แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,533 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    20

    Overall
    15,533

ตอนที่ 5 : เปลี่ยนตัวตน100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1042
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 ก.ย. 60



แผนร้ายกุศโลบายรักนิยายโรแมนติกดรามา สั่งจองได้จากสำนักพิมพ์ปองแล้วค่ะ


อริสรา



5

เปลี่ยนตัวตน

 

เมื่อทั้งสองมาถึงโรงพยาบาล เขาเดินตามมาด้วย เธอหันมามองหน้าเขานิดหนึ่งเหมือนจะห้าม เขาจึงเอ่ยขึ้น

  “เผื่อคุณหกล้มจะได้มีที่เกาะน่ะ คุณยังเดินไม่คล่องไม่ใช่เหรอ”

เธอไม่ตอบแต่ก็นึกขอบคุณเขาอยู่ในใจ เพราะพื้นที่โรงพยาบาลเรียบเป็นเงาวาววับ และคงจะลื่นด้วย ซึ่งทำให้เธอต้องเดินด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ แต่ก็ทำท่าจะลื่นหลายครั้งจนเขาต้องเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้ เธอพยายามดึงมือกลับ แต่เขากลับจับกระชับแน่นขึ้น

 “จับมือผมไว้นะอริส ผมไม่อยากอายไปพร้อมกับคุณด้วยเวลาที่คุณวัดพื้นน่ะ เพราะพื้นที่โรงพยาบาลนี่เขาวัดไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ”

อริสราตวัดค้อน กัดริมริมฝีปากด้านในไว้น้อยๆ อย่างนึกโมโหคำพูดของเขา เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องไอซียู อริสราบอกให้เขานั่งคอยเธอหน้าห้อง แล้วเดินเข้าห้องสวมเสื้อผ้าปลอดเชื้อ ก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปหามารดาที่ยังคงนอนนิ่งไม่รู้สึกตัว มีท่อออกซิเจนช่วยหายใจอยู่พร้อมกับสายน้ำเกลือ ซึ่งเครื่องช่วยชีวิตอย่างอื่นถูกนำออกไปหมดแล้ว ทำให้เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหนึ่ง อริสราก้มลงจูบแก้มมารดาเบาๆ

 “แม่..แม่จ๋า อริสมาเยี่ยมจ้ะ แม่ลืมตามองอริสสิจ๊ะ แม่” เธอเรียกมารดา แตะที่แขนท่านอย่างเบามือ แต่ไม่มีอาการสนองตอบจากมารดาแม้แต่น้อย เธอเดินออกมาที่วอร์ดเพื่อถามอาการของมารดากับพยาบาล เขาลุกเดินตามเธอมาด้วย พยาบาลบอกว่ามารดาของเธอยังไม่ฟื้น อาการโดยรวมทรงตัว

อริสราขอพบหมอ ซึ่งแพทย์เจ้าของไข้ก็รายงานอาการของคุณอริสาให้ฟัง ว่าอยู่ในระยะเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนและยังไม่รับปากว่ามารดาของเธอจะฟื้นขึ้นมารับรู้อะไรได้อีกหรือไม่ หรืออาจจะไม่ฟื้นอีกเลยก็ได้ คำกล่าวของนายแพทย์วัยกลางคนทำให้เธอนิ่งอึ้งน้ำตารื้นขึ้นคลอคลอง

 “หมอคะ ถ้าแม่ไม่ฟื้น แปลว่าแม่จะต้องอยู่ในสภาพเจ้าหญิงนิทราอย่างนี้หรือคะ”

 “หมอยังบอกอะไรไม่ได้มากหรอกนะครับ เพราะการผ่าตัดครั้งนี้อาจจะกระทบกับสมองส่วนของการรับรู้ก็อาจเป็นได้ แต่ทางด้านร่างกายก็ดีขึ้นเป็นลำดับนะครับ ต้องใจเย็นๆ นิดหนึ่งนะครับ ตอนนี้เราก็รักษาแบบประคับประคองให้อย่างดีที่สุดแล้วละครับคุณอริสรา”

เธอกราบขอบคุณหมอ และกลับมาที่ห้องไอซียูอีกครั้ง เธอมายืนอยู่ที่ข้างเตียง เอ่ยกับมารดา  “แม่จ๋า...แม่ต้องฟื้นนะจ๊ะ แม่ต้องกลับไปอยู่กับอริสนะ อริสจะรอและจะทำทุกอย่างเพื่อแม่จ้ะ” เธอจับมือมารดามาแนบแก้ม น้ำตาร่วงหยดรินลง สักครู่หนึ่งเธอลุกเดินกลับออกมา ชายหนุ่มมองใบหน้าที่เศร้าสร้อยด้วยความรู้สึกหดหู่ เขาจับมือที่เย็นเฉียบของเธอเอาไว้

 “ทำใจดีๆ นะอริส กลับไปพักผ่อนเสียบ้าง”

อริสรามองหน้าเขาด้วยสายตาขอบคุณ และนั่งนิ่งมาในรถตลอดทาง เมื่อกลับมาถึงคอนโด เธอก็ยังคงซึมเศร้านั่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรจนอินทนนท์เอ่ยถามขึ้น

  “อริส...เป็นอะไร”

เธอมองหน้าเขานิดหนึ่ง น้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง เสียงที่ตอบเครือสะอื้นอย่างกลั้นไม่อยู่  “แม่เป็นมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แม่ผ่าตัดเมื่อตอนต้นปี แต่ครั้งนั้นเพียงแค่คืนเดียวแม่ก็ฟื้น แต่คราวนี้แม่ไม่ฟื้น หมอก็ไม่รับปากว่าแม่จะฟื้นขึ้นอีก ถ้าแม่ไม่ฟื้นอริสจะทำยังไง ฮือๆ”

 “อริส...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดไม่ใช่เหรอ คุณก็ทำดีที่สุดแล้วนี่ ใจเย็นๆ อีกหน่อยน่า แม่คุณอายุมากแล้วก็อาจจะฟื้นช้าหน่อยก็ได้ ผ่าสมองก็แบบนี้แหละ ผมมีคนรู้จักคนหนึ่งอายุประมาณแม่ของคุณ เขาก็ผ่าสมองนะ ตั้งเกือบสองอาทิตย์ถึงจะฟื้นแล้วก็หายเป็นปรกติด้วย”

เธอยิ้มหน้าชื่นขึ้นทั้งที่น้ำตายังรื้นอยู่ “จริงเหรอคะ เขาไม่ตายใช่ไหมคะ”

 “ฮื่อ..เขาไม่ตายหรอก เดี๋ยวนี้ก็ทำงานทำการได้ปรกติน่ะ” เขาโกหกส่งเดชเพื่อปลอบใจเธอ

เธอเข้าไปเขย่าแขนเขาแล้วถาม สีหน้าแช่มชื่นขึ้น “คุณไม่ได้หลอกอริสนะคะ ดีจังที่คุณบอกแบบนี้ อริสมีกำลังใจขึ้นตั้งเยอะเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ ขอบคุณ”

 “อริส...เสื้อผ้าที่ขนมาน่ะ ส่งให้แม่บ้านไปซักรีดเสียนะ”

เธอยิ้มและพยักหน้าให้เขา ลุกขึ้นเดินร้องเพลงขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีขึ้นทันที

 “เฝ้าตามหาว่ารักฉันนั้นอยู่ที่ไหน เพียงมาเติมให้เต็มหัวใจ มันเหงาและไม่มีใครมานานแสนนาน ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ฉันไม่รู้ว่าฉันจะใช้ชีวิตที่เหลือยังไง”

เพลงท่อนที่เธอร้องเหมือนจะออกมาจากความรู้สึกในใจ จนเขาคิดในใจว่าอริสรายังมีนิสัยที่ยังเด็กมาก เธอจะดีใจ เสียใจ เศร้าใจ หรือโกรธก็จะแสดงออกมาให้เห็น ไม่เก็บงำไว้ ไม่มีจริตเหมือนสาวๆ ทั่วไปแสดงให้เห็นแม้แต่น้อย เขานั่งลงที่โซฟา เธอรินน้ำเย็นมาวางให้เขา และเอ่ยขึ้นอย่างประจบ

 “ถ้าอริสมีพี่ชายแบบคุณนนท์สักคนก็ดีนะคะ อริสคงมีเพื่อนคุย มีเพื่อนไว้ปรับทุกข์ด้วย คงไม่ต้องคิดอะไรคนเดียวอย่างนี้”

 “คุณก็คิดได้นี่ว่าผมเป็นพี่ชาย เรายังต้องอยู่ด้วยกันอีกตั้งปีหนึ่งนะ”

 “ก็คืนนี้คุณก็จะไปแล้วนี่คะ แล้วที่นี่ก็กว้างขวางใหญ่โตไม่เหมือนที่บ้านของอริส มันคงเงียบและก็เหงามากถ้าต้องอยู่คนเดียว” เธอพูดพร้อมกับมองไปรอบๆ ห้องที่กว้างขวางนั้นด้วยสีหน้าที่บอกถึงความรู้สึกเหงา

 “อริส..จากนี้ไป คุณต้องโตขึ้นเรื่อยๆ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ คุณต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์นะ คุณถึงจะดำรงชีวิตได้อย่างเป็นสุข”

 “เอ่อ...คุณนนท์คะ...คุณแม่ของคุณดุมากไหมคะ” อริสราถามพร้อมกับจ้องหน้าเขาตาแป๋ว

 “คุณแม่ไม่ใช่คนดุ แต่ท่านเป็นคนตรงมาก ชอบก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ชอบทำยังไงก็ไม่ชอบ ท่านไม่ชอบฟรานแฟนของผมเลย ผมกับท่านถึงได้มีปัญหากัน” เขาเอ่ยบอกเธอเหมือนจะปรับทุกข์ไปด้วย

 “แล้วท่านจะชอบอริสเหรอคะ อริสอาจจะทำให้ความหวังของคุณพังทลายก็ได้นะคะ อริสจะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ยังไม่มีผู้ใหญ่คนไหนเกลียดอริสเลยนะคะ ซึ่งเขาอาจจะสงสารมากกว่าก็ได้ แต่ว่า...คงยกเว้นคุณแม่คุณแน่เลย” เธอพูดขึ้นเหมือนจะปรารภด้วยสีหน้าปริวิตก

 “เราต้องพยายาม และผมก็หวังนะ ว่าคุณจะพยายามช่วยผม”

 “อริสจะพยายามช่วยคุณอย่างเต็มความสามารถค่ะเจ้านาย” เธอทำกิริยาแบบจินนี่อีกครั้ง ทำให้เขายิ้มออกมาอย่างขันๆ

 

อริสราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เธอเดินออกมานอกห้องนอน อินทนนท์กลับไปอเมริกาแล้ว เธอรู้สึกว่าห้องที่แสนจะหรูหราโอ่อ่าที่เธอยืนอยู่นี้ พอไม่มีเขาคนนั้นทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเงียบเหงาลง  เธอยังนึกถึงเมื่อคืนที่เขาเตรียมตัวบินกลับ เขาแต่งกายหล่อเข้มด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกับสูทสีเข้มไม่ผูกไท เธอมายืนอยู่ใกล้ประตูเพื่อส่งเขา อินทนนท์เอ่ยขึ้นกับเธอ

 อริส..วันนี้เป็นวันแห่งความรักนะ ผมมีความหวังดีให้คุณ เพราะเห็นว่าคุณเป็นคนที่รักแม่มาก ตัวผมเองอาจจะทำอะไรไม่ดีกับแม่ไว้ แต่ผมก็จะไถ่บาปด้วยการช่วยให้คุณได้รักษาแม่ให้ดีที่สุด ขอให้คุณรักษาสุขภาพให้ดีนะ แล้วก็ตั้งใจเรียนรู้ อีกสามเดือนผมจะกลับมาดูผลงานของคุณ หวังว่าคุณคงไม่ทำให้ผมผิดหวัง

เธอรู้สึกซึ้งใจขึ้นมาในทันทีที่เขาพูดจบ  ขอบคุณมากค่ะสำหรับความปรารถนาดีของคุณ...คุณจะไม่เสียเงินฟรี อริสจะตั้งใจเรียน และจะตั้งใจทำงานให้คุณค่ะ อริสขอให้คุณเดินทางด้วยความปลอดภัยนะคะ

เขาพยักหน้ารับคำอวยพร โบกมือและยิ้มให้เธอนิดหนึ่งก่อนที่จะออกจากห้องไป เธอรู้สึกใจหายทันทีเหมือนกัน และนิ่งคิดในใจ

เราคิดถูกหรือผิดกันแน่นะที่รับทำงานนี้ เราขายศักดิ์ศรีที่เคยภาคภูมิใจนักหนา ซึ่งต่อแต่นี้ไปมันไม่มีเหลืออีกแล้ว แต่ถ้าไม่ทำเพื่อแม่ ให้แม่ได้รับการรักษาที่ดีที่สุดทั้งที่มีโอกาสที่จะทำ เราก็อาจจะเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้ และต่อไปนี้เราจะต้องทำงานให้คุ้มกับค่าเงินของเขา เราจะต้องทำให้ได้ และให้ดีที่สุดด้วย ความจริง...เขาก็ไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายเลยสักนิด และยังมีท่าทางเป็นสุภาพบุรุษอีกด้วย ถ้าปาฏิหาริย์มีจริงแม่ก็คงหาย เราสองแม่ลูกจะได้กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้ง และเราคงจะมีเงินที่จะทำให้แม่ได้อยู่อย่างมีความสุขในบั้นปลายชีวิตของแม่

 

อริสราเริ่มเข้ารับการอบรม โดยกิ่งแก้วส่งให้เธอเข้าอบรมเรื่องบุคลิกภาพก่อนเป็นอันดับแรก อาจารย์ที่มาดูแลเธอ เริ่มสอนการวางตัวกับบุคคลระดับต่างๆ ที่เธอจะต้องเข้าสังคมด้วย การเดิน การนั่ง การไหว้กราบผู้ใหญ่ การรับไหว้จากผู้ที่อายุน้อยกว่า การวางท่าทางให้ดูสวยสง่า แม้แต่การแย้มยิ้ม หรือว่าการแสดงอารมณ์ในสภาวะต่างๆ

เธอนิ่งคิดเงียบๆ เมื่อลงมานั่งพักอยู่ในห้องคุณกิ่งแก้ว ทำไมนะ...การเป็นผู้ดีนี่มันช่างยากเย็นขนาดนี้เลยหรือ จะทำอะไรก็ดูจะลำบาก ต้องระแวดระวังกิริยาไปเสียทั้งหมด เราคงจะต้องอึดอัดแย่เลยถ้าต้องไปเข้าสังคมผู้ลากมากดี เราจะหลุดความเปิ่นเทิ่นแบบชาวบ้านออกมาวันละหลายครั้ง คุณอินทนนท์คงจะขายหน้าใครๆ จนอาจจะยกเลิกสัญญาเลยก็ได้ คุณหญิงแม่ของเขาก็คงจะไล่เราออกจากบ้าน เขาคงต้องเสียเงินฟรีแน่งานนี้ถ้าเราทำไม่ได้ เฮ้อ..ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

คุณกิ่งแก้วเดินเข้ามาในห้องและร้องทัก  “เป็นยังไงบ้างจ๊ะอริส เหนื่อยเหรอ..นั่งเงียบเชียว”

 “เปล่าหรอกค่ะพี่กิ่ง เพียงแต่นั่งคิดว่าทำไม...การเข้าสังคมไฮโซนี่ มันถึงกับต้องฝึกฝนกันมากมายขนาดนี้น่ะค่ะ อริสเคยแต่สบายๆ กับสังคมของอริสที่มีแต่ผู้ชาย ทำงานกันไป หัวเราะกันบ้าง เถียงกันบ้าง มึงวาพาโวย เป็นธรรมชาติของตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่ต้องระวังกิริยามากมายอะไรนัก และก็ไม่มีผู้คนมาสนใจคอยดูคอยมอง”

คุณกิ่งแก้วยิ้มน้อยๆ มองอริสราอย่างเอ็นดู  “อริสจ๊ะ..ความจริงแล้วการเข้าสังคมมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมายหรอกจ้ะแต่ถ้าเราได้เรียนรู้ถึงวิธีการต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแล้วละก็ เราก็จะดูงดงาม น่ามอง น่าชื่นชมนะจ๊ะ ขนบธรรมเนียมของไทยเรายังมีเสน่ห์และน่ารักษาไว้นะ ถ้าอริสทำได้ทุกอย่างที่อาจารย์ดวงใจสอนละก็ พี่รับรองจ้ะ ว่าอริสจะได้สิ่งที่ดีๆ ติดตัวไปจนตายเลยละ เพราะอาจารย์ดวงใจจะสอนอริสตั้งแต่กิริยามารยาท การวางตัว การผูกใจผู้ใหญ่ ผูกใจสามี และคนรอบข้างด้วยน่ะจ้ะ มันไม่เสียหลายหรอกนะที่เราจะเรียนรู้มันน่ะ”

เธอนิ่งฟังคุณกิ่งแก้ว แล้วก็เห็นคล้อยตามไปด้วย “อริสก็รู้สึกว่าดีนะคะ แต่อาจารย์ยังบ่นอริสอยู่เลยว่าอริสยังมือไม้แข็ง ขาแข็ง หลังแข็ง พูดเสียงไม่นุ่มไม่ทอดหางเสียง ไหว้ก็เก้งก้าง นั่งพับเพียบก็ไม่สวย กระโดกกระเดก ความจริงแล้วอริสก็ถูกแม่อบรมบ่อยๆ นะคะ เพราะแม่ของอริสเรียบร้อยนุ่มนวล แต่อริสไม่เคยสนใจจะทำตามเองน่ะแหละค่ะ อยู่แต่กับเพื่อนผู้ชายเสียเป็นส่วนมากด้วย ไม่รู้ว่าอริสจะทำได้ดี แล้วก็จะผ่านหรือเปล่า”

 “อริสจ๊ะ พี่จะบอกให้นะ คุณนนท์น่ะเขาเป็นคนฉลาด ที่คิดว่าจะให้ทำให้อริสเพอร์เฟ็กต์เพื่อที่จะไปผูกมัดใจคุณหญิงท่าน เพราะเขาเห็นธรรมชาติที่ไม่เสแสร้งในตัวของอริส แต่เขาไม่เฉลียวใจว่าถ้าเกิดคุณหญิงเกิดรักอริสขึ้นมาจริงๆ เขาจะทำยังไง”

อริสราทำสีหน้างงๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณกิ่งแก้วพูดนัก เธอเงยหน้ามองสาวใหญ่ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม คุณกิ่งแก้วจึงกล่าวต่อกับเธอ

 “ตอนนี้อริสอาจจะยังไม่เข้าใจหรอกจ้ะ แต่ถ้าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นในอนาคตอย่างที่พี่คาดละก็ อริสก็จะเข้าใจเองแหละ”

 “พี่กิ่งคะ..คุณหญิงคุณแม่ของคุณนนท์น่ะค่ะ ท่านคงดุมากนะคะ”

 “กลัวหรือจ๊ะอริส”

 “ก็คิดอยู่เหมือนกันน่ะค่ะ ขนาดแฟนคุณนนท์ ซึ่งอริสคิดว่าเขาคงจะทั้งสวยทั้งดี ท่านยังไม่ชอบ แล้วคุณนนท์จะเอาเด็กกะโปโลอย่างอริสเข้าไปหาท่านในฐานะภรรยา ท่านอาจจะไล่ทั้งอริสทั้งคุณนนท์ออกมาตั้งแต่วันแรกที่เหยียบย่างเข้าไปก็ได้นะคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้าวิตกกังวล

 “เท่าที่พี่ทราบมานะ คุณหญิงท่านเป็นผู้ใหญ่ที่มีคนนับหน้าถือตามาก เพราะท่านเป็นคนใจบุญ มีเมตตา แล้วก็เป็นสตรีนักธุรกิจที่มีระเบียบแบบแผน แต่จะเป็นคนที่โผงผางตรงๆ น่ะจ้ะ แล้วอริส...ก็ยังไม่เห็นคุณฟราน แฟนคุณนนท์ถึงได้พูดอย่างนี้ พี่เป็นคุณหญิงพี่ก็คงไม่ไหว รับไม่ได้เหมือนกัน”

 “เธอคงสวยมากนะคะ”

 “ก็สวยมากเลยจ้ะ เธอเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกันน่ะ แต่บอกไว้ให้ว่าทำไมคุณหญิงท่านถึงได้ไม่ปลื้ม”

อริสราทำหน้าเหลออีกครั้ง  “ทำไมล่ะคะ”

 “ก็เธอเอ๋ย...คุณฟรานของคุณนนท์น่ะไม่มีสมบัติผู้ดีสักกระผีกเลยน่ะสิ เสื้อผ้าของคุณเธอแต่ละชุดเห็นไปถึงไหนๆ และเธอก็ไม่สะทกสะท้านกับสายตาใครเสียด้วย นึกจะพูดจะว่าใครก็ไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ความจริงพี่ก็ไม่เคยคุยกับเขาหรอกนะ เคยเห็นในงานแฟชั่นโชว์บ้างน่ะ แต่เพื่อนๆ พี่ที่อยู่ในวงการที่รู้จักเขาบอกพี่จ้ะ มีแต่คนบ่นเสียดายคุณนนท์กันทั้งนั้นแหละ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่รู้พ่อคุณไปหลงอะไรแม่คนนี้” คุณกิ่งแก้วเอ่ยเล่าด้วยสีหน้ายิ้มๆ ตามสไตล์ของเธอ

 “ก็คงเพราะเขารักน่ะค่ะ ถ้ารักเสียอย่าง จะเป็นยังไงก็รักไม่ใช่หรือคะ”

 “พูดอย่างกับเคยมีความรักเลยนะนี่ เอ่อ...อริสมีแฟนอยู่หรือเปล่าล่ะ ไหนบอกพี่หน่อยสิ”

 “จะเรียกว่าแฟนก็คงไม่เชิงน่ะค่ะ เป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันเสียมากกว่าน่ะค่ะ เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยม แล้วก็มาเรียนมหาลัยเดียวกันอีก เขาจบวิศวะน่ะค่ะ แต่เรื่องของเราก็ยังไม่คืบหน้าไปไหนเท่าไหร่ เพราะอริสมัวแต่ทำงาน แล้วก็ยังแม่มาป่วยด้วยน่ะค่ะ ตอนนี้ก็ยังต้องมาทำงานให้คุณนนท์ และคุณนนท์ก็ขอร้องไม่ให้ติดต่อกับใครที่เป็นผู้ชาย อริสก็คงต้องทำตามเงื่อนไขเจ้านาย แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะมันคงยังไม่ได้เรียกว่ารักมั้งคะ” เธอเล่าด้วยรอยยิ้มใสๆ เศร้าๆ ที่ประดับอยู่บนสีหน้า

 “ก็ดีจ้ะอริส มีงานมีเงิน เรื่องอื่นก็ตามมาเองน่ะแหละจ้ะ ปีหนึ่งแค่แป๊บเดียวเอง อริสก็จะได้เป็นเศรษฐีย่อยๆ แล้วละ จริงไหม”

กิ่งแก้วเพิ่งนึกได้ว่าอินทนนท์ฝากของให้อริสรา เธอจึงหยิบกุญแจดอกหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย อริสรารับมาแล้วทำสีหน้างงๆ  “กุญแจอะไรคะ”

 “เอ่อ...คือ เมื่อคืนนี้คุณนนท์แวะไปหาพี่ที่บ้านก่อนไปสนามบินน่ะจ้ะ บอกว่าลืมให้กุญแจรถเธอไว้น่ะ แล้วก็ฝากกุญแจรถไว้ให้ บอกว่าเมื่ออริสขับรถได้เมื่อไหร่ก็เอาไปใช้ได้เลย รถจอดอยู่ที่ลานจอดรถน่ะจ้ะ อริสดวงดีนะ พี่ดูท่าทางคุณนนท์จะไว้ใจเธอมากเลยนะ” กิ่งแก้วพูดจบแล้วนึกถึงคำพูดของอินทนนท์ที่พูดกับเธอเมื่อคืน

 พี่กิ่งครับ...ผมฝากอริสด้วยนะครับ ท่าทางเธอยังเป็นเด็กอยู่มากเลยนะครับ ผมเป็นห่วง

 สงสารเด็กแล้วละสิ คุณนนท์ เธอสัพยอกเขาน้อยๆ

 อืม..ผมไม่เคยมีน้องสาว ผมก็เลยรู้สึกว่าอริสเขาเหมือนน้องสาวน่ะครับ เขากล่าวแล้วหัวเราะเก้อๆ เขินๆ นิดหนึ่ง

อริสรามองหน้าคุณกิ่งแก้ว และรู้สึกได้ว่าสาวใหญ่กำลังคิดอะไรเพลินอยู่ เธอจึงเอ่ยขึ้น

  “พี่กิ่งคะ เอ่อ...อริสก็จะตั้งใจเรียนรู้ทุกอย่างตามคำสั่งคุณนนท์ เพราะอริสก็อยากช่วยให้เขาสมหวังค่ะ”

คุณกิ่งแก้วออกจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงอริสรา  “อริส...พี่จะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งนะจ๊ะ เราจะทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องทำด้วยใจ ความจริงใจของเราจะชนะใจคนอื่นได้ไม่ยากหรอกจ้ะ”

เธอคลี่ยิ้มให้คุณกิ่งแก้ว  “อริส..ขอบคุณพี่กิ่งมากค่ะที่กรุณาสอนอริส อริสจะทำตามที่พี่กิ่งบอกค่ะ” เธอกล่าวพร้อมกับกระพุ่มมือไหว้

คุณกิ่งแก้วมองท่าทางของอริสราที่อ่อนช้อยขึ้น แล้วเอ่ยชื่นชม  “เห็นไหม...อริสเรียนกับอาจารย์ดวงใจ แล้วอริสก็นำมาใช้ได้ดีจริงๆ ไหว้ได้สวย แล้วก็พูดได้น่าฟัง ใช้คำพูดได้ดีขึ้นจ้ะ กว่าจะเรียนจบพี่ว่า...อริสจะเปลี่ยนไปอีกเยอะเลยนะนี่”

 

อริสราเรียนตามตารางที่กิ่งแก้วจัดให้เธอ ซึ่งมีตารางเรียนเต็มเหยียดทุกวัน รวมทั้งการเข้าฟิตเนสในตอนเย็นของทุกวันด้วย ในวันเสาร์และอาทิตย์เธอจะต้องเรียนเปียโน และเรียนสนทนากับอาจารย์ชาวอังกฤษ หลังจากเลิกเรียนแล้วก็ไปโรงพยาบาลเยี่ยมมารดาทุกวัน เธอเพิ่งจะรับรู้ว่าอินทนนท์ออกค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลให้มารดาของเธอหมดทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากสัญญาที่ทำไว้ เธอยิ่งรู้สึกซาบซึ้งกับความเมตตาของเขามากขึ้น และตั้งปณิธานที่จะทำงานให้เขาได้สำเร็จ

หญิงสาวไปหัดเรียนทำอาหารด้วยอีกอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากวิชาที่เขาให้เรียน ซึ่งอาจารย์ที่สอนทำอาหารยังสอนวิธีจัดดอกไม้ให้อีกด้วย เธอเพลิดเพลินกับการเรียนจนไม่รู้สึกว่าตนเองเหงา และหาซื้อดอกไม้ประดิษฐ์และแจกันใบใหญ่มาจัดในคอนโดที่ตนเองอยู่ ซึ่งทำให้ห้องนั้นสวยหรู ดูสดชื่นมากขึ้น

เธอกลับไปดูแลบ้านเมื่อมีเวลาว่าง และอยู่กับมารดาที่ออกจากห้องไอซียูมาอยู่ห้องพิเศษ อินทนนท์โทร.มาจ้างพยาบาลให้เฝ้ามารดาแทนเธอ ทำให้อริสราต้องกลับมานอนคอนโดตามคำสั่งของเขาทุกวัน คุณอริสามารดาของเธอมีอาการทางร่างกายดีขึ้น ท่านฟื้นตัวและลุกนั่งได้ แต่อาการทางสมองยังไม่ดีขึ้น ท่านไม่รับรู้หรือจดจำใครได้แม้แต่ลูกสาว เธอไม่พูดอะไรอีกนับตั้งแต่ฟื้นขึ้น ซึ่งเป็นความทุกข์อย่างใหญ่หลวงของอริสรา

 “แม่จ๋า..พูดกับอริสสิจ๊ะ แม่จำอริสไม่ได้เหรอจ๊ะ ทำไมล่ะจ๊ะ” อริสได้แต่เฝ้าถามมารดาทุกวัน ซึ่งคุณอริสาได้แต่มองหน้าลูกสาวด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ปราศจากความรู้สึกรับรู้ใดๆ

อริสราได้แต่ร้องไห้ทุกครั้งที่เธอมาเยี่ยมแม่ เธอหาซื้ออาหารบำรุงสุขภาพดีๆ มาป้อนมารดา เช็ดตัว ทาแป้ง ปรนนิบัติท่านทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่คุณอริสาก็ยังไม่มีอาการตอบสนองทางสมองที่ดีขึ้น แพทย์ได้แต่บอกให้เธอทำใจ และไม่รับปากว่าอาการทางสมองของมารดาจะดีขึ้น เธอเฝ้าแต่ถามมารดาซ้ำๆ ซากๆ ทุกวัน

 “แม่..อริสจะทำยังไงดีจ๊ะแม่ ทำไมแม่ไม่พูดกับอริส แม่โกรธอริสหรือจ๊ะ บอกอริสสิ...แม่” เธอกอดมารดาที่นั่งเหมือนหุ่นยนต์แล้วร้องไห้ เมื่อมารดาของเธอไม่รับรู้ ไม่ตอบสนองทางอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น 


 

กิ่งแก้วเห็นเธอนั่งซึมๆ ก็เอ่ยถาม  “อริส...เป็นอะไรจ๊ะ ไม่สบายหรือเปล่า”

 “ไม่ค่อยสบายใจน่ะค่ะ แม่ฟื้นแล้ว แต่แม่ไม่พูดกับอริส แม่จำใครไม่ได้ แม่ไม่พูดอะไรกับใครเลยค่ะพี่กิ่ง อริสกลุ้มใจเหลือเกิน” เธอพร้อมทั้งน้ำตาร่วงรินออกมาทันที

 “อริส..อริสเชื่อเรื่องกรรมไหมจ๊ะ”

เธอไม่ตอบแต่ย้อนถาม  “แม่มีกรรมใช่ไหมคะพี่กิ่ง”

กิ่งแก้วพยักหน้าน้อยๆ  “พี่หมายความอย่างนั้นแหละจ้ะ อริสเคยได้ยินคำสอนคำหนึ่งไหมจ๊ะ คำว่า..สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมน่ะจ้ะ เพราะฉะนั้นอย่าคิดอะไรเลย แม่ก็คงต้องเป็นไปตามกรรมของท่าน คิดอย่างนี้จะได้สบายใจขึ้นนะจ๊ะ” เธอฟังแล้วนั่งนิ่ง ใบหน้าเศร้าสลดอย่างน่าสงสาร

 “แล้วจะให้อริสทำยังไงต่อไปดีคะ”

 “อริสก็ดูแลท่านให้ดีที่สุด เป็นการทดแทนบุญคุณของแม่ แล้วอริสก็จะพบกับสิ่งที่ดีๆ ตอบแทนเองละจ้ะ”

 

เวลาผ่านไปสองเดือนกว่า ตลอดเวลาอินทนนท์ไม่เคยติดต่อมาหาเธอ เขาจะติดต่อกับคุณกิ่งแก้วเท่านั้น อริสราเรียนกับอาจารย์ดวงใจจนจบแล้วทุกอย่าง และผ่านการทดสอบแล้ว เธอต้องเรียนการแต่งหน้าตัวเองอีกอาทิตย์หนึ่ง การเรียนขับรถ ซึ่งเธอขับเป็นอยู่บ้างแล้วก็ผ่านตลอด และสอบใบขับขี่มาแล้วเรียบร้อย เหลือเพียงการฝึกพูดภาษาอังกฤษ และเรียนเปียโนเท่านั้นที่ยังคงต้องเรียนอยู่

 วันหนึ่งหลังจากที่ออกจากฟิตเนสแล้ว ก็ไปเยี่ยมมารดาที่โรงพยาบาลตามปรกติ ก่อนจะกลับคอนโด อริสราแวะไปซื้อของในห้าง และบังเอิญพบกับนัทธี

  “อริส...อริส ... “

 เธอหันมาและทำท่าดีใจ  “นัท...ดีใจจัง ที่ได้พบนัท” เธอเอ่ยพร้อมทั้งคลี่ยิ้มอย่างตื่นเต้นดีใจ

นัทธีมองเธอทั่วตัวแล้วกล่าว  “นัทเดินตามอริสมาตั้งแต่ชั้นสองแล้วละ แต่ไม่กล้าทัก กลัวว่าจะทักคนผิดน่ะ อริสเปลี่ยนแปลงไปมากนะ อริสสวยมากขึ้น สวยจนคิดว่าไม่ใช่”

 “ขอบคุณนัทมากจ้ะที่ชม” เธอยิ้มเขินๆ มองตนเองในกระโปรงผ้าบางเบาพลิ้วสีฟ้าอ่อน กับเสื้อตัวสวยผ้าเดียวกัน

นัทธีชวนเธอไปทานอาหาร แต่เธอปฏิเสธทันที นัทธีหน้าม่อยลง และเอ่ยต่อว่าเธอ  “เดี๋ยวนี้อริสลืมดินแล้วเหรอ”

 “นัท..ไม่ใช่อย่างนั้นนะ แต่อริสคิดว่ามันไม่เหมาะ”

 “แม้แต่กับเพื่อนเก่าน่ะเหรอ”

 “อืม...อริสไม่อยากผิดคำพูดน่ะ”

 “แม้แต่โทรศัพท์ อริสก็เปลี่ยนเบอร์ใช่ไหม นัทโทร.หาอริสก็ไม่ได้ อริสลืมนัท ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง” เขาตัดพ้อต่อว่า

คำของนัทธีสร้างความความสะเทือนใจให้เธอไม่ใช่น้อย และเอ่ยด้วยเสียงเครือสะท้าน

  “นัท...อย่าพูดอย่างนี้นะ อริสจำเป็นต้องทำ และอริสก็ไม่เคยลืมว่าตัวตนของอริสเป็นยังไง”

 “ไม่จริงหรอกอริส นัทรู้แล้วละว่าเงินได้ซื้ออริสไปจากนัทแล้วจริงๆ ใครๆ ก็บอกนัทอย่างนี้ทั้งนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยดังจะตอกย้ำเธอให้เจ็บ

 “นัท...ถ้านัทจะคิดอย่างนั้นก็ตามใจนะ อริสขอตัว” เธอเอ่ยด้วยแววตาที่เจ็บช้ำ กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีนัทธีมาทันที

นัทธีวิ่งตามเธอมา และฉวยข้อมือเธอไว้ได้ อริสราหันขวับมาเผชิญหน้าเขา นัทธีมองใบหน้าของเธอที่แต่งเติมสีสันอ่อนๆ ไว้งดงาม เธอเหมือนไม่ใช่เพื่อนสาวคนที่เขาเคยรัก อริสราเปลี่ยนแปลงไปหมดทุกอย่าง แทบจะไม่เหลือตัวตนเดิมอีกเลย ทั้งกิริยาท่าทาง คำพูด และแม้แต่น้ำเสียงที่ทอดอ่อน

ชายหนุ่มรู้สึกใจหาย เมื่อเขารู้สึกได้ว่าเธอและเขาห่างกันออกไปจนเหมือนจะอยู่กันคนละโลก ความเสียใจถาโถมเข้ามาในอจนต้องเอ่ยออกมาอย่างเผ็ดร้อน

 “อริส...หรือว่ามันไม่จริง ตัวเองอาจจะไม่รู้ตัวเองก็ได้นะ เงินทำให้มนุษย์หลงทางเสมอแหละ เงินทำให้คนลืมตัว ลืมทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต เพราะต้องการเริ่มต้นใหม่กับสิ่งที่ดีกว่า เย้ายวนกว่า และผู้หญิงก็มักจะเป็นอย่างนี้ทุกคนด้วย อย่าปฏิเสธตัวเองเลยอริส”

 “นัท..นัทไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดกับอริสอย่างนี้นะ อริสคงไม่ต้องอธิบายอะไรอีก เพราะอริสพูดไปหมดแล้ว แล้วสักวันหนึ่ง นัทก็จะรู้เองว่าอริสเป็นอย่างที่นัทพูดหรือเปล่า” เธอกล่าวจบสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขา โบกมือเรียกแท็กซี่ และรีบแทรกกายเข้าไปนั่งทันที

อริสรากลับมาถึงคอนโดก็โยนข้าวของลงบนโซฟาอย่างไม่สนใจไยดี น้ำตาร่วงพรูพราย แล้ววิ่งเข้าห้องนอนทุ่มกายลงบนเตียง แล้วปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอย่างเจ็บช้ำในคำพูดของนัทธี อีกทั้งอาการของมารดาก็แวบเข้ามาในจิตสำนึก

เราทำเพื่อแม่ เราต้องทำ ไม่มีใครสักคนเลยเหรอที่จะเข้าใจ ไม่มีใครเลย...เงินไม่มีวันทำให้เราหลงทางหรอก สักวันหนึ่ง อริสก็จะกลับไปอยู่ในโลกใบเดิม อริสจะกลับไปอยู่ที่บ้านของเรานะจ๊ะแม่ ถึงแม้แม่จะจำอริสไม่ได้ แม่จะเป็นยังไง เราก็กลับไปอยู่ด้วยกันอีกครั้งหนึ่งนะจ๊ะแม่

 เธอซบหน้าสะอื้นเสียงดังอยู่กับหมอน ยกกำปั้นน้อยๆ ขึ้นทุบลงบนที่นอนอย่างต้องการระบายความเจ็บช้ำ และแล้วเธอก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อมีมือของใครบางคนแตะลงที่หัวไหล่

  “อริส มีเรื่องอะไรถึงต้องร้องไห้ขนาดนี้ แม่เป็นอะไรมากเหรอ”

เธอหันขวับมาทันที และต้องอุทานออกมา  “คุณอินทนนท์”

 “ฮื่อ...เรียกชื่อผมเสียเต็มยศเชียว”

เธอลุกขึ้นนั่งและเช็ดน้ำตา เสยผมที่รุ่ยร่ายลงมาให้เข้าที่  “ทำไม...คุณกลับมาก่อนกำหนดคะ อริสนับวันเวลาทุกวัน มันยังไม่สามเดือนเลยนี่คะ”

 “ก็ผมส่งวิทยานิพนธ์เรียบร้อยก่อนจะมาเมื่อคราวก่อน แล้วก็กลับไปรอฟังผลเกือบสามเดือน ผลออกมาค่อนข้างเร็วน่ะ แล้วก็จัดการเรื่องงานบริษัทไดมอนด์ริงให้คุณแม่เรียบร้อยก็กลับเลย แต่คุณยังไม่บอกผมเลยว่าร้องไห้ทำไม ร้องไห้เสียงดังมาก จนผมอยู่ในห้องยังได้ยินเลย ใครว่าอะไร หรือว่าคุณแม่คุณเป็นอะไร” เขาเอ่ยเล่าและถามอีกครั้งพร้อมมองหน้าเธอ

ธอนิ่งเงียบไม่ตอบอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเงยมองหน้าเขาก็ยังคงเห็นว่า เขายังคงรอคำตอบอยู่

 “เอ่อ...ไม่มีอะไรค่ะ เพียงแต่ไปเยี่ยมแม่มาแล้วก็เลยคิดอะไรนิดหน่อยน่ะค่ะ และก็ไม่นึกว่าคุณจะมา อริสเพียงแต่อยากร้องไห้เท่านั้น “

 “เมื่อสองวันก่อน ผมโทร.คุยกับคุณหมอเจ้าของไข้ ก็เห็นบอกว่าท่านร่างกายแข็งแรงดีแล้วนี่ คงมีแต่อาการทางสมองเท่านั้น “

 “ค่ะ...ตั้งแต่แม่รู้สึกตัว แม่ไม่เคยพูดกับอริสเลยสักคำ แม่จำอริสไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” เสียงที่เธอตอบอ่อนเศร้า ริมฝีปากยังคงสั่นระริก

เขามองหน้าเธออย่างนึกสงสาร  “อริส...เท่าที่แม่รอดชีวิตมาได้จากการผ่าตัดสมอง ก็นับว่าท่านโชคดีมากแล้วนะ คุณก็รู้ว่าเนื้องอกในสมองน่ะ มันเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่อันตรายมาก มันมีผลที่ลบมากกว่าบวก ผมว่าคุณต้องทำใจเสียบ้างนะอริส อย่าคาดหวังอะไรสูงสิ เราควรต้องเผื่อใจไว้สำหรับทุกเรื่องนะอริส”

หญิงสาวก้มหน้าลงหลบสายตา ไม่ตอบและนั่งนิ่งเงียบ อินทนนท์จึงเดินออกจากห้องไป อริสราจึงเข้าห้องน้ำดูหน้าตนเองในกระจกนิดหนึ่ง ลูบไล้แป้งกลบร่องรอยน้ำตาบนแก้ม และเดินออกมาพบว่าเขานั่งอ่านหนังสือที่เธอวางไว้บนโต๊ะ เขาหันมามอง และยิ้มในสีหน้าน้อยๆ

 “คุณเรียนทำอาหารด้วยเหรอ”

 “ค่ะ”

 “ก็ดีนะ ผู้หญิงสมัยนี้ทำอาหารไม่เป็น”

 “อริสขี้เกียจลงไปซื้ออะไรทานข้างล่าง เวลาขึ้นมาบนนี้แล้วน่ะค่ะ แล้วก็เบื่ออาหารที่ขายที่นี่ด้วย” เธอตอบเขาด้วยเสียงเรียบๆ แต่เขาก็รู้ว่า เธอต้องการเรียนทำอาหารอย่างจริงจังมากกว่าทำกินเอง เพราะมีตำราทำอาหารหวานคาวเล่มใหญ่หลายเล่มด้วยกัน

 “งั้นทำอะไรให้ผมทานหน่อยสิ ผมหิวแล้วละ แล้วก็ขี้เกียจลงไปหาอะไรทานด้วยน่ะ” เขาเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มเยือนบางๆ

 “แน่ใจหรือคะ ที่จะทานฝีมือของอริสน่ะค่ะ”

 “ก็ต้องลองดู ไม่ลองจะรู้เหรอไงล่ะ”

เธอเดินเข้าครัวหยิบผ้ากันเปื้อนมาสวม และนึกว่าจะทำอะไรที่ตนเองถนัดที่สุด หญิงสาวตัดสินใจหยิบเส้นสปาเกตตีขึ้นมาลวกน้ำ และนำมาผัดขี้เมายกมาเสิร์ฟ เขามองจานอาหารแล้วถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

เขาเรียกอะไร ผมไม่เคยเห็นสปาเกตตีหน้าตาแบบนี้เลยนะ”

 “เขาเรียกสปาเกตตีผัดขี้เมาน่ะค่ะ ลองทานดูสิคะ คุณจะได้เป็นคนแรกที่ได้ชิมฝีมือของอริสไงคะ” เธอคลี่ยิ้มแล้วทำท่าเชิญชวน อินทนนท์คิดว่าเธอทำท่าเหมือนเด็กๆ ที่อยากอวดความสามารถของตนเองด้วยประกายตาที่กระตือรือร้น

เขามองจานสปาเกตตี ยิ้มกับจานอาหารตรงหน้าแต่ก็ตักเข้าปาก เธอรีบหาน้ำมาวางให้เพราะเขาทำท่าเผ็ด แต่ก็ทานต่อจนหมดจาน ซึ่งอริสรายังคงยืนลุ้นอยู่ใกล้ๆ

 “ก็ไม่เลวนี่ แปลก อร่อยดีเหมือนกันนะ” เขาหันมาเอ่ยชม

 แต่เธอกลับถามกลับว่า  “เพราะคุณหิวหรือเปล่า”

 “ฮื้อ อร่อยจริงๆ นะ ผมไม่เคยทานอาหารกึ่งฝรั่งกึ่งไทยแบบนี้”

 “ความจริงแล้วแม่ชอบสอนให้อริสทำกับข้าวบ่อยๆ อริสก็พอจะทำได้บ้าง แต่ไม่ค่อยได้สนใจทำเท่าไหร่เลยค่ะ เพราะเราอยู่กันแค่สองคน และอริสก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ทำแต่งานนอกบ้าน กลับมาบ้านก็ค่ำแล้ว และก็ทานกับเพื่อนกับลูกน้องมาแล้วแทบทุกวัน อาหารจึงเป็นสิ่งสุดท้ายที่อริสทำได้ค่ะ” เธอเล่าพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ

 “ก็คงเป็นเพราะชีวิตประจำวันของคนเปลี่ยนไปน่ะนะ ก็เลยทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ทำอาหารไม่เป็น”

 “ก็คงอย่างนั้นน่ะค่ะ แต่ถ้าทำเป็นก็วิเศษนะคะ เพราะเวลาเราชอบทานอะไร ก็ทำทานที่บ้าน ไม่ต้องไปหาร้านอร่อยที่ไหน และการทำอาหารมันก็เป็นอะไรที่ท้าทายความสามารถ เราต้องละเอียดรอบคอบ ไม่ลืมอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องใส่ใจ แล้วก็ต้องเป็นนักชิม แล้วอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือช่างสังเกตค่ะ อริสลองทำอาหารแทบทุกวันเลยนะคะ แรกๆ มันห่วยแตกมากเลย อริสเททิ้งแทบทุกวัน บางทีก็เค็ม บางทีก็หวานไป แต่ตอนนี้โอเคแล้วนะคะ คือดีขึ้นพอทานได้น่ะค่ะ” เธอเล่าให้เขาฟังด้วยประกายตาที่สดใส แย้มยิ้มอวดฝีมือตนเอง

 “อืม...ก็จริงของคุณนะ แล้วตอนนี้อาหารไทยของเราก็ดังไปทั่วโลกเลยละ คนเปิดร้านอาหารไทยที่อเมริกาน่ะ รวยกันไม่รู้เรื่องเลยนะอริส”

 “คุณนนท์คะ อริสยังไม่ได้ขอบคุณเรื่องที่คุณออกค่าใช้จ่ายค่ารักษาให้แม่น่ะค่ะ อริสขอบคุณมากนะคะ แต่เมื่ออริสทำงานจนครบสัญญาแล้ว อริสจะใช้คืนคุณนะคะ” เธอกล่าวจบ พนมมือไหว้เขาอ่อนช้อยอย่างที่อาจารย์ดวงใจสอนมา

เขามองท่าทางที่เปลี่ยนไปของเธอ พร้อมกับนึกชมอยู่ในใจว่าเธอดูนุ่มนวลอ่อนหวานขึ้นมาก จนเขาแทบจะไม่เห็นเค้าเดิมของเธอเลย

 “อริส...อย่าเพิ่งคิดเรื่องนั้นเลยนะ ผมอยากช่วยน่ะ เผื่อว่าถึงเวลาคุณก็จะได้ช่วยผมบ้างไง งานของผมจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่ที่คุณนะ”

 “คุณจะพาอริสเข้าไปบ้านเมื่อไหร่คะ อริสพร้อมที่จะทำงานแล้วค่ะ”

 “ให้ผมคิดดูก่อนนะอริส อาจจะเป็นวันสองวันนี้ อริส...ผมจะบอกให้นะ ว่าคุณคงต้องใช้ความอดทนมากสักหน่อยนะ คุณแม่ของผมท่านไม่เหมือนใคร”

 อริสจะอดทนค่ะ”


* ตอนที่6 อริสราจะได้เข้าบ้านเพื่อพบกับคุณหญิงแม่ของอินทนนท์แล้ว มาติดตามกันนะคะ ว่าเธอจะโดนตะเพิดหรือไม่*

@มาเป็นแฟนพันธ์แท้สำหรับสุ่มจับรางวัลหนังสือ2เล่ม

และ1เล่มสำหรับคอมเม้นท์ที่ส่งมาให้กำลังใจค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #39 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 18:43
    ความแปลกไปของอริสที่นายนนท์ปฏิเสธไม่ได้ 
    #39
    0
  2. #8 huanahua (@huana) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 10:13
    อ่านล้วลุ้นมากค่า อยากให้พบคุณแม่ไวๆหละ
    น่าติดตามากค่าพี่บุษ
    #8
    1
  3. #7 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กันยายน 2560 / 11:05
    เดี๋ยวนนท์จะเปลี่ยนใจ
    #7
    1