วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,527 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    15

    Overall
    14,527

ตอนที่ 15 : ผู้ชายปากร้าย(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 739
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    24 เม.ย. 60

         





        “ถ้าจะไปด้วยก็ไปจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้ว ผมจะได้เข้าห้องไปจัดการกับตัวเองบ้าง ที่นี่มีห้องน้ำห้องเดียวคุณก็เห็นไม่ใช่เหรอ หรือจะอาบพร้อมกับผมก็ได้นะหึๆ ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบๆ แต่แววตาขันๆ

        “คิดมิดีมิร้ายแต่เช้าเลยนะคะคุณครู” เธอเอ่ยแดกดันพร้อมทั้งปลายตาค้อน 

        “ผมคิดทั้งดีทั้งร้ายตลอดละคุณ เพราะผมเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา” เขาเอ่ยออกมาจากสีหน้านิ่งๆ

       “แต่ฉันเชื่อเซ้นส์ตัวเองนะคะว่าคุณเป็นคนดี และก็ดีมากด้วย”หญิงสาวรีบเอ่ยด้วยสีหน้าประจบ ซึ่งอนรุทธิ์รู้สึกขันแต่ก็แสร้งเอ่ย

       “ตกลงเราจะอาบน้ำพร้อมกันหรือเปล่าล่ะ”

       “นี่คุณอาบน้ำเย็นขนาดนี้ก็ตายนะสิ เครื่องทำน้ำอุ่นก็ไม่มี และจำไว้ด้วยว่าฉันไม่เคยร่วมห้องอาบน้ำกับใคร และคุณก็ไม่ควรคิดว่าใครจะอยากอาบน้ำกับคุณ ”เธอเอ่ยรัวเร็วยาวเหยียดจากใจที่หวาดหวั่น ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะหึๆเมื่อเห็นสีหน้าของผู้พูดที่ทำตาคว่ำปากงอนเชิด

      “โอเคความจริงผมก็ยังไม่เคยอาบน้ำกับผู้หญิงสักที อย่าทำหน้าซีเรียสอย่างนี้สิเดี๋ยวก็แก่ก่อนวัยหรอก และวันนี้ผมจะติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น ผมซื้อมาแล้วแต่ยังไม่ทันได้ติดตั้งก็พอดีเอ่อ...” เขาเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เงียบไป ซึ่งเธอก็พอเข้าใจว่าเขายังไม่ติดเพราะอะไร

      “งั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนก็แล้วกัน และวันนี้ผมจะได้กลับมาติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นให้ ”เขาเอ่ยต่อเมื่อเห็นสายตาระแวงระไวที่เหลือบมองมา

      “เย้..ขอบคุณครับผม”

       คำของชายหนุ่มทำให้เธอมีสีหน้าดีใจ พร้อมทั้งลุกขึ้นยืนชิดเท้ายกมือแตะหางคิ้วในท่าตะเบ๊ะ คลี่ยิ้มกว้างก่อนจะเก็บถ้วยจานเข้าไปล้างในครัว และเดินกลับมาเข้าห้องนอนไป ซึ่งอากัปกิริยานี้ที่น่ารักของเธอทำให้ชายหนุ่มอมยิ้มขันๆ

       และเพียงไม่นานนักปัทมาวดีในกางเกงยีนส์ของชายหนุ่ม และเสื้อยืดคอกลมสีขาวที่เขาซื้อให้ พร้อมแจคเก็ตหนังตัวเดิมที่สวมนอน กับหมวกแก็ปของชายหนุ่มที่เธอพบในตู้ เธอจึงเหมือนสาวเซอร์สุดเท่ และเดินออกมาและเอ่ยบอกเขา

      “เอ่อ..ฉันยืมกางเกงยีนส์คุณสวมด้วยนะคะ เพราะที่คุณซื้อให้มีแต่กางเกงขาสั้น ฉันหนาวน่ะค่ะ เอวหลวมไปหน่อยแต่หาเข็มขัดของคุณคาดไว้แน่นๆก็โอเค ”

      “อาทิตย์หน้าผมจะเข้าไปหาพี่สาวที่ในเมือง และจะหาซื้อกางเกงกับเสื้อผ้าให้อีกละกัน”

      “ให้ฉันไปด้วยได้ไหมคะ” หญิงสาวเริ่มร้องตาม

      “นี่คุณลองคิดนะ ว่าป่านนี้รูปคุณอาจขึ้นหราตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือตามอินเทอร์เน็ตแล้วก็ได้ อย่าเพิ่งเสี่ยงจะดีที่สุด เอ่อ...และผมก็ยังไม่อยากให้พี่สาวผมเห็นคุณ ขี้เกียจโดนซักฟอกน่ะ และผมยังไม่ไปวันนี้พรุ่งนี้หรอก ต้องดูผักหรือดอกไม้ในไร่ที่ปลูกไว้ว่าจะพร้อมตัดส่งวันไหน ถึงจะให้รถมารับไปเข้าโรงงานเพื่อแพคกิ้ง และผมก็ต้องเข้าไปช่วยพี่สาวเชคของส่งออก ซึ่งน่าจะอาทิตย์หน้าโน่นแหละ ” ชายหนุ่มเอ่ยอธิบายพร้อมกราดสายตา มองการแต่งกายของเธอด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

      “พี่สาวคุณดุเหรอคะ”

      “ก็ไม่เชิงดุหรอกแต่ขี้บ่นที่สุดในโลก คือเขาเคยเตือนเรื่องเปรมจิตแต่ผมไม่เชื่อ และถ้าเขาเห็นคุณเขาอาจคิดว่าผมหาเรื่องใส่ตัวอีก ขี้เกียจอธิบายน่ะ”

      “พี่สาวคุณไม่อยากให้คุณแต่งงานเหรอคะ” เธอเอ่ยถามอย่างสงสัย

      “ไม่หรอกแต่พี่สาวผมและเปรมจิตน่ะ เขาอยู่ในเมืองและบ้านพี่ผมกับบ้านเขาก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่ พี่สาวผมก็เลยเห็นเขาไปเที่ยวกับผู้ชายอื่น ทำให้พี่พลอยพยายามเตือนผม เพราะผู้ชายคนนั้นเขาฐานะดีกว่าผมมากแต่ผมไม่เชื่อ พอผมผิดหวังพี่สาวผมก็เลยสมน้ำหน้าแถมด่าอีกเป็นกระบุง” คำบอกเล่าจากสีหน้าเรียบๆก็จริง แต่เธอก็ยังสังเกตเห็นแววตาหม่นแสงลงของเขา

       “เรื่องอกหักเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ คนเราไม่อกหักก็แสดงว่ารักไม่เป็น ฉันยังภูมิใจเลยนะคะที่ฉันก็รักเป็นเหมือนกัน” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มขันๆคำพูดของตนเอง

       “คุณใส่เสื้อผ้าผมไปก่อนละกัน คุณสูงใส่เสื้อผ้าหลวมๆดูไม่น่าเกลียดหรอก ซึ่งความจริงก็ดีเหมือนกันนะเป็นการปลอมตัวไปอีกชั้นหนึ่ง” เขาเอ่ยตัดบท

       และในที่สุดเธอก็ได้นั่งรถคู่มากับเขา ชายหนุ่มรถขับขึ้นเนินเขาไปเรื่อยๆ หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นกับวิวทิวทัศน์รอบกาย  เมื่อเห็นสายหมอกขาวยังคงลอยเรี่ยอ้อยอิ่ง อยู่บนยอดเขาไกลๆ เห็นทิวไม้ทั้งเขียวเหลืองแดงเบื้องล่างซึ่งเป็นหุบเหวริมทางยังประดับด้วยดอกหญ้าหลากสีสัน ทุกอย่างที่ปรากฏแก่สายตา เหมือนภาพวาดของจิตรกร ที่ถ่ายทอดความงดงามแต่งแต้มสีสันลงบนผืนผ้าใบ และเมื่อรถผ่านหุบเหวมาได้เพียงครู่เดียวก็พบกับไหล่เขา ซึ่งเป็นไร่ผักผลไม้ที่ทอดยาวลงไปเป็นขั้นบันได

       “ถึงแล้วละ นั่นแปลงสตรอเบอรี่มันเริ่มออกผลเล็กๆแล้วนะ แล้วตรงโน้นที่เห็นไกลๆก็เป็นไร่กระหล่ำดอก และบล๊อคคะรี่ ซึ่งน่าจะทยอยตัดส่งได้ภายในอาทิตย์หน้า”

      “แล้วไร่ดอกไม้ล่ะคะ ฉันอยากเห็นค่ะ ”

      “ต้องขับรถไปอีกนิดเราปลูกตรงเชิงเขาโน่น ตอนนี้น่าจะมีดอกแกลดดิโอลัส กับสตาร์ติส แล้วก็มีทิวลิปที่เพิ่งตัดดอกไปล็อตหนึ่ง ปีนี้อากาศหนาวมาเร็ว ดอกไม้พวกนี้ก็เลยออกดอกเร็วกว่าปีก่อน และเราก็มีกล้วยไม้ด้วยนะ แต่เพิ่งตัดส่งไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ตอนนี้บริษัทเราก็รับซื้อผลผลิตจากพวกเกษตรกรรายย่อยด้วยนะคุณ เพราะการส่งออกกำลังไปได้ดี เฉพาะของเราผลิตไม่ทันออเดอร์หรอก”

      “ความจริงคุณก็ไม่ได้จนสักหน่อยนี่ มีกิจการส่งออกจากผลผลิตของตัวเองแบบนี้น่ะ เรียกว่าเศรษฐีเหมือนกันสินะคะ”

      “พี่สาวผมน่ะอาจจะใช่ แต่ตัวผมเองยังไม่รวยหรอก เพราะเพิ่งมาจับงานแค่สองปีเอง พี่สาวผมอ้อนวอนแกมบังคับให้มาทำไร่ที่นี่ เขาบอกว่าดีกว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งตอนแรกผมไม่อยากมาทำหรอกนะ เพราะรู้สึกว่าที่นี่มันเหงาเกินไป คิดแต่ว่าแต่งงานแล้วก็จะอยู่กรุงเทพฯหาซื้อบ้านเล็กๆอยู่สักหลังหนึ่ง แต่พอพ่อเสียไม่มีคนดูแลไร่ ผมก็เลยจำต้องมาทำเอง พออยู่ไปสักพักหนึ่งก็เริ่มปรับตัวได้ ก็เลยปลูกบ้านสำหรับเป็นเรือนหอ และรู้สึกมีความสุขกับที่นี่มากขึ้น แต่พอ...”

      “พอหมดแรงบันดาลใจก็เบื่อเหรอคะ” เธอเอ่ยดักคอขึ้นและเขาก็ยอมรับ

     “ก็ประมาณนั้น ที่ผมเข้าไปกรุงเทพฯเที่ยวนี้ ก็เพราะเหงาอยากไปหาเพื่อนฝูง และก็เลยเฮฮาปาร์ตี้อยู่อาทิตย์หนึ่ง แล้วก็จับพัดจับผลูไปพาเจ้าสาวชาวบ้านเขามานี่ไงล่ะ นี่ถ้าผมไม่ไปเก็บเงินที่พี่จูน แต่ให้เขาโอนเข้าบัญชีมา ผมก็คงไม่พบคุณหรอก ลงไปดูคนงานกันหน่อยละกัน เขาอยู่กันที่ท้ายไร่ข้างล่างโน่น ไปคุณ ” เขาเอ่ยแล้วเปิดประตูรถก้าวลงไป ทำให้ปัทมาวดีก้าวตามลงไปทันที ทั้งคู่เดินลงมาตามเนินเขา หญิงสาววิ่งไปตามคันดินที่ปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งกำลังออกผลสีชมพูเล็กๆ

      “น่ารักจังเลยค่ะ อีกนานไหมคะที่มันจะลูกใหญ่”

      “เดือนหน้าก็เก็บได้แล้วละ”

      “ฉันอิจฉาคุณจังเลยค่ะ ฉันอยากมีไร่แบบนี้บ้าง ชีวิตมันคงโอเคจังเลยนะคะ มีบ้านแสนสวย มีที่ทำกินกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ต้องรวยก็มีความสุขแล้วละค่ะ ”

      “ผู้หญิงไม่ว่าคนไหนก็แค่เพ้อฝันไปพักๆครู่ๆหนึ่งเท่านั้นแหละ เอาจริงๆก็อยู่ไม่ได้หรอก และที่บอกว่าไม่ต้องรวยก็อยู่ได้อย่างมีความสุขน่ะ มันก็แค่ลมปากที่พูดออกมาให้ตัวเองดูดี แต่จริงๆแล้วทำไม่ได้และไม่ได้คิดอย่างที่พูด ผู้หญิงแต่ละคนอยากได้อยากดี อยากได้นี่นั่นไม่สิ้นสุด มีเท่านี้ก็อยากมีมากกว่านี้ คำว่าเพียงพอหรือพอเพียงไม่มีในสมองของผู้หญิงหรอกคุณ”

      คำพูดดูถูกดูแคลนผู้หญิงยาวเหยียดของเขา ทำให้ปัทมาวดีซึ่งกำลังนั่งยองๆช้อนช่อสตรอเบอรี่ไว้ในมือชะงักและเงยหน้าขึ้นมองเขา อารมณ์โกรธทำให้เธอลุกพรวดขึ้นยืนประจันหน้ากับชายหนุ่ม

      “ใช่ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ชอบเพ้อฝัน แต่คนอย่างฉันถ้าพูดออกมาแล้ว ย่อมหมายความว่าฉันคิดอย่างนั้นและต้องการแบบนั้น คนเรามีความมุ่งมั่นไม่เหมือนกันหรอก อย่าดูถูกผู้หญิงทั้งโลกด้วยอคติเพียงเพราะคุณผิดหวังจากผู้หญิงคนเดียวสิคะ”

      ชายหนุ่มฟังเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจในอารมณ์หรือคำพูดของหญิงสาว และหันหลัง เดินเอื่อยๆลงไปตามคันดินโดยไม่ตอบโต้คำใด ความเจ็บจากเปรมจิตที่เคยพูดเหมือนกับปัทมาวดียังดังก้องอยู่ในโสต

      “รุทธิ์คะ...จิตชอบที่นี่จังค่ะเงียบสงบโรแมนติกดี จิตเบื่อในเมืองมีแต่ความวุ่นวายจำเจกับชีวิตประจำวัน เช้ามาเปิดร้านขายของ เห็นผ้าไหมเห็นพวกของที่ระลึกมาตั้งแต่เกิด และก็ต้องยืนขายกับนักท่องเที่ยว ซึ่งคนบางประเภทก็น่าเบื่อมาถึงก็รื้อๆถามโน่นถามนี่ รื้อจนหมดกองแต่แล้วก็ไม่ซื้อ บางทีจิตอยากด่าแรงๆนะคะ แต่แม่น่ะสิคอยห้าม ให้เอาใจลูกค้าให้อดทน จิตเบื่องานบริการจริงๆเลยค่ะ”  

      “ผมดีใจนะที่จิตชอบที่นี่ ผมจะเร่งสร้างบ้านให้เสร็จเร็วๆ และก็จะให้พี่พลอยไปสู่ขอกับคุณแม่ของจิตเลย หวังว่าจิตคงจะไม่คิดว่าที่นี่เหงาจนเกินไปหรอกนะจ๊ะ”

      “ก็จิตมีรุทธ์อยู่ด้วยจะเหงาได้ยังไงล่ะคะ”เปรมจิตเอ่ยพร้อมทั้งเข้ามากอดเอว และแนบหน้าลงกับอกเขา

      “รุทธ์หวังว่าจิตคงไม่เปลี่ยนใจใช่ไหมจ๊ะ รุทธ์รู้นะว่าจิตมีคนมาชอบและเขาก็มีฐานะดีกว่ารุทธ์ ”

      “ไม่มีทางค่ะ จิตรักรุทธ์คนเดียวและก็จะแต่งงานกับรุทธ์คนเดียวเท่านั้นค่ะ เรื่องเงินทองไม่ได้สำคัญกับจิตเท่ากับความรักที่จิตมีให้รุทธ์หรอกค่ะ รุทธ์เชื่อจิตไหมคะ” เสียงออดอ้อนของเปรมจิตทำให้เขาหัวใจพองโต และมั่นใจว่าเธอจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ

      “งั้นรุทธ์จะให้พี่พลอยไปทาบทามจิตกับคุณแม่เลยนะ รุทธ์เหงาและก็อยากให้จิตมานอนอยู่ใกล้ๆ ได้เห็นหน้ากันทั้งวันทั้งคืน ที่นี่จะเป็นวิมานบนดินของเราเลยละ”คำพูดของเขาทำให้เปรมจิตเงยมองหน้าเขาด้วยสีหน้าขวยเขิน

       “ค่ะจิตจะบอกแม่ไว้ว่ารุทธ์จะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอจิตนะคะ และจิตหวังว่ารุทธ์คงไม่ทำให้จิตผิดหวัง จิตเกลียดผู้ชายเจ้าชู้ค่ะ”

       “โถจิต..เราคบกันมาตั้งกี่ปีแล้วจ๊ะ ถ้ารุทธ์เจ้าชู้จะอยู่คนเดียวมาจนป่านนี้เหรอ จิตบอกคุณแม่ด้วยนะ ว่าอย่าเรียกสินสอดแพงนัก เพราะรุทธ์ก็เพิ่งสร้างตัว และก็ไม่อยากรบกวนพี่พลอยมากนัก เงินที่รุทธ์เก็บสะสมไว้รุทธ์ก็เอามาปลูกบ้าน ซึ่งกว่าจะตบแต่งและซื้อเครื่องเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ต้องใช้เงินอีกหลายเลยละ เพราะรุทธ์อยากทำให้สมบูรณ์แบบ จิตจะได้สะดวกสบายเหมือนอยู่ในเมืองไงล่ะ”

       “รุทธิ์คะความจริงจิตอยากได้บ้านเป็นตึกมากกว่านะคะ เพราะมันดูทันสมัยดีกว่าบ้านไม้แบบนี้เสียอีก ” เธอเอ่ยเมื่อมองบ้านที่เริ่มก่อสร้างไปแล้วเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์  

      “จิตจ๋า...เชื่อฝีมือสถาปนิกอย่างผมสิ ว่าพอเสร็จแล้วมันจะสวยและโรแมนติกมาก เราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบ้านตึกมันไม่เข้ากับบรรยากาศแบบนี้หรอกนะ แล้วพอเราตั้งตัวได้ค่อยไปซื้อบ้านในเมืองอีกสักหลังก็ได้นี่ ผมรับรองนะว่าถ้ามันเสร็จสมบูรณ์แบบแล้ว มันจะน่าอยู่ที่สุดจนคนอิจฉาเลยละ”

      “ก็ได้ค่ะรุทธ์ จิตตามใจรุทธ์ค่ะ จิตคิดว่าเราจะแต่งงานอยู่ด้วยกันตามอัตภาพไปก่อน ไม่ต้องร่ำรวยมากมายนักเราก็มีความสุขได้ แล้วเราก็ช่วยกันสร้างตัวไปเรื่อยๆ เราจะเป็นลมหายใจของกันและกันนะคะ” คำออดอ้อนของเธอทำให้เขากอดร่างงามไว้ ก้มลงจูบเรือนผมเธออย่างอิ่มเอมใจ


                          ตอนหน้าจะเริ่มหวานกันแล้วนะคะ 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #20 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 19:01
    คนอกหักย่อมรู้ใจกันดี
    #20
    0