(เปิดจอง) หยางเสวี่ยหนี่ แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดิน

ตอนที่ 2 : บทนำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    1 ม.ค. 62

   ***ก่อนอื่นต้องขอกล่าวสวัสดีปีใหม่กับนักอ่านทุกท่านนะคะ ขอให้สุขสมหวังดังปรารถนา ร่ำรวยเงินทอง สุขภาพเเข็งเเรงตลอดปีตลอดไปค่ะ ตอนนี้จั้วกำลังรีอัปนิยาย โดยเเต่ละตอนมีการแก้ไขคำผิด และเพิ่มเนื้อหาให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์มากขึ้นค่ะ สามารถอ่านซ้ำอีกรอบรอรูปเล่มและอีบุ๊กกันได้เลยค่า จั้วจะอัปวันละ2-3 ครั้งการเเจ้งเตือนอาจรบกวนรี๊ดจั้วต้องขออภัยด้วยนะคะ มีอะไรขาดตกบกพร่องสามารถเเนะนำจั้วได้เลยค่ะ***


          ท่านสัญญาว่าจะรับผิดชอบที่ขโมยจุมพิตของข้าไป แต่พอมาวันนี้คิดจะกลับกลอกหรือท่าน นางเริ่มลูบไล้มาถึงท่อนแขนใหญ่ ในใจปรารถนาจะยั่วโมโหเขาเท่านั้น แต่กลับถูกมือหนาปัดมือเรียวออกจากกาย แม้จะไม่รุนแรงจนสร้างรอยแผลเอาไว้ดูต่างหน้า หากมันสร้างรอยร้าวในหัวใจของเด็กสาวผู้หนึ่ง

          หากท่านเป็นสตรีทั่วไปข้าคงจะรับเป็นอนุได้ไม่ยาก แต่ท่านเป็นองค์หญิง องค์หญิงสูงศักดิ์เช่นท่านจะยอมเป็นอนุของข้าให้เสียพระเกียรติของท่านหรือไม่เล่า เสวี่ยหนี่มองบุรุษตรงหน้าอย่างขัดใจ เขามีฮูหยินแล้วจริง ๆ หรือ อย่างไรนางก็ไม่ยอมหรอก!

          แน่นอนว่าไม่! แต่ข้าก็ไม่ยอมแพ้ฮูหยินของท่านเช่นกัน นางจะงดงามกว่าข้าเสียเท่าไรเชียว นางกอดอกจ้องตากับคนตรงหน้าจนเริ่มจะปวดลูกกะตา

          นาง...งามที่สุดสำหรับข้า นางเก่งวรยุทธ์สามารถช่วยข้าดูแลคนในหมู่บ้านให้ปลอดภัย ท่านล่ะเทียบชั้นกับนางได้เสียเท่าไรกัน หากจะมัวแต่เย็บผ้าปักผ้าข้าไม่ต้องการหรอก เสวี่ยหนี่น้ำตาตกใน เขาพูดกับนางเช่นนี้ได้อย่างไรกัน! บุรุษผู้อ่อนโยนผู้นั้นหายไปไหนเสียแล้ว

          ได้! วันนี้ข้าจะยอมถอยหนึ่งก้าว และต่อให้ท่านวิ่งหนีไปให้สุดฝีเท้า ข้าขอเวลาเพียงสองปี ข้าจะฝึกฝนจนกลายเป็นจอมยุทธ์หญิงที่แกร่งที่สุดในแผ่นเดิน และถึงวันนั้นข้าจะวิ่งตามท่านให้ทันแล้วจับท่านมาเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับข้าให้ได้!’

-----------------

ฉากตอนท้ายในเรื่องจักพรรดิอันธพาล

 

          สองสัปดาห์ผ่านไป ร่างระหงล้มตัวลงไปกองบนพื้นตำหนักของหยางจินหลงฮ่องเต้ พร้อมทั้งกอดแขนกอดขาบิดามารดาชี้แจงถึงเหตุผลที่นางต้องออกไปศึกษาวรยุทธ์ที่แคว้นหวง ผู้เป็นบิดาได้แต่ถอนหายใจกับความเอาแต่ใจขององค์หญิงใหญ่แล้วสั่งตั้งแท่นฝนหมึกหยกเนื้อดีร่างพระราชสาส์นส่งตัวลูกรักไปอยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นอา ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นหวง หยางหยุนอู้...

          “องค์หญิงเพคะ ด้านหน้าคือหมู่บ้านกลางป่า ในอดีตฮองเฮาเคยลี้ภัยเหล่ากบฏมาพำนักอยู่ที่นี่ชั่วคราว ตอนนั้นทรงพระครรภ์องค์หญิงและองค์รัชทายาทอยู่ด้วยนะเพคะ”

          เซวียนเซวียนนางกำนัลวัยเดียวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ให้นายหญิงของตน ดวงตาของหยางเสวี่ยหนี่องค์น้อยพราวระยับดั่งสายน้ำพลิ้วไหวต้องแสงแดดยามสนธยา ภายในใจวุ่นวายประดุจมีกวางตัวน้อยๆ วิ่งวนชนกันไปมาไม่หยุดหย่อน ด้านหน้าคือบ้านของบุรุษที่นางทั้งรักทั้งชังในเวลาเดียวกัน คนที่ทำให้นางต้องลำบากพลัดพรากจากเมืองเช่นนี้!

          “วันนี้เดินทางมาทั้งวัน ทั้งม้าและคนต่างอ่อนล้า คืนนี้เข้าพักในหมู่บ้านกลางป่าสักคืนหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ” ใบหน้าหวานล้ำนิ่งสงบหากดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมาเต็มที่ มารดาของนางคือผู้ถ่ายทอดมรดกความเจ้าเล่ห์ให้แก่นางทุกกระเบียดนิ้ว หากนางเป็นลู

กไม้หล่นไกลต้นเสด็จแม่คงจะเสียพระทัยมากแน่ๆ

          “เอ่อ...จะดีหรือเพคะ หากเป็นเช่นนี้ต้องให้ม้าเร็วกลับไปส่งพระราชสาส์นที่วังหลวงก่อนนะเพคะ ถ้ากำหนดการณ์คลาดเคลื่อน...”

          “ข้าต้องการให้ทุกคนในขบวนได้พักผ่อน หมู่บ้านแห่งนี้เป็นพันธมิตรต่อทั้งสองแคว้นไม่มีอันตรายใดๆ อย่างแน่นอน” ลี่ลี่และเซวียนเซวียนได้แต่ลอบถอนหายใจ จะมีผู้ใดในแว่นแคว้นที่สามารถขัดพระทัยองค์หญิงของพวกนางได้ ขนาดจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ยังต้องยอมตามใจพระธิดาของตน

          “ดูสิ มีแกะด้วย! ข้าเพิ่งเคยเห็นแกะตัวเป็นๆ ก็วันนี้” ร่างบางในชุดกรุยกรายกระโดดลงจากรถม้าสูงเกือบสามฉื่อ* เรือนร่างระหงจึงตกกระแทกลงบนพื้นหญ้าแห้งสีทองอมน้ำตาล สองนางกำนัลรีบกระโจนเข้ามาดูอาการของนายหญิงของตนที่กำลังนั่งเบะปากตัดสินใจว่าจะร้องหรือไม่ร้องไห้ออกมา

-----------------------

*ฉื่อ มาตรการวัดของจีน มีค่าประมาณ 30 เซนติเมตร

          “อย่านะเพคะองค์หญิง เรื่องเพียงเท่านี้จอมยุทธ์หญิงไม่รู้สึกระคายเคืองผิวด้วยซ้ำ” ลี่ลี่พูดดักคอองค์หญิงน้อย หากสาวงามปานล่มเมืองเบะปากร้องไห้ออกมาต่อหน้าคนแปลกหน้าทั้งหมู่บ้าน คงจะเป็นภาพที่งดงามพิลึก

          “ข้า...ไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย รีบลุกกันเถิดเขาเดินมาแล้ว!” สตรีสูงศักดิ์ข่มความเจ็บปวดแล้วยืดตัวขึ้นเพื่อต้อนรับขบวนของชาวบ้านที่แห่กันออกมาดูใจ แฮ่ม...มาดูขบวนของนางต่างหาก ดูเหมือนเป้าหมายของนางก็ออกมาเช่นเดียวกัน

          หึ! เสวี่ยหนี่บุกมาถึงหมู่บ้านแล้ว ไหนขอดูหน้าฮูหยินของท่านหลี่เฉินชุนหน่อยสิว่าจะงดงามได้กึ่งหนึ่งของนางหรือไม่

          “คารวะท่านผู้นำ ข้าน้อยหยางเสวี่ยหนี่เดินทางผ่านมาทางนี้ ทั้งคนและม้าต่างเหนื่อยล้าอ่อนแรง ขอรบกวนพักค้างคืนที่นี่สักหนึ่งคืนได้หรือไม่เจ้าคะ” ร่างบางคำนับหลี่หยูและหลี่ซุนสองผู้เฒ่าผู้นำหมู่บ้านกลางป่า ทั้งสองเบิกตาโพลง สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าคือหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์ แค่เดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ก็นับว่าเป็นวาสนาของคนในหมู่บ้านแล้ว

          “หม่อมฉันหลี่ซุนและหลี่หยูสามีน้อมรับเสด็จองค์หญิงเพคะ” ร่างบางกุลีกุจอเข้าไปประคองท่านผู้เฒ่าทั้งสองก่อนจะเผยรอยยิ้มสดใสส่งให้อย่างเป็นมิตร

          “ข้าอยากขอบคุณพวกท่านทั้งสอง และคนทั้งหมู่บ้านที่ช่วยเสด็จแม่ของข้าเอาไว้ หากวันนั้นไม่ได้ที่หลบภัยดีๆ ข้ากับพี่ชายคงไม่มีโอกาสลืมตาดูโลกเป็นแน่” หลี่เฉินชุนจ้องมองร่างระหงที่เข้ามารบกวนความสงบของเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความคิด นางฉลาดมากที่เข้าหาบิดาและมารดาของเขาเป็นด่านแรก หวังว่านางจะรีบพักผ่อนและรีบเดินทางไปยังจุดหมายของตนให้เร็วที่สุด

          “ในงานแต่งของเสด็จอา ผู้น้อยมิได้เข้ามาทักทายเสวี่ยหนี่อกตัญญูต่อท่านผู้มีพระคุณแล้ว” หลี่ซุนอ้าอกประคององค์หญิงไว้ในอ้อมแขน รู้สึกถูกใจกิริยามารยาทงดงามอ่อนหวาน ซ้ำสายพระเนตรสูงส่งยังปรายมองบุตรชายของตนอย่างมีเลศนัย นางยิ่งทวีความตื่นเต้นขึ้นเป็นเท่าตัว

          “หากอยากตอบแทน...หม่อมฉันขอบังอาจทูลเชิญองค์หญิงพักอยู่ที่นี่สักสองสามวันนะเพคะ วันพรุ่งนี้จะมีประเพณีชิงเจ้าสาวของคนในหมู่บ้านที่หาดูได้ยาก หม่อมฉันอยากให้องค์หญิงได้ทอดพระเนตรเพคะ” สองพี่เลี้ยงพร้อมใจกันส่ายหน้าปฏิเสธ หากองค์หญิงของพวกนางกลับมองเมินเสมือนลี่ลี่และเซวียนเซวียนเป็นอากาศธาตุ

          “ได้สิ ถือว่าข้าได้เปิดหูเปิดตา ลี่ลี่ ส่งพระราชสาส์นลับไปหาเสด็จแม่แล้วกำชับด้วยว่าเป็นความลับห้ามให้เสด็จพ่อทรงทราบโดยเด็ดขาด” ดวงตาวิบวับเป็นประกายทอดไปยังหมู่บ้านด้านหน้า บ้านทุกหลังทำจากไม้หลากหลายชนิด นำมาประกอบเป็นฝาบ้านอย่างง่ายๆ ที่นี่ไม่มีสวนงดงามรายล้อมด้วยเหล่าแมลงนานาชนิด แต่นางกลับหลงใหลความงดงามของธรรมชาติจนอยากลองสร้างตำหนักกลางป่าดูบ้าง

          “ท่านแม่ เกรงว่าองค์หญิงจะทรงมีภารกิจรออยู่ที่แคว้นหวงคงไม่มีเวลาร่วมงานชิงเจ้าสาวหรอกขอรับ” ดวงตาเปี่ยมสุขฉายแววดุดันโดยพลัน เหล่าองครักษ์และนางกำนัลลอบกลืนน้ำลายเพราะรู้ฤทธิ์ขององค์หญิงดีกว่าใคร หากคนในหมู่บ้านกลับมองว่าเป็นสายตาที่น่ารักน่าชัง ยามที่องค์หญิงทรง “งอน” ยิ่งงดงามราวกับหยกสลัก

          ร่างบางสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะส่งยิ้มหวานไปกระแทกหน้าคนพูด ดวงตากลมโตหรี่โค้งดั่งเส้นของสายรุ้งทำเอาหัวใจของบุรุษน้อยใหญ่ทั้งหมู่บ้านเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ แน่นอนว่าหลี่เฉินชุนก็มีอาการ...

          “ข้าว่าง สองสามวันเองไม่เป็นไรหรอกน่า ท่านก็ห่วงข้าเกินไป” ดวงตากลมโตกวาดสายตามองสตรีในหมู่บ้านหมายจะเจอตัวฮูหยิน

ของหลี่เฉินชุน แต่กลับไม่มีสตรีคนใดเข้าข่ายเช่นนั้น

          “เข้าบ้านกันเถิดเพคะ หม่อมฉันจะให้อาโปพาชมรอบๆ หมู่บ้าน ที่นี่มีเรื่องเล่าเยอะเชียว มีทั้งหน้าผาที่ฝ่าบาทแคว้นหวงกระโดดลงไป มีที่ซ่อนของเจิ้งฝูสื่อฮองเฮาด้วยนะเพคะ” เสวี่ยหนี่ตาเบิกโพลงหากมีเรื่องเล่าเช่นนี้ทั้งยังมีสถานที่ประกอบนางสามารถเดินดูได้ทั้งวัน

          “จริงหรือที่ว่าเสด็จอาเคยกระโดดหน้าผา”

          “เพคะองค์หญิง เรื่องนี้ต้องตรัสกับอาโป เขาเป็นคนกระโดดลงไปคว้าฝ่าบาทขึ้นมากับมือ” ร่างสูงชะงักไปชั่วครู่ พลางคิดทบทวนตนเองว่าเขาเผลอเดินตามนางมาตั้งแต่เมื่อไร

          “อาโป เจ้าไปพักเถิด ไม่ต้องห่วงองค์หญิงเดี๋ยวแม่ดูแลต่อเอง” ร่างบางแอบอมยิ้มให้กับใบหน้าเหลอหลาของอีกฝ่ายก่อนจะรีบออกความเห็นสนับสนุนฮูหยินเฒ่า

          “ใช่ ท่านไปพักเถิดข้าจะดูแลท่าน “แม่” ให้เอง” ร่างสูงทั้งโกรธทั้งอายได้แต่ยืนเอามือลูบท้ายทอยอย่างไม่มีอะไรทำ เขาค้อมกายเล็กน้อยคำนับองค์หญิงแล้วเดินลับไปหลังกระท่อม

          “องค์หญิง อย่าตรัสเรียกหม่อมฉันเช่นนี้อีกนะเพคะ หัวใจคนแก่แทบหยุดเต้นเชียว” สาวสองวัยหัวเราะร่า นัยน์ตาทั้งสองต่างพราวระยับปิดความลับไม่อยู่ เป็นฝ่ายฮูหยินเฒ่าที่อดรนทนไม่ไหวต้องหาคำตอบของคำถามที่ผุดขึ้นในใจ

          “องค์หญิง อย่าบอกนะเพคะว่า...”

          “ท่านป้าก็ ข้าไม่กล้าคิดจะเป็นอนุของผู้ใดให้เสียเกียรติของเสด็จพ่อ ทั้งยังไม่อยากทำลายความรักระหว่างสามีภรรยา ท่านโปรดวางใจ” ดวงตาฝ้าฟางฉายแววสงสัย หัวคิ้วสีดอกเลาขมวดมุ่นไม่เป็นรูปทรงกับคำพูดขององค์หญิงน้อย

          “องค์หญิงเข้าพระทัยผิดแล้วเพคะ อาโปของหม่อมฉันยังไม่มีฮูหยิน ฝ่ายนั้นขนาดม้าตัวเมียยังไม่ข้องแวะด้วยเลยเพคะ จะมีหน้าที่ไหนไปยุ่งเกี่ยวกับสตรี”

          “แต่ท่านเฉินชุนบอกกับข้าเองเลยนะเจ้าคะ”

          “องค์หญิงโปรดประทานอภัยด้วยเพคะ หม่อมฉันสั่งสอนลูกไม่ดีเองเขาถึงบังอาจพูดจาโป้ปดองค์หญิง”

          หลี่ซุนคุกเข่าลงกับพื้นขอรับโทษ หากนัยน์ตากับปิติสุข สตรีหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของบุตรชายต่างถอดใจแล้วตกร่องปล่องชิ้นกับบุรุษอื่นเพราะความเย็นชา จนกระทั่งเมื่อหนึ่งปีที่แล้วมีสตรีใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวพรรณงดงามหลงทางมาในหมู่บ้าน ลูกชายของนางเป็นคนพบเจอแต่กลับนำตัวเข้าวังหลวงไปถวายแด่องค์จักรพรรดิถึงพระหัตถ์ ด้วยวาสนาที่มีต่อกัน สตรีนางนั้นถึงกับได้เป็นฮองเฮาแห่งแคว้นอันรุ่งเรือง ส่วนอาโปนั่นหรือ กลับมาปลีกวิเวกอยู่ในป่าค้าขายไปวันๆ ไม่มีวี่แววของสะใภ้และหลานชายหญิง

          “ข้าไม่ถือโทษโกรธท่านหรือท่านเฉินชุนแม้แต่น้อย เพียงแค่...อนุญาตให้ข้าเรียกท่านว่าท่านแม่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”

          สายตาเจ้าเล่ห์อย่างที่หลี่เฉินชุนตระหนกฉายฉานออกมาอย่างไม่ปิดบัง แม้จะผิดหลักกุลสตรีแต่นางก็ไม่สนใจ เสด็จแม่ผู้เป็นแบบอย่างที่เพียบพร้อมก็ไม่ค่อยเป็นกุลสตรี แฮ่ม! เอ่อ...หมายถึงไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องการเป็นกุลสตรีเท่าใดนัก แล้วนางจะต้องเขินอายอยู่ทำไมกัน บุรุษผู้นี้ไม่เหมือนผู้อื่นที่จะสบตาให้ครั้งหนึ่งแล้วเดินตามมาเป็นพรวน นางต้องรุกเท่านั้นถึงจะได้หัวใจของเขามาครอบครอง!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

104 ความคิดเห็น