Sparrow Project [จบแล้ว]

ตอนที่ 23 : Chapter XVIII : หนึ่งวันที่เหลือ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ม.ค. 60

Chapter XVIII : หนึ่งวันที่เหลือ


เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดจ้าแบบที่ไม่ค่อยพบเห็นในหน้าหนาวซึ่งสาดส่องเข้ามาในห้องของไอริสและปลุกให้เธอตื่นขึ้น ปกติแล้วไอริสชอบแสงแดดอุ่นๆ แล้วนี่มันก็ควรเป็นยามเช้าอันสดใส ทว่าเช้านี้กลับไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนั้นเลยสักนิดเดียว

เพราะหญิงสาวเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งวันเท่านั้นในการไขปริศนา... ก่อนที่จะมีศพเพิ่มไปมากกว่านี้ และก่อนที่ศพต่อไปอาจเป็นตัวเธอเองหรือคนที่เธอรัก

ร่างบางลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างลวกๆ เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะทำอะไรประณีตได้ เมื่อเสร็จธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ไอริสจึงมุ่งตรงไปยังห้องอาหารทันทีด้วยหวังจะไปพบหน้าคนเป็นน้องชาย แน่นอนว่าเมื่อมาถึง หญิงสาวก็ได้เจอน้องจริงๆ ทว่ากลับมาอีกสิ่งที่เธอไม่ได้คาดคิดถึงแวะเวียนมาทักทายพร้อมกันด้วย

ภาพที่ปรากฏตรงหน้านั้นคืออาหารทั้งห้องที่ถูกทำให้เละเทะไปหมด บางจานก็ถูกคว่ำไว้บนโต๊ะ บางจานก็ถูกเททิ้งลงพื้น บางจานก็ถูกนำมาโปะรวมเข้ากับอีกจานทำให้ดูน่าขยะแขยง ที่สำคัญคือบนพื้นยังมีซอสมะเขือเทศสีแดงสดที่ถูกละเลงเขียนเป็นข้อความเอาไว้ว่า

ฉันกำลังจะไปรับนะ Rook’

ไอริสอ้าปากค้างด้วยทั้งช็อกและสับสน เธอไม่คิดเลยว่า Sparrow จะเคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้ แล้วการที่มาประกาศโจ่งแจ้งอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่าเจตนาคงเหมือนครั้งก่อนๆ แน่ นั่นคือจงใจท้าทายอย่างเห็นได้ชัด เจ้าฆาตกรดูจะมั่นใจมากทีเดียวว่าแผนฆ่าของตัวเองคราวนี้จะสำเร็จอีกครา

และการที่คนร้ายแสดงออกว่าตัวเองมั่นใจนักหนา ก็ส่งผลให้ลูกไก่ในกำมืออย่างไอริสสูญเสียความมั่นใจไปไม่น้อย แม้ว่าหญิงสาวจะสามารถไขปริศนาการเรียงลำดับฆ่าได้แล้ว มันก็ยากที่จะคิดให้ออกอยู่ดีว่าเหยื่อแต่ละครั้งจะเป็นใคร ผู้เล่นคนไหนที่มีคุณสมบัติตรงกับสัตว์ในบทเพลงตัวนี้บ้าง และในขณะที่เธอกำลังติดขัดอยู่ตั้งแต่เริ่มแบบนี้ ฆาตกร Sparrow ก็เริ่มเคลื่อนไหวเสียแล้ว จะห้ามใจไม่ให้กังวลได้อย่างไรกัน

“เป็นคุณสินะคะ คุณไอริส” เสียงจากผู้เล่นคนหนึ่งดังขึ้นมา มันเป็นน้ำเสียงกระแนะกระแหนอย่างที่ไอริสคุ้นเคยดี... เจ้าของเสียงก็คือเด็กสาวมัธยมปลาย คาโอรินั่นเอง สาวเจ้าเอ่ยในขณะที่ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์จดจ้องมายังไอริสเขม็งด้วยความไม่วางใจ

“หมายความว่ายังไงคะ พูดแบบนั้น” คนถูกกล่าวหาย้อนกลับ แม้ว่าในใจจะพอเดาได้อยู่แล้วว่าตนกำลังถูกสงสัยเรื่องอะไรกันแน่ก็ตาม

“ยังจะมาทำไขสืออีกเหรอคะ!” คราวนี้เสียงไม่ได้มาจากคาโอริ กลับดังออกมาจากปากของเด็กสาวผิวคล้ำร่างเล็ก เอสเธอร์มีท่าทีเดือดดาลอย่างห้ามไม่อยู่ คล้ายกับว่าควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้ว ดวงตาสีฟ้าเพทายฉายแววเกรี้ยวกราดเต็มที่ก่อนจะตะโกนต่อ “ถ้าไม่ใช่พี่ไอริสแล้วมันจะเป็นใครได้!

“ก็เป็นใครก็ได้ที่ยังเหลือรอดมาจนถึงตอนนี้ไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวดวงตาสีมรกตตอบกลับเสียงราบเรียบอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ สาวรุ่นน้องได้ยินคำโต้นั้นก็ยิ่งอารมณ์ร้อนเข้าไปใหญ่ แน่นอนว่ามันสามารถเป็นใครก็ได้จริงๆ แต่คนที่น่าสงสัยที่สุดจากที่ผ่านๆ มาล่ะ คนที่มีหลักฐานมัดตัวจากคดีของอเล็กเซียล่ะ คนที่มาถึงห้องอาหารช้าที่สุดล่ะ ก็ไอริสคนนั้นไม่ใช่หรือไง

ยังจะมาแก้ตัวอีก เมื่อไหร่จะยอมรับความจริงซะทีนะ คนแบบนี้นี่มัน...!!

เอสเธอร์กัดฟันกรอดอย่างอดกลั้น เธอพยายามห้ามใจตัวเองไม่ให้พูดหรือทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไป เพราะยังคงหาหลักฐานชัดเจนมามัดตัวไอริสและชี้ให้เห็นว่าสาวรุ่นพี่เป็นคนก่อคดีทั้งหมดที่ผ่านมาจริงๆ ไม่ได้ ขืนทำอะไรไปด้วยโทสะแล้วถ้าหากว่าอีกฝ่ายเป็นคนร้ายจริง เอสเธอร์อาจจะถูกฆ่าเอาก็ได้

“ยังจะยืนมองอะไรกันอยู่อีกล่ะครับ” เฮฟฟินซึ่งอยู่อีกฝั่งของกลุ่มคนร้องบอกขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน ก่อนที่เขาจะเอ่ยต่อโดยใช้น้ำเสียงราวกับจงใจจะกวนประสาท “ไม่มีข้าวเช้าให้กินก็กลับห้องกันไปสิครับ”

ผู้เล่นทั้งหลายต่างก็ทำหน้าแปลกๆ ออกมาหลังจากได้ยินแบบนั้นเข้า คล้ายกับว่าโกรธแต่ก็ดูเหมือนจะฝืนเก็บอารมณ์ไว้อยู่อย่างไรอย่างนั้น ทว่าเพียงชั่วครู่ก็พากันแยกย้ายเดินออกจากห้องอาหารไปจนทั้งห้องนั้นเหลือเพียงสองพี่น้อง เฮฟฟินและไอริสเท่านั้น

“ขอบใจนะเฮฟ” หญิงสาวฝืนปั้นยิ้มออกมาด้วยเพราะอยากให้น้องชายสบายใจ ในเมื่อเขาพูดออกมารุนแรงแบบนั้น คงจะให้ตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากว่าชายหนุ่มทั้งไม่พอใจที่พี่สาวตัวเองยังคงถูกสงสัย รวมถึงสับสนและโกรธเรื่องเอสเธอร์อยู่พอสมควรที่เพื่อนรักไม่เชื่อใจพี่สาวบุญธรรมของเขา

“ครับ...” เฮฟฟินตอบเสียงอ่อยๆ “เรากลับกันเถอะ”

ร่างสูงเดินนำหน้าพี่สาวกลับไปยังห้องพัก ฝ่ายไอริสพอเห็นคนเป็นน้องเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นซึมๆ อย่างรวดเร็วก็ยิ่งอดเป็นห่วงไม่ได้ เธอเดินตามไปเงียบๆ พลางครุ่นคิดอยู่ในใจว่าควรจะพูดอะไรให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น

หลังจากทั้งคู่กลับมาถึงห้องแล้ว ไอริสจึงเป็นคนเริ่มเอ่ยปากขึ้นมาก่อน

“เฮฟ...อย่าคิดมากเลยนะ” เธอพูดพลางเอื้อมมือซ้ายไปตบบ่าน้องชายเบาๆ อย่างอ่อนโยน ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวก่อนจะเอ่ยเสียงตัดพ้อ

“มันแค่ยากที่จะยอมรับน่ะครับ เรื่องแบบนี้” ชายหนุ่มกล่าวสั้นๆ แม้จะไม่บอกโดยตรงว่าเป็นเรื่องอะไร ทว่าเขาก็มั่นใจว่าคนเป็นพี่รู้ดีถึงสิ่งที่เขาสื่อไปหา

“ไม่ต้องยอมรับก็ได้ แค่ไม่ต้องคิดถึงมันก็พอ” หญิงสาวบอกเรียบๆ “พี่เข้าใจเอสเขานะ ถ้าพี่เป็นเขาก็คงสงสัยเหมือนกัน เพราะงั้นเฮฟไม่ต้องคิดอะไรให้มากเลย ไม่ว่าเอสจะคิดยังไงกับพี่ก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของพี่กับเอส อย่าปล่อยให้มันมาปนกับเรื่องความสัมพันธ์ของเฮฟกับเอสสิ ถึงพี่กับเอสอาจจะไม่ใช่รุ่นพี่รุ่นน้องเหมือนเดิม แต่เฮฟกับเอสยังเป็นเพื่อนกันอยู่เหมือนเดิมได้นี่นา สองเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกัน”

ชายหนุ่มร่างสูงยังคงดูจะมีสีหน้าลำบากใจอยู่บ้าง หญิงสาวจึงตัดสินใจใช้แขนซ้ายคว้าร่างตรงหน้าเข้ามากอดอย่างนุ่มนวล อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีอะไรให้เห็นเท่าไหร่ แต่ในใจก็ตกใจไม่น้อยเพราะหลังจากที่เริ่มโตแล้ว ก็มีไม่ค่อยบ่อยเท่าไหร่นักที่พี่สาวจะคว้าตัวเขาเข้ามากอดอย่างนี้

จู่ๆ เฮฟฟินอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา โดยแม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจสาเหตุว่าทำไม ทั้งที่คนทั้งคู่ก็กอดกันมาหลายต่อหลายครั้งแล้วแท้ๆ บางทีอาจเป็นเพราะว่านานๆ ทีการได้เป็นคนที่ถูกดึงเข้าไปกอดบ้าง มันก็ให้ความรู้สึกจั๊กจี้ดีเหมือนกัน

“อย่าเก็บมาคิด รู้มั้ย” ไอริสเอ่ยขณะที่ยังกอดน้องอยู่เหมือนเดิม “เห็นเฮฟคิดมาก พี่ก็พลอยไม่สบายใจไปด้วยนะ”

ชายหนุ่มนิ่งไปเมื่อได้ยินคำพูดนั้น อารมณ์พลันแปรเปลี่ยนเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมากลางใจทันทีหลังได้ยินว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ไม่สบายใจ

ทั้งๆ ที่อยากจะทำให้เธอมีความสุขแท้ๆ...

กลับสร้างความทุกข์ให้เธอแทน... แกนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ ไอ้เฮฟ

“พี่ก็อย่ามาเครียดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของผมแบบนี้เลยนะ...” ร่างสูงพูดขึ้นมาบ้าง “ผมอยากจะให้พี่มีความสุขนะครับ ถ้าการที่ผมเลิกคิดมากเรื่องนี้มันจะทำให้พี่เลิกเครียดไปด้วยได้ ผมก็จะเลิกคิดเดี๋ยวนี้เลย”

ไอริสค่อยๆ ปล่อยแขนซ้ายที่กอดร่างนั้นอยู่ลงมา แล้วจึงหันหน้าไปจ้องอีกฝ่าย กลายเป็นว่าตอนนี้ดูเหมือนร่างบางเอาคางเกยไหล่เฮฟฟินและหันหน้าเข้าหากันในระยะประชิด ดวงตาสีมรกตของหญิงสาวมองลึกเข้าไปในดวงตาสีคาราเมลคู่นั้น ราวกับว่าเธอถูกดึงดูดเข้าไปด้วยคำพูดทั้งหลายนั่น หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาเมื่อได้รู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับเรื่องของเธอมากขนาดนี้

“แน่นะ” เธอคาดคั้นขณะที่ยังสบตากับชายหนุ่มอยู่

“แน่สิ” เขาตอบเสียงสั่นๆ ด้วยความประหม่า ก็ในเมื่อใบหน้าของทั้งสองใกล้กันเสียจนได้ยินเสียงหายใจแบบนี้...ร่างสูงไม่รู้ว่าควรทำตัวยังไง ไม่สิ แค่จะทำหน้ายังไงก็ยังทำไม่ถูกเลยด้วยซ้ำ

“สัญญานะ” ไอริสยื่นนิ้วก้อยขึ้นมาทำเหมือนตอนเป็นเด็กพลางอมยิ้มกริ่ม เฮฟฟินมองนิ้วก้อยเรียวของคนเป็นพี่ก่อนจะเกี่ยวก้อยกับเธอแล้วยิ้มตาม

“สัญญาสิ”

แค่นิ้วก้อยทั้งสองนิ้วที่สัมผัสกันเบาๆ กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างน่าประหลาด

สักพักคนทั้งคู่ก็ปล่อยมือออกจากกัน ไอริสดันตัวเองออกมานั่งตัวตรงเหมือนเดิม แล้วจึงค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาในจังหวะเดียวกับที่เฮฟฟินเองก็ฉีกยิ้มน้อยๆ พอดี ไม่รู้ว่าทำไม แต่แค่การบังเอิญยิ้มออกมาพร้อมกันอย่างนี้ มันกลับทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขขึ้นมาได้

ร่างบางกระแอมไอสองสามครั้งคล้ายว่ากำลังพยายามทำทีเย็นชาเป็นการแก้เขินไปด้วย แล้วก็เรียกสติตัวเองและน้องชายให้หลุดจากความฝันหอมหวานไปด้วย เธอกล่าวขึ้นมาเสียงแผ่วเบา

“เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วนะ”

“ครับ...” ฝ่ายชายหนุ่มตอบเสียงอ่อยๆ พลางก้มหน้าหลบตา ไม่อยากให้อีกฝ่ายได้เห็นใบหน้าของตนในตอนนี้ที่แดงก่ำเป็นลูกมะเขือเทศ เหมือนเขาเพิ่งจะรู้สึกตัวได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่มันน่าอายอยู่ไม่น้อย

“ที่ว่าฆาตกรอาจจะมีสองคนน่ะมันก็มีความเป็นไปได้อยู่หรอก แต่ก็ทำให้คิดยากเข้าไปใหญ่” ไอริสทำหน้าเครียดก่อนจะเอ่ยคำถามเดิมซ้ำกับน้องชายอีกครั้ง “คดีแรกน่ะเฮฟเป็นแพะ เฮฟนึกเบาะแสอะไรอย่างอื่นที่จะสาวไปถึงตัวฆาตกรได้ไม่ออกแล้วจริงๆ เหรอ นอกเหนือจากที่บอกมาแล้วน่ะ”

“ไม่เลยครับ” ร่างสูงส่ายหน้า

“ไม่มีอะไรที่สะกิดใจเลยเหรอ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่ไหนก็ได้” คนเป็นพี่สาวยังคงพยายามถามย้ำ นั่นทำให้เฮฟฟินต้องหันกลับมาครุ่นคิดหนักกับตัวเองอีกรอบ

ในคดีแรกเขาถูกโปะยาสลบและลักพาตัวมา นั่นทำให้แทบจะจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด แม้จะพยายามนึกเสียงของคนที่มาตะโกนหลอกอยู่หน้าห้อง ทว่าก็ยังคงนึกไม่ออกอยู่ดีว่าเป็นเสียงใคร หรือแม้แต่เป็นเสียงผู้ชายหรือผู้หญิงก็จำไม่ได้เลยอีกต่างหาก ถ้าจะให้หาเบาะแสเพิ่มเติมล่ะก็ คงต้องนึกย้อนไปถึงตอนที่ตื่นขึ้นมาเจอศพแล้ว ซึ่งถึงแม้ตอนนั้นจะมีสติ 100% แต่การถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรก็รบกวนจิตใจเขามากจนทำให้แทบจะลืมสังเกตเรื่องอื่นๆ รอบกายไป

“อ๊ะ...จะว่าไปแล้วตอนนั้น...” เฮฟฟินร้องออกมาด้วยท่าทีตกใจสุดขีด ดวงตาสีคาราเมลเบิกกว้าง ร่างสูงนั่งนิ่งไปสักพักให้สมองได้ใช้เวลาประมวลผล ก่อนที่จะหันไปพูดกับพี่สาว “จะว่านึกออกก็นึกออกอยู่หรอกครับ...”

ไอริสพยักหน้าเป็นเชิงว่าให้เล่ามาได้เลย ดวงตาสีเขียวใสส่องเป็นประกาย สาวเจ้าดูท่าทางตั้งใจจดจ่อกับเรื่องนี้เอามากๆ และท่าทางแบบนี้ของหญิงสาวก็มีมาให้คนเป็นน้องบุญธรรมเห็นไม่บ่อยนัก

“ตอนที่ผมพยายามปฏิเสธ มือผมมันเผลอไปโดนตัวศพนิดหน่อยน่ะครับ แล้วก็รู้สึกว่าศพเย็นจัง ในตอนนั้นเพราะกำลังโดนกล่าวหาเลยลืมคิดให้มากๆ คิดแค่ว่าเป็นศพก็ต้องเย็นอยู่แล้ว” ชายหนุ่มเล่า “แต่ดันลืมไปเสียสนิทว่าศพนั้นยังมีเลือดสดๆ อยู่เลย เหมือนเพิ่งตายมาได้ไม่นาน เพราะงั้นมันน่าจะต้องยังอุ่นๆ อยู่สิครับ”

หญิงสาวได้ยินน้องพูดแบบนั้นก็ถึงกับขมวดคิ้วเป็นปม ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าคดีแรกมีเรื่องน่าพิศวงมากมายที่เธอยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ทั้งเรื่องกระดาษโน้ตที่ไม่เข้าใจว่าจะเอามาติดทำไมบ้างล่ะ แล้วนี่ยังมีเรื่องที่ศพเพิ่งตายใหม่ๆ กลับเย็นเสียอีก

“เราลองข้ามไปคิดถึงคดีต่อๆ ไปกันก่อนไหม” ร่างแพรียวระหงเอ่ยพลางถอนหายใจออกมาเล็กๆ “คดีแรกอาจจะต้องพักไว้ก่อน”

“จะว่าไป ถ้าพูดถึงคดีที่สอง ข้อความเลือดบนผนังห้องอาหารก็น่าสงสัยนะครับ หลักฐานทั้งหมดมันดันบ่งชี้มาว่าเป็นผมเท่านั้นที่จะเขียนได้ไปซะอย่างนั้น แต่ผมไมได้เขียนแน่ๆ ครับ!” ฝ่ายผู้เป็นน้องชายบอก “เพราะงั้นมันจะเป็นใครไปได้ล่ะที่เขียนข้อความนั้นน่ะ”

เมื่อย้อนกลับไปคิดแล้วก็เป็นอีกปริศนาที่ยากจะไขออกจริงๆ ข้อความนั้นถูกเขียนขึ้นจากเลือดแพะ เห็นได้ชัดจากการที่มีหัวแพะถูกแทงวางอยู่ข้างๆ แน่นอนว่าการจะเขียนข้อความยาวขนาดนั้น ถึงม้จะรีบยังไงก็คงต้องใช้เวลาประมาณสิบนาทีเป็นอย่างต่ำ ถ้าไม่ใช่คนที่ห้องอยู่ใกล้ห้องอาหารอย่างเซลีน่าและไดรเซนคงจะทำไม่ได้แน่ และทั้งคู่ต่างก็มีพยานที่อยู่กันหมดในเวลานั้น ก็เหลือเพียงเฮฟฟินซึ่งออกจากห้องอาหารคนสุดท้ายเท่านั้นที่จะทำอะไรแบบนั้นได้

แต่ตอนนี้ไอริสรู้แล้วว่าเฮฟฟินไม่ได้เป็นคนทำ เธอตัดสินใจแล้วที่จะเชื่อใจน้องชายบุญธรรมคนนี้ ในเมื่อเขาเองก็เชื่อใจเธอเหมือนกัน

ทั้งคู่ตัดสินใจจะข้ามไปคดีที่สามซึ่งไอริสตกเป็นผู้ต้องสงสัย สาเหตุที่ไอริสนอนหลับไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องเหมือนคนอื่นๆ เมื่อพิจารณาดูแล้วก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเธอจะถูกวางยานอนหลับในกาแฟที่ดื่ม โดยปกติหญิงสาวดื่มกาแฟเวลานี้ประจำอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากฆาตกรมีข้อมูลของเธอและรู้เรื่องนี้ ก็คงวางแผนโยนความผิดให้เธอได้ไม่ยาก และการที่ปากกาของไอริสไปตกอยู่ในห้องของเหยื่อ ก็เดาได้ว่าฆาตกรคงมาขโมยไปจากห้องของเธอในตอนที่เธอหลับลึกเพราะยานั่นล่ะ

แต่ถึงยังไงเรื่องทั้งหมดมันก็ไม่ได้สามารถจะคลี่คลายได้ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ...

“พี่ไอริสอาจจะไม่รู้” เฮฟฟินพูดขึ้นมา “แต่ตอนที่พี่หลับอยู่ในห้องแล้วพวกเราออกมารวมกันน่ะครับ คุณมาร์วินเห็นฆาตกรด้วยก็เลยวิ่งตามไปแต่วิ่งยังไงก็ไม่ทัน จนมาถึงห้องชมวิวก็เห็นกับตาว่าฆาตกรกำลังนั่งอยู่บนหน้าต่าง แล้วจู่ๆ ก็กระโดดลงไปอย่างนั้นเลยครับ พอคุณมาร์วินเดินเข้าไปชะโงกหน้าดูวิวข้างล่างก็เห็นแค่เสื้อคลุมของฆาตกรลอยน้ำอยู่ ไม่เห็นตัวแล้ว ไม่รู้ว่าไปไหนหรือทำได้ยังไง”

ไอริสขมวดคิ้วครุ่นคิด เธอเชื่อว่าคุณมาร์วินคงไม่ได้ตาฝาดไปเองแน่ๆ แต่ก็ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าฆาตกรทำอย่างนั้นได้ยังไง จู่ๆ ก็กระโดดลงไปจากหน้าต่าง แถมพอชะโงกหน้าไปดูยังเห็นแค่ผ้าคลุมอีก ราวกับต้องการทำให้สับสนว่าตายไปแล้วหรือเป็นอะไรไปกันแน่ ซึ่งโดยปกติแล้วการกระโดดจากความสูงขนาดนั้นก็ควรจะตายไปได้แล้วแท้ๆ... ฆาตกร Sparrow นั้นแท้จริงแล้วมีทริกอะไรกัน

หญิงสาวอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ไม่ได้เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าหลังจากไล่เรียงมาสามคดีแล้ว ก็ยังไม่สามารถไขปริศนาออกทั้งหมดได้แม้แต่คดีเดียว ทั้งยังไม่พบเบาะแสที่จะสาวไปถึงตัวฆาตกรได้สักเท่าไหร่เลยด้วย กลับกัน ยิ่งสืบก็ยิ่งพบแต่เรื่องที่เข้ามาทำให้สับสน งุนงง และไม่เข้าใจในตัวคดีมากขึ้นกว่าเดิม

ในขณะที่กำลังนั่งหาวิธีการต่อไปอยู่นั้น ในที่สุดร่างบางก็คิดไอเดียดีๆ บางอย่างขึ้นมาได้

“จริงสิ เฮฟ” ไอริสร้องเรียกน้องชายบุญธรรม ก่อนจะเสนอความคิดเห็น “เราลองไปสำรวจสถานที่เกิดเหตุกันไหม เผื่อจะมีร่องรอยอะไรที่ถูกทิ้งไว้บ้างน่ะ รวมถึงห้องผู้ตายทุกคนที่ผ่านมาด้วย คิดว่าถ้าไปขอกุญแจจากคุณผู้จัดเขาก็น่าจะอนุญาตนะ”

“จริงๆ ผมก็แอบคิดอย่างนั้นล่ะ แต่ก็ไม่กล้าเสนอเพราะมันดูเป็นวิธีการที่เสี่ยงไปนิด ฆาตกรอาจจะรู้ว่าเรากำลังสืบอยู่และเราก็รู้เยอะขึ้นมาเรื่อยๆ เลยตัดสินใจมาฆ่าปิดปากเราก็ได้” คนเป็นน้องชายบอก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงประหลาดใจพลางมองหน้าพี่สาว “ไม่คิดเลยว่าพี่จะเป็นคนพูดออกมาเอง ปกติแล้วพี่จะทำอะไรที่รอบคอบและไม่เสี่ยงนี่ครับ”

หญิงสาวยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูราบเรียบ ไม่ได้แสดงออกถึงความสุขหรือว่าความเศร้าใดๆ เป็นแค่อารมณ์เฉยๆ เท่านั้น ก่อนจะเอ่ยตอบไป

“มาถึงจุดนี้แล้ว จะต้องกลัวอะไรอีกเหรอ” ร่างบางกล่าวกลั้วหัวเราะ “ชีวิตเราตอนนี้ก็อยู่บนความเสี่ยงอยู่แล้วนี่ แค่ลองเสี่ยงเพิ่มแค่นี้จะเสียหายอะไร”

 

และในที่สุด พวกเขาพี่น้องก็พาตัวเองมาอยู่ตรงนี้จนได้

หน้าห้องของรุบิโน่ เดียมานเต้ เหยื่อสาวที่ตายไปเป็นคนแรกและถือว่าเป็นผู้ไม่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองลงความเห็นกันว่าควรเริ่มจากจุดนี้ก่อน

หลังจากไปขอกุญแจจากผู้จัดหนุ่มก็เป็นไปอย่างที่คิด แน่นอนว่าเขาให้มาง่ายๆ อยู่แล้วด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะให้ เกมมันสนุกยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งไอริสและเฮฟฟินต่างก็เห็นว่าเป็นคำพูดที่น่าหมั่นไส้มาก สีหน้าของคนพูดเองก็ดูไม่สะทกสะท้านอะไรอีกด้วย เหมือนกับว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้น ความกลัว ความสับสน ความเครียดเหล่านี้ของผู้เล่นทุกคนนั้นเป็นแค่เกมสนุกเกมหนึ่งสำหรับผู้จัดเท่านั้น

หญิงสาวกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหยิบกุญแจขึ้นมาไขลูกบิดประตูให้เปิด ทันทีที่บานประตูสีน้ำตาลแง้มออกมา พลันความรู้สึกลึกลับมืดหม่นก็แผ่ออกมาได้ชัดเจน เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะสาวเท้าฉับๆ เดินนำผู้เป็นน้องเข้าไปสำรวจ

ไอริสกวาดสายตามองไปบริเวณโต๊ะ ตู้ เตียง ก่อนจะพบจุดสังเกตบางอย่างที่สะดุดตาขึ้นมา สาวเจ้าตัดสินใจเดินเข้าไปพินิจพิจารณาดูใกล้ๆ โดยเริ่มจากโต๊ะก่อนเป็นอันดับแรก เฮฟฟินเดินตามไปก่อนจะถามขึ้นว่า “มีอะไรงั้นเหรอครับ”

“ความสะอาดของเฟอร์นิเจอร์พวกนี้น่ะ” ร่างบางตอบ “ดูอย่างโต๊ะสิ คุณรุบิโน่เองก็ตายมาหลายวันแล้วนะ ห้องก็น่าจะมีฝุ่นขึ้นมาบ้างไม่ใช่เหรอ แต่โต๊ะนี้ยังไม่มีฝุ่นอะไรเหมือนกับว่ายังถูกใช้งานอยู่เรื่อยๆ อย่างนั้นล่ะ”

“หมายความว่า...”

“ใช่ เป็นไปได้ว่าคนร้ายคงเข้าออกห้องคุณรุบิโน่อยู่น่ะ”



Talk

สวัสดีค่ะ มาอัพ 50% ให้แล้วนะคะ!

วันนี้วันสุดท้ายของปีแล้ว ก็ขอให้บทนี้เป็นของขวัญปีใหม่จากเดียร์สู่นักอ่านทุกท่านก็แล้วกันนะคะ ขอให้นักอ่านทุกท่านมีความสุขมากๆ ในปีใหม่นะคะ สำหรับปีที่ผ่านมาเดียร์ก็ดองมาเกือบทั้งปีเลย ต้องขอโทษจริงๆ เอาเป็นว่าอะไรไม่ดีเราทิ้งไว้ปีเก่าเนอะ 555 มาเริ่มต้นปีใหม่กันนะคะ ปีใหม่นี้เดียร์จะเป็นคนใหม่ จะพยายามอัพให้ได้สม่ำเสมอนะคะ เอาใจช่วยเดียร์ด้วยนะคะทุกท่าน

อยากจะพูดอีกว่าขอบคุณนะคะสำหรับนักอ่านท่านที่ยังคงรออ่านนิยายของเดียร์ แม้ว่าเดียร์จะดองไปเป็นปีแล้วก็ตาม ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ซาบซึ้งมากเลย ขอให้ยังติดตามกันต่อไปในปีหน้านะคะ สำหรับนักอ่านท่านใหม่ก็ยินดีต้อนรับนะคะ ขอให้ปีหน้ายังอยู่ด้วยกันต่อไปเนอะ

ก็ไม่มีอะไรจะพูดมากแล้วเนอะ เอาเป็นว่าสวัสดีปีใหม่นะคะ รักนักอ่านทุกท่านที่สุดเลยค่ะ :)


Talk 2

สวัสดีค่า มาอัพครบ 100% รับปีใหม่ให้แล้วนะคะ

สำหรับตอนนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่การพยายามไขคดีเนอะ แต่ดูจะเป็นตอนสบายๆ ไม่ค่อยมีอะไรเครียดเท่าไหร่ เพราะเรื่องหนักๆ จะเอาไปยัดอยู่ตอนหน้าหมดเลยค่ะ ฮ่าๆ รอติดตามกันได้เลยนะคะ ด้วยรัก <3



 

296 ความคิดเห็น

  1. #268 ZANE ZFAH (@SAIFAH_SORA) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 08:58
    เอาใจช่วยไอริสกับเฮฟ จะไขคดีได้เมื่อไหร่นะ
    #268
    1
    • 2 มกราคม 2560 / 14:10
      ขอบคุณที่เอาใจช่วยนะคะ คอมเม้นของท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เดียร์พัฒนางานเขียนได้ต่อไปค่ะ :D
      #268-1
  2. #267 TBR' / Kuro (@roseamanelle123) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 09:57
    ปีใหม่นี้ขอให้โชคและลาภจงสถิตอยู่กับท่าน~ ><

    เรื่องร้ายกำลังจะมาเยื่อนสินะคะ > #267
    1
    • 2 มกราคม 2560 / 14:10
      ขอบคุณนะค้า และแน่นอนค่ะว่าเรื่องร้ายมีตั้งแต่เริ่มแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้ายกว่ารออยู่ค่ะ 555

      ขอบคุณที่มาเม้นนะคะ คอมเม้นของท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เดียร์พัฒนางานเขียนได้ต่อไปค่ะ :D
      #267-1
  3. #266 ZANE ZFAH (@SAIFAH_SORA) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 07:49
    สวัสดีปีใหม่ค่ะ ^_^

    เพิ่งเข้ามาอ่านได้ไม่กี่วันนี้เองค่ะ นิยายของไรท์เตอร์สนุกๆ มากเลย จะติดตามต่อไปเรื่อยๆนะคะ
    #266
    1
    • 2 มกราคม 2560 / 14:09
      สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังค่ะ

      ขอบคุณจริงๆ นะคะ ฝากติดตามด้วยค่ะ คอมเม้นของท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เดียร์พัฒนางานเขียนได้ต่อไปค่ะ :D
      #266-1
  4. #264 TBR' / Kuro (@roseamanelle123) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 19:14
    สุขสันต์ปีใหม่ล่วงหน้านะคะ ><
    #264
    1
    • 2 มกราคม 2560 / 14:07
      สุขสันต์วันปีใหม่ย้อนหลังนะคะ ฮ่าๆ

      คอมเม้นของท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เดียร์พัฒนางานเขียนได้ต่อไปค่ะ :D
      #264-1
  5. #263 Kon--Kon (@Kon--Kon) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 18:30
    เที่ยวให้สนุกนะครับผม
    #263
    1
    • 2 มกราคม 2560 / 14:07
      เพิ่งกลับมาจากเที่ยวเองค่ะ ยังไงก็ขอบคุณนะคะ

      คอมเม้นของท่านเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เดียร์พัฒนางานเขียนได้ต่อไปค่ะ :D
      #263-1