Sparrow Project [จบแล้ว]

ตอนที่ 21 : Chapter XVII : สองวันที่เหลือ [RW] (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 136
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    27 ธ.ค. 59

Chapter XVII : สองวันที่เหลือ


เที่ยงตรง ผู้เล่นทุกคนที่เหลืออยู่ต่างก็มารวมกันที่ห้องอาหารอีกครั้ง ทว่าในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คนอย่างนี้กลับแทบไม่มีเสียงอะไรเลย บรรยากาศมาคุแผ่ไปทั่วจนรู้สึกได้ชัดเจน ผู้เล่นบางคนก็แทบจะกินข้าวไม่ลงเพราะเพิ่งไปเห็นศพมา กลับกัน ผู้เล่นอีกส่วนก็มีทีท่าปกติมากจนอดทำให้คิดไม่ได้ว่าพวกเขาเคยชินกับภาพเหล่านี้จนใจด้านชาไปแล้ว

ไอริสนั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ กับเฮฟฟินโดยที่ต่างคนต่างก็ไม่ได้พูดอะไรกันสักคำ คนเป็นน้องเองเห็นสีหน้าของพี่ดูเหมือนกลังคิดอะไรอยู่อย่างเคร่งเครียดมากจึงไม่กล้าเข้าไปขัดสมาธิ พลันสายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนสาวของเขาที่นั่งอยู่อีกโต๊ะซึ่งไม่ไกลกันนัก จึงร้องเรียกเธอทันที

“เอส มานั่งด้วยกันสิ” ชายหนุ่มกล่าวชักชวน

โดยปกติ ก่อนหน้าที่ร่างสูงจะถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร เขา พี่สาว และเพื่อนสนิทอย่างเอสเธอร์ก็นั่งด้วยกันประจำอยู่แล้ว ทว่าเหตุการณ์นั้นกลับทำให้เขาห่างเหินกับเพื่อน เธอดันคิดว่าเขาฆ่ารุบิโน่ไปจริงๆ ซะนี่ อย่างไรก็ตาม หลังจากได้เปิดใจคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ เด็กสาวผิวคล้ำเองก็ดูไม่ได้มีท่าทีสงสัยหรือติดใจอะไรเขาแล้ว ซ้ำยังร้องไห้รู้สึกผิดต่อชายหนุ่มอีกต่างหาก เฮฟฟินเองก็ไม่ได้โกรธอะไรเธอเช่นกัน นั่นทำให้ความสัมพันธ์ของคู่เพื่อนซี้เริ่มฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ฝ่ายชายหนุ่มจึงคิดว่าน่าจะดีที่จะชวนเพื่อนสาวมานั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนอย่างเคย

ทว่ากลับโดนปฏิเสธอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ม...ไม่ล่ะ” เอสเธอร์แสร้งยิ้มออกมาอย่างไม่ค่อยจะเนียนเท่าไหร่ พลางเหลือบมองไปทางสาวรุ่นพี่ผู้มีดวงตาสีเขียวมรกตที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับเพื่อนของเธอ “ฉัน...เอ่อ...อิ่มแล้วน่ะ ไปล่ะนะ!

สาวเจ้าพูดอย่างนั้นทั้งที่ข้าวยังเหลือครึ่งจาน แถมเมื่อกี้ก็ยังเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เลยแท้ๆ จะให้เฮฟฟินเชื่อได้ยังไงกันเล่า

ชายหนุ่มมองเพื่อนสาวของตนเดินไปเก็บจานและรีบวิ่งออกไปจากห้องด้วยแววตาฉงนงงงวย ฝ่ายไอริสเห็นอย่างนั้นจึงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงดูเหมือนกำลังประชด ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เขาไม่อยากนั่งกับพี่น่ะเฮฟ” เธออธิบายเสียงราบเรียบราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ “เขาคงยังคิดว่าพี่เป็นฆาตกรอยู่ล่ะมั้ง ก็ตั้งแต่คดีคุณอเล็กเซียที่ปากกาพี่ไปตกอยู่น่ะ”

ชายหนุ่มได้รับคำตอบก็ยิ่งขมวดคิ้วเป็นปมเข้าไปใหญ่ ทั้งสับสนและไม่เข้าใจว่าทำไมเอสเธอร์จะต้องคิดอย่างนั้น ฝ่ายหญิงสาวเห็นสีหน้าของน้องชายจึงอธิบายต่อ

“ในเวลาแบบนี้ เขาก็ต้องระมัดระวังตัวเองเป็นเรื่องปกติ” ร่างบางพูด “พี่เป็นคนที่น่าสงสัยที่สุดตอนนี้ พี่อาจจะลุกไปฆ่าเขาตอนไหนก็ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะไม่อยากเข้าใกล้พี่”

“แต่เอสก็จะน่าจะรู้นี่ครับว่าพี่ไม่ใช่คนที่จะไปทำแบบนั้นได้น่ะ!” เฮฟฟินท้วงอย่างแรงเหมือนคนไม่อยากยอมรับความจริง ชายหนุ่มไม่อยากจะเชื่อหรอกว่าเพื่อนรักของเขาจะมาสงสัยพี่สาวบุญธรรมของเขาเองน่ะ

“วินาทีนี้ใครๆ ก็ฆ่าคนได้ทั้งนั้นแหละเฮฟ” ไอริสบอกเสียงเย็น แววตาของเธอนิ่งจนน่าขนลุก “เฮฟเองก็ระวังไว้ดีกว่าไหม มันก็มีความเป็นไปได้ที่เอสเธอร์จะเป็นฆาตกรเหมือนกัน”

“หมายความว่ายังไงกันครับ ผมเป็นเพื่อนกับเอสมาเป็นสิบปีนะ! ผมรู้จักเธอดี คนอย่างเธอไม่ไปฆ่าใครหรอก!” เฮฟฟินเริ่มมีน้ำเสียงเดือดดาล

“ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าเป็นเพื่อนรักกัน แค่เตือนๆ ไว้น่ะ ไม่ใช่แค่เอส แต่ตอนนี้ไม่ว่าใครก็เป็นฆาตกรได้ทั้งนั้น” หญิงสาวกล่าวก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีคาราเมลของน้องชายพลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่แค่...เป็นห่วงเฮฟน่ะ”

เฮฟฟินมองดวงตาสีเขียวสุกใสคู่นั้นของพี่สาวด้วยความสับสน ความคิดมากมายตีกันยุ่งไปหมดในหัว เรื่องที่พี่พูดมามันก็จริงทั้งนั้น ทว่ากลับยากที่เปิดใจรับ ในเมื่อคนหนึ่งก็เพื่อน อีกคนก็พี่ และทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตลอด ทว่าพอมาถึงวันนี้ คนทั้งสองกลับสงสัยกันและกันเอง ราวกับว่าสถานการณ์ของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องวิปริตนี้กำลังค่อยๆ ปลุกด้านมืดของมนุษย์ขึ้นมาทีละนิด... ด้านมืดที่คอยพร่ำกระซิบบอกไม่ให้เชื่อใจใครทั้งนั้น คอยบอกให้เอาตัวรอดไว้ก่อนโดยไม่ต้องสนใจคนอื่น และคอยบอกให้ทำทุกวิถีทางเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง

“พี่กินเสร็จแล้วใช่ไหม กลับห้องกันเถอะครับ” ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา มันก็ไม่ใช่ว่าเขาอิ่มแล้วหรอกนะ เพียงแค่เขาเริ่มรู้สึกถึงสายตาของผู้เล่นหลายคนซึ่งจับจ้องมาที่เขากับพี่ และเขาก็รู้ดีว่าคนพวกนี้จะต้องคิดว่าพวกเขาพี่น้องรวมหัวกันสร้างคดีฆาตกรรมขึ้นมาแน่ๆ ความจริงข้อนั้นทำให้ร่างสูงรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูกจนทนนั่งต่อไปไม่ไหว

ไม่นานนัก หลังจากที่ทั้งคู่กลับมาถึงห้องของไอริสแล้ว หญิงสาวก็เปิดประเด็นขึ้นมาทันที

“จะทำยังไงกันต่อไปดี” ร่างบางถามสีหน้าจริงจัง “ในตอนที่เราไขคดีกันอยู่ก็มีคนตายไปอีกคนแล้ว เราไม่มีเวลาเหลือเยอะแล้วนะเฮฟ”

“ผมรู้ครับ...” เฮฟฟินพูดเสียงแผ่ว “แต่จะให้ทำยังไงอีกได้ล่ะ ทุกอย่างที่ทำได้ก็ทำไปหมดแล้วนะครับ ยังหาเบาะแสเพิ่มไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ตัดตัวเลือกฆาตกรออกไปไม่ได้สักคนด้วย”

“พี่คิดไว้อยู่น่ะว่าฆาตกรอาจจะมีสองคนก็ได้” ไอริสเอ่ยพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “แต่ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็ คงจะยิ่งยากเข้าไปใหญ่น่ะสิ แทบไม่มีวันรู้ได้เลย”

คนเป็นน้องนิ่งงันไปสักพักคล้ายกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนที่สักพักเขาจะพูดโพล่งขึ้นมา

“ผมว่าเรายังพอมีเวลานะครับ ถ้าจำไม่ผิด ทุกครั้งที่ฆาตกรฆ่าเหยื่อ จะเว้นเวลาไปประมาณสองวันแล้วค่อยฆ่าคนต่อไปตลอดเลย ถ้าเราช่วยกันคิดอย่างจริงจังในสองวันนี้ ก็อาจจะมีอะไรดีๆ ขึ้นมาก็ได้”

หญิงสาวได้ฟังอย่างนั้นก็ย้อนกลับไปครุ่นคิดถึงคดีเก่าๆ ที่ผ่านมา และก็พบว่าเรื่องที่น้องชายของเธอพูดเป็นเรื่องจริง ไดรเซนเพิ่งจะถูกพบศพเมื่อเช้า เพราะฉะนั้น ยังไงเธอและน้องก็เหลือเวลาอีกสองวันเห็นจะได้ ที่จะมาช่วยกันคิดหรืออย่างน้อยๆ ก็แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่ให้มีคนตายเพิ่มมากไปกว่านี้

“พูดๆ ไปแล้ว...คดีแรกที่คุณรุบิโน่ตายก็ยังมีอะไรอีกอย่างที่คาใจพี่นะ” ไอริสกล่าวขึ้นมา “ก่อนจะเกิดคดี พี่เห็นกระดาษที่แปะไว้ว่า ช่วยด้วย ฉันอยู่ในนี้ และก็มั่นใจมากๆ ว่าเห็นข้อความอย่างนั้นจริงๆ แต่พอพี่ไปเรียกทุกคนมาดู ข้อความนั้นก็หายไปแล้ว แต่กระดาษยังอยู่”

“บางทีฆาตกรอาจจะมาลบหรือเปล่าครับ” เฮฟฟินเสนอความคิด

“ไม่หรอก พี่จำได้ว่าข้อความนั้นน่ะถูกเขียนด้วยปากกา...” หญิงสาวแย้ง แล้วก็เงียบไปทั้งที่ยังพูดไม่จบ เธอนั่งนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะร้องออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ

“ใช่แล้วล่ะ! จริงด้วย!

ชายหนุ่มมองพี่สาวบุญธรรมด้วยความงุนงงกับท่าทีของเธอที่จู่ๆ ก็แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ร่างบางเห็นดังนั้นจึงเอ่ยปากขยายความให้น้องชายฟัง

“จำได้ว่าตอนที่เผลอเอาไหล่ไปพิงตรงประตูแล้วโดนกระดาษแผ่นนั้นน่ะ มันร้อนนิดๆ ด้วยล่ะ แม้จะนิดเดียวก็เถอะ” ไอริสพูด “ก็เลยนึกขึ้นมาได้น่ะว่าคนร้ายต้องใช้ปากกาลบได้แน่ๆ พอตอนที่จะลบก็ใช้ยางลบพิเศษ ซึ่งปกติแล้วจะต้องใช้ความร้อนประมาณ 60 องศาถึงจะลบข้อความออก แต่กว่าพี่จะไปเรียกทุกคนมารวมกันได้ ก็คงเกือบหายร้อนแล้ว เพราะงั้นพี่ถึงยังรู้สึกถึงไอร้อนแค่นิดหน่อยเท่านั้น... เรื่องง่ายๆ แค่นี้ทำไมถึงนึกไม่ออกนะ”

อีกครั้งที่พี่สาวทำให้คนร่างสูงผู้เป็นน้องอดทึ่งในความสามารถไม่ได้ ถึงมันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ก็เถอะ แต่ถ้าเป็นเขาเองก็คงนึกไม่ออกแน่

“เพราะเฮฟพูดคำว่าลบขึ้นมานั่นล่ะ ขอบใจนะ” ไอริสบอกเสียงนุ่ม ทำเอาคนถูกชมหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ หญิงสาวรู้สึกหัวใจพองโตขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นใบหน้าเคอะเขินของอีกฝ่าย

ถ้าเป็นแบบนี้ไปได้ตลอด...ก็คงดีสินะ

นั่นเป็นเพียงความปรารถนาลมๆ แล้งๆ ไอริสรู้ดีว่าฝันร้ายในชีวิตจริงนี้จะยังคงดำเนินต่อไป คนร้ายจิตวิปริตไม่มีทางยอมหยุดง่ายๆ เพราะอย่างนั้นเธอถึงจำเป็นต้องมาหยุดเขาด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้น...สักวัน เธออาจจะต้องเสียน้องชายคนเดียวที่รักที่สุดไป

ไอริสในตอนนี้ก็มีสภาพเหมือนตายไปนิดหน่อยแล้ว ในเมื่อแขนขวาซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญหนึ่งของเธอมีโอกาสตายสนิทสูงมาก และหลังจากได้เห็นความตายมามากมาย หากให้พูดตามความจริง หญิงสาวคงไม่เสียดายชีวิตเท่าไหร่ถ้าจะถูกฆ่า ทว่าคนที่เธอห่วงมากกว่าตัวเองกลับเป็นน้องบุญธรรม เขายังเด็กและไม่ควรมาพบกับเรื่องอะไรแบบนี้เลยสักนิด เขาควรจะได้รอดออกไปมีชีวิตที่มีความสุข

จะว่าเฮฟฟินเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาไขปริศนาอย่างจริงจัง ก็คงถือว่าพูดถูกนั่นแหละ

เพราะอย่างนั้น ภายในเวลาสองวันที่เหลือนี้ ไอริสจะต้องทำทุกวิธีเพื่อหยุดเรื่องบ้าๆ นี่ให้ได้ อาจจะเสี่ยง อาจจะเหนื่อย แต่เมื่อชีวิตทั้งชีวิตของคนที่เธอรักกลายเป็นเดิมพัน ก็ไม่มีวันที่หญิงสาวจะเลิกราไปง่ายๆ แน่

แผนของ Sparrow…เธอจะเป็นคนทำลายมันเอง

ปริศนาของ Sparrow…เธอจะเป็นคนแก้มันเอง

หน้ากากของ Sparrow…เธอจะเป็นคนกระชากมันออกมาเอง!!

คิดได้ดังนั้นแล้วหญิงสาวจึงวิเคราะห์ต่อ “ที่น่าสงสัยก็คือฆาตกรจะทำแบบนั้นไปทำไมกัน ทำไมต้องเขียนแล้วก็ลบออกทีหลังด้วย”

“ก็น่าจะลบเพราะไม่อยากให้คนเห็นไม่ใช่เหรอครับ”

“ไม่หรอก ถ้าไม่อยากให้คนเห็นจะเขียนแล้วเอามาแปะหน้าห้องทำไมตั้งแต่แรกล่ะ แบบนั้นน่ะ ดูยังไงก็คือการจงใจให้คนไปเห็นเข้าชัดๆ” ร่างบางแย้ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ “อ้อ อีกอย่าง พี่ว่าคนร้ายต้องอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นแน่ๆ และคงมองดูพี่อยู่ด้วย เพราะถ้าไม่รีบมาลบทันทีหลังจากพี่เดินออกไปก็คงไม่ทันหรอก”

“แล้วทำไมฆาตกรถึงต้องให้พี่เห็นข้อความแค่คนเดียวด้วยล่ะครับ” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นมาพลางขมวดคิ้วฉงน

ไอริสเองก็คิดเหมือนกับน้องชายนั่นล่ะ ที่ฆาตกรทำไปแบบนี้มันดูไม่สมเหตุสมผลเอาซะเลย ถ้าจะบอกว่าแค่แกล้งเล่นก็คงไม่ใช่อย่างแน่นอน หญิงสาวรู้ดีว่าคนอย่าง Sparrow จะต้องวางแผนมาอย่างซับซ้อนก่อนที่จะทำอะไรอยู่แล้ว นั่นทำให้เธอต้องกลับมาคิดอย่างหนัก รวมทั้งพยายามย้อนความทรงจำของตัวเองไปถึงตอนนั้นและนึกถึงรายละเอียดให้ได้มากที่สุด

“อ๊ะ...จริงสิ” ในที่สุดเธอก็นึกอะไรออกขึ้นมา “ในตอนนั้นน่ะ กระดาษมันเปื้อนเลือดด้วยนี่”

“ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปได้ไหมครับที่จริงๆ แล้วคุณรุบิโน่เป็นคนเขียนขอความช่วยเหลือ” เฮฟฟินโพล่งขึ้นมา

“คิดว่าไม่นะ จำได้ไหมว่าศพคุณรุบิโน่มีรอยถูกแทงโหว่ลึกลงไปเลยน่ะ ไม่น่าจะมีแรงหยิบปากกา หยิบกระดาษ แล้วเขียนข้อความตั้งยาวขนาดนั้น แถมยังเอามาแปะที่หน้าประตูได้อีก” หญิงสาวกล่าว ก่อนที่จะพูดประโยคหลังแล้วชะงักไป “แล้วคุณรุบิโน่ก็ตายวันถัดมาด้วยไม่ใช่เหรอ...”

ไอริสยกมือซ้ายขึ้นกุมขมับพลางหลับตาประดุจว่ากำลังใช้สมาธิอย่างมาก เธอนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราววันนั้นอีกครั้ง... ภาพต่างๆ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัวอย่างเลือนราง ทั้งภาพของกระดาษเปื้อนเลือดนั่น ทั้งภาพสีหน้าของคาโอริที่ดูไม่เชื่อคำพูดเธอเลยสักนิด รวมถึงภาพที่เด็กสาวผมเปียคนนั้นเดินเข้าไปสำรวจในห้องแล้วจึงร้องบอกออกมาว่าไม่มีอะไรแปลกไป

“จริงด้วยสิ!” หญิงสาวอุทานออกมา ดวงตาสีเขียวสดใสเบิกกว้าง “ถ้าเกิดว่าฆาตกรทำแบบนั้นเพื่อให้มีหลักฐานเรื่องช่วงเวลาตายล่ะ”

ชายหนุ่มผู้เป็นน้องแสดงออกสีหน้างุนงงอย่างชัดเจน คนเป็นพี่จึงรีบอธิบายต่อ “ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ กระดาษแผ่นนั้นน่ะก็ไม่ใช่ว่าต้องให้พี่เห็นหรอก จะให้ใครเห็นก็ได้แต่ขอแค่คนเดียวเท่านั้น พอมีใครสักคนมาเห็นกระดาษ ซึ่งคนนั้นบังเอิญเป็นพี่ ก็ต้องตกใจคิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วไปเรียกคนอื่นๆ มาใช่ไหมล่ะ”

“แล้วทำไมต้องลบตอนคนอื่นมาถึงด้วยล่ะครับ”

“ถ้ามีคนแค่คนเดียวจากทั้งหมด 13 คนมาบอกว่าเห็นข้อความแปลกๆ บนกระดาษ แล้วพอไปถึงจริงๆ ก็ไม่มีข้อความอะไร ยังไงมันก็เชื่อยากใช่ไหมล่ะ นั่นล่ะจุดประสงค์ของฆาตกร มันไม่อยากจะให้ใครเชื่อที่พี่พูดไงล่ะ”

“เพื่ออะไรกัน” คนร่างสูงถาม ดวงตาสีคาราเมลฉายแววสับสน

“การที่กระดาษเปื้อนเลือดน่ะมันมีเหตุผล ถึงเรื่องที่พี่พูดไปจะฟังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่กระดาษที่เปื้อนเลือดน่ะ มันก็ดูน่าสงสัยอยู่นิดหนึ่งใช่ไหมล่ะ ประกอบกับพี่ยืนกรานว่าเห็นข้อความจริงด้วย สุดท้ายแล้วก็ต้องมีใครเป็นตัวแทนเข้าไปสำรวจดูในห้องเพื่อคลายความข้องใจทั้งหมด แต่เพราะทุกคน รวมถึงคนที่จะเข้าไปสำรวจซึ่งตอนนั้นคือคาโอริน่ะ ไม่เชื่อพี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วและคิดว่าพี่จินตนาการไปเอง จิตใต้สำนึกของพวกเขาก็จะคิดว่าในห้องมันต้องไม่มีอะไรแน่ๆ พอคาโอริบอกว่าไม่มีอะไรจริงๆ ก็จะปักใจเชื่อกันหมด คาโอริเองก็คงสำรวจผ่านๆ ไปอย่างไม่ละเอียดเพราะคิดว่าไม่มีอะไร” ไอริสร่ายยาว

“หมายความว่าจริงๆ แล้วตอนนั้น ในห้องมันมี อะไรอยู่เหรอครับ” ชายหนุ่มถามต่อด้วยท่าทางขนลุกเล็กๆ เพราะพอจะเดาได้ว่า อะไร กันแน่ที่อยู่ในห้อง

“ศพไงล่ะ” หญิงสาวยืนยันเสียงหนักแน่น

“เราไม่เห็นคุณรุบิโน่กันตั้งแต่วันนั้นแล้วใช่ไหมล่ะ ถ้าให้เดา เธอก็คงตายไปตั้งแต่วันนั้นแหละ แล้วคงถูกฆาตกรเอาศพไปซ่อนไว้ในห้องที่ไหนสักแห่งอย่างมิดชิด ประกอบกับคาโอริดูไม่ละเอียดด้วยคงไม่เห็นอยู่แล้ว

“จากนั้น พวกเราก็พบศพกันในวัดถัดมา นั่นหมายความว่าคนร้ายคงอยากให้พวกเราได้เข้าไปสำรวจห้องของเธอและรับทราบว่ามันไม่มีอะไร เพื่อเป็นการยืนยันว่าเธอไม่ได้ตายวันนั้นแน่นอน แต่ตายวันถัดมาต่างหาก เพราะถ้าพวกเรารู้กันว่าเธอตายวันนั้นล่ะก็ เฮฟก็จะมีหลักฐานที่อยู่และรับความผิดเป็นแพะแทนไม่ได้น่ะสิ”

เฮฟฟินพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับทฤษฎีของพี่สาว ทว่ากลับมีจุดติดขัดอยู่จุดหนึ่งที่ยังคงคาใจเขา

“แต่ศพของคุณรุบิโน่ที่เราเจอ มันดูเหมือนเพิ่งตายนะครับ ถ้าตายมาเป็นวันแล้วก็ต้องมีสภาพอีกแบบสิ”

สิ่งที่น้องชายแย้งมาเป็นจริง และไอริสก็ลืมคิดถึงความจริงข้อนั้นไปเสียสนิท สีหน้าเธอแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่หญิงสาวจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“แสดงว่าที่คิดมาผิดหมดเลยสิเนี่ย”

 

ในห้องพักส่วนตัว ร่างของเด็กสาวผิวคล้ำกำลังนั่งขะมักเขม้นกับอะไรสักอย่างอยู่บนโต๊ะทำงาน ดวงตาสีฟ้าเพทายจดจ่ออยู่ที่กระดาษแผ่นหนึ่ง มือจับปากกาเขียนขยุกขยิก

เอสเธอร์เองก็กำลังพยายามวิเคราะห์เรื่องคดีอยู่เช่นกัน...ไม่สิ คงต้องบอกว่าในนาทีนี้ ใครๆ ก็คงต้องรีบไขคดีให้ออกเพื่อชีวิตของตัวเองกันทั้งนั้น

เรื่องน่าตลกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อก่อนเหล่าผู้เล่นจะเสนอความคิดเห็นกันในลักษณะกลุ่ม ทว่าตอนนี้กลับแทบไม่มีใครพูดคุยกัน ต่างคนต่างซุ่มไขปริศนาด้วยตัวเองและเอาตัวเก็บตัวอยู่ในห้องพัก

แต่มันก็สมเหตุสมผลอยู่หรอก... ห้าศพผ่านไปแล้ว จะให้นึกไว้ใจใครได้อีกล่ะ

คนที่เอสเธอร์สงสัยมากที่สุดก็คือไอริส จริงอยู่ที่ทั้งคู่รู้จักกันมาก่อนในฐานะรุ่นน้องรุ่นพี่ และเพราะเด็กสาวสนิทกับเฮฟฟินเอามากๆ จึงพลอยสนิทกับพี่สาวของเพื่อนไปด้วยในระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น หากดูจากคดีที่ผ่านๆ มาแล้ว ไอริสเป็นคนที่มีความเป็นไปได้จะเป็นฆาตกรอยู่สูง

คดีแรก... ตอนนี้เอสเธอร์เชื่อแล้วว่าเฮฟฟินไม่ใช่ฆาตกร เพราะฉะนั้น คนที่ดูมีแนวโน้มจะจับเฮฟฟินไปได้มากที่สุดก็คือพี่สาวบุญธรรมของเขาเองอย่างไอริส

คดีที่สอง... ไอริสก็เป็นคนที่ไขปริศนาได้ ถึงหญิงสาวจะฉลาดอยู่แล้วก็เถอะ แต่มันก็มีความเป็นไปได้อยู่ดีที่ไอริสจะเป็นฆาตกรซะเอง และแสร้งทำเป็นไขปริศนาได้เพื่อให้ทุกคนไปพบศพ

คดีที่สาม... ปากกาของไอริสตกอยู่ในห้องผู้ตาย เป็นหลักฐานที่ชัดเจนเอามากๆ

คดีที่สี่... ก่อนจะเกิดคดีไอริสถูกแทงแขนไปแล้ว แต่ทำไมฆาตกรถึงทำแค่นั้นล่ะ ปกติที่ผ่านมาฆาตกรจะฆ่าให้ตายไปเลย แต่ไอริสกลับโดนเพียงแค่บาดเจ็บแขนขวา อาจเป็นเพราะเธอเป็นคนร้ายเองหรือเปล่า จึงตัดสินใจทำอย่างนั้นให้ตัวเองพ้นจากตำแหน่งผู้ต้องสงสัย

คดีที่ห้า... ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนนักว่าไอริสเป็นคนทำ แต่ดูจากสี่คดีที่ผ่านมาแล้ว เด็กสาวผิวคล้ำคงจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วกลับไปไว้ใจรุ่นพี่สาวเหมือนอย่างก่อนหน้านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ไม่ว่าจะดูยังไงในสายตาเอสเธอร์ ไอริสก็คือ Sparrow ตัวจริงชัดๆ


Talk
สว
ัสดีค่าาาา มาอัพครบ 100% แล้วนะคะ
บทนี้ก็มีการแบ่งบทให้ตัวละครอื่นอย่างเอสเธอร์บ้างเนอะ นางไม่ได้โผล่มาหลายตอน กลัวคนจะลืมนางกัน 555
ก็ไม่มีอะไรจะพูดมากหรอกค่ะ อยากบอกแค่ว่า Merry Christmas นะคะนักอ่านทุกท่าน ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ อยู่กับนิยายเรื่องนี้ไปนานๆ นะคะ เดียร์รักนักอ่านทุกท่านมากๆ เลยค่ะ! <3
กำลังคิดอยู่ว่าจะมีตอนพิเศษฉลองคริสต์มาสดีไหม ถ้ามีใครอยากอ่านเรื่องราวคริสต์มาสของตัวละครไหนก็คอมเม้นมาบอกได้นะคะ! อย่าปล่อยให้เดียร์เงียบเหงาเล้ยย ฮ่าๆ



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

296 ความคิดเห็น

  1. #260 TBR' / Kuro (@roseamanelle123) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 18:16
    โหวดอยากอ่านตอนพิเศษของ ไอรีสกับเฮฟค่าาาา ><
    #260
    1
    • 26 ธันวาคม 2559 / 16:28
      ตั้งใจไว้ว่าไอริสกับเฮฟฟินจะไม่มี side story น่ะค่ะ เอาไว้ติดตามเรื่องราวของทั้งคู่ในเนื้อเรื่องหลักแทนนะค้า ขอโทษจริงๆ ;_;

      ยังไงก็ขอบคุณที่เสนอมานะคะ! คอมเม้นของท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เดียร์พัฒนางานเขียนได้ต่อไปค่ะ :D
      #260-1
  2. #185 GhostZ:I (@stop69) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2557 / 14:29
    จากที่สงสัยว่าใครคือคนร้ายกลายเป็นว่าไปสงสัยพระเอกว่าชอบใครแทน กรรม
    #185
    0
  3. #184 M (@melody-mushroom) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 20:07
    อ่านเพลินเลยค่ะ ลื่นไหลมาก
    ไม่มีสะดุดเลยอ่ะ ปรบมือแปะๆ

    #184
    0
  4. #183 Marry (Christmas) (@memee2013) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 17:11
    น่ารักกกกกกกกกกกกกก
    #183
    0
  5. #182 Ice Queen (@tippayajun) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 16:36
    ชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่าสองคนนี้ คู่กันจริงป่าวเนี่ย -_-;  หมายถึงผู้จัดหญิงกับเฮฟลูกชายเขาอ่ะ >_<
    #182
    0