วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,525 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    13

    Overall
    14,525

ตอนที่ 4 : โรงแรมม่านรูด(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 984
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    31 มี.ค. 60

                                                                      

                                                                     

                                                                                        ตอนที่2

                                                                โรงแรมม่านรูด

 

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจบลงเมื่อไฟฟ้าสว่างพรึ่บขึ้น และทำให้แขกเหรื่อที่มาในงานต่างก็รีบทยอยเดินออกจากห้องจัดเลี้ยง พร้อมทั้งเสียงโจษจันกันอื้ออึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเมื่อต่างก็พบกับตำรวจที่มายืนเรียงรายหน้าห้อง และยังบอกให้ทุกคนที่เดินออกมาสำรวจทรัพย์สินมีค่า ก่อนที่จะกลับออกไป โดยที่ไม่มีเจ้าภาพมาส่งแขกหรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะยังคงออกตามหาเจ้าสาวกันอย่างจ้าละหวั่น

 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการรักษาความปลอดภัยทั้งระบบ ถูกเรียกมาสอบถาม ส่วนนายตำรวจยศพันตำรวจตรีแต่งกายเต็มยศยืนอยู่กับเจ้าบ่าว และบิดาและมารดาเลี้ยงของเจ้าสาวในห้องรับรองแขก ซึ่งแยกออกมาจากห้องจัดเลี้ยง ทั้งหมดกำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด

สาโรจน์เจ้าบ่าวร่างสูงใหญ่ลงพุงพอประมาณ อายุอานามสามสิบปลายๆ ผิวขาว ดวงตาเรียว ไว้หนวดเหนือริมฝีปากเครื่องหน้าบ่งบอกเชื้อสายจีนอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งขณะนี้มีสีหน้าแดงก่ำถมึงทึงด้วยความโกรธแค้น เขากระชากพวงมาลัยที่สวมคออยู่ออกขว้างทิ้ง แววตาเขากร้าวระริก เมื่อคิดว่าเจ้าสาวหนี ซึ่งคุณธนาบิดาของเจ้าสาวและพักตร์พิไลแม่เลี้ยง เถียงหัวชนฝาว่าเป็นไปไม่ได้ และให้เหตุผลว่าปัทมาวดีเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เธอไม่รู้จักใครในเมืองไทยที่กล้าจะหนีไป และตั้งประเด็นว่าลูกสาวอาจถูกอุ้มหายไปตอนไฟดับ ซึ่งคุณธนามั่นใจว่าต้องเป็นประเด็นนี้ แต่สาโรจน์ไม่เชื่อ

“คุณธนา..คุณต้องรับผิดชอบเรื่องลูกสาวของคุณนะครับ เพราะผมเชื่อว่าเธอหนี ” สาโรจน์เอ่ยกับคุณธนาว่าที่พ่อตาด้วยเสียงขุ่นเขียว

“นี่คุณสาโรจน์อย่าเพิ่งคิดอย่างนั้นสิ ยัยปัทไม่รู้คุ้นเคยกับกรุงเทพฯมานานนับสิบปี และแกก็ไม่รู้จักใครที่เมืองไทยเลยก็ว่าได้ เพราะแกไปจากเมืองไทยตั้งแต่สิบขวบ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็บอกคุณแล้วนี่ แล้วคิดดูสิว่าแกจะหนีไปได้ยังไง ผมกลัวแต่ว่าลูกสาวผมอาจจะถูกอุ้มไป เพราะเครื่องเพชรที่คุณคุยออกสื่อว่าเป็นสินสอดหรือเปล่า สารวัตรครับผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นนี้นะครับ ”คุณธนาโต้กลับทันทีและประโยคท้ายก็หันมาเอ่ยบอกนายตำรวจ 

“งั้นให้เจ้าทุกข์ไปแจ้งความ เพื่อจะได้ลงบันทึกประจำวันที่ส.น.ไว้ก่อนดีกว่านะครับ”

“ผมอยากให้สารวัตรตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั้งในโรงแรมนี่ และจากถนนรอบๆโรงแรมทุกสายเลยได้ไหมครับ ” สาโรจน์เอ่ยกับนายตำรวจเสียงเครียด

“เราต้องทำอยู่แล้วละครับ แต่ขอให้เจ้าทุกข์ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนนะครับ ”

“ผมไปเองครับ” คุณธนารับหน้าที่

“ผมต้องไปด้วย เพราะเครื่องเพชรที่ติดตัวลูกสาวคุณไปน่ะ เกือบห้าสิบล้านเชียวนะครับ ถ้าไม่โดนโจรอุ้ม ก็อาจจะมีการวางแผนอะไรสักอย่างให้เธอหนี เพราะทรัพย์สินของผมที่ติดตัวลูกสาวคุณไปไม่ใช่น้อยๆ”สาโรจน์เอ่ยเป็นนัยด้วยความสงสัย ซึ่งทำให้คุณธนาโกรธจนหน้าแดงก่ำและโต้กลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“นี่คุณสาโรจน์ ผมไม่ได้ยัดเยียดลูกสาวผมให้คุณนะ แต่คุณอยากได้ยัยปัทเอง และเรื่องเครื่องเพชรคุณก็เป็นคนเสนอ เพราะผมก็ไม่ได้เรียกร้องหรือคิดว่าจะเอาของหมั้นลูก ยังไงยัยปัทแต่งงานไปกับคุณก็เท่ากับว่าเครื่องเพชรก็กลับไปอยู่กับคุณอยู่แล้ว อย่ามองผมเป็นโจรสิ”

“ผมก็ไม่ได้คิดขนาดนั้นหรอกนะ แต่ในเมื่อลูกสาวคุณไม่รู้จักใครในเมืองไทย แล้วเธอจะหนีไปได้ยังไง ถ้าไม่มีคนรู้เห็นหรือร่วมมือด้วยน่ะ ” ชายหนุ่มโต้กลับด้วยสีหน้าถมึงทึง

“อ้าวคุณคิดว่าผมวางแผนให้ลูกสาวหนี เพราะอยากได้เครื่องเพชรของคุณงั้นหรือ พูดให้ดีๆหน่อยนะ ผมห่วงลูกสาวผมมากเพราะแกไม่รู้จักใครที่นี่เลย แล้วแกหายไปอย่างนี้ คุณยังมาพูดอะไรที่มันฟังไม่รื่นหู ซึ่งผมควรจะสงสัยพวกศัตรูของคนอย่างคุณมากกว่า คุณควรทบทวนเรื่องของตัวเอง และหาข้อสันนิษฐานจากตัวคุณเองบ้าง ว่าเรื่องนี้มันอาจจะมาจากเรื่องชู้สาวหรือเรื่องธุรกิจของคุณ แต่ทำให้ลูกสาวผมต้องมารับเคราะห์ไปด้วยอย่างนี้” คุณธนาตอบโต้อย่างดุเดือด

“คุณธนาคุณอย่ามาโยนกลองเรื่องนี้ให้ผมนะ คุณดูสิว่าผมเสียหายขนาดไหน พรุ่งนี้ผมต้องเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองไทยว่าเจ้าสาวหาย ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะตอบนักข่าวว่ายังไง ที่เกิดเรื่องบ้าๆแบบนี้ขึ้นกับคนอย่างผม”สาโรจน์เอ่ยรัวเสียงดังลั่น

“นี่คุณสาโรจน์คะ เราก็อับอายพอๆกันน่ะค่ะ แต่ทางสามีดิฉันแย่กว่าเพราะชีวิตลูกสาวเขาเป็นไปอย่างนี้ อาจจะมีสาเหตุจูงใจมาจากปัญหาของคุณ ซึ่งดิฉันและคุณธนาแน่ใจว่าไม่ได้เป็นจากทางเราแน่นอน ดิฉันคิดว่าคุณควรหาต้นสายปลายเหตุจากทางคุณมากกว่า ที่จะมาสงสัยเรานะคะ ”พักตร์พิไลหญิงวัยห้าสิบปลายๆภรรยาของธนาเอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“เอ่อเจ้านายครับ นักข่าวมากันเพียบเลยครับ ผมว่าชิ่งไปจากที่นี่ก่อนดีกว่านะ” ชายร่างหนาในชุดซาฟารีลูกน้องของสาโรจน์เดินเร็วๆเข้ามาเอ่ยบอก

“งั้นไปบอกให้ไอ้อู๊ดเอารถมารับฉันทางด้านหลังโรงแรมก็ละกัน ฉันจะกลับไปที่ออฟฟิศก่อน สารวัตรครับแล้วผมจะไปพบสารวัตรที่ส.น อาจจะดึกสักหน่อย ผมไม่อยากเจอนักข่าว หวังว่าสารวัตรคงเข้าใจนะครับ” สาโรจน์เอ่ยบอกลูกน้องและหันมาเอ่ยกับนายตำรวจท่านนั้น

“ผมออกเวรเที่ยงคืนนะครับ ยังไงก็ไปก่อนสักหน่อยก็ดี” นายตำรวจเจ้าของคดีเอ่ยบอก ซึ่งเขาก็รับคำ

และเมื่อสาโรจน์ถูกลูกน้องนำเดินอย่างเร่งรีบจากไป สารวัตรท่านนั้นจึงเดินกลับมาที่ห้องจัดเลี้ยง ซึ่งสองสามีภรรยาก็เดินตามมาด้วย และทำให้สารวัตรหนุ่มเอ่ยถามอย่างตั้งข้อสังเกตขึ้นกับคุณธนา

“เอ่อขอโทษนะครับ ผมรู้สึกว่าคุณธนากับคุณสาโรจน์ ดูไม่ค่อยสนิทกันเหมือนพ่อตาลูกเขยเลยนะครับ”

“ใช่ครับ...ผมจะบอกกับสารวัตรตามความเป็นจริงเลยนะครับ คือผมเคยเป็นลูกหนี้นายสาโรจน์และเขาขอแต่งงานกับลูกสาวผมโดยยกหนี้ทั้งหมดให้ ผมก็เลยเรียกลูกสาวมาจากอเมริกา และเอ่อ..ผมบอกความจำเป็นกับลูก ซึ่งลูกผมก็ยินยอมช่วยผมนะครับ แต่สารวัตรก็ได้ยินนะครับว่านายสาโรจน์ กลับพูดเหมือนกับว่าผมมีแผนให้ลูกสาวหนีและเชิดเครื่องเพชรซึ่งเป็นสินสอดไปด้วย ซึ่งผมจะทำอย่างนั้นทำไม สารวัตรต้องช่วยผมตามหาลูกสาวนะครับ เพราะผมเชื่อว่าสารวัตรก็คงทราบว่านายสาโรจน์น่ะ ทำธุรกิจสีเทาซึ่งมีศัตรูมากมาย ลูกสาวผมอาจจะตกเป็นเหยื่อแค้นของใครสักคนก็ได้นี่ครับ ผมเป็นห่วงลูกและรู้สึกผิดจริงๆนะครับสารวัตร”

คุณธนาเล่าเรื่องตามความเป็นจริงด้วยน้ำเสียงเครือ พร้อมทั้งข้อสันนิษฐานของตนเองและยังวิงวอน ซึ่งนายตำรวจเจ้าของคดีสังเกตเห็น ร่องรอยความกังวลของชายชราที่ฉายชัดออกมาจากสีหน้าและแววตา แต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาประโยคหนึ่ง

“เอ่อ...คุณคงไม่ได้บังคับลูกสาวให้เธอแต่งงานใช่ไหมครับ”

“เออะ...ผมก็ไม่เชิงบังคับ เพียงแต่บอกความจำเป็นให้ลูกรับรู้ และขอให้เธอช่วยกอบกู้ฐานะของบริษัทซึ่งลูกสาวผมก็เข้าใจนะครับ”

“แต่ก็ไม่เต็มใจ” สารวัตรเอ่ยดักคอขึ้น

“เธอก็เพียงแต่บ่นบ้างน่ะครับ แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร”

“แล้วทางคุณแม่ล่ะครับ ลูกสาวปรับทุกข์ให้ฟังบ้างไหมครับ เพราะเธอน่าจะสนิทกับคุณแม่มากกว่าคุณพ่อไม่ใช่หรือครับ ” สารวัตรเอ่ยถามอย่างรู้สึกแปลกใจ ที่มารดาซึ่งน่าจะร้อนรนกว่าบิดา แต่เธอกลับไม่ฟูมฟายและนิ่งผิดปรกติ

“เอ่อ...ดิฉันเป็นแม่เลี้ยงน่ะค่ะ คือหนูปัทแกไปอยู่ต่างประเทศกับคุณแม่ของแกตั้งแต่เด็กๆ และไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีกเลย ดิฉันก็เลยไม่สนิทกับแก แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรกันนะคะ เพราะหนูปัทแกค่อนข้างเก็บตัว ตั้งแต่กลับมาก็ไม่ค่อยออกจากห้องมาสุงสิงกับใคร ส่วนดิฉันก็ต้องทำงานก็เลยไม่ได้มีเวลาพูดคุยกับแกหรอกค่ะ” พักตร์พิไลเอ่ยเล่าด้วยเสียงเรียบๆเรื่อยๆ ซึ่งทำให้สารวัตรรู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ฉลาด และเก็บความรู้สึกได้ดีมากทีเดียว

“แล้วงานแต่งนี่ละครับ ใครเป็นคนจัดการครับ”

สารวัตรเอ่ยถามพร้อมทั้งกราดสายตามองการจัดงาน ที่ประดับประดาด้วยดอกไม้มากมายงดงาม เรียกได้ว่าการตกแต่งห้องจัดงานกว้างขวางแห่งนี้ ได้ถูกเงินเนรมิตให้สวยสดงดงาม อลังการด้วยดอกไม้เมืองหนาวที่ราคาแพงลิบลิ่ว แม้แต่ใต้ฐานหงส์น้ำแข็ง ก็ยังประดับด้วยดอกคาเนชั่นสีชมพูรายรอบเป็นรูปหัวใจคู่ และเมื่อโดนแสงจากสปอร์ทไล้ท์ ทำให้หงส์น้ำแข็งที่ใช้ปีกโอบหัวใจเป็นสีชมพูเรืองรอง ด้านหลังเวทียังประดับด้วยม่านดอกไม้ตระการตา อีกทั้งตามมุมเสาด้านบนก็มีซุ้มช่อดอกไม้ประดับดาเลื้อยลงมาอ่อนช้อย

“คุณสาโรจน์ทั้งนั้นเลยค่ะ แกเป็นคนหาสถานที่จัดจ้างออแกนไนซ์ทางโรงแรมให้จัดงานให้แกทุกอย่าง ทั้งส่งช่างเสื้อ ช่างทำผมแต่งหน้าไปให้ที่บ้านอย่างพร้อมสรรพ และก็ไปนั่งเฝ้าหนูปัทแทบทุกวัน คอยดูคอยถามความพอใจเรื่องชุดวิวาห์เรื่องงานหมั้นงานแต่ง ซึ่งหนูปัทแกก็ไม่ได้แสดงอากัปกริยารังเกียจอะไรเลยนะคะ เพียงแต่แกวางหน้านิ่งๆยิ้มบ้างเท่านั้น”

“อืมครับ...ท่าทางคุณสาโรจน์จะรักคุณปัทมาวดีมากนะครับ”สารวัตรเปรยขึ้นลอยๆ

“ก็เอ่อ...หนูปัทน่ะแกสวยมากนี่คะ สวยอย่างที่เรียกว่านางเอกระดับแถวหน้าของเมืองไทย ยังต้องชิดซ้ายเลยละค่ะ เพราะคุณตาของแกเป็นอเมริกัน คุณยายเป็นคนไทย คุณแม่แกเป็นลูกครึ่งแกก็เลยมีเลือดผสมที่แม้จะไม่โดยตรง แต่ก็ทำให้แกสวยมากเลยค่ะ คุณสาโรจน์น่ะเห็นรูปของหนูปัทที่ห้องทำงานคุณธนา ทำให้แกถึงกับหลงใหล ยอมทุ่มเททุกอย่าง ยิ่งได้พบตัวจริงแกก็ยิ่งทุ่มไม่อั้น” พักตร์พิไลเอ่ยเล่าด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“เอ่อ...แล้วลูกสาวคุณมีคู่รักอยู่แล้วหรือเปล่าล่ะครับ” สารวัตรเอ่ยถามและเหลือบสายตามองไปที่คุณธนา

“คือผมก็ไม่ค่อยทราบเรื่องส่วนตัวของลูกเท่าไหร่ แกไม่ค่อยบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเองให้ผมฟัง ผมรู้แต่ว่าแกไม่อยากอยู่ที่เมืองไทย แกบอกว่าแกไม่มีเพื่อนที่นี่น่ะครับ และแกก็อยู่กับคุณตาซึ่งเป็นคนอเมริกัน หลังจากที่คุณแม่แกเสีย ส่วนคุณตาก็เพิ่งเสียไปเมื่อสามเดือนก่อน และทิ้งบ้านและเงินก้อนหนึ่งไว้ให้ ซึ่งการที่เธออยู่แต่ในต่างประเทศตั้งแต่เด็กๆ ลูกสาวผมมีความเป็นอเมริกันมากกว่าคนไทยผมคิดอย่างนั้นนะครับ ”

คุณธนาอธิบายแล้วหยุดเพียงเท่านั้น เมื่อมีร้อยเวรเดินตรงเข้ามา แล้วชิดเท้านิดหนึ่งก่อนจะรายงาน

“สารวัตรครับ ผมสอบถามพนักงานเสริฟ พนักงานต้อนรับ และพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งหมดแล้ว มีเมทคนหนึ่งเห็นเจ้าสาวในลิฟท์ ขึ้นไปที่ชั้น18 และยังบอกเมดว่ามาบนห้องที่จะส่งตัว เพราะอยากเข้าห้องน้ำที่เป็นส่วนตัวเพราะห้องน้ำข้างล่างคนเยอะมากน่ะครับ ”

“เขาพบตอนไหน กี่โมง ตอนที่พบไฟดับหรือยังหมวด”

“คือเมทคนนี้ประจำอยู่ที่ชั้น16ครับ แต่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณปัทมาวดีในลิฟท์ และเห็นคุณปัทมาวดีกดลิฟท์ไปที่ชั้นสิบแปดครับ เมทคนนี้ชื่อคุณวิไลครับ แกบอกว่าคุณปัทมาวดีน่ารักชวนแกพูดคุยดี แต่คุณวิไลแกขึ้นไปทำงานชั้นบนก็เลยไม่ทราบว่าข้างล่างไฟดับ และแกพบคุณปัทมาวดีประมาณเกือบสามทุ่มน่ะครับ แกจำได้เพราะเพิ่งมาเข้าเวรตอนสองทุ่มครับ”

“ไฟดับกี่ทุ่มครับจำได้ไหมครับคุณ” สารวัตรหันมาเอ่ยถามสองสามีภรรยา

“ก็ประมาณเกือบๆสามทุ่มน่ะค่ะ คือไฟมันเริ่มดับๆติดๆอยู่หลายครั้ง ซึ่งเราก็ไม่นึกว่าจะดับจริงๆ และตอนนั้นก็กำลังจะเชิญผู้ใหญ่ขึ้นอวยพร แต่ก็รอให้ไฟปรกติเสียก่อน ซึ่งตอนนั้นคุณสาโรจน์ก็กำลังคุยกับเพื่อนที่โต๊ะด้านหน้า และหนูปัทก็อยู่กับเราสองคน แกยังบ่นว่าอยากเข้าห้องน้ำ ซึ่งตอนนั้นดิฉันจำได้ว่าช่วงนั้นพิธีกรก็มาขอรายชื่อผู้ใหญ่ที่จะขึ้นอวยพรที่เราเตรียมไว้ และไฟซึ่งดับๆติดๆอยู่หลายครั้งและก็ดับพรึ่บลง มีแต่ไฟฉุกเฉินภายในฮอลล์ ซึ่งทำให้เราและแขกเหรื่อก็เริ่มชุลมุน บ้างก็ถือโอกาสกลับ บ้างก็ลุกขึ้นยืนไถ่ถามกันอื้ออึง ส่วนเราสองคนก็เรียกหาผู้จัดการโรงแรม คือตอนนั้นเรารู้สึกแย่เป็นห่วงแขก ทุกอย่างมันชุลมุนไปหมดเลยค่ะ ซึ่งทำให้ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจหนูปัทอีกน่ะค่ะ” พักตร์พิไลเล่าเหตุการณ์ตามความเป็นจริง

“งั้นเชิญไปลงบันทึกประจำวันที่โรงพักก่อนดีกว่านะครับ” สารวัตรฟังแล้วพยักหน้ารับทราบและเอ่ยเชื้อเชิญอีกครั้ง และหันมาเอ่ยกับร้อยเวรผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังคงยืนอยู่

“หมวดไปสอบดูที่ห้องคอนโทรลของโรงแรมนะ ดูกล้องวงจรปิดทั้งหมดที่พอจะหาได้ ทั้งข้างล่างและชั้นบนทุกชั้นและอย่าลืมสอบถามระบบการรักษาความปลอดภัยของที่นี่ และตรวจสอบช่างที่ดูแลระบบไฟฟ้าด้วย” นายตำรวจยศพันตำรวจตรีบัญชาการ ก่อนจะเชื้อเชิญสองสามีภรรยาไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง

 

อนิรุทธ์มองร่างของหญิงสาวที่หลับสนิท เธอห่อตัวกอดอกไว้ด้วยความหนาวเย็น เขาจึงนึกได้ว่าควรหาเสื้อให้เธอสวมทับชุดเกาะอกนี้ซึ่งมันจะพรางตัวเธอได้อีกชั้นหนึ่งด้วยถ้าเจอด่าน เขาจึงจอดรถแอบข้างทางหันไปหยิบเสื้อคลุมที่เขาวางไว้บนเบาะหลัง แล้วปลุกให้เธอสวมทับไว้ เธอเอ่ยขอบคุณเบาๆแล้วหลับต่อ ชายหนุ่มขับผ่านด่านตำรวจตามรายทางมาอย่างใจเย็น เพื่อไม่ให้มีพิรุธถูกเรียกตรวจ และยังเตรียมคำตอบไว้ถ้าเผอิญถูกเรียก แต่คืนนี้ฝนตกพรำๆมาตลอด ทำให้ตำรวจหายไปมีแต่ป้ายไฟจากจุดตรวจ

ถ้าไม่มีการแจ้งให้ดักจับรถผู้ต้องสงสัย พวกค้ายาหรือพวกขนแรงงานต่างด้าว หรือโจรผู้ร้ายปล้นฆ่าอะไร ฝนตกอย่างนี้ตำรวจตามด่านคงไม่ตรวจเข้มหรอกน่า แต่ถ้าเกิดมีการตรวจขึ้นมา และเรียกให้ลงไปจากรถล่ะ เราก็จะบอกว่าเพิ่งแต่งงานและกำลังจะกลับบ้านพาเจ้าสาวไปขึ้นเตียง... แต่ก็นะเราออกจะแต่งตัวสุดเซอร์ แต่แม่เจ้าประคุณสวยเว่อวังอลังการขนาดนี้ ตำรวจคงเชื่อสินะ เพี้ยง!ขออย่าให้เจอตรวจเลยน่า

อนิรุทธิ์คิดเครียดมาตลอดทางเมื่อผ่านด่าน แล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อขับผ่านด่านตรวจใหญ่ก่อนเข้าเขตจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งฝนกำลังเทลงมาอย่างหนัก ตำรวจจึงไม่ออกมาที่ถนน เขาเหลือบไปมองหญิงสาวที่ยังคงหลับสนิท ทำให้ชายหนุ่มนิ่งคิด

เพิ่งถึงนครสวรรค์และนี่เที่ยงคืนกว่าแล้ว ฝนก็ตกหนักจนมองแทบไม่เห็นถนน และที่แน่ๆเราง่วงมาก เราไม่ควรเสี่ยงขับไปทั้งที่ตัวเองไม่พร้อม ควรหาโรงแรมค้างคืนที่นครสวรรค์นี่สักคืน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อจะดีกว่า แต่แม่คุณคนนี้ล่ะจะทำยังไง ในเมื่อเจ้าหล่อนสวมชุดวิวาห์อลังการขนาดนี้ จะพาเดินไปเช่าห้องพักบนโรงแรมคงไม่ได้แน่ เพราะพรุ่งนี้ข่าวเจ้าสาวหายคงดังกระฉ่อนไปทั่วเมืองไทย เอาไงดีล่ะ...โรงแรมม่านรูดหรือพวกรีสอร์ตน่าจะปลอดภัยกว่า

“นี่คุณตื่นสิ เราถึงนครสวรรค์แล้วนะครับ” เขาเอ่ยปลุกหญิงสาวด้วยเสียงที่ค่อนข้างดัง

ปัทมาวดีกระพริบตาถี่ๆและเบิกตากว้างขึ้นยันกายขึ้นนั่งตัวตรง และกราดสายตามองไปนอกกระจกรถ

“โหฝนตกเหรอคะนี่ แล้วนครสวรรค์ก็คงใกล้กับเชียงใหม่แล้วใช่ไหมคะ แสดงว่าคงใกล้ถึงบ้านคุณแล้วสิ”

“นี่คุณอย่าเดามั่วเลยน่า อีกไกลกว่าจะถึงเชียงใหม่ เรามาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้นแหละ และผมก็จะเช่าโรงแรมนอน เพราะไม่อยากขับไปทั้งๆที่ง่วงอย่างนี้ และอีกอย่างช่วงกลางคืนเราอาจจะเจอด่านตำรวจอีกหลายด่าน เพราะตำรวจอาจจะวิทยุถึงกันไปทั่วแล้วก็ได้ และถ้าเจอด่านที่ได้รับข้อมูลของคุณละก็ ไอ้ชุดเจ้าสาวสุดสวยของคุณนี่เราสองคนก็คงต้องจอดไม่ต้องแจวไปไหนอีกเลยละคุณ”

“เอ่อ..โรงแรมแบบไหนล่ะสักสี่ดาว และนอนคนละห้องก็โอเคนะ ฉันก็อยากจะอาบน้ำและก็แกะผมออกเหมือนกันรำคาญจะแย่แล้วน่ะ ” เธอเอ่ยพร้อมทั้งแตะผมที่ถูกเกล้าเป็นมวยพับไว้ด้านหลัง 

“นี่ผมบอกคุณตรงๆนะ ว่าเราคงไม่ได้ไปนอนโรงแรมหรูๆหรอก เราจะพักโรงเตี๊ยมกัน เอ่อ..โรงแรมม่านรูดน่ะคุณ หรือแบบที่เขาเรียกว่ารีสอร์ตที่มันเป็นหลังๆ และมีม่านรูดเก็บรถให้เรามิดชิดน่ะ และอย่าคิดว่าจะแยกห้อง เพราะเราจะนอนห้องเดียวกัน”

“ทำไมฉันต้องนอนห้องเดียวกับคุณด้วยล่ะ เริ่มคิดมิดีมิร้ายกับฉันแล้วสินะ อย่าคิดว่าจะเคลมฉันได้ด้วยลูกไม้ตื้นๆเลยน่า ฉันรู้นะว่าเมืองไทยมีโรงแรมดีๆทุกๆจังหวัด และฉันก็พอมีเงินติดตัวมาจ่ายค่าห้องนะ” เธอหันขวับมาเอ่ยทันที

“อ๋อเหรอ...ก้มดูสภาพตัวเองเสียก่อนสิ ไอ้ชุดที่สวมนี่มันจะนอนคนเดียวได้ยังไงล่ะ มีเจ้าสาวก็ต้องมีเจ้าบ่าวสิคุณ จริงไหม” อนิรุทธิ์เอ่ยยั่วอย่างหมั่นไส้ 


*มาติดตามความน่ารักน่าลุ้นของผู้ชายปากร้ายกับสาวขาวีนกันค่ะ @ไว้เป็นแฟนพันธ์แท้กันนะคะ* 








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #4 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 เมษายน 2560 / 21:13
    ดีแล้วที่ปัทหนีมา
    #4
    0