าไปด้านหน้าและถูกกลืนหายเข้าไปในคลื่นมหาชน

หลานเอ๋อร์!” เทียนหมิงร้องเรียกทันที

อ้า อ้ะ อ้ะ อ๋า~” หลานหลานวิ่งมาถึงด้านหน้า เขย่งปลายเท้ายืดตัวคว้าดอกโบตั๋นที่ตนเองเล็งไว้... เสียดาย โบตั๋นดอกน้อยกลับบังเอิญไปตกอยู่บนไหล่ของบุรุษผู้หนึ่ง ราวกับมันจงใจไม่ยินยอมเป็นสมบัติของนางกระนั้น

            อยากได้โบตั๋นดอกนี้งั้นหรือคุณหนู บุรุษผู้มีกิริยาสูงส่งเย็นชาถามเรียบๆ ปลายนิ้วเรียวยาวบรรจงช้อนดอกโบตั๋นมาไว้ในอุ้งมือ

            “นั่นเป็นดอกที่ข้าชอบที่สุด” องค์หญิงน้อยตอบโดยซื่อ เงยหน้ามองบุรุษหนุ่มในขณะที่อีกฝ่ายก็มองกลับมาเช่นกัน

ชั่วเวลาพริบตานั้น นัยน์ตาสองคู่ได้จับจ้องกันและกัน ผู้หนึ่งเปิดเผยเยาว์วัยดั่งจันทราใสพิสุทธิ์ ผู้หนึ่งคล้ายหยั่งถึงได้ยากประหนึ่งห้วงทะเลลึกเจือประกายสีครามขุ่นข้น

จิตวิญญาณสองดวงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้โคจรมาพบกัน ดึงดูดกันอย่างไม่ตั้งใจ บังเกิดเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งติดตรึงประทับแน่นในดวงจิต

“เจ้า... มาเที่ยวชมเมืองมนุษย์กับพี่ชายงั้นหรือ บังเอิญจังนะ ข้าก็มากับพี่ชายของข้าเช่นกัน” เฮ่อเหลียนหย่งไท่เอ่ยเพราะจับสัมผัสของกิเลนจันทร์ได้ไม่ไกล รอยยิ้มเย็นชาพลันประดับที่มุมปาก ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาดั่งรูปสลักโน้มต่ำลงจนเส้นผมสีดำแผ่สยายราวม่านน้ำตก

“ทำไมพี่เจ้าถึงปล่อยให้น้องสาวเดินหลงมาคนเดียวแบบนี้ล่ะ”

            “หลานหลานไม่ได้หลงนะ ท่านพี่อยู่ใกล้ๆนี่เอง...ท่านรู้จักท่านพี่ด้วยหรือคะ”

            “ก็ไม่เชิงหรอก”

            “แล้วท่านพี่ของท่านอยู่ที่ไหนล่ะคะ?” ถามเจื้อยแจ้วด้วยความอยากรู้อยากเห็น

นั่นสิ อยู่ที่ไหนกันนะ

“อ๋อ! ข้ารู้แล้ว ท่านอยากให้ข้าเป็นเด็กหลงเพราะท่านเหงาที่เป็นเด็กหลงคนเดียวใช่ไหมล่ะ?” ว่าพลางทำตาโตเจือประกายเห็นอกเห็นใจ

            “หึหึ ข้านี่นะ เด็กหลง ไม่หรอก ข้ากำลังตามหาพี่ชายของข้าที่จงใจหลบหน้ากันอยู่ต่างหาก”

            “งั้นให้ข้ากับท่านพี่ช่วยท่านตามหาพี่ชายดีไหมคะ?

เฮ่อเหลียนหย่งไท่หัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงยื่นดอกโบตั๋นในมือให้อย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไร ข้าจัดการเองได้...ส่วนนี่ ข้ามอบให้เจ้า”

            “เอ๋ ให้จริงๆ เหรอคะ?

            “จริงสิ” กล่าวพร้อมก้มลงจุมพิตหน้าผากมนเบาๆ “แต่ไม่ได้ให้เปล่านะ สักวันข้าจะมารับของตอบแทน”

            “อื้ม!” เด็กน้อยยิ้มรับสดใส สองมือประคองดอกโบตั๋นเจ็ดสีอย่างทะนุถนอม

            “ข้าต้องไปแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจมีคนไม่พอใจเอาได้ หึ หึ” ว่าพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว เร้นกายเข้าสู่ฝูงชน... ท่ามกลางเสียงจอแจและเสียงร้องเรียกของเทียนหมิงกับเทียนอ๋าว ร่างของผู้สูงศักดิ์แห่งพิภพเทพก็ค่อยๆ ถูกคลื่นมหาชนกลืนหายไป

หลานเอ๋อร์ มาอยู่ที่นี่เองเทียนอ๋าววิ่งมาจากทางใดไม่ทราบ ตรงรี่เข้ายกร่างน้องสาวขึ้นมาอุ้มไว้แนบอก เกอเกอ ข้าเจอหลานหลานแล้วกล่าวพร้อมกระโดดขึ้นไปบนหลังคา เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนด้านล่าง

อา ดีจังหลานเอ๋อร์ เกอเกอเป็นห่วงนะรู้ไหมเทียนหมิงกระโดดขึ้นมาวิ่งเคียงคู่ สีหน้าคลายกังวล ถอนหายใจโล่งอก

โอรสกิเลนทั้งสองใช้วิชาตัวเบา เหยียบแผ่นกระเบื้องบนหลังคาด้วยฝีเท้าว่องไวคล้ายภาพลวงตา กระโจนจากอาคารหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งดุจวิหคร่อนเหนือเวหา

ขะ...ขอโทษค่ะท่านพี่ หลานหลานไม่ได้ตั้งใจ องค์หญิงน้อยก้มหน้างุด ซุกอยู่ในอ้อมกอดของเทียนอ๋าว มือข้างหนึ่งประคองดอกโบตั๋นอย่างทะนุถนอม

เหตุการณ์ พบจากไร้ร่องรอย ที่อยู่เบื้องหลังโบตั๋นมงคลดอกน้อยนี้ น่าเสียดายที่โอรสกิเลนยังมีพลังฤทธิ์อ่อนชั้นกว่าเฮ่อเหลียนหย่งไท่อยู่หลายส่วน จึงไม่สามารถจับสัมผัสของเทพเซียนผู้แตกฉานใน ศาสตร์มายาพรางร่าง แห่งธาตุน้ำได้

มิเช่นนั้นแล้ว ทั้งเราและท่านก็อาจจะได้ร่วมเป็นผู้ชมในมหรสพองก์ใหญ่ พลิกฟ้าตลบแผ่นดิน ถล่มทลายงานฉลองจนราบเป็นหน้ากลอง สักคราหนึ่ง

แล้ว...เราจะไปไหนกันคะหลานหลานเงยหน้าขึ้นถาม มือข้างที่ว่างจับยึดสาบเสื้อของพี่ชายคนรองไว้แน่น

หนีภูติดอกโบตั๋น โอรสกิเลนตอบพร้อมกัน

เอ๋?” หลานหลานเผยสีหน้าพิศวง ไม่ใคร่เข้าใจนัก

เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ส่งคนตามมาดูแลพวกเรายังไงล่ะเทียนอ๋าวขมวดคิ้ว ริมฝีปากได้รูปเม้มลงอย่างหงุดหงิด ทั้งๆ ที่บอกว่าไม่ต้องแท้ๆ มีคนคอยจับตาดูอยู่แบบนี้ จะเที่ยวให้สนุกได้ยังไง อึดอัดสิไม่ว่า

ตอนที่ตามหาเจ้า พวกเราสังเกตเห็นว่าบริเวณรอบๆ นี้มีแต่คนจากพิภพกิเลนแฝงกายมาทั้งนั้น เทียนหมิงช่วยเสริม ที่จริง เกอเกอไม่ว่าอะไรหรอก แต่เทียนอ๋าวไม่ยอมนี่สิ ฮะฮะ

พี่ใหญ่ก็เลยตามใจพี่รองใช่ไหมคะน้องสาวเอ่ยเสียงใส

ก็เป็นพี่น้องกันนี่นา เทียนหมิงหันมายิ้มกว้างให้กับน้องทั้งสอง

เกอเกอ ด้านหลังยังมีตามมาทันอีก 3-4 คน พวกเราแยกกันดีกว่าเทียนอ๋าวพูดเบาๆ เพราะอุ้มน้องสาวอยู่ จึงไม่สามารถใช้ความเร็วเต็มที่ได้ ท่านไปทางขวา ข้าจะไปทางซ้าย พอสลัดพวกนั้นหลุดแล้ว ค่อยใช้ อาคมสื่อสาร ติดต่อหากัน...ท่านว่าดีไหม?”

ตกลงเทียนหมิงพยักหน้าคราหนึ่งแล้วกระโดดแยกออกไปทางขวา ฝากดูแลหลานหลานด้วย สุ้มเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยฝากฝัง เพียงพริบตา เงาร่างสง่างามปราดเปรียวของกิเลนแห่งแสงก็ทะยานจากไปไกล เหลือเพียงเงาผ้าสีขาวแถบใหญ่ที่สะบัดพลิ้วไหวไปจนสุดครรลองสายตา

เอาล่ะ เราก็ไปกันเถอะ จับแน่นๆ ล่ะ หลานเอ๋อร์กิเลนแห่งความมืดเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พลันพื้นกระเบื้องใต้ฝ่าเท้าก็ถูกคลื่นความมืดกลืนกิน ลักษณะแปรเปลี่ยนเป็นกระเพื่อมไหวคล้ายผิวน้ำ เปิดทางให้ร่างของผู้เป็นนายร่วงผ่านลงไปโดยง่าย ทางลัด ฮะ ฮะ หากคิดว่าตามทันได้ก็จงลองดู กล่าวเยาะเย้ยอย่างชั่วร้าย

ร่างในชุดสีดำทิ้งตัวดิ่งลงผ่านพื้นและเพดานของอาคารสูงห้าชั้นอย่างน่าอัศจรรย์ ปลายเท้าล่องลอยไร้น้ำหนักดังขนนก เมื่อถึงชั้นล่างสุดก็กระโจนออกไปทางซ้าย ซ่อนเร้นพลังปราณแห่งสัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ แฝงกายหายลับไปในเมืองมนุษย์เช่นกัน

            เสียงดีดกู่ฉินดังสะท้อนสะท้านแทรกผ่านสายลม ท่อนแรกแผ่วช้าทว่าหนักแน่น ดีดสายเอ็นครั้งหนึ่ง คลื่นเสียงลึกล้ำก็สั่นสะเทือนจนถึงก้นบึ้งแห่งวิญญาณ ดื่มด่ำกับสุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงพลังไปได้สักครู่หนึ่ง มิคาดว่า หินผาจะแปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำไหล ทั้งเย็นฉ่ำหลั่งริน กระชากหัวใจให้เต้นไหวไปตามจังหวะสังคีต

            มหาบุรุษผู้เป็นเจ้าของเสียงเพลง นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์เจิดจ้า เส้นผมสีดำยาวสยายระเรื่อยชุดผ้าไหมสูงค่าสีนิลกาฬ

ด้านหน้าคือกู่ฉินไม้ถงเจ็ดสายขึงด้วยเส้นไหม ปลายนิ้วซ้ายกดย้ำเส้นเอ็น ปลายนิ้วขวาสะบัดพลิกพลิ้ว ทุกท่วงทำนองว่องไวไร้อาการลังเล ละม้ายดั่งสายลมร้อนจากบูรพาพัดพาเมฆหมอกออกจากฟากฟ้าไกล ไพเราะจนหยุดกาลเวลา หยิ่งผยองเหนือผู้ใดในใต้หล้า ทั้งฮึกเหิมและห้าวหาญราวกับมีกองทัพนับแสนนับล้านอยู่ในฝ่ามือ

กระทั่งเย่วเทียนหมิงผู้เคยสดับเสียงบรรเลงของเซียนดนตรี ที่ได้รับการขนานนามว่าไพเราะที่สุดในสามพิภพสี่เขตแดนสวรรค์ ยังต้องหยุดฝีเท้าเพื่อเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ

“อันว่าท่วงทำนองก็คือคันฉ่องสะท้อนใจ ปณิธานแห่งจอมคนกระจ่างใสดั่งวารีพิสุทธิ์ หากแม้นมีความลังเลในตนแม้เพียงเศษเสี้ยว คงมิอาจขับเคลื่อนบทเพลงได้สะกดใจถึงเพียงนี้”

            เมื่อเพลงจบลง กิเลนแห่งแสงก็กล่าวพร้อมก้าวเข้ามา ห่างออกไปเพียงไม่กี่จ้างคือโครงร่างย้อนแสงของบุรุษผู้บรรเลงเพลงฉิน ตัวกู่ฉินวางอยู่โต๊ะสี่เหลี่ยม ฉากหลังคือร้านเหล้าริมทางลักษณะไม่เลว บรรดาผู้ฟังล้วนเป็นชาวบ้านร้านตลาด ที่น่าแปลกใจคือพวกเขามิได้นั่งอยู่บนเก้าอี้แต่กลับคุกเข่าลงกับพื้น บ้างพึมพำสรรเสริญ บ้างน้ำตาไหลพราก โขกศีรษะคำนับบุรุษผู้นั้นด้วยความตื้นตันใจ

            งานฉลองครึกครื้น ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศสดชื่น เสียดาย...ข้าเป็นคนต่างถิ่นจากแดนไกล กระทั่งชาวเมืองฉางอันเทียนโกวผู้มีอัธยาศัยดียังมิกล้าเฉียดใกล้ จึงหวังใช้เสียงเพลงเป็นสะพานเชื่อมไมตรี มิคาด...บรรเลงไปเพียงบทเดียวกลับยิ่งไม่มีใครกล้าเฉียดใกล้ ช่างน่าสะท้อนใจยิ่งนักบุรุษในเงาแสงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ยิ่งทำให้ผู้คนโดยรอบหมอบราบลง

            เจ็ดสาย[1]คือสหายที่ดี รังเกียจหรือไม่หากข้าจะขอร่วมบรรเลงเพื่อเปิดหูเปิดตาสักคราหนึ่ง เทียนหมิงว่าพลางหยิบขลุ่ยหยกที่เหน็บอยู่ข้างเข็มขัดขึ้นมาแล้วประสานมือคารวะ

เสียงฉินเริ่มดีดบรรเลงบทเพลงเดิมเป็นการอนุญาต อัจฉริยะแห่งพิภพกิเลนจึงเป่าขลุ่ยหยกคลอกันด้วยท่วงทำนองไม่ผิดเพี้ยน เสียงหนึ่งแกร่งกร้าวห้าวหาญ เสียงหนึ่งโอนอ่อนอบอุ่น ประสานกลมกลืนกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจ แววตาของชาวบ้านเปลี่ยนจากหวาดกลัวยำเกรงเป็นหลงใหลชื่นชม ประกายแห่งความสนิทสนมเพิ่มขึ้นมาระลอกหนึ่ง ประกายแห่งความกริ่งเกรงลดลงไประลอกหนึ่ง

ผู้บรรเลงฉินทอดตามองบรรยากาศที่เปลี่ยนไป อดชื่นชมความสามารถของผู้เยาว์ตรงหน้าไม่ได้ นักดนตรีพูดคุยผ่านเสียงเพลง แม้เพลงจบ แต่ความรู้สึกซาบซึ้งกลับไม่หมดสิ้นกล่าวพร้อมผายมือเชื้อเชิญ ไม่ทราบว่าคุณชายจะให้เกียรติมาร่วมดื่มสุรากับข้าได้หรือไม่?” พูดพลางยกไหสุรา รินเหล้าชั้นดีหมักดอกท้อ แล้วส่งให้เย่วเทียนหมิงจอกหนึ่ง

ประเสริฐแท้เมื่อพานพบผู้เข้าใจในเสียงเพลง เทียนหมิงน้อมศีรษะจากนั้นจึงยื่นมือไปรับจอกดินเผา...มิคาดกลับต้องชะงักค้าง นัยน์ตาสีเงินสบเข้ากับดวงตาสีดำอมประกายน้ำเงิน จุดความรู้สึกคุ้นเคยผุดขึ้นเป็นระลอก ท่านคือ...ผู้ที่อยู่ในป่าเหมย ชั่วขณะที่ปลายนิ้วเผลอสัมผัสระผ่านกัน ไอร้อนจากผิวกายกลายเป็นสื่อแลกเปลี่ยนพลังปราณมิใช่ธรรมดาสายหนึ่ง

ราวกับกาลเวลาได้หมุนช้าลงเพื่อเป็นประจักษ์พยานของโชคชะตาที่เวียนมาบรรจบ

แปดปีแล้วสินะ กิเลนจันทร์ แต่พบกันครั้งนี้...อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญกระมัง ราชันย์เร้นกายผู้ไม่เคยเผยนามเอ่ยกลั้วหัวเราะ

ผู้อาวุโส!” เทียนหมิงยิ้มกว้างอย่างเปิดเผยจริงใจ ขยับร่างนั่งลงบนเก้าอี้ไร้พนักที่อยู่ด้านข้าง หลังจากนั้น ข้ากับน้องชายก็แวะไปที่ป่าแห่งนั้นบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่เคยพบท่านอีกเลย ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง พูดพลางพิจารณาเครื่องแต่งกายที่เปลี่ยนจากสมถะมาเป็นหรูหรา คาดว่าท่านคงสบายดีใช่หรือไม่

หึหึ เป็นห่วงข้างั้นหรือ น้ำใจเจ้าช่างประเสริฐเสียจริงกิเลนจันทร์เฮ่อเหลียนหย่งเล่อไล่ปลายนิ้วไล้สายเอ็นเล่นอย่างเกียจคร้านหลังจากได้พบกับพวกเจ้า ข้าก็ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมดูสักทีหนึ่ง ครั้งนี้จักลองท้าทาย ทำสิ่งที่ทุกผู้ล้วนกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ ให้ เป็นไปได้ ดูบ้าง

เทียนหมิงรู้สึกครั่นคร้ามในแววตาเฉียบคม จึงพริ้มตาลงครุ่นคิด ค่อยๆ ละเลียดลิ้มชิมรสเหล้า ครู่หนึ่งจึงวางจอกว่างเปล่าลงบนโต๊ะ ได้เล่นดนตรีร่ำสุราร่วมกันครานี้ถือเป็นวาสนา ท่านจึงนับเป็นสหายของข้า หากมีเรื่องใดให้ช่วยเหลือ มิต้องเกรงใจ

พูดได้ดี พูดได้ดี การครั้งนี้หากเจ้าเต็มใจช่วยเหลือ ข้าก็เบาใจ เช่นนี้แล้ว...ก็สมควรแนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการใช่หรือไม่?” จักรพรรดิเทพผู้ไม่ถือตัวตบไหล่เทียนหมิงเบาๆ

นามของข้าคือ...

ท่านเทียนหมิง!

โอรสกิเลนเอ่ยไปได้ครึ่งเดียวก็ถูกขัดจังหวะโดยภูติดอกโบตั๋นที่วิ่งร้องเรียกมาแต่ไกล นางกระหืดกระหอบ นัยน์ตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส แฮ่ก แฮ่ก จะ...เจอแล้ว ดีจริงๆ ไม่อย่างนั้นท่านจ้าวบุปผาเอาข้าตายแน่ ฮือ ฮือ

คนรู้จักของเจ้างั้นหรือ เฮ่อเหลียนหย่งเล่อหัวเราะเบาๆ ไม่ใคร่ใส่ใจที่นางภูติตัวน้อยทำการเสียมารยาท

“ภูติโบตั๋น...เจ้าตามมาทันตั้งแต่เมื่อใด” เทียนหมิงเพิ่งนึกได้ เขากำลังหนีการตามติดของพวกนางอยู่นี่นา ถ้าเทียนอ๋าวรู้ว่าเรามาเถลไถลจนถูกจับได้เช่นนี้ ย่อมต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

            องค์ชะ... ไม่สิ คุณชาย ข้าได้ยินคนเล่าลือว่า มีเซียนดนตรีสองท่านอยู่ที่ร้านเหล้าฝั่งตะวันออก และหนึ่งในนั้นยังเรียกอีกฝ่ายว่า กิเลนจันทร์ จึงได้รีบรุดมาดู” ภูติดอกโบตั๋นคุกเข่าลง “ให้ข้าคอยรับใช้ท่านเถิดนะเจ้าคะ ข้าสาบานว่า จะไม่ทำให้ท่านรำคาญใจนางร้องขออย่างน่าสงสาร มือเล็กๆ บิดผ้าแพรสวรรค์ที่คล้องสองแขน กระวนกระวาย

            เทียนหมิงหลับตาลงชั่งใจก่อนตอบเสียงเรียบ “ไม่ได้หรอก”

            “อะ...เอ๋ แต่ว่า แต่ว่า” นางภูติในร่างดรุณีน้อยอ้าปากตกตะลึง ไหนท่านมู่ตานกุ้ยฮวาว่า ถ้าแสร้งบีบน้ำตา องค์ชายเทียนหมิงย่อมใจอ่อนอย่างไรเล่าหรือ หรือข้าจะแสร้งทำได้ไม่สมจริง

องค์ชายผู้อ่อนโยนถอนหายใจ “ถึงข้าจะอนุญาตแล้วเกลี้ยกล่อมเทียนอ๋าวได้ แต่เจ้าก็รู้ว่าเทียนอ๋าวดื้อรั้นเพียงใด...เจ้าขัดใจเขาในวันนี้ อาจจะโดนเอาคืนในวันหน้าได้”

พูดพลางประสานมือลาบุรุษอีกผู้หนึ่ง “ผู้อาวุโส ข้าคงต้องขอตัวก่อน เพราะน้องชายและน้องสาวกำลังรอข้าอยู่ ถ้าอย่างไร ท่านสามารถหาตัวข้าได้ที่พิภพกิเลน เพียงเอ่ยว่า ท่านคือสหายของ เย่วเทียนหมิง เท่านั้น” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืน คิดจะเดินจากไป

ภูติดอกโบตั๋นริมฝีปากสั่นระริก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เข้าจริงๆ ทะ...ท่านเทียนหมิง

เฮ่อเหลียนหย่งเล่อชายตามองนางภูติน้อยสลับกับแผ่นหลังของเย่วเทียนหมิง ขอยืมผ้าแพรของเจ้าหน่อยนะ เขากระซิบเบาๆ เอื้อมปลายนิ้วปาดน้ำตาที่หยดเผาะๆ พร้อมเผยรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าของนางแดงซ่านราวกับดอกโบตั๋น

ปึ้ก!ช้าก่อน มิคาด เฮ่อเหลียนหย่งเล่อสะบัดแถบผ้ารัดพัน รั้งแขนขวาของเทียนหมิงไว้เรายังแนะนำตัวกันไม่เสร็จเลยมิใช่หรือ พูดพลางลุกขึ้นอย่างสง่างาม มือที่จับชายผ้าหมุนควงให้แถบผ้ารัดพันแขนของตน แล้วกระตุกแขนกลับราวกับจะท้าทาย

            เทียนหมิงรู้สึกราวกับแขนขวาถูกรั้งด้วยโซ่เส้นหนาจนต้องรีบเกร็งพลังปราณต้านรับ กระนั้นร่างก็ยังถูกดึงไถล ปลายเท้าขวาเคลื่อนกลับไปเกือบหนึ่งฝ่ามือ ข้าเสียมารยาทแล้ว...ผู้อาวุโสวานเอ่ยนามว่าพลางย่อเข่าตั้งแขน ออกแรงดึงกลับโดยไม่ยอมแพ้

            ข้าเปลี่ยนใจแล้วเฮ่อเหลียนหย่งเล่อหรี่ตาลงแล้วส่ายหน้า ในด้านการดนตรีนับว่ามีฝีมืออยู่ เสียดายเจ้ากลับทำให้สตรีต้องร้องไห้ นับว่ายังเป็นลูกผู้ชายไม่พอกล่าวพร้อมถ่ายพลังปราณธาตุทองบริสุทธิ์ผ่านผ้าแพรเพื่อลองเชิง

            เทียนหมิงขมวดคิ้ว จริงอยู่ ข้าอาจจะใจร้ายกับนางไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็เพื่อตัวนางเอง ตอบพลางส่งพลังปราณธาตุแสงเข้าต่อต้าน

            ต่างฝ่ายต่างผลัดกันดึง ในขณะที่ภูติดอกโบตั๋นได้แต่ทำหน้าเลิ่กลั่ก

ได้ยินว่าเจ้ามีธุระ แต่บอกตามตรง ด้วยพลังฝีมือเพียงเท่านี้ ต่อให้ใช้เวลาทั้งวันเจ้าก็สะบัดไม่หลุด จักรพรรดิเทพเอ่ยเรียบๆ

เหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นที่ขมับ เทียนหมิงคิดคำนวณ

ถ้าต้องสู้กับคนผู้นี้จริงๆ งานฉลองอาจจะพินาศไม่เหลือชิ้นดีก็เป็นได้ แล้วเทียนอ๋าวกับหลานหลานจะผิดหวังแค่ไหนนะ

 

 

----------------------------------------

            A/N นานเลยค่ะกว่าจะกลับมา แต่กลับมาคราวนี้ตั้งใจเขียนเต็มสตรีมเลยน้า XD

            เพลงกู่ฉินตอนนี้ได้แรงบันดาลใจจาก สามก๊กตอน ขงเบ้งดีดกู่ฉินบนกำแพงเมืองต้านทัพสุมาอี้ ค่ะ

ฟังเพลงได้นาทีที่ 2.04 เวลาฟังต้องทำสมาธินิดหนึ่งนะคะ *0*




[1] เจ็ดสาย หมายถึง กู่ฉิน พิณจีนที่มีลักษณะเด่นคือ มีสาย 7 สาย


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1,503 ความคิดเห็น

  1. #1426 daylily_lixuan (@lixuan) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 / 23:27
    หลานเอ๋อน่ารักจัง
    ท่านหย่งไท่มาเลี้ยงต้อยหรอนี่
    แย่แล้วหลานเอ๋อ คนนี้เจ้าเล่ห์นะนี่ ><
    #1426
    0
  2. #1405 sorridendo (@bambola-love) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 14 เมษายน 2554 / 18:11
    อรั้ยยยยยยยยยยย~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

    หนุกหนานมากมายกายกองเยยยยยยยยยยยยยยยยย

    อัพพพพพพพพพพจิๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1405
    0
  3. #1381 sella turcica (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 มีนาคม 2554 / 14:48
    กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปพักใหญ่ (มาก)

    ขอให้ฟาราเคลียร์งานเสร็จไวๆ นะคะ



    ไม่รู้ว่าหลานหลานกะท่านหย่งไท่จะกลายเป็นรักแรกพบหรือเปล่า...แอบลุ้นๆ
    #1381
    0
  4. #1380 ระเร่เรริน (@ra-re-rerin) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 / 23:51
    จะเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ตื่นเต้นนนนนนน -/////-
    #1380
    0
  5. #1379 ไม้มงคล (@yasuragi) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 / 06:58
    กระผมก้คงไม่ได้เข้ามานานเหมือนกันครับ

    ว่าแต่ทำไมรู้สึกมันม่วงๆ ยังไงๆก้ไม่รู้

    เพิ่งรู้นะเนี่ยว่อาหมิง ก็เถลไถลเป็นด้วย
    #1379
    0
  6. #1377 มะปราง (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 / 20:01
    ในที่สุดก็ได้อ่านจบตอนนี้จนได้ สนุกมากๆค่ะ

    ขอบคุณwriterที่อัพให้อ่านนะคะ
    #1377
    0
  7. #1376 Nenarisa (@Nerissa) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 / 17:26
    !!!!

    จักรพพรดิเร้นกาย จะทำอะไรกับหมิงของเค้า!!

    อย่ามาวายกันนะ ไม่เอ๊าไม่เอาคู่นี้!!

    ไม่ได้แม่ก็ริจะเอาลูก รึ?? (<<การคาดเดาแบบมั่วๆค่ะ - -")

    แต่ว่าอ่านมาก็ตั้งนาน
    ยังจำชื่อพี่น้องคู่นี้ไม่ได้สักที OTL อะไรหย่งๆ จะพิมพ์ที ต้องเลื่อนขึ้นไปหาชื่อ

    ยังไงก็ยังรอตอนต่อๆไปค่าาา

    แต่ช่วงนี้ขอหายไปสักพัก จะสอบแล้วค่ะ ^^"
    #1376
    0
  8. #1375 kiminitodoke (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 / 21:59
    ตอนนี้ก็ยังสนุกเหมือนเดิม สมกับที่รอคอยเลยค่ะ^^



    แอบเป็นเฮ่อเหลี่ยนหย่งไท่แฟนคลับไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว ขนาดปรากฏตัวไม่กี่ฉาก555+



    สู้ๆนะคะ ตามเป็นกำลังใจ มีสิทธิจะออกหนังสือไหมเนี่ย อยากได้อยู่นะ55
    #1375
    0
  9. #1374 cizur's (@sojuiruye) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 / 17:13
    สอบเสร็จแล้ว >< ทีนี้ก็จะได้เข้ามาดูได้ทุกวัน โฮะๆ
    และแล้วเทียนหมิงก็ได้เจอกับท่านหยงเล่ออีกครั้ง
    แอบสงสารภูติโบตั๋นนิดหน่อย ตอนนี้เทียนหมิงยังไม่รู้สินะ
    ว่าท่าหยงเล่อเป็นใคร แล้วถ้ารู้จะเป็นยังไงเนี่ย แต่ก่อนอื่น
    เทียนหมิงคงต้องสะบัดผ้าแพรให้หลุดก่อนไม่งั้นก็ไปหาเทียนอ๋าว
    กับหลานหลานไม่ได้ แต่จะทำยังไงล่ะ >< อยากรู้ๆ
    รอรอ ฟาราอัพ ฟาราสู้ๆ : ))
    #1374
    0
  10. #1364 ~pink~ (@feriona) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 / 15:49
    ไม่ได้เข้ามาอ่านซะนานเลย ยังสนุกสนานเหมือนเดิม
    และเเบบว่า อ๊างงง เทียนหมิง >.<!
    น่ารักอ่าๆ อยากอ่านต่อจังลยค่า กำลังสนุกเลย
    #1364
    0
  11. #1347 :: it } DomiNatE :: (@enjoy-everning) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 มกราคม 2554 / 13:43
     โอีย ไม่ไหวแล้วน้า
    อยากอ่าน อ่ากอ่านมากกกกก
    อยากให้เป็นหนังสือ
    จะซื้อหมิง อ๋าว และหลานเอ๋อร์มานอนกอด อิอิ
    #1347
    0
  12. #1346 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 29 มกราคม 2554 / 12:05
    ชะอุ๋ย ชะตาหลานหลานคงไม่ใช่ถูกโคแก่งาบหรอกนะ
    #1346
    0
  13. #1335 ไม้มงคล (@yasuragi) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 25 มกราคม 2554 / 08:33
    หย่งไท้ แกเป็นโลลิเหรอเนี่ย

    หน่อยแน่นไปทำกับพี่ชายเค้าไหว้เยอะ

    อาหมิงอาอ่าวไม่ยกให้ง่ายๆหรอกนะ
    #1335
    0
  14. #1334 cizur's (@sojuiruye) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 24 มกราคม 2554 / 19:00
    หลานหลานน่ารักจริงๆ ><
    แต่ท่านหยงไท่ นั่นเด็กนะ - 3 -
    สัญญาน่ะ อยากรู้จริงๆว่าจะเป็นอะไร
    หมิงอ๋าวน่ารักมากๆ หมิงกับหลานๆ
    แอบมีแกล้งอ๋าวด้วยนะ ว่าแต่มาโลกมนุษย์ทั้งที
    คงไม่จบแค่นี้แน่ๆ หลานหลานเจอน้อง แล้วแบบนี้
    จะมีใครเจอพี่หรือป่าวน้า รอรอฟาราอัพ
    ฟาราสู้ ๆจ้า ><
    #1334
    0
  15. #1333 มะปราง (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 มกราคม 2554 / 20:21
    ลุ้นมากๆเลยอ่ะ เป็นกำลังใจให้คนเขียนค่ะ
    #1333
    0
  16. #1332 Nenarisa (@Nerissa) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 23 มกราคม 2554 / 00:43
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!

    หลานเอ๋อ ทำไมไปสัญญาสุ่มสี่สุ่มห้าแบบน๊านนนน!??

    แต่ว่านะ ปากคุณเธอช่างเราะร้าย ออกแนวจิกกัดแบบไม่ได้ตั้งใจ
    น่ารักจริงๆเชียว อร๊ายยยย

    ส่วนตาเฒ่าหย่งไท่ (ท่านหย่งไท่ แก่รึยังคะเนี่ย ฮา)
    บังอาจนัก!! มาจุ๊บหน้าผากหลานหลานได้ไง
    เจ้าเล่ห์จริงๆเชียว = =!!

    แต่ยังไงก็จะรอฟาราค่ะ
    ค้างมากจริงจัง

    (แลดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทนหมิงอ๋าว ฮิ)
    #1332
    0
  17. #1331 Fral2a (@illreris) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มกราคม 2554 / 22:33
    หลังจากนี้ทุกเรื่องในเด็กดีจะเขียนช้านะคะ เพราะมีงานจนถึงสิ้นเดือน

    ขออภัย และ ขอบคุณที่ยังติดตามอ่านกันอยู่จ้า
    #1331
    0
  18. #1325 Zozo - Lazy - FoX (@zozo-lazy-fox) (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 22 มกราคม 2554 / 22:12
    ท่านไท่เลี้ยงต้อยชิมิ??

    >///< เซอร์วิสเหรอคะตะเอง
    #1325
    0