แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,531 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    18

    Overall
    15,531

ตอนที่ 6 : อริสราพบกับคุณหญิงสราญจิต100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1050
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 ก.ย. 60



แผนร้ายกุศโลบายรักเปิดให้จองกับสำนักพิมพ์ปองรักแล้วนะคะ


ตัวตนใหม่ของอริสรา



6

อริสราพบกับคุณหญิงสราญจิต

 

เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น เธอเห็นเขาหยิบขึ้นมาดูเบอร์โทร.และมองหน้าเธอนิดหนึ่ง อริสราจึงลุกขึ้นยืนและเก็บจานอาหารกับแก้วน้ำของเขาเดินเข้าครัว แต่เธอก็ยังได้ยินเสียงแว่วๆ ของเขา

 “ฟราน...ผมรอคุณไม่ได้หรอกนะ คุณก็รู้ว่าคุณแม่ท่านเล่นงานผมหนักแค่ไหน ผมอาจจะเหลือแต่ตัวก็ได้นะฟราน ถ้าผมยังดื้อแพ่งไม่กลับมาช่วยงานท่านที่บริษัท แล้วงานของคุณก็ยังอีกตั้งเดือนสองเดือน ผมจะรอได้ยังไงล่ะ”

เขาเงียบไปสักครู่ ฟังเสียงปลายสายครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยตอบ  “ที่รัก...คุณหัดเข้าใจอะไรบ้างก็จะดีนะ ไม่ใช่ทุกอย่างผมจะต้องทำตามใจคุณทั้งหมด เราพังก็เพราะคุณไม่เคยเชื่อผมไงล่ะ ผมบอกแล้วว่าเวลาคุณแม่พูดอะไรให้คุณเงียบไม่ให้ตอบโต้ คุณก็ไม่เชื่อ แล้วตอนนี้เป็นยังไง ผมอาจจะต้องทำทุกอย่างที่คุณแม่ตั้งเงื่อนไขขึ้นมา ผมอยากจะรู้เหมือนกันนะฟราน คุณจะอยู่กับผมได้ไหมล่ะถ้าผมเหลือแต่ตัวน่ะ ทุกวันนี้คุณใช้เงินมากกว่าผมเสียอีกนะ “

กระแสเสียงของเขาเริ่มหงุดหงิด อริสราเห็นเขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงมองออกไปที่หน้าต่างกระจกระหว่างการพูดโทรศัพท์ เธอเดินเลี่ยงเข้าห้องนอน ปิดประตูเงียบอยู่ในนั้น เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เธอก็ล้มตัวลงนอนหยิบหนังสือมาอ่านเล่น สักครู่ก็หลับสนิทลง และต้องตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เธอรีบสวมเสื้อคลุม แล้วเดินมาเปิดประตู ก็พบว่าเขายืนอยู่หน้าประตูห้อง

เขามองเธอที่อยู่ในชุดนอนแล้วถาม  “คุณนอนแล้วเหรอ”

 “ค่ะ..นี่เกือบสี่ทุ่มแล้วนี่คะ”

 “ผมนอนไม่หลับน่ะ คงจะเป็นเพราะเจ็ตแล็กด้วยละไปฟังเพลงกับผมหน่อยได้ไหม”

เธอมองหน้าเขาอย่างสำรวจอารมณ์เขานิดหนึ่ง  “อืม...ก็ได้ค่ะ ขอเวลาสักประเดี๋ยวนะคะ”

อริสรากลับออกมาในเดรสตัวสวยพลิ้วพราย แต่งหน้าน้อยๆ ปล่อยผมยาวเคลียไหล่ เขามองเธอและอมยิ้มในสีหน้า แววตามีประกายล้อเลียนจนเธอนึกโมโหสายตาของเขา และก้มมองตนเองก่อนจะเอ่ยถาม

 “ฉันแต่งตัวตลกหรือคะ”

 “เปล่านี่...แต่ผมนึกถึงสาวน้อยคนที่สวมกางเกงยีนสะพายย่ามคนนั้นต่างหาก เธอคนนั้นก็น่ารักไปอีกแบบหนึ่งน่ะ” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบๆ แต่มีประกายตาพราววิบวับ

 “หมดสัญญาเมื่อไหร่ อริสก็จะกลับไปเป็นผู้หญิงคนนั้น” เธอเอ่ยแล้วปรายตามองเขาเหมือนจะค้อน

และเมื่อนั่งคู่กันมาในรถ เขาถามเธอขึ้นอีก  “คุณไม่ชอบตัวตนนี้ของคุณเหรอ”

 “ไม่ชอบ เพราะมันไม่ใช่ตัวตนของอริส มันเป็นหน้ากากมากกว่าค่ะ เราต้องใส่เพื่อเล่นละครไม่ใช่หรือคะ”

 “แต่ผมว่าคุณก็ยังเป็นคุณอยู่ดี อะไรก็คงเปลี่ยนแปลงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณไม่ได้หรอก”

เธอนั่งเงียบและนึกถึงคำพูดของเขา ‘ใช่...เราก็ยังเป็นเราอยู่เสมอ เราจะอยู่ในตัวตนไหนก็ไม่สำคัญหรอก เรากำลังทำงานอยู่นี่อริส งานแบบใหม่ที่จำเป็นต้องทำ แต่เราก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ แล้วอีกไม่นานหรอก อีกแค่สิบเดือนเท่านั้น เราก็จะกลับไปเป็นอริสคนเดิม

เขาขับรถออกนอกเมืองจนเธอต้องท้วงถาม  “คุณจะไปฟังเพลงที่ไหนคะ”

 “ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมอยากขับรถชมวิวนอกเมืองสักหน่อย อาจจะทำให้สมองผมโล่งขึ้นน่ะ ทำไมเหรอ..ไม่อยากนั่งรถชมวิวยามค่ำคืนเหรออริส”

 “อริสกำลังทำงานให้คุณอยู่นี่คะเจ้านาย จะให้ไปไหนก็คงต้องไป ไม่เกี่ยวกับชอบหรือไม่ชอบหรอกค่ะ”

 “คุณไม่กลัวผมเหรออริส”

 “อริสคิดว่าคุณคงไม่คิดที่จะทำอะไร เพราะคุณคงจะไม่กล้าทำให้งานที่เกี่ยวข้องกับมรดกหมื่นล้านของคุณต้องเสียหายหรอกค่ะ” เธอตอบโต้เหมือนจะเตือนเขาอย่างชาญฉลาด

เขากลับเป็นฝ่ายนิ่งเงียบแล้วขับรถไปเรื่อยๆ ก่อนเอ่ยถามเธอ  “คุณขับรถได้คล่องหรือยัง”

 “ความจริงฉันก็ขับรถเป็นมาก่อน แต่ตอนนี้ฉันก็โอเคแล้วละ แล้วก็ไปสอบทำใบขับขี่เรียบร้อยแล้วด้วยค่ะ”

 “แล้วทำไมไม่เห็นคุณใช้รถคันนี้เลย”

 “ฉันยังไม่อยากใช้ค่ะ ไว้ถ้าต้องทำงานเต็มรูปแบบค่อยใช้ก็ได้นี่คะ”

 “คุณหงุดหงิดเรื่องอะไรหรืออริส” เขาเอ่ยถาม พร้อมทั้งปรายสายตามามองหน้าเธอนิดหนึ่ง

 “เปล่านี่คะ”

 “แล้วทำไมใช้คำว่าฉันกับผม”

 “ขอโทษค่ะ จะพยายามไม่ใช้ แต่มันยังไม่ชินมั้งคะ”

 “เรากำลังจะเริ่มต้นทำงานแล้วนะ หัดให้ชินๆ เสียทีสิ อย่าให้มันหลุดบ่อยๆ และก็อย่าเอาความขัดแย้งในใจตนเองมาปะปนกับเรื่องงาน เพราะผมเต็มที่กับคุณแล้วนะอริส” เสียงห้วนๆ บ่งบอกอารมณ์ของผู้พูด

เขาขับรถมาจอดริมถนนสายสวยริมแม่น้ำแล้วชวนเธอลงไปเดินเล่น หญิงสาวจำต้องเดินเอื่อยๆ คู่กับเขาไปตามถนนเลียบริมแม่น้ำนั้น อริสราเหลือบมองร่างสูงสมาร์ต และนิ่งเงียบคิดในใจ ‘คงทะเลาะกับแฟนจนเครียดนอนไม่หลับสินะ เดือดร้อนให้คนอยู่ใกล้ๆ ต้องมาพลอยอดตาหลับขับตานอนไปด้วย บ้าชะมัดเลย...’

เขาปรายตามองมาที่เธอและนิ่งคิดในใจ ‘หน้าคว่ำขนาดนี้น่ะหรือไม่หงุดหงิด หึ...ก็ลองมากับหนุ่มที่รู้ใจสิ คงไม่ทำหน้าแบบนี้หรอก’

เขานั่งลงที่เก้าอี้ตัวยาวริมแม่น้ำ เธอจึงจำเป็นต้องนั่งลงใกล้ๆ เขา ลมจากแม่น้ำพัดแผ่วพลิ้วจนผมของเธอปลิวหย็อยๆ หญิงสาวกอดอกตนเองไว้อย่างรู้สึกเย็น เขายังคงทอดอารมณ์เหม่อมองสายน้ำไม่พูดไม่จาอะไรในขณะที่เธอรู้สึกทั้งหนาวทั้งง่วงเป็นกำลัง และนิ่งคิด

เมื่อไหร่จะกลับสักทีนะ จะปลดปล่อยความคิดให้มันลอยไปกับแม่น้ำหรือไง คิดอะไรอยู่นะ หรือว่าทะเลาะกันแรงจนเครียดและใกล้จะบ้า ก็รักเสียขนาดนี้นี่นะ ถึงได้เป็นทุกข์มากมายเหลือเกิน ดีนะที่เรายังไม่ได้รักใคร ถ้ารักแล้วต้องทุกข์อย่างนี้ สู้ไม่ต้องรักใครดีกว่า’  

                สักครู่ใหญ่ เขาพาเธอเดินกลับมาที่รถและขับพาเธอกลับ อริสราหลับพับไปเมื่อรถแล่นออกมาได้เพียงครู่เดียว และเมื่อเขาปลุกเธออีกครั้ง เธอนึกว่าถึงคอนโดแล้วแต่ไม่ใช่ เขาจอดรถหน้าโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง

                อริสราเหยียดมุมปากออก จำต้องเดินตามเขาเข้าไปในโรงแรมนั้นด้วย อินทนนท์พาเธอเข้าไปในผับหรูมีระดับ ซึ่งดูได้จากเครื่องแต่งกายของผู้คนซึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว อินทนนท์เลือกโต๊ะริมสุด เขาสั่งไวน์มาดื่มและสั่งน้ำส้มสำหรับเธอ นักร้องชายกำลังออกมาขับกล่อมผู้คนที่นั่งกันเป็นคู่ๆ อารมณ์ที่ขุ่นมัวของเธอดีขึ้นเมื่อได้ฟังเสียงเพลงรักหวานนั้น ส่วนชายหนุ่มนิ่งฟังเพลงอย่างเคลิบเคลิ้ม สักครู่ก็หันมามองเธอและก้มหน้าลงมาถาม 

                “อริส...คุณชอบเพลงนี้ไหม ...ผมชอบเพลงนี้นะ ถึงจะเก่าแต่ก็เพราะมากเลย”

                “ก็ชอบค่ะ เป็นเพลงสำหรับคนที่มีความรักเขาฟังกัน ก็ซึ้งดีนี่คะ”

                “คุณพูดเหมือนไม่เคยมีความรัก”

                “ก็ยังไม่มีเวลาว่างที่จะรักใครเลยสักคน มันมีแต่ puppy loveแบบเด็กๆ เสียมากกว่า ไม่มีอะไรจริงจัง”

 “อริส..เราสองคนคงต้องสนิทกันมากกว่านี้นะ เราไม่เคยรู้อะไรในกันและกันเลย ไม่รู้แม้แต่ความรู้สึกนึกคิด หรือว่านิสัยใจคอ แต่เราก็ไม่มีเวลาแล้วละ” คำที่เอ่ยเหมือนจะเปรยของเขาทำให้เธอเพียงแต่นิ่งฟัง เขายังคงเอ่ยขึ้นอีก

  “อริส...ผมตัดสินใจแล้วนะ พรุ่งนี้ผมจะพาคุณเข้าบ้าน”

เธอตาสว่างขึ้นมาทันที รีบเอ่ยถามเขา  “อริสต้องทำอะไรเป็นอย่างแรกคะ”

เขาตอบเรียบๆ ถอนใจน้อยๆ  “อดทนไง คุณต้องอดทน”

 “คุณพูดเหมือนกับท่านดุมาก และอาจจะถึงกับลงมือลงไม้กับอริสนะคะ”

 “เฮ้อ..อริส ทำไมคุณยังคิดเหมือนเด็กๆ อยู่นะ ใครเขาจะถึงกับจะตบตีล่ะ ความจริงแล้วท่านไม่ดุอะไรมากมายนักหรอก แต่ท่านผิดหวังในตัวผมจนเหมือนท่านจะรับอะไรจากผมไม่ได้อีก ผมถึงได้กลัวว่าคุณจะทนอารมณ์กับคำพูดของท่านไม่ได้น่ะ”

 “อริสจะทนให้ได้ค่ะ คุณนนท์ไม่ต้องห่วง”

 “ผมรู้สึกสบายใจขึ้นนะ ที่คุณคิดว่าคุณจะอดทนได้น่ะ”

 “คนจนน่ะ มีความอดทนสูงอยู่แล้วค่ะ ถ้าไม่ถึงกับโดนซ้อมอย่างทารุณก็คงโอเคละค่ะ หึๆ” เธอพูดแล้วหัวเราะน้อยๆ อวดฟันซี่สวยกับเขา

เขาและเธอนิ่งเงียบลงไปอีกครั้ง อินทนนท์จิบไวน์ไปเรื่อยๆ ส่วนเธอนิ่งฟังเพลงจากนักร้องสาวที่ออกมาครวญเพลงรักเศร้า ซึ่งทำให้หัวใจของเธอพลอยเศร้าคล้อยไปตามเสียงเพลงนั้นด้วย เธอหลับตาลงน้อยๆ ในที่สุดก็เคลิ้มหลับลงจริงๆ ร่างอริสราค่อยๆ เอนศีรษะลงมาพิงไหล่อินทนนท์ ชายหนุ่มหันมามองก็เห็นเธอหลับเงียบเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่หมดฤทธิ์ ครู่หนึ่งเขาจึงแตะหลังมือปลุกเธอเบาๆ

  “อริส...กลับกันเถอะ พามาฟังเพลงแต่กลับหลับเสียนี่” เขาบ่นเบาๆ

เธอลืมตาขึ้น ก็เห็นว่าใบหน้าเขาก้มลงมาจนชิดใบหน้าเธอจนได้กลิ่นไวน์อ่อนๆ จากเขา เธอรีบนั่งตัวตรงยิ้มให้เขาแหยๆ

 “ขอโทษค่ะที่เผลอหลับไปหน่อยหนึ่ง”

เขายิ้มพลางส่ายหน้าน้อยๆ แล้วพาเธอเดินกลับออกมา จูงมือเธอมาจนถึงรถ อริสรารู้สึกกระแสแห่งความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านมาถึงหัวใจเธอ ทำให้เธอต้องดึงมือออกอย่างรู้สึกเก้อเขิน แก้มของอริสราร้อนผ่าวขึ้นจนต้องก้มหน้าหลบสายตาของเขา

 

วันรุ่งขึ้นเขาบอกให้เธอเก็บของลงกระเป๋า และเอาเสื้อผ้าเท่าที่ตัดมาใหม่เท่านั้น อริสราเก็บของลงกระเป๋าใบใหญ่และบอกเขาว่า พวกหนังสือและข้าวของบางอย่างใส่ไม่หมด เขาบอกว่าให้เธอเก็บไว้ที่นี่ เมื่อมีเวลาค่อยมาเอา และบอกให้เธอสวมชุดเดินทาง เพราะต้องทำเหมือนกับเพิ่งเดินทางมาจากต่างประเทศ

อริสราแต่งกายด้วยชุดสูทสีดำทั้งชุด มีเสื้อเชิ้ตสีชมพูใส่เป็นตัวใน หอบตุ๊กตาหมีตัวโตไว้ เขามองเธอทั่วตัวแล้วเอ่ยขึ้นชม

 “เอ่อ..ชุดนี้ก็สวยดี คุณสวมแล้วดูดีมากนะ แต่ไอ้ตุ๊กตาหมีมอมแมมตัวนี้มันไม่เหมาะกับการเดินทางมาจากต่างประเทศเลยนะ เอามันไว้ที่นี่แหละอริส”

 “ให้อริสเอาไปเถอะนะคะ” เธอทำเสียงอ้อนเขา

 “เอาอย่างนี้นะ พรุ่งนี้ผมจะซื้อให้คุณใหม่ดีกว่า คุณแม่หรือใครๆ ที่บ้านผมจะเห็นว่าคุณยังไม่โต มันดูไม่มีวุฒิภาวะน่ะ”

 “อริสไม่อยากได้ตัวใหม่นี่คะ อริสชอบตัวนี้ อริสกอดมันทุกคืน แล้วก็ไม่เห็นจะแปลกสักหน่อยนี่คะ”

เขาตัดบทด้วยสีหน้าขรึมๆ  “ถ้าไม่อยากได้ตัวใหม่ งั้นคุณก็กอดผมแทนตอนนอนก็แล้วกัน”

เธอย่นจมูกขึ้นนิดหนึ่ง ร้องหึ...พร้อมทั้งค้อนเขาหน้าบึ้งน้อยๆ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี เธอมองเจ้าหมีในอ้อมแขนด้วยสายตาแสดงความอาลัยอาวรณ์ แล้ววางมันลงที่โซฟา

อริสราก้มมองตนเองในชุดที่เขาเอ่ยชม และลอบมองเขาในสูทสีน้ำเงินเข้ม เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนข้างใน เธอนิ่งคิดในใจ ‘ก็นายออกจะโก้หรู ดูภูมิฐานออกขนาดนี้ ฉันก็ต้องเลิศหรูไปกับนายด้วย ก็ดีเหมือนกัน...ที่ช่วงชีวิตหนึ่งจะได้มีโอกาสเป็นไฮโซกับเขาบ้าง แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้นน่าอริส’  เธอได้แต่ปลอบใจตัวเอง

เขาหยิบของออกมาจากเสื้อสูท ส่งกล่องกำมะหยี่เล็กๆ สีแดงให้เธอ อริสรารับมาและทำสีหน้างงๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาเหมือนจะถาม เขาจึงดึงกล่องนั้นกลับไปและเปิดออก หยิบแหวนขึ้นมา แล้วดึงมือซ้ายเธอขึ้นมาสวมแหวนวงนั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้าย

  “แหวนแต่งงานของเรา ถ้าไม่มีคุณแม่คงจะสงสัยน่ะ” เขาเอ่ยบอกเรียบๆ

 “แหวนเพชรเหรอคะ ว้าว...สวยมากเลยค่ะ แต่มันไม่ค่อยเหมาะกับมือของอริสเลย” เธอบ่นน้อยๆ เมื่อมองแหวนเพชรบนมือตนเอง

 “แหวนวงนี้ห้ากะรัตนะอริส ราคาก็ไม่ใช่น้อย”

เธอนึกหมั่นไส้ที่เขาพูดเรื่องราคา “ครบสัญญาแล้วอริสจะคืนให้คุณค่ะ”

 “เอาเป็นว่า ถ้าผลงานของคุณดีเป็นที่พอใจ ผมก็จะยกให้คุณ”

 “คุณเอาไว้ให้คนอื่นเถอะค่ะ”

เขามองหน้าเธอตรงๆ ทำสีหน้าหงุดหงิดน้อยๆ เหมือนจะไม่สบอารมณ์กับคำพูดของเธอนัก

 “อริส..คุณอย่าเรื่องมากนัก ผมตัดสินใจอะไรได้เอง ผมอยากให้ใครผมก็จะให้ ก็เท่านั้น”

เธอปรายตาแอบค้อนเขาน้อยๆ ‘เชอะ รู้แล้วละว่าไอ้แหวนเพชรเม็ดเขื่องวาววับนี่มันจิ๊บจ๊อยสำหรับนาย นายมีร้านขายเพชรเองนี่นะ จะแจกสาวๆ วันละวงสองวงก็คงไม่ถึงกับเจ๊งหรอก ก็ดี...อยากให้นักก็จะรับก็แล้วกัน คู่รักของนายคงไม่อยากได้หรอกมั้ง แค่ห้ากะรัตคงจะกระจิดริดเกินไป’  อริสราคิดอย่างหมั่นไส้


 

เมื่อรถแท็กซี่มาจอดที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์สูงใหญ่สีขาว เขาโทรศัพท์เรียกให้คนในบ้านมาเปิดประตู เพียงครู่เดียวนายชมซึ่งเป็นคนขับรถก็มากดรีโมตเปิดประตูให้ รถแท็กซี่วิ่งเข้าไปตามถนนหน้าตัวตึกที่ทอดยาวเกือบสองร้อยเมตร พอรถจอดเทียบบันไดหน้าตึกเรียบร้อย เขาก็พาเธอลงจากรถแท็กซี่

อริสราใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ตรงหน้า มันช่างหรูหราใหญ่โตงดงามกว่าที่เธอคาดไว้มากมายนัก เริ่มรู้สึกว่าขาของตัวเองอ่อนเปลี้ยเหมือนจะไม่มีแรงที่จะยืน และยังรู้สึกว่าตัวเธอนั้นลีบเล็กลงในทันใด หญิงสาวหันไปมองหน้าเขานิดหนึ่งด้วยสีหน้าที่เขาก็คงรู้ว่าเธอเริ่มกลัว เขาเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้จึงรู้ว่ามือเธอนั้นเย็นเฉียบ 

เขาก้มลงพูดกับเธอเบาๆ  “อริส...คุณต้องทำได้น่ะ อย่าปอดสิ หน้าคุณซีดนะ” เธอยิ้มไม่ออกแต่ก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เหมือนจะรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พยักหน้าให้เขาน้อยๆ

อินทนนท์บอกสาวใช้สองคนที่ลงมายืนรออยู่ให้นำกระเป๋าลงจากท้ายรถ แล้วจับมือเธอเดินขึ้นบันไดตึกพาไปยังห้องโถงใหญ่

อริสราเห็นว่าพื้นของคฤหาสน์ปูด้วยแกรนิตเงาวับ ความโอ่โถงของห้องโถงใหญ่ที่เธอเหยียบย่างเข้าไปนั้นเย็นเฉียบ แต่ก็ยังน้อยกว่าอาการเย็นเยียบในหัวใจของเธอเสียอีก หญิงสาวมองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งอย่างสวยหรู ตรงหน้าเป็นบันไดโค้งงดงามขึ้นสู่ชั้นบน เธอคาดว่าวัสดุก่อสร้างและการตบแต่งในคฤหาสน์หลังนี้ คงใช้วัสดุนำเข้าที่ล้วนแล้วแต่แพงลิบลิ่วทั้งสิ้น เธอบีบมือเขาไว้แน่นอย่างลืมตัว

 “น้ำตาล...ฉวี...คุณท่านอยู่หรือเปล่า” เขาหันมาเอ่ยถามสองสาวใช้ที่เข็นกระเป๋าเดินทางตามมา

 “อยู่ค่ะ...วันนี้ท่านยังไม่ได้ออกไปไหนค่ะ ท่านอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นค่ะคุณนนท์” ทั้งสองตอบพร้อมกัน และมองมาที่อริสราด้วยรอยยิ้มและท่าทางมีไมตรี เขาเอ่ยบอกสาวใช้

 “เอิ่ม ลืมไป นี่คุณอริสรา ภรรยาของฉัน” สาวใช้ทั้งสองคนหันมองหน้ากัน แล้วหันมายอบตัวลงยกมือไหว้เธอ ซึ่งอริสรายิ้ม และพยักหน้าให้นิดหนึ่ง

หญิงชราผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านข้าง ซึ่งเธอเดาว่าคงจะเป็นห้องเตรียมอาหาร นางร้องทักขึ้นอย่างดีใจพลางเข้ามาจับแขนเขาไว้ด้วยความยินดีจนน้ำตาคลอ

  “คุณนนท์ คุณนนท์ของนงค์ มายังไงคะนี่ ไม่เห็นโทร.มาบอกล่วงหน้าเลยนี่คะ จะได้ให้นายชมไปรับที่สนามบิน” 

 เขาเอ่ยบอกกับหญิงชราผู้นั้น  “สวัสดีครับแม่นงค์ ก็มาแท็กซี่น่ะ ขี้เกียจบอกให้ใครไปรับ แม่นงค์ครับ นี่...อริสราเมียผมครับ” เขาหันมาเอ่ยกับเธอ  “ที่รัก...นี่แม่นงค์ แม่นมของผมน่ะ” เธอกระพุ่มมือไหว้ ก้มศีรษะลงน้อยๆ พร้อมกับยอบตัวลงนิดหนึ่ง

หญิงชราผู้นั้นมองเธอพลางรีบรับไหว้ และเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ  “ภรรยาของคุณนนท์หรือคะ แล้วเอ่อ...คุณเอ่อ”

 “ผมแต่งงานกับอริสเงียบๆ ที่โน่นแล้วก็บินมาน่ะครับ” เขาตอบตัดบทยิ้มๆ เพราะรู้ว่าแม่นงค์คงอยากจะถามเขาถึงฟรานซิส

  “ผมไปหาคุณแม่ก่อนนะครับแม่นงค์ แล้วค่อยคุยกันนะครับ”

หญิงชราที่เขาเรียกว่าแม่นงค์พยักหน้าน้อยๆ แต่สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก รีบแตะแขนเขาไว้  “เดี๋ยวค่ะคุณนนท์ ให้แม่นงค์พาคุณเอ่อ... อริสราไปข้างบนก่อนไหมคะ”

 “ไม่ต้องจ้ะ...ผมจะพาอริสไปหาคุณแม่เลย”

 “อืม..แน่ใจหรือคะคุณนนท์”

 “แน่ใจสิครับ” เขาตอบหญิงนั้นแล้วหันมากล่าวกับเธอ  “ที่รัก...ไปจ้ะ” เขาพูดพลางโอบเอวเธอพาออกเดิน

เมื่อถึงหน้าห้องนั่งเล่น เขาก้มลงกระซิบกับเธอเบาๆ  “อดทนนะอริส อย่าเถียงหรือว่าตอบโต้อะไร ตอบเท่าที่ท่านถามก็พอ และผมจะเป็นคนช่วยอยู่ข้างๆ” เธอมองหน้าเขาและพยักหน้าน้อยๆ

 อินทนนท์เปิดประตูห้องนั่งเล่นเข้าไป ก็พบคุณหญิงสราญจิต มารดาของเขานั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ยาวในห้องนั้น ท่านนั่งเอนหลังพิงพนักอ่านหนังสือที่มีรูปท่านพุทธทาสที่หน้าปก เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ท่านก็ลดมือที่ถือหนังสือลง มองลอดแว่นมาที่สองหนุ่มสาว ท่านนิ่งขึงน้อยๆ สีหน้าขมวดมุ่น สายตาคมกริบมองมาที่อริสราก่อนที่จะกล่าวด้วยเสียงเข้มๆ

 “อ้าว..มายังไงล่ะตานนท์ ทำไมไม่บอกกล่าวล่วงหน้าล่ะลูก แล้วนั่นพาใครมาอีกล่ะหือ...”

อินทนนท์เดินไปทรุดตัวกราบท่านที่ตัก ส่วนเธอยอบกายลงแล้วคลานเข่าเข้าไปใกล้ ก้มลงกราบที่หัวเข่าของท่านอีกข้างหนึ่ง คุณหญิงมองเธอนิ่งอย่างพิจารณา ส่วนลูกชายนั้นมองมาที่เธอก่อนจะตอบ

 “นี่อริสราเมียผมครับคุณแม่ เราแต่งงานกันเงียบๆ ที่โน่นเมื่ออาทิตย์ก่อน ก่อนจะบินกลับมาน่ะครับ”

ท่านนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จ้องหน้าลูกชายเขม็ง ถอนหายใจน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีอารมณ์

  “อะไรอีกนี่ตานนท์ แกจะเอายังไงกับฉันกันแน่ เมื่อหกเจ็ดเดือนก่อนแกพาแม่ฟรานซิสมา แล้วก็บอกว่ารักนักรักหนา ทำท่าเหมือนจะเป็นจะตายที่ฉันบอกให้แกเลิกกับแม่คนนั้น แล้ววันนี้แกพาแม่คนนี้มาบอกว่าเป็นเมียอีก แกจะมาไม้ไหนกับฉันอีกหือตานนท์”

เสียงของคุณหญิงดุกร้าวจนอริสราต้องก้มหน้าลง แต่ยังคงนั่งพับเพียบอยู่ที่พื้น อินทนนท์ลุกขึ้น ประคองไหล่พาเธอไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับคุณหญิง อริสราลอบสังเกตว่าคุณหญิงคงอยู่ในวัยเดียวกันกับมารดาของเธอ แต่คุณหญิงยังคงสวยพริ้ง การแต่งกายของท่านดูภูมิฐานงดงามสมวัย สายตาที่มองเธอนั้นเหมือนอาจารย์ใหญ่มองนักเรียนตัวเล็กๆ ด้วยการกราดสายตามองเธอจนทั่วกาย อย่างที่เรียกได้ว่าศีรษะจรดเท้า

 เธอเห็นว่าสายตาของคุณหญิงนั้นก็ไม่เชิงว่าดุนัก แต่มีอำนาจที่ทำให้เธอรู้สึกมือเท้าเย็นขึ้นมาทันที อินทนนท์เหลือบสายตามองมาที่เธอนิดหนึ่ง และเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้ บีบเบาๆ ให้กำลังใจ เธอบีบมือเขาตอบนิดหนึ่งเช่นกัน

 “คุณแม่ครับ ก็คุณแม่ไม่ชอบฟราน ผมก็เลิกกับเธอ แล้วผมก็พบกับอริส ซึ่งความจริงผมรู้จักกับอริสมาตั้งนานแล้วนะครับ ก่อนฟรานเสียอีก พอผมคบกับอริสจริงจังก็รู้สึกว่าอริสน่ารัก เป็นแม่บ้านแม่เรือนดี ผมดูใจอยู่สามสี่เดือนถึงขอเธอแต่งงานน่ะครับ”

คุณหญิงสราญจิตมองมาที่เธอแล้วเอ่ยขึ้นตรงๆ  “นี่แม่คุณ..นึกยังไงถึงได้แต่งงานกับเจ้านนท์ง่ายๆ ฮึ หรือว่าเงินของมัน ทำให้เธอตกลงปลงใจเป็นเมียมัน แหม ช่างง่ายกันดีจังเลยเนอะ”

อริสราเงยหน้าขึ้นมองท่านนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบ “อริสรักคุณนนท์ค่ะ คุณนนท์ดีกับอริสมาก แล้วคุณนนท์ก็บอกว่าเธอเลิกกับคุณฟรานแล้วน่ะค่ะ”

เสียงเยาะของคุณหญิงดังขึ้นทันที  “รักเหรอ...รักของหนุ่มสาวสมัยนี้มันง่ายเหลือเกินนะ พบกันชั่วไม่กี่วันกี่ชั่วโมงก็บอกว่ารักกัน จูงมือกันขึ้นเตียง รักง่ายเลิกง่ายเหมือนชีวิตเป็นหนูทดลองยาอย่างนั้นแหละ เลิกจากคนโน้นก็มาคนนี้ แล้วก็มีต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ ในที่สุดก็แทบจะหาคนที่เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก รักกัน เข้าใจกันจริงๆ ไม่ได้เลย” คุณหญิงเอ่ยขึ้นเหมือนกับเป็นคำปรารภที่ปนด้วยคำติเตียน และยังคงมองเธออย่างพิจารณาอีกครั้ง อริสรารู้สึกเลือดฉีดขึ้นบนใบหน้าร้อนฉ่า จนต้องก้มหน้าลง

 “คุณแม่ครับ...คุณแม่พูดเสียน่ากลัว อริสก็กลัวแย่เลยสิครับ”

 “กลัวเหรอ ถ้าคนอย่างเจ้าหล่อนกลัวจะกล้าจะแต่งงานกับแกโดยไม่มีผู้ใหญ่รับรู้รับรอง แล้วก็ตกลงเป็นเมียแกง่ายๆ อย่างนี้หรือตานนท์ ฉันไม่เห็นสาวๆ สมัยนี้จะกลัวอะไรเลยนี่ ง่ายกันไปหมดทุกเรื่องทุกคน” คำกล่าวของคุณหญิงไม่ได้หยาบคาย แต่ก็เจ็บแสบเข้าไปถึงหัวใจทีเดียว ทำให้เธอถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอ เพราะตนเองไม่เคยถูกใครตำหนิด้วยถ้อยคำที่รุนแรงแบบนี้เลยสักครั้ง

 “คุณแม่ครับ...อริสไม่เหมือนฟรานนะครับ เธอเรียบร้อยมีการศึกษาดี เธอเป็นสถาปนิกครับ และอริสก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงที่ง่ายๆ ผมอ้อนวอนขอแต่งงานกับอริสตั้งนาน กว่าที่เธอจะตกลงนะครับ” เขาแก้ต่างแทนเธอ และย้ำความรู้สึกของตนเองอีกครั้ง

  “ผมรักอริสจริงๆ นะครับคุณแม่”

 “เมื่อคราวแม่ฟราน แกก็บอกว่าแกรักแม่นั่นไม่ว่าเจ้าหล่อนจะเป็นยังไงไม่ใช่เหรอ แกมีความรักฟุ่มเฟือยจังเลยนะ ตกลงที่แต่งงานกับแม่คนนี้ แกคิดดีแล้วสินะ”

 “คุณแม่ครับ...ผมแน่ใจครับว่าคิดดีแล้ว ผมรักอริสจริงๆ นะครับคุณแม่”

 “แกกลัวว่าจะไม่ได้มรดกใช่ไหมตานนท์ แกพาแม่คนนี้มาตบตาฉันหรือเปล่า ฉันเห็นแกชอบแต่ผู้หญิงประเภทแม่ฟราน ผู้หญิงแต่ละคนที่แกเคยคบน่ะ เปรี้ยวเสียจนเข็ดฟันทั้งนั้น แม่พวกนางแบบเปิดโน่นเปิดนี่ไม่ใช่หรือที่แกชอบน่ะ แล้วกับแม่คนนี้จะไปกันรอดหรือไง” คุณหญิงกล่าวแล้วมองอริสราทั่วตัวจนอริสรารู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ เธอบีบมือที่ประสานกันไว้บนตักตนเองแน่น คุณหญิงช่างพูดอะไรตรงไปตรงมาจริงๆ

เขาหันมามองเธอนิดหนึ่ง  “คุณแม่ครับ...ไม่ใช่อย่างที่คุณแม่คิดหรอกครับ ที่ผมคบกับพวกนางแบบก็เพราะงานของเราน่ะครับ พอมีงานแสดงโชว์เครื่องเพชรก็ต้องอาศัยนางแบบ ไม่ใช่ว่าผมจะชอบแต่นางแบบนี่ครับ”

 “ตานนท์...ไม่ใช่ว่านางแบบไม่ดีไปหมดทุกคนหรอกนะ ที่เขาดีๆ ก็มีมากมาย แต่แกน่ะแหละที่ไม่รู้จักเลือกเอง แล้ววันนี้แกหูตาสว่างจริงๆ เหรอ ฉันจะเชื่อแกได้สักแค่ไหนล่ะ แกไม่เคยเห็นหัวฉันสักนิด จะมีใครแต่งงานกับใครแกก็ไม่เคยปรึกษาหารือ นึกจะแต่งก็แต่งเลย กับแม่ฟรานอะไรนั่นก็เหมือนกัน นึกจะพาก็พามา ไม่เคยถามความเห็นฉันสักครั้งเดียว”

 “คุณแม่ครับ...ผมรู้ว่าผมผิด ผมขอโทษ...แต่ผมก็แต่งงานแล้ว ผมมีเมียแล้วนะครับ คุณแม่ก็เลิกพูดเรื่องของฟรานได้แล้วละครับ แล้วคุณพ่อคุณแม่ของอริส ก็รับรู้แล้วนะครับ ท่านทำงานอยู่ที่อเมริกา ปีหน้าจะลงมาครับคุณแม่”

 ท่านหันมากล่าวกับอริสราตรงๆ อีกครั้ง  “นี่แม่คุณ...ฉันจะบอกเธอนะว่าตอนนี้ฉันทำพินัยกรรมส่วนใหญ่ยกให้สาธารณกุศลหมดแล้ว ถ้าในหนึ่งปีฉันไม่ปลื้มเธอละก็ นายนนท์ก็จะเหลือแค่บริษัทไดมอนด์ริงที่คุณพ่อเขายกให้ไว้เท่านั้นนะ แม้แต่บ้านหลังนี้ฉันก็จะยกให้สาธารณกุศล เพราะฉันจะไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์กับน้องสาว เธออย่าคาดหวังอะไรมากมายนักจะผิดหวังเสียเปล่าๆ แล้วก็อย่าเชื่อเจ้านนท์มันมากนัก ฉันเตือนด้วยความหวังดี”

 “คุณแม่ครับ คุณแม่พูดอย่างนี้เมียผมก็ช้ำใจตายกันพอดี”

 “ฉันพูดกับแม่ฟรานแรงกว่านี้อีก ฉันก็ไม่เห็นแม่นั่นช้ำใจตายนี่ เจ้าหล่อนยังนั่งกระดิกเท้ายักไหล่ใส่ฉันได้เลย” คุณหญิงตอกย้ำความเดิม

 “ก็อริสไม่เหมือนฟรานนี่ครับ”

 “ก็ดีแล้วที่ไม่เหมือน ขออย่าให้ลายออกมาเหมือนแม่นั่นก็แล้วกัน รับรองว่าแกจะเสียใจไปตลอดชาติเลยละตานนท์ แล้วฉันก็ไม่อยากจะเชื่อด้วยว่าแกรักผู้หญิงคนนี้จริงๆ แล้วหล่อนก็จำไว้นะว่าหล่อนอาจจะไม่สมหวังอย่างที่คิดก็ได้ ฉันไม่ยอมให้ใครมาคิดตักตวงอะไรไปจากน้ำพักน้ำแรงของฉันง่ายๆ หรอก” คุณหญิงไม่ยั้งคำใดๆ ที่อยู่ในใจ

อริสรานั่งนิ่งก้มหน้าน้อยๆ และมองเพียงแค่ปลายนิ้วของตัวเองเท่านั้น เธอนิ่งคิด ‘ทำไมนะ..คุณหญิงถึงได้เกลียดผู้หญิงที่ชื่อฟรานมากมายอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ลูกชายท่านน่ะรักผู้หญิงคนนั้นมากมาย ยอมลงทุนทุกอย่างเพื่อเธอ และคุณหญิงท่านก็ยังทำท่าจะไม่เชื่อเสียด้วยที่ลูกชายของท่านมาแต่งงานกับเรา ท่านต้องรู้ว่าคุณนนท์รักผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหน แผนการของเขาจะสำเร็จเหรอ คุณหญิงท่านฉลาดออกอย่างนี้

 “คุณแม่ครับ..แล้วผมจะพิสูจน์ให้คุณแม่เห็นว่าผมรักอริสจริงๆ”

 ตานนท์..จำไว้นะว่าฉันเป็นแม่แก ถ้าฉันไม่รู้ว่าแกเป็นยังไง ฉันก็คงเป็นแม่แกไม่ได้หรอก”

 


*ในเมื่อคุณหญิงฉลาดขนาดนี้ อริสราก็ต้องตกที่นั่งลำบาก เพราะทั้งคู่จะต้องแสดงละครผัวเมียให้แนบเนียนยิ่งขึ้น มาติดตามกันค่ะว่าอริสราจะทำให้คุณหญิงเชื่อได้หรือไม่ ซึ่งเป็นงานหินสำหรับเธอจริงๆ*

@เป็นแฟนพันธ์แท้สำหรับหนังสือ2เล่ม

และ1เล่มสำหรับคอมเม้นท์

จากการสุ่มจับนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #10 huanahua (@huana) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 10:08
    เดี่ยวก็หลงลูกสะใภ้แน่
    รอลุ้นนะคะพี่
    #10
    1
  2. #9 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 10:38
    ว่าที่ลูกสะใภ้ในอนาคต
    #9
    0