แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,532 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    19

    Overall
    15,532

ตอนที่ 12 : วันที่รักหวาน100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1205
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    23 ต.ค. 60






จองกับสำนักพิมพ์ปองรักได้แล้วนะคะ



12

วันที่รักหวาน

 

 อินทนนท์พาเธอมาเดินเล่นที่ชายหาด แสงจันทร์ข้างขึ้นสาดทอแสงกระจ่างนวล ท้องทะเลยามต้องแสงจันทร์เป็นประกายระยิบระยับดังเกล็ดเพชร งดงามจนเธออยากจะเก็บภาพและบรรยากาศนี้ไว้ในห้วงเวลาแห่งความประทับใจ เธอและเขาถอดรองเท้าเพื่อสัมผัสกับธรรมชาติ พื้นทรายละเอียดนุ่มยามย่างเท้าเดินไปเอื่อยๆ ลมทะเลพัดพลิ้วมากระทบผิวกายจนหญิงสาวสะท้านเยือกกับความหนาวเย็น  

  “หนาวหรือจ๊ะอริส งั้นเรากลับกันเถอะเขาหันมาถามเมื่อเห็นเธอห่อไหล่เข้าหากันน้อยๆ ชายหนุ่มสอดแขนโอบเอวเธอไว้แล้วโอบประคองเธอเดินทอดน่องมาเอื่อยๆ รำพันขึ้นเบาๆ อริส...ผมอยากหยุดโลกไว้เพียงแค่เวลานี้ และมีแต่เพียงเรา

 “แต่โลกก็ไม่หยุดหมุนสักนาทีเลยนี่คะ เราสองคนต้องห่างกันออกไปตามเวลาที่โลกหมุนไป วินาทีที่ผ่านไปแล้วเราไม่อาจจะย้อนมันกลับมาอีก ทุกอย่างที่ผ่านมาก็กลายเป็นเพียงอดีตในวันรุ่งขึ้น แล้วก็จะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำเท่านั้น

 “อริส..อย่าหยุดฝันของผมเลยนะ ผมให้เวลามาพรากเราไม่ได้หรอก ผมผูกพันกับคุณมากเกินกว่าจะให้คุณเป็นแค่เพียงความทรงจำ เราจะอยู่เคียงข้างกันไปในอนาคต จนกว่าจะสิ้นอายุขัยเสียงของชายหนุ่มแผ่วเศร้า

 “คุณต้องยอมรับความจริงสิคะ อริสพยายามที่จะอยู่กับความจริง เพราะไม่อยากเจ็บช้ำกับความฝันไปมากกว่านี้ค่ะเสียงเอ่ยของเธอเครือสะท้านอย่างพยายามเก็บกลั้นไว้เต็มที่

อินทนนท์หยุดเดิน รวบกายบางเข้ามากอดไว้แน่น อริสรากอดตอบเขาแล้วซบใบหน้าลงกับอกอุ่น

  “อริส ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะทำให้ความฝันของเราทั้งสองคนเป็นจริงให้ได้ เรื่องของเราต้องไม่ใช่แค่ความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ

เธอนิ่งเงียบอยู่กับอกกว้าง ซึ้งซ่านกับกลิ่นกรุ่นหอมจากกายหนา เธอไม่ทราบเลยว่าในคำพูดที่จริงจังของชายหนุ่มนั้น เขากำลังคิดจะทำอะไรต่อไปนับจากนี้

 

เช้าวันรุ่งขึ้น อินทนนท์ขับรถพาเธอไปยังที่ดินของคุณหญิงซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พักเท่าไหร่นัก อริสราในเครื่องแต่งกายทะมัดทะแมงเดินสำรวจหลักเขตเพื่อดูพื้นที่รอบๆ ด้าน และถ่ายรูปไว้ทุกมุม เธอหันมาเอ่ยกับเขา

 “อริสคิดว่าถ้าสร้างอาคารชุดขายก็น่าจะเหมาะเหมือนกันนะคะ เราทำป้ายโปรโมตไปติดที่ถนนใหญ่ ผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียง และในกรุงเทพฯ อาจจะมาซื้อไว้เป็นบ้านพักตากอากาศ เพราะที่นี่ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ สักเท่าไหร่ เราจะใช้ความเงียบสงบเป็นจุดขายสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อนจริงๆ และหนีความวุ่นวายในเมืองท่องเที่ยวน่ะค่ะ

 “อืม ก็เป็นไอเดียที่ดีนะ เพราะถ้ามาพักที่นี่แล้วอยากไปดื่มไปแดนซ์ หรืออยากจะขับรถไปเที่ยวหัวหินเที่ยวชะอำก็ไม่ไกลเท่าไหร่

 “อีกหน่อยเจริญกว่านี้ก็มีคนมาเปิดเองน่ะค่ะ ดูร้านอาหารเมื่อคืนสิคะ ชาวต่างชาติเยอะแยะเชียว อริสเคยไปช่วยพี่ที่บริษัทสำรวจภูมิทัศน์ แล้วก็ทำห้องชุดขายแถวหาดแม่รำพึงน่ะค่ะ เขาก็ขายได้นะคะ แต่คุณแม่อยากทำรีสอร์ต อริสเกรงว่าจะไม่มีใครมีเวลามาบริหารน่ะค่ะ เพราะคุณแม่ก็มีงานของท่านล้นมืออยู่แล้ว คุณก็มีงานมากมายไม่แพ้กัน จะไม่มีใครมีเวลามาบริหารตรงนี้นะคะ

 “คุณแม่ท่านคิดจะหยุดพักงานที่บลูไดมอนด์มานานแล้วละ ถ้าท่านเห็นว่าผมมาทำงานแทนท่านได้ ท่านก็อาจจะอยากมาอยู่เงียบๆ แล้วมาทำอะไรที่ท่านอยากทำ มาอยู่ในอากาศดีๆ ท่านชอบบรรยากาศที่นี่นะ ตอนนี้ท่านกำลังสับสนก็เลยคิดโครงการโน้นโครงการนี้ เดี๋ยวก็อยากไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ผมก็เลยไม่อยากจะขัดคอท่านน่ะ เดี๋ยวจะโดนเทศน์อีก แต่ทำเป็นรีสอร์ตก็ดีนะ เราก็ทำให้หรูๆ หน่อย ความจริงบริษัทของเราก็มีลูกค้าชาวต่างชาติอยู่แล้ว ถ้าจะเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวไปด้วยก็ไม่เห็นเสียหายเลยนี่

อริสราเสร็จจากการถ่ายรูปและยืนมองพื้นที่ วาดภาพทั้งอาคารชุดและรีสอร์ตขึ้นในมโนภาพ หญิงสาวแก้มแดงปลั่งเมื่อแดดเริ่มแผดกล้าขึ้น อินทนนท์มองเธออย่างภาคภูมิใจ

อริสราเป็นบลูไดมอนด์ เธอเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ที่ล้ำค่าอย่างที่คุณธวัชบอกเราจริงๆ ทำไมนะ...เราถึงพบกับเธอช้าไปและเกือบจะสายไปซะด้วย นายนนท์ ถ้านายปล่อยให้อริสราหลุดมือไปเป็นของคนอื่น นายก็เป็นผู้ชายที่โง่มาก อันที่จริงผู้ชายอย่างเราจะมีเมียสองคนก็ไม่ยากนี่ แต่ผู้หญิงสองคนที่ต่างกันลิบลับในทุกด้านนี่สิ เรารู้ว่าเธอทั้งสองคนไม่ยอมเป็นรองกันหรอก เราคงต้องเลือกใครสักคน

 “ไปทานเช้ากันเถอะค่ะ อริสหิวแล้วละเธอย่นจมูกบอกเขายิ้มๆ

 “ไปที่รัก...เขาเดินเข้ามาจูงมือเธอ เปรยขึ้น แล้วนี่เวลาก่อสร้าง เมียผมมิต้องมาคุมงานกรำแดดกรำฝนไปด้วยหรือนี่

 “กว่าจะถึงตอนนั้น อริสคงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนั้นแล้วละค่ะเธอเอ่ยด้วยเสียงเจือรอยขัน

 

หลังอาหารเช้าในรีสอร์ต ทั้งสองกลับมาที่ห้องพัก อริสราเริ่มงานของเธอทันที เธอถ่ายโอนไฟล์ภาพจากกล้องลงในโน้ตบุ๊ก มองภาพเหล่านั้นแล้วคิดถึงรูปแบบที่จะปลูกสร้าง แล้วลองร่างแบบของอาคารชุดและรีสอร์ตที่จะสร้าง เพื่อเปรียบเทียบและคำนวณราคาอย่างคร่าวๆ เมื่อเธอหันมามองอินทนนท์ ก็เห็นเขาเงียบขรึมลงอย่างคนที่มีเรื่องครุ่นคิด และสังเกตเห็นว่าเขาถอนหายใจหลายครั้ง 

 อินทนนท์นอนหลับตาก่ายหน้าผากอยู่ที่เตียงนอนเล่น เขานึกถึงฟรานซิส นึกถึงใบหน้าลูกครึ่งสวยคมเฉี่ยวของเธอตอนที่เธอเปิดประตูห้องพักต้อนรับเขา

 ‘นนท์ขา...ทำไมมาช้าจังคะ ฟรานคิดถึงจะแย่อยู่แล้วเธอโผเข้ามากอด ซบหน้าลงกับอกเขาออดอ้อน

 ‘ผมเพิ่งเสร็จงานที่บริษัทน่ะ วันนี้ช่างเขามาตบแต่งภายในใหม่ ก็เลยอยู่ดูงาน

เขาตอบเลี่ยงๆ ไม่บอกว่าอริสราเป็นคนคุมคนงานให้ยกของเก่าไปเก็บที่ห้องเก็บของ แล้วลำเลียงโต๊ะเก้าอี้ใหม่เข้ามา และพาช่างมายกเฟอร์นิเจอร์ปรับเปลี่ยนพื้นที่ห้องทำงานทั้งของเขาและของพนักงาน เปลี่ยนม่านเป็นม่านปรับแสงแบบใหม่ ทำให้สวยงาม ดูทันสมัย และทำให้ทุกห้องดูสว่างขึ้น

กระถางต้นไม้ใบสวยที่ปลูกได้ในร่มถูกลำเลียงเข้ามาประดับประตูทางเข้าและตามทางเดินหลายจุด ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าบรรยากาศสดชื่นสบายตา เธอเปลี่ยนม่านห้องประชุมจากสีเขียวทึบมาเป็นสีครีม ทำให้ห้องสว่างใส และจัดโต๊ะประชุมใหม่เป็นรูปตัวยู ทำให้ทุกคนพอใจในผลงานการปรับเปลี่ยนของเธอ คุณหญิงเดินดูตามห้องต่างๆ อย่างพอใจ

แต่เพราะฟรานซิสโทร.ตามเขาทุกสิบนาที ทำให้เขาต้องรีบแอบหนีท่านออกมาก่อน เขาคิดว่าอริสราก็คงได้ยินเสียงโทรศัพท์ของเขา และก็คงรู้ด้วยว่าใครโทร.มา เพราะเขาเห็นเธอมองมาที่เขา แต่เธอทำเป็นไม่ได้ยินเท่านั้น เมื่อเขาเลี่ยงเดินออกมาจากห้องทำงานและแอบแวบลงมา อริสราเห็นแต่ก็ไม่ทักท้วงอะไร ได้แต่มองด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนเขาใจแป้ว

ฟรานซิสเอ่ยถามทำลายภวังค์ของเขา หรือคะ...สวยไหมคะ แต่สำนักงานน่ะ ต่อให้สวยยังไงฟรานก็ไม่รู้สึกชอบเลยค่ะ น่าเบื่อออกที่จะต้องทำงานจำเจอยู่แต่ในออฟฟิศเธอบ่นพร้อมกับเบะปากนิดหนึ่ง ซึ่งอินทนนท์ไม่ชอบกิริยานี้เลย

 ‘ก็มันที่ทำมาหากิน จะไม่ชอบได้ยังไงล่ะฟราน เราต้องทำให้มันเจริญหูเจริญตาขึ้น เพราะบริษัทมีแขกมาจากต่างประเทศแทบทุกวัน เราก็ต้องตบแต่งให้มันดูดี และถ้ามีสิ่งสวยๆ งามๆ ก็จะทำให้พนักงานมีความสุขกับการทำงานนะ ตอนนี้เรามีเพลงเบาๆ เปิดไปทุกห้อง ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมาก เพราะพนักงานพอใจและมีความสุขกันทุกคนเลยละ

 ‘เราเป็นนายจ้างนี่คะ ไม่เห็นต้องไปเอาใจพวกมันเลย มันไม่อยากทำก็ไล่ออกไปสิคะ คนจะทำงานมีเยอะแยะไปค่ะ จะต้องไปง้อพวกมันทำไม

 ‘อย่าคิดอย่างนั้นสิฟราน พนักงานก็เป็นแขนขาของเรา เราขาดคนเก่งๆ เราก็อยู่ไม่ได้นะ อย่างช่างเจียระไนนี่ก็หาคนที่มีฝีมือยากด้วย วันนี้ปรับห้องทำงานให้พนักงานเจียระไนใหม่ พวกเขาก็พอใจ ติดแอร์เพิ่มให้เย็นมากขึ้น แล้วก็ติดเครื่องฟอกอากาศให้อีกด้วยนะ

 ‘ไม่เอาแล้วค่ะ นนท์อย่ามาพูดเรื่องงานให้ฟรานฟังเลยค่ะ ฟังแล้วเครียด อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ ฟรานไม่มีความเห็นอะไร แต่วันนี้ฟรานว่าจะชวนนนท์ไปช็อปน่ะค่ะ ฟรานมาเมืองไทยยังไม่ได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลย ไปนะคะ ฟรานไปเปลี่ยนเสื้อผ้านะคะฟรานซิสเอ่ยจบผันกายเดินจากไป เขาได้แต่มองตามหลังหญิงสาวอย่างเหนื่อยใจ

 แล้ววันรุ่งขึ้นรูปของเขากับฟรานซิสก็ลงในหนังสือพิมพ์คอลัมน์ซุบซิบเซเล็บ คุณหญิงนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารเช้า อริสรานั่งอยู่ใกล้กับท่าน และเขาเข้ามานั่งลงตรงข้ามกับเธอ   

 ‘ตานนท์...ดูซะ อะ... ท่านกางหนังสือพิมพ์แล้วชี้รูปให้เขาดู แกจะแก้ตัวกับฉันกับเมียแกยังไงหือ เสียงและสีหน้าของมารดาบ่งบอกถึงอารมณ์ เขาเสียวสันหลังวาบแต่ก็จำต้องหยิบหนังสือพิมพ์มาถือไว้

เขานิ่งอึ้งเมื่อมีรูปถ่ายที่เขากำลังถือถุงข้าวของให้ฟรานซิส ขณะเดินคลอเคลียกันอยู่ในห้างดังแห่งหนึ่ง ใต้รูปยังมีคำบรรยายว่า ฟ้องด้วยภาพ...นางแบบซูเปอร์โมเดลชื่อดังกับเศรษฐีหนุ่มหล่อ สวีตหวานอย่างน่าอิจฉาในห้างดัง ...มาดามคนสวยหวานใจคุณอินทนนท์อยู่ที่ไหนเอ่ย

 ‘ผมพบกับฟรานพบกันโดยบังเอิญน่ะครับคุณแม่ และผมก็บอกกับอริสแล้วนะครับ ใช่ไหมจ๊ะที่รัก

คุณหญิงหันขวับไปมองหน้าอริสรา เอ่ยถามเสียงขุ่นทันที อริส...เจ้านนท์มันบอกเราจริงหรือ

อริสรามองมาที่เขา สายตาของเธอเจ็บช้ำจนเขารู้สึกใจหาย แต่เธอก็หันกลับไปฝืนยิ้มกับมารดาของเขา

 ‘ค่ะคุณแม่ คุณนนท์บอกอริสแล้วค่ะ

 ‘อริส เธอก็เชื่อเหรอว่าเป็นการบังเอิญ เธอโง่หรือว่าเธอไม่ได้รักตานนท์กันแน่ หือ...อริส บอกฉันสิท่านเอ่ยถามตรงๆ สีหน้าขมวดมุ่น

อริสราก้มหน้าลงหลบสายตาคมกร้าว ไม่อาจตอบคำใดออกมา จนเขารู้สึกสงสารเธอขึ้นมาทันที

เราบ้าหรือเปล่านะ ทุกอย่างที่คุณแม่เคยบอกเราเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง ผู้หญิงอย่างฟรานซิสไม่ได้เหมาะกับนักธุรกิจอย่างเราแม้แต่น้อย เธอไม่สนใจเรื่องธุรกิจอะไรของเรา เธอต้องการเพียงแค่ความสุขสบาย ความเลิศหรูเพียงเท่านั้น แล้วเพชรบลูไดมอนด์ที่นั่งทำงานอยู่กับเรานี่ล่ะ เราไม่เห็นคุณค่าของเธอเลยหรือไง เราต้องตัดสินใจอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

อินทนนท์ลุกเดินมานั่งลงข้างอริสรา ทำให้เธอละสายตาจากโน้ตบุ๊กที่กำลังทำงานอยู่หันมามองเขา

 “อริส...ผมจะให้คุณแม่จัดงานแต่งงานให้เรา จัดเลี้ยงฉลองแต่งงานกันน่ะ

เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ คุณต้องการให้มันเกิดขึ้นเอง หรือเพราะคุณแม่สั่งคุณคะ

 “อริส...ผมคิดเอง ไม่ได้เป็นความคิดของคุณแม่นะ ก็เรายังไม่ได้แต่งงานกันจริงๆ เสียหน่อย เราจะแต่งงานกันจริงๆ ไงจ๊ะ ความจริงคุณแม่ก็ต้องการให้ผมจัดงานแต่งเป็นเรื่องเป็นราวอยู่แล้วด้วย คนในเมืองไทยจะได้รับรู้ไงล่ะ

อริสราเป็นฝ่ายนิ่งอึ้ง เธอมองหน้าเขานิ่งๆ ดังจะค้นหาความในใจของชายหนุ่ม  อริสอยากให้คุณใช้เวลาทบทวนเรื่องของเราตั้งแต่ต้น เราทำสัญญากัน และคุณก็บอกกับอริสเอง ว่าไม่ต้องการให้เกิดสิ่งที่ต้องผูกพันกันไม่ใช่หรือคะ คุณต้องการเพียงแค่ให้คุณแม่ทำพินัยกรรมขึ้นใหม่เท่านั้น ความจริงแล้วเรื่องคุณกับอริสก็ไม่ได้มีคนรู้มากมายนัก มีแค่คนที่ใกล้ชิดและคุ้นเคยเท่านั้น ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงฉลองอะไร การที่จะจัดเลี้ยงขึ้นมา อาจจะทำให้คนของคุณเสียใจก็ได้นะคะ และอีกเพียงแค่ไม่กี่เดือน เราก็จะหมดสัญญากันแล้ว อริสคิดว่าอย่าเลยค่ะ

เขาจับแขนของเธอไว้ทั้งสองข้างและพรั่งพรูคำพูดออกมา อริส...ผมบอกคุณแล้วไง ว่าผมไม่สนใจเรื่องสัญญานั่นอีกแล้ว ผมทนไม่ได้ที่จะเสียคุณไปนะอริส ผมก็บอกแล้วไงว่าผมรักคุณ เราจะอยู่ด้วยกัน และเราจะลืมสัญญาบ้าๆ นั่น

 “ไม่ค่ะ...อริสขอยืนยันว่าเราจะจบกันทันทีในวันที่เราหมดสัญญา อริสจะไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้อีก อริสต้องการอิสรภาพ ต้องการที่จะลืมคุณ ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น อริสไม่ต้องการทำร้ายใครให้เจ็บปวด และก็ไม่อยากให้ความรักทำร้ายอริสต่อไปอีก

 “อริส คุณต้องการไปจากผม เพราะคุณคิดจะไปแต่งงานกับนายนั่นใช่ไหม หรือว่านายกานต์ คุณมีความหวังอยู่กับคนอื่นคุณไม่เคยเห็นความรักและความหวังดีของผมเลย

 “คุณนนท์...คุณเคยได้ทุกสิ่งทุกอย่างจนเคยตัว คุณไม่รู้ว่าใครจะเจ็บบ้าง ผู้หญิงของคุณและอริสจะต้องเจ็บปวดแค่ไหนถ้าจะอยู่กันแบบสามคนผัวเมีย อริสทนไม่ได้ อริสรักคุณ รักคุณ รักจนอยู่ในสภาพแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป คุณเข้าใจไหมเธอพรั่งพรูความรู้สึกในใจออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาคลอและรินพรากลง

 “อริส...รักผมก็ต้องอดทนเพื่อผมสิ ผมเลี้ยงคุณได้ ผมจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ และฟรานก็จะอยู่ในส่วนของเขา

 “คุณเห็นแก่ตัว คุณไม่รู้เลยหรือว่าความรักมันไม่เกี่ยวกับเงินหรือว่าทรัพย์ศฤงคารใดๆ เงินไม่ได้ซื้อความสุขได้ทุกอย่าง อย่างที่คุณคิดนะคะ อริสจะไม่มีวันอยู่กับคุณ อริสไม่ต้องการทรมานกับการที่ต้องรักคุณอีกต่อไป เมื่อเราหมดสัญญากัน อริสจะต้องไปค่ะ ถึงอริสจะรักคุณแค่ไหนก็ตามเธอเอ่ยด้วยเสียงปนสะอื้น น้ำตาพรากลงอาบแก้ม

 ก็คุณมีความหวังอยู่แล้วนี่ ไอ้หมอนั่นมันตีตั๋วรออยู่แล้ว มันบอกไม่ใช่เหรอ ว่าถึงคุณจะเหลือเดนจากใครมันก็จะรอน่ะ แล้วก็ยังเจ้ากานต์อีกล่ะ ถึงกับแลกเบอร์โทร.กันเลยนี่ คงคิดจะไปหามันสินะ มันรอรับคุณอยู่นี่ จำไว้นะว่าผมไม่มีวันปล่อยคุณไปหรอกอริสเขาเอ่ยเสียงดังด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านสุดขีด

 “นั่นมันเรื่องของอริส หลังจากเราหมดสัญญากันแล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาห้ามหวงอะไรอริสอีกนะคะ ฮือๆเธอโต้กลับเสียงแข็ง พร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลริน สะอื้นกระซิกๆ

ชายหนุ่มมองสีหน้าจริงจังของอริสรา และมั่นใจว่าเธอคิดเช่นนั้นจริงๆ ความหึงหวง ความเสียดาย โถมประดังเข้ามาในอก เขาตัดสินใจเข้ารวบเธอเข้าไว้ในวงแขน ช้อนกายบางอุ้มเธอไปวางที่เตียงนอน อริสราตกใจแทบสิ้นสติ เธอดิ้นรนขัดขืน

 “อย่านะคะ ปล่อย บอกให้ปล่อย

แต่กายหนากลับโถมทาบลงบนร่างบางที่ดิ้นรนขัดขืน กกกอดร่างงามไว้ ก้มลงจูบซอนไซ้ลงบนซอกคออย่างลืมตัว อริสรากรีดร้องและดิ้นรนผลักไสอย่างสุดกำลัง ยิ่งทำให้เขาเพิ่มความโกรธมากขึ้น เสื้อที่เธอสวมอยู่ถูกกระชากจนขาดติดมือ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่เธอไม่ได้คาดคิด หญิงสาวได้แต่ดิ้นรนปัดป้อง

เขาดุจดังพายุที่กำลังโถมเข้าหาฝั่ง ทั้งเฟ้นฟอน กอดจูบ ประกบริมฝีปากดื่มด่ำลงบนต้นคอขาว และเลื่อนลงมาไซ้ซอนเชยชมลงบนบัวคู่เต่งเต็ม ดูดดื่มขบเม้มลงบนตุ่มไต สองมือบางต้องโอบใบหน้าคมสันไว้แน่น แต่เขากลับเลื่อนใบหน้าลงต่ำ เชยชมลงบนกุหลาบดอกงาม แทรกปลายลิ้นลงควานหาเกสร เมื่อพบก็บดขยี้จนกายบางผวาเฮือกดังถูกไฟชอร์ต ร่างกายหมดแรงที่จะต่อต้าน และกลับครางครวญเสียงระรัว

 “คุณนนท์ คุณนนท์ อริสจะตายแล้ว

ชายหนุ่มไม่อาจหยุดรั้งรอด้วยกายเขาก็แทบปริแตก และจำต้องปลดเปลื้องความทรมานของตนเอง ค่อยๆ แทรกกายเข้าไปในความรัดรึง หญิงสาวกายสะท้านสั่นระริก รับรู้ได้ถึงความเจ็บจากความแข็งแกร่งที่กำลังแทรกเข้ามา เธอยกมือดันอกเขาไว้อย่างแข็งขัน หลับตาแน่นกับความรัญจวนด้วยรสเสน่หาระคนด้วยความทรมานที่ค่อยๆ คืบคลานลึกเข้ามาในกายเธอ

 “คุณนนท์ ไม่ได้ค่ะ อริสเจ็บ อืมเธอครวญครางเมื่อไม่อาจต้านทานความโหยหื่นของชายหนุ่ม

ริมฝีปากอุ่นปิดลงบนกลีบปากอิ่ม มือหนาช้อนสะโพกงามไว้ ค่อยๆ แทรกคมอาวุธลึกลงไปเรื่อยๆ ร่างงามเปลือยเปล่าขาวโพลนกระถดถอยหนี อิดเอื้อนเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด ความช่ำชองในเชิงรบของเขาทำให้เขายอมพักรบเป็นระยะเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ดิ้นรน เอ่ยประโลมใจเสียงต่ำพร่า

 “ทนอีกนิดเดียวนะที่รัก อีกนิดเดียว อริสก็จะมีความสุข

เสียงปลอบมาพร้อมกับเสียงคลื่นที่ทยอยเข้าซัดฝั่งเป็นระลอก เมื่อความคับแน่นคลายลงเธอกลับเปี่ยมสุข มือที่ดันอกเขาไว้กลับเลื่อนมาจับต้นแขนหนาไว้แน่นอย่างลืมตัว ลมเริ่มพัดพาแรงเร็ว คลื่นจึงเริ่มทยอยเข้ากระแทกฝั่งถี่กระชั้น พัดพาบัวคู่งามให้ไหวระริกอย่างน่ามอง

เมื่อคลื่นลมสงบลง ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง เสียงสะอื้นดังขึ้นเบาๆ อินทนนท์กอดร่างที่สะเทือนน้อยๆนั้นไว้ในอ้อมแขน

 “อริส ผมรักคุณนะ ต่อไปนี้เราไม่ใช่เป็นเพียงคู่สัญญาอีกต่อไป เราเป็นของกันและกัน และทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็ด้วยความรักนะอริส ผมรักและจริงใจกับคุณนะที่รัก อย่าร้องไห้เลยนะจ๊ะคนดีเขาปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน

เสียงปลอบโยน พร้อมทั้งจูบซับน้ำตาให้ เธอคงยังสะอื้นไห้เบาๆ

 “อริส คุณโกรธผมเหรอเขาเอ่ยถาม แต่เธอยังคงนิ่งเงียบจนเขาเริ่มกระวนกระวายใจ

  “อริสอย่านิ่งเงียบอย่างนี้สิ ผมใจไม่ดีเลย พูดกับผมสิ ด่าก็ได้นะที่รักเขาเชยคางเธอขึ้น แต่เธอเมินหน้าหนี และยังหลับตาสะอื้นน้อยๆ

หัวใจของอริสราร่ำร้องคร่ำครวญอยู่ในอก แม่จ๋า...อริสไม่เหลืออะไรที่จะเก็บไว้เป็นความภูมิใจอีกแล้ว นับตั้งแต่เซ็นสัญญากับเขาวันแรก อริสก็รู้ตัวมาตลอดเวลาว่าอริสกำลังเล่นกับไฟ อริสพยายามแล้ว ที่จะระมัดระวังไม่ให้ไฟนั้นไหม้มือตัวเอง แต่แล้วอริสก็ปล่อยให้ไฟเผาไหม้หัวใจ อริสเผลอใจและรักเขาจนหมดหัวใจ อริสจะทำยังไงต่อไปดีจ๊ะแม่

 

ค่ำวันนั้น อริสรานั่งอยู่ที่ระเบียงห้องเงียบๆ เหม่อมองดูท้องทะเลเบื้องหน้า อินทนนท์นั่งลงข้างๆ เขาตระกองกอดเธอไว้ไม่ห่าง และเพียรถาม

  “อริส..บอกผมสิว่าจะให้ผมทำยังไง คุณถึงจะหายโกรธ

เธอส่ายหน้าน้อยๆ  อริสไม่ได้โกรธ

 “แล้วทำไมคุณเงียบ ไม่พูดไม่จาอะไรกับผม ด่าว่าผมก็ได้นะอริส คุณจะทำยังไงกับผมก็ได้ ทำร้ายผมสิอริสแต่ขอร้องอย่าเงียบแบบนี้ ผมไม่สบายใจเลยนะ

เธอเอนศีรษะไปพิงไหล่เขาน้อยๆ  อริสไม่ได้เป็นอะไรค่ะ เพียงแต่อยากคิดอะไรเงียบๆ เท่านั้น

 “บอกผมได้ไหม ว่าคุณคิดอะไรอยู่เขาเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้

 “มันไม่สำคัญอะไรหรอกค่ะ อริสก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ อริสไม่มีจุดหมายอะไรเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

 “อริสไม่ต้องคิดอะไรอีกแล้ว ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้น ผมรับผิดชอบทุกอย่าง คุณต้องการให้ผมทำอะไร ผมก็จะทำเพื่อคุณ คุณต้องการให้ผมทำอะไรล่ะ บอกผมสิ

 “ทำตามสัญญาของเราค่ะ

 “คุณลืมสัญญาบ้าๆ นั่นได้แล้ว มันจบแล้วนะอริสเสียงของเขาเข้มขึ้นทันที เมื่อเธอพูดเรื่องสัญญา

 “มันจบเพียงเพราะคุณผิดสัญญาเหรอคะ

 “ก็ใช่...ผมไม่เถียง ผมผิดสัญญา ผมยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำผิดกับคุณ แต่ไม่ใช่เพราะเห็นคุณเป็นของเล่น ผมทำทุกอย่างเพราะผมรักคุณ จริงใจกับคุณนะอริส

 “ถ้าสัญญานั่นมันไม่มีความหมายอีกแล้ว อริสก็ไม่จำเป็นต้องทำตามสัญญาอีกใช่ไหมคะเธอถามเขาด้วยเสียงเรียบๆ และยังคงทอดสายตาเหม่อมองออกไปภายนอก

เขาสูดลมหายใจเข้าเสียงดังฟืดฟาดอย่างขัดใจ อริส...ผมไม่เข้าใจคุณนะ ทำไมล่ะ สัญญานั่นมันสำคัญนักหรือ คุณต้องการอะไรผมไม่เข้าใจ เรื่องเงินเดือนละล้านเหรอที่คุณกังวล ผมจะโอนเงินเข้าบัญชีให้คุณเลยยี่สิบล้าน แล้วไม่ต้องพูดเรื่องสัญญานั่นอีกได้ไหม

 “คุณพูดเรื่องเงินกับผู้หญิงทุกคนที่คุณนอนด้วยหรือคะ คุณจะซื้อผู้หญิงอีกสักกี่คนคะเธอหันหน้ามาเอ่ยถามเขาด้วยสีหน้าเจ็บช้ำ

 “คุณก็บอกผมสิอริสว่าคุณต้องการอะไร หรือว่า...คุณต้องการให้ผมเลิกกับฟราน ใช่ไหม...อริสรานิ่งเงียบมองหน้าเขาด้วยดวงตาเศร้าสร้อย น้ำตาค่อยๆ รินพรากลง

 “อริสคงไม่ใจร้ายพอที่จะให้คุณเลิกกับเขา แต่อริสก็ไม่สามารถที่จะอยู่แบบนี้ อริสรู้อยู่เต็มอกว่าคุณมีเธอและรักเธอมาก จนทำทุกอย่างได้เพื่อเธอ เราสองคนกำลังทำผิดนะคะ เราหลงทาง และกำลังหาทางออกไม่ได้

 “อริส...ผมยอมรับ ว่าก่อนที่ผมจะพบคุณ ผมรักฟรานมาก แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่าผมกับเขาไปกันไม่ได้ในทุกๆ เรื่อง ทั้งๆ ที่ผมก็พยายามที่สุดแล้ว ที่จะปรับตัวไปกับเขาให้ได้ แต่เขาไม่เคยคิดที่จะปรับตัวให้ไปกับผมได้สักเรื่อง ผมคิดดีแล้วนะที่รัก ผมจะเลิกกับฟราน

อริสราถอนหายใจน้อยๆ แล้วบอกกับเขา  อย่าให้อริสเป็นต้นเหตุเลยค่ะ คุณต้องถามใจตัวเองให้แน่ก่อนว่าขณะนี้คุณรักใครกันแน่ ใจคุณต่างหากที่สำคัญ

 “อริส...ผมแน่ใจและตัดสินใจแล้ว ผมจะค่อยๆ ห่างจากเขา ให้เขาเข้าใจ และเลิกกับผมไปเอง

 “จะทำแบบนั้นกับเธอ ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ได้ผิดอะไรน่ะหรือคะ ที่ผ่านมาคุณเป็นคนให้ความหวังกับเธอมาตลอด แล้วคุณจะอ้างเหตุผลอะไรก็แล้วแต่เพื่อเลิกกับเธอ มันไม่ถูกหรอกค่ะ มันโหดเหี้ยมเกินไปนะคะ

 “อริส..ผมไม่เข้าใจคุณเลย คุณจะให้ผมทำยังไงผมก็ยอมทุกอย่าง แต่คุณกลับมีข้อโต้แย้ง บ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนไปหมดเสียงของอินทนนท์บ่งบอกอารมณ์หงุดหงิด

 “อริสไม่ต้องการอะไรอีกแล้วค่ะ อริสรอว่าสักวัน เวลาจะทำให้เรามีทางออกที่ดีกว่านี้ค่ะ

 เธออยากจะบอกกับเขาว่าเธอรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ วันนี้เขาบอกรักเธอ แล้ววันหน้าล่ะ เขาจะเจอใครที่ถูกใจมากกว่าเธออีกก็ยังไม่รู้ เธอไม่ต้องการถูกตำหนิเหมือนฟรานซิส เมื่อถึงวันที่เขามีคนอื่น

 “อริสอย่าคิดมากสิ คนเราไม่ได้มีชีวิตที่ยืนยาวเป็นร้อยปี เราควรหาความสุขเมื่อเรามีโอกาส เชื่อผมนะที่รักเขาเอ่ยแล้วดึงกายเธอเข้ามากอดไว้ พรมจูบลงบนหน้าผากอย่างประโลมใจ

 ความรัก...ช่างหอมหวานเหมือนน้ำผึ้งอย่างที่มนุษย์ชอบเปรียบเปรย และเธอเองก็ต้องยอมรับ ว่าหัวใจตนเองในขณะนี้ซ่านสุขดั่งถูกชโลมลูบไล้ไว้ด้วยน้ำผึ้งหอมหวาน อริสราไม่อยากคิด ว่าสักวันมันอาจจะกลายเป็นขมจนตนเองอาจจะทรมานเจียนตาย

 “อริส เราจะจับมือกันเดินฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ ผมพร้อมและมั่นใจที่จะก้าวไปข้างหน้ากับคุณ แต่ผมคงต้องขอเวลาเคลียร์กับฟรานให้เรียบร้อยก่อน ขอเพียงแต่คุณเข้าใจเท่านั้น

คำของชายหนุ่มจริงจังให้ความมั่นใจ อริสรากอดเขาและแนบหน้าลงกับอกกว้างฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ สูดกลิ่นหอมจากกายเขาไว้ในอก เหมือนต้องการให้มันซึมซาบเก็บไว้ในความทรงจำที่แสนสุข และเผยอกายขึ้นจูบเขาที่ปลายคางเบาๆ

 

ฟรานซิสพยายามโทร.หาอินทนนท์ แต่เขาปิดโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ทำให้เธอพลุ่งพล่าน และตัดสินใจขับรถไปที่บริษัทบลูไดมอนด์ เธอก้าวฉับๆ ผ่านประชาสัมพันธ์เข้าไป ทำให้ประชาสัมพันธ์สาวต้องให้ รปภ.เรียกเธอไว้ ฟรานซิสหันมาเกรี้ยวกราดกับทุกคนที่ขวางหน้า

 “นี่ฉันมาหาคุณนนท์ พวกแกจำฉันไม่ได้เหรอ”

 “ท่านรองไม่อยู่ครับผม” ฝ่ายรักษาความปลอดภัยบอกกับเธออย่างสุภาพ

 “คุณนนท์ไปไหนบอกมานะ แล้วฉันจะติดต่อเขาได้ยังไง โทรศัพท์ก็ไม่เปิด” เธอเดินกลับมาพูดกับประชาสัมพันธ์

 “เอ่อ...ท่านรองไม่ได้บอกไว้ค่ะ”

 “แล้วเธอรู้ไหมว่าเขาจะกลับเมื่อไหร่” ฟรานซิสถามเสียงขุ่น สายตาเธอมองหน้าประชาสัมพันธ์สาวอย่างคาดคั้น

เสียงคุณหญิงสราญจิตดังขึ้นข้างหลังเธอ  “นี่ การที่เธอติดต่อลูกฉันไม่ได้ ก็แสดงว่าลูกชายฉันไม่ต้องการจะติดต่อกับใคร เพราะเขาพาภรรยาไปพักผ่อน เธอต้องการพบเขาเรื่องอะไรไม่ทราบ”

 “เอ่อ...สวัสดีค่ะคุณหญิงแม่ ฟรานต้องการพบนนท์ค่ะ” ฟรานซิสหันมาและรีบยกมือไหว้ เอ่ยเสียงอ่อนบอกความต้องการของตนเอง

 “ฉันชื่อคุณหญิงสราญจิต คนที่จะเรียกฉันว่าแม่ได้ก็มีตานนท์กับอริสราเท่านั้น และฉันคิดว่าตอนนี้ตานนท์เขากำลังมีความสุขอยู่กับครอบครัวเขา เขาคงยังไม่ต้องการติดต่อกับใครหรอก เธอคงเข้าใจ และไม่ควรเข้ามาเป็นมือที่สามของครอบครัวเขา” เสียงของคุณหญิงเรียบเย็น เอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ

ฟรานซิสสะบัดหน้าจากคุณหญิง กราดสายตาขุ่นเขียวมองที่ประชาสัมพันธ์สาว และเอ่ยขึ้นลอยๆ อย่างโกรธจัด

 “ฉันจะฟ้องนนท์ ว่าทุกคนที่นี่ไม่ต้อนรับฉัน จำไว้นะว่าฉันก็เป็นเมียคนหนึ่งเหมือนกัน ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์มาหาผัวที่นี่ล่ะ และทั้งๆ ที่ฉันก็ยังเป็นนางแบบของบลูไดมอนด์ด้วย”

 “ฉันจะบอกตานนท์เอง หล่อนไม่ต้องฟ้องหรอก ตานนท์น่ะมีเมียเพียงคนเดียว ถ้าพวกผู้หญิงที่เคยนอนกับตานนท์จะมาป่าวประกาศว่าเป็นเมียด้วยละก็ ฉันคงจะรับไม่หวาดไม่ไหวเลยละ แล้วที่นี่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางแบบ เธอต้องไปที่เอเจนซีถึงจะถูกนะ ที่นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฝ่ายโฆษณา ไม่จำเป็นที่จะต้องมาติดต่อที่นี่ แล้วก็เลิกมายุ่งกับลูกชายฉันได้แล้ว เข้าใจไหม” เสียงของคุณหญิงเย็นชา เข้มกร้าว มองเธอด้วยหางตาที่ดูแคลนนัก

ฟรานซิสฮึดฮัดด้วยความโกรธ  “คุณหญิงจำไว้นะคะที่พูดกับฉันอย่างนี้ แล้วคุณหญิงจะเสียใจ เพราะลูกชายคุณหญิงรักฉันซึ่งคุณหญิงก็รู้ดี ถึงแม้คุณหญิงจะยัดเยียดใครให้เขา นนท์เขาก็บอกฉันว่าก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขาหรอกค่ะ ฉันกลับสงสารผู้หญิงคนนั้นเสียอีกที่ตกเป็นเหยื่อ หึๆ” เธอเอ่ยด้วยเสียงหัวเราะขันๆ ในลำคอ เชิดหน้าด้วยรอยยิ้มเย้ยอย่างถือดี พร้อมทั้งสะบัดหน้า ก้าวยาวๆ ออกจากบริษัทไปในทันที

คุณหญิงสราญจิตโกรธจนกายสั่นระริก กำมือเข้าหากัน เมื่อกลับไปที่บ้านก็รีบเล่าเรื่องฟรานซิส และเอ่ยปรับทุกข์ให้แม่นงค์ฟัง

 “แม่นงค์...ฉันคงจะตายเร็วก็คราวนี้แหละ เราว่าแม่ฟรานมันจะยอมเลิกรากับตานนท์ไหมนี่ ฉันละกลุ้มใจเสียจริง ท่าทางมันเย่อหยิ่งจองหอง และมันก็ยังมั่นใจว่าตานนท์รักมันแคร์มัน”

 “ก็คงอยู่ที่คุณนนท์แล้วละค่ะคุณท่าน นงค์น่ะสงสารคุณอริสเหลือเกินค่ะ เวลาคุณนนท์กลับดึกๆ เธอเหมือนจะคอยนะคะ ท่าทางเธอซึมเศร้าเสียจนน่าสงสาร แต่พอนงค์ถามเธอก็ฝืนยิ้ม”

 “แม่นงค์..ไม่ได้การละ ฉันจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียที ถ้าเจ้านนท์มันคิดจะจับปลาสองมือแบบนี้ ฉันยอมไม่ได้หรอก”

 “คุณท่านจะทำยังไงคะ”

คุณหญิงยังไม่ทันตอบ น้ำตาลกับฉวีก็ช่วยกันหอบถุงหลายถุงเข้ามาจากหน้าประตูบ้าน ผ่านห้องรับแขกไป ทำให้คุณหญิงถามทันที

 “อะไรของใครน่ะน้ำตาล”

 “เสื้อผ้าของคุณอริส ที่ร้านเขามาส่งน่ะค่ะ”

 “ไหนถือมานี่สิ ร้านอะไร” คุณหญิงดูชื่อร้านที่ถุงเสื้อผ้าแล้วให้น้ำตาลเอาไปเก็บ ท่านนั่งนิ่งเงียบเหมือนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลุกเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือ เดินเข้าไปโทร.ในห้องนั่งเล่น คุณนงค์ได้แต่มองคุณหญิงอย่างงงๆ


 

อินทนนท์ยังไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ เมื่อครบสามวัน แต่อริสราเป็นฝ่ายที่รบกลับ  “อริส...ผมยังไม่อยากกลับ อยากอยู่กับคุณสองคนอย่างนี้นานๆ คุณน่าจะรู้นะว่าผมมีความสุขมากแค่ไหน” เขาอ้อน

 “คุณนนท์คะ อย่ามาอ้อนเลยค่ะ เดี๋ยวคุณแม่ก็บ่นแย่สิคะ งานรอเราอยู่มากมายหลายอย่างเชียวนะคะ”

 “ไม่หรอก ผมโทร.ไปบอกแล้ว ท่านบอกว่าอยากอยู่กี่วันก็อยู่ เพราะตอนนี้ไม่มีงานไหนที่เร่ง มีแต่งานที่ต้องส่งไปตามออร์เดอร์เท่านั้น คุณแม่ท่านรู้ใจลูกชายน่ะ”

อริสราสะเทิ้นกับความหมายในคำพูด และประกายตาวิบวับ กรุ้มกริ่มของเขา

 “แต่อริสเป็นห่วงแม่นี่คะ”

 “ก็คุณโทร.ถามทุกวันอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นจะน่าเป็นห่วงเลย”

 “แล้วคุณล่ะ ไม่ห่วงใครบ้างเหรอคะ” เธอถามแล้วเมินหน้าหนี

เขาไม่ตอบแต่รวบกายเธอเข้ามากอด และจูบเธอเหมือนจะปิดปากไม่ให้พูด อริสราต้องยอมรับกับตนเอง ว่าเป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกมีความสุขที่สุด และยังนึกถึงภาพเมื่อวานที่ชายหาด ที่เขาโอบประคองเธอเดินเล่น เมื่อนั่งลงก่อกองทรายเล่น เขานั่งลงใกล้ๆ และเข้าช่วยเธอด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข

 เบาๆ มือสิคะคุณนนท์ เดี๋ยวก็โค่นลงมาพอดี

 ก็ได้จ้ะ ผมติดเปลือกหอยตรงนี้นะ เขาค่อยๆ นำเปลือกหอยติดลงบนกองทรายรูปเจดีย์เล็กๆ ของเธอ

 โอเคค่ะ...เก่งค่ะ สวยแล้ว...อย่างนี้ต้องพาไปช่วยเวลาอริสรับงานจัดสวนแล้วละค่ะ

 ผมไม่ให้อริสไปทำงานหนักอย่างนั้นแล้วละ เขากล่าวยิ้มๆมองหน้าเธอ

 ไม่มีอะไรแน่นอนเท่ากับความไม่แน่นอนหรอกค่ะ

 อริสครับ...

 ‘จ๋า... เธอแกล้งตอบแล้วหัวเราะเสียงใส

 ให้เวลาที่อยู่ที่นี่เป็นเวลาแห่งความสุขของเราเถอะนะ เราจะลืมเรื่องที่บ้านที่กรุงเทพฯ แล้วมีแค่เรื่องของเราสองคนก็พอนะจ๊ะ เขาเอ่ยท้วงด้วยรอยยิ้มเยือน

 จ้ะ..แต่มีข้อแม้ ต้องจับอริสให้ได้ก่อน เธอยื่นหน้าไปเอ่ยแล้วออกวิ่ง อินทนนท์พยายามวิ่งไล่จับ แต่ก็จับเธอไม่ทัน หญิงสาววิ่งหนีไปยืนจนไกล และตะโกนกลับมา ‘จับให้ได้สิคะ แล้ววิ่งต่อ เขายังคงวิ่งไล่ เมื่อเกือบจะถึงตัวเธอ และก่อนที่เธอจะพลิ้วตัวหลบ เขาตัดสินใจกระโดดตะครุบตัวเธอไว้ได้ ทั้งสองกลิ้งลงกับพื้นหาดทราย

 ผมจับคุณได้แล้วนะอริส คุณต้องทำตามสัญญา เขาเอ่ยในขณะที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขน ต่างทอดสายตามองกันด้วยรอยยิ้มขันๆ

 ไปเล่นน้ำทะเลกันดีกว่านะ

เขาเอ่ยชวนแล้วประคองให้ลุกขึ้น จูงมือเธอวิ่งลงไปในทะเล ทั้งสองลอยคอโต้คลื่นอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างดื่มด่ำกับความรักความหวานชื่น หญิงสาวกลั่นแกล้งเขาด้วยการกระโดดกอดคอ ทำให้ต่างก็ล้มลงน้ำเสียงดังตูม! อริสราโผล่ขึ้นมาหัวเราะเอิ๊กๆ เหมือนเด็กๆ และเมื่อขึ้นจากน้ำ ทั้งสองหนุ่มสาวก็ยังคงเดินเล่นกันอยู่ที่ริมหาด

 อริส...ผมไม่เคยเล่นอะไรแบบเด็กๆ อย่างนี้เลย

ทำไมล่ะคะ คนเราก็ต้องมีชีวิตวัยเด็กกันทั้งนั้นแหละค่ะ

อริส..แต่ผมแทบจะไม่มีนะ ผมถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำที่เมืองนอกตั้งแต่เด็กๆ เวลาปิดเทอมก็ถูกส่งกลับมา แต่ก็จะได้อยู่แต่กับแม่นงค์เท่านั้น พ่อผมเสียตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ คุณแม่ก็ทำแต่งาน ผมเหงามากนะ ผมไม่มีเพื่อนมากนัก ผมพบกับเพื่อนคนไทยก็ตอนที่โตแล้ว ก็มีเจ้ากานต์นี่แหละที่เป็นเพื่อนคนไทยที่สนิทกัน เพราะเรียนด้วยกันที่โน่น ตอนเด็กๆ มาเที่ยวก็มีแต่ผู้ใหญ่ ไม่เคยวิ่งเล่นกับเด็กด้วยกันเลย อริสล่ะ...เล่าเรื่องตอนเด็กให้ผมฟังบ้างได้ไหม เขาเล่าด้วยความรู้สึกเศร้าๆ และหันมาถามเธอ

 อริสก็ไม่มีพ่อค่ะ แม่ไม่เคยพูดเรื่องพ่อให้ฟัง แล้วก็ไม่ให้อริสถามถึงด้วยค่ะ อริสเคยแอบอ่านบันทึกของแม่ ถึงได้รู้ว่าแม่ผิดหวังจากความรัก พ่อของอริสถูกผู้ใหญ่พรากไปเรียนต่อที่เมืองนอกทั้งๆ ที่แม่กำลังมีอริสน่ะค่ะ แม่ก็เลยต้องทำงานหนัก แม่เป็นครูสอนเปียโน แม่สอนนักเรียนทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ไปสอนตามบ้าน บางทีก็เอาอริสไปด้วยเพราะไม่มีใครดู แต่บ้านเราไม่มีเปียโน อริสไปเล่นที่โรงเรียนที่แม่สอน ก็เลยเล่นได้แบบงูๆ ปลาๆ มาน่ะค่ะ”

 “แต่คุณก็เล่นได้ดีมากเลยนะ”

 “ก็อริสอยู่กับเสียงเพลงทุกวัน บางทีแม่เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน อริสก็จะนอนหลับอยู่ที่ห้องอัด บางทีก็ฟังนักร้องมาต่อเพลงกับแม่ จนอริสเหมือนจะมีดนตรีกับเสียงเพลงอยู่ในสมอง แม่ของอริสเป็นนักเขียนด้วยนะคะ เวลากลางคืนแม่ก็จะเขียนหนังสือ แม่จึงมีโลกส่วนตัวที่อริสเพียงแต่มองอยู่ห่างๆ อริสรู้ว่าแม่ทำเพื่ออริสน่ะค่ะ” เธอเอ่ยเล่าด้วยสีหน้าเศร้าๆ

 คนที่มีดนตรีในหัวใจ จะเป็นคนอ่อนโยนใช่ไหม เขาเอ่ยขึ้น

 อริสก็ไม่ทราบหรอกค่ะ รู้แต่ว่าบางครั้งก็รู้สึกเหงา แต่ก็เข้าใจงานของแม่ที่ไม่มีเวลาให้เรามากนัก พอโตอริสก็อยากทำงานช่วยแม่นะคะ อริสไปช่วยพี่ของเพื่อนคนหนึ่งเขาทำงานจัดสวน อริสก็เลยชอบ พี่เขาเป็นสถาปนิกน่ะค่ะ อริสก็เลยเลือกที่จะเรียนสถาปัตย์ ทำให้อริสมีเพื่อนผู้ชายเยอะแยะ มีมากกว่าผู้หญิงเสียอีกนะคะ เธอเล่าด้วยรอยยิ้มที่สดใส มีความสุขที่ได้เอ่ยเล่าเรื่องราวบางช่วงบางตอนให้เขาฟัง

 ทั้งสองหนุ่มสาวต่างถ่ายทอดความทุกข์ความสุขในอดีตให้กันฟัง และเริ่มที่จะเข้าใจในความรู้สึกของกันและกัน อินทนนท์มีความสุขเมื่อได้พบตัวตนที่แท้จริงของอริสรา เขาประทับใจกับความน่ารัก ช่างพูด ช่างคุย ช่างเย้าแหย่ของเธอ

 คุณนนท์คะ... เธอเรียกเขาให้หันมา แล้วถ่ายรูปในขณะที่เขาเผลอ ‘โอ้โฮ...ภาพนี้ต้องขยาย เหวอดีจัง แล้วเธอก็หัวเราะคิกคักขำกับรูปของเขา

 ฮื้อ คุณก็ถ่ายเวลาที่ผมแอ็กชั่นบ้างไม่ได้เหรอ

 คนหล่อ..ยังไงก็หล่อค่ะ รูปที่เป็นธรรมชาติอย่างนี้ดีกว่าค่ะ น่ารักดีออก เวลาคุณเก๊กหน้าน่าหมั่นไส้มากกว่าค่ะ รู้ตัวไหม เธอเอ่ยพร้อมทั้งเอื้อมมือมาบีบจมูกเขาเขย่า

 ผมเก๊กที่ไหน หน้าผมก็เป็นอย่างนี้ เขาเอ่ยท้วง

 ก็วันที่อริสเห็นคุณครั้งแรกที่ห้องพี่กิ่งแก้ว อริสเห็นคุณทำหน้าขรึมๆ ตอนกำลังดูรูปสาวๆ อยู่น่ะค่ะ อริสยังนึกอยู่ในใจว่า ใครกันนะ เก๊กหน้าเข้มเชียว

คุณแอบมองผมน่ะสิ เขาเย้ากลับ

 คุณก็แอบมองอริสเหมือนกันแหละน่า เธอชี้หน้าเขากลับ

 ก็คนอะไรสวย เท่ แล้วก็น่ารัก พูดจาไม่หยุดปาก เห็นปั๊บก็ถูกใจปุ๊บเลยรู้ไหม เขารวบเธอเข้ามากอดไว้

 ไม่รู้ค่ะ อริสเห็นคุณเก๊กหน้าเข้ม นั่งกอดอกทำท่าแอ็กอาร์ต จนอริสคิดว่าคุณคงจะนึกรำคาญเสียงอริสเสียอีก

 ‘ก็รู้ไว้เสียเลย ว่าคุณทำให้ผมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเลยจ้ะ

 ‘ไม่เชื่อ อย่ามากะล่อนเลยน่า

 ‘ไม่เชื่อก็ต้องจ่ายสดมาเลย เขาก้มลงหอมแก้มเธอแรงๆ ทำให้อริสราหัวเราะจนแก้มแดง ทุบเขาเบาๆ

เขากอดเธอไว้ในอ้อมแขนและนิ่งคิด  นี่เราเป็นอะไรนะนายนนท์ เราไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใคร อริสราเป็นผู้หญิงที่ทำให้เรามีความสุขเหมือนได้กลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง เธอสดใสจนเราต้องยอมรับว่าเรารู้สึกมีชีวิตชีวา ชื่นอกชื่นใจที่ได้อยู่ใกล้ แต่สำหรับฟราน มันเป็นความรู้สึกที่เคยชิน เหมือนกับผู้หญิงหลายๆ คนที่ผ่านเข้ามา ทุกคนต้องการไปเดินช็อปปิงตามห้างดังๆ ซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ไปทานอาหารในโรงแรมหรูๆ กลางคืนไปฟังเพลง เต้นรำ และจบลงบนเตียง แต่อริสรา...เธอจะเชื่อไหมว่าเรารักเธอและต้องการแต่งงานกับเธอจริงๆ

 


*เนื้อเรื่องเริ่มเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับแล้วนะคะ รักสามเส้าเราสามคน ที่มองแล้วไม่อาจลงตัว ฟรานซิสจะยอมเลิกราไปแต่โดยดีงั้นหรือ ในเมื่ออินทนนท์ก็ไม่ได้ตัดขาดจากเธอซะทีเดียว อะไรจะเกิดนับจากนี้มาติดตามกันค่ะ*

@มาเป็นแฟนคลับสำหรับหนังสือ2เล่ม

คอมเม้นท์มาให้กำลังใจ เป็นหนังสือ1เล่ม

โดยการสุ่มจับค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #24 pk0894703674 (@pk0894703674) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 09:15
    ต้องให้คุณแม่จัดการ
    #24
    0
  2. #23 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2560 / 10:07
    ฟรานซิสจะยอมเลิกง่ายๆมั้ยนะ
    #23
    0
  3. #22 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2560 / 10:06
    ฟรานซิสจะยอมเลิกง่ายๆมั้ย
    #22
    0
  4. #21 huanahua (@huana) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 17:06
    ลุุ้นค่า ว่าจะเลิกกับฟรานซิส ยังไง

    นางไม่ยอมง่ายๆแน่ๆเลย
    #21
    0