หลงกิเลนจันทร์ [หยิน]

ตอนที่ 6 : บทที่ ๓ ค่ายกลเบจญธาตุ (ฉบับร่าง 100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    17 ก.พ. 53

A/N ส่งงานฉบับร่างจ้า~ ยาวเกินแต่งไม่จบในโควตา ที่เหลือไปต่อบทถัดไปนะอุอิ

 

บทที่ ๓

ค่ายกลเบจญธาตุ

 

            ราชันย์กิเลนเย่วหรงเต๋อกระพริบตาถี่ๆ แพขนตาหนาขยับระรัวราวปีกแมลงปอสั่นไหว เอกบุรุษแห่งพิภพกิเลนไม่อาจขยับตัวได้ เมื่อลืมตาก็พบว่าร่างกายถูกตรึงไว้กับแท่นหินเย็นเยียบกลางบึงน้ำสีดำคล้ำ แขน ขา และลำคอ ถูกรัดพันไว้ด้วยเถาวัลย์เส้นหนาขนาดเท่างูตัวมหึมา เย่วหรงเต๋อพยายามรวบรวมพลังจากผืนดินทว่าน้ำโคลนขุ่นคลั่กโดยรอบกลับตัดทอนเส้นทางของพลังแห่งพิภพสิ้น ราชันย์กิเลนจึงเปลี่ยนมาตั้งสมาธิเพ่งจิตทำลายหวังปลดพันธนาการพฤกษา ทว่ายังไม่ทันที่จะได้รวบรวมสมาธิดี ยันต์ปีศาจห้าแฉกที่ถูกเขียนไว้รอบกายทั้งห้าทิศก็ส่งรังสีทะมึนก่อนส่งเสียงเปรี๊ยะปร๊ะกลายเป็นสายฟ้าสีดำฟาดสู่ร่างทลายพลังจนสิ้น เมื่อไม่สามารถปลดเปลื้องโซ่ตรวนได้เย่วหรงเต๋อจึงกัดฟันพลางนึกถึงบุตรชายที่ถูกจับมาพร้อมกัน

เทียนอ๋าว.....

            ลูกของเราอยู่ทางนี้เพคะท่านพี่

เสียงของเจว่ชิงดังขึ้นมาจากความมืด เป็นเสียงนุ่มนวลระคนสเน่หาที่ฟังดูแล้วจะเป็นชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง ราชันย์กิเลนเหลียวมองหาต้นเสียงก็มีอันต้องสะดุ้งตกใจเมื่อใบหน้าของราชทูตหนุ่มอยู่ห่างเพียงแค่คืบ เจว่ชิงดูผิดแปลกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ใบหน้าคมคายสมชายชาติบุรุษนั้นบัดนี้ดูอ่อนหวานราวอิสตรี ดวงหน้าขาวผ่องตัดกับริมฝีปากแดงสดราวโลหิต นัยน์ตาวาววามจ้องมองราชันย์กิเลนอย่างหลงใหล

 

เจ่วชิงอุ้มทารกน้อยเย่วเทียนอ๋าวไว้ในอ้อมแขน กิเลนแห่งความมืดมิได้แสดงอาการตกใจร้องไห้หวาดกลัวแต่อย่างใด เพียงจ้องมองเย่วหรงเต๋อด้วยนัยน์ตาสีดำไร้แวว ควรทราบว่ากิเลนแห่งความมืดนั้นกำเนิดจากพลังด้านลบ เมื่อต้องมาอยู่ใกล้ชิดกับเจว่ชิงผู้มีไอปีศาจขุ่นข้นแล้ว จึงบังเกิดความคุ้นเคยเสมือนถูกจำศีลอยู่ในครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง

 

เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่ถวายคำนับองค์ราชันย์เพคะ เจ่วชิงกล่าวพร้อมย่อตัวลงด้วยจริตกิริยาอ่อนช้อยดั่งสตรีสูงศักดิ์

 

เย่วหรงเต๋อหรี่ตามองราชทูตแห่งพิภพมนุษย์อย่างสะกิดใจก่อนเอ่ย นางปีศาจพ่ายรัก เจ้าหลุดจากผนึกแล้วงั้นหรือ ทั้งยังเข้าสิงร่างราชทูตจากเมืองมนุษย์

 

เพคะฝ่าบาท ด้วยรักแท้ที่หม่อมฉันมีต่อฝ่าบาทในที่สุดฟ้าก็เห็นใจ ประทานอิสระแลร่างกายเพื่อบรรจุวิญญาณทั้งยังโชคดีได้ลูกชายมาอีกคนหนึ่ง หม่อมฉันจะถวายการรับใช้ฝ่าบาทและองค์ชายน้อยอย่างสุดความสามารถเพคะ

 

ประโยค ถวายการรับใช้ ของนางปีศาจพ่ายรักนั้นอาจอธิบายได้อย่างเลือดเย็นว่า ลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยว และ บังคับควมคุมเพื่อประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียวอย่างไร้ยางอายสิ้น

 

ทว่ามีหรือนางปีศาจพ่ายรักในร่างเจ่วชิงจะสนใจ ในเมื่อบุรุษที่นางคลั่งแค้นในความรักมาอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังได้รับการส่งเสริมจากพลังด้านมืดอันไร้ก้นบึ้งจากกิเลนจันทร์แห่งความชั่วร้ายจนสามารถถือไพ่เหนือกว่าได้ หากไม่คว้าจับโอกาสอันวิเศษที่จะได้ครอบครองราชันย์กิเลนปฐพีอย่างที่นางใฝ่ฝันมานานแล้วในยามนี้ จะยังมียามใดเหมาะสมไปยิ่งกว่าอีกเล่า!

 

โปรดอย่ากังวลเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันวางค่ายกลเบจญธาตุไว้ แม้นางกิเลนนั่นจะมีสามเศียร หกกร เก้าชีวิตก็ไม่อาจฝ่ามาได้ ครานี้เพ่ยเพ่ยไป๋หนี่จะอยู่เคียงข้างพระองค์ตลอดไป

ริมฝีปากของเจว่ชิงพ่นลมหายใจเย็นยะเยือกกระซิบข้างหูราชันย์เย่วหรงเต๋อ สัมผัสได้ถึงไอมารที่กัดกร่อนวิญญาณของนางปีศาจพ่ายรักที่ครั้งหนึ่งเป็นถึงผู้ฝึกธรรมผู้เกือบจักบรรลุเป็นเซียนสวรรค์ พาให้ราชันย์กิเลนสะทกสะท้อนใจถึงเรื่องราวในอดีตยิ่ง

 

ราชรถเหินฟ้าเทียมยอดอาชาสีขาวบริสุทธิ์และสีดำทมิฬวิ่งลอยละล่องตัดผ่านฟากฟ้าอย่างรวดเร็ว แรงลมวายุจากกงเกวียนและพลังทะยานของม้าทั้งสองราวพายุคะนองกลางเวหาจนแม้แต่ยอดหญ้าที่อยู่ด้านล่างไกลลิบยังปลิวไสว ภายในราชรถโอ่อ่าปรากฏสองราชินีกิเลนและกิเลนน้อยเย่วเทียนหมิง ชูเจินอวี้เหวินนั่งสงบนิ่งเบื้องหน้าคันฉ่องวารีที่เสกขึ้นจากละอองน้ำ สีหน้านางเรียบเฉย ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรงแน่น ผู้ใกล้ชิดต่างรู้ดีว่านี่คือห้วงน้ำยามสงบก่อนคลื่นยักษ์จะมาเยือน ภาพสะท้อนในคันฉ่องที่ลอยคว้างกลางอากาศคือเงาร่างของราชันย์เต่าดำผู้มีท่าทางออกจะหวาดเกรงราชินีกิเลนวารีในยามนี้ไม่น้อย หยวนจุยซวนหวู่อ่านข้อความจากสารในมือ แจ้งข่าวที่เทพพิทักษ์แห่งตนไปสืบมา

 

นางปีศาจพ่ายรักเป็นพี่สาวของราชทูตเจว่ชิง!?” มู่ตานกุ้ยฮวาถามอย่างประหลาดใจ นางอุ้มทารกน้อยเย่วเทียนหมิงไว้แนบอก ลูบหลังบุตรชายคนโตของพวกนางด้วยความรักใคร่

 

ตามที่เทพพิทักษ์แห่งข้ารายงานมา เจว่ชิงถือเป็นนักพรตชั้นแนวหน้าที่มีอาคมแกร่งกล้าคนหนึ่ง ยากนักที่ปีศาจชั้นต่ำเช่นนั้นจะยึดครองร่างโดยง่าย เมื่อสืบให้ลึกแล้วจึงทราบว่าสายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เจว่ชิงคงยินยอมเพราะเวทนาวิญญาณของพี่สาว เพียงแต่ว่าพวกเจ้ากับนางปีศาจพ่ายรักมีบุญคุณความแค้นอันใดต่อกันรึ?” ราชันย์เต่าดำถามประโยคสุดท้ายอย่างระมัดระวังเพราะแรงกดดันจากชูเจินอวี้เหวินช่างน่าสะพรึงกลัวนัก

 

ปีศาจพ่ายรักเดิมทีคือนักพรตสื่อสวรรค์แห่งแดนมนุษย์ หลายร้อยปีก่อนนางคือผู้ทรงศีลผู้เป็นสื่อกลางระหว่างสัตว์เทพและมนุษย์ นางตกหลุมรักฝ่าบาทหรงเต๋อทว่าเมื่อรักไม่สมหวังจึงโดนความแค้นครอบงำถูกรักบังตาจนกลายเป็นปีศาจ ชูเจินอวี้เหวินกล่าวเรียบๆน้ำเสียงเยียบเย็น ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งอดีตที่ปีศาจพ่ายรักอาละวาดไปทั่วสร้างความเดือดร้อนแก่ชนชาวกิเลนผุดขึ้นมาเป็นระลอก

 

ครั้งนั้นข้ารับหน้าที่กำจัดนางปีศาจ กะว่าจะสลายแก่นวิญญาณให้ดับสูญสิ้น แต่ท่านหรงเต๋อได้ห้ามไว้ทรงอยากให้นางกลับใจจึงผนึกวิญญาณนางเอาไว้ในแผ่นศิลาแทนมู่ตานกุ้ยฮวาทอดถอนใจพลางเกลี่ยนิ้วเรียวบนแก้มนุ่มนิ่มของกิเลนน้อยเย่วเทียนหมิง

 

ถ้าเช่นนั้นคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่พวกเจ้าจะกำจัดนางอีกครั้งสินะ โชคดีที่เราทราบแน่ว่าอาชาที่เจว่ชิงเคยดูแลจะตามรอยพลังอาคมในร่างเจว่ชิงได้ เมื่อพบแล้วก็จงพาหรงเต๋อกับเจ้ากิเลนน้อยเทียนอ๋าวกลับมาเถอะ

ราชันย์เต่าดำมีสีหน้าโล่งใจก่อนต่อประโยคอย่างกล้าๆกลัวๆด้วยยังจำฝังใจถึงครั้งล่าสุดที่นางกิเลนวารีโกรธเกรี้ยวจนทำเอาเขา เจ็บหนักปางตาย และ พ่ายแพ้หมดท่า ได้

เลิกแผ่รังสีสังหารเสียทีเถอะชูเจิน เจ้าจะโกรธปีศาจชั้นต่ำไปไย หืม?”

 

เพียงแค่ได้ยินคำพูดนั้นของราชันย์เต่าดำ มู่ตานกุ้ยฮวาถึงกับปิดปากหัวเราะคิกคัก ฮะๆ พี่ซวนหวู่ท่านเข้าใจผิดแล้วพี่ชูเจินมิได้โกรธนางปีศาจดอก อุ๊บ..ฮุฮุ

 

คนที่สมควรถูกข้าโมโหที่สุดคือฝ่าบาทหรงเต๋อต่างหากเล่า เราท่านล้วนรู้ดีหากราชันย์กิเลนเอาจริงแล้วปีศาจเช่นนั้นหรือจะเอาเปรียบได้ ทรงใจดีเกินไป หากพวกข้าไม่ไปตามรับเสด็จกลับมาเองล่ะก็อย่าหวังเลยว่าลูกข้าจะได้เห็นหน้าพ่อในเร็ววัน จนกว่าฝ่าบาทจะตัดใจใช้วิธีรุนแรงกับนางปีศาจได้นั่นล่ะ ราชินีกิเลนวารีกล่าวเย็นชาตอบสีหน้าพิศวงของหยวนจุยซวนหวู่

 

ฮ่าๆ นั่นก็เป็นปัญหาของเย่วหรงเต๋อแล้วล่ะนะ โดนลักพาตัวไปกลับไม่มีชายาสักคนเห็นใจ อาภัพนักๆ นั่นคือประโยคสุดท้ายก่อนราชันย์เต่าดำจะตัดการติดต่อไปและเชื่อได้เลยว่าราชาแห่งทะเลเหนือคงกำลังยิ้มพอใจกับชะตากรรมของราชันย์กิเลนจนออกนอกหน้า

 

ประจวบเหมาะเมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง รถม้าทะยานฟ้าก็พาเหล่าผู้โดยสารสูงศักดิ์มาถึงที่หมาย กลางนภากาศราชินีกิเลนทั้งสองลงจากรถม้าพลางลอยตัวอยู่เหนือพื้นทุ่งกว้างรกร้างสีเทาหม่น ด้านล่างซึ่งเป็นใจกลางของพื้นที่แห่งความตายนั้นปรากฏวงเวทย์รูปดาวห้าแฉกรัศมียาว* มุมแต่ละด้านของแฉกทั้งห้าเปล่งประกายห้าสีเป็นเส้นเชื่อมโยงต่อกันก่อให้เกิดม่านพลังรูปทรงโดมสีดำ พื้นผิวครอบแก้วอันเกิดจากพลังมารนั้นมีประจุพลังสายฟ้าสีดำวิ่งวนเวียนต่อเนื่องอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมที่จะทำลายผู้บุกรุก ล้อมรอบโดมคือบึงโคลนสีดำสนิท ลาวาโคลนขุ่นคลั่กเดือดระอุไม่หยุด

 

ค่ายกลเบจญธาตุ...จำไว้เถอะมู่ตานมนุษย์นั้นอ่อนแอกว่าพวกเราก็จริงแต่ก็ยังได้รับพรอันสวรรค์ประทานที่เรียกว่า ปัญญา ปีศาจที่เกิดจากมนุษย์นั้นรับมือยากที่สุด ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งที่สุดแต่เพราะมันมีความรู้เจ้าเล่ห์เป็นเลิศที่สุด สมแล้วที่นางกิเลนวารีเป็นเทพพิทักษ์แห่งฝ่ายบุ๋นหนึ่งเดียวในพิภพกิเลนเพียงมองปราดเดียวก็รู้ถึงสถานการณ์ตรงหน้า นางกล่าวพลางขบคิดถึงหลักการทำงานของค่ายกลอันลือชื่อแห่งเผ่ามนุษย์นี้

 

เบจญธาตุอันประกอบไปด้วย ผืนดินสีน้ำตาล โลหะสีทองคำ วารีสีฟ้า พฤกษาสีเขียว เปลวไฟสีแดง วัฏจักรการก่อเกิดคือ ดินบ่มทอง ทองอุ้มน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไม้ ไม้เป็นเชื้อไฟ ไฟสร้างเถ้าเป็นดิน นางปีศาจพ่ายรักคงอาศัยพลังหยินของเทียนอ๋าวอัดพลังความมืดเข้าสู่ธาตุทั้งห้ากลายเป็นปราการสองชั้นที่แข็งแกร่ง หากเราจะทำลายค่ายกลป้องกันนี้ก็จะต้องตัดกระแสพลังที่ส่งเสริมกันและกันของแต่ละธาตุออก วัฏจักรการสะกดคือ ดินดูดชับน้ำ น้ำดับไฟ ไฟหลอมทอง ทองผ่าไม้ ไม้ชำแรกดิน...

 

ธาตุกำเนิดของข้าคือไม้ต้องโจมตีไปที่ผนึกสีน้ำตาลสินะมู่ตานกุ้ยฮวาไม่รอช้าส่งองค์ชายน้อยเทียนหมิงคืนสู่ชูเจินอวี้เหวิน นางกิเลนบุปผาปลดปิ่นดอกเหมยที่ประดับมวยผมออก สองแขนคว่ำลงเหยียดตรงไปด้านหน้า สองมือกำรอบปิ่นเหมยในแนวขวาง นางถ่ายพลังเข้าสู่ดอกเหมย ริ้วพลังสีชมพูอ่อนจางแล่นวาบแปรสภาพปิ่นเหมยเป็นง้าวพันพฤกษาขนาดสูงเป็นสองเท่าของตนเอง มู่ตานกุ้ยฮวาตั้งท่าสัประยุทธ ส่งแรงผ่านสองเท้าดีดตัวส่งสู่เบื้องล่างในชั่วพริบตาเหมือนก้าวข้ามมิติ นางเงื้อง้าวฟาดลงตรงยันต์แห่งผืนดินในใจนึกเหนื่อยหน่ายกับความง่ายดายของศึกครั้งนี้ แค่นางใช้พลังไม่กี่ส่วนยังไม่ทันสะใจค่ายกลก็คงพินาศสิ้น ริมฝีปากสีแดงสดหยักยิ้มราวปีศาจน้อย

 

ทว่านางกิเลนบุปผาคาดการณ์ผิดเมื่อใบง้าวเหล็กกล้าแฝงพลังธาตุไม้เต็มเปี่ยมปะทะ นางก็ปวดแปลบไปทั้งสองแขนราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าน พลังธาตุไม้ที่อัดแน่นพลันโดนกลืนหายไปในแสงสีแดงและทองที่พุ่งเข้าหาผนึกสีน้ำตาลอย่างรวดเร็ว แม้นางจะพยายามซัดพลังธาตุไม้เข้าไปเท่าไรก็ไร้ผล กลับกันยังโดนดูดกลืนอย่างตะกละตะกลาม มู่ตานกุ้ยฮวาขมวดคิ้วขัดใจอัดพลังครั้งสุดท้ายเต็มเปี่ยมแต่ก็ยังถูกสายฟ้าสีดำฟาดใส่จนกระเด็นออกมา

 

ประมาทไปแล้วมู่ตาน ข้ายังพูดไม่จบเลย ฮึฮึ

ชูเจินอวี้เหวินปรากฎที่ด้านหลังสร้างม่านน้ำรองรับแรงกระแทก แขนข้างหนึ่งอุ้มกิเลนน้อยเทียนหมิงอีกข้างโอบรับร่างน้องสาวร่วมสาบานไว้ แม้คำพูดจะตำหนิแต่กลับแฝงด้วยความเอ็นดูเสียเก้าส่วน

ค่ายกลนี้มิใช่ตื้นเขินแค่เพียงให้ธาตุที่เหนือกว่าเอาชนะธาตุที่อ่อนกว่า เจ้าส่งพลังไม้ออกไปทลายดินนั่นคือการคิดชั้นเดียว อย่าลืมว่าเบจญธาตุประกอบด้วยสองวัฎจักร ไม้ก่อเกิดไฟ ทองสะกดไม้ เจ้าใช้พลังไม้หวังทำลายดินทว่า ไฟกลับกลืนกิน ทองกลับต่อต้าน หนึ่งหรือจะสู้สอง พลังไม้ของเจ้าจึงถูกสลายไปก่อนจะปะทะธาตุดินด้วยซ้ำ ค่ายกลนี้กับชาวพิภพกิเลนก็เหมือนยาขมขนานใหญ่ พื้นฐานพลังของเราคือธาตุทั้งห้า พื้นฐานค่ายกลก็คือธาตุทั้งห้า ยิ่งเราส่งพลังเข้าไปก็เหมือนส่งเสริมให้วัฏจักรแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม

 

มู่ตานกุ้ยฮวาฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่นเป็นเท่าตัว เทพพิทักษ์บู้เช่นนางถ้าเรื่องลุยเท่าไรก็ไม่หวั่นแต่เรื่องวางแผนทลายค่ายกลคงต้องยกให้พี่สาวผู้ปราดเปรื่องแทน ยังมีพลังหยินที่ล้อมรอบอีกนะพี่ชูเจิน เหตุนี้ท่านจึงพาเทียนหมิงมาด้วยใช่ไหม

 

ข้าติดใจตั้งแต่นางปีศาจลักพาไปแต่เทียนอ๋าวแล้ว ปีศาจผู้อาศัยในความมืดเช่นนางถึงอยากแตะต้องเทียนหมิงก็คงทำมิได้ ดูสิเทียนหมิงอยู่ใกล้เช่นนี้พลังมืดที่ส่งเสริมค่ายกลจึงลดลง

เป็นอย่างที่นางกิเลนวารีกล่าวคลื่นสายฟ้าสีดำที่เต้นระริกอย่างมุ่งร้ายพากันอ่อนจางลงเมื่อกิเลนแห่งแสงสว่างเข้ามาใกล้ เย่วเทียนหมิงกระพริบตาสีเงินใสแจ๋วส่งเสียงอ้อแอ้ พลางยื่นมือเล็กๆคว้าไปด้านหน้าราวกับกำลังเรียกหาน้องชาย กิเลนแห่งแสงสว่างเปล่งพลังหยางร้อนแรงนำทาง แสงสีขาวพุ่งเข้าหาสายฟ้าสีดำ เสียงปะทะเปรี้ยงปร้างดังไปทั่ว

 

หมดปัญหาไปหนึ่งขั้น แล้วเราจะทำยังไงกับเบจญธาตุที่เหลือเล่าท่านพี่ ในเมื่อข้าใช้พลังไม้ทำลายผนึกดินไม่ได้

 

เจ้าใช้พลังไม้ได้สิมู่ตาน เพียงแต่จงซัดมันไปที่ผนึกธาตุไม้ นางกิเลนวารีตอบ มุมปากประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน

 

เอ๋ เช่นนั้นแล้วไม่ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ผนึกธาตุไม้แข็งแกร่งขึ้นรึ?”

นางกิเลนบุปผาแม้ถามแต่ก็พาร่างไปหยุดหน้าผนึกสีเขียวขุ่น ควงง้าวเป็นวงกลมก่อนฟาดส่งผ่านพลังธาตุไม้ของตนลงบนยันต์ใจกลางผนึก สำหรับมู่ตานกุ้ยฮวาแล้ววิธีการของชูเจินอวี้เหวิน เชื่อถือ ได้ทุกครั้งไป

 

ก็ทำให้แข็งแกร่งขึ้นนั่นแหละ ดูสิครั้งนี้ไม่มีแรงต้านจากไฟและทองใช่ไหม

จริงดังว่าผนึกธาตุไม้รับพลังของนางกิเลนบุปผาไว้จนสิ้นเมื่อพลังไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กลไกป้องกันตัวเองของค่ายกลจึงไม่ทำงาน

ซัดพลังธาตุไม้บริสุทธิ์ของเจ้าไปเรื่อยๆมู่ตาน

 

มู่ตานกุ้ยฮวาฟาดฟันคมง้าวไปที่ผนึกสีเขียวอย่างตั้งใจ ทุกครั้งที่พลังไม้ของนางส่งผ่านผนึกสีเขียวเข้มคล้ำก็สว่างใสขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปไม่นานแสงสีเขียวก็เจิดจ้ากว่าแสงอื่นๆที่เหลือ ยันต์ธาตุไม้กลืนกินพลังจนแน่นแทบล้นทะลักออกมา

 

ใกล้แล้วสินะ คราวนี้อัดพลังทั้งหมดแล้วฟาดไปทีเดียว!” สิ้นคำสั่งของชูเจินอวี้เหวิน มู่ตานกุ้ยฮวาก็กระโจนขึ้นไปบนฟากฟ้าแล้วพุ่งดิ่งลงมาราวลูกศร สองแขนฟาดง้าวแฝงประกายสีเขียวระยิบระยับ เมื่อคมง้าวปะทะเสียงเปรี๊ยะหนักๆก็ดังขึ้น ยันต์ธาตุไม้แตกออกเป็นเสี่ยงๆส่งผลให้ยันต์ที่เหลือกรีดร้อง เมื่อแหล่งพลังไม่สมดุลค่ายกลจึงพังทลาย ม่านพลังปกคลุมสลายออกเผยให้เห็นถ้ำหินที่มีทางลงสีดำมะเมื่อม

 

การจะชนะในศึกแห่งปัญญาแรกสุดคือห้ามเดินตามหมากของศัตรู ค่ายกลเบจญธาตุวางตัวเองไว้ตามวัฏจักรก่อเกิดและสะกดอย่างสมบูรณ์ แทนที่เราจะหาทางทลายวัฏจักรนั้นสู้โจมตีทางอื่นเสียดีกว่า น้ำเติมลงภาชนะก็มีวันล้น ข้าให้เจ้าอัดพลังธาตุไม้ลงสู่ยันต์เมื่อพลังเกินพิกัดไร้ทางออกยันต์จึงโดนทำลายจากภายในอย่างไรเล่า

ชูเจินอวี้เหวินเฉลยก่อนนำทางมู่ตานกุ้ยฮวาเข้าไปภายในถ้ำ

 

กลยุทธ์ของชูเจินอวี้เหวินนั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะค่ายกลเบจญธาตุมิใช่ชั่ว ครั้งนี้อาศัยท่านเทพพิทักษ์บู้แห่งพิภพกิเลนลงแรงเองจึงดูเหมือนง่ายดังพลิกฝ่ามือ แต่ในความเป็นจริงแล้วในพิภพมนุษย์ผู้ที่คิดพลิกแพลงสวนทางค่ายกลได้โดยไม่นับจักรพรรดิมนุษย์ผู้ชาญฉลาดและเทพพิทักษ์ทั้งสามแล้วมีน้อยยิ่งกว่านิ้วบนฝ่ามือ และถึงแม้จะคิดได้การจะหาผู้มีพลังธาตุบริสุทธิ์ไร้ขอบเขตถึงขั้นทำให้ยันต์ผนึก อิ่มล้นจนท้องแตกตาย เองนั้น คงจะต้องใช้จอมอาคมสักร้อยแปดคนส่งผ่านพลังติดต่อกันสักร้อยแปดคืน มิใช่เพียงชั่วหม้อข้าวเดือดเช่นที่มู่ตานกุ้ยฮวากระทำ

 

จากส่วนลึกภายในถ้ำเสียงหัวเราะคิกคักแปร่งหูเสียงหนึ่งแว่วมา มาตรว่าทุ้มเกินไปที่จะเป็นหญิงและแหลมเกินไปที่จะเป็นชาย สองราชินีจึงสบตากันครั้งหนึ่งก่อนทะยานร่างเข้าสู่ความมืดมิดด้านใน

 

 

-----------------------------

 

A/N โอยยาวจริงๆ ขอบอกว่าค่ายกลนี่เขียนยากมาก = = คิดมุขตั้งกะนาน เหอๆ Q.Q ดูดพลังไปหมดเลยอ้ะ แงๆ มาช้าดีกว่าไม่มานะ คนอ่านอย่าพึ่งหนีกันไปหมดนะจ้ะ T.T ตอนหน้าขอแก้ตัวด้วยฉากรังแกเด็จพ่อ และเปิดตัวสองหน่อผู้อยู่เบื้องหลัง (อีกครั้ง!)

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

1,503 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 ตุลาคม 2555 / 17:31
    สนุกมาก
    #1486
    0
  2. #1263 •Zol2iäc• (@yuletied) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2553 / 17:01
    อ๋อ
    เข้าใจละๆ

    เก่งจริงๆนะมู่ตาน~
    #1263
    0
  3. #1224 jaja (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2553 / 20:13
    น่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือนะ จะได้ซื้อมาอ่านกัน

    ขอให้ได้ออกมาเป็นเล่มนะ เอาใจช่วย
    #1224
    0
  4. #1084 นานา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2553 / 20:33
    บอกคำเดวว่า

    "สุดยอด" เจ๋งสุดๆ

    มันดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากยิ่งตอนค่ายกลเนี่ยยย

    มันต้องใช้ความคิดแบบสุดๆ

    กว่าจะคิดออกมาได้แต่ละตอนคงจะเหนื่อยกันน่าดู

    พยายามเข้านะค่ะ

    สู้ๆ!!!
    #1084
    0
  5. #744 yuuyami (@yuuyami) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2553 / 15:16
    มุขค่ายกลนี้ ดีจริงๆค่ะ ชื่นชมๆ
    ผู้น้อยขอคารวะ หนึ่งจอก ด้วย สุราหิมะหอมแห่งวังเหยียบเมฆา
    #744
    0
  6. #643 GoodDavil (@eieeei) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2553 / 21:11
     ว้าวๆ ราชินีทั้งสอง แบบว่า สวย เก่ง ฉลาด^^
    #643
    0
  7. #549 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2553 / 13:26
    โอ้ราชินีแต่ละนาง ทั้งฉลาดและทรงพลังจริงๆ
    #549
    0
  8. #484 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 / 11:27
    หนูหมิงน่ารักอะ ขนาดยังไม่รู้ความก็เล่นพลังกันเปรี้ยงปร้างแล้ว หุหุ
    #484
    0
  9. #75 คนในเงามืด (@enjoy-everning) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มีนาคม 2553 / 14:13
    สองราชินักิเลน น่ารักจัง
    ชอบมากกกกกกกกค่ะ
    #75
    0