วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,528 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    16

    Overall
    14,528

ตอนที่ 19 : เช็ดตัวเพื่อลดไข้(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 768
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 เม.ย. 60








ตอนที่ 7

                                                                      เช็ดตัวเพื่อลดไข้

       อนิรุทธ์ติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น ในขณะที่ปัทมาวดีหลับสนิท ด้วยความเหนื่อยล้าและฤทธิ์ยาแก้ปวด ทำให้ชายหนุ่มมองเธอด้วยความสงสาร หัวใจที่นึกชิงชังผู้หญิงอ่อนโยนลง และยังคำของเธอที่ให้เขาแยกแยะ ความคิดของคนเราที่ไม่เหมือนกันซึ่งเขาก็รู้ว่ามันจริงอย่างที่เธอพูด แต่อีกใจหนึ่งที่ยังเจ็บก็ค้านว่าผู้หญิงส่วนมาก ต้องการหน้าตาในสังคมและความสุขสบายมากกว่าจะบูชาความรัก

       แต่ปัทมวดีกลับหนีเศรษฐีอย่างนายสาโรชจนสุดชีวิต ซึ่งอาจจะเพราะคนอย่างเธอทั้งสวยและทั้งมีดีกรีนักเรียนนอก ที่จะหาผัวรวยกว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ว่าเธอคิดอย่างนี้หรือเปล่านะ....ชายหนุ่มทำงานไปและครุ่นคิดไปด้วย

       เขาติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และทดลองเปิดใช้งานจนพอใจ เมื่อเดินออกมาจากห้องน้ำก็เหลือบแลไปที่ร่างแบบบางที่ห่มคลุมด้วยผ้านวม เธอหลับตาพริ้มผมสลวยสีน้ำตาลอ่อนปล่อยรุ่ยร่ายแผ่เต็มหมอน ริมฝีปากสีชมพูอ่อนตามธรรมชาติเหมือนริมฝีปากทารกหยักสวยนั้นปิดสนิท ใบหน้าเรียวช่างรับกับหน้าผากโค้งมนและจมูกโด่งแหลมนักภาพที่เธอนอนอยู่บนที่นอนซึ่งเขาเตรียมไว้สำหรับคืนวันวิวาห์ ช่างเป็นภาพที่ชายหนุ่มสะท้อนใจ

       และในที่สุดก็ทำให้เขานึกถึงอดีตคนรักขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อที่นอนหมอนมุ้งนี้เขาเตรียมไว้ เพื่อที่จะมีความสุขกับคนรัก ซึ่งเขายอมรับว่าคลั่งไคล้ในตัวเปรมจิต ยิ่งยามเมื่อได้กอดจูบเธอก็ทำให้เขาแทบจะรอให้ถึงวันวิวาห์ไม่ได้ แต่ก็พยายามหักห้ามใจตลอดมา เพราะคิดว่าคืนวันแต่งงานจะเป็นคืนที่สุดแสนโรแมนติก เมื่อมีเซ็กครั้งแรกด้วยกัน ซึ่งต่อมาเขาโดนเพื่อนด่าไอ้ควาย ซึ่งมันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

       อนิรุทธิ์ครุ่นคิดและเดินไปเปิดประตูด้านข้างของห้องนอน อย่างเบามือและเดินออกไปที่ระเบียง ทอดสายตามองเหม่อและนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

       วันที่เขาเกณฑ์คนงานในไร่มาช่วย ตบแต่งเรือนหอหลังนี้ ด้วยการนำเครื่องเรือนที่เขาสั่งทำเข้ามา และกำลังจัดวางเตียงนอน ตามมุมที่เขาแพลนไว้ อีกทั้งเครื่องเรือนต่างๆที่เป็นไม้สัก และยังที่นอนหมอนมุ้ง และเครื่องครัวที่สั่งซื้อ ร้านติดตั้งม่านก็ถูกจัดจ้างให้มาติดตั้งในคราวเดียวกัน ทุกอย่างจึงชุลมุนแต่เขาก็มีความสุข เพราะคิดว่าเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาจะไปพาว่าที่เจ้าสาวมาเซอร์ไพร้ซ์ และเมื่อช่างทำม่านติดตั้งเสร็จเรียบร้อย เขาก็พอใจที่มันทำให้บ้านดูหรูมากขึ้น การจัดวางเฟอร์นิเจอร์เริ่มเข้าที่เข้าทาง ซึ่งทำให้คนงานต่างชื่นชมที่บ้านหลังเล็กๆนั้น ดูสวยหรูน่าอยู่ ทำให้เขายืนยิ้มกริ่มมองทุกอย่าง ด้วยความอิ่มเอมเปี่ยมสุข

       แต่แล้วเสียงรถยนต์ก็แล่นมาจอดที่ฝั่งลำธาร และยังเสียงร้องเรียกที่ทำให้เขารู้สึกตกใจ ที่แผนการเซอร์ไพร้ซ์คงกลายเป็นหมัน แต่ก็ดีที่เธอมาจะได้ช่วยกันออกความคิดในการจัดเรือนหอด้วยกัน จึงรีบร้องสั่งลูกน้องในไร่ที่มาช่วยงานให้กลับไปก่อน และตนเองก็รีบผลุนผันก้าวลงบันไดบ้าน และวิ่งไปตามสะพานไม้ด้วยหัวใจพองโตไม่ได้สนใจบรรดาคนงาน ที่ทยอยเดินกลับไปแม้แต่น้อย เมื่อเห็นร่างงามของคนรักที่ยืนอยู่ข้างรถของเธอ

       “จิตมาได้ยังไง ผมกะว่าทำงานเสร็จจะไปหาพอดีเลยจ้ะ จิตมาก็ดีแล้วขึ้นไปดูบนบ้านกัน ผมซื้อข้าวของมาตบแต่งเยอะแยะเลยละ และพอตบแต่งแล้วมันก็สวยและน่าอยู่มากๆ ไปดูสิที่รักเผื่อจิตอยากเปลี่ยนแปลงอะไร” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าเบิกบานเมื่อเดินไปถึงตัวเธอ และยังดึงร่างงามเข้ามากอด ซึ่งทำให้เธอดันอกเขาออก

      “ฮื้ม!อย่ากอดค่ะ”

      “เหม็นสาบผมเหรอจ๊ะ ขอโทษนะผมมีแต่เหงื่อน่ะ เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้หยุดเลยนี่ก็เพิ่งจะเสร็จ แต่ได้เห็นหน้าจิตก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแล้วละ ให้ผมกอดให้ชื่นใจนิดนะคนดี”เขายังคงรำพันอย่างมีความสุขที่เธอปรากฏกายขึ้นในขณะที่เขากำลังคิดถึงแต่เธอ

      คราวนี้มือบางๆยันอกเขาออกแรงๆ พร้อมทั้งมองหน้าเขาด้วยสายตาหมางเมิน ก่อนจะเอ่ย “ รุทธ์คะจิตจะมาบอกว่า เราจะไม่แต่งงานกันค่ะ ” คำของเธอทำให้หัวใจเขากระตุกวูบ

      “อะไรนะ จิตอย่าล้อผมเล่นอย่างนี้สิ ” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าที่ยังยิ้มเยือน

      “จิตมาขอยกเลิกการแต่งงานของเราค่ะ” เสียงเรียบห้วนยืนยันอีกครั้งทำให้เขายืนตัวชานิ่งตะลึง

      “จิตทำไมพูดอย่างนี้ล่ะ ผมผิดอะไรเหรอ หรือคุณไม่พอใจอะไรผมทำทุกอย่างเพื่อคุณเพื่อเรานะ ดูสิทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้หมดแล้ว และพี่พลอยก็บอกว่าคุณแม่คุณก็โอเคแล้ว เหลือแต่เพียงกำหนดวันทำพิธีแต่งเท่านั้น แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะที่จิตพูดอย่างนี้ จิตล้อผมเล่นใช่ไหม อย่าทำอย่างนี้สิจ๊ะผมใจหาย” เขาเอ่ยพร้อมทั้งดึงร่างเธอเข้ามากอดไว้อีก

      “อย่าค่ะรุทธ์ จิตจะบอกให้นะว่าจิตทนไม่ได้ ที่แต่งงานแล้วจะต้องมาอยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ จิตคิดอยู่หลายวันแล้วและตัดสินใจแล้วด้วยค่ะว่า เราควรจบกันก่อนที่จะแต่งงานแล้วไปกันไม่รอด จิตไม่ชอบที่นี่และไม่ชอบบ้านบนต้นไม้แบบทาร์ซานอย่างนี้ คุณรู้ไหมคะรุทธ์ พอจิตเอารูปบ้านให้เพื่อนๆหรือญาติๆดู ก็มีแต่คนหัวเราะขำจิต ที่จะต้องมาอยู่ในสภาพนี้ แทนที่จะได้อยู่ตึกสวยหรูๆในเมือง จิตบอกตรงๆนะคะว่าจิตอายค่ะ” หญิงสาวดันอกเขาออกและถอยหลังไปยืนห่าง ชี้มือไปที่ตัวบ้านพร้อมทั้งสาดถ้อยคำออกมาทำร้ายจิตใจเขา

      “จิต..ตกลงคุณพูดอย่างนี้เพราะคุณไปฟังความเห็นของคนอื่นมาใช่ไหม คุณคิดสิว่าเราสองคนรักกัน มันไม่เกี่ยวกับคนอื่น และคุณก็บอกผมเองว่าเราจะช่วยกันสร้างฐานะ และผมก็บอกแล้วว่าอนาคตเราจะไปซื้อบ้านในเมือง เพราะผมคิดไว้แล้วว่าถ้าเรามีลูกเราก็ต้องมีบ้านในเมือง เพราะลูกต้องเรียนหนังสือ ผมคิดล่วงหน้าไว้แล้วทุกอย่าง แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงเอาความคิดของคนอื่นมาทำลายความฝันของเรา คุณบ้าไปแล้วเหรอจิต ผมไม่เข้าใจ” เขาเอ่ยด้วยเสียงพร่าจากความร้าวรานในอก

      “จิตไม่ได้เอาความคิดของคนอื่นมาเป็นตัวตั้งอย่างเดียวหรอกค่ะ แต่จิตเป็นคนในเมือง เคยแต่งตัวสวยๆต้อนรับลูกค้าทำงานมีหน้ามีตา เป็นลูกเจ้าของบริษัทผ้าไหมส่งออก ถึงจะไม่ร่ำรวยอะไรมากนัก แต่ก็ดีกว่าเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน จิตอายค่ะที่ชีวิตของจิต จะต้องพลิกผันมาเป็นชาวไร่ชาวดอยปลูกผักปลูกหญ้าขาย จิตคิดแล้วค่ะว่าจิตทนอยู่ที่นี่ไม่ได้ ”

      “ทำไมคุณพลิกลิ้นเปลี่ยนใจได้อย่างง่ายดายอย่างนี้ล่ะ คุณก็เห็นว่าผมทุ่มเทกับที่นี่ไปขนาดไหน ส่วนพี่สาวผมก็เต็มที่กับเรื่องสินสอดและงานแต่งและไม่ได้ขอต่อรองแม้แต่น้อย ผู้ใหญ่ฝ่ายคุณก็ไม่ได้ปฏิเสธ แม้แต่สถานที่จัดเลี้ยงพี่พลอยก็ยังไปจัดการให้เรียบร้อยและวางเงินมัดจำไปแล้ว เพราะพี่พลอยกลัวว่าช่วงที่มีฤกษ์แต่งงาน เราจะไม่ได้สถานที่จัดเลี้ยง เราเหลือแค่กำหนดวันตามฤกษ์ที่คุณแม่คุณบอกว่าจะเป็นคนหาเอง ซึ่งคุณแม่คุณบอกพี่พลอยว่าไม่เกินเดือนหน้า ซึ่งผมก็รอฤกษ์จากทางคุณเท่านั้นนะจิต แล้วทำไมมาบอกเลิกง่ายดายอย่างนี้ล่ะจิต ทำไม ” เขาตรงเข้าไปจับไหล่เธอเขย่าและเอ่ยถาม ทำให้เปรมจิตสะบัดกายออกและหันหลังให้

      “จิตมาบอกแค่นี้แหละค่ะ คุณบอกพี่พลอยด้วยก็แล้วกัน จิตบอกแม่บอกทางบ้านของจิตแล้ว ว่าจิตยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานจิตกลับก่อนนะคะ”

      “จิตผมขอร้องอย่าทำกับผมอย่างนี้ ผมรักคุณมากนะ เรารักกันไม่ใช่เหรอ ถ้าจิตไม่ชอบที่นี่ก็โอเคนะ ผมจะไปเช่าบ้านในเมืองอยู่กับคุณ หรือว่าจะอยู่ที่บ้านพี่พลอยก่อนก็ได้ เพราะบ้านนั้นก็กว้างขวาง พี่พลอยก็ยังบอกให้ผมพาคุณไปอยู่ เพราะความจริงมันก็เป็นบ้านของผมด้วย” เขาวิงวอนและเดินไปสกัดหน้าเธอไว้

      “รุทธ์คะ...ปล่อยจิตไปตามทางของจิตเถอะค่ะ นับจากนี้เราจะไม่มีวันของเราอีก จิตจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯจิตตัดสินใจแล้วค่ะ”

      “จิตคุณกำลังโกหก คนอย่างคุณไม่มีวันคิดเรื่องเรียนต่อ เพราะคุณเคยบอกผมเองว่าคุณไม่จบปริญญาเพราะคุณไม่อยากเรียน เพราะเรียนมาก็ต้องมาทำงานของครอบครัวอยู่ดี ผมถามจริงๆตอบผมตรงๆดีกว่า ว่าคุณกำลังเปลี่ยนใจ เพราะคนอื่นให้คุณได้อย่างที่คุณต้องการใช่ไหม และผมก็เชื่อว่าผู้ใหญ่ของคุณก็โอเค เพราะผมมันจนกว่าเขาใช่ไหม คุณทำอย่างนี้คุณฆ่าผมเสียดีกว่านะจิต”

      “แล้วแต่คุณจะคิดค่ะรุทธ์ จิตถือว่าจิตบอกคุณแล้วนะคะ” เธอเอ่ยจบเปิดประตูรถก้าวเข้าไปนั่ง สตาร์ทและถอยหลังปรู๊ดออกไป ทิ้งให้เขายืนมึนงงเหมือนโดนทุบกระโหลก และอยากจะคิดว่าตนเองกำลังฝัน

      ในขณะที่เขากำลังคิดถึงความหลังอันโหดร้าย สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กๆนักเรียนกลุ่มหนึ่งทั้งหญิงและชาย กำลังพากันเดินข้ามสะพานมา ทำให้เขารีบเดินกลับเข้ามาในห้องนอนและเดินออกไปที่หน้าเรือนวิ่งลงบันไดไปหา

      “ครูครับ ครูขา เรามาหาครูค่ะ” เสียงเด็กๆประสานเสียงเรียกเขา โดยมีเจ้าลูกหมูอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

      “มีอะไรเหรอถึงได้ยกโขยงกันเดินมาหาครูถึงที่นี่น่ะ” เขาร้องถามอย่างสงสัย

      “ลูกหมูชวนมาดูแฟนใหม่ครูค่ะ มันบอกว่าสวยอย่างกับนางเอกหนัง พวกหนูก็เลยอยากเห็น พอพักกินข้าวหนูก็เลยรีบมาดูเลยค่ะ” นิตยาหรือหนูนิตเด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยด้วยท่าทางเขินๆ

      “ลูกหมูใครใช้ให้เราเป็นหอกระจายข่าวฮึ ร้ายนักนะเราน่ะ ” เขาเอ่ยต่อว่าลูกศิษย์ตัวอ้วนกลมสมชื่อลูกหมูด้วยสีหน้าขันๆ

      “เอ่อ...แล้วคุณครูจะหวงแฟนไหมคะ พวกเราอยากเห็นค่ะ คุณครูภาณุกับคุณครูอุมาพรก็อยากเห็นเหมือนกันนะคะ” หนูนิตถามพร้อมทั้งเอ่ยอ้างถึงครูอีกสองคนด้วย

      “ตายละเจ้าลูกหมูนี่ร้ายจริงๆ ปากสว่างบอกไปทั่วเลยละสิ”

      “ผมบอกหมดทั้งหมู่บ้านทั้งโรงเรียนเลยละครับ และทุกๆคนก็ดีใจนะครับที่ครูมีแฟนใหม่ ผมและพวกเพื่อนๆสงสารที่ครูต้องอกหักน่ะครับ ” ลูกหมูเอ่ยด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

      “นี่เจ้าหมูอ้วน แก่แดดแก่ลมจริงๆเลยนะ ครูไม่ได้อกหักซะหน่อย รู้ดีรู้มากจริงๆเลยนะเราน่ะ เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย เลย”

      “ก็ผมได้ยินผู้ใหญ่เขาคุยกัน ตั้งแต่ครูหายไปกรุงเทพฯ ทุกคนกลัวครูจะไม่กลับมาอยู่ที่นี่อีก ผมและเพื่อนๆก็กลัวครูหนีพวกเราไป ใครจะมาสอนงานช่างให้เราล่ะครับ แต่ทีนี้พอครูมีแฟนใหม่ ครูก็จะอยู่กับเราไปอีกนานๆเลยใช่ไหม”

      “นี่!เจ้าหมูอ้วนรู้สึกเราจะรู้มากเกินไปแล้วนะ ”

       “คุณครูขา...พวกเราขอดูหน้าแฟนคุณครูสักนิดหนึ่งได้ไหมคะ หมูอ้วนบอกว่าเธอสวยที่สุดในโลก หนูนิตอยากเห็นค่ะ” เด็กหญิงนิตยาซึ่งขึ้นชื่อว่าช่างพูดที่สุดเอ่ยรบเร้าขึ้นอีก ซึ่งทำให้หน่วยสนับสนุนที่มาด้วยก็ช่วยกันร้องขอเสียงดังเซ็งแซ่

       “วันนี้ไม่ได้จ้ะ เขาไม่สบายตอนนี้ทานยาแล้วก็ยังนอนหลับอยู่ เอาอย่างนี้นะ พอเขาหายดีแล้วครูจะพาไปที่โรงเรียน แต่บอกเสียก่อนว่าเขาไม่ได้เป็นแฟนแต่เป็นเพื่อน เข้าใจไหม”

       “เข้าใจครับ แต่ไม่เชื่อครับ ผู้หญิงกับผู้ชายอยู่บ้านเดียวกันก็ต้องเป็นแฟนกัน” ลูกหมูเอ่ยอย่างแก่แดด

        “ลูกหมูทำไมพูดจาไม่ได้เรื่องได้ความอย่างนี้ล่ะ พาเพื่อนๆกลับไปได้แล้ว ไม่งั้นจะไปฟ้องครูภาณุให้เฆี่ยนเราให้น่องลายเลย ครูรู้นะว่าพวกเธอแอบหนีมา ” อนิรุทธ์เอ่ยขู่ เพราะรู้ดีว่าเด็กๆหนีมาระหว่างพักกลางวัน

       “ก็ด้ายยย พวกเราถอยทัพกลับกันเถอะ” ลูกหมูรับคำและรีบชักชวนเพื่อนกลับ แต่ยังหันมาเอ่ยต่อ “เย็นนี้ผมจะเอาปิ่นโตมาส่ง และก็จะมาดูว่าแฟนครูป่วยจริงเหรอเปล่า”

       ทำให้อนิรุทธ์จับศีรษะกลมๆของลูกหมูเขย่าแรงๆ อีกมือหนึ่งฟาดลงบนก้นอย่างหยอกเอิน

       “นี่แน่ะ! เราน่ะร้ายกาจขึ้นทุกวัน ครูจะฟ้องแม่เราด้วยคอยดูสิ”

        "แม่ผมก็ยังอยากเห็นแฟนครูเลยนะครับ สงสัยครูต้องพาแฟนไปอวดใครต่อใครแล้วละ ไม่งั้นก็จะมีคนอยากมาที่นี่กันเพียบเลยนะครับ น่า...มีแฟนสวยต้องโชว์กันหน่อยยย อิๆ ” ลูกหมูเอ่ยด้วยเสียงหัวเราะ แล้วรีบเผ่นแน่บไปก่อนที่จะโดนอีกป้าบ!หนึ่ง

       “คุณครูขา...เก้าอี้ที่คุณครูทำไว้ยังไม่เสร็จสักที พวกเรารอคุณครูไปทำให้เสร็จพวกเราอยากนั่งแล้วค่ะ แล้วลุงเอี่ยมก็ไปหาไม้มาไว้ให้ทำอีกกองเบ้อเริ่มเลยนะคะ พวกหนูกลับก่อนนะคะสวัสดีค่ะ” เด็กหญิงนิตยาเอ่ยบอกแล้วพนมมือไหว้ย่อเข่าด้วยท่วงท่าน่ารักซึ่งทำให้คนอื่นทำตาม แล้วหันหลังพาเพื่อนๆเดินกลับไป ซึ่งคำพูดของหนูน้อยทำให้ชายหนุ่มนิ่งคิด

      ‘ จริงสินะ...เราสอนให้เด็กๆทำโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งเล่นริมสนาม เวลาพักคาบ แต่เราทิ้งมาแล้วหลายอาทิตย์ แย่จัง..ที่ดูแล้วเราเหมือนเป็นครูที่ไม่ได้รับผิดชอบอะไร นึกอยากไปสอนก็ไป นึกอยากหยุดก็หายหน้าไม่ได้บอกกล่าวใครเลย ถึงเราจะเป็นแค่ครูอาสาไม่ได้เงินเดือนเงินดาวอะไร แต่ก็ไม่ควรเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้เด็กๆเห็น เพราะผู้หญิงนิสัยแย่ๆคนเดียวเท่านั้นหรือ ที่ทำให้เราเป็นอย่างนี้

       “รุทธิ์คะ...จิตไม่เข้าใจว่าทำไมรุทธ์ต้องไปยุ่งวุ่นวายที่โรงเรียนนั่นด้วยคะ” เสียงของเปรมจิตแว่วเข้ามาในสมอง

       “ก็ทำประโยชน์ให้สังคมบ้างจะเป็นไรไปล่ะจ๊ะ ผมก็แค่ไปสอนหนังสือเวลาครูไปอบรมหรือว่าลา และก็เอาความรู้ที่เรียนมาไปสอนงานฝีมือให้เด็กๆ หัดประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุธรรมชาติ อย่างพวกขอนไม้ทิ้งๆ แทนที่จะเอาไปทำฟืน ก็ให้เขาเอามาทำไว้นั่ง สอนให้เขาขัดมันทาแลคเกอร์มันก็ออกมาน่าใช้ ตอนนี้ผมยังใช้ล้อเกวียนเก่าๆมาทำชิงช้าไม้ให้เด็กๆเขานั่งเล่นกัน ของทิ้งๆที่มีแต่จะผุพัง ถ้าเรารู้และเอามาทำก็มีประโยชน์ในการใช้สอยมันก็ไม่เสียของ ตอนนี้ผมปรับภูมิทัศน์รอบๆโรงเรียน ให้เป็นสวนหย่อมเล็กๆ และผมยังทำซุ้มไว้สำหรับต้อนรับแขกมุงด้วยหญ้าคา ใครมาเห็นก็ชอบอกชอบใจ เด็กๆเขาก็หาดอกไม้ในกระถางแขวนมาประดับประดา ตอนนี้โรงเรียนสวยมากเลยละ ผมพาไปดูไหมล่ะผมจะได้พาจิตไปอวดเด็กๆด้วยไง” เขาเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ

       “ไร้สาระค่ะรุทธ์ เวลาของเราควรเป็นเงินเป็นทองนะคะ มัวแต่ไปทำอย่างนี้เมื่อไหร่จะรวยสักทีล่ะ คุณน่าจะหางานเขียนแบบหรือออกแบบมาทำในเวลาว่างก็ยังได้เงิน แต่ใช้เวลาที่มีค่าไปอย่างเปล่าประโยชน์ อยากเป็นครูบ้านนอกเหรอคะ แล้วยังเป็นฟรีๆเงินเดือนก็ไม่ได้  จิตไม่เข้าใจว่าคุณทำไปทำไม” เปรมจิตเอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึง

       “น่า..จิตคิดมากไปได้ ผมก็แค่ใช้เวลาอาทิตย์ละแค่ไม่กี่ชั่วโมง บางอาทิตย์มีงานก็ไม่ได้เข้าไปเลย ตอนนี้งานในไร่เราก็มีผลผลิตเหลือเฟือ การส่งออกของบริษัทเราก็ฉลุยนะ นี่พี่พลอยยังจะให้ผมเดินทางไปติดต่องานในหลายๆประเทศ เพียงแต่รอดูผลผลิตของฤดูกาลนี้ก่อนเท่านั้น เพราะเราจะกว้านซื้อผลผลิตในภาคเหนือและผลไม้ของทุกๆภาค เพื่อให้ทางฝ่ายต่างประเทศประเมินราคา และสต็อกสินค้าได้ พี่พลอยจะให้ผมจะเดินทางไปทำการตลาดด้วยตัวเองเลยละ เพราะต้นปีหน้าจะมีงานแสดงสินค้าในหลายๆประเทศ เราจะได้ไปออกบูธและหาลูกค้าประจำ ส่งออกผลผลิตตามฤดูกาล และเราก็จะถือโอกาสเดินทางไปฮันนีมูนด้วยไงล่ะจ๊ะ” เขาเอ่ยอธิบายยาวเหยียดเพื่อให้คนรักเข้าใจ

       “ถ้างานมากมายทำไมคุณมีเวลามายุ่งกับงานอาสาพวกนี้ล่ะคะ จิตไม่ชอบเลยนะคะและไม่เห็นประโยชน์อะไรสำหรับเรา คุณควรเอาเวลาไปดูแลบัญชีเรื่องเงินทองของบริษัทยังจะดีเสียกว่า เพราะคุณเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของบริษัท เกิดพี่คุณโกงล่ะ เงินทองไม่เข้าใครออกใครหรอกนะคะรุทธ์ อย่าซื่อนักเลยเพราะมันจะกลายเป็นโง่ได้ค่ะ”เปรมจิตหาเรื่องเปิดประเด็นขึ้นอีก

      “อย่าคิดอย่างนั้นสิจิต พี่พลอยน่ะรักผมมาก เรามีกันแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น ทุกวันนี้แกให้ทั้งเงินเดือนและยังเงินส่วนต่างทุกครั้งที่มีคนสั่งดอกไม้ นอกเหนือออเดอร์จากการส่งออก ไหนจะเงินปันผลปลายปี เพราะพี่พลอยรู้ว่าผมกำลังปลูกเรือนหอ และแกยังบอกว่าเรื่องสินสอดและการจัดงานแต่งงานของเราทั้งหมด แกจะเป็นคนออกให้เอง ผมรับรองว่าพี่พลอยไม่มีทางโกงผมเป็นอันขาด และแกก็ให้ผมตรวจบัญชีทุกเดือนเลยนะ”

      “คนที่ถูกโกงส่วนมากก็คิดแบบนี้ทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่เชื่อจิตแล้วจะมาเสียใจภายหลังนะคะ พี่คุณน่ะออกจะรวย แต่ดูคุณสิมาปลูกบ้านอยู่กลางป่ากลางเขา แทนที่จะซื้อบ้านในเมืองหรูๆสักหลัง คิดเสียบ้างสิคะรุทธ์ ”

      “ที่ผมมาปลูกบ้านอยู่ที่นี่ก็เพื่อดูแลงานในไร่ ผมเป็นฝ่ายผลิตนะจิต และตั้งแต่ผมเรียนจบ ผมก็เพิ่งจะมาช่วยงานบริษัท ซึ่งพี่พลอยเป็นคนลงทุนก่อตั้งทุกอย่าง แกให้ผมขนาดนี้ผมก็ว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ ผมอยากให้จิตเข้าใจพี่พลอยมากกว่านี้นะ” เขาเอ่ยอธิบาย

      “โฮ้ย!!!จิตไม่พูดกับคุณแล้วค่ะ อยากจมปลักอยู่กับคำว่าพี่น้องก็ตามใจเถอะค่ะ แต่จิตบอกตรงๆนะคะว่าจิตไม่ชอบความยากจนไม่อยากเป็นคนโลว์คลาสนานนัก ”เปรมจิตกระแทกเสียงใส่หน้างอคว่ำ

       คำพูดที่ไม่ได้รักษาน้ำใจในวันนั้นของเปรมจิต ได้แสดงตัวตนของเธอออกมา ทำให้เขาคิดเครียดและรู้สึกเศร้าใจ ท้อใจ ที่เธอไม่เว้นแม้กระทั่งพี่สาวที่แสนดีของเขา แต่ความรักก็ทำให้ตาบอด และกลับคิดในอีกมุมหนึ่งว่า เป็นธรรมดาที่คนรักกันก็ต้องแสดงความหวังดี  

       เขาเดินทอดน่องกลับมาช้าๆพร้อมทั้งครุ่นคิดถึงอดีต และแช่งชักตนเอง เรามันตาบอดแถมยังโง่เง่า เปรมจิตแสดงออกมาตั้งนานแล้วว่าเธอไม่ได้มีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกับเรา และทั้งพี่พลอยก็เตือนเราแล้วหลายครั้ง แต่เราไม่เคยเชื่อ เพราะคิดว่าระยะเวลาอันยาวนานในการคบกันมาตั้งแต่เรียนม.ปลาย เธอจะยังคงเป็นสาวน้อยช่างฝันคนเดิมแต่ไม่ใช่ กาลเวลาที่เราจากไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ และยังทำงานอีกเกือบสองปี เธอได้เปลี่ยนแปลงจากสาวน้อยติดดินธรรมดาๆ กลายเป็นสาวติดหรู ซึ่งอาจจะเป็นเพราะฐานะทางบ้านของเธอดีขึ้นกว่าแต่ก่อนก็เป็นได้  

 

       ปัทมาวดีรู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงแกรกๆบนฝ้าเพดานที่กรุด้วยเสื่อลำแพน เธอมองหาต้นเสียงและต้องเบิกตากว้างกรีดเสียงร้องกรี๊ดๆดังลั่นบ้าน กายสั่นเทา และลุกพรวดพราดลงจากเตียงออกวิ่ง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อนิรุทธ์เดินกลับขึ้นมา และรีบรวบกายบางไว้


                *มาติดตามช็อตหวานๆกันค่ะ*






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #25 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 20:12
    จิตทำร้ายใจรุทธ์มาก
    #25
    0