วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,525 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    13

    Overall
    14,525

ตอนที่ 13 : ผู้ชายปากร้าย(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 782
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 เม.ย. 60

                                                                                                   


             ตอนที่ 5 ผู้ชายปากร้าย

 

        ก๊อก!!!เสียงเคาะรัวบนบานประตู ทำให้ปัทมาวดีสะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยความตกใจสุดขีด มองรอบกายอยู่ในมุ้งซึ่งความมืดหม่นยังคงครอบคลุมอยู่ภายในห้อง แต่เสียงไก่ขันที่ดังขึ้นไกลๆก็ทำให้เธอรู้ว่าคงจะรุ่งอรุณแล้ว แต่ความง่วงและอากาศเย็นยะเยือกทำให้เธอบ่นพึมพำแช่งชักชายหนุ่ม

        “บ้าหรือเปล่านะเคาะอยู่ได้ ไม่เกรงอกเกรงใจยังไม่สว่างซักหน่อยจะให้ตื่นไปทำอะไรล่ะ”

        หญิงสาวจึงล้มกายลงนอนต่อ พร้อมทั้งดึงผ้าห่มนวมขึ้นคลุมโปง ขดตัวเองเข้าหากันด้วยความหนาวเย็น

        ก๊อก!!! เสียงรัวเคาะอีกครั้ง ทำให้หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาพรืดหนึ่งด้วยความโมโห และตะโกนออกไป

        “นี่คุณจะเคาะทำไม ยังไม่สว่างสักหน่อยจะปลุกให้ฉันตื่นไปทำนาทำไร่หรือไงล่ะ ”

        “แล้วคุณจะนอนให้ตะวันส่องก้นหรือไงล่ะ ไหนบอกว่าอยากเห็นอากาศยามเช้าอยากดื่มด่ำกับธรรมชาติ ทีหลังอย่ามาเพ้อเจ้ออีกนะ ” ชายหนุ่มตะโกนกลับมา ทำให้หญิงสาวลุกพรวดขึ้นนั่งอีกครั้ง

        “เฮ้จริงๆด้วย รอแป๊บหนึ่งนะคะฉันลืมไปน่ะ” เธอรีบตะโกนกลับออกไปอย่างนึกได้ แล้วรีบวิ่งลงจากเตียงเข้าห้องน้ำ แต่ทำได้เพียงแปรงฟัน และล้างหน้าลวกๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าน้ำเย็นเฉียบราวกับน้ำในตู้เย็น

        “ฮูย!! เย็นชะมัดเลยแฮะ” หญิงสาวเอ่ยกับตนเองเมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำ หยิบผ้าหนูมาซับหน้าแล้วยกมือขึ้นเสยผมให้เข้าที่เข้าทางอย่างลวกๆ

        “นี่คุณมีหมวกไหมพรมอยู่ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า หามาสวมด้วยเช้านี้ข้างนอกหมอกหนา อากาศเย็นจัดเชียวละ ” ชายหนุ่มตะโกนอยู่หน้าห้อง

        หญิงสาวรีบค้นหาหมวกในลิ้นชักตู้นำมาสวม แล้ววิ่งไปที่ประตูรีบถอดกลอน วิ่งพรวดพราดออกมาและชนเข้ากับร่างหนาอย่างจังจนร่างตนเองกระดอน

        ว้าย!หญิงสาวกรีดร้องอย่างตกใจ แต่แขนแข็งแรงตวัดร่างเธอเอาไว้ ซึ่งทำให้หญิงสาวตกอยู่ในอ้อมแขนเขาซึ่งรัดร่างเธอเอาไว้ได้ทันท่วงที ก่อนที่แรงปะทะจะทำให้เธอหงายหลังฟาดพื้น

        ใบหน้าซึ่งห่างกันแค่คืบทำให้ต่างก็สบตากัน สายตาหญิงสาวยังคงตระหนก ส่วนสายตาของชายหนุ่มออกแววขันๆในความรีบร้อนของเธอ

        “เออะ...ฉันขอโทษค่ะ ฉันออกจะซุ่มซ่ามสักหน่อยน่ะ” เธอเอ่ยแล้วเมินสายตาหนีแก้มร้อนผ่าว รีบยกมือดันอกเขาไว้แล้วเบี่ยงกายออก

        “คุณจะรีบไปไหนล่ะ ทำไมต้องวิ่งด้วย” เขาเอ่ยเสียงต่ำพร่าเมื่อได้กลิ่นกายสาวที่หอมกรุ่นอ่อน

        “เอ่อ...ไปดูตะวันขึ้นกันดีกว่าค่ะ ฉันอยากเห็น” เธอเอ่ยแล้วรีบเดินนำเขาออกไปเปิดประตู เดินลงบันไดไปด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าว

         เขาเดินตามหญิงสาวไปถึงกลางสะพาน เมื่อเธอหยุดยืนชมธรรมชาติ ซึ่งไอหมอกกำลังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือสายน้ำและรอบบริเวณนั้นเหมือนตกอยู่ในไอหมอกหนา แทบจะมองไม่เห็นต้นไม้ใบหญ้า อากาศรอบกายเย็นจัดจนลมหายใจพุ่งออกมาเป็นไอ

        “ฉันชอบบรรยากาศที่นี่จังเลยค่ะ สักวันฉันจะหาเงินมาซื้อที่ดินในเมืองไทย ที่มีธรรมชาติสวยๆอย่างนี้ ที่นี่จะเป็นแรงบันดาลใจของฉันเลยละค่ะ” เธอเอ่ยแล้วหันมาเงยหน้ามองชายหนุ่มที่เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆตนเอง ซึ่งเขากำลังทอดสายตามองไปไกลๆ และเหมือนจะกำลังตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งเธอก็ไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินที่เธอพูดหรือไม่

        "เอ่อ...เราจะไม่ทำอาหารทานกันหรือคะ ฉันไม่เห็นที่นี่มีร้านขายอาหารที่เราจะไปฝากท้องได้เลยนี่ เพราะเมื่อคืนเราก็ทานอาหารกล่องที่ซื้อมาจากร้านขายของในปั๊ม ฉันพอทำอาหารเป็นนะคะ คุณแม่สอนฉันไว้ แต่โดยมากเป็นอาหารฝรั่ง อาหารไทยแบบผัดๆทอดๆก็โอเคนะคะ คือฉันอยากช่วยคุณทำอะไรบ้างน่ะ เราไปซื้ออาหารมาทำก็ได้นะ” เธอเอ่ยด้วยสีหน้าเกรงใจ

       “ไม่ต้องทำหรอก ผมจ้างคนที่หมู่บ้านมาส่งปิ่นโตให้ทุกวัน เมื่อคืนตอนที่คุณเข้าห้องไปแล้ว เด็กมันก็ยังมาตะโกนเรียกถามผมอยู่เลย อีกสักประเดี๋ยวเขาก็เอามาส่ง เราก็แค่ชงกาแฟดื่มรองท้องไปก่อนเท่านั้นแหละ แต่ถ้าคุณอยากทำกับข้าวก็ต้องไปซื้ออาหารสดที่ตลาดเช้าบนดอย ไว้ว่างๆจะให้โชว์ฝีมือสักมื้อก็ละกัน” คำบอกเล่าของเขาทำให้เธออมยิ้มขันๆก่อนจะเอ่ย

        “โธ่คุณคิดว่าฉันทำอะไรไม่เป็นละสิ ฉันน่ะเก่งทุกอย่างเลยละ คุณแม่บอกว่าเป็นผู้หญิงต้องทำกับข้าวทำงานบ้านได้ ซึ่งคนไทยจะเรียกว่าแม่ศรีเรือน ซึ่งฉันโอเคนะไม่เชื่อพิสูจน์ได้”

        คำโอ้อวดจากใบหน้าที่ลอยไปลอยมา ทำให้อนิรุทธิ์มองเธออย่างนึกขัน และเห็นความน่ารักเหมือนเด็กๆที่ไร้จริตจะก้าน ซึ่งต่างจากที่เขาเคยเห็นจากบรรดาสาวๆรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ และใจหนึ่งยังไพล่ไปนึกถึงเปรมจิต หญิงสาวซึ่งปรุงแต่งจริตตลอดเวลา ซึ่งครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดถึงตรงนี้ของเธอเลย

        “ยิ้มแบบนี้ไม่เชื่อใช่ไหมล่ะ” เธอยื่นหน้ามาเอ่ยขึ้นอีก เมื่อเห็นสีหน้าเปื้อนยิ้มของเขา

        “ยังไม่เห็นผลงานจะให้ประเมินได้ยังไงล่ะ คุณอาจจะโม้ก็ได้นี่”

        หญิงสาวเหลือบตาค้อนปากงอนเชิดขึ้น และหันหลังออกเดินไปบนสะพานไม้ เพื่อไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังมีหมอกปกคลุมลอยอวลอยู่ทั่วไป ปัทมาวดีพาร่างสูงสวยสมส่วนไปยืนบนพื้นดิน ออกท่าทางเอ็กเซอร์ไซส์ ด้วยการกางแขนแล้วก้มลงแตะปลายเท้า และยังตะโกนบอกเขา

        “นี่คุณมาออกกำลังกายกันเถอะค่ะ อากาศอย่างนี้มันโอเคเลยนะคะ มันจะทำให้เราอบอุ่นขึ้นสักนิดหนึ่งก็ยังดี ฉันชอบเล่นโยคะด้วยนะคะ จะได้มีหุ่นเฟิร์ม แข็งแรง และห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ คุณรู้ไหมคุณแม่ฉันเป็นมะเร็ง ทำให้ฉันกลัวมาก และทำให้ฉันต้องพยายามรักษาสุขภาพตัวเอง มาสิคะมาวิ่งกัน อากาศเย็นๆอย่างนี้ต้องวอร์มอัพ”

        เธอเอ่ยจบแล้วหันหลังออกวิ่งเหยาะๆเรียบริมลำธารไปข้างหน้า ทำให้เขาอ้าปากจะร้องเตือน แต่เธอซึ่งวิ่งไปได้เพียงห้าหกก้าวก็สะดุดก้อนหินล้มลงเสียก่อน

       “โอ๊ย!อุ๊บ! ” เสียงเธอร้องลั่นทำให้เขารีบวิ่งไปพยุงร่าง ที่ยังพังพาบกับพื้นขึ้นมานั่ง ส่วนตนเองคุกเข่ามองสำรวจเธอ

       “โธ่คุณจะวิ่งจะเดินก็ไม่ได้มองตาม้าตาเรือเลย ริมลำธารนี่มันมีแต่ก้อนหิน ไม่ใช่ถนนในเมืองนะคุณ เจ็บตรงไหนหรือเปล่าไหนบอกสิ”

       “เอ่อ..มันมีแต่หมอกฉันก็เลยไม่ทันมองน่ะ แต่ไม่เป็นค่ะ แค่เจ็บหัวเข่านิดหนึ่ง” เธอเอ่ยบอกด้วยสีหน้าเหยเก คลำหัวเข่าป้อยๆ

       “เดินไหวไหมผมพยุงไปดีกว่า อ่ะลุก ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมทั้งส่งมือให้ หญิงสาวจับมือเขาไว้เพื่อพยุงตัวขึ้นและยังสูดปากเบาๆ

       “หัวเข่าฉันกระแทกหินก้อนนั้นน่ะ ” เธอเอ่ยและชี้ให้เขาดูหินก้อนหนึ่ง

       “ผมเห็นแล้วละ คุณซุ่มซ่ามอย่างนี้เสมอเหรอ” เขาเอ่ยถามในขณะที่พยุงพาเธอเดินกลับมา

       “ก็มีบ้าง แต่ไม่บ่อยหรอกค่ะ แต่คุณตาก็บ่นประจำเวลาฉันทำข้าวของตกแตก” เสียงตอบอ่อยอ่อนและจำยอมให้เขาโอบเอวพาเดินขึ้นบันได

       “เฮ้อ...ต่อไปนี้เวลาเดินก้มลงมองพื้นบ้างนะคุณ ที่นี่มันบ้านนอกไม่ใช่เมืองนอก ไม่มีถนนคอนกรีตปูกระเบื้องให้คุณเดินชมวิวหรอก จะเดินจะวิ่งต้องระวังบ้าง”

       เขาเอ่ยเตือนและพาเธอเข้ามานั่งบนเก้าอี้ตัวยาว แล้วเลิกขากางเกงวอร์มร่นขึ้น และเห็นหัวเข่าเธอแดงช้ำและท่าทางจะเจ็บพอสมควร เพราะหญิงสาวนิ่วหน้าตลอด อนิรุทธิ์เดินไปหยิบบาล์มมาทาให้เบาๆและยังพ่นลมจากปาก

       “เพี้ยง!!หาย ” อากัปกริยาที่เขาปฏิบัติอย่างอ่อนโยนเหมือนเธอเป็นเด็กเล็กๆ ทำให้หญิงสาวน้ำตาคลอครองและรินหยาดลง ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นถาม

      “เจ็บมากเลยเหรอ กระดูกที่หัวเข่าแตกเหรอเปล่า ไปหาหมอดีกว่าไหมจะได้เอ็กซเรย์ดู” เขาเอ่ยถามด้วยเสียงกระชั้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นเธอป้ายน้ำตาบนแก้ม

      “ฉันไม่ได้เจ็บมากนักหรอกค่ะ”

       “อ้าวแล้วร้องไห้ทำไม ทำเอาตกใจหมดเลย ไหนบอกว่าเก่งไงที่แท้ก็บ่อน้ำตาตื้น”

       “คุณทายาแล้วก็เป่าให้ฉัน ทำให้ฉันคิดถึงคุณแม่น่ะค่ะ ท่านชอบทำกับฉันแบบนี้ตอนที่ฉันเด็กๆฮือๆ” หญิงสาวเอ่ยพร้อมทั้งปล่อยโฮออกมา

       “โธ่เอ๊ยเด็กน้อยท่าทางดูเหมือนจะเก่ง แต่ไม่ได้เรื่องแค่นี้ก็ร้องไห้หาแม่แล้ว อย่างนี้จะหนีไปไหนรอด ” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วลุกขึ้นยืน และเดินไปดันหน้าต่างออกไปพร้อมทั้งนิ่งคิด

       ‘ ผู้หญิงคนนี้มีอารมณ์เปราะบาง เธอดูแข็งแกร่งแต่ภายนอกเท่านั้นและยังมีอารมณ์เด็กๆอยู่มาก เพราะเธอจะพูดถึงแต่แม่ อืม..ก็ชีวิตเธอมีแต่แม่นี่นะ ซึ่งเมื่อตอนแม่เราเสียใหม่ๆเราก็โหยหาแต่ท่านเหมือนกัน

       “เดี๋ยวผมไปต้มน้ำชงกาแฟก่อนละกัน นั่งเฉยๆไม่ต้องขยับออกฤทธิ์อะไรอีกล่ะ”

       เขาหันมาเอ่ยปรามห้วนๆพร้อมทั้งพาร่างสูงสมาร์ต เดินเข้าไปในห้องครัวเล็กๆ ที่เมื่อวานเธอนำถุงขนมนมเนยเข้าไปเก็บไว้ ซึ่งปัทมาวดีเองก็รู้สึกได้ว่าท้องเริ่มร้องหาอาหาร และเพียงครู่เดียวกาแฟร้อนสองถ้วยกับคุ๊กกี้ในจานเล็กๆก็ถูกนำมาวางลงตรงหน้า และยังนั่งลงบนเก้าอี้ยาวตัวเดียวกับเธอ

      “อ่ะจะได้ตาสว่างรองท้องไปก่อนละกัน สายๆอาหารปิ่นโตถึงจะมาส่ง และวันนี้คุณเจ็บเข่าเพราะฉะนั้นต้องอยู่บ้านคนเดียว เพราะสายๆผมจะไปดูคนงานในไร่” เขาเอ่ยและยกกาแฟในถ้วยขึ้นจิบ และทำให้เธอสั่นหน้าแรงๆทันที

      “ไม่เอาฉันจะไปด้วย ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย ไม่เชื่อวิ่งให้ดูก็ได้ ” เธอเอ่ยพร้อมทั้งขยับจะลุก ทำให้เขาจับข้อมือเธอไว้ทันที

      “นี่คุณเริ่มดื้อแล้วหรือ ไหนบอกว่าจะทำตัวเป็นคนดี ไม่ทำให้ลำบากใจไงล่ะ”

      “ก็ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆนี่คะ เจ็บแค่นี้เอง เจ็บกว่านี้ฉันยังไปได้เลย ให้ฉันไปด้วยนะคะ นะคะ รับรองค่ะว่าฉันไม่ได้เจ็บอย่างที่คุณคิด ฉันวิ่งยังได้เลยนะคะ เอิ่ม..ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวนี่” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าออดอ้อน

       “กลัวผีเหรอไงล่ะ”

       เสียงถามจากสีหน้าขันๆทำให้ปัทมาวดีเอ่ยด้วยยิ้มกร่อยๆ “เอ่อคือฉันยังไม่คุ้นกับที่นี่น่ะค่ะ แล้วมันก็มองไม่เห็นใครเลยสักคน”

       “ขอคิดดูก่อนละกัน”

       เขาเอ่ยส่งเดชออกไปพร้อมทั้งพ่นลมหายใจออกมาพรืดหนึ่ง และทำให้ปัทมาวดีมองไปรอบๆภายในตัวบ้าน ซึ่งไม่ได้มีความน่ากลัวอะไรเลย แต่จุดประสงค์ของเธอคืออยากออกไปเห็นบรรยากาศนอกบ้าน เพราะคิดว่าตนเองควรศึกษาทุกอย่างๆรอบกาย รวมทั้งชายหนุ่มผู้นี้ให้ลึกซึ้ง จะได้รู้ว่าเขามีอาชีพทำไร่อย่างที่เอ่ยอ้างจริงหรือไม่ เพราะเธอไม่สมควรที่จะเชื่อใครง่ายๆไปเสียทุกอย่าง ในเมื่อแม้แต่บิดาผู้ให้กำเนิดก็ยังหลอกได้

      หญิงสาวพยายามลุกขึ้นเดินทั้งที่รู้สึกขัดและเจ็บหัวเข่า แต่ก็ทำทีเดินตัวตรงให้เขาเห็นว่าเธอไม่ได้เจ็บมากมายอะไรนัก ทำให้ชายหนุ่มเหลือบมองมานิดหนึ่ง

      “เห็นป่ะ ฉันไปไหนได้โลดไม่ได้เจ็บซะหน่อย เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องคิดนาน ฉันจะไปกับคุณด้วย” หญิงสาวเดินไปสองสามก้าวแล้วหันมาแบมือ ลอยหน้าเอ่ยบอกเขา

      “โอเคแล้วอย่ามาเจ็บทีหลัง จะไม่ดูดำดูดีอีกเลย” ชายหนุ่มเอ่ยขู่

       ซึ่งคำของเขาทำให้ปัทมาวดีคลี่ยิ้มด้วยสีหน้าประจบและเดินออกไปที่ระเบียงหน้าเรือน มองกิ่งไม้ใหญ่ที่ต้นของมันรองรับตัวเรือนไว้ และยังมีเสาที่เป็นปูนปั้นแต่ทำลายเปลือกไม้ไว้เนียนสนิท เหมือนกับเป็นกิ่งไม้ใหญ่จริงๆรองรับตัวบ้านไว้อีกหลายต้น และนึกชมความคิดสร้างสรรค์ของชายหนุ่ม ที่ปลูกบ้านบนต้นไม้นี้ได้อย่างงดงามลงตัว ซึ่งเธออยากจะบอกเขานักว่าเธอหลงรักบ้านหลังนี้ เพราะมันรายล้อมด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อย่างที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน และทำให้เธอเริ่มปลดปล่อยอารมณ์คิดถึงคนรักที่ตนเองจากมา


               *มาติดตามลุ้นผู้ชายปากร้ายกันค่ะ*

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #18 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 19:17
    ปัทน่ารักช่างประจบ
    #18
    0
  2. #16 YamParis (@YamParis) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 18:03
    รอจ้า มาไวๆนะคะเป็นกำลังใจ สู้ๆ
    #16
    0