วิวาห์พาหนี

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,529 Views

  • 91 Comments

  • 164 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17

    Overall
    14,529

ตอนที่ 9 : ข่าวหน้าหนึ่ง(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 788
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 เม.ย. 60

          



         

        “ข่าวการหายตัวไปของคุณปัทมาวดีเจ้าสาวของคุณสาโรจน์เจ้าพ่อด้านธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร จากงานฉลองสมรสในโรงแรมห้าดาวกลางกรุงเมื่อคืนนี้ ได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และในข่าวบนโซเชียลมีเดียซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานไว้สองประเด็นคือ เจ้าสาวคือคุณปัทมาวดีหนีงานวิวาห์ หรือประเด็นสำคัญคือการถูกลักพา แต่จากหลักฐานและพยานในที่เกิดเหตุ มุ่งประเด็นไปที่การถูกลักพา เพราะเจ้าสาวมีเครื่องเพชรราคาหลายสิบล้านซึ่งเป็นสินสอดติดตัวไปด้วย แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้ตัดประเด็นการหนีงานแต่งงานของเจ้าสาวทิ้งไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามเช็คกล้องวงจรปิดทุกตัวของโรงแรม และจากถนนรอบๆโรงแรม และประเด็นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ความสนใจก็คือ มีการเจาะข้อมูลระบบรักษาความปลอดภัยของโรงแรม และทำลายระบบไฟฟ้าของโรงแรมส่วนที่เป็นห้องจัดเลี้ยงและชั้นล่างทั้งหมดจากมืออาชีพ น้ำหนักจึงไปอยู่ในประเด็นที่เจ้าสาวน่าจะถูกอุ้ม ซึ่งขณะนี้นักข่าวแทบทุกสำนักได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์คุณสาโรจน์ และทางครอบครัวของคุณปัทมาวดี แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ ถ้ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีนี้ เราจะเสนอข่าวอีกครั้งในข่าวภาคเที่ยง”  

         “ตายละเป็นข่าวหน้าหนึ่งเลยเหรอ” หญิงสาวอุทานอย่างรู้สึกตกใจ

        “จะไม่เป็นข่าวหน้าหนึ่งได้ยังไงล่ะคุณ ในเมื่อเจ้าบ่าวคุณเป็นคนดังขนาดนี้ ผมว่าผมกำลังตกที่นั่งลำบากเหมือนกันนะคุณ ถ้าเขาเช็คจากกล้องวงจรปิด ซึ่งผมอาจจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งก็ได้”

        “ไม่น่าจะเห็นหรอกค่ะ เพราะไอ้โจ้มันบอกว่ามันจะแฮ็กระบบรักษาความปลอดภัยของโรงแรมทั้งหมด พอไฟดับกล้องของโรงแรมก็ไม่ทำงาน ก็จะไม่มีใครเห็นรถคุณหรอกค่ะ”

        “งั้นเราจะไม่แวะที่ไหนอีกแล้วนะ เพราะรูปคุณอาจจะถูกส่งไปตามสถานีตำรวจ เราไม่ควรชะล่าใจอะไรอีกแล้ว”

        “ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้วละค่ะ”เธอเอ่ยพร้อมทั้งทอดสายตาวิงวอนมองชายหนุ่ม ซึ่งทำให้อนิรุทธิ์ที่เหลือบมองมาที่เธอเอ่ยขึ้น

       “ไม่ต้องมองผมอย่างนี้หรอก ยังไงเราก็เหมือนลงเรือลำเดียวกันแล้ว เรียกว่าร่วมชะตากรรมเดียวกัน ถ้าไม่รอดก็จอดไม่ต้องแจว เฮ้อ..” เขาหันมาเอ่ยพร้อมทั้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

        ปัทมาวดีนิ่งคิดเงียบๆ เราคิดผิดหรือเปล่านะที่ทำอย่างนี้ โง่หรือฉลาดกันแน่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย และการที่เราคิดว่าจะรีบบินกลับอเมริกาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ ไปตายเอาดาบหน้าอย่างที่ไอ้โจ้บอกก็แล้วกัน แล้วค่อยๆคิดหาทางไปจากเมืองไทยทีหลัง เมื่อถึงตอนนั้นต้องมีทางไปจนได้สิน่า

 

       อนิรุทธ์มองนาฬิกาข้อมือซึ่งบอกเวลาเกือบสิบเอ็ดโมง เขาเร่งเครื่องให้เร็วขึ้น ส่วนหญิงสาวเริ่มตื่นตาตื่นใจกับวิวทิวทัศน์สองข้างทาง ซึ่งมองเห็นทิวเขาอยู่ไกลๆ

       “เมื่อไหร่จะถึงเชียงใหม่สักทีล่ะคุณ”

       “ก็นี่ละเข้าเขตเชียงใหม่แล้ว แต่เราไม่ได้เข้าตัวเมือง บ้านผมต้องขึ้นดอยไปอีก และบอกเสียก่อนว่ามันไม่มีอะไรสะดวกสบายแบบคนเมืองหรอกนะ ซึ่งคุณคงต้องอดทน เพราะมันคือบ้านนอกไม่ใช่เมืองนอก”

       ปัทมาวดีหันมามองหน้าคนพูด และลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ มองสองข้างทางซึ่งเป็นป่าและทิวเขาไม่เห็นบ้านเรือนของผู้คน ซึ่งทำให้เธอเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นในชะตากรรม

       “บ้านบนดอย ดอยหมายถึงภูเขา และบ้านนอกหมายถึงสถานที่ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ฉันพูดถูกไหมคะ”

       “ครับผม...บ้านผมอยู่บนภูเขา และมันก็ห่างไกลความเจริญ เดี๋ยวเราจะแวะปั้มน้ำมันซื้อขนมนมเนย ก่อนจะขึ้นดอยเพราะบนโน้นไม่มีอะไรขาย นอกจากกับข้าวพื้นเมืองในตลาดเช้าเล็กๆ คุณอยากได้อะไรก็ซื้อซะเลย”

       “บ้านคุณทำอะไรที่บนดอยนั่นล่ะ บอกฉันหน่อยได้ไหม ”

       “ผมปลูกดอกไม้และก็พืชผักเมืองหนาว พี่สาวผมอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่และมีบริษัทส่งออกผลผลิต และก็จัดส่งทั่วประเทศ งานแต่งงานของคุณเราก็จัดส่งดอกไม้ไปให้ตามที่บริษัทออแกนไนซ์สั่งมา และผมก็ไปเก็บเงินที่เหลือจากที่เขาได้จ่ายส่วนหนึ่งกับบริษัทแล้ว พอดีผมสนิทกับพี่จูนคนที่จัดดอกไม้งานแต่งให้คุณ ซึ่งเผอิญผมไปทำธุระที่กรุงเทพฯก็เลยแวะไปเก็บเงิน ปรกติเขาโอนเข้าบัญชีน่ะ แต่เงินตรงนี้เป็นเงินส่วนต่างที่พี่สาวให้พิเศษกับผม และทำให้ผมดันไปพาเจ้าสาวในงานเขาหนีมานี่ไงล่ะ ” เขาอธิบายยาวเหยียดและยังเหน็บเธอในตอนท้าย แต่หญิงสาวไม่ได้สนใจ กลับร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

        “เย้!!!!คุณมีไร่ดอกไม้หรือคะสุดยอดเลยค่ะ ฉันเคยเห็นรูปในอินเทอร์เน็ต ฉันจะช่วยคุณเก็บดอกไม้นะคะ ฉันชอบค่ะ ” หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มกว้างและยังมีท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ซึ่งทำให้ชายหนุ่มเหลือบมามองเธออย่างนึกขัน

       เขาเลี้ยวรถเข้าไปในปั้มน้ำมัน ซึ่งเป็นปั้มใหญ่และเป็นปั้มสุดท้ายก่อนขึ้นดอย เพื่อเติมน้ำมันและให้หญิงสาวได้ซื้อของใช้ตามที่เธอต้องการ และยังของจำเป็นจากการแนะนำของเขา ข้าวของที่เธอขนซื้อมาจึงมีมากมายหลายถุง ที่ชายหนุ่มหอบหิ้วมาวางในแคป

       “ซื้อมาซะอย่างกับจะอยู่เป็นปีเลยนะคุณ” เขาเอ่ยเมื่อวางข้าวของเสร็จและเริ่มเคลื่อนรถออก

        “คงไม่นานขนาดนั้นหรอกค่ะ ต้องแล้วแต่โชคชะตาด้วยมั้งคะ แต่ฉันจะต้องหาทางกลับไปอเมริกาให้ได้เร็วที่สุด ต้องมีหนทางสิน่า แล้วฉันก็คงหาทางออกได้เองละ คนเราก็ต้องมาตั้งหลักไว้ก่อนแล้วค่อยหาทางออกทีหลัง จริงไหมคุณ”

       “ทำไมไม่คิดจะอยู่เมืองไทยบ้างล่ะ”

       “ฉันไม่รู้จักใครหรือผูกพันกับใครสักคนที่นี่แม้แต่คุณพ่อ แล้วฉันจะอยู่ได้ยังไงล่ะ ส่วนที่อเมริกาเป็นบ้านที่ฉันเติบโตมา ถึงตอนนี้ฉันจะไม่มีใครเหลืออยู่ แต่มันก็เป็นสถานที่ที่ฉันคุ้นเคย และรู้สึกอบอุ่นมากกว่าเมืองไทย” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าเหงาๆ เสียงอ่อนๆฟังดูเศร้าสร้อย

       ‘ ก็น่าจะจริงของเธอ พ่อก็มีเมียใหม่ และตัวเองก็โตมาจากต่างประเทศ ซึ่งเมืองไทยเป็นเพียงมาตุภูมิที่ตนเองเกิด แต่ไม่มีความผูกพันใดๆ หนำซ้ำพ่อบังเกิดเกล้ายังหลอกให้มาแต่งงานกับชายแปลกหน้า ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้จึงตัดสินใจหนี ซึ่งพ่อและแม่เลี้ยงอาจจะคิดว่ายังไงลูกสาวก็ได้แต่งงานกับคนรวย แต่ทำไมไม่คิดถึงความรู้สึกของลูกบ้าง ก็คงข้อเสนอจากนายสาโรจน์ที่ทำให้เกิดทางสว่างในยามที่เข้าตาจนสินะ แล้วลูกสาวหายมาอย่างนี้จะคิดได้บ้างหรือเปล่า

       “แล้วคุณไม่มีแฟนเหรอ” เขาเอ่ยถามและนิ่งฟังคำตอบ

       “มีค่ะ...เขาเป็นอเมริกัน แต่เรามีปัญหากันนิดหน่อย ก่อนที่ฉันจะบินมา เขาอยากมาด้วยและให้ฉันรอเขา แต่มันกะทันหันมาก เมื่อฉันรู้ว่าคุณพ่อป่วยหนักและรอพบหน้าฉันเป็นครั้งสุดท้าย ตามที่แม่เลี้ยงฉันบอก เขาขอทำธุระที่มหาลัยก่อนคือเขากำลังทำปริญญาโทอยู่น่ะค่ะ แต่ฉันรอไม่ได้เราก็เลยทะเลาะกัน เขาก็เลยหันหลังเดินจากไปก็เท่านั้น ความจริงฉันกับเขาก็ไม่เคยมีความคิดไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว จบกันได้ก็ดีเหมือนกัน ” เสียงที่เอ่ยเล่าสั่นพร่าด้วยความสะเทือนใจซึ่งชายหนุ่มรู้สึกได้

       “คุณก็เลยโดนสองเด้งเลยละสิ”

       “เพื่อนฉันก็พูดเหมือนคุณค่ะ แล้วคุณล่ะคะไม่เห็นเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังบ้างเลย และอย่าบอกว่าคุณยังไม่มีแฟน เพราะคุณออกจะหน้าตาดี ” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นบ้าง ซึ่งคำชมของเธอทำให้อนิรุทธ์ปรายตามามองเธอนิดหนึ่งก่อนจะตอบ

       “ผมกำลังอยู่ในระหว่างเอิ่ม...อกหักน่ะ”

       “เฮ้ จริงเหรอ”

       “จริงสิจะโกหกทำไมล่ะ เขากำลังจะแต่งงานเร็วๆนี้”

       “ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะคะ บอกได้ไหม”

       “เขาอยากให้ผมปลูกบ้านที่ดีกว่าที่ผมมีอยู่ เขาอยากได้ที่มันดูหรูๆที่เขาจะได้ไม่อายเพื่อน แต่ผมยังไม่พร้อมเพราะไม่อยากเป็นหนี้ เพราะที่ผมปลูกไว้ก็ลงทุนไปพอสมควรแล้ว ซึ่งตอนแรกเขาก็โอเคนะ แต่พอไปได้ยินคำพูดของคนอื่น เขาก็เลยตัดสินใจรับหมั้นกับเสี่ยเจ้าของบริษัทขายเคมีการเกษตร ก็อย่างว่าแหละผู้หญิงชอบคนเลว รักคนดี แต่แต่งงานกับคนรวยจริงไหมคุณ”

       “ไม่จริงเสมอไปหรอกคุณ ฉันไงไม่เห็นอยากแต่งงานกับคนรวยเลยนี่ เอ่อ..แต่ถ้าคุณรักเธอ ทำไมไม่ตามใจเธอล่ะคะ เป็นหนี้ก็ทำงานใช้หนี้ได้นี่ แต่คนรักพอเขาจากไปแล้วเราก็ไม่อาจได้เขากลับคืนมา มันเป็นการทำร้ายตัวเองและทำร้ายคนที่คุณรักด้วยไม่ใช่เหรอ”

       “ผมไม่ชอบความฟุ้งเฟ้อเกินตัว และเอาความคิดคนอื่นมาเป็นตัวตั้ง ในเมื่อเรายังไม่พร้อมจะเป็นหนี้ทำไม บ้านก็พอมีอยู่ และบนดอยแบบนี้จะให้หรูหราไฮโซแบบไหนล่ะ ในเมื่อผมเพิ่งสร้างตัวได้แค่สองปีเท่านั้น ซึ่งเราก็มีสินทรัพย์เป็นพืชไร่มีเงินพอกินพอใช้ เรื่องเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เวลาต้องใช้หนี้นี่สิ ถ้าเกิดอะไรที่ไม่อาจคาดฝันขึ้นมา อย่างเช่นเจ็บป่วยทำงานไม่ได้ หรือเกิดภัยแล้งทำให้ผลผลิตตกต่ำ หรือส่งออกไม่ได้ก็อาจจะต้องมีหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก เราอยู่อย่างพอเพียงไปก่อนไม่ดีกว่าหรือ ” เสียงของชายหนุ่มราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

       “เฮ้อ...ผู้ชายช่างมีเหตุผลมากมายเสียจริง จะตามใจผู้หญิงเสียหน่อยก็ไม่ได้ ชีวิตคนเราสั้นนิดเดียว คิดมากไปทำไมล่ะคะ เพราะคืนนี้เราอาจจะหลับและพรุ่งนี้อาจไม่ตื่นขึ้นมาอีกก็ได้ หาความสุขให้ตัวเองในเวลาที่มีอยู่บ้างก็ดีนะ”

       “ถ้าคุณคิดอย่างนั้น ทำไมหนีการแต่งงานมาล่ะ ชีวิตสั้นนิดเดียวเอง ทนๆขึ้นเตียงไปกับนายนั่นเดี๋ยวก็หมดวันหมดเดือนแล้ว หรือไม่ก็คิดว่าพรุ่งนี้อาจไม่ตื่นขึ้นมารับเคราะห์กรรมอีกก็ได้นี่ ”ชายหนุ่มยอกย้อนให้อย่างหมั่นไส้ ทำให้หญิงสาวหันขวับมาค้อนให้

      “นี่คุณมันไม่เหมือนกันนะคะ ฉันเป็นผู้หญิงและไม่ต้องการฝืนใจนอนกับผู้ชายเฮ็งซวยนั่น ส่วนคุณก็แค่งกไม่อยากเป็นหนี้เท่านั้นแหละ” หญิงสาวเอ่ยด้วยหน้าที่งอคว่ำ ปากงอนเชิดและยังค้อนประหลับประเหลือก


              *มาติดตามตอนหน้ากันค่ะ รับรองความสนุก @มาเป็นแฟนพันธ์แท้กันนะคะ*

                                

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #9 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 19:03
    คนอกหักเหมือนกันย่อมเห็นใจกัน
    #9
    0