แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,530 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17

    Overall
    15,530

ตอนที่ 26 : อินทนนท์เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 854
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    25 ก.พ. 61






26

อินทนนท์เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง

 

เสียงกานต์ร้องทักมาแต่ไกล อริสราหันไปมองแล้วลุกพรวดขึ้นทันทีอย่างดีใจที่เห็นคุณกิ่งแก้วกับกานต์ สองพี่น้องเดินมาด้วยกัน อริสราโผเข้ากอดกิ่งแก้วไว้ทันที เสียงเครือสะอื้นของเธอดังอยู่ข้างหู

 “พี่กิ่ง...พี่กิ่งขา อริสดีใจมากเหลือเกินที่ได้พบพี่กิ่งกับคุณกานต์อีกครั้งหนึ่งน่ะค่ะ”

 “แหม...อะไรกันจ๊ะ ทำอย่างกับเราจากกันข้ามปีอย่างนั้นแหละ” กิ่งแก้วเอ่ยสัพยอก ทั้งๆ ที่รู้ว่าอริสราคงจะกำลังต้องการ กำลังใจอย่างมากมาย เพราะเธอเห็นกระถางแตกระเนระนาดที่ถนนหน้าตึก หญิงชราที่กานต์แนะนำว่าเป็นแม่นมของอินทนนท์ บอกว่าเป็นฝีมือของฟรานซิสที่เพิ่งกลับไปเมื่อชั่วโมงที่แล้วนี่เอง

 “ไม่รู้สิคะพี่กิ่ง อริสอยากพบพี่กิ่งกับคุณกานต์มากที่สุดในชีวิตเลยละค่ะ อริสบอกไม่ถูกค่ะ อริสไม่รู้จะทำยังไง อริสตัดสินใจไม่ถูกเลยค่ะ ห่วงหน้าพะวงหลังไปหมด ตอนที่คุยกับพี่กิ่ง อริสนึกว่าพี่กิ่งจะมาพรุ่งนี้เสียอีก”

ตากานต์เขามาพอดีพี่ก็เลยรีบชวนมาจ้ะ พี่ซื้ออะไรมาเยี่ยมไม่ทันเลย เลยแวะซื้อเครื่องดื่มบำรุงกำลังสำหรับผู้ป่วยมาน่ะ” เธอรีบส่งกระเช้าของเยี่ยมให้อริสรา เธอพนมมือไหว้และรับมาถือไว้

 “ตกลงอริสเห็นพี่กิ่งคนเดียวสินะเนี่ย” กานต์สัพยอกขึ้นน้อยๆ

 “โธ่ คุณกานต์ก็ อริสคิดถึงคุณกานต์มากที่สุดเหมือนกันค่ะ ตอนคุณนนท์ไปหาอริสที่รีสอร์ต อริสโทร.หาคุณกานต์ทุกวันเลย อยากให้คุณกานต์มาเป็นตัวช่วยบ้าง คุณกานต์ก็ไม่อยู่”

 “แหม...ถึงอยู่ ผมก็คงไม่กล้าไปเป็นตัวช่วยหรอกครับ คนเขากำลังจะดีกัน ให้ผมไปก็เป็นก้างน่ะสิครับ” กานต์เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่อริสราก็เห็นรอยหม่นเศร้าในดวงตาของเขาที่มองเธอ

เธอรีบเอ่ยเชื้อเชิญ “ขึ้นมานั่งก่อนเถอะค่ะ หรือว่าจะย้ายไปบนตึกดีคะ”

 “ตรงนี้แหละดีแล้ว เห็นคุณแม่บ้านบอกว่าคุณหญิงท่านอยู่ไม่ใช่เหรอ” กิ่งแก้วลดเสียงให้เบาลง

 “อ๋อ...ท่านอยู่ข้างบนน่ะค่ะ ท่านไม่ค่อยสบาย”

ทั้งสามขึ้นมานั่งลงที่ม้ายาวบนศาลาเล็ก อินทนนท์นอนอยู่ที่เก้าอี้นอน กานต์เข้าไปจับไม้จับมือเพื่อนทักทาย

 “เจ้านนท์...จำฉันได้ไหม กานต์น่ะ”

อินทนนท์มองหน้ากานต์กับคุณกิ่งแก้วด้วยสีหน้าเรียบสนิท ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรออกมาแม้แต่นิดเดียว กานต์มองเพื่อนด้วยสายตาเวทนาอย่างเหลือเกิน

  “เฮ้ย...นนท์ เราเป็นเพื่อนกันไง เราเรียนต่ออเมริกาด้วยกัน เราเป็นรูมเมตกันจนใครๆ นึกว่าเราเป็นคู่เกย์ จำไม่ได้เหรอเพื่อน” กานต์เอ่ยถึงความหลังแล้วเงยขึ้นมองหน้าอริสรา ซึ่งเธอก็ส่ายหน้าให้เขาน้อยๆ

กานต์มองเพื่อนอย่างสำรวจ อินทนนท์ซูบลง นัยน์ตาเหม่อลอยไม่รับรู้อะไร กานต์มองใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาติดจะขรึมนั้นแล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นอาการของเพื่อน นี่หรืออินทนนท์ คนที่ผู้หญิงบางคนเคยบอกว่าเป็นผู้ชายที่มีบุคลิกน่าค้นหาจนเขาเองยังแอบอิจฉา เป็นผู้ชายเอเชียที่มีผู้หญิงต่างชาติสนใจมากมายตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ด้วยกัน

 “แล้วหมอบอกว่ายังไงบ้างครับอริส”

 “หมอบอกว่าคุณนนท์มีสิทธิ์หายค่ะ แต่บอกเวลาที่แน่นอนไม่ได้ หมออยากให้คุณนนท์ได้อยู่กับคนที่เธอรู้จักคุ้นเคย ชวนพูดชวนคุยด้วย หมอบอกว่าสมองเป็นเหมือนม้วนเทปที่อาจจะกรอกลับมาอีกครั้งหนึ่งค่ะ อริสก็พยายามนะคะ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะได้ผลแค่ไหน คนที่คุณนนท์สนิทมากกว่าอริสอย่างคุณฟรานก็ไม่ค่อยจะร่วมมือด้วยเลย คุณฟรานเธอใจร้อน ไม่ค่อยอดทนกับอาการของคุณนนท์น่ะค่ะ”

 “โอ๊ย...อริส ยังจะไปหวังอะไรกับแม่คนนั้น” คุณกิ่งแก้วเอ่ยขึ้นทันที

 “อริส...ก็ได้แต่หวังค่ะ ใครก็ได้ที่จะช่วยฟื้นความทรงจำของคุณนนท์ อริสก็หวังไปหมดน่ะค่ะ”

 “อริส...เผื่อใจไว้บ้างนะจ๊ะ จะได้ไม่ผิดหวังมากมายนัก” กิ่งแก้วเอ่ยขึ้นเบาๆ จับมือเธอไว้

น้ำตาปริ่มขอบตาจนเจียนจะหยด เธอก้มหน้าลงน้อยๆ กานต์มองมาที่เธอ ส่งสายตาอาลัยมานิดหนึ่ง “พี่กิ่งคะ ...แต่อริสก็ยังหวังค่ะ ว่าสักวันหนึ่งคุณนนท์จะต้องจำได้ ถึงแม้ยิ่งนานวันอริสจะมีความหวังเหลือน้อยลงก็ตาม แต่อริสจะพยายามค่ะ”

 “อริส...ถ้าเจ้านนท์มันรับรู้ คงจะปลื้มใจนะอริส ที่มีคนที่รักและหวังดีกับมันมากมายอย่างอริส เจ้านนท์มันโชคดีที่ได้อริสไปครองทั้งตัวและใจ” กานต์เอ่ยออกมาด้วยหัวใจนั้นเจ็บร้าว

พี่สาวรีบเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ เพราะเห็นว่าน้องชายเริ่มนึกถึงความรู้สึกของตัวเองขึ้นมาอีกแล้ว “กานต์...พี่มีงานเลี้ยงตอนค่ำ พี่ต้องรีบกลับก่อน แล้ววันหลังค่อยมาใหม่นะ”

 “ครับ...เอ่อ...อริสครับ พรุ่งนี้ผมจะขึ้นไปเชียงใหม่แล้วละ อริสจะใช้ผมไปทำอะไรให้ไหม”

 “แหม...คุณกานต์พูดเสียจนอริสไม่กล้าบอกเลยค่ะ ทำไมต้องพูดว่าใช้ล่ะคะ อย่าพูดอย่างนี้อีกนะคะ อริสก็เกรงใจแย่สิคะ”

 “ครับ...โอเคครับ อริสอย่าเกรงใจผมเลยนะ แต่ผมก็รู้ว่าที่รีสอร์ตมีท่านช่วยดูแลอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ ที่เจ้านนท์จะกลับมา กรุงเทพฯ ก็เพราะท่าน ใช่ไหมครับ” กานต์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่อริสราไม่แน่ใจนักว่าเขามีเจตนาอะไรหรือเปล่า กานต์สนิทกับเด็กๆของเธอที่รีสอร์ตแทบทุกคน เพราะเขาเป็นคนหาพนักงานมาให้เธอ อาจจะโทร.มาถามใครสักคนโดยเฉพาะทอยก็ได้ ก็เลยรู้เรื่องท่าน

 คุณกานต์คะ ท่านเมตตากับอริสมากค่ะ ท่านเพียงแต่ส่งคนของท่านมาช่วยดูแลให้บ้างเท่านั้นแหละค่ะ กลัวว่าคนงานจะไม่เทกแคร์แขกแล้วจะเสียลูกค้าน่ะค่ะ”

 “ท่าน...เมตตาอริสเท่านั้นเหรอครับ” กานต์ถามขึ้น พร้อมกับมองหน้าเธอตรงๆ อย่างค้นหา

 “ใช่ค่ะ ท่านเพียงแต่เมตตาค่ะ”

 “แต่พี่ว่า ถ้าอริสจะตัดสินใจอะไรก็คงไม่มองข้ามตากานต์ ไม่ใช่เหรอจ๊ะ” กิ่งแก้วถามขึ้นตรงๆ ทันทีเหมือนกัน

อริสราชั่งใจว่าจะบอกคุณกิ่งแก้วกับกานต์ดีหรือไม่ เรื่องที่ท่านผู้ว่าพงศธรบอกว่าแน่ใจว่าเธอเป็นลูกสาวของท่านกับแม่อริสา เธอยังขลาดกลัวที่จะยอมรับความจริง ทั้งๆ ที่มีหลักฐานเป็นจดหมายของแม่ที่เขียนบอกกับท่านพงศธรว่าตนเองกำลังท้อง เธอจำลายมือของแม่ได้ อีกทั้งรูปถ่ายที่ท่านทั้งสองถ่ายคู่กันตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา และจดหมายหลายฉบับที่ท่านเขียนหากัน ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเล่าเรื่องของท่านกับเธอให้คู่พี่น้องฟังระหว่างเดินมาส่งที่รถ

 “อะไร...มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอ แปลกมากนะอริส” คุณกิ่งแก้วอุทาน

 “ค่ะ...ท่านบอกกับอริสอย่างนั้น แต่อริสไม่กล้าบอกใคร กลัวว่าถ้าวันหนึ่งท่านมาบอกว่าท่านเข้าใจผิด ท่านเจอลูกที่แท้จริงของท่านแล้ว อริสคงจะอับอายและเสียใจที่ไปคิดฝันเรื่องลมๆ แล้งๆ น่ะค่ะ”

 “อริส...เธอคิดมากเกินไปนะ คนระดับนั้นเขาต้องไตร่ตรองดีแล้วก่อนจะพูดออกมาจ้ะ”

 “อริส...คิดอะไรคนเดียว ไม่กล้าจะไปถามใคร ตอนแรกท่านมาเห็นรูปแม่ที่อริสติดไว้ที่รีสอร์ต ท่านก็เริ่มถามประวัติส่วนตัว แล้วก็มาบ่อยๆ พาแขกมาให้ ซื้ออะไรต่ออะไรมาให้ จนกระทั่งท่านนำหลักฐานอะไรต่ออะไรมาให้ดูแล้วบอกว่าเชื่อว่าอริสเป็นลูกท่านค่ะ”

 “โธ่...แค่ตรวจดีเอ็นเอก็รู้แล้วนี่จ๊ะ”

 “ท่านแอบนำอะไรสักอย่างของอริสไปตรวจมาแล้วค่ะ ท่านยังส่งผลอันนั้นใส่ซองมาให้อริสดูเลยค่ะ”

 “โอเคเลยอริส อย่างนั้นก็ไม่ต้องเคลือบแคลงอะไรแล้วละ พี่ขอแสดงความยินดีด้วยนะ เด็กโง่” คุณกิ่งแก้วยิ้มแล้วส่ายหน้าน้อยๆ

กานต์ที่นิ่งฟังเงียบๆ มาตลอดก็เอ่ยขึ้น “อย่างนี้เจ้านนท์ก็เข้าใจผิดน่ะสิ เด็กที่รีสอร์ตบอกผมว่าเจ้านนท์มันตามคุณไปที่บ้านพักตากอากาศบนดอยของท่านผู้ว่า พอกลับมาก็เก็บเสื้อผ้ากลับมาเลย ผมยังเข้าใจว่ามันคงไปเห็นภาพบาดตาอะไรละมัง ถึงได้รีบกลับมาขนาดนั้น”

 “คุณนนท์หึงผู้ชายทุกคนที่เข้ามาหาอริสน่ะค่ะ ที่เข้าใจไปแบบนั้นเพราะอริสไม่ได้พูดเรื่องนี้ให้ใครรู้เลย”

 “อริส...พี่ดีใจด้วยจริงๆ นะที่อริสได้พบพ่อ อีกหน่อยเรื่องร้ายๆ ผ่านไป ทุกอย่างก็คงจะดีขึ้นจ้ะ”

 “อริสก็ได้แต่หวังว่าจะมีวันนั้น แต่ตอนนี้ยังมืดมนจนหนทางอยู่เลยค่ะ”

 “ผมจะไปดูที่รีสอร์ตให้นะอริส แล้วจะโทร.มาบอก ขอให้อริสคิดว่ายังมีผมเป็นกำลังใจให้เสมอนะ ดูแลเจ้านนท์มันดีๆ นะครับ ความรักของคุณเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมคิดว่าจะทำให้เจ้านนท์มันดีขึ้น” กานต์เอ่ยขึ้นกับเธออย่างเริ่มปลงตก

 “ขอบคุณมากค่ะคุณกานต์ ขอบคุณพี่กิ่งนะคะ”

 

ฟรานซิสได้ปืนพกมากระบอกหนึ่งจากพวกในบ่อนตามที่เธอสั่งไว้ ลิลลี่เห็นปืนที่ฟรานซิสเอามาอวดแล้วก็ทำหน้าสยอง

 “แกคิดจะฆ่าแกงเมียคุณนนท์หรือไงยะ แกติดคุกหัวโตเลยนะ อยู่นอกคุกก็ยังมีความหวังดีๆ รอแกอยู่เยอะแยะนะจะบอกให้ เสี่ยเพ้งเขาก็เปย์แกมาเป็นล้านแล้วไม่ใช่เหรอ เขาบอกฉันน่ะ”

 “เฮ้ย...ฉันไม่ได้โง่นี่ ไปฆ่านังนั่นจะได้ติดคุกน่ะสิ ฉันจะยิงไอ้เต๋าน่ะ มันข่มขู่ขูดรีดฉัน ฉันใช้หนี้มันจนหมดแล้ว มันก็ยังจะมาคิดดอกกับฉันไม่รู้จักจบจักสิ้น มันกลายเป็นค่าคุ้มครองหรือค่าอะไรก็ไม่รู้สุดแล้วแต่มันจะอ้าง มันมีรูปฉันกับเสี่ยเพ้งมาขู่จะให้นักข่าวอีกด้วย”

 “ก็แกไปพัวพันกับพวกมาเฟียนี่ มันเห็นทางได้ พวกมันก็รุมกันสูบเลือดแกนั่นแหละ ระวังแต่เสี่ยเพ้งเถอะ ถ้าเขารู้ว่าแกติดการพนัน เขาจะไม่ให้แกอีก”

 “ตอนนี้ฉันก็หัวหมุนไปหมด ต้องคอยหลบคอยหลีก ไอ้เต๋ามันไม่ปล่อยฉันเลยนะ แล้วมันยังมาขู่ว่าจะเปิดโปงเรื่องของฉันกับเสี่ยเพ้งถ้าฉันไม่ยอมนอนกับมัน ฉันถึงจะใช้ปืนนี่ยิงมันแล้วบอกกับตำรวจว่ามันจี้เอาเงินฉัน ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ นะ ฉันทนไม่ไหวแล้วละ”

 “ว้าย...แกกล้ายิงมันเหรอ” ลิลลี่ร้องออกมาอย่างตกใจ

 “มันซ้อมฉันเวลานอนกับฉัน ฉันจะทนไหวเหรอ แกดูนี่สิ” ฟรานซิสเปิดต้นแขนที่เขียวเป็นจ้ำให้ลิลลี่ดู น้ำตาพานจะหยด ด้วยความแค้น  “ฉันต้องใช้ครีมรองพื้นทาเวลาไปนอนกับเสี่ยเพ้งน่ะ”

 “อะไรมันจะขนาดนั้นวะ แสดงว่ามันซาดิสม์น่ะสิ เวรกรรมของแกจริงๆ ฉันว่าแกหาทางบินไปเมืองนอกเถอะ ขืนแกอยู่ที่นี่แกแย่แน่”

 “ลี่...ฉันต้องหาเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งก่อน ฉันจะไปแต่ตัวได้ยังไง แล้วฉันจะบอกแกให้นะ ฉันยังรักนนท์อยู่นะ ฉันคิดถึงนนท์ อยากจะไปหาเขา แต่ยายคุณหญิงไม่ให้ฉันเข้าบ้าน ฉันทะเลาะกับเขาน่ะ”

 “แกตัดใจเถอะนะฟราน คุณนนท์เขาเป็นอย่างนั้นไม่รู้ว่าจะหายเมื่อไหร่ หาเงินสักก้อนแล้วไปทำมาหากินที่อเมริกา จะได้ห่างๆ บ่อน ขืนแกยังอยู่ที่นี่ หาเงินได้เท่าไหร่ก็ไม่เหลือหรอก “

 “ฉันก็คิดเหมือนแก เฮียเพ้งเขาจะให้เงินฉันไปลงทุนเปิดบูติคแล้วก็นำเข้าพวกเสื้อผ้า หาสไตลิสต์มาทำแบรนด์ใหม่ แล้วตัดเย็บส่งออก ฉันไม่คิดจะทำอะไรกระจอกๆ แบบนั้นหรอก แต่ฉันจะหลอกให้เขาเอาเงินมาให้ฉันก่อน ฉันจะไปหานนท์อีกสักครั้ง แล้วก็จะบินไปเลย”

 “แกก็ทนๆ หน่อยก็แล้วกัน รีบเตรียมตัวไว้ให้พร้อม ถ้าแกไปฆ่าแกงไอ้เต๋ามันจะเรื่องใหญ่ แกจะบินไปไหนก็คงยากจนกว่าจะเสร็จคดี ยังไงๆ แกก็ต้องทน พอได้เงินก็อย่าเก็บไว้กับตัว รีบบินเลย ฉันเอาใจช่วยแกนะ เชื่อฉันนะฟราน ฉันสงสารแกว่ะ” ลิลลี่เตือนสติอย่างสงสารในชะตากรรมของเพื่อนสนิท


อริสรามองผ่านประตูกระจกห้องนั่งเล่น เห็นคุณหญิงเดินไปเดินมาช้าๆ คุยโทรศัพท์กับใครสักคน สีหน้าท่าทางของท่านครุ่นคิดมีกังวล จนอริสราที่กำลังคิดว่าจะเข้าไปคุยกับท่านตามคำแนะนำของแม่นงค์ไม่กล้าเข้าไปหาท่านในเวลานี้ เธอเลี่ยงเดินขึ้นไปดูอินทนนท์ในห้องนอน เขาเอนหลังอยู่ที่โซฟายาว เมื่อเธอเดินไปนั่งคุกเข่าข้างๆ เขา อินทนนท์หันมามองหน้าเธอ เอื้อมมือมาจับปลายผมเธอน้อยๆ อย่างที่ปรกติเขาชอบทำ

เธอยิ้มแล้วแนบแก้มกับไหล่เขา “คุณนนท์...คุณจำอริสได้แล้วใช่ไหมคะ มองหน้าอริสสิคะ แล้วคิดถึงวันที่เราพบกันครั้งแรกที่ห้องทำงานของพี่กิ่งแก้วสิคะ คุณบอกว่าวันนั้นคุณถูกใจอริสไงคะ คุณยังจำผู้หญิงเซอร์ๆ คนที่นุ่งยีน สะพายเป้ สวมรองเท้าหุ้มข้อได้ไหมคะ”

เขาพึมพำ “อริส อริส”

เธอจ้องหน้าเขา มองเข้าไปในดวงตาเขาอย่างตื่นเต้นและมีความหวัง เธอเห็นรอยยิ้มในดวงตาของเขา แต่เพียงแวบเดียวเท่านั้นก็กลับว่างเปล่า ไม่มีอะไร ไม่มีเธอในดวงตานั้น เวลาที่เขาเรียกชื่อเราทีไร เราก็มีความหวังเจิดจ้าขึ้นทุกครั้ง เราคิดมากไปเอง เขาเพียงแต่เรียกออกมาจากจิตใต้สำนึกเท่านั้น ความทรงจำมันล่องลอยหายไปไหนนะ ได้โปรดกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งถอะ ถ้าในชีวิตของอริสทำบุญมาทั้งหมดเท่าไหร่ อริสขอมอบให้คุณทั้งหมด ขอให้คุณหายด้วยเถอะ เธอนิ่งคิด พร้อมกับพึมพำเบาๆ

เสียงเคาะประตูเบาๆ และเปิดเข้ามา คุณหญิงเดินมาที่ลูกชาย มองหน้าเขาด้วยสายตาที่อริสราเห็นแล้วสะท้อนใจ สายตาของท่านบอกถึงทุกอย่างในใจที่มารดามีให้ลูกยามที่ลูกเจ็บไข้ เธอเข้าใจดี ท่านเอ่ยขึ้นลอยๆ

 “เธออยู่กับเขามาหลายวันแล้ว จะกลับไปดูลูกเต้าบ้างก็ได้นะ”

อริสราอึ้งไปทันที คิดไม่ทันว่าสมควรจะทำอย่างที่ท่านพูดดีหรือเปล่า และจะตอบท่านยังไง เธอนิ่งเงียบนึกหาคำตอบกับตัวเอง คำตอบที่จะตอบคุณหญิง เราจะกลับไปดีไหม ท่านคงไม่ต้องการให้เราอยู่แล้วก็ได้ ท่านไม่เคยพูดกับเราสักคำ น้ำตาเริ่มปริ่มขอบตา เงยมองหน้าท่านน้อยๆ น้ำตาไหลพรากลง

 “คุณท่านไม่ต้องการให้อริสดูแลคุณนนท์แล้วใช่ไหมคะ” เธอสะอื้นออกมา

 “ฉันไม่รู้ว่าเราคิดยังไงหรือทำอะไรหรอกนะ แต่เธอไม่เป็นห่วงลูกเหรอ ฉันจะพาตานนท์ไปนอนที่โรงพยาบาลสักสองสามวัน เพราะหมอโทร.มาบอกว่าตอนตรวจครั้งสุดท้ายนี่ เขาพบสิ่งผิดปรกติที่สมอง ตานนท์อาจจะมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะสมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็นมีปัญหา เขาต้องการให้ตานนท์กลับไปให้เขารักษาก่อนที่จะรักษาไม่ได้ ฉันก็เลยคิดว่าเธอน่าจะไปดูลูกบ้าง ยังไงเขาก็เป็นภักดีทวีกุล และเป็นหลานคนเดียวของฉัน”

คำพูดของคุณหญิงทำให้อริสราถึงกับปล่อยโฮออกมาทันที เธอโผเข้าไปกอดอินทนนท์ไว้ พร่ำรำพันจนคุณหญิงต้องเมินหน้าหนี  “คุณนนท์ คุณนนท์ เพราะอริสคนเดียวที่ทำให้คุณนนท์เป็นอย่างนี้ ต่อไปนี้อริสจะดูแลคุณไปตลอดชีวิตของอริส ไม่ว่าคุณจะจำอริสได้หรือไม่ และถึงแม้ว่าคุณจะมองไม่เห็นอะไรเลย อริสสงสารคุณเหลือเกินค่ะ อริสผิดเอง อริสผิดเอง”

อินทนนท์ยกมือขึ้นลูบผมเธอเบาๆ เหมือนจะรับรู้คำรำพันของเธอ คุณหญิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เธอจัดข้าวของเครื่องใช้ของตานนท์ใส่กระเป๋าให้หน่อยก็แล้วกัน ฉันจะพาตานนท์ไปโรงพยาบาลตอนบ่าย แล้วเธอก็โทร.ไปจองตั๋วเครื่องบินกลับ ให้นายชมไปส่งที่สนามบิน เข้าใจไหม”

เป็นคำสั่งเฉียบขาดที่ทำให้เธอถึงกับนิ่งงัน ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงปนสะอื้น “ให้อริสไปส่งคุณนนท์ที่โรงพยาบาลด้วยได้ไหมคะ คุณท่าน”

 “มันจำเป็นมากหรืออริสที่เธอจะต้องไปส่ง แค่โรงพยาบาลนี่เท่านั้น เธอกลับไปดูลูก และถ้าต้องการให้ตานนท์เห็นลูกเป็นครั้งสุดท้าย เธอก็พาลูกมาก็แล้วกัน”

คำพูดของคุณหญิงบีบคั้นหัวใจเธออย่างที่สุด เหมือนฟ้าฟาดลงมากลางใจจนเธอต้องปล่อยเสียงสะอื้นที่ทนกลั้นไว้ออกมาอีก เธอโถมเข้ากอดอินทนนท์ไว้ 

อริสขอโทษค่ะ อริสขอโทษ”

คุณหญิงเดินจากไปแล้ว เธอเริ่มเก็บของใช้ส่วนตัวของเขาลงกระเป๋าใบเล็ก น้ำตาร่วงริน ไม่ขาดสายและสะอื้นตลอดเวลา อย่างไม่คิดจะอายใครอีกต่อไป จนคุณนงค์เดินเข้ามาเห็น มองเธออย่างเวทนา และพลอยร้องไห้กับเธอไปด้วย

 “โถ...คุณอริส อย่าร้องไห้เลยนะคะ หมออาจรักษาทันก็ได้ค่ะ มันคงไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้แล้วละค่ะ เชื่อแม่นงค์สิคะ”

เธอโผเข้ากอดแม่นงค์ไว้ “อริสไม่อยากหวังอะไรแล้วค่ะ อริสหวังครั้งไร มันก็กลายเป็นความผิดหวังทุกครั้ง อริสผิดเองค่ะแม่นงค์”

 “อย่าโทษตัวเองเลยนะคะ มันเป็นเวรกรรมน่ะค่ะ เรากำหนดเองไม่ได้หรอกค่ะ เชื่อแม่นงค์นะคะ”

คุณหญิงแต่งตัวเตรียมพร้อม และบอกให้เธอพาอินทนนท์ลงไปที่รถ เธอจูงเขาเดินลงบันได คุณหญิงขึ้นนั่งประจำที่คนขับ เมื่ออินทนนท์นั่งลงข้างท่าน อริสราพนมมือขึ้นกล่าวกับท่าน

 “คุณแม่คะ...อริสสัญญาค่ะ ว่าถึงคุณนนท์จะเป็นยังไง อริสจะดูแลคุณนนท์ไปตลอดชีวิตของอริสค่ะ อริสจะไปพาอิงอิน มาหาคุณนนท์นะคะ” คุณหญิงไม่ตอบอะไร อริสราเข้าไปกอดอินทนนท์ไว้  “คุณนนท์...อริสรักคุณนนท์นะคะ อริสจะไปพาลูกมาหานะคะ รักษาตัวให้หายนะคะ คอยอริสนะคะ อริสจะรีบมาค่ะ ต่อไปนี้อะไรก็ไม่สำคัญกับอริสเท่ากับคุณและลูกแล้วละค่ะ อริสจะขายรีสอร์ตแล้วพาลูกมาอยู่กับคุณนะคะ” เธอพร่ำรำพึงรำพัน กอดเขาไว้จนคุณหญิงหันมามองเหมือนจะบอกว่าหมดเวลาแล้ว อริสราจับมือของอินทนนท์มาแนบแก้มอีกครั้ง

ประตูหน้าที่เปิดกว้างไว้พร้อมสำหรับคุณหญิงสราญจิตที่จะขับรถออกไปนั้น จู่ๆ รถสีแดงเพลิงของฟรานซิสก็พุ่งเข้ามาและจอดขวางรถของคุณหญิงไว้ เธอก้าวลงมาและเดินฉับๆ ไปที่รถของคุณหญิงทันที อริสราคลายอ้อมแขนออกแล้วเงยหน้าขึ้นมองฟรานซิส

 “ถอยไปอีบ้า” ฟรานซิสดันร่างอริสราออก แล้วก้มลงไปมองอินทนนท์ที่นั่งอยู่ในรถ “นนท์...นนท์ขา นนท์จะไปไหนคะ”

คุณหญิงนั่งนิ่งคอแข็ง ไม่ได้หันหน้ามามองฟรานซิสแม้แต่น้อย และไม่เอ่ยคำใด ฟรานซิสดึงแขนอินทนนท์  “นนท์คะ...ลงมาก่อนค่ะ นะคะ อย่าเพิ่งไป”

คุณนงค์ซึ่งยืนอยู่อดรนทนไม่ได้ เอ่ยขึ้น “ให้คุณนนท์ไปเถอะค่ะ คุณนนท์จะต้องไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าเธอกำลังจะมองไม่เห็นอะไร ถ้าไปรักษาไม่ทันคงจะตาบอด ตอนนี้คุณนนท์ก็เริ่มมองไม่เห็นแล้วละค่ะ”

 “ว้าย...ตายแล้ว แค่จำอะไรไม่ได้ก็เหมือนเป็นเบื้อเป็นใบ้อยู่แล้ว ยังจะตาบอดอีก” ฟรานซิสเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่ใครก็บอกไม่ถูกว่าเธอคิดอะไร ในสีหน้านั้นคล้ายจะสยดสยองและรังเกียจระคนกัน “งั้นก็รีบไปเถอะ ฉันจะกลับเหมือนกัน”

ฟรานซิสถอยรถแล้วตั้งลำขับออกไปทันที อริสราเข้าไปปลอบเขาอีกครั้ง เหมือนกับเกรงว่าเขาจะเสียใจในคำพูดของฟรานซิส “ไม่เป็นไรนะคะ เรายังมีความหวังค่ะ อริสจะเป็นคนดูแลคุณเอง อย่าเสียใจนะคะ”

 “พอได้แล้วอริส ฉันนัดหมอไว้ แล้วเดินทางดีๆ นะ ฉันจะโทร.บอกอาการก็แล้วกัน ยังไม่ต้องรีบมาหรอก ดูแลลูกให้ดีล่ะ” เสียงของคุณหญิงอ่อนลง

 “ค่ะ คุณแม่”

คุณหญิงขับรถออกไปแล้ว อริสรามานั่งที่ซุ้มกลางสวน นึกถึงคืนวันที่เธอและเขาเคยร้องเพลงเล่นเปียโนด้วยกัน ภาพต่างๆทยอยผ่านเข้ามาในสมอง รอยยิ้มของเขาที่เธอหลงใหลและแอบชื่นชม จูบแรกที่เขาฝากไว้ยังไม่เคยเลือนไปจากความทรงจำ อ้อมแขนและอุ่นไอวันนั้นที่ประจวบ ภาพสิ้นสุดของความเป็นสาวผ่านเข้ามาจนเธอนั้นเจ็บปวด หัวใจเหมือนเจียนจะขาดจนต้องซบหน้าลงกับท่อแขน สะอื้นออกมาดังๆ

 

*ฟรานซิสคิดอย่างไรที่มีปืนไว้ในครอบครอง เธอจะยิงไอ้เต๋า หรือคิดจะฆ่าใครหรือไม่ และมาติดตามตอนที่เหลือกันค่ะ ว่าทำไมอินทนนท์จะต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เรื่องราวเริ่มงวดเข้ามาจนสุดๆแล้วนะคะ หาอ่านฉบับเต็มในแบบรูปเล่ม หรือโหลดอ่านในรูปแบบebookในหลายเว็บได้แล้วนะคะ*


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

0 ความคิดเห็น