แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,532 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    19

    Overall
    15,532

ตอนที่ 11 : วิมานที่ปลายฟ้า100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1255
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    18 ต.ค. 60



เปิดจองในราคาสำนักพิมพ์แล้วนะคะ



11

วิมานที่ปลายฟ้า

 

        เช้าวันรุ่งขึ้นคุณหญิงเห็นทั้งสองปั้นปึ่งใส่กัน ท่านจึงไล่เลียงลูกชายทันที  ตานนท์...แม่เห็นหนังสือพิมพ์ลงว่าแม่ฟรานมาเมืองไทยแล้วไม่ใช่เหรอ เราไปพบกับแม่นั่นมาบ้างหรือเปล่า บอกแม่มานะ

         “เอ่อ...เปล่าครับเขารีบปฏิเสธทันที

        “อย่าให้ฉันรู้ก็แล้วกันนะตานนท์ ถ้าเจ้าหล่อนมาวุ่นวายกับแกอีก แกก็บอกแม่คนนั้นซะด้วยว่าแกมีเมียเป็นตัวเป็นตนแล้ว

         “ครับคุณแม่

        ทั้งสองเผชิญหน้ากันอีกครั้งในห้องนอน อริสราเลี่ยงไปนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ที่โซฟา เขาเดินไปเดินมาจนเธอรำคาญ อริสรามองเขาแล้วถอนหายใจให้เขาได้ยิน ก่อนเดินหนีออกไปยืนรับลมที่ระเบียง เธอนึกถึงคำพูดของคุณหญิงที่เรียกเธอเข้าไปในห้องนอนเมื่อครู่ที่ผ่านมา

          ‘อริส..ต่อไปนี้เวลาเจ้านนท์ไปไหนเราต้องไปด้วยรู้ไหม เมื่อคืนวานเจ้านนท์ออกไปข้างนอกมาไม่ใช่หรือ กลับมาจนเกือบสว่าง ฉันรู้นะ แล้วตอนกลางวันก็หายไปคนเดียวอีก

        ‘คุณนนท์ไปทานเลี้ยงกับเพื่อนน่ะค่ะ เห็นบอกอริสว่ามีแต่เพื่อนผู้ชายค่ะ

       ‘เรานี่มันโง่หรือว่าฉลาดกันแน่ ฉันก็บอกต่อหน้าเราแล้วไงว่าแม่ฟรานน่ะมาเมืองไทยแล้ว เราไม่กลัวเหรอว่าเขาจะพบกันน่ะคุณหญิงเอ่ยเสียงขุ่น

       ‘ถ้าคุณนนท์จะไปหาคุณฟราน อริสก็คงจะห้ามไม่ได้หรอกค่ะ

       ‘ห้ามได้สิ...เราเป็นเมียนะอริส

       ‘คุณนนท์ไม่ไปหรอกค่ะ อริสรู้เธอรีบบอก และเตือนตัวเองว่าเธอกำลังทำงานให้อินทนนท์

        ‘ฉันเตือนเราเพราะรักเรารู้ไหม รีบๆ มีลูกเสียสิอริส เราไม่สงสารฉันเหรอ ถ้านายนนท์เอาแม่คนนั้นเข้ามาแทนเธอฉันจะเป็นยังไง ทุกคนในบ้านนี้รวมทั้งแม่นงค์ก็ไม่ต้องการให้แม่ฟรานเหยียบย่างเข้ามา ฉันตั้งใจแล้วนะ ถ้าเจ้านนท์คิดจะกลับไปคืนดีกับแม่ฟรานนั่นละก็ ฉันจะหนีไปอยู่สวิสและจะไม่กลับมาอีกเลยคุณหญิงเอ่ยเสียงเครือ

        โถคุณท่าน...อริสสงสารคุณท่านนะคะ อริสทำงานให้คุณนนท์เพื่อหลอกคุณท่านอยู่ทุกวันนี้ อริสก็ไม่ได้สบายใจเลยสักนิด ตั้งแต่คุณท่านรักและเมตตาอริส อริสก็ยิ่งรู้สึกตัวว่าผิดกับคุณท่าน ที่ร่วมมือกับคุณนนท์หลอกลวงคุณท่านให้ยกมรดกให้ ถ้าคุณท่านทราบว่าอริส คนที่คุณท่านรักและเมตตา เป็นคนหนึ่งที่ร่วมกันหลอกคุณท่านด้วย คุณท่านคงเสียใจมากกว่านี้ อริสจะทำยังไงดี.. อริสราได้แต่คิดอย่างเป็นทุกข์ เธอรู้ว่าคุณหญิงรักอินทนนท์มากแค่ไหน ถึงท่านจะทำเป็นปากแข็ง แต่ในใจของท่านนั้นรักและห่วงลูกชายมากมายนัก

 

       รุ่งขึ้นอีกวันอินทนนท์เดินมาที่ระเบียง และมายืนใกล้กับเธอ อริสราเริ่มวางแผนอีกครั้งหลังจากที่เลิกคิดจะเอาชนะผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว แต่ขณะนี้เธอเริ่มมุ่งมั่น คิดจะทำเพื่อคุณหญิงและทุกคนในบ้านนี้อย่างที่คุณกิ่งแก้วแนะนำเธอ

         “ไม่สบายใจเรื่องอะไรหรืออริส เห็นเงียบๆเขาเอ่ยถามพร้อมทั้งจับไหล่เธอให้หันมา

        “เปล่าค่ะ เพียงแต่รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกผิดที่บางครั้งอริสพูดกับคุณไม่ดีนักน่ะค่ะเธอเอ่ยตอบพลางช้อนสายตาอ่อนเศร้าขึ้นสบตาเขา และยังพนมมือขึ้นไหว้เขาด้วย

        “อริส...ผมต่างหากที่พูดไม่ดีกับคุณ ผมหวงคุณมาก ทั้งที่ก็รู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์จะหวง

        “หมู่นี้อริสรู้สึกว่าคุณเครียดๆ นะคะ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ หนูตัวเล็กๆ อย่างอริสอาจจะช่วยราชสีห์ได้นะคะ อริสอยากให้คุณนนท์สบายใจค่ะเธอเอ่ยด้วยสีหน้าหยอกเย้า

      เขาโอบไหล่เธอเดินเข้ามาในห้องแล้วพามานั่งลงที่โซฟา  อริส...ผมยอมรับว่าผมเครียด แต่พอได้ยินคุณพูดแบบนี้ ผมรู้สึกสบายใจยังไงก็ไม่รู้ คุณเป็นผู้หญิงที่วิเศษมากนะรู้ตัวไหม คุณทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆ คุณมีความสุข

       “คุณระบายให้อริสฟังได้ไหมคะ เผื่อว่าอริสจะช่วยคุณคิดได้บ้างไงคะ

      เขาไม่ตอบคำถามของเธอ แต่กลับรำพันความในใจออกมา  อริส...ทำไมเราสองคนไม่พบกันก่อนหน้านี้นะ

       “ก็ไม่เป็นไรนี่คะ ชาติหน้าเราอาจจะได้เกิดมาพบกันก่อน ก่อนที่เราจะพบใครเธอพูดยิ้มๆ กับเขาทั้งที่หัวใจปวดหนึบกับคำพูดของตนเอง

       “อริส บอกผมได้ไหมว่าคุณคิดยังไงกับผมเขาถามพลางเชยคางเธอขึ้น

      อริสรานิ่งเงียบเมินสายตาหนีเขา จมอยู่ในภวังค์กับคำถามนั้น เราอยากบอกเขา ว่านับตั้งแต่วันที่ผู้หญิงคนนั้นกลับมา เราก็หมดความสุข เรารู้ว่าเขาไปหาเธอมา บางวันเราเห็นรอยลิปสติกที่ผู้หญิงคนนั้นจงใจฝากมากับเสื้อของเขา เธอคงต้องการให้เราได้รู้ถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของเขากับเธอ แล้วทำไมเราต้องรู้สึกเจ็บปวดจนหัวใจแทบแตกสลาย ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยล่ะอริสรา...เรากำลังทำงานให้เขาก็เพื่อการนี้ไม่ใช่หรือ เราต้องทำให้เขาสมหวังในสิ่งที่เขาต้องการ และผู้หญิงคนนั้นของเขาก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาถึงกับลงทุนจ้างเรามาทำงานให้ นั่นก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่เราจะต้องยอมรับว่าเขารักผู้หญิงคนนั้นมากมายแค่ไหน แต่เราสิ...กลับลืมตัวคิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เรากำลังรู้สึกผูกพันกับเขา เราเจ็บปวดยามเมื่อเขากลับมาดึกดื่น เราชอกช้ำเมื่อวาดภาพความสัมพันธ์ของเขากับผู้หญิงคนนั้นด้วยรอยน้ำตา เราเผลอใจไปรักเขาใช่ไหม ใครกันนะบอกว่าที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็มีความทุกข์เกิดขึ้น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรากำลังรักเขาใช่ไหม ก็เราเป็นทุกข์เหมือนจะเจียนตายอยู่แล้ว

        “อริสอย่าเงียบสิ...บอกผมได้ไหมว่าคุณรักผมคำที่เขาเอ่ยถามทำให้อริสราตื่นตะลึง และสั่นหน้าแรงๆ

       “อริส ความรักไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายที่เราต้องปิดบังนี่

      เขาเอ่ยแล้วโอบร่างงามเข้ามากอดไว้ เธอไม่ได้ขัดขืนดื้อดึงเหมือนทุกคราว แต่กลับนิ่งเงียบอยู่ในอ้อมกอดเขา และนึกคำพูดของคุณกิ่งแก้วเมื่อวาน

        ‘อริส มารยาหญิงมีหลายร้อยเล่มเกวียนนี่จ๊ะ เอาออกมาใช้สิ ถ้าเธอต้องการจะช่วยคุณหญิงอย่างที่เธอคิด เธอจะให้ผู้หญิงเลวๆ คนนั้นมาพาคนทั้งบ้านนั้นตกนรกหรือจ๊ะ และพี่จะบอกให้นะ สายตาคุณนนท์ที่มองอริสเดี๋ยวนี้น่ะ เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนตั้งมากมายเลยนะ พี่เชื่อสายตาพี่นะอริส ว่าคุณนนท์หลงรักเธอแล้วนะ อริสต้องทำให้สำเร็จสิจ๊ะ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะ ความใกล้ชิดของอริสก็เป็นต่อผู้หญิงคนนั้นตั้งหลายขุม

       เขาเชยคางเธอขึ้นมองสบตา แต่เธอหลับตาลงเพื่อหลบสายตาที่อาจจะสื่อความในใจตนเองออกไป ทำให้เขาจูบลงบนเปลือกตาของเธอเบาๆ

       “ตาคุณสวยมากรู้ไหม ผมไม่อยากให้คุณมองใครนอกจากผม ผมหวงอริสมากนะ

       “หวงทำไมคะ คุณมีคนที่คุณต้องหวงต้องห่วงอยู่แล้วนี่คะเสียงเธอพ้อขึ้นเบาๆ

       “อริส...ผมไม่อยากพูดอะไรมากหรอกนะ เพราะว่ามันจะเหมือนผมเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่ผมไม่อยากให้สัญญาของเราต้องจบลง เราจะอยู่กันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ดีไหม

       “อยู่เพื่ออะไรคะ เมื่อสัญญาของเราจบลงอริสก็ต้องไปตามทางของอริสเสียงของหญิงสาวแผ่วลง

       “อริส...เราจะต่อสัญญากันไปตลอดชีวิต ผมคิดอย่างนั้นนะอริส

       “อย่าเลยค่ะคุณนนท์ ให้อริสไปตามทางของอริสเถอะค่ะ

       “อริส...ไม่นะ ผมจะให้คุณเดินจากผมไปไม่ได้

       “แต่อริสก็ไม่อาจจะอยู่อย่างนี้ต่อไปได้อีกนี่คะ คุณรู้ไหม...ว่ายิ่งนานวัน ความผูกพันของเราก็ยิ่งทำให้อริสเจ็บปวดมากขึ้น ปล่อยอริสไปเถอะค่ะเธอเอ่ยสารภาพความในใจออกมา

       “อริส..ความผูกพันในใจไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว ผม คุณแม่ และทุกคนที่นี่ผูกพันกับคุณ อยู่ที่นี่ต่อไปเถอะนะอริส อยู่ตลอดไปจนชั่วชีวิต อย่าจากผมไปเลยนะเขาดึงตัวเธอเข้ามากอดไว้ จดจูบลงบนเรือนผมเธอ

        “จะให้อริสทรมานใจอย่างนี้ไปตลอดชีวิตหรือคะคุณนนท์ แค่นี้อริสก็ทรมานใจเหลือเกินแล้วเธอเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

       “อริส...คุณรักผมใช่ไหม บอกผมสิเขาเพียรถามเธออีกครั้ง

      เธอไม่ตอบและเปลี่ยนเรื่องพูดทันที พร้อมกับเบี่ยงกายออกจากวงแขนของเขา พรุ่งนี้อริสจะไปประจวบค่ะ คุณแม่จะให้ไปดูที่ดินตรงชายทะเลของท่านแล้วออกแบบอาคารชุดให้ท่านน่ะค่ะ ท่านบอกว่าถ้าทำเป็นอาคารชุดขายได้ก็ทำ หรือว่าถ้าอริสเห็นว่าทำเป็นรีสอร์ตแล้วเหมาะก็ทำ ให้อริสไปดูทำเลแล้วก็ลองเขียนแบบให้ท่านดูน่ะค่ะ

       “ผมจะไปด้วยจ้ะ ไม่ปล่อยให้คุณไปคนเดียวหรอกนะ

     เธอมีสีหน้าแปลกใจในคำกล่าวของเขา จริงหรือคะ อริสต้องไปค้างนะคะ ต้องไปดูภูมิทัศน์ด้วยน่ะค่ะ อาจจะไปอยู่สองสามวันนะคะ

       “ก็ไปสิครับ ก็ดีเหมือนกันนะ ผมไม่ได้ไปดูที่ตรงนั้นนานแล้วละ แล้วคุณแม่คิดยังไงถึงให้อริสไปคนเดียวล่ะ คุณไม่รู้จักใคร หรือรู้ว่าที่ดินตรงนั้นอยู่ตรงไหนด้วยซ้ำเขาทำหน้าสงสัย

       “คือ...คุณแม่ให้อริสไปกับคุณน่ะค่ะ แต่อริสไม่กล้าชวน เห็นคุณยุ่งๆ อริสก็เลยจะไปกับลุงชมค่ะ แล้วคุณมีเวลาหรือคะเธอเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยถึงผู้หญิงของเขา

       “ผมอยากไปกับคุณนะอริส ตั้งแต่กลับมาจากอเมริกายังไม่ได้มีเวลาพักผ่อนเลย จะได้พาคุณไปเที่ยวด้วยไงล่ะ งั้นเราจะโทร.บอกคุณพยาบาลให้ดูแลคุณแม่ของคุณให้ดีๆ เพราะเราจะไม่อยู่ ไม่ได้ไปเยี่ยมท่านหลายวัน ดีไหม

     เธอยิ้มกว้างแล้วถาม แน่ใจนะคะว่าจะไปกับอริส ไปแล้วห้ามร้องกลับนะคะ ถ้ารบกลับละก็โดนตีแน่เธอถามพร้อมขู่เขาด้วยรอยยิ้ม

      เขายิ้มพยักหน้า ไม่รบกลับแน่ๆ ครับ ไม่อยากถูกเมียตีอริสราหน้าแดงก่ำทันที เขาจูบหน้าผากเธอเบาๆ แล้วเลื่อนลงมาหอมแก้มทั้งสองข้าง

 

       คืนนั้นอินทนนท์นอนนึกถึงเหตุการณ์ของเขากับฟรานซิสที่ตึงเครียดทุกครั้งที่พบกัน เธอต่อว่าต่อขานจนเขารู้สึกเหนื่อยหน่าย

        ‘วันนี้ฟรานไม่ให้คุณกลับค่ะ คุณต้องค้างที่นี่ ยังไงๆ ฟรานก็ไม่ยอม คุณนอนกับนังนั่นทุกคืนอยู่แล้วนะคะ คืนนี้เราจะไปดินเนอร์ แล้วก็ไปฟังเพลงเต้นรำกันค่ะ

       ‘ฟราน คุณแม่ยิ่งจับตามองผมอยู่ เรื่องที่มีรูปเราลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันก่อนน่ะ ผมจะค้างได้ยังไง คุณก็รู้ดีนี่

ฟรานซิสหน้าคว่ำลงทันที และเอ่ยกระแนะกระแหน กลัวคุณแม่หรือว่ากลัวนังนั่นกันแน่คะ

        ‘ฟราน ทำไมคุณถึงไม่เข้าใจอะไรสักเรื่องนะ ผมกลับบ้านตีหนึ่งตีสองติดๆ กันมาทั้งอาทิตย์แล้ว อริสไม่เคยต่อว่าผมสักคำ ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าผมมาอยู่กับคุณ

       ‘อ๋อ...เดี๋ยวนี้คุณเห็นอีนังนั่นมันดีกว่าฟรานใช่ไหมคะฟรานซิสขึ้นเสียงใส่หน้าเขา

       ‘คุณอย่าเรียกอริสอย่างนั้นสิ มันไม่น่าฟังเลยนะ

      ‘ค้า...อีนังนั่นมันเป็นคนดีคนวิเศษนี่คะ นี่หรือคะที่คุณบอกว่าคุณแม่คุณบังคับให้แต่ง ฟรานว่าคุณคงเต็มใจแต่งกับมันมากกว่ามั้งคะ ดูคุณเกรงอกเกรงใจ ยกย่องเทิดทูนมันเหลือเกินฟรานซิสแดกดันเขาด้วยท่าทางที่โกรธเกรี้ยว

       ‘ทุกวันนี้...ผมทำทุกอย่างเพื่อคุณ เพื่อเราสองคนนะ

       ‘น่าเชื่อจังเลยนะคะ ทำเพื่อเรา ฮึ...เธอเชิดหน้าขึ้นนิดหนึ่ง เบะปาก และยักไหล่น้อยๆ ปรายตามองเขา เอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยประชดประชัน ฟรานว่าคุณกำลังทำเพื่อตัวเองมากกว่ามั้งคะ คุณต้องการนังนั่นเป็นเมียหลวงที่ออกหน้าออกตา แล้วจะให้ฟรานอยู่ในฐานะเมียน้อยเมียเก็บอย่างนี้น่ะหรือคะ จำไว้นะคะว่าฟรานไม่มีวันยอม

       ‘ฟราน...ผมไม่เคยต้องการให้ใครเป็นเมียน้อยเมียหลวงหรอกนะ ผมจะมีเมียเพียงคนเดียว แต่ก็ต้องรอให้คุณแม่เปลี่ยนพินัยกรรมก่อน แล้วผมกับเขาก็จะเลิกกัน เข้าใจไหมเขาเริ่มอารมณ์เสีย หงุดหงิดขึ้นมาทันที

       ‘คุณอย่าเอาเรื่องพินัยกรรมมาอ้างเลยค่ะ คุณแม่คุณยังไงๆ ก็ต้องยกสมบัติให้คุณอยู่แล้ว ท่านก็คงจะแกล้งโยกโย้ไปอย่างนั้นเอง คุณแม่คุณเป็นแค่จอมวางแผนเท่านั้นแหละ ท่านเตรียมการไว้ล่วงหน้าทุกอย่าง พอคุณกลับมาก็หาผู้หญิงประเคนให้ จะได้เลิกกับฟราน ป่านนี้คุณแม่คุณคงจะหัวเราะเยาะฟรานแล้วสินะที่กำจัดฟรานออกไปเสียได้น่ะ นี่แหละนิสัยคนไทย

       ‘ฟราน คุณอย่าก้าวล่วงถึงคุณแม่ผมนะ ผมไม่ชอบ ถึงผมจะไม่ใช่ลูกที่ดีนัก แต่ผมก็ทนไม่ได้ที่คุณจะมาล่วงเกินคุณแม่ของผม ผมกลับก่อนก็แล้วกัน วันนี้เราคงคุยกันไม่รู้เรื่อง เอาไว้คุณอารมณ์ดีเราค่อยมาคุยกันดีกว่า

       อินทนนท์เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเย็น ลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องของเธอทันที ฟรานซิสวิ่งตามมากระชากเขาไว้ แล้วกรีดเสียงตัดพ้อต่อว่าดังลั่นตึก เขาดันร่างเธอออกอย่างแรงด้วยความอับอาย เสียงของฟรานซิสทำให้คนที่พักอยู่คอนโดชั้นนั้นตกใจและโผล่หน้าออกมาดู เขารีบสาวเท้าเร็วๆ ทำให้ฟรานซิสหันไปชี้หน้าด่าคนร่วมชั้นของเธอจนแต่ละห้องต้องรีบปิดประตู

      ซึ่งในขณะนั้นเขาหน้าชาเห่อ อยากจะล่องหนหายตัวได้เหลือเกิน กิริยาท่าทางทุกอย่างของฟรานซิสทำให้เขาอดที่จะเปรียบเทียบกับอริสราอย่างช่วยไม่ได้ ในยามอารมณ์แจ่มใส อริสราจะยิ้มด้วยรอยยิ้มที่จริงใจสดใสเสมอ ถ้าเขาแกล้งกวนอารมณ์เธอเมื่อไหร่ เธอก็จะนิ่งเงียบและไม่พูดกับเขาอีกเลย หรือไม่ก็ตอบโต้เขาตรงๆ แต่เวลาที่เธอหายโกรธก็จะเข้ามาเย้าแหย่เขา ร้องเพลงยั่วเย้า และขอโทษเขาเอง จนเขาอดไม่ได้ที่จะหายโกรธ และพลอยหัวเราะอารมณ์ดีไปด้วย

      ยามที่เขากลับบ้านเร็ว อริสราจะเล่นเปียโนให้เขาฟังเสมอ และช่วยกันร้องเพลง ทำให้เขารู้สึกว่าบ้านสดชื่น อบอุ่น เขาเห็นรอยยิ้มของมารดาบ่อยขึ้น อริสราทำให้ท่านมีความสุขจนท่านร่ำร้องอยากมีหลาน ถ้าสักวันหนึ่งท่านรู้ว่าเรากับอริสเล่นละครหลอกท่าน ท่านจะรู้สึกเสียใจมากเพียงใด เรากำลังตัดสินใจผิดพลาดใช่ไหมอินทนนท์ เขาเริ่มที่จะตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยขึ้น

       อริสราก็เช่นกัน แม้จะหลับตาลง แต่หัวใจของเธอกลับตื่นโพลงอยู่ในความมืด อริสรา...ยอมรับสิว่าเธอหลงรักผู้ชายคนนี้ เธอเจ็บปวดไม่ใช่หรือ เวลาที่รู้ว่าเขาอยู่กับคนที่เขารัก เราอบอุ่นเป็นสุขยามที่ได้อยู่ในอ้อมกอดเขา ทำไมเขาต้องทำเป็นเหมือนจะรักเรา ทำดีกับเราทุกอย่าง เขาไปเยี่ยมแม่เราแทบทุกวัน เราเห็นเขามองแม่ด้วยสายตาอ่อนโยน พูดกับแม่อย่างอาทร เขาแกล้งทำหรือเปล่านะ ไม่หรอก..ไม่จำเป็นสักนิดที่เขาจะต้องแกล้งทำ เพราะเราเป็นแค่ลูกจ้างเท่านั้น แต่เขาเป็นคนที่มีน้ำใจต่างหาก 

       คุณอินทนนท์ คุณรู้ไหมว่า...คุณทำให้ฉันทรมานกับความรู้สึกที่เป็นอยู่นี้อย่างเหลือเกิน พี่กิ่งแก้วบอกว่าเขารักเรา ไม่จริงหรอก...เขาไปอยู่กับผู้หญิงของเขาแทบทุกวัน สำหรับเราอาจจะเพราะความใกล้ชิดที่ทำให้เขาหวั่นไหวตามประสาผู้ชาย มันไม่ใช่ความรัก แต่เราเองที่หวั่นไหวจนใจเจียนจะขาด เรารอการกลับมาของเขาทุกครั้ง ทุกวัน ทุกคืน คุณจะรู้ไหมว่าอริสรอคุณ

      น้ำตาที่เก็บไว้ในอกรินลงบนหมอน จะร้องไห้ทำไม ร้องทำไมกัน ร้องแล้วได้อะไรอริส ช่างเถอะ น้ำตาไม่ได้ซื้อหาหรือมีค่าอะไร ร้องมันออกมาเพื่อระบายความทุกข์ในใจไงล่ะ เผื่อมันจะได้บรรเทาเบาบางลงบ้าง เขาถามเราว่ารักเขาหรือเปล่า ก็เพราะเราไม่สามารถซ่อนเร้นความในใจไว้ได้ เขาคงรู้แล้วสินะ แต่เราต้องคิดสิอริส ว่าอีกไม่นานเรากับเขาก็จะจากกันแล้ว คงไม่นานหรอก เวลา...จะทำให้เราลืมเขาได้ในที่สุด เวลาจะรักษาแผลใจและจะเยียวยาเราเองเธอซบหน้าลงกับหมอนสะอื้นเงียบๆ

        “อริส...อริส คุณเป็นอะไร ผมได้ยินเสียงคุณร้องไห้เสียงของเขาดังอยู่ใกล้ๆ จนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่ก้มลงมาจนเกือบชิดใบหน้าของเธอ

       เธอลุกขึ้นนั่งอย่างระวังระไวทันที ชายหนุ่มนั่งลงข้างเธอ ลูบผมเบาๆ อย่างปลอบประโลม และแล้วเธอก็แพ้ใจตัวเอง อริสราโผเข้ากอดและแนบใบหน้าลงกับอกเขา สะอื้นไห้ออกมาจนเขาตกใจ

         “อริส...ร้องไห้ทำไมจ๊ะ เป็นห่วงแม่เหรอเธอไม่อาจเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา นอกจากเสียงสะอื้นไห้ ทำนบน้ำตาพังลงด้วยความรู้สึกภายในใจที่ท่วมท้น เขาลูบหลังเธอเบาๆ

        “ไม่ต้องคิดอะไรมากนะอริส เราจะรักษาแม่ให้ดีที่สุด ท่านจะต้องอยู่กับเราไปนานๆ ผมรู้ว่าคุณรักแม่มาก

       ความซาบซึ้งซึมซาบลงสู่หัวใจเธอมากมาย  อริส...ขอบคุณค่ะ ที่คุณดีกับอริสและแม่

        “อริส..แม่คุณก็คือแม่ยายผมไม่ใช่หรือ คุณยังรักคุณแม่ผมเลยนี่ ผมก็ต้องรักแม่คุณด้วยสิ ผมไม่ได้คิดว่าท่านเป็นคนอื่นนะ อย่าร้องไห้สิจ๊ะ...ผมไม่สบายใจ ผมกลัวว่า...ผมจะเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเป็นทุกข์เขารำพันความรู้สึก

      เธออยากจะบอกเขาเหลือเกิน ว่าที่เธอร้องไห้ก็เพราะเธอเป็นทุกข์จนท่วมใจ ด้วยตนเองพยายามที่จะไม่รักเขา แต่หัวใจเจ้ากรรมก็ไม่สามารถสลัดเขาออกไปจากใจได้แม้แต่น้อย ยิ่งนานวัน ความรักที่เธอมีให้เขาก็ยิ่งเพิ่มพูนทวีขึ้นทุกวัน เธอพยายามหลีกเลี่ยงที่จะอยู่ใกล้เขา ไม่อยากให้เขาเห็นสายตาของเธอที่จะสื่อความรู้สึกของตัวเองไปให้เขารู้ แต่ดูเหมือนเขาก็ยิ่งเข้ามาใกล้ชิดเธอมากขึ้น อีกกี่วันกี่เดือนกันที่จะต้องทรมานอยู่อย่างนี้ เธอรู้แล้วว่าทุกข์เพราะรักอย่างที่นัทธีเคยบอก มันเจ็บปวดมากแค่ไหน

       อริสรา...สาวน้อยผู้อ่อนใส น่ารักน่าทะนุถนอม เธอจะรู้ไหมว่าทุกวันนี้เรารู้สึกกับเธอยังไง เราหวงเราห่วงเธอมากมายแค่ไหน ความใกล้ชิดทำให้หัวใจเราหวั่นไหว แม้จะพยายามที่จะไม่คิด แต่ก็ยิ่งกลับคิดมากมายขึ้นทุกวัน กลิ่นกายสาวน้อยหอมกรุ่นอ่อนๆ ติดตรึงอยู่ในความรู้สึกตลอดเวลา รอยยิ้มสวยใส ดวงตาคมซึ้งลอยเด่นอยู่ในมโนภาพ แม้ยามหลับ ภาพของหญิงสาวก็ยังเข้ามาอยู่ในความฝัน และยังลบเลือนภาพของฟรานซิสจนหมดสิ้น เรากลายเป็นผู้ชายหลายใจไปแล้วสินะ เขาได้แต่รำพึงอยู่ในอก

วันรุ่งขึ้น ทั้งสองเดินทางด้วยรถยนต์โดยมีอินทนนท์เป็นคนขับ พอรถแล่นออกนอกเมือง อริสรานั่งชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางอย่างมีความสุข แล้วร้องเพลงออกมาเบาๆ อินทนนท์ฟังเธอร้องอย่างตั้งใจจนจบเพลง จึงเอื้อมมือมาจับมือเธอไปกุมไว้แล้วถาม 

อริส...เพลงนี้หมายถึงผมไหม

 “หมายถึงคุณค่ะเธอตอบแล้วยิ้มให้เขา

 “ใจคุณมีผมเหมือนในเพลงจริงเหรอเขาหันมาถามเธอด้วยสายตาวิบวับ

 “ใช่ค่ะ ก็เพลงบอกว่าคุณอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งที่อริสเอื้อมไม่ถึงไงคะเสียงของอริสราเศร้าลงจนเขารู้สึกได้

 “อริส...ผมเองก็รู้สึกไม่แตกต่างกับคุณหรอกนะ ผมกำลังคิดเรื่องของเรา

อริสรานิ่งเงียบด้วยหัวใจที่เจ็บแปลบ เหมือนเข็มมากมายกำลังทิ่มแทงหัวใจพร้อมๆ กัน

  “ลืมมันไปเถอะค่ะ มันแค่ลมผ่าน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปก็เท่านั้น ความใกล้ชิดของเราอาจทำให้เราหวั่นไหว แต่เมื่อเราจากกัน ความจริงก็จะทำให้เราต่างลืมกันไปได้ในที่สุด

 “คุณคิดอย่างนั้นเหรอ

 “ค่ะ...อริสต้องคิดอย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างเป็นความจริง เรื่องของเราเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น เราไม่ควรจะหลอกตัวเอง

 “อริส แต่ตอนนี้ผมมีความสุขมากนะที่มีคุณเข้ามาในชีวิตผม ผมไม่ได้หลอกตัวเอง เราหลอกตัวเองว่ามีความสุขหรือความทุกข์ไม่ได้หรอก จริงไหม

อริสรานิ่งเงียบ เธอเจ็บเกินไปที่จะบอกเขาว่าเธอก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

 “คุณนนท์คะ...อริสมาครั้งนี้คุณท่านให้มาดูที่แล้วกลับไปเขียนแปลน ท่านบอกงบมาว่าไม่เกินสองร้อยห้าสิบล้านบาท ท่านอยากทำอาคารชุดที่ราคาไม่สูงเกินไปนัก หรือไม่ก็เป็นรีสอร์ต แต่อริสคิดว่าอีกแค่ห้าเดือนอริสก็หมดสัญญากับคุณ ยังไงงานนี้ก็ยังไม่เสร็จ อริสจะทำยังไงดีคะ ไม่ทราบจะบอกให้ท่านชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อนดีหรือเปล่า คุณช่วยคิดทีสิคะ

เขาขมวดคิ้วมุ่น หันมามองเธอนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ย  ผมบอกคุณแล้วไงว่าเราจะต่อสัญญากันไปตลอดชีวิต คุณก็สร้างไปสิ คุณบอกว่าคุณอยากมีงานชิ้นโบแดงไว้ดูไม่ใช่หรือ

 “แต่อริสบอกคุณแล้วไงคะ ว่าเราจะไม่ต่อสัญญากันเธอเอ่ยยืนยัน

 “ทำไม คุณมีสัญญากับใครไว้แล้วงั้นเหรอ ดูเหมือนคุณอยากจะไปจากผมเสียเหลือเกินนะเสียงของอินทนนท์สะบัดห้วนขึ้นทันที

 เธอรู้ว่าเขาเริ่มโกรธและเริ่มพาล จึงนิ่งเงียบไม่กล่าวอะไรอีก แต่ก็เถียงเขาอยู่ในใจ ฉันจะไม่อยู่เป็นรองใครหรอกค่ะคุณอินทนนท์ ฉันเจ็บแค่นี้คงดีกว่าที่จะเจ็บไปตลอดชีวิต ฉันไม่ต้องการเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งของคุณ อริสราสับสนกับความคิดของตนเอง ที่บางครั้งก็ต้องการเอาชนะฟรานซิส บางครั้งเธอก็เหมือนจะถอดใจที่จะสู้และรู้สึกเศร้าสร้อยยอมแพ้

อินทนนท์หันหน้ามามองเธอนิดหนึ่ง เขารู้ว่าเธอเศร้าซึมลง ด้วยท่าทางที่ทอดอาลัย เอนอิงพิงเบาะ หลับตาลงนิ่งๆ

 “อริส...ผมเลี้ยงคุณให้มีความสุขได้ก็แล้วกัน คุณไม่ต้องดิ้นรนอะไรอีกหรอก

เธอยังคงนิ่งไม่ตอบอะไร อินทนนท์เหลือบแลมองเธอหลายครั้ง และมีทีท่าหงุดหงิด

คุณอินทนนท์..คุณทำให้ฉันว้าวุ่นสับสน ระหว่างความจริงกับบทละครที่คุณกำกับ คุณจะให้ฉันเล่นบทไหนกันแน่ คุณทำให้ฉันอินไปกับบทจนใจฉันถูกหลอมละลาย ทุกวันนี้ฉันก็ต้องต่อสู้กับความรู้สึกหลายอย่างจนสับสน ไม่รู้ว่านี่คือเรื่องจริงหรือว่าเป็นเพียงละครบทหนึ่งของคุณ และนึกถึงเมื่อเช้า หลังจากที่ทานอาหารแล้ว คุณหญิงเรียกเธอเข้าไปในห้องนอน ท่านดึงตัวเธอให้นั่งลงใกล้ๆ แล้วลูบศีรษะเธอเบาๆ

 ‘อริส...ฉันรู้ว่าเราคงไม่สบายใจกับการที่เจ้านนท์กลับมาดึกดื่นแทบทุกคืน ไหนจะยังรูปในหนังสือพิมพ์นั่นอีก ที่ฉันให้เราไปดูที่ที่ประจวบนี่ ฉันตั้งใจอยากให้เราได้ทำงานที่เราชอบ เราจะได้ไม่เหงา และอีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะอยากให้ไปเที่ยวพักผ่อนเสียบ้าง จะได้มีเวลาคุยกับเจ้านนท์ ปรับความเข้าใจกัน ฉันเห็นใจเรานะอริส ตอนนี้เราสองคนเหมือนจะหมางเมินกันอยู่ไม่ใช่เหรอคุณหญิงกล่าวอย่างอ่อนโยน น้ำตาเธอเอ่อขึ้นกบตา ก่อนจะกราบลงที่ตักท่าน

 ‘อริสกราบขอบคุณคุณแม่ค่ะ แต่อริสไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ คุณแม่อย่ากังวลเลยนะคะ

 ‘เจ้านนท์...มันก็แค่หลงทางน่ะ แต่อริสจะต้องนำทางให้เขากลับมาเดินในทางที่ถูกนะ แม่มีความหวังอยู่ที่เราคนเดียว อย่าทำให้แม่ผิดหวังนะอริส แม่คงอายุสั้นถ้าเจ้านนท์มันยังเป็นอยู่อย่างนี้ พอหนูก้าวเข้ามาแม่ก็มีความหวัง มีความสุขมากขึ้น อย่าทิ้งเจ้านนท์มันนะอริส ความหลงที่ไม่ใช่ความรักน่ะ มันไม่ยืนยาวหรอก แม่เชื่อสายตาแม่นะว่าเจ้านนท์น่ะรักเรานะ จำไว้นะว่าความดีน่ะเห็นช้า ต้องอดทนจ้ะ เธอก้มลงกราบท่านอีกครั้ง น้ำตาที่รื้นขึ้นกลับร่วงรินลงทั้งที่พยายามเก็บกลั้นไว้ ซึ่งมันฟ้องความรู้สึกในใจของเธอทุกอย่าง

เขาขับรถพาเธอไปเช็กอินรีสอร์ตหรูติดกับชายทะเล เมื่อขึ้นมาบนห้องพัก เธอวางกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วก็เปิดประตูเลื่อนเดินออกมาที่ระเบียงห้องซึ่งยื่นออกมาสำหรับชมวิว ลมจากทะเลพัดแผ่วพลิ้วจนผมของเธอปลิวหย็อยๆ เขาเดินมายืนเคียงข้างและเอ่ยถาม

  “สวยไหมทะเลที่นี่

 “สวยมากค่ะ...ที่นี่สงบมากด้วยค่ะ ไม่เหมือนพัทยา บรรยากาศดีจังนะคะ อริสไม่เคยมาที่นี่เลยค่ะ

 “บรรยากาศที่นี่เหมาะสำหรับดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์จริงๆเขาเอ่ยขึ้นลอยๆ

เธอไม่ตอบ แต่เลือกเดินกลับเข้ามาในห้อง นำเสื้อผ้าของเขาและของเธอออกจากกระเป๋าใส่ไม้แขวนเข้าตู้ ชายหนุ่มนั่งลงที่เก้าอี้ มองเธอจัดแจงข้าวของเงียบๆ และนึกในใจ วันนี้อริสราสวยใสน่ารัก เธอสวมกางเกงยีนสีเข้มกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน มีผ้าพันคอลวดลายสีม่วงฟ้าพันไว้รอบปกเสื้อ ชายเสื้อใส่ไว้ในกางเกงยีน มีเข็มขัดคาดต่ำๆ ดูทะมัดทะแมง แว่นตากันแดดอันโต ยกขึ้นไปคาดบนผมไว้ แก้มสีชมพูนวลเนียนน่าสัมผัส ปากเต็มอิ่มเคลือบสีชมพูอ่อนๆ เธอเหมือนสาววัยรุ่นที่เท่เก๋ไก๋ น่ามอง

อริสรารู้สึกว่าถูกเขาจับจ้อง แต่เธอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หยิบของจากกระเป๋าวางบนหน้ากระจกพลางถาม

 “หิวหรือยังคะ จะเที่ยงแล้วค่ะ

 “เราจะทานที่นี่หรือว่าขับรถไปทานข้างนอกกันดีล่ะจ๊ะที่รักเขาเอ่ยถามด้วยคำหวานเยี่ยงสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ทำให้เธอเอ่ยท้วงขึ้น

 “เราอยู่กันสองคน ไม่ต้องเล่นละครก็ได้ค่ะคุณนนท์

 “ใครบอกว่าผมเล่นละคร คุณแม่อยากให้เรามาฮันนีมูนกันไม่ใช่เหรอ เราก็มาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันไงล่ะเขาเย้าอย่างหยั่งเชิง รอยยิ้มและสายตาวิบวับกรุ้มกริ่ม

 “เปล่าเสียหน่อย คิดผิดคิดใหม่ก็ยังทันนะคะ ท่านให้อริสมาทำงานต่างหาก อยู่กรุงเทพฯ คุณก็ฮันนีมูนอยู่ทุกวันแล้วไม่ใช่หรือคะเธอประชดประชัน เขาขึ้นอย่างหมั่นไส้

เขาลุกเดินมาที่เธอ แล้วรวบตัวเธอเข้ามากอด ก้มลงจดจมูกลงในซอกคอเธอทันที อริสราตกใจดิ้นรนผลักไส และเบี่ยงกายหนีออกจากอ้อมกอดเขาทันที

 “คุณนนท์ ! อย่าทำอะไรที่นอกเหนือจากสัญญาของเรานะคะ ไม่งั้นอริสจะไปเปิดห้องอีกห้องหนึ่งเขาหัวเราะในลำคอน้อยๆ ที่เห็นเธอหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู อริสรามองหน้าเขาด้วยสีหน้าขึ้งโกรธ ค้อนให้เขาขวับหนึ่งแล้วรีบหันหลังให้ทันที เมื่อหันหน้ามาอีกทีก็เห็นสีหน้าขันๆ เธอก็ยิ่งโกรธ

  “สนุกมากหรือคะ อริสไม่ใช่ของเล่นของคุณนะคะ จะได้นึกอยากทำอะไรก็ทำ กรุณารักษาคำพูดของคุณด้วยนะคะ

 “อริส...ผมไม่เคยคิดอย่างที่คุณพูดเสียหน่อย ผมจริงจังมากกว่า

เธอไม่อยากโต้ตอบกับเขา เพราะรู้ว่าเขามีทางลื่นไปได้ทุกเรื่อง เธอเอ่ยขึ้นลอยๆ ด้วยสีหน้างอคว่ำ

  “กะล่อน

อริสราเริ่มหวาดหวั่น นึกหาทางออกในใจ และคิดอยากจะขอแยกห้องกับเขา เธอกลัวความใกล้ชิดในบรรยากาศที่นี่ขึ้นมาในใจ แต่ก็คิดว่าถ้าเขาจะทำอะไรก็คงทำเสียนานแล้ว เพราะเธอกับเขาก็อยู่ร่วมห้องกันมาหลายเดือนแล้ว

เสียงโทรศัพท์ของอินทนนท์ดังต่อเนื่องกันเข้ามาหลายครั้ง เขาหยิบมาดูเบอร์แต่ไม่รับ และเมื่อมันกระชั้นเข้ามา เขาก็ปิดเครื่อง

 

ค่ำวันนั้น เขาพาเธอออกไปที่ร้านอาหารชายทะเล บรรยากาศยามราตรีเงียบสงบ มีเพียงเสียงคลื่นครืนครั่นทยอยกระทบฝั่ง ร้านอาหารทะเลมีชาวต่างชาตินั่งกันเป็นคู่ๆ เสียงเพลงรักดังแผ่วเคล้าคลอกับเสียงคลื่นจากท้องทะเล ไฟจากคบเพลิงที่ปักไว้กับพื้นทรายส่องแสงสลัวราง เขาจิบไวน์ในแก้วแล้วมองหน้าเธอ ทั้งสองสบตากันท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติก 

 อริสราสวมเดรสสำหรับดินเนอร์สีดำเกาะอก มีสายเล็กๆ คล้องผูกเป็นโบไว้ด้านหลังคอ เส้นผมยาวสวยรวบมุ่นขึ้นอวดใบหน้าสวยเรียว และมองเห็นอกเต็มสวยกับแผ่นหลังเปลือยเปล่าขาวผ่อง สวยสง่างดงามเหมือนรูปแกะสลักด้วยงาช้าง ท่ามกลางบรรยากาศหวาน ความงดงามของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมองหน้าหวานคมซึ้งของเธอ เขาหวั่นไหววาบหวาม หัวใจอาบสุขดื่มด่ำ จนรู้สึกว่าทุกอย่างรอบข้างดูงดงามกว่าที่มันเคยเป็น แม้แต่เม็ดทรายที่เขาเหยียบย่ำก็ยังรู้สึกว่ามันนุ่มนวลละมุนเท้าเหมือนเดินอยู่บนพรม จนเขาต้องบอกกับตัวเองในใจ

นายนนท์ นายกำลังทำตัวเหมือนวัยรุ่นมีรักครั้งแรกก็ไม่ปาน นายกำลังอินเลิฟสาวน้อยที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่จะฉุดรั้งนายได้อีกแล้วใช่ไหม มันเหมือนความฝันที่งดงามแสนหวาน จนนายไม่ต้องการที่จะตื่นขึ้นอีกเลย

อริสราไม่อาจจะปิดบังซ่อนสายตาของตนเอง มันคงจะสารภาพสิ่งที่อยู่ภายในใจให้เขารู้ไปแล้ว ว่าเธอได้มอบหัวใจให้เขาไปหมดสิ้น ถึงปากจะบอกว่าเป็นแค่สัญญาในการทำงานเพื่อเงินก้อนโตที่เขามอบให้ แต่เธอก็ไม่สามารถปฏิเสธใจตนเองได้อีกแล้ว

อินทนนท์เอื้อมมือมากุมมือเธอไว้ ทั้งสองสบตากันนิ่งนาน เขาเอื้อนเอ่ยสารภาพ

 “อริส...ผมรักคุณนะ ผมพยายามห้ามใจตัวเองมาตลอด แต่ผมก็แพ้ใจตัวเอง ผมจำเป็นต้องบอกคุณ ไม่งั้นผมคงต้องอกระเบิดตายแน่ๆ ผมอึดอัดที่จะเก็บมันไว้อีก

 “มันสายไปแล้วค่ะ เหมือนกับที่คุณเคยบอกอริสว่าเราน่าจะพบกันเร็วกว่านี้หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงแผ่ว แววตาเธอเศร้าสร้อย

 “อริส...เขาครางชื่อเธอเบาๆ สายตาเขาสลดวูบลง

 “มันอาจจะเป็นแค่ความใกล้ชิดของเราและบรรยากาศที่เป็นใจ เราอย่าหลงทางเลยนะคะ

 “อริส...มันไม่ใช่อย่างนั้นนะผมแน่ใจ เพราะมันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ เดี๋ยวนี้ มันเกิดกับผมมานานแล้ว ผมไม่ควรพูดคำนี้ใช่ไหม

เธอไม่ตอบ กลับก้มหน้าลงนิ่งๆ เขาจะรู้ไหมว่าหัวใจของเรากำลังร้องไห้ เราทรมานแค่ไหนที่ได้ยินคำนี้ จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อมันเป็นเพียงวิมานที่อยู่ไกลถึงปลายฟ้า และไม่อาจจะเอื้อมไปถึงวิมานนั้นได้

 

*บรรยากาศสำหรับคู่ฮันนีมูน ผสมผสานกับความรักที่ต่างก็มีให้กันเปี่ยมหัวใจ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปมาลุ้นกันค่ะ*

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #20 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 12:30
    ฟรานซิสจะตามมามั้ย
    #20
    0
  2. #19 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 10:05
    รออ่านต่อนะคะ
    #19
    0