แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,532 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    19

    Overall
    15,532

ตอนที่ 4 : แปลงกาย100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 ก.ย. 60




ปกแผนร้ายกุศโลบายรัก สั่งจองได้จากสำนักพิมพ์ปองรักแล้วนะคะ




4

แปลงกาย

 

 “คุณนนท์...คุณหลับหรือคะ อริสชงกาแฟไว้ให้ค่ะ” เสียงของอริสราดังขึ้นใกล้ๆ เขา เมื่อเขาลืมตาก็เห็นใบหน้าพร้อมกับรอยยิ้มสดใสที่ก้มลงมองหน้าเขาอยู่ใกล้ๆ

 “ขอบใจ” เขาลุกเดินไปที่โต๊ะอาหารทรงกลมเล็กๆ พื้นโต๊ะเป็นกระจกใสกลม มีเก้าอี้แค่สามตัว เธอวางแก้วกาแฟ พร้อมกับนม น้ำตาลในเหยือกเล็กๆ ที่อริสราหามาได้จากในครัว ซึ่งเขาซื้อไว้และยังไม่ได้แกะหีบห่อเลยด้วยซ้ำ เธอจิบกาแฟในแก้วของตนเอง และเอ่ยขึ้น

 “อริสขออนุญาตไปเยี่ยมแม่ค่ะ นะคะ...” เธอทำสีหน้าอ้อนวอนน้อยๆ

  “คุณไปบ่ายๆ ได้ไหม เช้านี้คุณต้องไปจัดการเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคุณกับพี่กิ่งแก้วนะ เขาโทร.มาบอกผมเมื่อวานเย็น ผมลืมบอกคุณน่ะ แล้วคืนนี้ผมก็จะบินแล้วนะ เครื่องออกสี่ทุ่ม”

 “ก็ได้ค่ะเจ้านาย” เธอรับคำแล้วก้มมองที่ถ้วยกาแฟ เขาเห็นเพียงขนตายาวๆ เป็นแผงสวยของเธอเท่านั้น

 “คุณไม่พอใจเหรอ”

 “เปล่าค่ะ ฉันรู้ว่าตอนนี้มันเป็นเวลาทำงาน”

 “เลิกใช้คำว่าฉันกับผมได้ไหม แล้วก็อย่าพูดประชดผมอีก ผมไม่ชอบ”

 “ขอโทษค่ะ...แต่อริสไม่ได้ประชดนะคะ”

เขามีท่าทางหงุดหงิดขึ้นนิดหน่อย แต่ก็มองเธอด้วยสายตาของความเข้าใจ ก่อนที่จะเอ่ย “ผมไม่ได้มีตารางที่ต้องตรงเป๊ะไปเสียทุกเรื่องหรอกนะอริส ผมเข้าใจเรื่องแม่ของคุณดี แต่พี่กิ่งแก้วบอกว่าช่างจะเอาเสื้อผ้ามาให้คุณเลือก และก็มาวัดตัวสำหรับตัดด้วยน่ะ”

เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาแสดงความขอบคุณ แต่ไม่กล่าวอะไรและเมื่อเห็นว่าเขาตีหน้าเฉยๆ เธอจึงเอ่ยถามขึ้น

 “จะให้ใช้ห้องไหนคะ อริสจะขออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าน่ะค่ะ”

 “ห้องขวาสุดน่ะ เชิญคุณตามสบายนะ”

เธอลากกระเป๋าเข้าห้อง มองไปรอบๆ ห้องที่หรูหรางดงาม เตียงสวยกว้างหนานุ่มน่านอนตั้งอยู่มุมหนึ่ง ฝาผนังอีกด้านหนึ่งมีประตูบานเลื่อนกระจกฝ้า มีชั้นและที่แขวนอยู่ด้านในสำหรับเก็บเสื้อผ้า วอลล์เปเปอร์สีครีมมีลายใบไม้สีทองแบบเดียวกับม่านที่ห้องรับแขกทำให้ห้องนั้นยิ่งดูสวยหรู เพราะเข้ากับดวงไฟดาวน์ไลต์สีส้มที่ฝังไว้ใต้เพดานของห้อง ทำให้ห้องนั้นสว่างมลังเมลือง ห้องน้ำที่เธอเปิดเข้าไปกว้างขวาง มีกระจกเงาบานใหญ่และชั้นหินอ่อนสีสวยสำหรับวางข้าวของเครื่องสำอาง มีเก้าอี้บุนวมเล็กๆ สำหรับนั่งแต่งหน้าเรียบร้อย และเมื่อรูดม่านพลาสติกสีอ่อนใสออก ก็พบอ่างอาบน้ำใหญ่ติดตั้งพร้อมอุปกรณ์ในห้องน้ำชั้นเยี่ยม ผนังห้องน้ำด้านในที่ติดกับอ่างอาบน้ำเป็นหน้าต่างกระจกที่มีม่านรูดปิดอยู่ พอรูดม่านออกก็มองเห็นท้องฟ้ายามเช้าพร่างแสงใส

 “ว้าว ที่นี่หรูเหมือนกับห้องสวีตในโรงแรมชั้นหนึ่งทุกอย่างเลยแฮะ” เธอรำพึงออกมา ยืนหมุนกายมองไปรอบๆ อย่างชื่นชมอยู่ครู่หนึ่งแล้วรีบอาบน้ำ เพราะรู้ตารางงานสำหรับวันนี้แล้ว

 เมื่อเธอเดินออกจากห้อง ก็พบว่าเขานั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก กำลังท่องอินเทอร์เน็ตหรือทำงานอะไรสักอย่าง และเขาก็อาบน้ำแต่งกายเรียบร้อยแล้วด้วย

อินทนนท์เงยหน้ามองเธอ และมองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ซึ่งเธออยู่ในกางเกงยีน เสื้อยืดสีดำคอเต่าแขนยาว ผมรวบเป็นหางม้าไว้ข้างหลังเหมือนเดิม ไม่มีเครื่องสำอางบนใบหน้าหรือแม้แต่ลิปสติกบนริมฝีปาก เธอสวมสร้อยเงินห้อยแผ่นสี่เหลี่ยมเงินเล็กๆไว้รอบข้อมือ ส่งเสียงดังกรุ๋งกริ๋งเมื่อยกมือขึ้นจับสายสะพายกระเป๋าหนังใบใหญ่สีน้ำตาลที่ไหล่ แว่นตากันแดดแบบเท่บนใบหน้าของเธอทำให้เธอเก๋ไก๋ดูดี รองเท้าหนังหุ้มข้อที่เขาเห็นเธอสวมตั้งแต่วันแรกที่เขาพบเธอ รูปร่างที่สูงสมส่วนในเครื่องแต่งกายแบบนี้ของเธอ ทำให้เธอดูน่ามองและเท่แบบสาวมั่น

 เขาอดยิ้มกับการแต่งกายของเธอไม่ได้ และสายตาพิจารณาของเขาก็ทำให้เธอมองค้อนเขานิดหนึ่ง และเอ่ยออกตัวทันที

 “เอ่อ...อริสมีแต่เครื่องแต่งตัวแบบนี้ ไม่มีเดรสสวยๆ ดีๆ หรอกค่ะ เพราะต้องทำงานทุกวัน”

 “วันนี้...คุณจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดนะอริส ความจริงผมก็ไม่ได้มายด์อะไรกับการแต่งกายของคุณหรอก ผมว่าคุณเท่ดีออก เหมือนพวกดาราฝรั่ง ผมเข้าใจว่าการทำงานของคุณก็คงต้องแต่งตัวแบบนี้ แต่ผมก็เคยพบสถาปนิกหญิงที่แต่งกายแบบผู้หญิงเหมือนกันนะ” เขาเอ่ยบอกความคิดตนเองด้วยเสียงเรียบๆ เรื่อยๆ

 “ค่ะ งั้นอริสไปก่อนนะคะ คงกลับมาบ่ายๆ น่ะค่ะ แต่..เอ่อ...ก็คงแล้วแต่ตารางเวลาเรียนที่พี่กิ่งจะให้ด้วยน่ะค่ะ ยังไม่ทราบว่าวันนี้อริสต้องทำอะไรบ้าง”

 “ผมจะไปส่ง เพราะผมจะไปธุระด้วยน่ะ “

 “ไม่ต้องก็ได้ค่ะ อริสจะแวะส่งงานที่ทำเมื่อคืนที่บริษัทด้วยน่ะค่ะ จะทำให้คุณเสียเวลาเปล่าๆ”

เขาตอบเรียบๆ  “ไม่เป็นไรผมไม่ได้รีบ ไปส่งคุณที่บริษัทก่อนก็ได้”

 

เขาขับรถพาเธอมาถึงลานจอดรถของตึกที่บริษัทของเธอเช่าอยู่ เมื่อเธอลงจากรถ เขาก้าวตามเธอมาด้วย อริสราหันไปบอกเขา

 “คุณรออยู่ที่นี่ก็ได้ อริสไปไม่นานหรอกค่ะ”

 “ผมอยากไปด้วย ตอนนี้คุณกำลังใช้เวลาของผมอยู่นะ” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเย็น ตีมึนทำไม่รู้ไม่ชี้

อริสรากัดริมฝีปากตนเองน้อยๆ หายใจฟืดฟาดอย่างนึกขัดใจ แล้วหันหลังก้าวเดินฉับๆ ไปทันที เขาก้าวตามมาเดินเคียงข้างเธอ อริสรากดลิฟต์ขึ้นไปชั้นที่ 16 แล้วเดินไปที่ออฟฟิศ ปรายตามองเขาอย่างหมั่นไส้ เมื่อถึงหน้าออฟฟิศเธอจึงหยุด เขาจับลูกบิดหมุนเปิดประตูให้เธอพร้อมทั้งก้าวตามเข้าไปด้วย ซึ่งภายในห้องทำงานใหญ่นั้น มีห้องเล็กๆ อยู่ภายในอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ด้านในสุด ภายในห้องมีโต๊ะเขียนแบบอยู่สองโต๊ะ และโต๊ะทำงานอีกสามโต๊ะ โดยมีชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ตามโต๊ะเหล่านั้น ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างหันมองมาที่เขาและอริสรา ชายหนุ่มผู้หนึ่งตะโกนทักทันที

 “เฮ้...เสร็จแล้วเหรอ อริสสาวน้อยมหัศจรรย์”

เธอยิ้มน้อยๆ “อืม...เสร็จเมื่อวันใหม่ของวันนี้แหละ เป็นไง...เยี่ยมแมะ”

 “เฮ้ย..ไปเอาแรงที่ไหนมาวะ ไม่หลับไม่นอนเลยหรือไง แล้วพาลูกค้ามาด้วยหรือไงล่ะ” ชายวัยกลางคนที่ดูแล้วอาวุโสที่สุดในที่นั้นมองมาที่เขาอย่างพิจารณา แล้วเอ่ยเย้ากับเธออย่างสนิทสนม และยังส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม ก้มศีรษะให้น้อยๆ

 “เอ่อ..ไม่ใช่ลูกค้าหรอกพี่เต้ เพื่อนน่ะ..” เธอเอ่ยตอบอ้อมแอ้ม แล้วหยิบม้วนกระดาษส่งให้ชายผู้นั้น

ชายที่อริสราเรียกว่าพี่เต้รับกระดาษม้วนนั้นมาคลี่ออก และเมื่อเห็นว่าเขายังยืนเก้ๆ กังๆ ก็เลยยิ้มให้และกล่าวเชิญให้เขานั่ง

 “เชิญนั่งก่อนครับ เอ่อ...คุณ...”

 “ผมชื่อ อินทนนท์ ครับ”

 “สวัสดีครับคุณอินทนนท์ ผมชื่อสุเทพครับ แต่ใครๆ ที่นี่เรียกผมว่าเต้น่ะ แล้วเป็นยังไงมายังไงถึงมาเป็นเพื่อนกับทอมสาวอริสนี่ครับ” เขากล่าวแล้วหัวเราะหึๆ หนุ่มสองสามคนในห้องนั้นมองมาที่เขาแล้วยิ้มๆ อินทนนท์ยังไม่ทันได้ตอบ หนุ่มผู้หนึ่งก็เอ่ยกับอริสรา

 “วันนี้อริสมาแปลก มีเพื่อนชายมาด้วย แล้วเพื่อนที่รู้ใจหายไปไหนล่ะ วันนี้ยังไม่เข้ามาที่ทำงานเลยนี่ เรากำลังรอเจ้านัทอยู่ว่าจะชวนออกไปที่ไซต์งานด้วยน่ะ เมื่อคืนโทร.ไปหามัน มันพูดอะไรก็ไม่รู้ เสียงอ้อแอ้เหมือนจะเมาว่ะ”

 “ตัวไม่ได้ติดกันนี่ จะรู้ได้ไงล่ะ” เธอตอบหนุ่มผู้นั้นด้วยน้ำเสียงกวนๆ

 “เฮ้ยอริส..ยังไม่เรียบร้อยนะวุ้ย บางช่องยังไม่ได้เขียนบอกพื้นที่เลย” ผู้ชายที่ชื่อเต้เรียกให้เธอดูในแบบ อริสราหน้ามุ่ย รับแบบมาจากพี่เต้

 “อริสรู้แล้วละ กะว่าจะมาเขียนต่อที่นี่น่ะแต่ลืมไป ขอโทษค่ะพี่เต้” เธอรับม้วนกระดาษคืนมา และเดินไปกางแบบที่ถือมาลงบนโต๊ะเขียนแบบ ก้มหน้าลงเขียน

เพื่อนร่วมงานที่กำลังเขียนแบบอยู่อีกโต๊ะหนึ่งใกล้ๆ หันหน้ามาถาม  “เอ๊ะ...วันนี้อารมณ์ไม่ดีหรือไงวะอริส ธรรมดาฉันเห็นนายยิ้มกว้างเข้ามาทุกวันนี่หว่า แต่วันนี้ทำไมหน้าตูมเชียว” หนุ่มนายนั้นถามยิ้มๆ มองหน้าอริสรา และมองมาที่เขานิดหนึ่ง

 “เฮ้ยนายติ๊ก นายอย่ากวนรมณ์ฉันแต่เช้าน่ะเดี๋ยวมีเจ็บ ยิ่งง่วงๆ อยู่ด้วย” เธอเอ่ยขู่แต่ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากแบบที่เขียนอยู่

ชายที่ชื่อเต้หันกลับมามองอินทนนท์ที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาอีกครั้ง  “เอ่อคุณ...คุณยังไม่ได้ตอบผมเลยว่าเป็นเพื่อนกับอริสจริงๆหรือครับ ที่ผมถามนี่อย่าโกรธนะครับ เพราะร้อยวันพันปีคุณอริสผู้นี้ไม่เคยหนีบใครมาที่ทำงานด้วยสักครั้ง เลยสงสัยน่ะครับ แล้วก็อย่าถือสาพวกเรานะครับ พวกเราสนิทกันทุกคน ทำงานแบบแฟมิลีน่ะ และก็ชอบคุยกันสนุกๆ น่ะครับ” ชายที่ชื่อพี่เต้ถามแล้วหัวเราะหึๆ อีกครั้ง สีหน้าเขายิ้มแย้มแจ่มใสอย่างคนอารมณ์ดี

 “ผมไม่ได้เป็นเพื่อนอริสหรอกครับ ผมเป็นสามีเธอ” เขาเอ่ยตอบเรียบๆ

เสียงของเขาที่ไม่เบานักแต่ก็ไม่ดังจนเกินไป แต่ก็ทำให้ทุกคนในห้องนั้นหันขวับมามองเขาทันทีรวมทั้งอริสราด้วย และทุกคนยกเว้นอริสราเอ่ยออกมาแทบจะพร้อมกัน

  “สามี”

เขาพยักหน้าหงึกหงัก  “ครับ...อื่อ..ผมเป็นสามีของคุณอริสรา”

คำยืนยันของเขาทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงและเหมือนจะอ้าปากค้าง พี่เต้หรือสุเทพยังคงมีสีหน้านิ่งตะลึง เผยอริมฝีปากขึ้นนิดหนึ่ง มองหน้าเขาและพึมพำถามขึ้นเบาๆ

  “สามี สามีของอริส สามีจริงๆ เหรอครับ”

เขาพยักหน้าให้น้อยๆ แทนคำตอบ อริสรามองมาที่เขาด้วยสายตาตะลึงงันอย่างนึกไม่ถึงว่าเขาจะตอบออกมาอย่างนั้น เธอรู้สึกลมออกหู มือที่จับดินสออยู่สั่นน้อยๆ ใจสั่นหวิวๆ เหมือนจะเป็นลม ด้วยทั้งโกรธทั้งอายทุกคนในที่นั้นจนอยากจะหายตัวไปในบัดดล และทุกคนในที่นั้นก็เหมือนจะนัดกัน วิ่งพรูมาที่เธอทันที

 “อริส...จริงๆ เหรอที่เธอมีสามีแล้วน่ะ ไปมีตั้งแต่เมื่อไหร่ นึกยังไงถึงอยากมีผัวเอ๊ย...สามี” หนุ่มหน้าตี๋คนที่สวมแว่นตาถาม ด้วยสีหน้าท่าทางใคร่รู้เต็มเปี่ยม

หนุ่มอีกคนที่มีหนวดบางๆ เหนือริมฝีปาก เดินมาเท้าแขนที่โต๊ะถามขึ้นอีกคน  “เออ..จริงด้วยไปมีเมื่อไหร่ ยังไง เมื่อวานยังไม่มีนี่หว่า หรือว่ามีมานานแล้ววะ เฮ้ย...ซุ่มเงียบอะไรขนาดนี้ แล้วเจ้านัทล่ะรู้หรือเปล่า”

 “นี่พวกนายตลกกันมากเหรอไงกับการที่ฉันจะมีสามีน่ะ ก็เพิ่งมีเมื่อวานนี้น่ะแหละ” เธอตอบเหมือนจะไม่ใส่ใจ และยังคงตีเส้นด้วยไม้บรรทัดลงบนกระดาษที่กางอยู่ แต่ในใจนึกอาฆาตแค้นเขานัก

 ทำไมต้องบอกใครๆ ด้วยว่าเป็นสามี ไม่ต้องบอกก็ได้นี่ หรือว่าอยากจะแกล้งฉันกันแน่ โธ่โว้ย...นายอินทนนท์...นายนี่มันแสบจริงๆ

 “เฮ้ย...เรื่องนี้มันตลกนะอริส พวกเรายังลุ้นอยู่ว่านายจะมีเมียหรือมีผัวกันแน่ แล้วถ้านายเพิ่งจะมีผอสระอัวเมื่อวานนี้ ทำไมเมื่อคืนถึงทำงานเสร็จล่ะ” เพื่อนชายผู้หนึ่งเอ่ยวิเคราะห์ขึ้น

 คนอื่นรีบสนับสนุนคำพูดของเขาทันที  “เออ...จริงด้วย มีเวลาทำงานด้วยเหรอ”

 “ก็มีไปด้วยทำงานไปด้วยน่ะเพื่อน ทำไม..เวลามีผอสระอัวน่ะ ทำงานไม่ได้เหรอ เขาไม่ได้ตัวมาติดกับฉันนี่ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลย” เธอตอบเรียบๆ แล้วเดินมาส่งกระดาษแผ่นนั้นให้ชายคนที่ชื่อเต้อีกครั้ง “ลืมเขียนกำกับน่ะพี่เต้ ตกลงอริสส่งงานแล้วนะคะ แล้วงานที่อริสรับมาทั้งหมดน่ะค่ะ อริสต้องขอคืน อริสคงไม่มีเวลาทำแล้วละค่ะ”

 “เฮ้ย...ทำไมล่ะ” พี่เต้ถามทันที

 “ก็เพราะมีผอสระอัวน่ะสิคะ ก็เลยไม่มีเวลาทำงาน ต้องไปรับใช้เขาน่ะค่ะ แล้วค่ามัดจำห้าหมื่นที่ลูกค้าให้มา อริสจะมาคืนให้พรุ่งนี้นะคะ ยังไม่มีเวลาไปแบงก์เลย” เธอตอบหน้าตาเฉยกับผู้ชายที่ชื่อพี่เต้ ชายผู้นั้นยังมองหน้าเธอค้างอยู่

อินทนนท์หยิบเช็คในกระเป๋าเสื้อที่อริสราคืนมาส่งให้ชายที่ชื่อเต้  “นี่ครับพี่เต้ เช็คห้าหมื่นเอาจากผมนี่ครับ ผมให้อริสเมื่อคืนให้มาคืนลูกค้าก็ไม่ยอมรับ” พี่เต้รับเช็คมาจากอินทนนท์เปิดดู พร้อมทั้งมองหน้าเขาด้วยอาการที่ยังงงไม่หาย

เธอหันมากล่าวเสียงเข้มเหมือนจะดุเขา “อริสบอกว่าจะคืนเองนี่ มันเป็นเงินคนละส่วนกันนะคะคุณอินทนนท์”

 “นี่คุณ เงินผัวกับเงินเมียมันก็เหมือนกันน่ะแหละ จริงไหมครับพี่เต้” เขาเอ่ยกับผู้ชายที่ชื่อเต้ ซึ่งยังคงถือเช็คของเขาอยู่ในมือ

 พี่เต้พยักหน้ารับคำของเขา “เออ...ครับ จริงๆ คุณ เงินผัวเงินเมียมันก็เงินกระเป๋าเดียวกันน่ะแหละ”

เพื่อนชายบางคนเอ่ยขึ้นลอยๆ  “เฮ้...ถ้าอริสมีผัวจริงๆ ก็มีคนโบรกเคนสิงานนี้ ถึงว่าสิ..ป่านนี้ไอ้นัทยังไม่มาออฟฟิศ คงเมาหัวทิ่มไปแล้วมั้ง”

อริสรามีสีหน้าไม่เสบยนัก เธอเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เก็บของส่วนตัวบางอย่างในลิ้นชักใส่กระเป๋า

ชายคนที่เธอเรียกว่าพี่เต้กระซิบกับเขา  “นี่คุณ...มันยังไงกัน คุณกับอริสถึงมาเป็นเอ่อ...ผัวเมียกันได้น่ะ ผมงงและทุกคนที่นี่ก็งง งงเป็นไก่ตาแตกเลยนะครับ” ชายผู้นั้นถามเขาด้วยสีหน้ากึ่งงงกึ่งอยากรู้

 “ก็เราตกลงกันได้ในหลายๆ เรื่อง ก็เลยคิดว่ามาอยู่ด้วยกันเสียเลยดีกว่า ก็เท่านั้นละครับ” เขาตอบเลี่ยงๆ อมยิ้มน้อยๆ

 “อืม ก็แปลกนะ ฝนที่ไม่ได้ตั้งเค้าแล้วจู่ๆ มันตกนี่ ทำให้คนตกเทรนด์อย่างผมอึ้งกิมกี่เลยนะครับ แล้วตกไม่ตกเปล่า ฟ้ายังดันผ่าลงมาอีกด้วยหึๆ” เขากล่าวพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ

อริสราเดินกลับมาและเอ่ยขึ้นกับพี่เต้ของเธอ  “ตกลงสัมภาษณ์กันเรียบร้อยหรือยังคะ”

พี่เต้เงยหน้าขึ้นมองเธอ  “เฮ้ย..อริส..พี่เป็นห่วงแกนะ ไหนๆ ก็ไหนๆ พี่ก็อยากให้แกปรับเปลี่ยนตัวเองกับการมีครอบครัวด้วยนะ การมีใครสักคนเข้ามาร่วมชีวิตด้วยนี่ ต่างก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน พี่อยากเห็นแกมีความสุขน่ะ”

เธอพนมมือไหว้พี่เต้  “ขอบคุณค่ะที่เป็นห่วง อริสต้องกลับก่อนนะคะ พี่เต้ช่วยเรียนคุณพัฒนาด้วยนะคะ ว่าเมื่อไหร่ที่อริสไม่มีสามีแล้ว จะมาของานทำอีกค่ะ แต่ตอนนี้เวลาของอริสทั้งหมดเป็นของสามีแล้วค่ะ อริสไปก่อนนะคะ”

เธอเอ่ยแล้วยกมือไหว้พี่เต้อีกครั้ง และโบกมือให้เพื่อนร่วมงานในห้องนั้น ที่แต่ละคนยังเหมือนจะไม่หายจากอาการช็อก อินทนนท์ลุกขึ้น

 “สวัสดีครับ...ผมกลับก่อนนะครับพี่เต้” เขากล่าวแล้วพนมมือไหว้ เรียกชื่อชายผู้นั้นอย่างสนิทสนม และก้มศีรษะลงน้อยๆ ให้เพื่อนๆ ในที่ทำงานของเธอด้วย

อริสราหน้าคว่ำก้าวเดินฉับๆ นำหน้าเขามา อินทนนท์สาวเท้ายาวๆ จนตามมาทันที่ลิฟต์ และลงลิฟต์มาด้วยกัน เมื่อขึ้นมานั่งบนรถแล้ว เขาถามทันที

 “คุณไม่พอใจที่ผมบอกกับเพื่อนคุณว่าผมเป็นสามีคุณเหรอ”

 “เปล่าเสียหน่อย ดีใจออกค่ะที่ใครๆ รู้ว่ามีคนรับไปเป็นภรรยา เพราะใครๆ ก็นึกว่าคนอย่างอริสราคงยังไม่มีใครหน้ามืดมาแต่งงานด้วยหรอกค่ะ เพื่อนๆ แต่ละคนคงโมทนาสาธุด้วยมั้งคะ” เธอยักไหล่น้อยๆ เอ่ยประชดประชันขึ้น

 “คุณไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องของเราใช่ไหม”

 “เรื่องของเรา คุณพูดเหมือนกับว่าเราแต่งงานกันจริงๆ เลยนะคะ หึๆ “เธอเอ่ยทวนคำเขา แล้วหัวเราะแค่นๆ

เขานิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจก็นึกทึ่งในตัวเธอ อริสราทำงานอยู่กับผู้ชายทั้งนั้น ก็สมควรละ..ที่เธอจะห้าวขนาดนี้ ท่าทางเธอเก่งกล้าสามารถ คล่องแคล่วว่องไว พูดจาทันคน โต้ตอบได้อย่างถึงลูกถึงคน



เขาขับรถมาส่งเธอที่หน้าสถาบันเสริมความงามของคุณกิ่งแก้ว แล้วเคลื่อนรถออกไปทันที เธอค้อนตามหลังรถเขาไป และเมื่อพบกับคุณกิ่งแก้วแล้ว เธอก็พบว่าวันนี้เป็นวันที่เธอต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่ กิ่งแก้วพาเธอไปขัดผิว อบตัว นวดหน้า พอกหน้า สระผม เปลี่ยนทรงผมโดยสไลด์ปลายไล่ลงมา ไฮไลต์น้อยๆ และไดร์จนม้วนพลิ้วเป็นเกลียว ทำเล็บ และแต่งหน้าใหม่ เมื่อเธอเดินออกมา กิ่งแก้วมองหน้าตา ทรงผม แล้วยิ้มอย่างพึงพอใจ

 “อริส..เธอสวยมากเลยจ้ะกับผมทรงนี้ แล้วก็แต่งหน้าอ่อนๆ แบบนี้ สวยกว่านางงามที่พี่กำลังจะส่งประกวดเสียอีกนะนี่ พี่มองข้ามเธอไปได้ยังไงนะ แล้วต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยจ้ะ พี่เตรียมไว้ให้แล้ว” คุณกิ่งแก้วเอ่ยพร้อมทั้งคว้าข้อมือเธอพาไปห้องแต่งตัวอีกห้อง

อริสรามองเสื้อผ้าที่กิ่งแก้วนำมาให้เปลี่ยน แล้วเริ่มร้องอุทธรณ์  “พี่กิ่งคะ...ค่อยเป็นค่อยไปไม่ดีกว่าหรือคะ ให้อริสเปลี่ยนวันเดียวเป็นแบบนี้ แล้วอริสจะกล้าเดินออกไปหรือคะ ไม่ไหวค่ะ”

 “อริส...เรามีเวลาแค่สามเดือนเท่านั้น เวลาทุกนาทีมีค่ามากที่สุดสำหรับเธอเลยนะ เธอยังมีตารางเรียนรู้แน่นเอี๊ยดไปหมดเลยจ้ะ แล้วการเปลี่ยนการแต่งกาย มันเป็นการเริ่มต้น มันเป็นเบสิกที่เธอต้องทำเป็นอันดับแรกเลยนะ เพราะพรุ่งนี้เธอก็จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่วันนี้เธอต้องนำกลับไปด้วย เธอจะต้องเริ่มคุ้นเคยกับการแต่งกายสวยหรูดูไฮเป็นอันดับแรกเลยละ เพราะถ้าเป็นสาวๆ คนอื่น พี่ก็ไม่หนักใจหรอก เพราะแต่ละคนเขาก็หาเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวกันเองอยู่แล้ว สำหรับอริส พี่รู้ว่าเธอคงไม่ค่อยสนใจเรื่องแฟชั่นว่าตอนนี้มีเทรนด์แบบไหนบ้าง เพราะเธอก็แต่งแบบที่แต่งนี่อยู่ทุกวัน พี่ถึงต้องมุ่งมาเรื่องการแต่งตัวก่อนไงจ๊ะ แล้วคุณนนท์ก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของอริสก่อนที่จะบินคืนนี้น่ะจ้ะ”

อริสรายิ้มแหยๆ จำต้องเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องเล็กๆ โดยมีช่างเสื้อเป็นคนเข้าไปจัดการให้ เมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้ว เธอมองตัวเองในกระจก ทำหน้าเหยเก ด้วยเห็นตนเองอยู่ในชุดแซ็กสีน้ำทะเลแนบลำตัว คอปกตั้งสูง กระโปรงสอบแค่เข่า ออกแบบเก๋ไก๋ ทำให้รูปร่างสวยเพรียวของเธอสวยระหง สีน้ำทะเลขับผิวขาวให้ดูเด่นมากขึ้น เธอจึงดูงดงามจนกิ่งแก้วก็ยังนึกไม่ถึง เมื่อเห็นเธอเดินออกมา

 “ว้าว! อริส...สวยมากจ้ะ แหม...พี่เสียดายเธอจริงๆ ถ้าพี่มองเธอให้ออกตั้งแต่แรก พี่คงขอให้เธอเข้าประกวดแล้วละ” กิ่งแก้วเอ่ยด้วยสีหน้าที่ทึ่งจัด แล้วมองอริสราจนทั่วตัว เอ่ยชมขึ้นอีก

  “พอขัดผิวแล้วผิวผ่องจังเลย เธอนี่เป็นช้างเผือกในป่าจริงๆ อยู่ในเสื้อผ้าทอมบอยเสียจนพี่มองไม่เห็นความงามของอริสสักนิดเดียวเลย พี่นี่มีตาแต่ไม่มีแววเลยเนาะ แย่จังเลย”

 “พี่กิ่งคะ..ขออริสนั่งทำใจสักครู่เถอะค่ะ อริสไม่กล้าไปหาแม่ที่โรงพยาบาลแน่เลยค่ะ แล้วรองเท้าส้นเข็มแบบนี้ จะทำให้อริสหกล้มฟันหักหมดปากหรือเปล่าก็ไม่รู้น่ะค่ะ”

อริสราบ่นกระปอดกระแปด ยิ้มแหยๆ อย่างไม่มั่นใจในตัวเองเลยแม้แต่น้อย จนกิ่งแก้วต้องบอกให้เธอลุกขึ้น เพื่อซ้อมเดิน ด้วยรองเท้าส้นสูงที่สวมอยู่ อริสราเซจนจะหกล้มหลายครั้ง จนต้องหยุดเดิน

  “อริสเดินไม่ได้ค่ะ มันทรงตัวไม่อยู่ค่ะ มันสูงมากด้วยน่ะค่ะ”

 “อริส..มา..พี่จะเดินให้ดู เธอก้าวเท้ายาวและเร็วเกินไปจ้ะ ต้องเดินหลังตรง ก้าวเท้าไปข้างหน้า วางเท้าอย่างมั่นใจ ทอดน่องลงอีกหน่อย และยืนพักขาแบบนี้นะจ๊ะ อะ ลองทำสิจ๊ะ...”

อริสราพยายามมองการเดินของคุณกิ่งแก้ว แล้วพยายามทำตาม และทำได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มั่นใจในตัวเองนัก เธอบ่น  “พี่กิ่งคะ...อริสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะไปประกวดนางงามเลยนะคะนี่”

 “ใช่จ้ะ..ประกวดนางงามก็ต้องหัดวางท่าเดินให้สวยสง่า ต้องฝึกส่งยิ้มโปรยหวานเพื่อให้ประทับใจกรรมการที่ให้คะแนนด้วยจ้ะ”

 “ก็ยังดีนะคะ ที่อริสแค่หัดเดินอย่างเดียว ถ้าต้องเดินแล้วยิ้มด้วย อริสคงจะหัวคะมำตกเวทีแน่เลยค่ะ เพราะอริสคงทำพร้อมกันทั้งสองอย่างไม่ได้หรอกค่ะ”

 “ใครบอกกันจ๊ะว่านางงามต้องทำแค่เดินกับยิ้ม ต้องมีท่าทางพลิ้วหวาน ทิ้งสายตา โปรยเสน่ห์ โชว์มุมสวยของตนเองเวลาเดินเพื่อโชว์ส่วนสัดด้วยจ้ะ”

 “อริสรู้แล้วค่ะว่านางงามน่ะ เขาต้องหัดเดินเป็นเรื่องแรก ซึ่งน่าจะพอๆ กับนางแบบ แต่นางแบบจะเดินเร็วกว่า อริสจะลองเดินแบบนางงามให้ดูนะคะ อริสเคยดูในทีวีค่ะ”

เธอเอ่ยจบแล้วเดินแบบให้กิ่งแก้วดู พร้อมกับหัวเราะขำตนเอง เธอเดินถึงประตูห้องและเท้าสะเอวน้อยๆ หมุนตัวกลับมา จังหวะที่หมุนตัวทั้งที่เธอยังเดินไม่คล่อง ทำให้เธอเสียหลักเซหลุนๆ กรีดร้องอย่างตกใจ และทำท่าจะหงายหลัง แต่คนที่เปิดประตูก้าวเข้ามา ใช้แขนช้อนกายเธอไว้ทันก่อนที่เธอจะล้มอย่างไม่เป็นท่า

 “โอ๊ะ...อุ๊ย...” อริสราร้องอย่างตกใจ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของวงแขนนั้น พร้อมทั้งทำสีหน้าปั้นยากกับเขา

 “เป็นยังไงมั่งคุณ เจ็บหรือเปล่าครับ” เขาถามด้วยไม่คิดว่าหญิงผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนเขาคืออริสรา

 “คุณนนท์” อริสราร้องเรียกชื่อเขา แก้มร้อนผ่าวแดงเข้มด้วยความอาย เธอรีบยืนตัวตรงเพื่อเบี่ยงกายออกจากวงแขนเขา

 “อริสกำลังทำอะไรเหรอ” เขาเอ่ยถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

 “พี่กำลังให้อริสซ้อมเดินค่ะคุณนนท์ แต่อริสยังไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงน่ะค่ะ ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ เชิญนั่งก่อนค่ะคุณนนท์” คุณกิ่งแก้วรีบเอ่ยอธิบาย และกล่าวเชื้อเชิญ

 อินทนนท์มองกลับมาที่อริสราอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเองว่าหญิงสาวผู้นี้คืออริสรา เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้เงียบๆ ตามคำเชิญของกิ่งแก้ว และมองมาที่เธอ ซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเก้อเขิน เขาต้องครางในใจ

นี่หรือ...อริสราสาวเซอร์เมื่อเช้านี้ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหล่อนจะงดงามได้มากมายถึงขนาดนี้ กระโปรงเหนือเข่าเข้ารูปทำให้เห็นขาเรียวสวยของเธอเป็นครั้งแรก ผิวพรรณที่อยู่ภายใต้เสื้อแขนยาวกับกางเกงยีนที่เราเห็น บัดนี้ได้เผยโฉมให้เห็นความเกลี้ยงเกลานวลเนียน ใบหน้าถูกแต่งเติมมีสีสันจนสวยไม่มีที่ติ ดวงตาโตๆ คมหวานของเธอถูกเมกอัปจนดูสวยหวานคมซึ้งขึ้น ผมเป็นเกลียวสลวยอยู่ข้างแก้ม มองดูอ่อนหวานน่ารัก

อินทนนท์เห็นแก้มของเธอแดงก่ำเข้มขึ้น และพยายามเดินกลับมาช้าๆ ด้วยท่วงท่าที่ยังไม่มั่นใจนัก

เขาเอ่ยขึ้น  “เอ่อ...พอดีผมเสร็จธุระ ก็เลยแวะมาดูน่ะ เห็นบ่ายแล้วด้วย คุณจะไปเยี่ยมคุณแม่ที่โรงพยาบาลตอนนี้เลยหรือเปล่าล่ะ จะได้ไปกันเลย”

 “อืม..ขอบคุณค่ะคุณนนท์ อริสไม่รบกวน อริสไปเองได้ค่ะ”

 “ไม่เป็นไรผมจะไปด้วย แล้วจะได้กลับพร้อมกัน”

 “แต่อริสอยากไปเองนี่คะ” อริสราเอ่ยอุบอิบ ทำท่าอิดเอื้อนไม่ยอมไปกับเขา จนชายหนุ่มต้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิด

  “คุณนี่เรื่องมากไปทุกเรื่องเลยนะ จะทำอะไรให้มันจบๆ ไม่ได้เหรอไง”

อริสราฟังแล้วหน้าบึ้งขึ้นน้อยๆ กัดริมฝีปากตนเอง ตาคว่ำลงเมื่อโดนบ่น ทำให้คุณกิ่งแก้วต้องตัดบท

 “อริส...พี่ว่าเธอไปกับคุณนนท์ก็ดีนะจ๊ะ เพราะเสื้อผ้าที่เธอจะต้องขนกลับไปอีกก็ตั้งเยอะนี่จ๊ะ”

 “คือว่าอริสไม่กล้าสวมชุดสวยนี่ แล้วก็ใส่รองเท้าส้นสูงปรี๊ดคู่นี้ไปโรงพยาบาลน่ะค่ะ อริสยังไม่คุ้นกับเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าถือนี่ด้วยน่ะค่ะ อริสก็เลยคิดว่าจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเก่าก่อนถึงจะไปน่ะค่ะ” เธอเอ่ยสารภาพ พร้อมทั้งยิ้มแหยๆ ก้มมองตนเองนิดหนึ่ง

 “อ้าว..แล้วเมื่อไหร่คุณจะคุ้นเคย แล้วก็เดินได้อย่างสง่าผ่าเผยล่ะอริส ทำงานก็ต้องฝึกงานสิ ไป...ไปฝึกงานกัน” เขาเอ่ยพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ในสีหน้าอย่างรู้สึกขันกับท่าทางอิหลักอิเหลื่อของเธอ

อริสรายกมือขึ้นเกาศีรษะแกรกๆ ทำหน้ามุ่ยและจำต้องลุกขึ้นเดินไปกับเขาด้วยท่าทางที่ยังเก้ๆ กังๆ กับรองเท้าส้นสูงและกระโปรงสั้นเหนือเข่า เธอท่องเบาๆ ไปตลอดทาง

  “เดินช้าๆ ก้าวตรงไปข้างหน้า ทอดน่องลงน้ำหนักให้เสมอกัน อย่ายกเท้าสูงเกินไป ทุกก้าวย่างต้องมั่นใจที่สุด เดินช้าๆ เดินช้าๆ อย่าก้าวยาวเกินไป ต้องมั่นใจ ต้องมั่นใจ”

เขาปรายตามองเธอแล้วหัวเราะหึๆ ในลำคอ เมื่อได้ยินเสียงเธอท่องเบาๆ พอลงลิฟต์มาถึงชั้นที่จอดรถ มีเด็กเข็นของนำถุงใส่เสื้อผ้าตามมาด้วย เมื่อเก็บของเรียบร้อยแล้ว เขาเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่ง อริสรานั่งลงและพยายามดึงกระโปรงที่ร่นขึ้นจนเห็นหน้าขาสวยเนียนลง แต่ก็ไม่สามารถดึงลงได้ด้วยกระโปรงนั้นแคบ เธอใช้กระเป๋าถือใบสวยหรูวางลงบนตัก และเลื่อนลงไปให้ปิดขาสวยไว้พร้อมทั้งทำสีหน้ากระอักกระอ่วน และหันชำเลืองมองหน้าเขานิดหนึ่ง เผอิญที่เขาก็หันหน้ามามองเธอเช่นกัน ทำให้อินทนนท์หัวเราะน้อยๆ ในลำคอ

เธอค้อนเขาพร้อมทั้งกัดริมฝีปากไว้ ก่อนจะเอ่ย “ฉันคงทำท่าได้น่าขำมากนะคะ”

 “เปล่า...ผมไม่ได้ขำท่าทางของคุณ ผมขันที่คุณเปลี่ยนแปลงไปต่างหาก คุณดูดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ”

 “แล้วมันน่าขำตรงไหน”

เขายักไหล่นิดหนึ่งและยังคงยิ้ม มองไปข้างหน้า และไม่ตอบอะไร ทำให้เธอถอนหายใจออกมาน้อยๆ เขาจึงหันมามองเธออีกครั้ง

 “หนักใจมากเหรออริส”

 “ไม่ได้หนักใจ แต่ไม่มีความมั่นใจมากกว่า ถ้าคุณเป็นแบบอริส คุณก็คงจะรู้ถึงความรู้สึกเหมือนอริส” เสียงสะบัดห้วนน้อยๆ เอ่ยตอบ

 “ผมมั่นใจในตัวเองทุกเรื่องทุกอย่างแหละอริส เพราะผมคิดว่าทุกอย่างไม่เกินความสามารถของผม” เขาตอบเรียบๆ และใช้สายตาชำเลืองมองมานิดหนึ่ง

อริสราค่อนเขาในใจ ‘ใช่สิ...นายอินทนนท์ นายน่ะมันมีเงินล้นฟ้า ทำอะไรก็ได้ไม่ต้องเคอะเขินหรอก เงินก็เป็นพระเจ้าจริงๆ อย่างที่ใครๆ พูด เพราะเงินของนายซื้อฉันไปทุกอย่างแม้แต่ความมั่นใจที่ฉันเคยมี นายซื้อในสิ่งที่ฉันเคยเป็น เคยภูมิใจ ขณะนี้ฉันเป็นทาสน้ำเงินของนายแล้วนี่ เชิญนายบัญชาได้ตามสบายเลย ฉันพร้อมรับใช้อยู่แล้วละ

เขาเห็นเธอนั่งนิ่งเงียบ จึงปรายตามองหน้าเธอนิดหนึ่ง  “คุณจะต้องดูดี ดูสวย ตลอดเวลาหนึ่งปีนับจากนี้ คุณต้องไม่ใส่เสื้อผ้าที่คุณมีอยู่อีก ถึงแม้ว่าผมจะไม่อยู่ก็ตาม นี่เป็นคำสั่ง และเสื้อผ้าที่สั่งตัดก็จะทยอยส่งมาให้อีก และถ้าไม่พอก็สั่งพี่กิ่งได้นะ”

 “รับทราบพร้อมปฏิบัติ” เธอทำท่าแตะปีกหมวกแบบทหาร ตอบแบบประชดเขาน้อยๆ ท่าทางของอริสราทำให้เขาหัวเราะออกมาและเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นฟันสวย ดวงตาหวานวิบวับบนใบหน้าเคร่งขรึมของเขา 


*เนื้อเรื่องจะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆนะคะ มาติดตามกันค่ะว่าอริสราจะเปลี่ยนแปลงตัวตนจากสถาปนิกสาวมาดเซอร์อาร์ทติส เป็นสาวไฮโซได้หรือไม่ รับรองความสนุกครบทุกรส ทั้งดรามา โรแมนติก แฟนตาซีนิดๆ*


@มาเป็นแฟนพันธ์แท้สำหรับหนังสือ2เล่มแบบสุ่มจับ

และคอมเม้นท์อีก1เล่มค่ะ ส่งกำลังใจกันมาบ้างนะคะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #6 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 10:11
    ประกาศเป็นสามีกันท่าผู้ชายอื่นไว้ก่อนเลย
    #6
    0