วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,531 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    19

    Overall
    14,531

ตอนที่ 7 : ข่าวหน้าหนึ่ง(1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 884
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    4 เม.ย. 60




ตอนที่ 3

ข่าวหน้าหนึ่ง

 

        สาโรจน์หลบนักข่าวที่โรงแรมไปนั่งที่ออฟฟิศ และใช้โทรศัพท์สอบถามทางโรงแรมอยู่พักใหญ่ และเมื่อลูกน้องที่ตนเองสั่งให้ไปสังเกตการณ์ที่สถานีตำรวจโทรมารายงานว่า นักข่าวส่วนใหญ่ยังรอทำข่าวอยู่ที่โรงแรม เขาจึงเดินทางมาที่สถานีตำรวจ และเป็นเวลาที่คุณธนาและพักตร์พิไลแจ้งความเรียบร้อยแล้วและกำลังจะกลับ ทั้งสองฝ่ายจึงประจันหน้ากันอีกครั้งในห้องของสารวัตรเจ้าของคดี ซึ่งสีหน้าเย็นชาของสองผัวเมียเมื่อเห็นเขา ทำให้อารมณ์โกรธกรุ่นของสาโรจน์ปะทุขึ้นอีก

       “คุณธนา...คุณต้องตามปัทกลับมาให้เร็วที่สุด ไม่งั้นผมไม่ยอมแน่ และผมเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีเลศนัยบางอย่าง เพราะลูกสาวคุณดูจะห่วงเรื่องหนี้สินที่เรามีสัญญาต่อกันมากเป็นพิเศษ เหมือนมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าจริงไหม” สาโรจน์เอ่ยถามด้วยสีหน้าถมึงทึง

       “นี่คุณลูกสาวผมจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ยังไม่รู้เลย อย่ามาพูดเรื่องแบบนี้ดีกว่าน่ะ คนอย่างผมไม่มีเลศนัยอะไรหรอก นะ เพราะผมหากินอย่างสุจริตมาตลอด และถึงธุรกิจของผมจะมีสะดุดบ้าง ผมก็ไม่เคยอยากได้สมบัติที่ไม่ใช่ของผม ผมกลัวแต่ว่าไอ้เครื่องเพชรของคุณน่ะ จะเป็นสาเหตุทำให้ลูกของผมถูกอุ้มไปน่ะสิ คุณต้องถามตัวคุณบ้างนะว่าทำอะไรไว้กับใคร มีศัตรูที่ไหนบ้าง และเคลียกับบรรดาผู้หญิงของคุณเรียบร้อยดีแล้วหรือยัง เรื่องชู้สาวอีกเรื่องหนึ่งมันก็เป็นประเด็นได้เหมือนกันนี่” คุณธนาโต้กลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

       คำของคุณธนาทำให้สาโรจน์มีหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน และนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง อย่างนึกถึงความเป็นไปได้ แต่ก็ยังตอกกลับด้วยความเคลือบแคลง

       “คนอย่างผมไม่มีใครกล้ามาลูบคมง่ายๆหรอกนะคุณธนา”

       “คุณสาโรจน์ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของคุณมากนักหรอกนะ แต่การที่คุณให้ข่าวกับสื่อก่อนจะหมั้น ว่าสินสอดของคุณมีมูลค่ามหาศาลแล้วโจรจะไม่หูผึ่งบ้างหรือไงล่ะ และผมก็ไม่เห็นคุณจะมีการรักษาความปลอดภัยอะไรไม่ใช่หรือ หรือจะมีผมก็ไม่รู้หรอกนะ เชิญคุณให้ข้อมูลกับตำรวจก็แล้วกัน ซึ่งความจริงเราควรร่วมมือกันตามหาลูกสาวผมไม่ใช่มาสงสัยผมเข้าใจไหม ”คุณธนาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตวัดห้วน

       “แต่ผมว่ามีการวางแผนให้ปัทหนี เพราะก่อนที่ผมจะมาที่นี่ผมโทรคุยกับทางผู้จัดการโรงแรม เขาบอกผมว่าไฟฟ้าไม่เคยดับแบบนี้เลย มันเหมือนมีการทำลายวงจรไฟฟ้าจากการแฮ็กของคนที่เก่งระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถทำให้ไฟดับได้เป็นจุดๆ”สาโรจน์เอ่ยตามที่เขาได้รับข้อมูลมา

       “แล้วคุณก็คิดว่าผมทำงั้นสินะ คนอย่างผมไม่ได้คิดทำอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน โดยเอาชีวิตลูกผมเป็นเดิมพันหรอก คุณควรจะสงสัยพวกโจรที่มันวางแผนกันมาทำงานเป็นระบบแบบนี้มากกว่า หรือถ้าคิดว่าผมทำก็หาหลักฐานมาก็แล้วกัน และถ้าคุณสงสัยว่าผมวางแผนให้ยายปัทหนีละก็ เราคงไม่ต้องคุยกันอีก ” คุณธนาเอ่ยเสียงกร้าวสีหน้าเรียบตึง และยังจับจ้องใบหน้าของชายหนุ่มเขม็ง

       สารวัตรเจ้าของคดีเห็นท่าทางว่าที่ลูกเขยกับว่าที่พ่อตา กำลังใส่อารมณ์กันไม่ยั้ง และอาจจะเกิดการวางมวยกันขึ้นระหว่างชายต่างวัยก็เป็นได้ เขาจึงจำต้องขัดจังหวะการสนทนาขึ้น  

       “ผมว่าอย่าเถียงกันเลยนะครับ  ผมว่าเราควรจะมาร่วมมือกันหาข้อมูล เพื่อจะได้ตั้งสมมุติฐานการหายตัวไปของคุณปัทมาวดีก่อนดีกว่า เพราะขณะนี้ผมก็ยังให้ลูกน้องอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด อย่าเพิ่งโทษกันเลยครับ เพราะถ้าคุณปัทมาวดีถูกอุ้มไปจริงๆ เธอก็น่าเป็นห่วงมากนะครับ”  

       “แต่คืนนี้ผมขอตัวก่อนนะครับสารวัตร ผมและภรรยาเหนื่อยกับงานมาตั้งแต่เช้าแล้ว คืนนี้ก็ไม่รู้จะหลับลงหรือเปล่า ถ้ามีข่าวลูกสาวผม กรุณาช่วยโทรบอกผมด่วนก็แล้วกันนะครับ”ชายชราผมสีดอกเลาหันมาเอ่ยกับนายตำรวจท่านนั้นด้วยสีหน้าอิดโรย

       “งั้นเชิญกลับไปพักผ่อนเถอะครับ แล้วถ้ามีความคืบหน้าผมจะรีบโทรแจ้งทันทีเลยครับ” นายตำรวจเจ้าของคดีเอ่ยอย่างรู้สึกเห็นใจสองสามีภรรยาสูงวัย ซึ่งมีท่าทางเหนื่อยล้าและเคร่งเครียด

       คุณธนาเอ่ยขอบคุณแล้วทั้งคู่ก็ทำความเคารพสารวัตรท่านนั้น ก่อนจะเดินเลี่ยงสาโรจน์และชายร่างใหญ่ลูกน้องผู้ติดตามของเขาออกมาจากห้องสอบสวน และยังพบว่าหน้าห้องก็ยังมีบอดี้การ์ดของสาโรจน์ ตามมาคุ้มกันอีกสองคน และก่อนที่ทั้งคู่จะขึ้นรถนักข่าวอาชญากรรมซึ่งตามมาจากงาน ก็วิ่งเข้ามาถ่ายรูปและขอสัมภาษณ์ทันที

      “ท่านคะตกลงตำรวจได้เบาะแสการหายตัวไปของเจ้าสาวแล้วหรือยังคะ”

      “ผมยังบอกอะไรไม่ได้หรอกนะครับ เพราะเรายังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอะไรเลย ตอนนี้ก็ได้แต่แจ้งความไว้ก่อนเท่านั้น”คุณธนาเอ่ยตัดบท

      “เอ่อ...ท่านคะมีคนวิเคราะห์ว่าน่าจะมีโจรวางแผนอุ้มเจ้าสาวไป ท่านคิดว่ายังไงคะ”นักข่าวสาวเอ่ยถามขึ้นอีก

      “ขอโทษนะคะคุณนักข่าว เราจะยังไม่ให้สัมภาษณ์อะไรโดยยังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงหรอกนะคะ และวันนี้ดิฉันกับคุณธนาต้องขอตัวก่อนค่ะ เราเหนื่อยมากแล้วขอตัวก่อนนะคะ”พักตร์พิไลรีบเอ่ยแทนสามี และพยักหน้าให้คนขับรถมาช่วยกันนักข่าว แล้วส่งสามีเข้าไปนั่งในรถ ก่อนที่ตนเองจะก้าวเข้าไปกระแทกกายลงนั่งอย่างรู้สึกหงุดหงิด เมื่อรถเคลื่อนออกเธอก็เอ่ยบ่นงึมงำ

       “จะบ้าสัมภาษณ์อะไรกันนักหนานะน่ารำคาญ”

       สองสามีภรรยานั่งเงียบๆต่างคนต่างคิด มาในเบาะหลังของรถยุโรปคันหรู ในที่สุดพักตร์พิไลเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น

      “คุณคิดว่าลูกสาวคุณหนี หรือว่าโดนอุ้มไปคะ”

      “โธ่ผมก็รู้เท่าๆกับที่คุณรู้ จะมาถามผมทำไมล่ะ ”คุณธนาเอ่ยตอบอย่างหงุดหงิด

      “แต่ฉันคิดว่าลูกคุณหนีไปเองนะคะ เพราะท่าทางหนูปัทเธอรังเกียจนายสาโรจน์มาก แต่เธอฉลาดที่ยอมเข้าพิธี และตัดสินใจมาหนีเอาตอนก่อนที่จะถูกส่งตัวเข้าหอ” พักตร์พิไลเอ่ยคาดเดาขึ้น

      “ถ้ายัยปัทคิดหนีแกก็ต้องวางแผนมาก่อน และไอ้ไฟที่ดับนั่นก็ต้องเป็นฝีมือลูกผมด้วยสินะ ความจริงคุณก็รู้ว่ายัยปัทเพิ่งกลับมาเมืองไทยและก็ไม่รู้จักใครที่นี่ มันจะวางแผนแบบนี้ได้หรือยังไง ผมคิดว่ายัยปัทโดนอุ้มเพราะเครื่องเพชรเฮงซวยนั่นมากกว่า ” คุณธนาเอ่ยอย่างมีอารมณ์ ซึ่งเหตุผลของสามีทำให้เธอเงียบ แต่สัญชาติญาณของผู้หญิงทำให้พักตร์พิไลยังคงมั่นใจว่าปัทมาวดีหนีไปเอง เพราะเธอเห็นแววตากังวล และท่าทางกระวนกระวายของลูกเลี้ยงตั้งแต่หัวค่ำ

       “แต่ฉันรู้สึกได้ว่าหนูปัทแกลุกรี้ลุกลนผิดปรกตินะคะ”

       ซึ่งคำพูดของภรรยาทำให้คุณธนาก็รู้สึกได้เช่นกัน แต่ก็มีเหตุผลขัดแย้งอยู่ในใจ

      “แต่ถ้ายายปัทตัดสินใจหนีอย่างที่คุณว่า ผมก็คิดไม่ออกหรอกนะว่าแกจะหนีไปได้ยังไง และถ้าแกหนีไปจริงก็คงต้องภาวนาให้แกไปให้รอด และมันก็ดีกว่าจะถูกโจรมันอุ้มไป เพราะถ้าถูกโจรมันอุ้มเมื่อมันได้เครื่องเพชรแล้ว พวกมันก็อาจจะปิดปากเสียก็ได้ เฮ้อ..ปัทพ่อผิดเองที่ทำแบบนี้กับลูก ทั้งที่สิบกว่าปีที่ผ่านมาพ่อไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควรเลย พ่อเห็นแก่ตัวเกินไป” คุณธนารำพึงด้วยเสียงเครือในตอนท้าย ทำให้พักตร์พิไลต้องวางมือตนเองลงบนหลังมือของสามี

       “ฉันขอโทษที่พูดให้คุณคิดมาก แต่เท่าที่ฉันได้สัมผัสกับหนูปัท ฉันคิดว่าแกฉลาด และต้องเอาตัวรอดได้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนค่ะ คุณทำใจดีๆนะคะ ตำรวจเขาเก่งคงไม่นานก็คงได้ข่าวแกค่ะ” พักตร์พิไลปลอบโยนสามีไปตามแกน ทั้งที่ตนเองไม่ได้มีความมั่นใจอะไรเลย

       คุณธนาฟังคำปลอบโยนของภรรยา ถึงจะไม่หายเครียดแต่ก็เห็นจริง ที่พักตร์พิไลบอกว่าปัทมาวดีฉลาดและลูกอาจจะหาหนทางหนีไปก็ได้ แต่ลูกจะไปทางไหนในเมื่อไม่รู้จักใครแม้แต่ถนนหนทางในกรุงเทพฯลูกก็ยังไปไหนไม่ถูก

       ปัทพ่อภาวนาขอให้คุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักสิทธิ์ช่วยลูกด้วยเถอะ ถ้าโจรมันอุ้มไปก็ขอให้ลูกฉลาดเอาตัวรอดให้ได้ แต่ถ้าลูกหนีไปเองก็ขอให้ลูกพบกับคนใจบุญมาช่วยลูกพ่อให้หนีไปได้ตลอดรอดฝั่งด้วยเถอะนะ...คุณธนานิ่งคิด    

 

      อนิรุทธ์หลับสนิทก็จริง แต่ความเคยชินที่ต้องตื่นแต่เช้า ทำให้เขารู้สึกตัวขึ้นแต่เช้าตรู่ และเลื่อนตนเองเบาๆลงจากเตียงแล้วเข้าห้องน้ำจัดการกับตัวเอง เพราะเมื่อคืนความเหนื่อยล้าทำให้เขานอนโดยไม่ได้อาบน้ำ ซึ่งเมื่ออาบน้ำเสร็จซึ่งทำให้เขาหายง่วงและรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้น เขามองชุดวิวาห์ที่เธอเกี่ยวไว้กับขอเกี่ยวที่ผนังห้องน้ำอย่างไม่แยแส ซึ่งเขาคาดในใจว่าชุดนี้อย่างน้อยราคาก็คงเกินล้าน และยังเครื่องเพชรที่เธอวางกองไว้เหนือหิ้งวางของหน้ากระจก ซึ่งดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ไยดีกับมูลค่าของมันเลยด้วยซ้ำ

      นี่แหละน้า...คนเราถ้าไม่ได้รักเสียอย่าง ต่อให้เอาเงินมากองหรือจัดงานอลังการยังไงก็ไม่มีความหมาย นอกจากผู้หญิงคนนั้นจะเห็นแก่เงิน อืม...หรือว่าเธออาจจะมีคนรักอยู่แล้วก็ได้นี่ ถึงได้หนีสุดชีวิตขนาดนี้ น่าจะเป็นประการหลังนี้มากกว่า เพราะเจ้าหล่อนออกจะสวยหยาดฟ้ามาดิน ถ้าไม่มีใครสิน่าจะแปลกอนิรุทธิ์ครุ่นคิดเงียบๆ

      เขาออกมาจากห้องน้ำและเดินมามองร่างของหญิงสาว ที่ยังขดกายอยู่ใต้ผ้าห่มนวม แสงสว่างจากภายนอกที่ยังขมุกขมัวรอดผ่านกระจกและม่านสีอ่อนเข้ามาทางหัวนอน ทำให้เห็นใบหน้างดงาม แผงขนตาหนายังคงปิดสนิท แก้มใสนวลเนียนน่าสัมผัส และยังริมฝีปากอิ่มเต็ม จมูกโด่งรั้นขึ้นน้อยๆ มือบางเรียวสวยทั้งสองข้างประสานกันไว้ที่ใต้แก้ม ทำให้เขาต้องรำพึงในใจอย่างขันๆ

      ‘ เธอไม่ใช่เจ้าสาวที่กลัวฝนแต่เป็นเจ้าสาวที่กลัวเบิ้ลช่างน่าขันดีเหมือนกันแฮะ อืม..เราควรออกเดินทางแต่เช้าเพราะเราอาจจะเป็นผู้ต้องสงสัยก็ได้ ในเมื่อเราก็เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ในขณะนั้นด้วย แต่ก็มีพยานคือพี่จูนและร.ป.ภอีกสองคน ที่เห็นเราเพียงคนเดียว  ขออย่าให้ใครสงสัยเราก็พอ ไม่งั้นเราคงต้องเดือดร้อนแน่ๆ อยากรู้จังว่าข่าวคราวเรื่องนี้มันเป็นยังไงบ้าง...เราน่าจะลองอ่านข่าวในเน็ตดูก็ได้นี่

      ชายหนุ่มคิดแล้วรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหาเว็บข่าว แต่ก็มีรายงานข่าวทุกเว็บคล้ายๆกันว่า

      เจ้าสาวของเศรษฐีหมื่นล้านเจ้าของธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หายไปจากงานเลี้ยงฉลองสมรสก่อนส่งตัวเข้าหอในโรงแรมระดับห้าดาว ซึ่งมีการค้นหากันอยู่ตลอดคืนแต่ก็ยังไร้วี่แวว เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งประเด็นว่าอาจจะถูกอุ้มเพราะเครื่องเพชรสินสอดบนตัวเจ้าสาว แต่ก็ยังไม่ได้ตัดประเด็นอื่น แล้วถ้ามีความคืบหน้าเราจะมารายงานให้ทราบต่อไป

       ซึ่งเวลาในรายงานข่าวยังเป็นเวลาของกลางดึกเมื่อคืน และยังไม่มีรายงานข่าวอะไรอีกเลย

      อืมหรือมันยังเช้าอยู่วะ ยังไม่มีข่าวคืบหน้าอะไรเลย เราน่าจะหาข่าวจากหนังสือพิมพ์หรือจากสื่ออื่นซึ่งน่าจะมีข่าวละเอียดกว่า อนิรุทธิ์คิดในขณะที่ยังถือโทรศัพท์อยู่ในมือแล้วหันไปมองหญิงสาว

      “นี่คุณ!ตื่นเถอะ เราจะต้องรีบไป” เขาเอ่ยเรียกและกระตุกผ้านวมเบาๆ

      “เฮ้ย...คุณกำลังคิดจะทำอะไรฉัน“ หญิงสาวตกใจตื่นลุกขึ้นนั่งพรวดพราดพร้อมทั้งร้องถาม ดึงผ้านวมกระชับร่างไว้แน่น  

      “นี่บ้าแต่เช้าเลยเหรอ ลุกไปจัดการกับตัวเองได้แล้ว เราจะเดินทางกันแต่เช้า และต้องไปหาหนังสือพิมพ์อ่านหรือว่าฟังวิทยุ ที่นี่ไม่มีทีวีด้วย ตอนนี้เราไม่รู้ข่าวคืบหน้าอะไรเลยนะคุณ”  

      “เอ่อฉันตกใจน่ะ นี่เช้าแล้วเหรอคะฉันยังรู้สึกง่วงอยู่เลย”เธอเอ่ยเสียงอ่อยๆ

      “เราต้องไปหาข้อมูลข่าวสารเรื่องของคุณก่อนไม่ใช่พอเราถึงเชียงใหม่ตำรวจก็รอใส่กุญแจมือให้ผมในข้อหาลักพาว่าที่ภรรยาของชาวบ้านมาเข้าใจไหมคุณ”

      “คุณทำไมไม่หาดูในอินเตอร์เน็ตบ้างล่ะ มันมีข่าวอยู่แล้วละ ฉันใช้มือถือไม่ได้น่ะ”

      “ผมดูแล้ว แต่นี่มันยังเช้าอยู่ มันยังไม่มีการอัพเดทข่าวอีกเลย ยังมีแต่ข่าวเมื่อคืนน่ะคุณ รีบไปกันเถอะ”


*มาติดตามตอนที่เหลือกันค่ะ*

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #7 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 18:58
    เอาใจช่วยหนูปัทเลยงานนี้
    #7
    0