แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,533 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    20

    Overall
    15,533

ตอนที่ 2 : สัญญา100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1132
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ส.ค. 60




โปสเตอร์แผนร้าย กุศโลบายรัก





อริสรา&อินทนนท์


2

สัญญา...

 

สิบโมงเช้า อินทนนท์มานั่งคอยอริสราอยู่ในห้องทำงานของคุณกิ่งแก้ว สาวใหญ่แต่งกายสวยทันสมัย ด้วยทรงผมที่สั้นแทบจะติดหนังศีรษะ ไฮไลต์ปลายผมสีอ่อนเก๋ไก๋ แต่งหน้าพอประมาณ แต่ก็สวยเก๋งดงามตามวัย เดรสผ้ายืดแบบเรียบแนบลำตัวอวดรูปร่างที่ยังสวยเฟิร์มสมกับเป็นเจ้าของสถาบันเสริมความงามแบบครบวงจร เธอกุลีกุจอต้อนรับชายหนุ่ม หากาแฟและขนมมารับรองเขา ทั้งสองนั่งคุยกันพร้อมทั้งจิบกาแฟรอ

 “พี่กิ่งครับ พี่คิดว่าคุณอริสราของพี่จะตกลงรับทำงานให้ผมไหมครับ”

 “พี่คิดว่าอริสอาจจะตกลงก็ได้ค่ะ เพราะแกกำลังต้องการเงินไปรักษาแม่ ตอนนี้แกต้องใช้เงินมากด้วย เห็นบอกว่าค่ายาเดือนหนึ่งเป็นแสนเชียวค่ะ”

 “ก็ดีครับ ถ้าตกลงกันได้ผมจะได้รีบกลับเสียที มาหลายวันแล้ว” เขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู

 “นี่เลยเวลามาตั้งสิบห้านาทีแล้วนะครับ ผมไม่ชอบคนที่ไม่ตรงเวลาเลย” เขาบ่นพลางถอนหายใจ และมีทีท่าหงุดหงิดขึ้นน้อยๆ

อริสราเคาะประตูและเปิดเข้ามา “สวัสดีค่ะพี่กิ่ง สวัสดีค่ะเอ่อ...คุณ อืม...ขอโทษนะคะที่ทำให้รอ อริสไปดูแม่ที่โรงพยาบาลมาค่ะ แล้วก็เลยรอพบคุณหมอเจ้าของไข้ก็เลยสายนะค่ะ” เธอกล่าวพร้อมกับพนมมือขึ้นไหว้บุคคลทั้งสอง และถอดหูฟังที่กำลังฟังเพลงออก

อินทนนท์และกิ่งแก้วรับไหว้เธอ ชายหนุ่มเพียงแต่มองมาที่เธอนิ่งๆ ไม่กล่าวอะไร สีหน้าเรียบเฉยของเขาทำให้อริสรายังคงยืนอยู่ที่เดิม จนคุณกิ่งแก้วต้องเรียกให้อริสรามานั่งด้วย

หญิงสาวเดินมานั่งลงตรงข้ามกับชายหนุ่ม เงยมองหน้าเขานิดหนึ่ง เธอเห็นใบหน้าหล่อคมเข้มของเขา ซึ่งเงียบขรึมไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย เธอคาดคะเนในใจว่าเขาคงมีอายุสักยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด แต่งกายสุภาพด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน ติดกระดุมที่ปลายแขนเรียบร้อย เนกไทสีน้ำเงินมีลายทางเล็กๆ สีฟ้าเข้มเข้ากับกางเกงสแล็กสีกรมท่า เสื้อผ้าของเขาเนี้ยบเรียบกริบหรู ทำให้เธอต้องก้มมองตนเองในกางเกงยีน เสื้อยืดตัวในสีขาว คาดเข็มขัดหนังเส้นใหญ่ไว้เหนือสะโพก สวมเสื้อยีนตัวสั้นเอวลอยทับอีกชั้น ไหนจะเป้หนังใบโต รองเท้าหนังหุ้มข้อที่สวม มองแล้วเหมือนสาวทอมบอย เขานั้นก็มองเธอเหมือนจะสำรวจตรวจตราเช่นกัน ซึ่งสายตาสำรวจของเขาทำให้เธอรู้สึกแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

 “อริสจ๊ะ...นี่คุณอินทนนท์จ้ะ แล้วนี่น้องอริสราค่ะคุณนนท์” กิ่งแก้วแนะนำอย่างเป็นทางการ

 “สวัสดีค่ะ” เธอยกมือขึ้นพนมไหว้เขาอีกครั้ง และเกือบจะยิ้มให้

เขาเพียงพยักหน้าให้เธอน้อยๆ อย่างรับรู้รับทราบ ภายใต้สีหน้าเคร่งขรึมเรียบเฉย ซึ่งทำให้เธอรีบเก็บรอยยิ้มตีสีหน้าเรียบๆให้เขาเช่นกัน

เขาเอ่ยขึ้นทันทีแบบคนใจร้อน “คุณอริสรา..คุณคงคุยกับพี่กิ่งแก้วแล้ว ผมอยากทราบว่าคุณตกลงใจว่ายังไงครับ”

อริสรามองหน้ากิ่งแก้วนิดหนึ่ง เมื่อเห็นแววตาให้กำลังใจก็ทำให้อริสรากล้าพูดออกมา “ฉันขอทราบเงื่อนไขทั้งหมดของคุณก่อนค่ะ”

 “ครับ...ผมจะบอกคุณนะ ว่าการว่าจ้างของผมจะจ้างคุณเดือนละหนึ่งล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าเป็นค่าจ้างที่สูงที่สุดแล้วนะครับ แต่การที่ผมให้ค่าตอบแทนคุณสูงขนาดนี้ คุณก็จะต้องทำงานให้คุ้มกับค่าจ้างของผมที่สุดด้วย” น้ำเสียงทุ้มต่ำๆ เป็นกังวานของเขาน่าฟัง แต่คำพูดของเขาไม่น่าฟังนักสำหรับเธอ หญิงสาวจึงฟังนิ่งๆ ไม่เอ่ยอะไร

 “สิ่งที่คุณจะต้องทำอย่างแรกก็คือ คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า”

อริสราละสายตาจากเขาไปที่คุณกิ่งแก้วทันที สาวใหญ่เพียงแต่พยักหน้าให้เธอน้อยๆ เหมือนกับให้เธอฟังให้จบก่อน แต่หญิงสาวก็อดที่จะโพล่งออกมาไม่ได้

 “เปลี่ยนแปลงอะไรบ้างคะ”

 “ทรงผม เสื้อผ้า หน้าตา ผิวพรรณ บุคลิกที่เป็นอยู่ของคุณ”

อริสราทำหน้าพะอืดพะอม ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาหวิว “ทำไมคะ”

 “เพราะคุณจะต้องมาเป็นภรรยาของผมไง ถ้าผมจะต้องมีภรรยาที่นุ่งกางเกงยีนสะพายย่าม สวมบูต คุณคิดว่าเหมาะกับผมไหมล่ะ” เขาย้อนถามเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเขาปรากฏรอยยิ้มขึ้นนิดหนึ่ง อริสรามั่นใจว่าเห็นรอยยิ้มขันๆ ในดวงตาของเขา ทำให้อารมณ์ของเธอพุ่งปรี๊ดขึ้นทันที

 “ภรรยาคุณต้องแต่งกายแบบไหนคะ” เธอแกล้งรวนเขาทันที

อินทนนท์รู้ว่าเธอแกล้งรวนจึงไม่ตอบคำถามของเธอ แต่กลับพูดไปเรื่อยๆ “ผมจะให้พี่กิ่งแก้วเป็นคนดูแลคุณตั้งแต่การแต่งตัว การเข้าสังคม กิริยามารยาท การวางตัวให้ถูกกาลเทศะ และรู้ว่าการเป็นกุลสตรีไทยเขาเป็นกันยังไง แล้วก็กรุณาอ่านหนังสือสมบัติผู้ดีให้จบด้วยก็จะดีมาก”

 “ฉันเหมือนผู้ร้ายหรือไงคะคุณอินทนนท์ การเป็นผู้ดีมันคงต้องออกมาจากจิตใจที่ดีด้วยนะคะ ไม่ใช่มารยาทดีงามแต่จิตใจต่ำทรามหรอกค่ะ” อริสราตอบโต้ออกมาด้วยความกรุ่นโกรธตามนิสัยของเธอทันที

เขามองหน้าเธอนิ่งๆ อยู่ครู่หนึ่ง “คุณอริสรา...ทุกอย่างที่ผมบอกคุณมันเป็นหน้าที่ในการทำงานของคุณนะ ผมจ้างให้คุณเป็นในสิ่งที่ผมต้องการให้คุณเป็น เข้าใจไหมครับ คุณจะโกรธผมเกี่ยวกับเงื่อนไขของหน้าที่ในการทำงานได้ยังไงล่ะ” เขาเอ่ยตรงๆ ทำให้เธอเหลือบไปมองหน้าคุณกิ่งแก้วนิดหนึ่ง และเห็นว่ากิ่งแก้วพยักหน้าน้อยๆ อย่างเห็นด้วยในคำพูดของเขา ทำให้เธอสงบลง และเห็นจริงกับคำพูดของเขา

  “ขอโทษค่ะ ฉันจะพยายามเข้าใจ”

 “คุณอริสรา...ที่ผมต้องวางเงื่อนไขอย่างนี้ ก็เพราะคุณแม่ของผมท่านต้องการได้ลูกสะใภ้แบบที่ผมบอกพี่กิ่งแก้วไว้แล้ว พี่กิ่งบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ คุณคงเข้าใจนะ เพราะสำหรับผมน่ะ คุณจะแต่งตัวยังไงก็ได้ หรือจะไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ คุณจะห้าวแบบทอม หรือหวานแบบนางเอกหนัง ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกครับ ผมโอเคเสมอ ถ้าผมถูกใจ”

คำพูดเรียบๆ เรื่อยๆ ของเขาแต่ทำให้เธอแก้มแดงขึ้นจนถึงใบหู เขามองหน้าเธอแล้วยิ้มในสีหน้าน้อยๆ แต่ดวงตาเขามีประกายวิบวับบอกถึงอารมณ์ขัน อริสรากัดริมฝีปากด้านในของตัวเองไว้ และนิ่งเงียบไม่พูดอะไร แต่ในใจนึกแช่งชักหักกระดูกเขา และพยายามข่มอารมณ์ที่เริ่มประทุขึ้นอีกครั้ง

แต่ชายหนุ่มไม่มีท่าทีที่จะสนใจหรือรับรู้อารมณ์อะไรของเธอ เขาใช้สายตาเรียบเย็นมองหน้าเธอนิดหนึ่งและเอ่ยต่อ

 “และคุณต้องไปเรียนทุกอย่างที่ลูกผู้ดีเขาเรียนกัน เรียนพูดภาษาอังกฤษให้ได้คล่อง เรียนเปียโน รู้จักเพลงคลาสสิก เรียนรู้การเข้าสังคมชั้นสูง เต้นรำได้ และเอ่อ..ไปเรียนขับรถให้ได้ด้วย และก็ก่อนที่ผมจะกลับมาในอีกสามเดือนข้างหน้า คุณต้องศึกษาทุกอย่างได้เป็นอย่างดีแล้ว”

 “ถ้าฉันต้องเรียนรู้อะไรต่ออะไรทั้งหมดที่คุณบอกมานี่ในเวลาสามเดือน ฉันคงไม่มีแม้แต่เวลากินเวลานอนเลยมั้งคะ” เธอเอ่ยประชดและปรายตามองเหมือนจะค้อนให้

อริสรารู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้สนใจฟังที่เธอพูด เพราะเขาพูดต่อทันทีที่เธอพูดจบ “เอ่อ..และคุณต้องเข้าฟิตเนสด้วยทุกวัน บำรุงผิวพรรณไม่ให้กระดำกระด่าง หน้าตาต้องผ่องใสไม่ใช่ดำคล้ำเป็นมันเยิ้ม และภายในสามเดือนที่ผมอยู่ที่อเมริกา คุณคงต้องเรียนทุกอย่างทำทุกอย่างที่ผมบอก เมื่อผมกลับมา คุณจะต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นสาวไฮโซที่โก้หรูงามสง่าอย่างไม่มีที่ติ”

คำพูดทุกคำที่เขาเอ่ย และยังรอยยิ้มจากประกายตาของเขา ทำให้อริสราเผลอลูบแก้มตัวเองนิดหนึ่ง

 “ฉันคงยิ่งกว่าเก็บตัวไปประกวดนางงามเสียอีกนะเนี่ย” เธอเอ่ยขึ้นลอยๆ อย่างประชดประชัน

แต่เขาเหมือนจะไม่สนใจคำประชดของเธอ และยังเอ่ยเสริมขึ้น

 “ครับ...ยิ่งกว่า และค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ ผมจะเป็นคนจ่าย รวมทั้งค่าเสื้อผ้าชั้นนอกชั้นในที่ต้องซื้อใหม่ทั้งหมดของคุณด้วย”

 “เมื่อคุณกลับมา ฉันต้องทำอะไรต่อบ้างคะ”

 “คุณก็จะเข้าบ้านไปพร้อมกับผมในฐานะภรรยาที่ผมพามาจากอเมริกาไงล่ะ แล้วภารกิจต่อไปก็คือ คุณจะต้องทำให้คุณแม่ผมปลื้มคุณให้ได้ คุณต้องเรียนรู้นิสัยท่าน ทำทุกอย่างให้ท่านพอใจ และยอมรับคุณเป็นสะใภ้ เมื่อคุณแม่ผมเปลี่ยนพินัยกรรมเมื่อไหร่ เราก็จะทำเป็นทะเลาะกันแล้วก็เลิกกันก็เท่านั้นเอง”

 “ภารกิจของฉันดูเหมือนจะยากกว่าไปประกวดนางงามจักรวาลเสียอีกนะคะ”

 “ก็เพราะมันไม่ง่ายน่ะสิครับ คุณต้องใช้ความฉลาดรอบรู้ มีอีคิว และความอดทนมากพอสมควร ค่าตอบแทนมันถึงได้สูงไง และผมคิดว่าก็คงจะดีกว่าคุณจะไปประกวดนางงามแล้วตกรอบนะ “

 เขากล่าวด้วยเสียงเรียบๆ แต่แววตาของเขาฉายแววขัน จนทำให้หญิงสาวต้องข่มใจอย่างมากที่จะไม่ตอบโต้เขา แต่ก็ลอบปรายตาค้อนเขาน้อยๆ เธอกัดริมฝีปากตนเอง หน้าบึ้งและถอนหายใจลึกๆ นึกอย่างแค้นเคือง ‘ปากดีนักนะนายอินทนนท์ ว่าเหน็บแนมประชดประชันก็เก่ง ผู้ชายอะไรปากคอเราะราย

คุณกิ่งแก้วฟังสองหนุ่มสาวประคารมกันก็นึกขันในคำพูดของอินทนนท์จนต้องแอบยิ้มโดยไม่ให้อริสราเห็น และเอ่ยขึ้น

 “อริส...ตกลงว่าไงจ๊ะ”

 “ค่ะ อริสตกลงใจแล้วค่ะว่าจะทำงานนี้ เพราะคงดีกว่าไปประกวดนางงามแล้วตกรอบ” เธอได้ทีแดกดันเขากลับทันทีเหมือนกัน

อินทนนท์ก้มหน้าลงซ่อนยิ้ม และยื่นเอกสารสัญญาที่เขาเตรียมร่างไว้แล้วส่งให้เธออ่าน ในสัญญาระบุว่าเธอจะต้องอยู่กับเขาในฐานะภรรยาหนึ่งปีโดยไม่จดทะเบียนสมรส และจะปฏิบัติตามทุกอย่างที่เขาสั่งโดยไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด ภายในหนึ่งปีเธอจะต้องทำทุกอย่างให้มารดาของเขาพอใจและยอมรับในตัวเธอให้ได้ และเธอจะต้องคิดเสมอว่า ทุกอย่างเป็นการเล่นละครเท่านั้น อย่ามีเงื่อนไข หรือเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ อีกหลังครบกำหนดในสัญญา แต่ถ้าผิดสัญญาไม่ทำงานให้เขาครบหนึ่งปี จะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย โดยต้องคืนเงินค่าจ้างทั้งหมดให้เขาพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

เธอรับมาอ่านและเซ็นชื่อ คุณกิ่งแก้วเซ็นเป็นพยาน เขาลงวันที่ทำสัญญา 13 กุมภาพันธ์ อินทนนท์เซ็นเช็คให้คุณกิ่งแก้วไว้ห้าแสนบาทสำหรับค่าใช้จ่ายในเรื่องของเธอ และเอ่ยขึ้นกับอริสรา

  “คุณอริส...วันนี้ผมจะไปบ้านคุณ แล้วผมถึงจะเซ็นเช็คให้คุณล่วงหน้าหนึ่งล้านบาท”

เธอเบิกตากว้างขึ้นมองเขา  “ทำไมคะ ทำไมต้องไปบ้านฉันด้วย”

 “ก็ไปดูความเป็นอยู่ของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าภรรยาของผมเสียหน่อย ถ้ามันไม่น่าอยู่ ก็ต้องมาอยู่คอนโดของผม”

 “แต่ฉันยังไม่ได้เป็นเอ่อ...ว่าที่ภรรยาคุณนี่ ทำไมต้องกะเกณฑ์ให้ฉันไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ด้วยล่ะ”

 “งานของคุณเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นาทีที่เซ็นชื่อในสัญญานั่นแล้วนะคุณอริสรา แล้วผมก็ลงทุนไปแล้วด้วย ถ้าคุณอยู่อย่างไม่ปลอดภัย เกิดเป็นอะไรไปผมก็เสียเงินฟรีน่ะสิ” เขาให้เหตุผลจนเธอไม่อาจจะขัดได้

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกอย่างขัดอกขัดใจ แล้วจึงเอ่ยขึ้นกับเขา “ก็ได้ค่ะ แต่ฉันต้องไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาลก่อน ท่านยังไม่รู้สึกตัวเลย ฉันเป็นห่วงแม่”

 “ก็ได้...ผมจะไปด้วย”

อริสราจำยอมและนั่งคู่มากับเขาในรถเก๋งคันหรู เมื่อบอกชื่อโรงพยาบาลกับเขาเรียบร้อยแล้ว เธอนั่งนิ่งเงียบ และเริ่มนึกถึงภาพมารดาบนเตียงคนไข้เมื่อเช้านี้ หัวใจของอริสราห่อเหี่ยว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอย่างลืมตัว และเริ่มรำพึงในอก

แม่จ๋า...อริสจะทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตของแม่ ให้แม่ได้อยู่กับอริสไปอีกนานที่สุดเท่าที่แม่จะอยู่กับอริสได้ ถ้าอริสพบกับท่านมัจจุราชได้ก็คงจะดีนะแม่ อริสจะขอชีวิตแม่กับท่าน อริสจะอยู่กับใครถ้าไม่มีแม่ แม่จ๋า...อริสกำลังจะมีเงินมารักษาแม่แล้วนะจ๊ะ อริสจะให้แม่อยู่ห้องพิเศษ อริสจะได้มานอนเฝ้าแม่ได้ทุกวันไงจ๊ะ อริสจะอดทนทำงานนะจ๊ะแม่ เพื่อแม่...อริสทำได้ทุกอย่าง ถึงแม้ต่อไปนี้อริสจะต้องทนลำบากแค่ไหนกับนายคนปากดีคนนี้ อริสก็จะทนจ้ะ

เขาเหลือบตามองเธอนิดหนึ่ง ก็เห็นหญิงสาวน้ำตารื้นขึ้นและแอบป้ายน้ำตาบนแก้มเงียบๆ จมูกโด่งของเธอแดงก่ำ ฮึ...กำลังร้องไห้ เรียกร้องให้เราสงสารมั้ง แต่คิดผิดแล้วละ เราไม่ใจอ่อนกับน้ำตาของเจ้าหล่อนหรอก เขาคิดในใจ แล้วเอ่ยขึ้น

 “นี่คุณ...ค่าจ้างเดือนละล้าน ผมว่ามันไม่น่าจะน้อยไปหรอกนะ และถึงคุณจะทำให้ผมสงสารยังไง ผมก็คงให้คุณได้แค่นี้แหละ”

คำพูดของเขาทำให้เธอหันขวับมาทันที  “ฉันเข้าใจทุกอย่างดีค่ะ และฉันก็ไม่ได้ต้องการให้คุณมาเห็นใจฉันเพื่อคิดที่จะเรียกร้องค่าแรงอะไรเพิ่ม คุณเป็นนายจ้างฉันเป็นลูกจ้าง คุณให้ค่าแรงฉัน ฉันก็จะต้องทำงานตอบแทนค่าเงินของคุณ และฉันก็รู้ ว่าทุกเรื่องทุกอย่างที่คุณให้ฉันทำเป็นงานของฉัน และจำไว้นะคะว่าฉันไม่เคยต้องการให้คุณมาเวทนาหรือว่าสงสารฉันหรอกค่ะ”

 “ก็ดี...ที่คิดได้ว่าทุกอย่างเป็นงาน เพราะเราจะไม่มีอะไรผูกพันกัน” เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่แยแสความรู้สึกของเธอ

อริสรากัดริมฝีปากไว้แน่น ความเจ็บในคำพูดของเขาแน่นอยู่เต็มอก เธอได้แต่ท่องอยู่ในใจว่า อดทน อดทนนะอริส เราต้องอดทนเพื่อแม่

เมื่อถึงโรงพยาบาลเธอบอกให้เขานั่งรออยู่ที่มุมรับรองของโรงพยาบาล แล้วก้าวยาวๆ ตรงไปที่ห้องไอซียูโดยไม่ได้หันมามองเขาอีก เธอเข้าไปหามารดาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง อริสรารู้ว่าอาการของท่านยังอยู่ในขั้นวิกฤติ เธอนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง ลูบแขนมารดาเบาๆ ก้มลงพูดกับท่าน

 “แม่จ๋า..อริสมาเยี่ยมแม่จ้ะ อริสได้งานใหม่แล้วนะจ๊ะ อริสจะมีเงินมารักษาแม่อย่างดีที่สุดจ้ะ แม่จะได้อยู่กับอริสนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ อริสหวังอย่างนั้นนะจ๊ะแม่ แม่จ๋า...อริสรักแม่นะจ๊ะ อริสมีแม่คนเดียว แม่ต้องอยู่กับอริส อย่าทิ้งอริสไปนะจ๊ะ”

 เธออยากจะกอดแม่เหมือนอย่างที่เคยกอดทุกวัน แต่ขณะนี้ร่างกายของแม่มีสายอะไรต่ออะไรที่เป็นเครื่องช่วยชีวิตห้อยระโยงระยาง ทำให้เธอไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าจูบที่มือของมารดาเบาๆ น้ำตาร่วงรินหยาดหยดลงบนฝ่ามือของมารดา เธอแนบแก้มลงกับมือของท่าน สะอื้นน้อยๆ

ด้านหลังอริสราซึ่งเป็นม่านปิดไว้ทั้งสี่ด้าน แต่มีช่องเปิดแง้มอยู่นิดหนึ่ง ชายหนุ่มมายืนฟังอยู่เงียบๆ และได้ยินทุกคำพูดของเธอที่พูดกับมารดา ซึ่งทำให้อินทนนท์ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีภาพนั้นด้วยความสะเทือนใจ รู้สึกเวทนาอริสราขึ้นมาทันที และหันหลังเดินกลับออกมาเงียบๆ เดินไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล ขอพบและพูดคุยกับแพทย์เจ้าของไข้ของมารดาอริสราอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม

อริสราเดินกลับมาที่เขาอีกครั้ง และถาม “คุณไปไหนมาคะ ฉันเดินตามหาแทบแย่ ไปกันเถอะค่ะ ฉันมีอะไรต้องทำเยอะแยะ”

ทั้งสองหนุ่มสาวเดินกลับออกมาจากโรงพยาบาล อินทนนท์จึงเอ่ยถาม “คุณแม่ของคุณเป็นยังไงบ้าง”

 “ก็ยังไม่รู้สึกตัว แต่หมอบอกว่าเย็นนี้อาจจะดีขึ้น เพราะความดันท่านดีขึ้นแล้ว ขอบคุณค่ะที่กรุณาถาม” เธอตอบขอบคุณเขาอย่างที่นึกขอบคุณจริงๆ แต่อินทนนท์กลับคิดว่าเธอประชดเขา จึงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงขุ่นๆ

 “นี่คุณผมอยากรู้จริงๆ ไม่ได้ถามเพื่อมารยาทหรอกนะ”

เธอหันมามองหน้าเขา “ฉันก็ขอบคุณคุณจริงๆ นี่คะไม่ได้พูดเพราะมารยาทหรอกค่ะ เพราะฉันก็ไม่ค่อยมีมารยาทนักหรอก”

เขานิ่งไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับเธออีก และเมื่อขึ้นมานั่งคู่กันบนรถ เธอบอกทางไปบ้านกับเขา ทั้งสองนิ่งเงียบไม่พูดอะไรกันอีก จนรถเลี้ยวเข้าซอยบ้าน ซึ่งเขาสังเกตว่าสองข้างทางยังเป็นที่รกร้าง ครึ้มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ รถแล่นไปได้สักครู่ใหญ่ เธอบอกให้เขาจอดหน้าบ้านหลังเล็กกะทัดรัดน่ารักสองชั้นทาสีขาว

เธอไขกุญแจประตูเหล็กหน้าบ้าน เดินนำเขาเข้าบ้านมา เขามองทางเดินที่ปลูกต้นเข็มสีแดงสวย และตัดเรียบเป็นระนาบเดียวกันทั้งสองข้าง มีซุ้มนั่งเล่นเล็กๆ ตั้งอยู่ที่สนามหญ้าริมรั้ว ตุ๊กตาดินเผาแบบแปลกๆ ประดับอยู่ตามสนามหญ้าเล็กๆ หลายตัว น้ำพุในอ่างดินเผาตั้งอยู่ข้างประตูกระจกบานเลื่อนหน้าบ้าน เขาเห็นปลาสวยงามของเธอในอ่างน้ำพุว่ายไปมา และคิดในใจเจ้าของบ้านเป็นนักจัดสวน จัดบ้านเล็กๆ ให้มีสวนได้สวยงามน่ารักดีเหมือนกัน อริสราไขประตูกระจกบานเลื่อนออก และไขประตูเหล็กดัดอีกชั้นเลื่อนออก แล้วหันมาเชื้อเชิญเขาเข้าบ้าน

 “เชิญค่ะ บ้านฉันคงรกไปหน่อย ฉันไม่ค่อยมีเวลาทำความสะอาดมาหลายวันแล้วละ” เธอหันมาพูดออกตัวกับเขา เมื่อชายหนุ่มถอดรองเท้า และเหยียบย่างเข้ามาภายในบ้าน

ภายในบ้านหลังเล็กๆ ถูกตกแต่งไว้อย่างน่าอยู่ มีหมู่โซฟาสีน้ำเงินเข้มตั้งชิดมุมบ้านด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมีตู้โชว์เตี้ยๆ มีเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องเสียงวางอยู่ ซึ่งตู้นั้นเหมือนจะเป็นฉากกั้นห้องไปในตัว เมื่อเขาเห็นโต๊ะทานอาหารตั้งอยู่ด้านหลัง และมีครัวเล็กๆ ทันสมัยอยู่ด้านในสุดของบ้าน ระหว่างกลางบ้านมีบันไดทอดขึ้นไปชั้นบน เธอเดินเข้าไปในครัว และรินน้ำเย็นใส่แก้วมาวางให้เขา มีห้องเล็กๆ ด้านล่างอีกห้องหนึ่ง ที่เธอเดินหายเงียบเข้าไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับออกมา

 “ที่นี่ก็น่าอยู่ดีนี่ คุณตบแต่งบ้านได้สวยสมกับที่เป็นอินทีเรีย แต่ซอยนี้อยู่ลึกมากไปหน่อย และก็เปลี่ยวมากด้วย ทำไมมาซื้อบ้านเสียไกลแล้วก็ลึกสุดกู่อย่างนี้ล่ะคุณ” เขาเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งกราดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

 “ก็ชานเมืองนี่คะ ราคาที่ดินมันถูกน่ะ เนื้อที่แปดสิบตารางวาอย่างนี้ ถ้าอยู่ในเมืองก็คงจะเกือบห้าหกล้านรวมทั้งบ้านด้วย แต่ที่นี่แค่สามล้านกว่าๆ เท่านั้น ฉันยังไม่รู้ว่าจะมีปัญญาไถ่แบงก์คืนหรือเปล่าเลย ฉันเอามันไปเข้าแบงก์มาน่ะ แต่ฉันไม่ได้พูดให้คุณเห็นใจหรืออยากได้ค่าแรงเพิ่มหรอกนะ” เธอรีบออกตัวทันที  “อืม...คุณจะอยู่อีกนานไหมคะ ฉันมีงานเร่งน่ะค่ะ”

 “เชิญคุณทำงานได้เลย ผมขอนั่งพักสักครู่”

 “เชิญตามสบายค่ะ”

เธอเดินเข้าไปในห้องเล็ก และหายเงียบไปจนเขาต้องเดินไปดู จากประตูห้องที่เปิดแง้มอยู่ ชายหนุ่มจึงเห็นห้องทำงานของเธอที่มีโต๊ะทำงาน มีโคมไฟเปิดสว่างจ้าอยู่บนโต๊ะเขียนแบบ กองหนังสือ และโน้ตบุ๊กตั้งอยู่บนโต๊ะอีกตัวที่ติดกับหน้าต่างด้านในสุด โต๊ะเขียนแบบตั้งอยู่ตรงกลางห้อง มีกล่องทรงกลมใส่ม้วนกระดาษวางไว้หลายกล่อง เธอกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวสูง ก้มเขียนแบบอยู่ที่โต๊ะ มีโคมไฟสาดจ้าอยู่ที่มุม ทำให้เห็นใบหน้าด้านข้างสวยของเธอ

อริสรารู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงเดินของเขา และหันมาพูดด้วย

 “ห้องทำงานของฉันรก จนไม่อยากให้ใครมาเห็นเลยค่ะ”

 “ถ้าไม่มีงูก็คงจะไม่เป็นไร”

เธอหันมามองเขา และหัวเราะออกมาอย่างนึกขันคำพูดของเขา “คงยังไม่มีหรอกค่ะ ถ้ามีคงกัดฉันตายไปแล้วเพราะเมื่อคืนฉันก็นอนอยู่ในห้องนี้” เธอตอบพร้อมกับหันไปก้มหน้าก้มตาอยู่กับงานบนโต๊ะ

เขาเห็นหมอนสี่เหลี่ยมใบใหญ่สีเขียวสด และผ้าห่มผืนเล็กๆ พับวางไว้บนหมอนที่พื้นห้อง มีตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่คงไว้กอดนอนแทนหมอนข้างนอนตะแคงอยู่ที่พื้นใกล้ๆ กับโต๊ะเขียนแบบ เธอใช้ดินสอทัดหูไว้ แล้วหันมาถามอย่างนึกขึ้นได้

 “เอ่อ...คุณทานเช้าหรือยังคะ “

 “นี่คุณ...นี่บ่ายโมงแล้วครับ”

 “จริงดิ” เธอยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “โอ๊ะ...ขอโทษค่ะ ฉันสับสนจนลืมเวลา คุณคงหิวแล้วสินะคะ แถวนี้ก็ไม่มีอะไรขายเสียด้วย คุณทานบะหมี่สำเร็จรูปได้ไหมคะ ฉันมีอยู่ในครัวค่ะ ฉันจะทำให้คุณทานก็ได้ หรือว่าคุณจะกลับและไปหาอะไรทานเลยก็ได้นะคะ”

 “แล้วคุณล่ะ ทานเช้าแล้วหรือยัง”

 “เอ่อ...” เธอทำท่านึก “ทานแล้วค่ะ เมื่อเช้าฉันดื่มนมกล่องหนึ่งกับขนมปังปิ้งสองแผ่น แล้วก็เผ่นไปโรงพยาบาล แล้วก็ไปหาคุณไงคะ” เธอตอบและหันไปทำงานต่อ

 “คุณอริสรา...ผมขอพูดอะไร กับคุณหน่อยได้ไหม”

เธอหันขวับมาทันที และมองหน้าเขานิดหนึ่งอย่างรอคำถาม เขาไม่พูดอะไรแต่หันหลังเดินออกมานั่งลงบนโซฟา เธอจึงจำต้องเดินตามเขาออกมา และนั่งลงตรงข้ามกับเขาด้วยท่าทางที่เขารู้สึกว่าเธอนั่งเหมือนผู้ชาย ด้วยการใช้ศอกทั้งสองข้างเท้าไว้กับเข่า เอนตัวลงมาด้านหน้าน้อยๆ มือเรียวๆ ทั้งสองประสานกัน เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา

 “เชิญค่ะ พูดได้เลย”

เขาดึงสมุดเช็คจากกระเป๋าเสื้อออกมาวาง มองหน้าเธอตรงๆ “ตกลงเราทำงานร่วมกันแล้วใช่ไหมครับ”

เธอพยักหน้านิดหนึ่ง “ก็ใช่ค่ะ เราเซ็นสัญญากันแล้วนี่คะ”

 “แต่ผมยังไม่ได้จ่ายเงินคุณ และยังไม่จ่ายจนกว่าคุณจะเข้าใจงานของคุณมากกว่านี้”

 “ตกลงคุณจะเบี้ยวฉันใช่ไหม ก็ได้...ล้มเลิกก็ได้ ฉันทำใจได้กับทุกเรื่องละค่ะ” เธอเอ่ยพร้อมทั้งโบกไม้โบกมือ

เขาขมวดคิ้วเข้าหากันนิดหนึ่ง “ผมถามจริงๆ การทำงานของคุณ คุณต้องมีความรับผิดชอบแค่ไหน คุณรู้ไหม”

เธอนิ่งอึ้งไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขานัก “เชิญคุณอธิบายค่ะ ฉันอยากรู้ ฉันยังไม่เคยทำงานที่ไม่ถนัดแบบนี้ คุณคงต้องบอกเป็นเรื่องเป็นราวแล้วละค่ะ”

 “โอเค ผมเป็นนายจ้างคุณแล้วใช่ไหม” เขาถามพร้อมกับจ้องหน้าเธอตรงๆ

เธอพยักหน้าและตอบ “อื่อฮึ”

 “แล้วทำไมคุณเอาเวลางานที่คุณต้องทำให้กับผมไปทำให้คนอื่นอีก”

อริสราทำท่าจะอ้าปากเถียงเขา แต่ก็นึกได้ว่าเขาพูดถูกทุกอย่าง เธอนิ่งเงียบหน้าสลดลงทันที

 “เอ่อ...ฉันเข้าใจแล้วค่ะ แต่ว่าฉันคงต้องขอเวลาทำงานชิ้นนี้ให้เรียบร้อยก่อน เพราะฉันรับเงินมาแล้ว ฉันต้องรับผิดชอบทำให้เสร็จ และอีกไม่มากก็จะเสร็จแล้วค่ะ อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมง ฉันจะรีบทำ แล้วฉันก็จะเริ่มทำงานของคุณค่ะ และพรุ่งนี้ฉันต้องไปแคนเซิลงานที่รับมาทั้งหมดด้วยค่ะ ฉันรับงานไว้อีกสี่งาน”

 “คุณรับเงินมาทั้งหมดเท่าไหร่”

 “เอ่อ...รวมกันแล้วก็มัดจำมาห้าหมื่นค่ะ”

เขาก้มลงเซ็นเช็คให้เธอสองใบ และส่งให้เธอรับมาดู หญิงสาวเห็นว่าใบหนึ่งเป็นเงินหนึ่งล้านบาท อีกใบหนึ่งเป็นเงินห้าหมื่นบาท เธอส่งเช็คใบละห้าหมื่นคืนเขา

 “ฉันจะใช้คืนเอง คุณไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบตรงนี้ค่ะ”

เขารับเช็คห้าหมื่นคืนมาใส่กระเป๋าเสื้อไว้ แล้วพูดกับเธอด้วยเสียงเรียบๆ ใบหน้าขรึมๆ

 งานของคุณเริ่มต้นแล้วนะอริสรา แล้วต่อไปนี้ผมเป็นนายจ้างคุณ สิ่งแรกที่ผมจะให้คุณทำก็คือ คุณจะต้องเรียกผมว่าคุณนนท์ และผมจะเรียกคุณว่าอริส และคุณก็จะต้องเรียกชื่อคุณแทนคำว่าฉันกับผม ผมต้องการให้เราสองคนดูสนิทกัน เพราะถ้าเข้าไปในบ้านผมแล้ว คุณจะต้องเล่นละครอย่างแนบเนียนที่สุด และอีกอย่างหนึ่งคุณจะต้องย้ายไปอยู่คอนโดของผมที่สาทร เพราะที่นี่ไกล เปลี่ยว ไม่ปลอดภัย และอย่างที่ผมบอก...ว่าผมลงทุนไปแล้ว และไม่อยากเสียเงินฟรี ถ้าคุณจะถูกฆ่าข่มขืนเวลาที่เดินทางกลับมาที่บ้านนี่ทุกวัน”

 



*จะเริ่มเข้มข้นขึ้นตามลำดับแล้วนะคะ มาติดตามผู้ชายปากร้ายเอาแต่ใจ กับสาวห้าวไม่ยอมใคร แต่เพื่อเงินอริสราจะต้องยินยอมทำตามสัญญาได้หรือไม่ เรื่องนี้น่ารักน่าลุ้น โรแมนติกดรามา แถมแฟนตาซีนิดๆค่ะ*

และ3รางวัลสำหรับ

@มาเป็นแฟนพันธ์แท้ พี่บุษจะสุ่มจับรางวัลเป็นหนังสือ2เล่มค่ะ

และสำหรับคอมเม้นท์อีก1เล่มนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #2 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 10:16
    พออยู่ด้วยกันจะเ็นคนชวนจดทะเบียนเอง
    #2
    0