Sparrow Project [จบแล้ว]

ตอนที่ 29 : Dreizehn's Point of View [ตอนพิเศษส่งท้าย]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 ก.พ. 60

Dreizehn's Point of View

 

ไดรเซนไม่เคยรู้จักพ่อแม่จริงๆ ของตัวเอง... ไม่สิ อาจเรียกได้ว่าเคยรู้จัก แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานมากจนลืมไปแล้วอย่างสมบูรณ์

ถ้าจะถามว่าจำอะไรได้บ้างล่ะก็ คงเป็นความรู้สึกตอนที่อายุสองขวบแล้วนั่งอยู่ในรถเข็นคนเดียวล่ะมั้ง ทั้งเหงา ทั้งกลัว เป็นครั้งแรกของเด็กอายุเท่านั้นที่ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีพ่อแม่ และแน่นอนว่าเธอในช่วงเวลานั้นไม่ได้มีความคิดมากพอที่จะประมวลผลอะไรในสมองได้ สัมผัสได้เพียงความรู้สึกที่ว่าโลกนี้เหมือนแตกสลายลงแล้วก็เท่านั้น

แต่ในขณะที่โลกของเธอมันพังทลายลง จู่ๆ ก็ผู้ใหญ่อุ้มเข้าไปในบ้านที่เต็มไปด้วยเด็กซึ่งเหมือนกับเธอ เด็กหญิงผู้มีดวงตาสีแดงโดดเด่นเดินเข้ามาหาไดรเซนเป็นคนแรก อีกฝ่ายพูดเจื้อยแจ้วออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

“ชื่อไดรเซนเหรอ ชื่อแปลกจัง... ฉันรูบี้นะ ยินดีที่ได้รู้จัก!

อาจเพราะอายุเท่ากัน อาจเพราะเข้าใจความรู้สึกของกันและกัน อาจเพราะได้อยู่ด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโต หรืออาจเพราะเหตุผลทั้งหมดนั่นรวมกันก็ได้ เลยทำให้รูบี้คนนี้กลายเป็นโลกใบใหม่ของไดรเซนไปในที่สุด

เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปนะไดรเซน ฉันสัญญา... ฉันจะไม่มีวันทิ้งเธอไปแน่นอน”

รูบี้ทั้งร่าเริง ทั้งกล้าหาญ กล้าเถียงกับครูผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าเมื่อครูทำตัวไม่ดี ผิดกับเธอลิบลับที่ได้แต่ทำเป็นเงียบเรียบร้อย เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาหรือถูกเกลียดเอา นั่นยิ่งทำให้ไดรเซนยกย่องรูบี้มากขึ้นไปอีก

คนอย่างรูบี้น่ะ... เข้มแข็งแล้วก็ร่าเริงขนาดนั้น เพราะงั้นถึงได้มีพลังมากพอที่จะสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาได้ โลกที่มีคนอื่นอยู่ด้วยก็คงมีสีสัน แต่ถ้าไม่มีใครเลยมันก็ไม่เป็นไร เพราะเธอแกร่งมากๆ อยู่แล้ว

ไดรเซนไม่เหมือนรูบี้ เธอสร้างโลกของตัวเองไม่ได้ เธอต้องการใครสักคนมาเป็นโลกของเธออยู่ตลอด เคยเป็นพ่อแม่ แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นรูบี้ไปแล้ว ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ารูบี้จะมีหรือไม่มีเธอก็ได้ แต่ไดรเซนก็ยังยึดติดกับเพื่อนรักคนนี้ และยิ่งรู้นิสัยอีกฝ่ายดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลัวว่าวันหนึ่งจะถูกทิ้งไป กลัวว่าโลกของเธอจะจากเธอไปแล้วทิ้งให้เด็กหญิงเคว้งคว้างอยู่ในอวกาศคนเดียว

น่าแปลกที่เมื่อรู้อย่างนี้แล้วกลับหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน แทนที่จะทำใจได้แต่ก็ไม่เลย

สุดท้ายอนาคตอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็มาถึง... เมื่อรูบี้อายุได้เก้าขวบก็มีผู้ปกครองอยากจะมาอุปการะเธอ เด็กหญิงเองก็ดูดีใจเอามากๆ ที่จะได้มีครอบครัวกับเขาสักที ดีใจจนทำเอาไดรเซนรู้สึกตงิดๆ ขึ้นมาข้างในอย่างบอกไม่ถูก

ทำไมถึงต้องอยากไปกับคนอื่นด้วย อยู่กับฉันต่อไปไม่ได้เหรอ

ทำไมต้องดีใจที่จะได้มีครอบครัวด้วย แล้วไม่เสียใจที่จะสูญเสียเพื่อนอย่างฉันไปเลยเหรอ

ทำไมทำเหมือนสัญญาของเรามันไม่สำคัญอย่างนั้นล่ะ ก็บอกเองว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่ใช่เหรอ

อันที่จริงจะว่าเป็นความผิดของรูบี้ก็คงไม่ได้ แม้เจ้าหล่อนจะมีกำหนดการถูกรับไปอุปการะแล้ว แต่ก็ไม่ลืมที่จะมาร่ำลาไดรเซนให้เรียบร้อย รูบี้พร่ำบอกว่าตนก็เสียใจที่ต้องจากกับเพื่อนรัก ไดรเซนเองมีความหมายกับเธอมากๆ เหมือนกัน แถมยังรับคำว่าจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ ด้วย

แต่ว่าที่พูดนั่นน่ะ... จริงใจหรือเปล่า

ถ้าเสียใจจริงแล้วไม่ไปไม่ได้เหรอ

ขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิดตัดพ้อมากมาย จู่ๆ ก็เหมือนปีศาจในตัวเด็กน้อยอายุเก้าปีได้ตื่นขึ้นมาจากความเครียดสั่งสม เสียงกระซิบจากปีศาจร้ายดังอยู่ข้างๆ หู

รูบี้น่ะ ไม่ไป ไม่ได้หรอก แต่เรามีวิธีทำให้เธอ ไปไม่ได้ นะ

เมื่อโดนความมืดเข้าครอบงำแล้วก็อยากจะพาตัวเองหลุดออกมาจากวังวนหม่นนั้น ยิ่งเป็นเพียงเด็กน้อย ยิ่งไม่ทันได้คิดถึงผลร้ายที่จะตามมาใดๆ ทั้งสิ้น ไดรเซนคิดเพียงว่าถ้าหากเธอใช้วิธีนี้ รูบี้ก็คงไปไม่ได้และอยู่กับเธอต่อไป

“จริงๆ นะคะครู รูบี้น่ะชอบรังแกน้องเล็กๆ ตลอดเลย หนูห้ามแล้วก็ไม่ฟัง บางทีก็แอบขโมยของด้วยล่ะค่ะ”

“ขอโทษนะคะที่เพิ่งมาบอกเอาตอนนี้ เพราะหนูกลัวรูบี้จะโกรธหนูน่ะค่ะ แต่ก็คิดว่าคงถึงเวลาต้องบอกแล้วจริงๆ ครอบครัวที่กำลังจะรับรูบี้ไปเลี้ยงจะได้รู้ไว้ก่อน”

แน่นอนว่าครูผู้ดูแลซึ่งมีปากเสียงกับรูบี้บ่อยๆ และมีอคติบังตาน่ะ ยังไงก็ต้องเชื่อไดรเซนเด็กดีผู้เรียบร้อยน่ารักคนนี้อยู่แล้ว แผนการทั้งหมดจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น

มันไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวหรือการหักหลังหรอกนะรูบี้ เป็นเพียงความรักแบบผิดๆ และมากเกินไปเท่านั้นเอง

คืนนั้น หลังจากคุยกับครูผู้ดูแลเสร็จ ไดรเซนก็กลับไปนอนที่เตียงด้วยความปีติสุดขีดจนข่มตาให้หลับไม่ลง เพียงแค่คิดว่าตื่นเช้ามาแล้วรูบี้ก็จะยังกับเธอต่อไป เช้าวันต่อไปก็ยังอยู่ด้วยกัน และเช้าวันถัดมาก็ด้วย แค่นั้นมันก็ทำให้ตื่นเต้นดีใจมากๆ เลยทีเดียว

รูบี้คือเพื่อนรัก... รูบี้คือโลกทั้งใบ... ไดรเซนไม่มีเพื่อนคนอื่นแล้วในบ้านเด็กกำพร้า ไม่รู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับใครๆ นอกจากรูบี้เลยด้วย เพราะงั้นวิธีนี้นี่แหละที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ก็รูบี้สัญญาเองนี่นาว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

ทว่าหลังจากมีความสุขอยู่คนเดียวในคืนนั้น ไดรเซนก็ไม่ได้มีความสุขอีกเลย

เมื่อตื่นเช้ามาก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของเพื่อนสนิทอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหล่อนไม่คุย ไม่สุงสิง ไม่แม้แต่จะหันมาสบตากับไดรเซนเลยแม้แต่น้อย ขนาดไดรเซนพยายามเดินเข้าไปหาก็ยังถูกเมินราวกับเป็นธาตุอากาศ

เด็กหญิงไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไม และก็ไม่กล้าถามเพราะกลัวคำตอบเหลือเกิน อาจด้วยว่ามีความผิดติดตัวที่ไปทำกับเขาไว้ด้วยก็ได้ อีกใจจึงรับรู้ได้ลางๆ ว่านี่คงเป็นบทลงโทษสำหรับสิ่งที่ทำไป

วันแล้ววันเล่าผ่านไปอย่างทรมาน ไดรเซนได้เพียงอยู่เงียบๆ คนเดียว แอบไปร้องไห้ในห้องน้ำหรือสถานที่ไร้ผู้คนอยู่ทุกวัน เจ็บปวดแค่ไหนก็ไม่สามารถเปิดเผยออกไปให้คนอื่นๆ รับรู้ได้ โดยเฉพาะรูบี้... รายนั้นคงไม่คิดด้วยซ้ำว่าการถูกเมินมันส่งผลต่อจิตใจของไดรเซนมากมายแค่ไหน

เด็กหญิงไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน... ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าโลกของตัวเองยังไม่ได้ไปไหน แต่กลับเต็มไปด้วยมลทิน ยิ่งอยู่ไปกลับยิ่งเป็นการทำร้ายตัวเองมากกว่าเดิม ทว่าก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว จึงต้องอยู่อย่างนั้นต่อไปด้วยความทุกข์

หลังจากทนทุกข์กับโลกที่เปลี่ยนไปมาเป็นปี... จุดหักมุมในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็มาถึงอีกครั้ง เมื่อรูบี้เพิ่งอายุครบ 16 ปีไปหมาดๆ

ไดรเซน! รูบี้กับเฟเดหายไปแล้ว! พวกเขาหนีไปด้วยกัน!”

...เพื่อนรักยังคงทำร้ายจิตใจไดรเซนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คราวนี้ยัยนั่นหนีออกจากบ้านเด็กกำพร้าไปกับแฟนหนุ่ม

นั่นเป็นครั้งแรกที่ไดรเซนหลุดร้องไห้โฮออกมาท่ามกลางผู้คนมากมายในบ้านเด็กกำพร้า เพราะไม่สามารถอดกลั้นต่อไปได้ไหว เหมือนเธอปลดปล่อยความหนักใจทุกอย่างตั้งแต่ในอดีต จนถึงความรู้สึกสูญเสียที่แท้จริงซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นด้วย ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ไดรเซนไม่เคยรู้จักต่างก็รุมกันเข้ามาปลอบประโลมเด็กสาว บางคนซึ่งเป็นปรปักษ์กับรูบี้อยู่แล้วก็พากันพูดใส่ไฟ

ยัยนั่นทิ้งเธอแล้วหนีไปกับแฟนตัวเองสองคน นั่นน่ะเหรอคนเป็นเพื่อนรักกันน่ะ เหอะ

ไดรเซนอยากจะตอบออกไปเหลือเกินว่าใช่สิ นี่แหละคนเป็นเพื่อนรักกัน แต่ถึงเป็นเพื่อนรักกันมันก็ไม่ได้หมายความว่ารูบี้จะหนีไปไม่ได้ เพราะคำว่ารักของเธอกับของอีกฝ่ายมันอาจจะไม่เท่ากัน...ก็แค่นั้นเอง

เมื่อเติบโตขึ้นมาอีกสักนิด ไดรเซนก็ได้รับการอุปการะจากครอบครัวโฮฟเฟน ได้ออกไปใช้ชีวิตที่ดีกับครอบครัวที่แสนอบอุ่น มีคุณพ่อคุณแม่ซึ่งรักเธอ

ทว่าลึกๆ แล้วบาดแผลในใจนั้นก็ยังไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแต่หลับใหลอยู่เท่านั้น

และซองพัสดุสีดำสนิทที่ส่งมาชวนเธอให้ไปร่วมเล่นเกมมรณะนั้นก็คือนาฬิกาปลุกดีๆ นี่เอง

ไม่คิดเลยนะว่าจะได้พบกันอีกในที่แบบนี้

เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มทักทายออกไปอย่างไร ไดรเซนจึงได้เพียงปั้นหน้ายิ้มอย่างเสแสร้งให้กับรุบิโน่ เดียมานเต้ ทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไร... ทั้งที่ในใจปั่นป่วนแทบตาย

รู...คุณรุบิโน่ตายแล้วอย่างนั้นเหรอ! ไม่จริงน่า!!”

          ั่นเป็นอีกครั้งที่ไดรเซนหลบมาร้องไห้คนเดียว และเธอก็ปล่อยน้ำตาออกมาอย่างหนักหน่วงด้วยความรู้สึกที่สับสนในใจ เธอเคยคิดว่าจะสามารถลืมเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับรูบี้ได้แล้ว แต่เมื่อได้มาเจอกันอีกครั้งอย่างบังเอิญ และได้มารู้ว่าอีกฝ่ายตาย ก็อดที่จะเสียใจไม่ได้จริงๆ

            แต่ตอนที่ร้องไห้จนแทบไม่เหลือน้ำตาแล้วนั่นน่ะ... ใครจะไปคิดล่ะว่าโชคชะตาจะพามากันอีกครั้ง ราวกับว่าตัดกันไม่ขาด

            ทว่าคราวนี้กลับมาพบกันในรูปแบบของ ฆาตกรกับ เหยื่อ

            “ไม่คิดเลยนะว่าจะเป็นแก”

            ทุกอย่างฉุกละหุกไปหมด ไดรเซนทั้งช็อกและหวาดหวั่น ความคิดมากมายตีกันในหัวไปหมด แต่สัญชาตญาณดิบก็สั่งการให้พยายามเอาตัวรอดเสียก่อน ทว่าอีกฝ่ายก็แข็งแกร่งเหมือนเคย แข็งแกร่งจนเกินกว่าจะเอาชนะได้

            “จะ...ต้องจบ...แบบนี้จริงๆ เหรอ...”

            ที่ตัดพ้อออกไปนั้น ไม่ใช่การตัดพ้อเสียดายเรื่องที่ตัวเองพ่ายแพ้ให้กับฆาตกร ทว่ามันคือการพร่ำเพ้อเสียใจที่ตนต้องตายด้วยมือของเพื่อนรักคนเดียวในชีวิต และต้องตายทั้งที่ยังไม่ได้ปรับความเข้าใจอะไรกันเลยแม้แต่น้อย ต้องตายด้วยความเกลียดชัง ทั้งที่เริ่มต้นรู้จักกันด้วยความรักแท้ๆ

            “ใช้พลังเฮือกสุดท้ายมาพูดเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ... ยัยโง่เอ๊ย...”

            นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ไดรเซนได้จากยินจากรูบี้หรือรุบิโน่ ก่อนสติสัมปชัญญะจะดับวูบไปตลอดกาล แม้ว่ามันจะฟังดูราวกับเป็นประโยคดูถูกอย่างเห็นได้ชัด ทว่าน้ำเสียงนั้นแท้จริงกลับแฝงไปด้วยความเศร้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ข้างใน... ไดรเซนรู้จักเพื่อนรักดีและดูออกเสมอว่าเธอคิดอะไร

            บางที รูบี้อาจจะนึกเศร้าอยู่เหมือนกัน และยิ่งเห็นไดรเซนที่แทบไม่เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนเลย ก็ยิ่งรู้สึกว่าอยากจะให้จุดจบของทั้งคู่สวยงามกว่านี้

            แม้จะไม่สามารถแก้ไขอะไรๆ ได้แล้ว แต่เพียงแค่รู้อยู่อย่างนั้น ก็เหมือนอะไรบางอย่างที่หนักอกไดรเซนตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ได้ถูกยกออกไป การตายครั้งนี้จึงกลายเป็นการตายอย่างสงบ ทั้งห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงหายใจของฆาตกรรุบิโน่และเสียงแอบสะอื้นเล็กๆ ที่ดังอยู่ในหัวใจของสาวเจ้าเท่านั้น


Talk

ตอนนี้ตอนสุดท้ายจริงๆ แล้ว จะจากกันจริงจังแล้วนะคะ!

ฮือออ ผูกพันมากเลยอะ แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราเนอะ เดี๋ยวเดียร์จะเกลาต้นฉบับแล้วส่ง arc award นะคะ ถ้าไม่ผ่านเดี๋ยวคงพยายามหาสำนักพิมพ์ส่ง อย่าเพิ่งถอนแฟนกันน้า เดี๋ยวจะมารายงานข่าวเรื่อยๆ ค่ะ!





 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

296 ความคิดเห็น

  1. #295 GhostZ:I (@stop69) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 14:41
    เศร้าง่ะ
    แต่ยังดีที่คู่หลักจบสวย อมก
    สุดยอดเลยเดียร์ ซับซ้อนมาก การบรรยายดีขึ้นจากแรกๆมาก อินสุดๆ
    Good job
    #295
    0
  2. #288 TBR' / Kuro (@roseamanelle123) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:03
    ก็เข้าใจว่าไดรเซนรักเพื่อนมากนะ แต่ว่ามันมากเกินไปจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว ทำให้สิ่งที่ทำจากความหวังดี(การได้อยู่ด้วยกัน)กลายเป็นการทำลายอนาคตเพื่อนเสียเอง หลังจากรู้เรื่องแล้วไม่เกลียดไดรเซนแล้วค่ะ แต่ไม่ให้อภัยแทน-----
    #288
    0
  3. #287 ZANE ZFAH (@SAIFAH_SORA) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:33
    ความเห็นแก่ตัวของไดรเซน T^T แต่เข้าใจว่ารักเพื่อนมาก แต่สิ่งที่ทำมันก็ดูเลวร้ายจริงๆ น่าเห็นใจทั้งสองฝ่ายเลย
    #287
    0