วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,529 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17

    Overall
    14,529

ตอนที่ 18 : ลงโทษด้วยจูบ(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    27 เม.ย. 60





        หลังจากเกิดเหตุเกือบสองอาทิตย์ จูนหรือพีรพลก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกไปให้ปากคำถึงเหตุการณ์ในคืนวันนั้น เพราะจากการสอบปากคำผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดถึงสองครั้ง ก็ยังไม่ได้พบข้อมูลที่คืบหน้าเพิ่มเติม แต่มีร.ป.ภคนหนึ่งที่เอ่ยถึงจูนและผู้ที่มาพบเธอในระหว่างเกิดเหตุ ตำรวจจึงนึกถึงออแกนไนซ์บริษัทผู้จัดตกแต่งงานขึ้นมาได้ เธอจึงถูกเชิญเข้ามาให้ปากคำที่สถานีตำรวจ

        “เรื่องก็มีอย่างที่ดิฉันเล่าแค่นี้ละค่ะ” จูนเอ่ยสรุปหลังจากที่เล่าเรื่องทั้งหมดจบลง

        “คุณรู้จักคุณอนิรุทธ์มานานหรือยังครับ พอจะทราบประวัติเขาบ้างหรือเปล่า”สารวัตรเจ้าของคดีเริ่มซักถาม

        “ดิฉันก็เคยพบน้องรุทธ์อยู่สองสามครั้งค่ะ เพราะความจริงแล้วดิฉันสนิทกับคุณพลอยแสงพี่สาวของแกมากกว่า เพราะเมื่อหลายปีก่อนคุณพลอยแกมีร้านจัดดอกไม้อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งทำให้เรารู้จักสนิทกันเพราะเคยร่วมจัดดอกไม้ในงานใหญ่ๆด้วยกัน ก่อนที่แกจะกลับไปเปิดกิจการส่งออกดอกไม้แล้วก็ผักผลไม้เมืองหนาวที่เชียงใหม่ ส่วนน้องรุทธ์เป็นน้องชายแท้ๆของคุณพลอยแสงค่ะ ซึ่งแต่ก่อนน้องรุทธ์ก็ทำงานอยู่กรุงเทพฯ แกเป็นสถาปนิกน่ะค่ะ ”

        “อ้าว...แล้วทำไมคุณอนิรุทธ์ถึงเปลี่ยนอาชีพเสียล่ะครับ ”

         “คือความจริงแล้วเขาสองคนพี่น้องเป็นคนเชียงใหม่ คุณพ่อคุณแม่แกมีที่ดินอยู่ที่นั่น เมื่อก่อนทางครอบครัวแกก็ทำไร่พืชผักธรรมดา แต่พอตอนหลังนี่ทางหน่วยราชการได้ไปแนะนำให้ทำโครงการปลูกพืชผักดอกไม้เมืองหนาว คุณพลอยแกก็เบื่องานร้านจัดดอกไม้ที่พักหลังๆกิจการซบเซา แกก็เลยขายร้านแล้วไปช่วยคุณพ่อลุยงาน และก็ตั้งบริษัทส่งออกดอกไม้ผลไม้ผักเมืองหนาว และพอคุณพ่อเธอเสียก็เลยขอร้องให้น้องชายออกจากงานไปช่วยงานที่ไร่ ดิฉันก็รู้แค่นี้แหละค่ะ”

        “คุณอนิรุทธ์นี่มีประวัติเป็นมายังไง คุณพอจะบอกได้ไหมครับ”

        “น้องรุทธ์แกเรียนจบสถาปัตย์ และเคยทำงานเป็นสถาปนิกอยู่ที่กรุงเทพฯนี่แหละค่ะ น้องอายุประมาณ27-28แกเป็นสุภาพบุรุษที่น่ารักมาก ออกแนวทะเล้นขี้เล่น แต่เมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้ ดิฉันโทรคุยกับคุณพลอยเรื่องออเดอร์ และก็ปรึกษาแกเรื่องดอกไม้บางชนิดที่หายาก แต่เจ้าภาพอยากได้ ซึ่งแกก็หาให้ได้ทุกครั้ง และครั้งหลังสุดที่ดิฉันโทรสั่งดอกไม้ มาจัดงานให้คุณสาโรจน์ก็งานนี้แหละค่ะ คุณพลอยแกก็ปรารภกับดิฉันว่า สงสารน้องรุทธ์กำลังอกหักและก็เดินทางมาหาเพื่อนที่กรุงเทพฯ คุณพลอยบอกดิฉันว่าน้องรุทธิ์แกซึมเศร้า ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานคุณพลอยแกก็เลยไล่มาหาเพื่อนประมาณนั้นแหละค่ะ”จูนตอบตามความเป็นจริงที่ตนเองพอรู้จากพลอยแสง

       “เอ๊ะแล้วทำไมคุณจูนไม่ใช้วิธีโอนเงิน แต่ให้มาเก็บเงินสดแทนอย่างนี้ล่ะครับ” สารวัตรแสดงความสงสัย

       “แหมพูดก็พูดเถอะนะคะ ดิฉันน่ะโอนเงินงวดแรกให้คุณพลอยแกไปแล้ว แต่งวดสุดท้ายเหลืออีกแค่สี่หมื่นดิฉันรอเบิกจากเจ้าภาพตอนหัวค่ำน่ะค่ะ ก็เลยนัดให้น้องรุทธ์มาเอาไปเสียเลย เพราะคุณพลอยบอกว่าส่วนนี้เป็นของน้องชายน่ะค่ะ คือช่วงนี้ดิฉันรับงานอีเว้นท์ และงานแต่งงานหลายงาน และต้องใช้เงินหมุนลงทุนหลายอย่างน่ะค่ะสารวัตร เงินสำรองก็เลยช็อต”

       “แล้วคุณอนิรุทธ์นี่มาหาคุณยังไงครับคืนนั้น คือผมหมายถึงแกมารถอะไร”

       “เอ่อดิฉันก็ไม่เห็นหรอกนะคะว่าแกมารถอะไร เพราะตอนนั้นไฟดับ ข้างหลังโรงแรมก็มืดมากด้วย  แต่แกก็ขับรถมาน่ะค่ะเพราะแกยังบ่นเรื่องรถติดอยู่เลยนี่คะ”

       “คุณอนิรุทธ์บอกอะไรคุณบ้างไหมครับ อย่างเช่นกำหนดการเดินทางกลับ หรือว่ายังอยู่ในกรุงเทพฯ หรือว่าจะเดินทางไปไหนต่อ ”

       “คือดิฉันไม่ได้ถามอะไรแกเลย เรามัวแต่คุยเรื่องไฟดับ และเรื่องกำลังตามหาเจ้าสาวน่ะค่ะ แล้วน้องก็เจอหัวหน้าร.ป.ภที่เรียกแกไว้สอบถาม ซึ่งดิฉันก็ไม่เห็นแกสนใจอะไรเรื่องนี้มีแต่พูดแบบขำๆ แกยังเย้ากับดิฉันว่าถ้าเจ้าสาวหายคืนนี้เจ้าบ่าวก็แห้วนะสิ คือแกพูดแบบทะลึ่งทะเล้นตามประสาของแกน่ะค่ะ”

       “อืมท่าทางคุณรุทธิ์นี่จะเป็นคนอารมณ์ดีนะครับ”

       “ใช่ค่ะแกทะเล้นไม่เบาเชียวละ และก็หล่อมมากด้วยค่ะ ดิฉันว่าสารวัตรไม่ต้องสงสัยแกหรอก แกไม่รู้เรื่องนี้แน่นอน แกมาที่นี่ก็เพราะมีธุระกับดิฉันเท่านั้นแหละค่ะ แต่แกเข้ามาในจังหวะนั้นพอดี” จูนเอ่ยยืนยันอย่างมั่นใจ ซึ่งทำให้นายตำรวจท่านนั้นพยักหน้าน้อยๆก่อนจะเอ่ย

        “คือทางเราเช็กจากกล้องวงจรปิดรอบๆโรงแรม มีกล้องตัวหนึ่งที่ใช้งานได้เพราะต่อจากไฟชั้นบน และทำให้เห็นว่าในช่วงเวลาหลังไฟดับ มีรถปิคอัพคันหนึ่งแล่นออกไปจากถนนซอยข้างโรงแรม แต่ก็มีรถเก๋งตามออกไปด้วยอีกสองสามคัน แต่ก็มืดมากจนมองไม่ออกว่ารถทั้งหมดเป็นรถยี่ห้ออะไร ทะเบียนก็ยิ่งไม่เห็นเลย ทำให้เรามืดแปดด้านเหมือนกัน”

      “แต่ดิฉันมั่นใจและรับรองค่ะว่าน้องรุทธ์ไม่ได้อุ้มเจ้าสาวไปแน่ๆ แกเป็นคนทำมาหากิน ไม่ได้เป็นขโมยขโจร และที่ดิฉันกล้าพูดแบบนี้ก็เพราะรู้จักทั้งคุณพลอยแสง และตัวน้องรุทธ์มานานพอสมควรแล้วน่ะค่ะ”

       “ครับผมเข้าใจ แต่ว่าเราได้เอาข้อมูลทุกอย่างมาประเมิน และสันนิษฐานไว้สองประเด็นคือถูกอุ้ม กับเจ้าสาวหนี เราก็เลยต้องตรวจสอบรถทุกคันที่เข้าออกในขณะเกิดเหตุน่ะครับคุณ”

       “แต่ตอนที่น้องรุทธ์เข้ามาหาดิฉัน ตอนนั้นเจ้าสาวหายไปแล้วนะคะ”

       “ครับ แต่ใครเข้าออกในช่วงเวลานั้น เราจำเป็นต้องตรวจสอบทั้งหมดละครับ”

       “แต่ดิฉันคิดว่าน่าจะถูกอุ้มมากกว่าหนีนะคะ เพราะเธอแต่งชุดให้อลังการขนาดนั้นจะหนีไปไหนรอด นอกจากมีคนร่วมมือกับเธอมาช่วยไปตอนช่วงชุลมุน หรือไม่ก็อาจจะถูกจับแอบอยู่ในโรงแรม และพาออกไปในภายหลัง เพราะโรงแรมก็ออกจะใหญ่โตนี่คะ”

       “เราก็คิดประเด็นนี้ไว้เหมือนกันถ้าเธอคิดหนี แต่ถ้าโดนอุ้มก็ต้องเรียกว่าทำเป็นขบวนการและวางแผนมาอย่างดี และน่าจะมีการวางยาสลบพาเธอออกไปอย่างเร่งรีบ ซึ่งมันมีเวลากระทำการที่จำกัดเวลามาก แต่เราก็ยังไม่มีเบาะแสคนร้ายสำหรับเรื่องโดนอุ้ม เพราะการอุ้มเจ้าสาวไปจากงานใหญ่ขนาดนี้ได้คนร้ายก็ต้องไม่ธรรมดา จริงไหมครับ แต่เราก็ยังค้นหาหลักฐานทุกอย่างอยู่ครับ และกำลังจะทำการสรุปประเด็นภายในวันสองวันนี้ เอ่อ...ยังไงขอชื่อที่อยู่เบอร์โทรคุณอนิรุทธ์ไว้หน่อยนะครับ เราอาจจะโทรสอบถามอะไรแกบ้างน่ะ”

       “ได้ค่ะ..ดิฉันมีนามบัตรของคุณพลอยพี่สาวแกด้วยนะคะ เพราะคุณพลอยแกมีบริษัทอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ ส่วนน้องรุทธ์แกไปดูแลไร่ดอกไม้พืชผักเมืองหนาวบนดอย และคุณพลอยเคยคุยให้ฟังว่า ถ้าแกขึ้นดอยไปแล้ว ติดต่อลำบากเพราะที่นั่นไม่มีสัญญาณโทรศัพท์น่ะค่ะ งั้นดิฉันจะจดเบอร์น้องรุทธ์ไว้ในนี้เลยนะคะ...นี่ค่ะนามบัตรคุณพลอย ” จูนเอ่ยแล้วหยิบนามบัตรในกระเป๋าถือจดเบอร์ของอนิรุทธ์ลงหลังนามบัตรพลอยแสงส่งให้สารวัตร

       “ขอบคุณนะครับที่สละเวลามาให้ปากคำ”

       “ไม่เป็นไรค่ะสารวัตร แต่ดิฉันเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์เลยนะคะ ว่าน้องรุทธ์ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ ก็อย่างที่บอกน่ะค่ะว่าแกบังเอิญมาในจังหวะนั้นพอดี และเป็นไปไม่ได้เลยว่าแกจะมาเกี่ยวข้องกับคดีนี้”จูนยืนยันอีกครั้งอย่างมั่นใจ

       “ครับผมทราบ แต่เราก็ต้องเร่งหาข้อมูลทุกอย่าง ทิ้งอะไรเล็กๆน้อยๆให้รอดหูรอดตาไปไม่ได้ เพราะเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ ทางเราก็ถูกกดดันพอสมควรนะครับ เรียกว่าถูกกดดันทุกทางเลยก็ว่าได้ ทั้งพ่อเจ้าสาวทั้งคุณสาโรจน์เจ้าบ่าว อีกทั้งนักข่าวก็รุมทึ้งกันตลอด” สารวัตรเจ้าของคดีเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ

       “เอ่อขอถามสักนิดนะคะ ว่าอย่างนี้สารวัตรจะต้องตามตัวน้องรุทธ์มาให้ปากคำด้วยไหมคะ”

       “เอ่อ...เท่าที่ผมฟังคุณให้รายละเอียดมาทั้งหมดแล้วนี่ คุณคนนี้ก็ไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็อาจจะขอสอบถามว่าในตอนที่เขากลับออกไปในคืนวันนั้น เขาเห็นอะไรผิดปรกติบ้างหรือเปล่า อย่างเช่นรถที่มาซุ่มอยู่ หรือตัวบุคคลที่น่าสงสัย เพราะเราต้องรวบรวมข้อมูลทุกอย่างให้ได้มากที่สุดน่ะครับ”

        “เอ...ดิฉันเคยดูหนังสืบสวนสอบสวนนะคะ เห็นตำรวจเขาหาตัวคนร้ายกันทางระบบจีพีเอสจากโทรศัพท์น่ะค่ะ ดิฉันก็เลยคิดว่าเจ้าสาวน่าจะมีโทรศัพท์ไปด้วย เพราะถ้าเธอหนีก็น่าจะมีการใช้โทรศัพท์ แต่ดิฉันก็ไม่ทราบว่าจริงๆแล้วทำได้หรือเปล่า หรือจะมีแต่ในหนังกันคะ ” จูนเอ่ยถามด้วยสีหน้าใคร่รู้จริงๆ

       “ความจริงเราก็คิดจะทำอย่างที่คุณบอกเพราะทำได้จริงๆ แต่ติดที่ว่าคุณปัทมาวดีเพิ่งเดินทางกลับมาจากอเมริกา และยังไม่ได้เปลี่ยนซิมมาใช้เบอร์ในประเทศไทยเลยครับ เรากำลังพยายามหาเครือข่ายที่เธอใช้ที่โน่น แต่เราก็ไม่มีข้อมูล เพราะคุณพ่อเธอเองก็ยังจำไม่ได้ว่าเธอใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นไหนยี่ห้ออะไร รู้แต่เบอร์โทรที่บ้านพักของเธอเท่านั้น เพราะเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยมาตั้งสิบกว่าปีแล้วคือตั้งแต่อายุแปดขวบ เราจึงแทบไม่มีข้อมูลอะไรของเธอเลย และการแต่งงานครั้งนี้ก็เป็นการจับคลุมถุงชนจากผู้ใหญ่อีกด้วย”

       “อ๋อเรื่องเป็นอย่างนี้เอง ถ้าอย่างงั้นก็น่าจะหนีชัวร์เลยค่ะ” จูนสรุปความเห็นของตนเองออกมา

       “ใช่ครับประเด็นนี้ก็มีทางเป็นไปได้สูง แต่มาติดตรงที่ว่าเธอไม่รู้จักใครที่เมืองไทย แล้วใครกันที่ช่วยเธอหนีไป คุณพ่อเธอบอกว่าเธออ่านหนังสือไทยไม่ได้ด้วยนะครับ แล้วที่น่าเป็นห่วงก็คือ เธอมีเครื่องเพชรติดตัวไปไม่ใช่น้อย เกิดหนีเตลิดไปเจอมิจฉาชีพเธอจะยิ่งหนักน่ะสิครับ ”

       “จริงด้วยค่ะสารวัตร น่าเป็นห่วงจังเลยนะคะ โอ๊ะตายละ...ดิฉันต้องขอตัวก่อนค่ะ มีงานอีเว้นท์ตอนบ่ายสอง แหมเม้าส์ซะเพลินเลย ยังไงวันนี้ดิฉันจะลองโทรคุยกับคุณพลอยให้ค่ะ เพราะอาทิตย์หน้าดิฉันมีงานที่จะต้องสั่งดอกไม้จากแก เผลอๆถ้าน้องรุทธ์ยังอยู่กรุงเทพฯก็จะถามให้นะคะ เฮ้อแต่นี่ก็นานแล้วคิดว่าแกคงกลับไปแล้วละค่ะ”

       “ขอบคุณมากเลยครับ ยังไงถ้าคุณจูนเจอคุณรุทธิ์ก็ช่วยบอกให้ติดต่อกลับมาหาผมด้วยนะครับ”

       “เต็มใจอย่างยิ่งเลยค่ะ งั้นดิฉันลาอีกครั้งสวัสดีค่ะสารวัตร แล้วถ้าดิฉันเจอน้องรุทธิ์จะโทรมาเรียนให้ทราบนะคะ ”

        และเมื่อจูนลับกายออกไปแล้วสารวัตรเจ้าของคดี ก็บอกให้ลูกน้องสอบประวัติของจูนอย่างละเอียดและยังใช้โทรศัพท์ติดต่อไปยังเบอร์โทรทั้งสองเบอร์ที่เธอให้ไว้ทันที ซึ่งก็เป็นแนวทางสืบสวนของตำรวจ ที่ไม่ปล่อยทุกอย่างให้รอดหูรอดตาไปเป็นอันขาด และยิ่งเป็นคดีที่เกิดกับคนมีชื่อเสียงทุกอย่างจึงต้องรอบคอบรัดกุมที่สุด


*เนื้อเรื่องจะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆแล้วนะคะ มาติดตามดรามาเล็กๆ และก็หวานๆโรแมนติกกันในตอนหน้าค่ะ*



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #24 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 20:04
    จูนจะซวยไหมนะ
    #24
    0
  2. #23 IZBR (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 20:19
    สนุกดีค่ะ น่าติดตาม กำลังเจ้มจ้นเลย
    #23
    0