วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,530 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    18

    Overall
    14,530

ตอนที่ 10 : เรือลำน้อยที่ถูกผลักไส(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 835
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    12 เม.ย. 60

                                   



ตอนที่4

เรือลำน้อยที่ถูกผลักไส 

 

         รถเริ่มแล่นขึ้นดอยลงดอย เลาะเรียบไปตามเชิงเขาซึ่งด้านหนึ่งเป็นภูเขา ส่วนอีกฟากถนนมีต้นไม้ใหญ่ออกดอกสีสวยงามสะพรั่ง ซึ่งทัศนียภาพนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกสดชื่นขึ้น

        นี่หรือ..เชียงใหม่เมืองที่งดงามด้วยดอกไม้ อากาศดี มีศิลปวัฒนธรรมสมัยล้านนาให้ชม เป็นสถานที่เพื่อนๆที่ไปจากเมืองไทยรำพันให้เราฟัง และทำให้เราใฝ่ฝันอยากเดินทางมาเที่ยว แต่แล้วเราก็ได้มาอย่างไม่ได้คาดฝัน ขอให้ที่นี่อเมซิ่งจริงๆเถอะ เพราะอย่างน้อยธรรมชาติอันแสนงดงาม ก็อาจจะทำให้เราหายเครียดจากภาวะนี้ไปได้บ้าง

        และครู่หนึ่งรถก็แล่นขึ้นเนินเขาเตี้ยเลี้ยวลดเข้าไปในเขตชุมชน ที่มีบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ง่ายๆตามอัตภาพเรียงรายสวยงามอยู่ตามริมทาง แต่เงียบสงบมองเห็นแต่พวกผู้เฒ่าและเด็กๆนั่งอยู่ที่ชานเรือน 

        “ทำไมบ้านเรือนเงียบเหงาอย่างนี้ล่ะคะ มีแต่คนแก่กับเด็กเล็กๆ” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างนึกสงสัย

        “พวกคนหนุ่มสาววัยทำงาน เขาไปอยู่ในไร่กันหมดน่ะคุณ เด็กโตหน่อยก็ไปโรงเรียน เย็นๆน่ะแหละถึงจะกลับกันมาหุงหาข้าวปลากินกัน”

         ปัทมาวดีพยักหน้าอย่างเข้าใจ สายตายังกราดมองไปรอบๆ และนึกชื่นชมกับความเป็นอยู่ของผู้คนที่นี่ ที่ดูแลบริเวณบ้านเตียนโล่งสะอาดสะอ้าน แม้จะมีแต่พื้นดินแต่ก็เก็บกวาด ไม่มีขยะรกเรื้อให้เห็น และเมื่อมองไปไกลๆก็เห็นธงชาติสะบัดพลิ้ว ซึ่งพอรถแล่นเข้าไปใกล้ ก็เห็นว่าเป็นที่ตั้งของโรงเรียน ซึ่งมีสนามดินกว้างขวาง ร่มรื่นด้วยต้นไม้ยืนต้นและยังประดับด้วยพุ่มไม้ดอกสวย ออกดอกแข่งกันงดงามทำให้โรงเรียนเรือนไม้เล็กๆนั้นน่ามอง หญิงสาวเงยมองธงไตรรงค์ที่ปลิวไสวอย่างรู้สึกภาคภูมิใจ

         “ฉันชอบธงชาติของประเทศเราจังเลยค่ะ ไม่ว่าเห็นที่ไหนก็รู้สึกมีความสุขภาคภูมิใจยังไงไม่รู้”

         “ก็ดีนี่ที่ยังรู้สึกภาคภูมิใจ นึกว่าจะนิยมแต่ของอเมริกา”คำของเขาทำให้เธอหันขวับมาแหวใส่

         “นี่คุณรู้ตัวบ้างไหม ว่าคุณเป็นผู้ชายปากร้ายไหนบอกว่าลงเรือลำเดียวกันแล้วไงล่ะ ฉันว่าคงพายกันไปไม่ตลอดรอดฝั่งหรอกมั้ง”

        อนิรุทธิ์อมยิ้มน้อยๆอยู่ในสีหน้าเมื่อเห็นหญิงสาวโกรธ

        “ปากร้ายแต่ไม่ใจร้ายหรอกนะครับ”

        เสียงที่ออกมาจากริมฝีปากหยักสวยราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ ทำให้หญิงสาวปลายตาค้อน อ้าปากจะตอบโต้กลับ แต่เมื่อนึกได้ก็เงียบและเตือนตนเองในใจ

        อย่าไปขัดแย้งขัดใจคนที่เราต้องพึ่งพาสิปัท เพราะเขาเป็นคนที่เราต้องพึ่งพาอาศัยในยามนี้ ถ้าเขาหมั่นไส้เขาอาจทำอะไรที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ และขณะนี้เราต้องเป็นฝ่ายที่ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว อย่าทำปากดีไปต่อล้อต่อเถียงเป็นอันขาด ทำตัวน่ารักหน่อยสิปัท

        เขาเหลือบมองเธอนิดหนึ่งเมื่อเห็นหญิงสาวเงียบไป และยังเห็นสีหน้าที่กำลังครุ่นคิด แต่แล้วเธอก็หันมาคลี่ยิ้มหวานกับเขานิดหนึ่ง

        “ฉันรู้ค่ะว่าฉันโชคดีที่พบคนใจดีใจบุญอย่างคุณ เอิ่ม!คงเพราะฉันเป็นคนดี ที่จะตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ คุณแม่ชอบสอนฉันบ่อยๆตอนเด็กๆน่ะค่ะ”

        “อืมพูดเองเออเองชมตัวเองก็ได้เหมือนกันนะคุณ ความดีน่ะต้องให้คนอื่นเขาตัดสินนะครับ เพราะคนส่วนมากชอบเข้าข้างตัวเอง” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ซึ่งทำให้ปัทมาวดีรู้สึกเดือดปุดๆในใจเพราะคิดว่าเธอกำลังถูกเขาแขวะ

         "น่า...สักวันหนึ่งคุณอาจจะชมฉันก็ได้นี่ ” เธอเอ่ยอย่างที่พยายามปรับอารมณ์ตนเองไม่ให้โกรธ

        “โน่นไงบ้านผม” ชายหนุ่มเอ่ยและบุ้ยหน้าไปยังบ้านหลังโดดๆหลังเดียวตรงหน้า ทำให้หญิงสาวเบิ่งตาโต และห่อปากร้องอุทานออกมา

        “โห!!บ้านคุณจริงๆเหรอคะ”

        “ฮื่อ”เขาทำเสียงตอบรับในลำคอ

        “กรี๊ด!!!บ้านบนต้นไม้ของคุณเจ๋งชะมัดเลยค่ะ เหมือนรีสอร์ตที่อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของหุบเขา ว้าว...มีลำธารหน้าบ้านด้วยสุดฟินจริงๆเลย”

        “และถ้าคุณตื่นเช้า คุณจะได้สัมผัสม่านหมอกยามรุ่งอรุณ คุณจะยิ่งฟินกว่านี้อีก”

        “โหคุณบรรยายซะฉันรู้สึกได้เลยค่ะ ฉันชอบบ้านของคุณจัง มันโรแมนติกมากเหลือเกิน”

        หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ คลี่ยิ้มกว้าง เมื่อเขาเลี้ยวรถลงบนลานหิน และดับเครื่องสนิทตรงสะพานไม้ที่ทอดข้ามลำธารเล็กๆไปยังตัวบ้านชั้นเดียว ที่ปลูกอยู่บนต้นไม้ใหญ่ สไตล์บังกะโล มุงหลังคาด้วยหญ้าคา ตัวเรือนเป็นไม้ทั้งหลัง ประตูหน้าต่างกระจกอยู่ในกรอบไม้แข็งแรง และยังปลูกดอกไม้ไว้เรียงรายรอบตัวบ้าน หญิงสาวรีบเปิดประตูรถวิ่งถลาไปยืนที่ริมลำธารมองตัวบ้าน  

      ‘ ถ้าเปรมจิตจะคิดแบบแม่สาวสวยคนนี้ เรากับเธอก็คงไม่เลิกกัน ชีวิตคู่ในบ้านหลังน้อยท้ายหมู่บ้านคงจะมีความสุขมากมาย ดังวิมานบนดินที่เราเคยวาดฝันไว้ แต่แล้วความหวัง ความฝันกลับพังทลายลง อย่างที่เรียกว่าสวรรค์ล่มก็ไม่ผิดนัก  ผู้หญิงก็เป็นอย่างนี้แหละทะเยอทะยานอยากได้ไม่สิ้นสุด ไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ชอบฟังคำพูดของคนอื่น ยิ่งสวยก็ยิ่งเล่นตัว ชายหนุ่มคิดถึงหญิงคนรักด้วยความขมขื่น และเดินมายืนอยู่เคียงข้างเธอ

        “นี่คุณถามจริงเถอะ ทำไมคุณปลูกบ้านได้น่าอยู่อย่างนี้คะ มันเข้ากับบรรยากาศที่นี่แบบสุดๆเลยค่ะคุณเอาแบบมาจากรีสอร์ตใช่ไหมคะหรือว่าจ้างคนออกแบบ ” เธอเอ่ยถามเมื่อเขาเดินมาหยุดลงข้างๆ

        “ผมเป็นสถาปนิกและออกแบบเอง ขอบคุณนะที่ชอบและชม”เขาเอ่ยด้วยเสียงเรียบๆ

        “ถึงว่าสิคุณถึงได้ออกแบบบ้านตัวเองได้โคตรเจ๋งเลย เอิ่ม..แต่คุณเป็นสถาปนิกแล้วทำไมมาทำสวนทำไร่เป็นเกษตรกรล่ะคะ มันคนละเรื่องเลยไม่ใช่เหรอ”

        “พี่สาวผมบังคับให้มาน่ะสิ และที่ดินผืนนี้ก็เป็นมรดกจากพ่อ บวกกับกำลังมีปัญหากับเจ้านายที่ออฟฟิศ คือเมื่อก่อนผมทำงานอยู่ในกรุงเทพฯน่ะ พอพี่สาวผมขอร้องแกมบังคับผมก็เลยโอเคตัดสินใจมาบุกเบิกอยู่แบบบ้านๆบ้าง มันเป็นการหักเหของชีวิต หรือจะเรียกว่าไงดีล่ะ...อืมโชคชะตาพาไปมั้ง”

        “น่าจะใช่ค่ะ คุณแม่บอกฉันบ่อยๆว่าคนพุทธจะเชื่อเรื่องกรรมกำหนด พอถึงเวลาก็ต้องเป็นไปตามกรรมชี้นำ ซึ่งฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกค่ะ แต่คุณแม่ชอบพาฉันไปทำบุญที่วัดไทย และสอนให้ฉันสวดมนต์ด้วยนะคะ คุณแม่บอกว่าคุณยายของฉันเคร่งศาสนาน่ะค่ะ”

        “ชีวิตคุณก็แปลกดีนะ มีคุณตาเป็นอเมริกันแต่มีคุณยายเคร่งศาสนา ”

        “ไม่แปลกหรอกค่ะ เพราะคุณตาฉันมิสเตอร์เจมส์ก็หันมานับถือพุทธเหมือนคุณยายด้วยค่ะ คุณตาฉันรักคุณยายมากนะคะ พอคุณยายเสียท่านก็ไม่สามารถอยู่กับความหลังที่เมืองไทยได้ ท่านก็เลยกลับไปอยู่อเมริกา และไม่แต่งงานอีกเลยค่ะ คุณตาบอกว่าฉันหน้าเหมือนคุณยายด้วยละค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเล่าด้วยสีหน้าเหม่อๆ

        “เขาว่าความรักเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดของมนุษย์ แต่บางทีมันก็ทำร้ายมนุษย์ จนถึงกับไม่อยากมีลมหายใจด้วยนะคุณ ” คำพูดจากสีหน้าหม่นๆของชายหนุ่ม ทำให้ปัทมาวดีรู้ว่าเขากำลังคิดถึงตนเอง

        “เฮ้...คุณ ที่นี่อากาศดีจังเลยค่ะ สูดได้เต็มปอดเรียกว่าบริสุทธิ์ที่สุดของที่สุด ฉันชอบที่นี่จังเลยค่ะ” เธอเอ่ยหันเหความเศร้าสร้อยของเขา 

        “อยู่สักสามวันคุณก็เบื่อแล้วละ” เขาเอ่ยและเดินกลับไปที่รถหยิบข้าวของและเป้สะพาย ออกเดินนำไปบนสะพานไม้เงียบๆ

        ‘นายคนนี้ไม่เคยอารมณ์ดีเลยหรือไงนะ หรือว่าเขาอกหักก็เลยไม่มีความรู้สึกดีๆกับผู้หญิง อยากเห็นผู้หญิงของเขาจังเลยว่าจะสวยขนาดไหน ถึงได้ทำให้เขาเป็นได้ขนาดนี้ หรือเขาจะเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา เลยทำให้ผู้หญิงรับไม่ได้ หญิงสาวคิดในขณะที่เดินตามเขาไปเรื่อยๆ

        อนิรุทธ์เดินนำขึ้นบันไดห้าขั้นขึ้นไปบนเรือน วางเป้และถุงข้าวของของเธอลงบนระเบียง ควานหากุญแจในกระเป๋ากางเกงออกมาไขประตู ทำให้หญิงสาวซึ่งกำลังกราดสายตามองไปรอบๆ รีบก้มลงหยิบถุงข้าวของ ซึ่งส่วนมากเป็นของตนเอง เดินตามเขาเข้าไปข้างใน

        “ว้าว บ้านคุณตบแต่งไว้ได้เริ่ดมากๆเลยค่ะ ” เธอร้องอุทานลั่น เมื่อเห็นภายในที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูตามสไตล์ของบ้าน และยังสะดวกสบาย ครบเครื่องด้วยเครื่องเรือนที่ทำด้วยไม้เรียกว่าอิงธรรมชาติทั้งสิ้น แม้แต่ฝ้าเพดานก็ทำมาจากเสื่อรำแพน ชุดรับแขกไม้ขัดมันวาว แต่กิ๊บเก๋ด้วยเบาะรองนั่งสีน้ำตาลอมส้มกลมกลืนกับผนังไม้สีโอ้ค ซึ่งเป็นโทนสีอบอุ่น อีกทั้งเมื่อเขาเปิดประตูห้องอีกห้องหนึ่งกว้างออก ทำให้เธอเห็นเตียงไม้สักกับที่นอนหนามีมุ้งกระโจมที่รวบชายผูกไว้ตรงกลาง

        “คุณแต่งบ้านสไตล์คอทเทจได้หรูราวกับรีสอร์ตมีระดับเลยนะคะ”

        “ผมจัดทุกอย่างไว้ก่อนแต่งงานน่ะ จะเรียกว่าเรือนหอก็ไม่ผิดหรอก แต่มันก็ต้องล้มเลิกไป ก่อนกำหนดงานเพียงเดือนเดียว ความจริงผมอยากจะทำลายมันให้ย่อยยับแต่ก็เสียดาย เพราะทุกอย่างมันเป็นน้ำพักน้ำแรงของผม และผมคิดว่ามันก็ดีที่จะได้เป็นเครื่องเตือนใจในยามที่ผมท้อแท้ ซึ่งมันอาจจะทำให้ผมมีมานะที่จะทำชีวิตให้ดีกว่านี้” เสียงของอนิรุทธ์เรียบเรื่อย แต่ปัทมาวดีก็เห็นสายตาปวดร้าวของเขา

        “ฉันเสียใจด้วยค่ะ” เธอเอ่ยด้วยเสียงที่ทอดอ่อน

        “นี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมรู้สึกผิดและนึกเห็นใจเจ้าบ่าวของคุณ เขาอาจจะมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผมนักก็ได้ จริงไหม”

        “ไม่จริงหรอกค่ะเจ้าบ่าวของฉันเขาไม่ได้รักฉัน เหมือนที่คุณรักแฟนของคุณ คุณสร้างทุกอย่างขึ้นจากหัวใจจากความรู้สึก แต่เขาเนรมิตงานนั้นขึ้นมาเพื่ออวดฐานะให้คนอื่นเห็น เขาทำทุกอย่างให้ตัวเขาดูดีเพื่อกลบรอยด่างในการเป็นนักธุรกิจที่สังคมตราหน้าว่าร่ำรวยมาจากธุรกิจสีเทา ซึ่งเขาต้องการใครสักคนที่ไม่มีประวัติอะไรให้ใครขุดคุ้ยเขาก็เลยเลือกฉัน คุณรู้ไหมว่าเขามีเมียอยู่แล้วไม่รู้กี่คน ซึ่งฉันคงต้องไปรบราฆ่าฟันกับคนพวกนี้หลังจากแต่งงานแล้วก็ได้ แล้วคุณคิดว่าฉันควรต้องรับชะตากรรมแบบนี้หรือคะ” เธอเอ่ยเถียงอ้างอิงหาเหตุผลมาหักล้าง ซึ่งทำให้เขาคิดตาม

‘       จริงสินะ...แม่คนสวยมีดีกรีเป็นนักเรียนนอก พ่อแม่ก็มีฐานะทางสังคมพอสมควร และเธอยังสวยระดับนางงามหรือบรรดานางเอกของเมืองไทยอีกด้วย และก็จริงที่เธอไม่มีประวัติในเมืองไทยให้สื่อได้เขียนข่าว ซึ่งเธอจะมีข่าวแต่ว่าเป็นหญิงสาวที่ถูกสั่งตรงมาจากอเมริกา ซึ่งจะเป็นหน้าตาให้กับเจ้าพ่ออย่างนายคนนั้นได้อย่างสบายๆ อย่างน้อยก็ทำให้เขาดูดีขึ้นในสังคม ที่มีภรรยาที่ทั้งสวยและมีความรู้เป็นเครื่องประดับชิ้นหรูสมหน้าตาเลยทีเดียว

        “โอเคคุณเข้าไปนอนในห้องนอนผมก็แล้วกัน ผมนอนแถวๆนี้ได้ ” เขาเอ่ยตัดบททำให้ปัทมาวดีพนมมือไหว้เขาอย่างซาบซึ้ง

        “ขอบคุณนะคะฉันโชคดีมากที่ได้พบคนดีๆอย่างคุณ ฉันจะรีบคิดหาทางไปจากเมืองไทยให้เร็วที่สุด จะไม่รบกวนคุณให้นานเกินไปนักหรอกค่ะ แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยขอเวลาตั้งสติสักสองสามวันนะคะ”

       “จะอยู่สักกี่วันก็ไม่มีปัญหาหรอกคุณ นึกเสียว่ามาท่องเที่ยวตากอากาศก็แล้วกัน” เสียงห้วนๆเอ่ยและหันหลังให้

       “ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้ฉันรอดจากวิกฤติในครั้งนี้มาได้” เธอเอ่ยบอกก่อนที่จะเดินเข้าห้องและปิดประตู

         ปัทมาวดีมองไปรอบๆห้อง ที่เขาบอกว่าตบแต่งไว้เป็นห้องหอรอวันวิวาห์ ซึ่งก็น่าจะจริงตามที่เขาบอก เพราะทุกอย่างในห้องใหม่เอี่ยม แม้กระทั่งผ้าม่านสีครีมมีลายในเนื้อผ้าเป็นเส้นใยสีทองบางๆ ที่นอนหมอนมุ้งขาวสะอาดสะอ้านอย่างที่ยังไม่ได้ผ่านการใช้งานมาเลยแม้แต่น้อย  เครื่องเรือนที่จัดตกแต่งเป็นงานไม้ มีตู้ใส่เสื้อผ้าที่ฝังไว้กับผนังห้องและใช้ประตูเลื่อนเปิดปิด ผนังด้านหนึ่งมีกระจกเงาสูงติดอยู่ใกล้ๆเก้าอี้ไม้สักชุดเล็กๆตั้งติดกับหน้าต่าง ทำให้ปัทมาวดีเดินไปถอดกลอนผลักหน้าต่างออกไป วิวแสนสวยภายนอกก็ปรากฏแก่สายตาทันที พร้อมทั้งลมเย็นๆที่พัดแผ่วเข้ามาอย่างน่าชื่นใจ เธอเดินไปที่ประตูด้านข้างซึ่งเปิดออกไปเป็นระเบียง ซึ่งร่มรื่นด้วยกิ่งไม้ใบบังให้ร่มเงา หญิงสาวเดินออกไปยืนชมทัศนียภาพ แล้วนิ่งคิด

‘        เขาต้องออกแบบบ้านหลังนี้จากหัวใจ มันถึงได้สวยหวานคลาสสิคอย่างนี้ แปลกจริงแฮะทำไมนะผู้หญิงของนายอนิรุทธ์ถึงไม่ชอบที่นี่ ในเมื่อบรรยากาศสุดแสนจะโรแมนติค บ้านที่อยู่ที่ท่ามกลางหุบเขามีลำธารเล็กๆไหลผ่าน แวดล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยนาๆชนิด และก็ยังเจ้าบ่าวสุดหล่อ แค่นี้ผู้หญิงก็แทบจะสำลักความสุขแล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่อเขาก็มีอาชีพที่จะเลี้ยงดูได้ ไม่ถึงกับยากจนอะไร เฮ้อ...มนุษย์เราคิดไม่เหมือนกันหรอก เพราะถ้าเป็นเรา เราคงจะมีความสุขที่สุด หรือว่านายอนิรุทธ์อาจจะมีข้อเสียอื่นที่ผู้หญิงรับไม่ได้ จริงด้วย...เรายังรับนายสาโรจน์ไม่ได้เลยนี่ เฮ้อ...แต่มันคนละประเด็นกัน เพราะเขารักกันมาก่อน แต่เรากับนายนั่นไม่ได้รักกัน

 

         การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของปัทมาวดี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานไว้หลายประเด็น ตั้งแต่การถูกลักพาเพราะเครื่องเพชรที่ติดตัว ทั้งการแก้แค้นทางธุรกิจของเจ้าบ่าว ประเด็นชู้สาวจากบรรดาเมียๆของเขา และการวางแผนหนีของเจ้าสาวเอง ด้วยหลักฐานในที่เกิดเหตุตลอดจนพยานซึ่งเป็นพนักงานโรงแรม ที่ได้พบเธอก่อนการหายตัวไป ซึ่งประการหลังน่าจะมีความเป็นไปได้ เพราะจากการสอบสวนทุกคน เจ้าสาวไม่มีคีย์การ์ดเข้าห้องพัก เพราะเธอไม่เคยขึ้นไปด้วยซ้ำ และทางฝ่ายบิดาของเจ้าสาวก็ยังให้การว่า ลูกสาวจำยอมแต่งงานเพื่อช่วยครอบครัวจากการเป็นหนี้กับว่าที่ลูกเขย และจากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ยังพบรองเท้าที่เธอสวมถูกทิ้งอยู่ที่บันไดหนีไฟ ซึ่งรูปการไม่ได้เกิดจากการตกหล่นจากการต่อสู้ดิ้นรนใดๆ แต่เป็นการถอดทิ้งจากการที่ต้องเดินลงบันไดมาถึงสิบกว่าชั้น

         และทางเจ้าหน้าที่ห้องคอนโทรล ก็ยังพบว่ากระแสไฟฟ้าที่ดับในวันเกิดเหตุ มีคนทำให้เกิดไม่ได้เป็นเพราะความบกพร่องของเจ้าหน้าที่หรือระบบไฟฟ้า และทำให้เกิดคำถามตามมาว่าถ้าเธอวางแผนหนีจริง ใครกันที่เข้ามาช่วย ในเมื่อเธอไม่รู้จักใครในเมืองไทยเลย เจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งเป้าไปที่คุณธนาบิดาของเธอที่อาจจะวางแผนให้ลูกสาว แต่การที่ให้หน่วยข่าวสืบข้อมูลในทางลับก็ไม่พบว่าคุณธนาติดต่อกับใครที่ผิดสังเกต แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังมีการติดตามสืบอย่างไม่ลดละ และก็ยังไม่ทิ้งประเด็นการถูกอุ้มซึ่งอาจจะถูกจัดฉากจากโจรมืออาชีพ เพราะมีเครื่องเพชรมูลค่ามหาศาลล่อใจ แต่ก็ไม่พบการเคลื่อนไหวของโจรกลุ่มไหนทั้งสิ้น

         และเมื่อคดีไม่มีความคืบหน้า นายตำรวจเจ้าของคดีถูกตั้งคำถามจากสื่อ และจากเจ้าทุกข์ทั้งสาโรจน์และคุณธนาบิดาของปัทมาวดี ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องประชุม และเริ่มต้นสืบค้นหาหลักฐานอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเริ่มสอบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เข้าเวรในคืนนั้น รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการจัดงาน ซึ่งจูนหรือชื่อตามบัตรประชาชนว่าพีรพล เจ้าของบริษัทออแกนไนซ์ซึ่งเป็นฝ่ายจัดสถานที่ และอยู่ในที่เกิดเหตุในคืนวันนั้นจึงถูกเรียกตัวมาสอบด้วย


*มาติดตามตอนที่เหลือกันค่ะว่าทั้งคู่จะไปกันได้เมื่อไหร่ อนิรุทธิ์จะตกเป็นผู้ต้องสงสัยหรือไม่ มา@เป็นแฟนพันธ์แท้ และส่งกำลังใจมาให้คนเขียนกันบ้างนะคะ *

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #10 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 19:15
    พระเอกจะโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดไหมงานนี้
    #10
    0