แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,530 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17

    Overall
    15,530

ตอนที่ 3 : สิ่งที่เป็นเธอ100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 ก.ย. 60



อริสรา & อินทนนท์


3

สิ่งที่เป็นเธอ

 

เธอมองหน้าเขาตรงๆ เม้มริมฝีปากเข้าหากันน้อยๆ อย่างขัดใจ แต่ก็รู้ตัวว่าตนเองไม่มีทางอื่นที่จะหลีกเลี่ยงหรือโต้แย้งอะไรในเมื่อมันคือคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา เขามองหน้าเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วเอ่ยต่อ

  “อริส...ถ้าตอนนี้คุณมีคู่รักหรือเพื่อนชายที่รู้ใจอยู่ ผมขอห้ามไม่ให้คุณติดต่อกับเขาอีกจนกว่างานของเราจะสำเร็จ แค่ปีเดียวคุณคงทำได้นะ”

เธอเหลือบตามองหน้าเขาเหมือนจะค้อนนิดหนึ่ง  “แล้วห้ามไม่ให้รักใครด้วยหรือเปล่าคะ”

 “เรื่องของหัวใจผมคงไม่ห้ามคุณหรอกนะ แต่งานของเราจะให้มีคนที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะเมื่อผมกลับมา คุณกับผมก็คือสามีภรรยากัน ผมจะต้องพาคุณออกหน้าออกตา และไม่มีใครรู้นี่...ว่าเรากำลังเล่นละครกันอยู่ มีเพียงคุณ ผม แล้วก็พี่กิ่งเท่านั้น ผมไม่อยากมีปัญหากับผู้ชายคนไหนของคุณ “

 “โอเคค่ะ...ฉันถูกซื้ออิสรภาพที่มีทั้งหมดแล้วถูกไหมคะ” เธอกล่าวแล้วมองหน้าเขา พลางยกมือทำท่าปฏิญาณ

 “อืม...และต่อจากวันนี้ไปจนกว่าจะครบหนึ่งปี ข้าพเจ้านางสาวอริสรา จะไม่สามารถรักหรือรับรักผู้ชายคนไหนในโลกนี้ได้ ด้วยสัญญาที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้กับคุณอินทนนท์ เจ้านายของข้าพเจ้า พอใจไหมคะ” เธอทำเหมือนประชด แต่สีหน้าท่าทางของเธอ กลับทำให้เขาต้องกลั้นยิ้ม

 “ดีมาก ถ้าจะทำได้อย่างที่พูด และตั้งแต่พรุ่งนี้ คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ทั้งหมด”

เธอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาประสานขนานกันที่หน้าอก ก้มศีรษะลงเร็วๆ ครั้งหนึ่ง

 “ได้ค่ะเจ้านาย...” เธอทำท่าเหมือนจินนี่ในภาพยนตร์เรื่องแม่มดเจ้าเสน่ห์ หน้าตาท่าทางของเธอทำให้เขาอมยิ้มนิดหนึ่ง แต่ก็ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย จนทำให้เธอนึกหมั่นไส้

โธ่เอ๊ย...ทำเป็นเก๊กหน้า จะยิ้มก็คงกลัวเสียเหลี่ยมมั้ง หมั่นไส้ชิบ หญิงสาวคิดอย่างหมั่นไส้ แล้วลอยหน้าขึ้นร้องเพลง “ใจร้าย...เธอหยุดใจร้ายได้ไหม...” ทำให้เขานึกขันท่าทางของเธออยู่ในใจ

 “คุณไปเก็บของใช้เท่าที่จำเป็น ย้ายไปอยู่ที่คอนโด”

 “นี่คุณ..ฉันยังทำงานไม่เสร็จ ยังไงวันนี้ฉันก็ยังไปไหนไม่ได้หรอกค่ะ งานนี้ฉันรับเงินเขามาแล้ว และเขาก็ให้เงินฉันมาหมดแล้วด้วย ฉันต้องทำให้เสร็จค่ะ คุณเข้าใจไหมคะคุณอินทนนท์” เธอเอ่ยพร้อมทั้งยื่นหน้าไปยักคิ้วให้เขา

 “ก็ได้...งั้นผมจะรอก็แล้วกัน”

 “ถ้าคุณจะรอฉัน ก็คงจะต้องนอนค้างที่นี่ค่ะ เพราะฉันจะทำงาน และไม่ทราบว่าจะเสร็จกี่โมง อาจจะเที่ยงคืนหรืออาจจะตีหนึ่ง ตีสอง ตีสาม ก็ไม่ทราบนะคะ”

 “ก็โอเค ผมจะรอ” ชายหนุ่มเอ่ยยืนยัน

อริสราเท้าสะเอวมองหน้าเขา ทำสีหน้าท้ออย่างไม่รู้จะไล่เขาไปยังไง เธอยกมือขึ้นทั้งสองข้างบอกอาการยอมแพ้ แล้วเดินเข้าห้องทำงานไป

อินทนนท์มองอากัปกิริยาของอริสรา ทุกๆ อย่างที่เป็นตัวเธอ เขาเห็นว่าเธอเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน น่ารัก แต่กิริยาท่าทางของเธอเหมือนทอมบอยทุกอย่างอย่างที่คุณกิ่งแก้วบอก เขาทอดถอนใจ เกิดความมุ่งมั่นว่าเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงเธอให้ได้ สักครู่เขาได้ยินเธอพูดโทรศัพท์อยู่ในห้องทำงาน

 “เฮ้...โอเคอยู่แล้ว แล้วนายทำอะไรอยู่ เออ...นัท..เรามีเรื่องจะบอกอะไรนายนะ เราจะคืนงานที่รับมาน่ะ ทั้งหมดเลย อืม...เราจะแต่งงานน่ะหึๆ” เสียงเธอพูดแล้วหัวเราะอย่างฝืนๆ

 “ใช่ แต่งงาน..เปล่า...เราไม่ได้พูดเล่น เรื่องจริง” เสียงเอ่ยยืนยัน และหัวเราะในลำคอขื่นๆ ขึ้นอีก

  “เอ่อ...ก็เพิ่งพบกัน..แต่เราทำเพื่อแม่น่ะนัท นายคงเข้าใจนะว่าเราอยู่ในสถานการณ์ไหน เราจำเป็น เราต้องการเงินมารักษาแม่” เธอเงียบฟังปลายสายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ย

 “อืม...เราพูดจริงทุกเรื่องน่ะ บอกคุณพัฒนาด้วย เรื่องงานให้เขารีบหาคนอื่นทำได้เลย”

 “แม่เหรอ...ก็ยังวิกฤติน่ะนัท เราสงสารแม่จังเลย แม่คงเจ็บปวด คงทรมาน เราไม่อยากคิดตรงนั้นเราเศร้า” เสียงเธออ่อนเศร้า เครือลง

  “นัท แค่นี้ก่อนนะนัท...อริสไม่ได้พูดเล่น ทุกเรื่องที่เราบอกเป็นเรื่องจริง เออ...เรากำลังทำงานน่ะ แค่นี้ก่อนนะ” อินทนนท์ฟังและมองเธอที่ข้างประตู เห็นหญิงสาวยืนพิงโต๊ะทำงานพูดโทรศัพท์ เห็นเธอวางสายแล้วมองโทรศัพท์ในมือนิดหนึ่ง ถอนหายใจน้อยๆ และก้มหน้าลงมือทำงานต่อ

เจ้าหล่อนคงคุยกับแฟน ทำหน้าเศร้าสร้อย คงอาลัยอาวรณ์นักสินะ เขานิ่งคิดและเริ่มที่จะหิวขึ้นมาจริงๆ อินทนนท์เดินออกมาหน้าบ้าน และขับรถออกมาถนนใหญ่ หาร้านอาหารและลงไปซื้อกลับมาหอบใหญ่ และขับรถกลับมาที่บ้านเธออีกครั้ง เขาเข้าครัวเพื่อหาถ้วยจานมาใส่อาหาร แล้วเดินไปเรียกเธอ

 “นี่คุณ ทานอะไรเสียบ้าง ถ้าเกิดคุณเป็นลมตายไปวันนี้ ผมคงขาดทุนย่อยยับ”

เธอหันมามองหน้าเขา หน้าบึ้งน้อยๆ แต่ก็เดินออกมาที่โต๊ะทานอาหาร นั่งลงตรงข้ามกับเขา มองอาหารบนโต๊ะอย่างลานตา

  “ว้าว... ทำไมมากมายอย่างกับมีมีตติง นี่กินสักสิบคนถึงจะหมดนะคุณ”

 “ก็ผมกำลังหิว แล้วก็ซื้อไม่ถูกด้วย และผมก็ไม่รู้ว่าคุณชอบทานอะไร ก็เลยซื้อหลายอย่างไปหน่อย”

เธอหัวเราะเขาอย่างนึกขำ “โอ้โฮ...ไม่หน่อยหรอกคุณ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบอย่างละสามห่อ ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่น้ำ บะหมี่แห้งอีกสามถุง เกี๊ยวแห้งอีกสามห่อ แล้วนี่อะไรคะ...ขนมปังสังขยาอีกสามชุด สงสัยจะต้องกินกันไปสามวันสามคืนแน่เลย ถึงจะหมด”

 “นี่คุณ...ทานๆ เข้าไปเถอะ อย่าบ่นเลย มันเป็นครั้งแรกที่ผมซื้อน่ะ เราก็ช่วยกันทาน เดี๋ยวก็คงจะหมดน่ะ”

 “ถ้าเราทานหมดนี่ก็คงจุกตายเสียก่อน แต่ก็ดี...” เธอยักไหล่น้อยๆ “ที่มีเศรษฐีใจดีมาซื้ออะไรให้กิน อย่างนี้เขาเรียกว่าส้มหล่นน่ะ จริงไหมคุณ” เธอตักข้าวหมูแดงใส่ปากเคี้ยวแล้วพูดไปเรื่อยๆ “อร่อยดีเหมือนกันแฮะ...คุณก็เก่งเหมือนกันนี่ที่ไปซื้ออะไรมากินได้แบบนี้น่ะ เพราะคนอย่างคุณคงเคยกินอาหารแต่ที่ร้านหรูๆ สินะ แล้วจะกินอาหารอย่างนี้ลงเหรอ สำหรับฉัน ถ้ามีคนเลี้ยงนะอร่อยทั้งน้าน...” เธอลากเสียง แล้วพูดต่อ “ประหยัดเงินไปตั้งมื้อหนึ่งแน่ะ”

เขามองหน้าเธอแล้วส่ายหน้าน้อยๆ “อริส...เวลาทาน เขาไม่พูดกันหรอกนะ”

 “เอ่อ...ก็จริง...ฉัน..เอ่อ...อริสถูกแม่ดุบ่อยๆ แต่แก้ไม่หายสักที กินกับเพื่อนๆ บ้าง ลูกน้องบ้างจนชินน่ะ กินไปพูดไปคิดไป เพราะเราต้องคุยกันเรื่องงานตลอด เวลากินแล้วคุยเรื่องงานไปด้วยน่ะ มันก็ดีนะคุณ ไอเดียกระฉูดดีออก”

 เขามองท่าทางการนั่ง การพูดจาของเธอที่เหมือนทอมแล้วคิด เขาจะเปลี่ยนเธอให้เป็นผู้หญิงได้หรือเปล่านะ ต้องได้สิ...

 “คุณก็อย่าลืมว่าตอนนี้คุณไม่ได้มีเวลาของคุณแล้วนะ ตอนนี้เวลาของคุณเป็นเวลาของผม เวลาทานต้องทานช้าๆ ไม่พูดในขณะที่เคี้ยว มันไม่สุภาพ และก็อย่าลืมว่าคุณคือผู้หญิงด้วย”

 “โอเคๆ แต่เฮ้...ฉัน..เอ้ย...อริสไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกตอนหรอกน่า เวลาที่อยู่ในสถานที่หนึ่งก็สุภาพได้เหมือนกัน เขาเรียกว่า แล้วแต่สถานการณ์น่ะ อริสก็เรียนมารยาทมาบ้างหรอกน่า ไม่ได้มาจากป่าเสียหน่อย” เธอบ่นและปรายตามองหน้าเขานิดหนึ่ง แต่ก็ยังคงเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก

 “ผมกลัวว่าคุณจะลืมตัวน่ะอริส แต่ถ้าคุณชอบคุยเรื่องงานเวลาทานอาหารก็คุยสิ... เราก็กำลังทำงานกันอยู่นี่”

เธอยักไหล่นิดหนึ่ง แล้วถาม “ทำไมคุณไม่กลับไปนอนบ้านล่ะ คุณอยู่ที่นี่ คุณทำให้อริสเสียสมาธิ ทำงานไม่เสร็จสักทีรู้ไหม มัวแต่คุยแล้วก็กิน สงสัยกว่าจะเสร็จก็คงสว่างพอดี”

 “ก็คุณแม่ผมไม่รู้ว่าผมกลับมาเมืองไทย ผมทำเรื่องนี้เป็นความลับนะอริส คุณนึกหรือว่าที่ผมทำอยู่นี่เป็นเรื่องสนุก ผมคิดแผนการที่จะต้องทำ ผมต้องบินมาเงียบๆ เพื่อหาคนอย่างคุณ เกือบสองอาทิตย์แล้วที่ผมหาผู้หญิงที่จะมาทำงานร่วมกับผม และผมก็ต้องบินกลับไปคืนพรุ่งนี้ ผมอยากจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยตามตารางที่ผมวางไว้ ผมถึงไม่อยากไปเดินที่ไหนให้ใครเห็นไงล่ะ” เขาเอ่ยอธิบาย

เธอพยักหน้าหงึกหงัก “โอเค...ฉันเข้าใจแล้วค่ะ งั้นฉันจะไปรีบทำงาน แล้วฉันก็จะคิดว่าฉันอยู่ในบ้านของฉันคนเดียวตามปรกติ ฉันจะไม่คิดว่าคุณอยู่ในบ้านนี้กับฉันด้วย และห้ามคุณมาคุยหรือถามอะไรฉันอีก และคุณอยากทำอะไรก็ทำ จะดูทีวี ฟังเพลงหรือว่าอะไรก็ได้ ง่วงก็เชิญขึ้นไปนอนบนห้องฉันได้เลย ห้องข้างบนซ้ายมือน่ะห้องฉัน เชิญตามสบายเลยค่ะ”

อริสราสั่งเสียเขาแล้วเข้าห้องทำงาน เธอเดินไปเปิดเครื่องเสียงเล็กๆ ในห้องทำงาน ใส่แผ่นเพลงโปรดลงไป แล้วเดินกลับมาทำงานต่อทันที เขาเดินมายืนมองเธอที่หน้าประตู ก็เห็นเธอก้มหน้าก้มตาเขียนแบบและร้องเพลงคลอไปกับเพลงที่เปิดอยู่ เขาจึงเดินกลับมา หันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นรูปหญิงสาวในกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนตู้โชว์ อริสราในชุดรับปริญญา มีมารดาของเธอยืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อนๆ ทั้งหญิงทั้งชายรายล้อม อีกรูปหนึ่งเป็นรูปของชายหนุ่มหน้าตาหล่อ ขาวสูง ใบหน้าเหมือนลูกครึ่ง อยู่ในชุดรับปริญญาเช่นกัน ในภาพชายหนุ่มผู้นั้นกำลังมอบช่อดอกไม้ให้เธอด้วยท่าทางสนิทสนม คงจะเป็นคู่รักของอริสราสินะ อืม...ก็ดูน่ารักเหมาะสมกันดี

เขาเดินมานั่งลงที่โซฟา เปิดทีวีดูจนจบรายการไปหลายรายการแล้ว จนกระทั่งเขารู้สึกง่วงเต็มที่ แต่เขาก็ยังเห็นเธอทำงานอยู่ เขาค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน และเข้าไปในห้องนอนของเธอ เตียงนอนขนาดห้าฟุตปูด้วยผ้าปูที่นอนลายการ์ตูนไว้เรียบร้อย ตู้เสื้อผ้าแบบบานเลื่อนตั้งอยู่ริมฝาผนัง โต๊ะเครื่องแป้งเล็กๆ นอกจากแป้งฝุ่นและครีมทาผิวแล้วก็ไม่มีเครื่องสำอางวางไว้มากมายเหมือนสาวอื่น รูปถ่ายตอนที่เธอเรียนมัธยมตั้งอยู่ที่หัวเตียง รูปของหนุ่มน้อยผู้นั้นอยู่ในกรอบเล็กๆ มีลายเซ็นพาดอยู่ใต้รูป  “สำหรับอริสจ้ะ”

เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาตัวเองนิดหนึ่ง และล้มกายลงเอนหลังบนเตียงนอนของเธอ ไม่นานก็ม่อยหลับลงในที่สุด

 

เขารู้สึกตัวตื่นเมื่อได้ยินเสียงอริสราคุยกับใครบางคนที่ชั้นล่างด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก เหมือนกับไม่ต้องการให้เขาได้ยิน เขาจึงเดินเบาๆ ออกมาจากห้อง เงี่ยหูฟังเธอ

 “นัท...เราจำเป็นนะ แม่เรากำลังจะตาย นัทก็รู้”

 “อริส...เราขอร้อง หาวิธีอื่นเถอะนะ นัททำใจไม่ได้”

 “แต่เราเคยบอกนัทว่า ถ้านัทรอได้เราก็จะแต่งงานกับนัท แต่พอมาถึงตอนนี้ เราขอคืนคำพูดทั้งหมดนะนัท เราต้องแต่งงานกับเขา เราต้องการเงินมารักษาแม่”

 “หมายความว่าอริสแต่งงานกับเขาเพราะเงิน อริสยอมแลกตัวเองกับเงินเลยเหรอ”

 “เรายอมแลกทุกอย่างแม้แต่ชีวิตของเราเพื่อแม่นะ เรามีแม่คนเดียว ถ้าแม่เป็นอะไรไปเราจะอยู่กับใคร เรารักแม่นะนัท เรารักแม่ และถ้าเรามีโอกาสที่จะทำเพื่อแม่แล้วไม่ทำ เราจะมีความผิดอยู่ในใจจนตลอดชีวิตเลยนะนัท”

 “แม่ไม่มีวันหาย อริสก็รู้นี่”

 “นัทอย่าพูดอย่างนี้นะ อาจจะมีปาฏิหาริย์ก็ได้ และถึงแม้แม่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันก็ตาม เราก็จะต้องทำเพื่อแม่ให้ดีที่สุดมากที่สุด นัท...เรารักแม่มากกว่าอะไรในโลกนี้ มากกว่าชีวิตของเราเสียอีก นัทก็เห็น...ว่าปีกว่าแล้ว ที่เราทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมารักษาแม่ นัทไม่เข้าใจเราเหรอ เราเคยนึกว่านัทเข้าใจเสียอีก กลับไปเถอะนัท ไม่มีประโยชน์อะไรอีก เราตัดสินใจแล้ว” เสียงของอริสราสั่นเครือ เขานิ่งคิดว่าเธอคงร้องไห้ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะรักแม่ได้มากมายขนาดนี้

 “อริส...ทำไมนัทไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย เขาเป็นใคร รู้จักเขามานานแล้วเหรอ มันต้องมีเบื้องหลังอะไรในเรื่องนี้ใช่ไหม บอกนัทได้ไหมอริส”

 “ไม่หรอกนัท ไม่มีอะไร เพียงแต่ว่ามันกะทันหันมาก เราเพิ่งตัดสินใจ อย่าถามถึงที่มาที่ไปเลยนะนัท เราไม่อยากอธิบายอะไร มันไม่มีวันของเราแล้วละนัท” เสียงของอริสราเครือแผ่ว

 “อริส..นัทไม่มีวันรักใครได้อีกหรอกนะ เราจะพบกันบ้างได้ไหม”

 “อย่าดีกว่านะนัท มันคงไม่ดีในเมื่อเราแต่งงานแล้ว กลับไปเถอะ แล้วอย่ามาหาเราอีก”

 “อริส...ถึงแม้ว่าเราจะพบกันในฐานะเพื่อน ก็ไม่ได้เหรอ”

 “นัท...ถ้าผู้หญิงที่แต่งงานแล้วยังมีนัดกับผู้ชายอื่น นัทคิดว่ามันเหมาะเหรอ” เสียงเธอย้อนถามเพื่อนชาย

 “อริส เงินของเขาซื้อทุกอย่าง แม้กระทั่งอิสรภาพของอริสด้วยงั้นเหรอ” เสียงของชายหนุ่มดังเข้มขึ้น

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง  “อืม...อริสขายไปหมดแล้ว แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่คงไม่นานเท่าไหร่หรอกนะนัท คงไม่นานนัก” เสียงของเธอเจือสะอื้น พึมพำในตอนท้าย

 “อริส..นัทจะรอนะ”

 “ขอบคุณนะนัทแต่อย่าเลย เมื่อถึงวันนั้นอริสก็ไม่มีค่าพอสำหรับนัทแล้วละ “

 “อริสมีค่าสำหรับนัทเสมอนะ และตลอดไปด้วย นัทไม่สนใจหรอกว่าอริสจะเป็นอะไร”

 “ขอบใจนะนัท สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่นัทมีให้อริสเสมอมา” เสียงพูดของเธอปนสะอื้น

 “อริส...พรุ่งนี้ก็วาเลนไทน์แล้วนะ เราสัญญากันไว้ไม่ใช่เหรอว่าเราจะไปเที่ยวด้วยกัน ทำไมทุกอย่างมันพังทลายจนนัทไม่อาจตั้งตัวทำใจได้ทันอย่างนี้ล่ะอริส”

 “ลืมสัญญานั่นเสียเถอะ สำหรับอริส...วันอะไรนับจากนี้ไปก็คงไม่มีความหมายอะไรอีก มันว่างเปล่า มันมีเพียงแต่คำว่าหน้าที่เท่านั้น”

 “อริส..บอกนัทได้ไหมว่าอริสยังรักนัทอยู่”

 “นัท...ก็อย่างที่อริสเคยบอกนัทไปแล้ว อริสก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่”

 “ทำไมล่ะอริส อริสจะรักเราแบบคนที่เขารักกันไม่ได้เหรอ นัทอยากให้อริสรู้จักความรัก อริสจะได้รู้ว่านัททรมานกับความรักมากแค่ไหน”

 “ถ้ารักแล้วต้องทรมาน อริสคิดว่าอริสรักนัทแบบที่อริสเป็นอยู่อย่างนี้ดีกว่า”

 “อริส...หรือว่าอริสรักเขา”

 “อริสบอกนัทได้อย่างเดียวถึงความรู้สึกในตอนนี้ของอริส คืออริสรักแม่เป็นห่วงแม่ อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับแม่ เพราะแม่มีชีวิตอยู่กับอริสได้อีกไม่นานนัก” เธอไม่บอกความจริงกับเพื่อนชาย ด้วยข้อสัญญาที่ทำไว้กับอินทนนท์

 “นัทจะรอ...นะอริส”

สักครู่เขาได้ยินเธอปิดประตูรั้วหน้าบ้าน เธอเดินเข้าบ้านมา และคงเดินเข้าห้องทำงานไป คำสนทนาของหนุ่มสาวทั้งสอง ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ กับความรู้สึกนึกคิดของอริสรา เธอไม่ได้รักเพื่อนชายคนนั้นหรือไงนะ หรือว่ารัก แต่เธอรักแม่มากกว่า และยอมทำทุกอย่างเพื่อแม่ แม้แต่จะต้องเสียคนรักไป เขาคิดวนเวียนและไม่เข้าใจในความคิดของอริสรา

 อินทนนท์หลับไปอีกครั้งและเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึก เขามองนาฬิกาข้อมือ ก็เห็นว่าเป็นเวลาตีสองของวันใหม่แล้ว เขาลุกขึ้นบิดกายไล่ความเมื่อยขบออกไป เดินลงไปดูเธอที่ห้องทำงาน เห็นเธอนอนตะแคงหลับอยู่ที่พื้น อินทนนท์เดินไปเรียกเธอเบาๆ

 “อริส...อริส”

 “อืม...กลับไปเถอะนัท..แล้วอย่ามาหาเราอีก” เสียงเธอละเมอเบาๆ

เขาตัดสินใจนั่งลงข้างๆ และเขย่าร่างเธอเบาๆ อริสราลืมตาขึ้นทีละน้อย และผุดลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจทันที

 “คุณอินทนนท์”

เขามองสีหน้าของเธออย่างนึกขัน ความเวทนาเกิดขึ้นในใจ ทำงานหลังขดหลังแข็งจนหมดแรงหลับไปเอง คงจะเป็นแบบนี้ทุกวันละมั้ง ลักษณะการทำงานของเธอก็คงจะได้เงินมากอยู่สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่รายจ่ายที่มากมาย ก็คงจะเกินความสามารถที่เธอจะหาได้ทัน ช่างเป็นผู้หญิงที่มานะอดทนเสียจริง

 “งานคุณเสร็จ หรือว่าคุณเสร็จก่อนกันแน่” เขาถามแล้วยิ้มในสีหน้า

 “งานเสร็จแล้วค่ะ แต่คงยังไม่เรียบร้อยเท่าไหร่นัก พรุ่งนี้ค่อยเข้าไปเขียนที่บริษัท อีกนิดหน่อย ฉัน เอ่อ..อริสก็เลยหลับสนิทน่ะ กี่โมงแล้วคะคุณนนท์”

 “เกือบจะตีสองแล้วละ ผมว่าคุณขึ้นไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่านะ”

 “อริส...จะขึ้นไปเก็บของแล้วไปเลยค่ะ”

 “ก็ตามใจ”

 

เกือบสว่างที่ทั้งสองหนุ่มสาวเปิดประตูห้องของคอนโดมิเนียมเข้ามา เขาลากกระเป๋าใบใหญ่เข้ามาให้ และทำท่าหนักจนเธอต้องเข้าช่วยอีกแรง ส่วนเธอยังคงอุ้มเจ้าตุ๊กตาหมีสีขาวมอๆ มาด้วย

 “คุณขนอะไรมามากมายขนาดนี้นะ ผมบอกแล้วว่าเสื้อผ้าทุกอย่างจะต้องซื้อใหม่หมด แล้วไอ้เจ้าหมีไม่ค่อยขาวนี่ก็ไม่เห็นน่าจะเอามาเลย” เขาบ่นอุบอิบเมื่อปิดประตูห้องลงแล้ว

 “มีเสื้อผ้าไม่กี่ชุดหรอกค่ะ มีแต่พวกหนังสือ แผ่นงาน แล้วก็โน้ตบุ๊กน่ะค่ะที่หนัก แล้วถ้าอริสไม่มีไอ้เจ้าน้องหมีมาด้วย ก็กลัวว่าจะนอนไม่หลับไปอีกหลายวันเลย อริสกอดมันมาหลายปีแล้วน่ะ”

 “แฟนซื้อให้หรือไง”

 “คงงั้น... “เธอตอบพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้องอย่างตะลึงลาน “ที่นี่หรูมากเลยนะคะ คงแพงหูฉี่เลยละสิ อย่างน้อยก็คงสิบล้านอัปแน่”

เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ แต่เดินไปรูดม่านสีครีมมีลวดลายใบไม้สีทองในเนื้อผ้าที่เป็นวงโค้งออก เธอตื่นตะลึงอีกครั้งที่เห็นว่าเบื้องหลังของม่านวงโค้งกว้างนั้น เป็นกระจกบานสูงครึ่งวงกลมโดยรอบซึ่งเป็นส่วนที่เป็นผนังด้านหนึ่งของห้อง

 เธอเห็นพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าเบื้องหน้าขึ้นมา เหมือนได้ดูภาพยนตร์จอใหญ่ในโรงภาพยนตร์ที่กำลังฉายให้เห็นพระอาทิตย์กำลังทอแสงยามเช้า เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย

 “ว้าว... เพอร์เฟ็กต์จริงๆ เลย”

 กระจกบานสูงโค้งรอบห้องทำให้มองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยา และส่วนที่เจริญที่สุดของกรุงเทพฯ ที่นี่คงจะเป็นห้องที่แพงมาก อย่างน้อยก็คงจะสิบล้านหรืออาจจะเกินยี่สิบล้านด้วยซ้ำ ห้องชุดกว้างใหญ่มีห้องนอนถึงสามห้อง ห้องโถงกลางก็กว้างขวาง วางโซฟาชุดใหญ่สีขาวครีมเป็นวงโค้งเข้ามุมห้อง พื้นห้องปูด้วยพรมเปอร์เซียลวดลายสีทองสลับแดง ทุกอย่างในห้องนี้ตกแต่งด้วยอินทีเรียฝีมือเยี่ยม วัสดุที่ใช้แพงลิบลิ่ว เฟอร์นิเจอร์บิวต์อินงดงามเลิศหรูด้วยฝีมือประณีต ทุกอย่างลงตัวสวยคลาสสิก บอกถึงสนนราคาที่มหาศาลและทำให้ตนเองเหมือนตกอยู่ในความฝัน เธอหมุนตัวไปรอบๆห้อง

 “ที่นี่ตบแต่งได้อย่างวิเศษมากเลยค่ะ” เธอกล่าวด้วยสีหน้าและดวงตาที่ตื่นเต้น

 “ผมซื้อไว้เมื่อเดินทางมาคราวก่อน และผมก็เพิ่งจะมาค้างที่นี่เป็นครั้งแรก คุณแม่ไม่รู้ว่าผมซื้อที่นี่ไว้หรอกนะ”

 “สำหรับเป็นห้องหอหรือคะ แฟนคุณคงชอบที่นี่นะคะ” เธอยังคงเดินสำรวจไปรอบๆ

 “ไม่หรอกเขาไม่รู้ เพราะผมซื้อที่นี่เก็บไว้อยู่คนเดียวเวลาที่อยากอยู่เงียบๆ น่ะ คนเราก็ต้องมีที่ส่วนตัวบ้าง จริงไหม”

 “เป็นความคิดที่ดีค่ะ แต่ก็สำหรับคนที่มีเงินเท่านั้น คนจนที่ไม่มีแม้แต่ที่ซุกตัว จะมีที่ส่วนตัวก็แค่ใต้สะพานหรือป้ายรถเมล์เป็นที่ส่วนตัวเท่านั้นแหละค่ะ คุณเชื่อไหมว่าคนจนต้องนอนเรียงกันเป็นตับในมุ้งเดียวกันทั้งพ่อแม่ลูก ทุกคนต้องตื่นพร้อมกัน เพราะตรงที่นอนก็เป็นห้องสารพัดประโยชน์ด้วย คือทั้งนอน ทั้งนั่ง ทั้งทำอาหาร ทั้งทานข้าวตรงนั้น และบางครอบครัวยังต้องอาศัยใต้ถุนสะพานทำเป็นบ้านอาศัยอยู่เลยนะคะ”

 “คุณแอนตี้เรื่องชนชั้นงั้นเหรอ”

 “เปล่าค่ะ แม่เคยบอกให้ฉันทำบุญมากๆ ชาติหน้าจะได้สบาย มีบ้านหลังใหญ่ๆ สวยๆ มีเงินใช้มากๆ แม่บอกว่าคนรวยน่ะเขาทำบุญมาดี ชาตินี้เขาถึงได้สบาย แม่ยังบอกว่าชาตินี้แม่มีกรรมที่มีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้า อริสก็เลยต้องลำบาก แต่อริสเถียงแม่ในใจนะคะ ว่าความจริงแล้วเราก็สบายออก มีบ้านหลังเล็กๆ อยู่ มีความรู้ มีงานทำ นอกจากเรื่องสุขภาพของแม่แล้ว อริสคิดว่าแค่นี้ก็ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา แต่อริสก็รู้ว่าแม่ทุกคนก็คงอยากให้ลูกมีความสุข และมีอะไรๆ ที่ดีที่สุดน่ะค่ะ”

เขาฟังเธอจบแล้วก็เดินไปนั่งลงที่โซฟา เอนหลังลงแล้วหลับตา คิดถึงมารดาที่เรียกเขาไปคุยหลังจากที่เขาพาฟรานซิสมาแนะนำและพักอยู่ที่บ้าน เมื่อบอกท่านว่าเขาจะแต่งงานกับฟรานซิส เสียงของแม่ยังก้องอยู่ในความรู้สึก

 นนท์...แกจำไว้นะ ตราบใดที่แกยังคิดจะแต่งงานกับแม่ฟรานอะไรของแกนี่ละก็ ฉันจะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้สาธารณกุศล แกจะไม่ได้อะไรจากแม่สักแดงเดียว เท่าที่แม่ให้แกทุกวันนี้ก็มากพอแล้ว แกเรียนหนังสืออย่างสบายไม่ต้องไปรับจ้างเสิร์ฟอาหารหรือล้างจานเหมือนนักเรียนไทยคนอื่น มีเงินมีทองใช้ฟุ่มเฟือย มีกิจการที่โน่นที่แกเก็บกำไรกินอย่างสบาย ผู้หญิงคนไหนก็ปลื้มแกทุกคนแหละ แต่แกมันตาบอด รสนิยมต่ำ ที่คิดจะแต่งงานกับผู้หญิงพรรค์อย่างนั้น จะหาคุณสมบัติผู้ดีสักนิดก็ไม่มี สวยแต่ภายนอกแต่ข้างในเน่าสนิทแบบนั้นน่ะ คงจะมาช่วยกันล้างผลาญสมบัติของฉันกับพ่อแกที่อุตส่าห์สั่งสมมาชั่วชีวิต ฉันยกทำบุญเสียยังดีกว่าให้แกกับแม่นั่น

 คุณแม่ ทำไมคุณแม่ต้องรังเกียจฟรานขนาดนี้ด้วยล่ะครับ เขาจำได้ว่าเอ่ยถามท่านอย่างไม่เข้าใจ

 แกก็ดูสิ...แต่งตัวน่าเกลียด ทำอย่างกับพร้อมจะขึ้นเตียงได้ทุกเมื่อ ฉันคงเอาหน้าไปซุกที่ใต้เก้าอี้เวลาแนะนำใครว่าเป็นลูกสะใภ้ แค่ที่แกควงกันจนออกหน้าออกตานี่ฉันก็จะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว ใครๆ ก็พากันถามว่าว่าที่ลูกสะใภ้ของฉัน คนที่เป็นนางแบบกึ่งเปลือยคนนี้เรียนจบอะไร ลูกเต้าเหล่าใครกัน มีอาชีพอะไร น้ำเสียงของแต่ละคนไม่ต้องบอกตรงๆ ก็รู้ว่าเขาดูถูก ถ้าแกเลิกกับแม่คนนี้ แล้วหาคนที่ฉันไม่อายใครมาเป็นลูกสะใภ้ฉันได้ ฉันถึงจะเปลี่ยนพินัยกรรมใหม่ ตอนนี้ฉันทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้มูลนิธิหมดแล้ว ถ้าฉันตายไปในตอนนี้แกก็จะไม่ได้อะไรเลย จำไว้นะตานนท์

เขาจำได้ว่าเขาโกรธท่านหนักหนา และไม่พูดอะไรกับท่านอีกเลย วันรุ่งขึ้นเขาต้องพาฟรานซิสไปเช่าโรงแรมอยู่ และต้องพาเธอกลับอเมริกาก่อนกำหนดถึงหนึ่งเดือน ซึ่งตลอดเวลาทำให้ฟรานซิสกระเง้ากระงอด น้อยอกน้อยใจที่คุณแม่ของเขาไม่พูดหรือมองหน้าเธอ และไม่ยอมแม้จะร่วมโต๊ะอาหารด้วย ทำให้เขาเครียดคิดหาทางที่จะได้สมบัติคืนจนสมองแทบจะระเบิด และคิดหาวิธีนี้ได้ในที่สุด ซึ่งเขาจะต้องทำให้แนบเนียน ไม่งั้นเขาก็คงชวดสมบัติมากมายนี้แน่ เอาเถอะ...ยังไงๆ ก็ต้องลองดู

 



มาติดตามความน่ารักของอริสรากันค่ะ เรื่องนี้โรแมนติกดรามา อ่านแล้วจะรักนางเอกและชังหน้าพระเอก แต่ตอนหลังๆจะสงสารพระเอกจับใจ รับรองความสนุกค่ะ

รางวัลหนังสือ2เล่มสำหรับ@เป็นแฟนพันธ์แท้

อีก2เล่มสำหรับคอมเม้นท์ 

จากการสุ่มจับค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #5 Anna (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กันยายน 2560 / 12:07
    อ่านแล้วชอบค่ะ ชวนติดตามให้มาต่อเร็วๆนะค่ะ
    #5
    0
  2. #4 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 12:12
    รออ่านต่อนะคะ
    #4
    0