แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,533 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    20

    Overall
    15,533

ตอนที่ 14 : มือที่สาม100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1044
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    3 พ.ย. 60



ปกแผนร้ายกุศโลบายรัก เปิดจองกับสำนักพิมพ์ปองรักแล้วนะคะ






14

มือที่สาม

 

อินทนนท์ประคับประคองเธอด้วยความอาทรทุกย่างก้าว ทั้งทุกคนในบ้านก็มองเธอเหมือนไข่ในหินที่ต้องคอยดูแล ทำให้เธอรู้สึกถึงความห่วงใยที่ทุกคนมีต่อเธอ ซึ่งทำให้อริสราอบอุ่นมีความสุข

คุณหญิงเรียกทนายความของบริษัทมาทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทุกอย่างให้อินทนนท์ มีบางส่วนที่ยกให้กับมูลนิธิ และระบุในพินัยกรรมว่าบ้านสราญฤทัยเป็นของทายาทที่จะเกิดกับอริสรา อินทนนท์มองหน้าเธอ ทอดสายตาขอบคุณที่เธอทำให้เขาประสบความสำเร็จ

 “ตานนท์ แม่เห็นว่าแกได้เมียดี แม่ถึงไม่เป็นห่วง จำไว้ว่าอย่าไปดึงเอานางมารเข้ามาเป็นอุปสรรคกับครอบครัว มันจะเดือดร้อนไม่จบไม่สิ้น เอาเงินให้แม่นั่นไปสักก้อนก็แล้วกัน จะได้หมดเวรหมดกรรมกับเขาเสียทีนะคุณหญิงสราญจิตเอ่ยสอนลูกชาย และหลังจากนั้นท่านก็เดินทางไปอเมริกา

อินทนนท์อิ่มสุขกับชีวิตที่ได้มรดกคืนมา เขาแน่ใจว่ามารดาพูดจริงทำจริง ด้วยเหตุผลอย่างเดียวก็คือรังเกียจในตัวตนของฟรานซิส เมื่ออริสราลงไปใส่บาตรแทนคุณหญิง พอกลับขึ้นมาเห็นเขายังโอ้เอ้ไม่ลุกจากเตียงนอนทั้งที่สายแล้ว ก็ก้มลงปลุกเขาเบาๆ

 “ตื่นเถอะค่ะคุณนนท์ สายแล้วนะคะ

ชายหนุ่มปรือตาขึ้นมอง พร้อมทั้งคลี่ยิ้ม แล้วรวบกายเธอให้นอนลงเคียงข้างเขา กอดไว้นิ่งๆ

 “อริส...ผมได้มรดกคืนมาเพราะคุณนะ แต่ผมก็ยังไม่ดีใจเท่ากับที่คุณกำลังจะมีลูกให้ผม ทำให้ผมรู้สึกรักคุณแม่มากขึ้นอีกหลายเท่า และรู้แล้วด้วยว่าคุณแม่รักผมมากแค่ไหน คุณเป็นผู้หญิงที่วิเศษที่สุดเลยรู้ไหม คุณคือบลูไดมอนด์ของผมนะอริส รู้ตัวไหมว่าผมรักคุณมาก มากๆๆๆ

 “หวานแต่เช้าเลยนะคะ แต่อริสก็ขอบคุณค่ะที่คุณรักอริส รักลูก รักคุณแม่ แล้วก็รักแม่ของอริสด้วย

ความรู้สึกของอริสราก็ไม่ต่างจากเขา เธอมีความสุขเปี่ยมล้นกับความรักที่เขามีให้เธอ ต่างคนต่างเติมเต็มความสุขให้กันและกัน ตาสวยๆ ของอริสราบอกความในใจแก่เขา อินทนนท์เฝ้าเวียนจูบ แก้ม ปาก คิ้ว คางของเธออยู่อย่างนั้นจนเธอต้องเตือน

  “พอแล้วค่ะ สายแล้วนะคะ ทำไมยังไม่อาบน้ำคะ อริสเตรียมเสื้อผ้า ผูกไทไว้ให้แล้วนะคะ ลุกเถอะค่ะ จะได้ลงไปทานเช้ากัน อืม ลูกหิวแล้วค่ะประโยคท้ายเธอเอ่ยอย่างขัดเขินน้อยๆ

 “โอเคครับผม วันนี้คุณไปที่ทำงานกับผมนะ” 

 “จะให้อริสไปทุกวันเลยหรือคะเธอเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มเย้า

 “ก็ผมอยากให้ไปน่ะ ไปนั่งเฉยๆ ก็ได้ หรือว่าจะไปนั่งทำงานอะไรเล็กๆ น้อยๆ ไปนั่งให้กำลังใจผมหน่อยนะอริส คุณบอกผมเองไม่ใช่เหรอว่าจะลองออกแบบสร้อยไปประกวดที่งานจิวเวลรีแฟร์น่ะ ลองออกแบบดูสิจ๊ะ แต่ถ้าทำแล้วเวียนหัวก็ไม่ต้องทำก็ได้นะ ไปนั่งเฉยๆ ดูผมทำงาน เที่ยงๆ ก็จะได้ไปเยี่ยมคุณแม่กันไงล่ะ

 “เรื่องออกแบบสร้อย คุณแม่ลองให้อริสทำแล้วค่ะแต่ยังไม่ค่อยถูกใจตัวเองเท่าไหร่ อริสจะลองแก้ไขอีกนิดน่ะค่ะ เสร็จแล้วจะอวดคุณนะคะเธอทำท่านึกแล้วเอ่ย

 “งั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า อริสจะขับรถไปส่งคุณที่ทำงานเสร็จก็จะไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล แล้วพอเที่ยงอริสก็จะไปรับคุณมาทานกลางวันด้วย ถ้าไม่มีงานอะไร เราก็จะกลับมาบ้านด้วยกันเลยดีไหมคะเธอออกความเห็น

 “เอาอย่างนั้นเหรอ แต่ผมเป็นห่วงคุณนี่ ยิ่งแพ้ท้องอยู่ด้วย เดี๋ยวไปเป็นลมกลางทางจะทำยังไง หรือว่าจะให้คนขับรถขับไปให้ดีนะเขาเอ่ยอย่างครุ่นคิด

 “อริสไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ

 “เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะโทร.ไปสั่งงานไว้ แล้วพาคุณไปฝากท้อง เราจะได้เลยไปเยี่ยมคุณแม่ซะทีเดียว แล้วค่อยเข้าไปบริษัทช่วงบ่าย

 “ก็ได้ค่ะ อริสไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะคะเธอทำท่าจะลุกขึ้น อินทนนท์รีบเข้าประคองให้นั่งที่ริมเตียง

 “คุณทำอะไรช้าๆ หน่อยสิอริส คุณไม่ได้ตัวเปล่าแล้วนะ เอ่อ...แล้วก็ไปหาชุดคลุมท้องใส่ได้แล้วด้วย เอาอย่างนี้..คุณโทร.ไปบอกพี่กิ่งให้ช่างตัดให้ก็ได้นี่ จะได้เลือกแบบได้ไงล่ะ

 “อะไรกันคะ เพิ่งสองเดือนเท่านั้น อริสยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเลยค่ะ เพียงแต่รู้สึกคับตึงกับเสื้อผ้าบางตัวเท่านั้นเองค่ะ

 “นั่นแหละที่รัก คุณต้องเปลี่ยนแล้วละ เดี๋ยวลูกจะอึดอัดนะจ๊ะ

 “เอาไว้อริสจะไปเดินซื้อดีกว่า แล้วก็สั่งพี่กิ่งตัดบ้างค่ะ

 “ผมไปด้วย เราจะได้เลือกดูอะไรๆ สำหรับลูกด้วยไงจ๊ะอินทนนท์เอ่ยถึงลูกด้วยสีหน้าสดชื่น

 “โบราณเขาถือ ไม่ให้เตรียมของลูกล่วงหน้านะคะคุณนนท์

 “โอเคจ้ะ ไม่เตรียมก็ไม่เตรียมจ้ะ

เสียงโทรศัพท์มือถือของอินทนนท์ดังขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบ พอเห็นเบอร์ก็ขมวดคิ้วมองหน้าเธอนิดหนึ่ง แล้วลุกออกจากเตียง เดินห่างออกมาเล็กน้อย อริสรามองท่าทางของเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าปลายสายเป็นใคร แต่ก็ได้ยินเสียงเขาเพียงแว่วๆ

  “ครับ...ใช่ครับเขานิ่งฟัง และเหลือบมองมาที่เธออีกครั้ง  เอ่อครับ...ครับ ผมจะรีบไปเขาวางโทรศัพท์ แล้วนั่งลงที่โซฟาเงียบๆ เขาขมวดคิ้วมุ่น สายตาที่มองมามีแวววิตกกังวลจนอริสราต้องเอ่ยปาก

 “คุณฟรานเหรอคะ..คุณไปหาเธอก็ได้ค่ะ แล้วเย็นๆ อริสไปหาคุณที่ทำงานก็แล้วกัน เช้านี้อริสจะไปอยู่กับแม่ที่โรงพยาบาลก็แล้วกันนะคะเธอเอ่ยตัดสินใจแทนเขา

 “อริส ไปอาบน้ำแต่งตัว ไปด้วยกันเขากล่าวเรียบๆ ด้วยสีหน้าที่เครียดขรึม

 “อืม...จะไปไหนคะ ทำไมต้องให้อริสไปด้วยล่ะคะ อริสจะไปหาแม่ค่ะ อริสยังไม่ได้บอกแม่เลยนะคะว่าอริสกำลังจะมีลูก อริสจะไปบอกแม่ค่ะ

เธอกล่าวพร้อมทั้งขยับกายเลื่อนตัวเองลงจากเตียง ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเธอหันมามองเขาอีกครั้ง ก็เห็นสายตาอาทรที่อินทนนท์มองตามเธอมา และยังร้องเตือน

 “ระวังลื่นนะที่รัก ให้ผมเข้าไปอาบให้ดีกว่าไหม

อริสรานึกขันและเดินกลับมาตรงหน้าเขา จับจมูกเขาบีบเบาๆ ยื่นหน้ายิ้มเย้าแล้วเอื้อนเสียงร้องเพลงให้เขาฟัง

  “รู้ตัวอยู่บ้างไหม ว่าทำให้ใครหนึ่งคน ได้มีช่วงเวลาที่แสนดี รู้ตัวอยู่บ้างไหม ว่าใจดวงหนึ่งดวงนี้ได้พบความสุขมากมายแค่ไหนเธอจับมือเขามาแนบแก้มไว้ เงยมองหน้าเขา จูบเขาที่แก้มเบาๆ  อริสมีความสุขและอบอุ่นมากค่ะที่คุณรักและเมตตาอริส

อริสราเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว อินทนนท์ยังคงรำพึงในอก ผมจะบอกคุณยังไงให้สะเทือนใจน้อยที่สุดนะอริสเขารำพึงกับตนเองซ้ำแล้วซ้ำอีก ยกมือขึ้นลูบหน้าตนเองเบาๆ เมื่ออริสราออกมาจากห้องน้ำ เธอมองเขานิดหนึ่งด้วยสีหน้าสงสัย

 “จะให้อริสไปไหนด้วยคะ คุณยังไม่ได้บอกอริสเลยค่ะ อริสจะได้แต่งตัวถูกไงคะ

 “ชุดอะไรก็ได้จ้ะ ผมอาบน้ำก่อนนะเขาไม่ตอบคำถามเธอ และเลี่ยงเดินเข้าห้องน้ำ

อริสราแต่งตัวเสร็จแล้ว อินทนนท์เอ่ยกับเธอด้วยสีหน้าเรียบๆ  อริส เก็บเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นของคุณใส่กระเป๋าสำหรับไปค้าง ไม่ต้องมากหรอกนะ เอาเท่าที่จำเป็นน่ะ

อริสราทำหน้าสงสัยเมื่อเห็นเขาหยิบเสื้อเชิ้ตสองสามตัวกับกางเกงที่อยู่ในไม้แขวนมาวางลงบนที่นอน

  “เราจะไปไหนกันคะ บอกอริสสิคะ

 “เราจะไปค้างกันที่คอนโดจ้ะ แค่สักอาทิตย์หนึ่งน่ะ

เธอมองหน้าเขาอย่างสงสัยมากขึ้น แต่ก็นิ่งไม่ถามเหตุผลอีก เพราะเห็นว่าเขามีสีหน้าเคร่งขรึม เมื่อเดินลงมาจากข้างบน เขาถือกระเป๋า และจับมือเธอพาเดินลงมา

อริสรานึกขัดใจที่เขาทำเหมือนเธอเป็นคนป่วย แต่ก็เดินตามเขามาแต่โดยดี อินทนนท์บอกกับแม่นงค์ที่โต๊ะอาหารเช้าว่าจะไปค้างข้างนอกสักอาทิตย์หนึ่ง แม่นงค์เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเขาก็นิ่งเงียบทั้งๆ ที่อยากถามว่าเขาจะไปไหน

หญิงชราละสายตามามองหน้าอริสราเหมือนจะถาม อริสรามองหน้าแม่นงค์แล้วส่ายหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกว่าเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำให้อริสรานึกโมโหเขาอยู่ในใจ ถึงกับต้องลี้ภัยไปอยู่ที่อื่นเลยหรือไง คุณฟรานจะมาอาละวาดที่นี่อีกละสิ ถึงต้องพาเราอพยพหนีไปอยู่ที่คอนโด เฮ้อ...เรื่องแบบนี้เมื่อไหร่จะจบ จะเป็นอย่างนี้อีกนานไหมนะ เราคงอยู่ในสภาพแบบนี้ได้ไม่นานแน่ๆเลย

อินทนนท์ขับรถพาเธอออกมาจากบ้านสราญฤทัย เขานิ่งเงียบเคร่งขรึมเหมือนมีเรื่องไม่สบายใจ เอ่ยบอกเธอ

 “ผมจะพาคุณไปหาคุณแม่ที่โรงพยาบาลนะ

อริสรายิ้มออกมาได้และกล่าวขอบคุณเขาเบาๆ จนรถเลี้ยวเข้าไปหน้าโรงพยาบาล และวนรถขึ้นไปหาที่จอดที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล ก่อนจะลงจากรถ เขาจับมือเธอไว้ทั้งสองข้าง เอ่ยขึ้นกับเธอ

 “อริส...คนเราต้องยอมรับความจริงเรื่องของวัฏสงสาร การเกิดแก่เจ็บตายว่าเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ใช่ไหมจ๊ะ

อริสราใจหายวูบ สีหน้าเธอตระหนก เพราะรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าเขาหมายความว่ายังไง แต่เธอก็ยังเอ่ยถาม

  “คุณนนท์คุณพูดแบบนี้หมายความว่าอะไรคะ คุณอย่าบอกนะคะว่าแม่ เอ่อ…” เสียงของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอเพียงเท่านั้น

 “จ้ะอริส แม่เสียแล้ว เสียเมื่อเช้านี้เอง หมอโทร.ไปบอกผมสิ้นเสียงเขา และถึงตนเองจะทำใจไว้แล้ว แต่อริสราก็ใจหายวูบ ก้อนสะอื้นขึ้นมาจุกที่ลำคอ สั่นหน้าขึ้นแรงๆ

 “ไม่...ไม่ค่ะ ไม่จริง แม่ต้องยังไม่ตาย หมอบอกอริสว่าอีกสองอาทิตย์ นี่เพิ่งสี่วันเท่านั้นนี่คะเธอสะบัดมือออกจากการเกาะกุม และเปิดประตูรถวิ่งไปทันที อินทนนท์รีบวิ่งตามเธอไป

อริสราก้าวเข้าไปในห้องไอซียู เธอพบว่าเตียงที่แม่นอนอยู่ว่างเปล่า เธอวิ่งไปที่พยาบาล แม่ของอริสล่ะคะคุณพยาบาล แม่อยู่ที่ไหนคะ

 “เอ่อ...คุณอริสราคะ...คุณอริสาเสียเมื่อเช้านี้ค่ะ ตอนนี้ทางเรานำศพของท่านไปไว้ที่ห้องดับจิตแล้วค่ะ คุณต้องไปติดต่อเจ้าหน้าที่นะคะ

อริสราช็อก ได้แต่ยืนนิ่งงันเหมือนรูปปั้น อินทนนท์วิ่งเข้ามาจับไหล่เธอไว้ทั้งสองข้าง เธอหันมาและโผเข้ากอดเขาไว้แน่น แล้วสะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

 “คุณนนท์...แม่ตายแล้ว แม่ตายแล้วจริงๆ

 “อริสทำใจดีๆนะ แม่พ้นทุกข์ไปแล้วจ้ะ แม่ไปสบายแล้ว แม่ไม่ต้องทรมานอีกแล้วนะ

 “อริส..ไม่ได้อยู่ดูใจแม่เลย อริสยังไม่ได้บอกแม่ว่าแม่กำลังจะมีหลาน ฮือๆเธอสะอื้นรำพึงรำพัน

 

งานศพของคุณอริสาจัดที่วัดแห่งหนึ่งอย่างเรียบง่าย มีเพื่อนๆ ของอริสรามาร่วมงานมากมายพอสมควร ในตอนค่ำคุณกิ่งแก้วมาร่วมในงานศพด้วย อริสราตาแดงช้ำด้วยร้องไห้อย่างหนัก เมื่อเธอเห็นกิ่งแก้วก็โผเข้าไปกอดหญิงสาวไว้

  “พี่กิ่ง...อริสไม่เหลือใครอีกแล้วค่ะ แม่จากอริสไปแล้วจริงๆ

 “อริสจ๊ะ..สงบใจซะบ้างนะ อริสก็รู้นี่จ๊ะว่าแม่จะอยู่กับอริสได้ไม่นาน และท่านก็ไม่ต้องอยู่อย่างทรมานอีก ให้ท่านไปสบายเถอะนะจ๊ะ อริสอย่าทำให้ท่านต้องเป็นห่วงสิจ๊ะ ตอนนี้อริสต้องห่วงตัวเอง ห่วงลูกให้มากๆ ตัดใจเสียบ้างบ้างนะจ๊ะอริส

กิ่งแก้วปลอบใจและมองอริสราอย่างสงสาร เธอหันไปกล่าวกับอินทนนท์

 “คุณนนท์ช่วยดูแลอริสด้วยนะคะ เธอกำลังเสียใจและพี่เองก็ไม่เห็นใครที่จะปลอบใจอริสได้ดีเท่าคุณ

 “ไม่ต้องห่วงครับพี่กิ่ง..ผมจะดูแลอริสเองครับ ผมยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าผมรักเขา เอิ่ม...และผมต้องขอบคุณพี่กิ่งมากครับที่ทำให้ผมได้พบกับอริสเขากล่าวแล้วพนมมือขึ้นไหว้เธอ

 “คุณรักคนไม่ผิดหรอกค่ะคุณนนท์ พี่ดีใจด้วยนะคะ

เมื่อพระสวดจบ นัทธีและกลุ่มเพื่อนที่ทำงานก็เดินเข้ามาหาเธอ อริส...นัทเสียใจด้วยนะ

 “ขอบคุณมากนะนัท ขอบคุณพี่เต้ด้วยค่ะ ขอบคุณทุกๆ คนที่มาเธอหันมากล่าวกับนัทธี อริสขอบคุณนัทมากนะที่ไม่โกรธอริส อริสดีใจที่เห็นนัทมาจ้ะ

 “อริส..นัทยังมีความรู้สึกกับอริสเหมือนเดิมทุกอย่าง อย่าคิดมากนะ ดูแลดูเองดีๆ ละอริสราเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา น้ำตาเอ่อคลอคลอง แล้วค่อยๆ รินลงอาบแก้ม เธอเพียงแต่พยักหน้าให้เขาน้อยๆ แล้วกล่าวขอบคุณอีกครั้ง นัทธีมองเธอด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ และเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนๆ ที่มาร่วมในงาน

อินทนนท์มองเธอและนัทธีอยู่ห่างๆ ก่อนจะเดินเข้ามาหาเธอ อริส...พี่กิ่งกับนายกานต์จะกลับแล้วละ

กิ่งแก้วและกานต์เดินเข้ามาหา อริส...ผมรู้ข่าวก็รีบขึ้นเครื่องมาเลย ต้องขอโทษนะที่ผมมาจนพระสวดเกือบจบแล้ว ผมเสียใจด้วยนะกานต์มองอริสราด้วยสายตาเห็นใจ อริสราเงยหน้าขึ้นสบตาเขา

 “อริสขอบคุณคุณกานต์มากค่ะ ที่อุตส่าห์เสียเวลาเดินทางมา

 “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะครับ ผมต้องมาสิอริส คุณแม่ของอริสก็เหมือนคุณแม่ของผมนะครับ

 “ขอบคุณมากค่ะ

กิ่งแก้วจับมืออริสไว้อย่างจะปลอบใจ พี่จะให้ช่างตัดชุดดำส่งมาให้นะ ทันไหม

 “คงไม่ต้องหรอกค่ะ เพราะคุณนนท์ไม่ต้องการให้คุณหญิงแม่ท่านรู้เรื่องของอริสน่ะค่ะเธอเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

กานต์ได้โอกาสลากแขนอินทนนท์เดินออกมาห่างจากพี่สาวและอริสรา แล้วเอ่ยถาม

 “ไอ้นนท์...ตกลงแกจะเอายังไงวะ

อินทนนท์ทำสีหน้างงๆ กับคำถามของเพื่อน เอาอะไร เรื่องอะไรกันวะ ไม่เข้าใจ

 “ก็เรื่องแกกับอริสไง พี่กิ่งบอกฉันว่าแกรักอริส แต่วันนั้นแกบอกว่าแกเพียงแต่จ้างอริสมาเล่นละครเท่านั้นนี่หว่ากานต์เท้าความถึงคำพูดของเขา

 “เฮ้ย..เวลาเปลี่ยน อะไรๆ ก็เปลี่ยนโว้ยเพื่อน ก็แกบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าใครอยู่ใกล้อริสแล้วไม่รักเธอก็บ้า ฉันไม่อยากบ้าน่ะเพื่อน ฉันรักอริส ฉันรักอริสจริงๆ นะอินทนนท์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ตบบ่าเพื่อนรักเบาๆ

 “อ้าว แล้วแม่นางแบบของแกล่ะ

 “ฉันกำลังจะเลิกน่ะ

กานต์มองหน้าอินทนนท์นิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง ไอ้นนท์ ฉันบอกแกตรงๆ นะว่าฉันชอบอริสจริงๆ ถ้านายจะเล่นๆ กับเธอละก็ สงสารเธอบ้าง เธอน่าสงสารนะเพื่อน แล้วตอนนี้อริสก็ไม่มีใคร เธอเหมือนตัวคนเดียว และฉันก็ไม่รังเกียจเธอนะ ถ้าเลิกจากนายฉันก็โอเคอยู่แล้วกานต์กล่าวด้วยสีหน้าเรียบๆ เหมือนจะหยั่งเสียงเพื่อน

ก่อนที่เขาจะเอ่ยบอกเรื่องที่อริสราท้อง กิ่งแก้วก็จูงมืออริสราเดินเข้ามา และเอ่ยกับน้องชาย

 “กานต์ กลับกันเถอะ แขกทยอยกลับหมดแล้ว เจ้าภาพจะได้พักผ่อนบ้าง

คุณกิ่งแก้วหันมากล่าวกับอินทนนท์ ดูแลอริสให้ดีๆ ด้วยนะคะ หน้าแกซีดเหลือเกิน ไม่รู้ว่าทานข้าวทานปลาบ้างหรือเปล่า ระวังจะเป็นลมนะคะ เห็นดมแต่ยาดมน่ะค่ะคุณนนท์

 “อริสแพ้ท้องด้วยครับพี่กิ่ง สองเดือนแล้วครับคำกล่าวของเขาทำให้สองพี่น้องถึงกับนิ่งตะลึง กานต์เผยอริมฝีปากค้าง

กิ่งแก้วได้สติก่อนน้องชาย อ้าว...คุณนนท์..ไม่เห็นอริสบอกพี่เลยค่ะ พี่จะได้แสดงความยินดีด้วยน่ะ

 “เพิ่งจะรู้เมื่อไม่กี่วันนี่เองครับ เจ้าตัวก็ยังไม่รู้เลย จนเป็นลมมีอาการแพ้แล้วน่ะแหละครับถึงได้รู้

กิ่งแก้วมองหน้าอริสราแล้วจับมือเธอมากุมไว้ พี่ยินดีด้วยนะจ๊ะอริส

อริสรากระพุ่มมือไหว้ ขอบคุณค่ะพี่กิ่ง แล้วอริสจะไปคุยด้วยนะคะ ให้อริสเรียบร้อยจากงานแม่ก่อนนะคะ

เขาแตะเอวเธอไว้เหมือนจะโอบ ตอนนี้ไม่ค่อยอยากให้ไปไหนมาไหนคนเดียวเลยครับ กลัวจะไปเป็นลมกลางทาง

 “แหม..คุณพ่อคนใหม่ก็หน้าบานเลยสินะคะ แล้วค่อยคุยกันค่ะ พี่ก็มีเรื่องจะคุยกับคุณนนท์เหมือนกันกิ่งแก้วพูดกับอินทนนท์ในตอนท้าย

 “ครับ...แล้วผมจะหาโอกาสไปคุยกับพี่กิ่งครับ คงต้องให้เสร็จเรื่องงานศพคุณแม่ก่อนน่ะครับ ตอนนี้ยุ่งๆ ด้วยเพราะคุณแม่ผมก็ไม่อยู่ เดินทางไปประชุมที่อเมริกา ก็เลยต้องทำงานทุกวันน่ะครับ

กานต์มองหน้าอริสรา ส่งสายตาแห่งความอาทรให้เธอได้รับรู้ หญิงสาวสบตาเขานิดหนึ่งแล้วก้มหน้าลง กานต์จึงหันไปตบบ่าเพื่อน เอ่ยกับอินทนนท์

 “ดีใจด้วยเพื่อน นายโชคดีว่ะ

 

เมื่อกลับมาถึงคอนโด อริสราก็รู้สึกคลื่นไส้ เธออาเจียนจนหมดแรง อินทนนท์ใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้เบาๆ

ไปหาหมอดีกว่านะอริส คุณหน้าซีดมากเลย

 “ไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ อริสลืมทานยาแก้แพ้ที่หมอให้มาน่ะค่ะเธอนั่งพับขาขดตัว แนบหน้าลงกับพนักโซฟา กอดหมอนอิงไว้ สะอื้นเบาๆ น้ำตาค่อยๆ ไหลรินลงอาบแก้ม เขาเดินมานั่งและจับบ่าที่สะเทือนน้อยๆ นั้นไว้

  “อริส...ไม่มีใครอีกแล้ว ไม่มีแม่ที่อริสพยายามจะยื้อเวลาให้ท่านอยู่กับอริสให้นานที่สุด แต่แล้วก็...ฮือๆเธอพูดไม่จบประโยคก็สะอื้นไห้ออกมา

 “อริส...คุณยังมีผมมีลูกนะ เรามีกันและกันแล้วนะ เลิกคิดเสียทีที่ว่าคุณไม่มีใครน่ะเขาปรามด้วยเสียงอ่อนๆ

 “อริสขอโทษค่ะ บางครั้งอริสรู้สึกว่าอริสยังทำไม่ดีพอกับแม่ แม่ถึงต้องตายเร็วอย่างนี้เธอยังคงรำพันความทุกข์ออกมา ด้วยเสียงสะอื้น ซึ่งคำของเมียรักทำให้อินทนนท์รู้สึกผิด ที่ตนเองทำกับมารดาด้วยการหลอกลวงท่านมาตั้งแต่ต้น

 เขากอดร่างบางไว้ในอ้อมแขน นิ่งคิด หรือจะด้วยชุดสีดำที่เธอสวมกันนะที่ทำให้อริสดูบอบบางมากขึ้น นี่คงอีกไม่กี่เดือนสินะที่ท้องของอริสคงจะใหญ่มากขึ้น เคยได้ยินมาว่าลูกในท้องจะดิ้นแรง และเขาว่าลูกจะได้ยินที่พ่อกับแม่พูดกันด้วย จริงหรือเปล่านะ ถ้าจริงก็น่าประหลาดกับความเชื่อมโยงนี้

 

งานเผาศพผ่านไปเมื่อครบเจ็ดวัน อริสรายังคงอยู่ในอาการนิ่งเงียบ เธอยังไม่คลายความเศร้าโศก ยังเหม่อลอยและถอนหายใจบ่อยๆ จนอินทนนท์รู้สึกไม่สบายใจ เขาชวนเธอกลับบ้าน

 “อริส เรากลับบ้านกันเถอะนะ ผมโกหกแม่นงค์ว่าพาคุณไปเที่ยวตากอากาศ เมื่อคืนคุณแม่ก็ยังโทร.ถามว่าผมอยู่ที่ไหน ทำไมไม่กลับบ้าน เพราะท่านรู้ว่าผมไปทำงานที่บริษัทด้วย เดี๋ยวจะเกิดสงสัยอะไรขึ้นมา แล้วก็เปลี่ยนชุดดำเสียนะจ๊ะ คุณคงไม่ซีเรียสใช่ไหมที่ไม่ได้ไว้ทุกข์ให้แม่น่ะเขาเอ่ยถามในตอนท้ายอย่างอาทร ซึ่งอริสราก็เพียงแต่ส่ายหน้าน้อยๆ

ทั้งคู่จึงกลับมาที่บ้านสราญฤทัยอีกครั้ง หลายวันผ่านไป อริสรายังคงเศร้าสร้อยไม่ร่าเริงเหมือนก่อน จนแม่นงค์สงสัยและเอ่ยถามกับอินทนนท์

 “คุณนนท์คะ..ทำไมหมู่นี้คุณอริสดูเศร้าๆ จังคะ หรือว่าคุณนนท์ทำให้เธอคิดมาก อย่าติดต่อกับคุณฟรานอีกนะคะ คุณอริสยิ่งกำลังท้องกำลังไส้ เดี๋ยวคุณหนูในท้องจะพลอยกระทบกระเทือนไปด้วยน่ะค่ะ

อินทนนท์ขมวดมุ่นคิ้วเข้าหากันน้อยๆ ถอนหายใจลึกๆ ผมรู้ครับแม่นงค์ ผมก็ไม่อยากให้ฟรานเข้ามายุ่งกับผมอีก กลัวอริสจะคิดมาก แต่ฟรานก็รังควานไม่เลิกเหมือนกัน ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง

 “นั่นน่ะสิคะ เมื่อวานก็โทร.มาที่นี่ตอนกลางวัน ขอพูดกับคุณอริส น้ำตาลนึกว่าเพื่อนคุณอริสก็ไปตาม เห็นน้ำตาลบอกว่าเถียงกันน่ะค่ะ ได้ยินเสียงคุณอริสพูดว่าอย่าใช้คำหยาบคายกับฉัน เอ่อ...คุณอริสไม่ได้เล่าให้คุณนนท์ฟังเหรอคะ

 “เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องอะไรให้ฟังหรอก ยิ่งเรื่องของฟราน เขาจะยิ่งไม่พูดถึงไม่ถามถึงเลย ถึงว่าสิ...เมื่อวานเย็นผมกลับมาถึงทำท่าตึงๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา

คุณนงค์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าไม่สบายใจ อินทนนท์จึงขอตัวเดินกลับขึ้นไปข้างบน พบอริสรานั่งอยู่ที่โน้ตบุ๊ก ทำเหมือนไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย อินทนนท์หงุดหงิดกับอาการเงียบเฉยของเธอ

  “อริส...เมื่อวานฟรานโทร.มาว่าอะไรคุณ ทำไมไม่บอกผมล่ะ ผมไม่อยากให้คุณเก็บอะไรไว้ในใจแล้วก็เครียด คุณคิดถึงลูกในท้องบ้างสิ คุณจะทำให้ลูกเกิดมาสุขภาพจิตไม่ดีนะ เมื่อวานผมโทร.คุยกับคุณหมอพรรณีที่คุณฝากท้อง หมอยังบ่นว่าร่างกายคุณช่วงนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์ เกรงว่าเด็กจะไม่แข็งแรง หมอเขาเป็นกังวลนะอริส

เธอหันหน้ามามองเขา บอกคุณแล้วได้อะไรขึ้นมาล่ะคะ อริสพยายามไม่คิดเรื่องของคุณ แต่อริสก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ยังมีหัวใจ จะให้อริสสบายใจ ไม่เครียด เวลาที่มีคนโทร.มาด่าว่าแย่งผัวเขาน่ะหรือคะ แล้วความจริงก็เป็นอย่างที่เขาพูด อริสเถียงไม่ได้เสียด้วยสิคะเธอย้อนเขาด้วยสีหน้ามึนตึง

 “อริส...ผมผิดต่างหากไม่ใช่ผิดที่คุณ ผมมันโง่อย่างที่คุณแม่ว่าไว้ทุกอย่าง แต่ผมก็กำลังพยายามแก้ไขให้มันค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเท่านั้น เพราะผมเป็นผู้ชายต้องมีความรับผิดชอบ ผมรู้ดีว่าผมเป็นคนทำผิดกับฟราน ทำผิดกับคุณ อริส ผมอยากให้คุณช่วยผม เพียงแค่เข้าใจผมเท่านั้นก็พอ

 “อริสพยายามที่สุดแล้วที่จะเข้าใจคุณ แต่การที่คุณไปบอกเขาว่าอริสกำลังท้อง ก็เลยทำให้คุณต้องจำยอมอยู่อย่างนี้จนกว่าอริสจะคลอด แล้วก็จะขอซื้อลูกเอาไว้ คุณเห็นอริสเป็นอะไรคะ อริสขายอิสรภาพให้คุณแล้วอริสก็หมดสิ้นทุกอย่าง แล้วคุณยังต้องการที่จะซื้อเลือดเนื้อของอริสอีกหรือคะเธอเอ่ยความเก็บกดทั้งหมดที่ได้ยินออกมา

 “ไปกันใหญ่แล้วอริส ฟังผมบ้างได้ไหมที่รัก คุณจะฟังคนอย่างฟรานพูดงั้นเหรอ คุณไม่คิดจะฟังผมพูดเลยใช่ไหมเขากล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด อารมณ์เสีย

 “ไม่ฟังค่ะ อริสไม่ฟังอะไรอีกแล้ว ลูกเป็นของอริสคนเดียวเท่านั้น แล้วอริสก็ไม่มีวันให้ใคร

เขาทำท่าเหนื่อยใจ อริส...คุณท้องแล้วคุณก็หงุดหงิดไม่มีเหตุผล ผมพยายามจะพูดให้คุณสบายใจ แต่กลับเป็นว่าผมมาพูดให้คุณเครียดมากขึ้น เอาละ...ที่รัก ผมเข้าใจคุณ เราอย่าทะเลาะกันเลยนะ ผมอยากให้คุณทำใจให้สบายๆ และให้คุณคิดไว้เสมอว่าผมจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ เพื่อลูกของเรา ให้ผมฟังเสียงลูกหน่อยได้ไหมเขากล่าวยิ้มๆ ด้วยสีหน้าที่ปลอบประโลม เข้าโอบเธอไว้ก้มลงแนบหูลงกับท้องของเธอ

น้ำตาของอริสราหยดลงบนหลังมือเขา อินทนนท์เงยหน้าขึ้นมอง แล้วยกสองมือประคองใบหน้างามไว้ เอ่ยกับเธอด้วยเสียงทอดอ่อน อริสจะให้ผมทำยังไงนะ...ถึงจะทำให้คุณเชื่อว่าผมรักคุณและรักมากด้วย ทุกวันนี้ผมไม่เหลือใครในหัวใจอีกเลยนอกจากคุณและลูก บอกผมสิคนดี

เสียงปนสะอื้นของอริสรา คุณนนท์คะ อริสรักคุณมาก และอริสไม่เคยรักใคร ยิ่งมีลูกอริสก็ยิ่งเหมือนคนเห็นแก่ตัว ความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจมากมาย อริสรู้ว่าอริสเป็นคนที่มาทีหลัง และกลายเป็นคนที่ทำลายความสุขของคุณกับคนที่คุณรัก คุณต้องมารับผิดชอบอริสเพราะลูก อริสไม่อยากให้มันเป็นไปอย่างนี้

 “อริสรา...ทำไม...คุณถึงคิดอะไรไปได้มากมาย ไกลเกินไปขนาดนี้ คุณน่าจะรู้นะว่าผมรักคุณมาก่อนที่คุณจะมีเจ้าตัวเล็กนี่อีกไม่ใช่เหรอ ลูกคือพยานรักของเรา เป็นสายใยที่ผูกพันความรักของเราให้มั่นคงมากขึ้น ไม่ใช่พอคุณท้องแล้วผมถึงได้รักคุณนี่จ๊ะ คิดให้ดีๆ สิ ผมบอกคุณมาตั้งนานแล้วว่าผมจะต่อสัญญากับคุณไปตลอดชีวิต ต่อไปนี้คุณต้องพยายามใช้เหตุผล นึกถึงลูก นึกถึงผมก็พอ ขอเวลาให้ผมหน่อยเท่านั้น นะจ๊ะเขากล่าวปลอบประโลม เช็ดน้ำตาให้เบาๆ

 

คุณหญิงสราญจิตเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ท่านเรียกหาอริสราทันที่มาถึง อริสราซึ่งกำลังดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น รีบออกมามาต้อนรับท่านอย่างดีใจ สายตาคุณหญิงมองมาที่เธอเหมือนแม่ที่มองลูกสาวตนเอง เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้าจับขั้วหัวใจทันที และนึกถึงมารดาขึ้นมาอย่างมากมาย

 “สวัสดีค่ะคุณแม่ อริสคิดถึงคุณแม่เหลือเกิน อริสดีใจที่คุณแม่กลับมาเธอยกมือไหว้คุณหญิง และเอ่ยได้เพียงเท่านั้น ริมฝีปากก็สั่นระริกน้ำตาพรูพรายลงทันที

 “อ้าว...ทำไมล่ะอริส ทำไมต้องร้องไห้มากมายขนาดนี้ด้วยล่ะจ๊ะคุณหญิงตกใจน้อยๆ ที่เธอคุกเข่าลงกับพื้นกอดเอวท่านไว้ แล้วร้องไห้สะอื้นออกมา

 “อริสคิดถึงแม่ คิดถึงคุณท่านค่ะ

 “อ๋อ...อืม...ฉันเข้าใจจ้ะอริส คนเราเมื่ออยู่ห่างกันหรือจากกันนานๆ ก็ต้องโหยหากันนะ แต่ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอกนะอริส ร้องไห้มากๆ เดี๋ยวลูกจะพลอยเศร้าไปด้วย หมอเขาบอกว่าลูกจะซึมซับอารมณ์ของแม่นะอริส ฉันอยู่ที่โน่นก็เป็นห่วงเธอ ยิ่งเห็นท้องๆ ไส้ๆ ด้วย น้าอัญเขาก็ยังไม่อยากให้กลับ แต่ก็อดเป็นห่วงลูกเป็นห่วงหลานไม่ได้ น้าอัญเขาอยากเห็นอริสมากเลยนะ บอกว่าถ้าอริสคลอดจะบินมาดูหลานจ้ะท่านเอ่ยพร้อมทั้งลูบศีรษะลูกสะใภ้เบาๆ อย่างนึกสงสาร

 “คุณแม่คะ อริสกราบขอบคุณคุณแม่ที่เมตตาอริสทุกอย่าง อริสอาจจะไม่ดีพอสำหรับความเมตตาของคุณแม่เลยด้วยซ้ำเธอกล่าวแล้วมองหน้าท่าน สะอื้นน้อยๆ น้ำตารินอย่างคนที่มีความผิดในใจ

 “อริสจำไว้นะ ฉันจะตัดสินใครว่าดีหรือไม่ดีน่ะ ฉันจะใช้เหตุใช้ผลมากกว่าใช้อารมณ์จ้ะท่านเอ่ยแล้วยิ้ม เอื้อมมือมาเช็ดน้ำตาให้ แต่ฉันมั่นใจว่าเธอเป็นคนดี และฉันก็ไม่เคยดูคนพลาดเลยนะอริส

อินทนนท์เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เห็นอริสรายังคงกอดเอวมารดาของเขาไว้ และยังคงแนบหน้าอยู่กับอกท่าน ซึ่งท่านก็ยังคงโอบลูกสะใภ้ไว้ในอ้อมแขน

 “แหม...อิจฉาแล้วสิครับเขาร้องทักเบาๆ

 “ว่าไงเรา เพิ่งกลับเหรอ วันนี้กลับมาเร็วนี่ กลับบ้านเร็วทุกวันหรือเปล่าล่ะเราน่ะท่านเอ่ยถามคล้ายจะสอบสวนกลายๆ อินทนนท์ลงนั่งข้างมารดา พนมมือไหว้ท่านที่หัวไหล่ หอมแก้มท่านเบาๆ

 “ผมจะไปรับคุณแม่ที่สนามบินน่ะครับ แต่แม่นงค์บอกว่าคุณแม่โทร.มาบอกไว้ว่าให้นายชมไปรับคนเดียวก็พอ ผมก็เลยไม่ได้ไปรับน่ะครับ

 “ก็จะไปทำไมกันล่ะ เสียเวลาทำงานทำการเปล่าๆ อะ...แล้วไงตานนท์ แกยังไม่ตอบแม่เลยว่ากลับบ้านเร็วปรกติทุกวันหรือเปล่า

 “กลับเร็วทุกวันเลยครับ เป็นห่วงอริสน่ะครับ

 “เออ...ดีแล้วลูก รู้จักห่วงลูกห่วงเมีย แม่ก็สบายใจนะ

ข่าวบันเทิงโทรทัศน์ช่วงเย็นมาพอดี เสียงแหลมออกสำเนียงฝรั่งๆ ที่ท่านรู้สึกคุ้นเคยดังแว่วขึ้น ทำให้ทุกคนต้องเงยหน้าขึ้นมองทีวี คุณหญิงสราญจิตนิ่งอึ้งเมื่อเห็นฟรานซิสกำลังออกมาให้สัมภาษณ์ โดยมีนักข่าวห้อมล้อมเธอในงานอะไรสักอย่างเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา คุณนงค์ซึ่งเดินเข้ามาพอดีก็ชะงักยืนนิ่ง มองไปที่เครื่องรับโทรทัศน์ด้วยอีกคน

อริสรานั่งเงียบมองรายการโทรทัศน์ ฟรานซิสสวมเดรสสีดำสั้นมาก โชว์เนินเนื้อที่หน้าอกสวยอึ๋ม เธอปล่อยผมสลวยสีน้ำตาลทองเคลียไหล่ แต่งหน้าสวยคมเฉี่ยว แย้มยิ้มกับกล้องด้วยท่าทางสวยหรู นักข่าวหญิงจ่อไมค์และเครื่องบันทึกเสียงไปที่เธอและผลัดกันป้อนคำสัมภาษณ์

 “คุณฟรานคะ...มีคนบอกว่าคุณเป็นมือที่สามของครอบครัวคุณอินทนนท์ จริงไหมคะ

อินทนนท์มองหน้าทุกคนที่จ้องมองไปที่เครื่องรับโทรทัศน์ เขาอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นทันที แต่คุณหญิงเหลือบตามองมาที่เขานิดหนึ่ง และเลยไปมองหน้าลูกสะใภ้ แล้วหันกลับไปมองที่จอทีวี

 “คุณต้องไปถามผู้หญิงคนนั้นดีกว่าค่ะว่าเขาเป็นมือที่สามของฟราน หรือฟรานเป็นมือที่สามของเขากันแน่เธอตอบแล้วเชิดหน้าขึ้นนิดหนึ่ง

นักข่าวถามต่ออีก แต่ใครๆ ก็ทราบว่าคุณอินทนนท์แต่งงานแล้วนะคะนักข่าวสาวรัวเสียงถาม

 “ก็แต่งงานแบบถูกคลุมถุงชน ไม่ได้แต่งงานเพราะความรักนี่คะฟรานซิสตวัดเสียงตอบกลับ

 “แต่ได้ข่าวว่ามาดามของคุณอินทนนท์กำลังตั้งครรภ์นะครับน้องฟรานนักข่าวหนุ่มอีกคนเอ่ยขึ้น

 “อ๋อ เรื่องนี้คุณนนท์บอกฟรานแล้วค่ะ เราสองคนไม่เคยปิดบังกันหรอกค่ะ และเราก็ไม่ได้แคร์เรื่องนี้นะคะ เราสองคนยังเข้าใจกันดี เพราะเรารักกันมาก่อน ซึ่งเรื่องของเราใครๆ ก็รู้ดีนี่คะ

 “คุณฟรานยังพบกับคุณอินทนนท์ไหมคะ

 “เราก็ยังคบกันปรกติค่ะ พวกพี่ๆ ก็น่าจะรู้นะคะว่าเราสองคนไม่เคยแยกจากกัน

 “แต่มีคนให้ข่าวว่าคุณอินทนนท์กำลังอินเลิฟมาดามมากเลยนะคะ

 “ฟรานมั่นใจในความสัมพันธ์ของเราค่ะ เราสองคนก็คุยกันทุกวันอยู่แล้ว ถึงเราจะไม่ได้แต่งงานกัน แต่เราก็รักกัน เข้าใจกัน และในเร็วๆ นี้ฟรานก็กำลังจะมีข่าวดีให้กับคุณนนท์เหมือนกันค่ะ เพราะคุณนนท์อยากให้ฟรานมีน้องเสียที เพราะคุณนนท์บอกกับฟรานว่าเธออยากมีลูกกับคนที่เธอรักน่ะค่ะ ฟรานไปตรวจมาแล้ว คุณหมอบอกว่าค่อนข้างจะแน่นอน รอตรวจอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นค่ะ แค่นี้นะคะเธอเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของตนเองแม้แต่น้อย

  “งามหน้าไหมล่ะตานนท์ ผู้หญิงอะไรไม่มียางอาย ตัวเองเป็นคนของสาธารณชน พูดแบบนี้ได้ยังไงคุณหญิงหันมาเอ่ยถามลูกชายเสียงขุ่นทันที

อินทนนท์ยังคงนั่งนิ่ง เอื้อมมือไปจับมือของอริสราไว้ เขารู้สึกได้ว่ามือเธอสั่นและเย็นเฉียบ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจน้อยๆ ก้มหน้าลงไม่กล้าที่จะสบตากับใครในที่นั้น แม่นงค์มองมาที่อริสราด้วยสายตาอาทร และเดินกลับออกไปทันที

 “อริสขอตัวก่อนนะคะเธอกล่าวขอตัวแล้วทำท่าจะลุกขึ้น

 “อริสอย่าเพิ่งไป แม่จะพูดกับตานนท์ และแม่อยากให้อริสอยู่ฟังด้วยคุณหญิงกล่าวขึ้นด้วยเสียงเรียบๆ และเริ่มสอบสวนทันที

 “ตานนท์...ที่แม่นั่นพูดมาทั้งหมดน่ะจริงไหม แกยังคบกับแม่นั่นอยู่ใช่ไหม แล้วที่เจ้าหล่อนบอกว่าจะมีลูกกับแกน่ะ มันจริงหรือเปล่า บอกแม่มาตรงๆ อย่าโกหก เพราะเท่าที่แกทำอยู่นี่ก็บาปพอแล้วนะ

อินทนนท์นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอ่ย  เอ่อ...คุณแม่ครับ มันไม่ได้เป็นจริงอย่างที่ฟรานพูดทั้งหมดนะครับ

 “แล้วอันไหนมันจริง อันไหนมันเท็จล่ะ แกบอกฉันมาสิ

 “ที่เขาบอกว่าผมยังพบกับเขา มันก็มีบ้างครับผมยอมรับ แต่ก็ห่างมากไม่ได้พบกันทุกวัน และผมแน่ใจว่าฟรานไม่ได้มีเด็กครับ

 “ตกลงทุกวันนี้แกก็เลิกกับแม่คนนี้ไม่ได้ แล้วถ้ามันเกิดท้องขึ้นมาจริงๆ ล่ะ

 “คือว่า...ผมเป็นคนผิดนะครับคุณแม่ ผมก็พยายามที่จะห่างจากเขา และก็บอกความจริงเขาทุกอย่างว่าผมกำลังจะมีลูก ผมก็ไม่อยากพบเขาอีก แต่เขาก็ขู่ว่าจะมาอาละวาดอริสที่บ้าน ผมไม่อยากให้มีเรื่อง อริสยิ่งไม่ค่อยสบายใจอยู่น่ะครับ และผมขอยืนยันกับคุณแม่นะครับว่าฟรานไม่ได้ท้อง ผมรู้ดี เพราะตั้งแต่ฟรานกลับมาครั้งหลังนี่ ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเธอเลยอินทนนท์เอ่ยด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ

 “แกกลัวคำขู่ของนังนั่นงั้นหรือ ก็ให้มาอาละวาดที่นี่สิ ลองดูกับฉันก็ได้ แล้วถ้าแม่นั่นท้องกับแก ฉันก็จะไม่รับรู้รับเห็น ฉันจะไม่มีวันนับลูกของแม่นั่นเป็นหลานของฉันเป็นอันขาด แกจำไว้นะตานนท์คุณหญิงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเย็นจริงจัง

 “คือว่าผมมีเหตุผลนะครับ ผมเป็นลูกผู้ชายนะครับคุณแม่ ผมผิดที่เคยให้ความหวังไว้กับเขา แล้วผมก็ผิดที่มารักอริส ผมรักอริสรักลูก และอยากเลิกกับฟราน แต่ผมก็ไม่ใช่จะไปหาเรื่องเลิกกับเขา และทิ้งเขาดื้อๆ มันเป็นความผิดในใจที่ผมไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา ยิ่งตอนนี้เขารู้ว่าอริสท้อง เขาก็ยิ่งรู้ตัวว่าผมกำลังจะเลิกกับเขา ผมห่างจากเขามากนะครับเขารู้ดี และที่เขาให้สัมภาษณ์ ก็เพราะต้องการจะแกล้งเราเท่านั้น

 “แล้วแกจะทำยังไงต่อไป แกจะให้เรื่องนี้มันคาราคาซังอยู่อย่างนี้ไม่ได้นะ แกต้องเห็นใจเมียแก เขากำลังท้องกำลังไส้ ไม่ใช่ไปเห็นใจนังนั่นเข้าใจไหมคุณหญิงเอ่ยด้วยเสียงที่เข้มขึ้น

 “ผมก็บอกอริสแล้ว ว่าผมขอเวลาอีกสักหน่อยเท่านั้น อริสก็เข้าใจนะครับ

 “หน่อยของแกน่ะ มันกี่วันกี่เดือนกัน บอกมาสิคุณหญิงคาดคั้นเสียงเขียว

เขานิ่งเงียบลงอีกครั้ง ไม่รู้จะบอกถึงกำหนดที่แน่นอนยังไงกับมารดา อริสราดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขา และเอ่ยขึ้นเบาๆ

 “อริสจะเป็นฝ่ายไปเองค่ะ

 “อริส...อย่าคิดอย่างนั้นเป็นอันขาดนะเขาเอ่ยด้วยสีหน้าตระหนก

 “อริสคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ คุณควรจะอยู่กับคนที่คุณรัก อริสรู้ค่ะว่าคุณไม่มีทางตัดเธอได้ และอริสก็ไม่ต้องการทนอยู่แบบนี้ค่ะ

  “อริส..เอาอย่างนี้นะ แม่จะจัดการเรื่องนี้ให้มันจบเร็วที่สุด ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น ถ้าตานนท์มันยังรักพี่เสียดายน้อง เราจะไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ด้วยกัน ให้มันอยู่ที่นี่กับนังนั่น แม่เอาแบบที่หนูเขียนให้น้าอัญเขาแล้ว เขาจะหาบริษัทมาปลูกบ้านให้เรา และแม่จะเร่งให้เขาทำให้เสร็จเร็วๆ เราสามคนจะไปอยู่ด้วยกันที่โน่น ไม่ต้องไปสนใจมันอีก ถ้ามันเสนอหน้าไป แม่จะแพ่นหัวมันให้แตกคุณหญิงเอ่ยกับอริสรา

 “คุณแม่ครับ...ทำไมคุณแม่พูดอย่างนี้ล่ะครับ ผมจะอยู่ยังไง ไม่มีแม่ ไม่มีเมีย แล้วยังลูกอีกล่ะ

 “แกก็เลือกนังนั่นก็แล้วกัน แล้วก็ไปอยู่ด้วยกันที่อื่น เพราะที่นี่เป็นบ้านของหลานฉัน ลูกโง่ๆ อย่างแกฉันตัดได้ท่านเอ่ยแล้วลุกขึ้นยืน มองหน้าลูกชายด้วยสายตาที่เสียใจ แล้วเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น อริสราขยับตัวจะลุกไปเช่นกัน แต่เขาจับมือเธอไว้แน่น

 “อริสฟังผมก่อน

เธอเพียงแต่มองหน้าเขานิดหนึ่งไม่พูดอะไร และปลดมือเขาออกจากการเกาะกุม เดินหนีเขาไปทันที อินทนนท์นั่งก้มหน้าลง ยกมือขึ้นกุมศีรษะตนเองไว้

 

*อินทนนท์จะทำยังไงต่อไปในเมื่อเขายังมีคุณธรรม ที่ตนเองรู้สึกผิดและไม่กล้าตัดฟรานซิสออกไปจากชีวิต  อริสราจะทนได้นานสักเท่าไหร่และเธอจะทำตามที่พูดโดยการจากไปหรือไม่ มาติดตามกันค่ะ*

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #28 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 12:13
    รออ่านต่อนะคะ
    #28
    0