แผนร้าย กุศโลบายรัก (พิมพ์ครั้งที่2กับสนพปองรัก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 15,533 Views

  • 51 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    20

    Overall
    15,533

ตอนที่ 7 : จูบแรกของอริสรา100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 ก.ย. 60



ปกแผนร้ายกุศโลบายรักเปิดจองแล้วกับสำนักพิมพ์ปองรักค่ะ



7

จูบแรกของอริสรา

 

อินทนนท์พาเธอขึ้นมาที่ห้องนอนอันใหญ่โตกว้างขวางของเขา ซึ่งได้รับการตบแต่งอย่างหรูหรา เพียบพร้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวก เธอมองรอบๆ ห้อง เห็นเตียงนอนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในสุดของห้อง ชายหนุ่มเดินไปดึงม่านที่ผนังห้องด้านหนึ่งออก ก็เห็นประตูกระจกบานเลื่อนเปิดไปสู่อีกห้องหนึ่งที่อยู่ติดกัน เธอคิดว่าคงจะเป็นห้องนั่งเล่น เพราะปูพมหนานุ่ม มีตู้เตี้ยๆ วางเครื่องรับโทรทัศน์และเครื่องเสียง มีชุดโซฟาสีครีมหนานุ่มหรูน่านั่งยี่ห้อแพงระยับตั้งอยู่เป็นหมู่ใหญ่

อีกห้องหนึ่งถัดไปจากห้องนั่งเล่น เป็นห้องที่มองเห็นมุมหนึ่ง ตกแต่งเป็นบาร์เหล้า มีเครื่องดื่มวางอยู่ในตู้ติดผนัง มีเครื่องครัวเล็กๆ จำพวกแก้ว ถ้วยจาน วางอยู่ในไซด์บอร์ดเป็นระเบียบ พร้อมกับซิงค์สำหรับล้างชามอยู่ที่ตู้เครื่องครัวนั้นด้วย ขณะนั้นเครื่องปรับอากาศที่เขาเปิดเริ่มทำความเย็น

อินทนนท์เดินไปเปิดม่านให้แสงสว่างลอดเข้ามาในห้องนอน ทำให้เห็นทิวไม้ในสวนเบื้องล่าง อริสรายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ห้องนี้แม้ไม่ใหญ่โตโอฬารเท่าที่คอนโดของเขา แต่ก็หรูงดงาม กะทัดรัดลงตัวน่าสบาย ดูเป็นส่วนตัว และเหมือนจะมีรังสีแห่งความอบอุ่นแผ่อยู่ทุกอณู เขานั่งลงที่โซฟายาวภายในห้องนอน อริสรานั่งลงตรงหน้าเขา แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ

 “คุณนนท์คะ ท่าทางคุณหญิงแม่ของคุณคงจะไม่เชื่อหรอกนะคะว่าคุณจะมารักคนอย่างอริส เพราะท่านก็คงทราบดีว่า คุณรักคุณฟรานมากแค่ไหน อริสรู้สึกได้นะคะ”

เขาเงยหน้าขึ้นมองหน้าเธอนิดหนึ่ง และถอนหายใจน้อยๆ ก่อนที่จะเอ่ย  “อริส...เราต้องแสดงละครให้ท่านเชื่อให้ได้ว่าเรารักกันจริงๆ”

 “ทำยังไงล่ะคะท่านถึงจะเชื่อ เราไม่มีแววตาที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน อริสคิดว่าท่านสังเกตเรานะคะ อย่างที่เขาว่า ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจน่ะค่ะ ก็อย่างดาราเวลาแสดงบทรัก ผู้กำกับก็ยังต้องให้พยายามแสดงออกมาทางสายตาเลยนะคะ”

 “นั่นน่ะสินะ ผมก็ไม่เคยเล่นละครเสียด้วยสิ หรือว่าเราจะลองมารักกันจริงๆ” เขาเงยหน้าขึ้นถามเธอ และหัวเราะออกมาอย่างขันๆ เมื่อเห็นหน้าเหยเกของเธอ

 “ทำไมล่ะอริส ผมไม่อยู่ในสเปกคุณเลยเหรอ”

เธอมองเขาด้วยสีหน้าหนักใจ  “โธ่คุณนนท์...อย่าพูดอะไรเป็นเล่นสิคะ อริสอึดอัดกับสายตาของคุณหญิงท่านจะแย่แล้ว กลัวท่านจะจับได้น่ะค่ะ”

 “ก็ท่านไม่ได้มาเห็นในห้องนอนนี่สักหน่อยว่าเราไม่ได้ทำอะไรกันอย่างผัวเมีย ท่านจะรู้ได้ยังไงล่ะ”

คำกล่าวของเขาทำให้อริสราหน้าแดงเข้มขึ้นทันที และต้องแสร้งทำหน้าบึ้งใส่เขาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย

คนบ้า...นึกจะพูดอะไรก็พูด นายเคยนึกบ้างไหมว่าฉันจะอาย ฉันเป็นผู้หญิงนะนายอินทนนท์

เขาเห็นเธอหน้าคว่ำ  “เอาละๆ ผมขอโทษ แต่ผมว่าเราต้องทำท่าสวีตกันมากกว่านี้แล้วละ ไม่งั้นท่านไม่เชื่อเราแน่”

 “ทำท่าสวีต” เธอทวนคำของเขา

 “ใช่...เราก็ต้องมีบทโรมานซ์แบบผัวเมียให้คนที่นี่หรือว่าคุณแม่ท่านเห็นบ้างน่ะ”

เธอท้วงทันทีที่เขาพูดจบ  “นี่คุณ เรื่องนี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขสัญญาของเรานะคะ”

 “อะไรกัน คุณจะให้ผมเขียนในสัญญาว่าผมจะต้องกอดจูบคุณได้งั้นเหรอ ในสัญญาผมเขียนว่าเราจะแต่งงานกันแต่เพียงในนามเท่านั้นก็จริง แต่ที่เราคุยกันก็คือจะต้องทำให้คุณแม่ของผมเชื่อว่าเราสองคนเป็นผัวเมียกัน แล้วผัวเมียก็ต้องมีบ้างละที่ต้องแสดงความรักกันน่ะ คนที่กำลังอยู่ในระยะข้าวใหม่ปลามันน่ะคุณ เขาก็สวีตกันทุกที่แหละ ความจริงก็ไม่ได้น่าอายอะไรหรอก อีกหน่อยถ้าคุณแต่งงานคุณก็รู้เองแหละ”

 “ต้องแสดงในที่สาธารณะน่ะหรือคะ น่าเกลียด ทุเรศ ถึงอริสแต่งงาน อริสก็ไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นให้ใครเห็นหรอกค่ะ เราเป็นคนไทยไม่ใช่คนตะวันตกเสียหน่อย” หญิงสาวเอ่ยเถียงอ้างเหตุผลของตนเอง

 “ผมหมายถึงในบ้านนี้ต่างหาก ไม่ได้หมายถึงที่อื่น”

เธอเถียงเขาทันที  “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ การแสดงความรักมันก็ไม่เห็นจำเป็นต้องประเจิดประเจ้อให้ใครเห็นนี่”

 “งั้นจะให้ผมทำตรงที่คนไม่เห็นเหรอ” เขาเอ่ยพร้อมทั้งมองหน้าเธอ และอมยิ้มในสีหน้าน้อยๆ สายตาเขาวิบวับหยอกเย้า

 “บ้าสิ.. “เธอทั้งโกรธทั้งอาย หน้าบึ้ง พร้อมทั้งกัดริมฝีปากนิดหนึ่ง มองค้อนเขาตาเขียวปั้ด และกำมือเข้าหากัน อยากชกหน้าคมหล่อที่กำลังยิ้มเย้าสักเปรี้ยง

 อินทนนท์หัวเราะขำท่าทางของเธอ ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เธอเห็นเขาหัวเราะจนเห็นฟันสวย รอยยิ้มของเขาน่ารักสดใส แววตาระยิบระยับ

 อืม...เขาเป็นผู้ชายที่หล่อมากจริงๆ ยิ้มเก๋ ตาคมกริบหวานที่ชอบใช้แทนคำพูดของเขามีเสน่ห์น่ามอง อริสราจ้องมองหน้าเขาอย่างเผลอไผล

เขาเห็นเธอจ้องมองหน้าเขานิ่งๆ  “อริสมองหน้าผมทำไมเหรอ หรือคิดถึงบทโรมานซ์ซึ้งๆ ความจริงไม่ต้องนึกถึงบทบาทอะไรหรอก ถึงเวลาเข้าพระเข้านาง มันก็เป็นไปตามธรรมชาติเองแหละคุณ” คำพูดหยอกเย้าของเขาทำให้เธอโกรธและเก้อเขินจนอยากจะกระโดดเข้าไปชกหน้าเขานัก

 “ฉันไม่ได้นึกเรื่องบ้าๆ อย่างนั้นหรอกนะคุณนนท์”

 “ก็คุณมองผมแปลกๆ นี่ ผมก็เลยนึกว่าคุณคงจะวาดภาพอะไรในใจบ้างละ”

อริสราสะบัดหน้าพรืดอย่างขัดใจเต็มที่ แต่ก็ไม่อยากโต้ตอบเขา เธอนิ่งคิดเงียบๆ

 โธ่เอ๊ยอริส..หล่อนนี่มันโง่จริง ก็เขาจ้างมาเป็นเมียนี่ เขาก็คงต้องมีสิทธิ์บ้างละ แม้จะแค่นิดหน่อยก็เหอะ เขาไม่ได้ทำ เพราะพิศวาสหรอก แล้วเราจะไหวเหรอ ทำไมนะ..ทำไมเราถึงไม่คิดก่อน แต่ถึงคิดก่อน เราก็คงไม่กล้าถามเขาตอนที่ทำสัญญากันหรอก เพราะตอนนั้นเขาทำหน้าเย็นชากับเราไม่ได้ยิ้มได้แย้มกับเราสักนิด และยังทำเหมือนกับเราเป็นศัตรูคู่อาฆาตก็ไม่ปาน โธ่ อีตาบ้าเอ๊ย..เวรกรรมของฉันจริงๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เขามองหน้าเธอนิดหนึ่งก่อนเดินไปเปิดประตู แม่นงค์เดินเข้ามาและรีบปิดประตู หญิงเลยวัยกลางคนเข้าจับมือของอินทนนท์ไว้ มองหน้าเขาด้วยสายตาที่บอกถึงความรักความผูกพันในตัวชายหนุ่ม

  “โถ..คุณนนท์ของนงค์ คงโดนคุณท่านดุเอาสิท่า หน้าตาถึงไม่สบายแบบนี้ อย่าเครียดเลยนะคะ ทำใจสักนิด ให้คุณท่านเย็นลงสักหน่อย นงค์จะคอยช่วยพูดค่ะ”

 “คุณแม่พูดเหมือนไม่เชื่อว่าผมจะรักอริส เมียผมเขาก็เสียใจน่ะสิครับแม่นงค์” เขาทำเสียงอ้อนหญิงชรา และจูงมือเธอมานั่งที่เก้าอี้ด้วยกัน หญิงชรามองมาที่เธอด้วยสายตาอ่อนโยนมีไมตรี

 “อย่าไปโกรธคุณท่านนะคะคุณนนท์ คุณท่านรักและหวังดีกับคุณนนท์นะคะ ท่านกลัวว่าคุณนนท์จะยังเลิกกับคุณฟรานไม่ได้น่ะค่ะ ท่านก็เลยยังไม่ค่อยเชื่อว่าคุณนนท์จะรักคุณอริส อีกหน่อยท่านก็จะเห็นเองแหละค่ะ เชื่อแม่นงค์สิคะ นะคะทูนหัวของนงค์” หญิงชราปลอบเหมือนอินทนนท์ยังเป็นแค่เด็กชายตัวเล็กๆ

 “คุณแม่พูดเสียจนอริสคิดว่าผมน่ะรักฟรานมากกว่าเธอ จนเธอเสียใจร้องไห้ร้องห่มเลยนะครับแม่นงค์ ดูสิ...ผมต้องปลอบแทบแย่”

 เขาโกหกหน้าตาเฉยจนอริสราตามบทเขาแทบไม่ทัน คำพูดของเขาทำให้เธอต้องรีบก้มหน้าลง และหยิบกระดาษทิชชูบนโต๊ะทำท่าเหมือนกับซับน้ำตาน้อยๆ คุณนงค์รีบปลอบ

 “โถ...คุณอริสไม่ต้องเสียใจหรอกนะคะ คุณหญิงท่านน่ะเป็นคนพูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อมค่ะ และก็ไม่มีอะไรเก็บไว้ในใจ ทำใจให้หนักแน่นนะคะ อดทนอีกหน่อย ถ้าท่านชอบคุณละก็ ดูไม่ยากหรอกค่ะ ตอนนี้ท่านยังเคืองเรื่องเก่าๆ ของคุณนนท์อยู่น่ะค่ะ คุณอริสประจบท่านดีๆ ขี้คร้านจะรักลูกสะใภ้ เชื่อนงค์นะคะ”

อินทนนท์รีบลุกมานั่งข้างเธอ และกอดเธอไว้ในวงแขน  “อริสครับ..เชื่อแม่นงค์นะครับ ไม่ต้องคิดมากนะ ผมรักคุณนะ คนอื่นน่ะเป็นแค่อดีตเท่านั้น” เขาจับศีรษะเธอให้เอนมาซบกับไหล่เขา หญิงสาวจำต้องคล้อยตาม แนบหน้านิ่งอยู่กับไหล่เขา และรู้สึกได้ถึงกลิ่นกายของบุรุษเพศปนกลิ่นน้ำหอม ซึ่งเป็นกลิ่นที่น่าชื่นใจนัก และความที่ไม่เคยถูกชายใดโอบกอดแนบแน่นขนาดนี้ ทำให้เธอพยายามที่จะขืนตัวไว้ เขาจึงใช้แขนอีกข้างโอบกอดเธอไว้ในวงแขนอีกชั้นหนึ่ง

 “ผมรักคุณนะอริส ต่อไปนี้อย่าคิดมากอีกนะที่รัก”

 “ค่ะ...เชื่อคุณนนท์นะคะ ผู้หญิงอื่นเป็นแค่อดีตที่ผ่านมาเท่านั้น เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายค่ะ คุณนนท์น่ะต้องรักคุณสิคะ ไม่งั้นจะแต่งงานและพาเข้ามาหาท่านทำไม อีกหน่อยนะคะ ถ้าคุณมีลูกให้ท่านได้อุ้ม ขี้คร้านจะรักจะหลงหลาน รีบมีคุณหนูเร็วๆ นะคะ เชื่อแม่นงค์นะคะ” แม่นงค์รีบเอ่ยเสริมคำพูดของเขาทันที

เธอค่อยๆ ขยับตัวออกจากวงแขนของเขา พนมมือขึ้นไหว้แม่นมของอินทนนท์  “ขอบคุณมากค่ะแม่นงค์ ที่กรุณาปลอบใจอริส อริสเป็นคนมาทีหลังคนอื่น อริสก็เลยคิดมากน่ะค่ะ”

 “โอ๊ย..ก่อนหลังไม่สำคัญหรอกค่ะ สำคัญแต่ว่าตอนนี้ คุณนนท์รักคุณก็พอแล้วละค่ะ” แม่นงค์กล่าวยิ้มๆ และยังพูดต่อ  “คุณอริสน่ารักกว่าคุณฟรานเป็นไหนๆ มารยาทก็งาม แต่งเนื้อแต่งตัวก็เรียบร้อยน่ารัก แม่นงค์เห็นปั๊บก็ยังรักปุ๊บเลยนี่คะ คุณท่านน่ะแค่อ่อนเข้าไว้เท่านั้น เดี๋ยวท่านก็ดีเองแหละค่ะ”

 “นั่นสิจ๊ะอริส..ผมรักคุณนะ ต่อไปนี้อย่าคิดมากอีกนะจ๊ะ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมทั้งโอบร่างงามเข้ามาจูบที่หน้าผากและแก้ม อย่างปลอบประโลมอีกครั้ง อริสราหน้าร้อนฉ่าขึ้นทันที

เมื่อแม่นงค์ขอตัวกลับออกไปแล้ว อริสราดันร่างเขาออก และต่อว่าเขาทันที  “นี่คุณ! ไม่ต้องทำท่าอินเลิฟขนาดนี้ก็ได้นะ ถึงจะไม่มีบทโรมานซ์ให้แกเห็น แม่นงค์ก็คงไม่คิดมากหรอกมั้ง” เธอเอ่ยด้วยสีหน้าขึ้งโกรธ แล้วใช้ฝ่ามือถูแก้มตัวเอง มองหน้าเขาอย่างแค้นเคือง และสะบัดหน้าหนี

เขายักไหล่น้อยๆ  “โธ่...แค่นี้ทำเป็นโกรธไปได้ คุณอย่าบอกผมนะ ว่าคุณยังไม่เคยถูกผู้ชายกอด จูบ เลยน่ะ”

เธอหันขวับไปจ้องหน้าเขาทันที  “แค่นี้เหรอ แค่นี้ของคุณมันไม่ใช่แค่นี้ของฉันนี่ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อฉันก็ไม่สนหรอก แต่ฉันยังไม่ เอ่อ..ไม่เคย...” เธอยั้งคำพูดที่จะพูดต่อไว้เพียงแค่นั้น

เขาหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่  “นี่อริส...ตอนนี้ศตวรรษที่เท่าไหร่แล้ว และที่คุณบอกว่ายัง...หมายถึงว่าไม่มีใครต้องการทำกับคุณ หรือว่าคุณยังไม่ต้องการให้ใครทำ”

อารมณ์โกรธของเธอพุ่งปรี๊ดขึ้นทันที  “คุณอินทนนท์...คุณจะคิดยังไงก็ช่างหัวคุณ แต่คุณอย่ามาทำกับฉันโดยไม่มีเหตุมีผลจำเป็นอีกเป็นอันขาด”

 “ครับผม...แต่ถ้าผมจำเป็น คุณก็อย่าเบี้ยวก็แล้วกัน”

สีหน้าของอริสราบึ้งน้อยๆ และหันหลังให้เขาขวับอย่างโกรธๆ ‘จำเป็นหรือว่าแกล้งฉันกันแน่ นายอินทนนท์ อย่าจำเป็นบ่อยนักก็แล้วกัน คอยดูนะ...นายยังรู้จักฉันน้อยไป ฉันแค่ขายอิสรภาพให้นายแค่ปีนึง ไม่ได้ขายตัวให้นายสักหน่อย นายรอผู้หญิงของนายเถอะ ฮึ...มาทำสายตายั่วเย้าเจ้าชู้ใส่ฉัน ฉันไม่มีวันพิศวาสคนอย่างนาย ถ้านายรุ่มร่ามกับฉันโดยไม่มีเหตุผลละก็ นายเจ็บตัวแน่ อริสรากัดริมฝีปาก นึกอาฆาตเขาอยู่ในใจ

อินทนนท์มองภรรยาในนามของเขาอย่างนึกขัน ‘อริส...รูปร่างหน้าตาสวยน่ารักอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะไม่เคยโดนผู้ชายจูบ เพราะเธอก็มีแฟนนี่ เอาเถอะ...แล้วสักวันฉันจะพิสูจน์ว่าเธอไม่เคยต้องมือชายจริงหรือเปล่า แต่ท่าทางเจ้าหล่อนก็ดุไม่ใช่ย่อยเลย สายตาเอาเรื่องเสียด้วยสิ

 

ค่ำวันนั้นเขาและเธอลงไปรับประทานอาหารร่วมกับคุณหญิงสราญจิตในห้องรับประทานอาหารของบ้านสราญฤทัย อินทนนท์ตักอาหารใส่จานให้คุณหญิงแม่อย่างเอาใจ สายตาคมปลาบของคุณหญิงมองทุกอากัปกิริยาของอริสราและถามเธอ

 “นี่แม่คุณ...เราน่ะ พอจะทำกับข้าวกับปลาได้มั่งไหมล่ะ”

 “เอ่อ...ก็พอทำได้ค่ะ” อริสราตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบา

 “งั้นก็ลงมาช่วยแม่นงค์ทำกับข้าวให้สักอาทิตย์หนึ่งนะ แม่ครัวขอลาไปบ้านน่ะ แม่นงค์ก็แก่แล้ว ไม่อยากใช้ให้ทำงานหนักนักหรอก แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะ ฉันจะสั่งร้านอาหารให้เขามาส่งก็ได้” ท่านกล่าวเรียบๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา

อริสรามีท่าทีอึกอักนิดหนึ่ง  “เอ่อ...ไม่ต้องหรอกค่ะคุณท่าน อริสพอจะทำได้น่ะค่ะ เพียงแต่...เกรงว่าจะไม่อร่อยถูกปากคุณท่านเท่านั้น อริสจะมาเป็นลูกมือช่วยแม่นงค์ในครัวค่ะ”

 “เธอเคยทำให้นายนนท์เขาทานบ้างไหมล่ะ ถ้าเขาทานได้ฉันก็ทานได้”

 “เคยค่ะ แต่ไม่ทราบว่าคุณนนท์จะอร่อยจริงๆ หรือจะแค่ชมเอาใจก็ไม่ทราบน่ะค่ะ” เธอหันมามองเขา ยิ้มหวานกับอินทนนท์ด้วย

 “อร่อยสิจ๊ะที่รัก เวลาที่คุณทำให้ผมทานน่ะ ผมก็ทานหมดไม่ใช่เหรอจ๊ะ” เขาเอ่ยพร้อมทั้งส่งยิ้มพราวหวาน ส่งสายตาระยิบระยับให้จนอริสรารู้สึกแก้มร้อนแดงปลั่งขึ้น

คุณหญิงมองลูกชายลูกสะใภ้มีท่าทางหวานให้กันอย่างพินิจพิเคราะห์ และเมื่อเลื่อนจานอาหารออกแล้ว ท่านประมุขของบ้านกล่าวชวน

 “แม่ว่าเราไปทานกาแฟที่เทอร์เรสกันดีกว่า”

คุณหญิงทำท่าจะลุกขึ้น ลูกชายรีบปราดไปเลื่อนเก้าอี้ให้ แล้วหันมาพยักหน้าให้เธอเดินตามมาโดยที่ตนเองยังจับมือมารดา พาท่านออกเดินอย่างประจบเอาใจ เมื่อทั้งสามนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เด็กนำกาแฟและของหวานมาเสิร์ฟ เธอรินกาแฟในเหยือกลงในถ้วยกาแฟทั้งสอง แล้วจึงรินให้ตนเองเป็นคนสุดท้าย คุณหญิงมองท่าทางคล่องแคล่วของเธอ นิ่งคิดในใจ

 เด็กคนนี้ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว รูปร่างหน้าตาก็งดงาม ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ดวงตามีแววเฉลียวฉลาด ไม่หลุกหลิก แต่ก็มีท่าทางระวังตัวเป็นอย่างมาก หรือว่า...จะกลัวเรา หรือกลัวว่าเราจะจับพิรุธอะไร’

อินทนนท์เห็นสายตาของมารดาที่มองอริสรา เขาไม่สามารถคาดเดาความคิดมารดาได้ แต่อริสราก็มีท่าทางไม่เคอะเขิน เธอแย้มยิ้มกับเขา ทำให้เขาจับมือเธอมากุมไว้ ส่งสายตาวิบวับเหมือนรักใคร่อย่างเหลือเกิน เธอยิ้มเขินๆ กับมารดาของเขานิดหนึ่ง ชายหนุ่มโอบไหล่เธอเข้ามา แนบแก้มตนเองกับแก้มของเธอ กระซิบเบาๆ

 “อย่าทำตัวแข็งสิคุณ” เธอจึงเอนกายไปตามเขาน้อยๆ  แก้มแดงจนถึงใบหู หลับตาปี๋ทันทีเมื่อเขาใช้ปากจุ๊บที่แก้มเธอเบาๆ เด็กน้ำตาลที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คอยรับใช้ มองแล้วอมยิ้มน้อยๆ

 คุณหญิงยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ มองอาการขัดเขินนั้นอย่างแปลกใจนิดๆ ‘ไม่น่าเชื่อว่าเจ้านนท์จะชอบผู้หญิงลักษณะหวานๆ ติ๋มๆ แบบนี้ เห็นเจ้านนท์คบแต่ละคนหวือหวา ไม่อายสายตาฟ้าดินสักคน ยิ่งแม่ฟรานแทบจะนั่งตักเจ้านนท์ทุกครั้ง ทำน่าเกลียดทุกที เจ้าหล่อนใช้หน้าอกที่ดันจนล้นขึ้นเสียดสีแขนเจ้านนท์อย่างจงใจ ฉอเลาะจนหวานหยาดเยิ้ม เล่นหูเล่นตา บอกความต้องการตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีใครอยู่บ้างจนเราแทบจะแทรกแผ่นดิน เมื่อวันที่คุณหญิงเรืองยศมาทานข้าวเย็นด้วย แม่ฟรานใส่เสื้อผ้ารัดติ้วแนบลำตัวด้วยผ้ายืดเน้นส่วนโค้งส่วนเว้ายังไม่พอ ยังคว้านลงมาจนเห็นเนินอกที่ดันจนล้นทะลักขึ้นมา เจ้าหล่อนทาเปลือกตาสีทอง ริมฝีปากแดงสด เวลานั่งก็ไขว่ห้างเหมือนกำลังโพสท่าถ่ายแบบจนกระโปรงถลกร่นขึ้นมาเห็นไปถึงไหนๆ

 คุณหญิงจำได้ว่าวันนั้นตนเองอายคุณหญิงเรืองยศจนแทบจะทนไม่ได้ อยากจะให้อาหารมื้อนั้นจบลงเร็วๆ และยิ่งอับอาย เมื่อตอนที่คุณหญิงเรืองยศลากลับ ท่านกระซิบบอกว่า  เสียดายลูกชายนะคะ

คำของคุณหญิงเรืองยศทำให้ตนเองหน้าชา ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร รู้สึกแต่ว่าบ้านหมุนคว้าง ใจสั่นระริก และเป็นลมล้มพับไป ดีแต่ว่าแม่นงค์มารับไว้ได้ทัน และยังจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ตนเองหมดความอดทนกับลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้ ทั้งโกรธทั้งอาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้วันรุ่งขึ้นท่านถึงกับต้องทานอาหารตามลำพังบนห้องนอน ไม่ยอมลงไปพบหน้าใครอีก และในตอนสายทำให้ตนเองตัดสินใจอาละวาดลูกชายจนต้องเก็บของกลับอเมริกาก่อนกำหนด

อินทนนท์มองสีหน้าครุ่นคิดของมารดาอย่างหนักใจ เขากับอริสรายังไม่เหมือนคนที่กำลังอินเลิฟกันหรือไงนะ ก็อริสน่ะสิ...แค่กอดนิดหอมแก้มหน่อยก็ทำเป็นตัวแข็งทื่อ แก้มแดง ตัวเนื้อสั่น อะไรจะอินโนเซนต์ขนาดนี้ เรียนจนจบมหาลัยแล้วยังไม่ประสีประสาเรื่องรักใคร่เลยหรือไง ก็เจ้าหล่อนก็มีเพื่อนชายนี่ หรือว่าเธอจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เดียงสา เพื่อทำให้เรารู้สึกว่าเจ้าหล่อนยังเวอร์จินกันนะ

นายอินทนนท์...นายแกล้งฉันหรือเปล่านะ ทำไมนายต้องแสดงความรักต่อหน้าแม่นายกับเด็กรับใช้ด้วยนะ หรือว่าเป็นธรรมเนียมของคนตะวันตกที่นายติดมาและใช้ได้อย่างไม่กระดากใจสักนิด แต่นายรู้ไหม..หัวใจฉันมันเต้นรัวจนเหมือนจะผิดจังหวะ ฉันคงเป็นโรคหัวใจตายแน่ๆ ถ้าต้องอยู่ใกล้ๆ นายแบบนี้ เราคงต้องตกอยู่ในภาวะนี้อีกตั้งเกือบปี จะไหวหรือนี่ 

ความจริงก็เป็นเรื่องธรรมดาของสามีภรรยาไม่ใช่หรืออริสรา เราต้องทำใจสิ...เพราะมันเป็นงานนี่ งานที่เราทำก็คือการเป็นเมียนายนี่ไง คนเป็นผัวเมียก็ต้องมีท่าทางอินเลิฟกันบ้างไม่มากก็น้อยละ ถ้าเป็นแค่การเล่นละครฉันก็จะทำใจนะนายอินทนนท์ แต่ถ้าฉันจับได้ว่านายแกล้งฉันละก็ ฉันจะตั๊นหน้านายให้หงายเก๋งเลยละ

 “เอ่อ...ตานนท์ แม่จะไปดูข่าวแล้วละ พาเมียแกไปเดินเล่นในสวนสิ...ดอกราตรีกำลังบาน หอมชื่นใจดีไป๊...”

เด็กรับใช้รีบเข้ามาเลื่อนเก้าอี้ให้ทันทีที่คุณหญิงทำท่าขยับกาย แล้วเดินไปกับคุณหญิง เมื่อท่านเดินลับกายไปแล้ว อินทนนท์ต่อว่าเธอทันที

 “อริส...คุณจะโอนอ่อนผ่อนตามผมเสียหน่อยไม่ได้หรือไงนะ คุณก็รู้...ว่าคุณแม่จับตามองเราอยู่”

อริสราถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่  “ฉันก็โอเคแล้วไง จะให้ทำยังไงอีกล่ะ”

 “คุณทำตัวเป็นธรรมชาติแบบผัวเมียเขาทำกันไม่ได้เหรอไง สมมุติว่าผมเป็นนายคนนั้นของคุณก็ได้นี่”

 “นายคนไหน” อริสราตวัดเสียงถามหน้าคว่ำ

 “ก็นายคนที่มารำพันรักกับคุณที่บ้านคุณวันนั้นไงล่ะ”

เธอมองหน้าเขา ถามอย่างตกใจทันที  “คุณได้ยิน”

เขาทำท่าเหมือนจะเป็นต่อ ปรายตามองหน้าเธอแล้วตอบ  “ฮื่อ...ผมได้ยินทุกคำ แล้วก็ไม่ต้องมาพูดว่าไม่มีเพื่อนชายหรือว่าคู่รักอีกล่ะ”

 “เขาเป็นเพื่อนชาย แต่ไม่ใช่คู่รักก็แล้วกัน”

 “สมัยนี้ผู้หญิงกับผู้ชายก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันไว้ก่อนทั้งนั้นแหละ ถึงจะเป็นเพื่อนนอนก็เถอะ”

 “นั่นมันคุณไม่ใช่ฉัน อย่าเอาชีวิตคุณมาเปรียบเทียบกับชีวิตคนอื่นเลยน่ะ”

 “โธ่อริส...ถึงคุณจะบอกว่าเคยมีอะไรๆ มาบ้าง ผมก็ไม่คิดอะไรหรอก เรื่องธรรมชาติน่ะ ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอผู้หญิงที่บริสุทธิ์ดุจน้ำค้างกลางหาวอยู่แล้วละ”

 “บ้า...หยาบคาย ชอบนึกว่าคนอื่นเขาเป็นเหมือนตัวเอง ทุเรศสิ้นดี ฉันจะบริสุทธิ์หรือว่าไม่บริสุทธิ์ก็ไม่เกี่ยวกับคุณ มันไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขเสียหน่อยนี่” เธอโกรธและบริภาษเขาอย่างแรง แล้วลุกพรวดขึ้นทำท่าจะเดินหนี แต่อินทนนท์ฉวยข้อมือเธอเอาไว้

 “ตอนนี้คุณกำลังทำงานอยู่นะอริส ลงไปเดินในสวนกับผม” เขาออกคำสั่งเสียงเรียบห้วน

เธอจำต้องนิ่ง แล้วปล่อยให้เขาจับมือเธอพาลงบันไดเทอร์เรสด้านข้างตึกลงไปที่สวน อากาศยามค่ำสวยงามโรแมนติก แสงไฟจากโคมสวนสาดส่องไปตามทางเดินเล็กๆ เขาโอบเอวเธอไว้และดึงแขนเธอให้โอบเอวเขาไว้

 “ผมเชื่อว่าคุณแม่กำลังมองเราอยู่”

เธอรู้สึกขัดใจอย่างที่สุดในคำกล่าวของเขาเมื่อสักครู่นี้ แต่ก็พยายามฝืนใจเดินคลอเคลียไปกับเขา แล้วแกล้งเอ่ยแดกดัน ประชดประชันพร้อมกับทำท่าทางประกอบ

  “อุ๊ย...ที่รักคะ ดูสิคะ ดอกราตรีบานแล้ว หอมชื่นใจจัง อริสมีความสุขเหมือนกำลังเดินอยู่บนวิมานเลยค่ะ ถ้าสวนแห่งนี้อยู่บนพื้นโลกก็เหมือนกับที่เขาเรียกว่าสวรรค์บนดินเลยนะคะ ใครนะ...จะโชคดีมีความสุขเท่าอริสรา...มีสามีเป็นถึงดอกเตอร์ อีกทั้งยังร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี ช่างสุดแสนจะไฮโซ เลิศหรูมีระดับ เลิศเลอเพอร์เฟ็กต์เสียไม่มี ตายไปอีกสิบชาติก็คงจะหาสามีแบบนี้ไม่ได้อีก โอ.. อริสรา...ช่างเกิดมาเป็นผู้หญิงที่แสนจะโชคดีที่สุดในโลก”

อินทนนท์รู้ว่าเธอกำลังแดกดัน เขาจึงปฏิบัติการสายฟ้าแลบกลับทันทีด้วยการดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน จับปลายคางเธอไว้แน่น ก้มลงประทับริมฝีปากบดเบียดทันที อริสรานึกไม่ถึงว่าเขาจะทำการอย่างรวดเร็วและอุกอาจถึงเพียงนี้ หญิงสาวเบิกตาโพลง ยืนนิ่งตัวแข็งอย่างตกใจ กลิ่นกายหอมกรุ่นอ่อนๆ ของเขากับรอยจูบที่นุ่มนวล ลิ้นของเขาสัมผัสปลายลิ้นเธอเบาๆ อ่อนหวาน อ้อมแขนที่อบอุ่น ฝ่ามือนุ่มๆ แต่แข็งแรงไล้ไปบนแก้มเธอเบาๆ

สมองของหญิงสาวแทบจะสั่งงานไม่ทัน เธอยืนนิ่งรับจูบจากเขา มือของเธอทาบแตะอยู่บนอกเสื้อแผ่วเบา ความรู้สึกของอริสรากระเจิดกระเจิง และเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เธอก็รีบดันอกเขาออกทันที แต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงเธอจะเหลือเพียงน้อยนิด แต่ก็พยายามอิดเอื้อนเบือนกายหนี ทำให้เขากระชับอ้อมแขน เลื่อนริมฝีปากมาจูบที่ใบหู และกระซิบเบาๆ

 “อริส คุณแม่กำลังมองเราอยู่ที่หน้าต่างห้องนั่งเล่นนะ แสดงให้สมบทบาทหน่อย กอดตอบผมสิ”

คำพูดของเขาทำให้เธอหยุดดิ้น จำต้องเลื่อนมือขึ้นมาแตะบ่าเขาไว้ ซบหน้าอยู่กับอกเขานิ่งๆ และกระซิบถาม

 “พอได้หรือยัง”

เขาคลายวงแขนออก เลื่อนมือมากุมมือเธอไว้ ถามด้วยเสียงปรกติ  “รู้สึกเป็นยังไงบ้างกับจูบของผม”

 “ทุเรศที่สุด คุณมันหื่นชัดๆ” เธอกระซิบลอดไรฟันอย่างแค้นเคือง

 “อะไรจ๊ะที่รัก เมื่อกี้นี้...ยังบอกว่าเหมือนเดินอยู่บนวิมานไงล่ะ นี่แหละอริส วิมานบนดินละ” เขาเอ่ยแล้วมองหน้าเธอยิ้มๆ อย่างรู้สึกขันท่าทางโกรธของเธอ

อริสราแค้นจนต้องหันหน้ามามองเขาด้วยตาเขียวปั้ดทันที  “จะขึ้นตึกกันได้หรือยัง ถ้าคุณยังอิดออดอยากจะแสดงบทโรมานซ์อีก ฉันจะวิ่งหนีขึ้นไปเดี๋ยวนี้ และฉันก็ไม่สนว่าคุณแม่ของคุณจะเห็นหรือเปล่า”

 “โอเคครับขึ้นก็ขึ้น คุณแม่ท่านก็ต้องรู้อยู่แล้วละน่ะ ว่าพอเราจูบกันแล้วเราก็จะต้องขึ้นตึกเข้าห้องนอนกัน เป็นเรื่องธรรมชาติ” เขายั่วเธออย่างนึกสนุก สายตาหวานเชื่อมมองเธอวิบวับ เย้าหยอก

อริสราหันหลังขวับทันที ทำท่าจะออกวิ่ง เขารีบคว้ากายเธอเข้ามากอดไว้แล้วกระซิบ

 “ใจเย็นๆ สิที่รัก วันนี้เราสองคนต้องได้เข้าห้องนอนด้วยกันแน่ ผู้หญิงน่ะ...เขาจะไม่เร่งผู้ชายให้ขึ้นเตียงไวๆ หรอกคุณ” เขากล่าวแล้วหัวเราะหึๆ ในลำคอ

อริสราโกรธจนน้ำตาคลอ ถามเขาด้วยเสียงที่สั่นเครือ  “ฉันถามจริงๆ คุณจ้างฉันมาทำงานให้คุณ หรือจ้างฉันมาเพื่อที่จะ ทำร้ายจิตใจฉันกันแน่”

เขารู้ตัวว่าเธอโกรธและเสียใจที่เขากล่าวคำพูดไม่สุภาพ  “อริส...ผมขอโทษ ผมเย้าคุณเล่นน่ะ ผมเสียใจที่ทำให้คุณโกรธนะ”

เธอไม่ตอบ แต่กลับนิ่งเงียบมองหน้าเขาด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเสียใจ ริมฝีปากของอริสราสั่นระริก และพยายามที่จะไม่ให้น้ำตารินร่วงลงมา เธอหันหลังผละจากเขา วิ่งเข้ามาในตัวตึก แล้ววิ่งขึ้นข้างบนไปในทันที เมื่อเข้าห้องนอนได้ น้ำตาก็ร่วงพรูลง พร้อมกับสะอื้นไห้ออกมา เธอวิ่งเข้าห้องน้ำ ยืนพิงประตูแล้วร่ำไห้ ความทุกข์ที่สุมแน่นอยู่ในอกมากมาย ความห่วงหาอาทรในอาการของมารดา ทั้งความน้อยใจในโชคชะตาแล่นเข้าถาโถมจิตใจ เสียงเขาเคาะประตูห้องน้ำเรียกเธอ

 “อริส...ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ อริสเปิดประตูสิ ผมเสียใจนะ”

เขาเพียรเคาะประตูเรียกเธอหลายครั้ง อริสราเริ่มตั้งสติ และนึกได้ว่าเธอกำลังทำงานให้เขาอยู่ เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธนายจ้าง เธอต้องทำงานให้เขาอย่างดีที่สุด เพื่อเงิน เพื่อแม่นะอริส เธอเฝ้าบอกตัวเอง เดินไปสำรวจหน้าตาที่กระจก ซับน้ำตาตนเอง และแตะแป้งลงบนแก้มกลบเกลื่อนรอยน้ำตา เสร็จแล้วจึงเปิดประตูห้องน้ำออกมา ก็เห็นเขายืนยิ้มแฉ่งอย่างประจบอยู่หน้าห้องน้ำ เธอรีบเอ่ยขึ้น

 “ฉันขอโทษค่ะ ฉันกำลังทำงานให้คุณ ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธคุณ ถึงคุณจะพูดว่าฉันให้เจ็บช้ำมากกว่านี้ ฉันก็ต้องทนได้ เพื่อเงินเพื่อค่าจ้างที่คุณให้”

 “ผมเย้าเล่นน่ะ ไม่ได้คิดว่าจะทำร้ายจิตใจคุณหรอก ผมขอโทษที่พูดจาหยาบคายไม่สุภาพกับคุณ ผมเสียใจนะอริส” เขากล่าวด้วยหน้าตาท่าทางรู้สึกผิดจริงๆ

เธอมองหน้าเขาตรงๆ ยิ้มให้เขาน้อยๆ  “ช่างมันเถอะค่ะ อริสลืมมันไปแล้วละ” เธอเดินไปที่เตียง ไม่กล่าวอะไรอีก หยิบหมอนหนุนและผ้าห่มมาที่โซฟา บอกเขาว่า  “อริสจะนอนแล้วค่ะ ง่วงแล้ว”

 “ทำไมจะต้องมานอนตรงนี้ด้วยล่ะอริส” เขาขมวดคิ้วและเดินตามมาถาม

 “ก็ที่นี่มีเตียงเดียวนี่คะ จะให้อริสนอนยังไงล่ะ”

 “ก็นอนด้วยกัน ผมรับรองด้วยเกียรติของลูกเสือเลยนะ ว่าผมจะไม่ทำอะไรล้ำเส้นโดยเด็ดขาด” เขาเอ่ยพลางยกมือขึ้นทำท่าปฏิญาณตน

เธอยิ้มขำๆ เมื่อเห็นท่าทางปฏิญาณตนของเขา  “ไม่ละค่ะ...ขออริสนอนตรงนี้เถอะนะคะ อริสไม่ชินที่จะต้องนอนกับใคร คงนอนไม่หลับน่ะค่ะ”

 “คุณกลัวผม ผมรู้นะอริส แต่คุณลองคิดดูสิ ถ้าผมคิดจะทำอะไรคุณ คุณก็นอนอยู่ตรงนี้ ผมจะทำอะไรไม่ได้หรือไง”

 “ไม่ค่ะ อริสจะนอนตรงนี้ ในสัญญาของเราไม่ได้บอกว่าจะต้องนอนร่วมเตียงเดียวกัน และตอนนี้เราอยู่กันตามลำพัง ไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นละครผัวเมียให้ใครดูไม่ใช่หรือคะ” เธอเสียงแข็งขึ้

 “งั้นคุณไปนอนที่เตียง ผมจะนอนตรงนี้เอง”

 “ทำไมล่ะคะ อริสเป็นลูกจ้างก็ต้องนอนโซฟา คุณเป็นเจ้านายก็ต้องนอนที่เตียง ก็ถูกแล้วนี่คะ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคะ อริสนอนโซฟาเสียชินแล้ว ตรงไหนก็หลับอยู่แล้วละ”

 “แต่ผมรู้สึกว่ามันยังไงพิกล จะให้ผมนอนที่นอนสบาย แล้วให้ผู้หญิงมานอนอยู่ตรงนี้น่ะนะ” เขาแย้ง

 “งั้นเราเป่ายิงฉุบกันไหมคะ ใครชนะก็นอนเตียง”

 “ฮื้อ ทำเป็นเด็กๆ ไปได้น่ะอริส” เขาเอ่ยพร้อมทั้งสั่นศีรษะ ยิ้มขันๆ กับความคิดของเธอ

 “งั้นในฐานะที่อริสเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ขอสั่งผู้บังคับบัญชาให้ไปนอนที่เตียงเดี๋ยวนี้ และห้ามมีข้อแม้เด็ดขาด” เธอกล่าวจบ รีบล้มตัวลงนอนและห่มผ้า แล้วรีบหลับตาทันที

เขาคลี่ยิ้มน้อยๆ ไม่พูดอะไรอีก เดินกลับไปล้มตัวนอนบนเตียง ปิดโคมไฟ แต่อริสรายังคงนอนลืมตาโพลงในความมืด เธอเผลอแตะริมฝีปากตนเอง นึกถึงรอยจูบของเขาซึ่งเป็นจูบครั้งแรกของเธอ

เขาแกล้งจูบเราหรือเปล่านะ บ้า...บ้าชะมัด ทำไม ทำไมต้องจูบด้วยล่ะ

หญิงสาวหลับตาลง ความรู้สึกบางอย่างผ่านเข้ามาในความรู้สึก กลิ่นกายเขายังหอมกรุ่นติดอยู่ที่จมูก ริมฝีปากเขาที่แนบลงมาบดเบียด ทำให้เธอยกหลังมือขึ้นมาเช็ดริมฝีปากไปมา นึกถึงสายตาในขณะที่เขาจูบ ช่างหวานพราวระยิบระยับจนตนเองสั่นไหวเหมือนจะเป็นลม อ้อมแขนที่แข็งแรงที่รัดรึงของเขาอบอุ่นอย่างประหลาด ‘ไม่นะอริส...อย่านะ...อย่านึกถึงจูบนั้นอีก เธอใช้นิ้วแตะที่ริมฝีปากตนเอง จนกระทั่งหลับไปในที่สุด

 อินทนนท์เองก็กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ เขานึกถึงตาสวยๆ เศร้าๆ ที่มองเขาอย่างตื่นตระหนกยามเขาก้มลงจูบเธอ อริสราดูเหมือนจะตกใจ แต่ก็เผยอริมฝีปากรับจูบเขา กลิ่นจากกายสาวหอมอ่อนๆ กายเธอสั่นระริก ฝ่ามือเย็นเฉียบจนเขารู้สึกได้ แก้มนิ่มเนียนนวลเมื่อเขาประคองแก้มไว้ ‘อริสรา...ผมเป็นจูบครั้งแรกของคุณใช่ไหม

 

เช้าวันรุ่งขึ้นอริสราตื่นตั้งแต่เช้ามืด ด้วยความรู้สึกเหมือนจะหลับไม่สนิทนัก อาจจะเป็นเพราะแปลกที่ หรือความรู้สึกต้องคอยระวังภัยอะไรสักอย่าง เธอเห็นเขายังหลับสนิทอยู่บนเตียง จึงจรดปลายเท้าเดินเบาๆ เข้าห้องน้ำ จัดการกับตนเองจนเรียบร้อยแล้วรีบลงมาข้างล่าง เธอเห็นสาวใช้และแม่นงค์อยู่ในห้องครัว เมื่อทุกคนเห็นเธอเดินเข้ามาก็ทำสีหน้าประหลาดใจ แม่นงค์ร้องทักทันที

 “คุณอริส...ตื่นมาทำไมแต่เช้าคะ หิวหรือคะ”

 “เปล่าค่ะ อริสจะมาช่วยทำครัวน่ะค่ะ เมื่อวานคุณท่านบอกว่าแม่ครัวลากลับบ้าน อริสก็จะมาเป็นแม่ครัวเองไงคะ อริสทำเป็นนะคะ รับรองอร่อย แต่ยังไม่เคยมีเชลล์มาชิมเท่านั้นค่ะ”

โถ...ไม่ต้องหรอกค่ะ แม่นงค์ทำได้ค่ะ” แม่นงค์หัวเราะขำท่าทางและคำพูดของเธอ

 “ไม่เป็นไรค่ะอริสอยากช่วย อริสเคยตื่นแต่เช้า แล้วก็คงนอนไม่หลับแล้วละค่ะ” เธอเอ่ยด้วยรอยยิ้มให้ทุกคนอย่างเต็มใจ หยิบผ้ากันเปื้อนมาสวม แล้วเอ่ยด้วยเสียงสดใส

 “อริสท่าทางเหมือนแม่ครัวไหมคะแม่นงค์ อริสน่ะแม่ครัวหัวป่าก์นะคะ รับรองเททิ้งชัวร์”

 เธอเอ่ยแล้วหัวเราะขันตนเอง แล้วลงมือช่วยแม่นงค์ทำอาหารและจัดของใส่บาตรให้คุณหญิง ฉวีมองเธออย่างทึ่งจัดกับท่าทางของแม่ครัวจำเป็น เมื่อเรียบร้อยแล้ว อริสราช่วยน้ำตาลยกของ ไปตั้งโต๊ะที่หน้าบ้าน

คุณหญิงลงมาใส่บาตร เมื่อมองสำรับอาหารที่ใส่บาตร ท่านขมวดคิ้วแล้วถามเด็กรับใช้  “วันนี้ใครจัดของใส่บาตรให้ฉัน”

 “เอ่อ...คุณอริสค่ะคุณท่าน เธออาสาน่ะค่ะ ถ้าไม่ดีเดี๋ยวน้ำตาลเอาไปให้ป้านงค์ทำให้ใหม่นะคะ พระยังไม่มาค่ะ” น้ำตาลเอ่ยเบาๆ ด้วยท่าทางกริ่งเกรง

 “ไม่ต้อง...ดีแล้ว ฉันนึกแล้วว่าไม่ใช่เราจัด เพราะดูเรียบร้อยเป็นระเบียบดี ไม่เกะกะรกเหมือนทุกวัน”

 

เมื่ออาหารเช้าตั้งเรียบร้อย คุณหญิงนั่งที่หัวโต๊ะ ถามหาลูกชายกับลูกสะใภ้ แม่นงค์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบเอ่ย

  “คุณนนท์ยังไม่ตื่นมั้งคะ ยังไม่เห็นลงมาค่ะ ส่วนคุณอริสลงไปในสวน เห็นบอกว่าชอบต้นไม้ดอกไม้ คงจะไปเดินชมสวนมั้งคะ”

คุณหญิงทำสีหน้าประหลาดใจน้อยๆ เอ่ยกับแม่นงค์  “เอ่อ...แม่นงค์ สองคนผัวเมียนี่เขาแปลกๆ นะ ไม่เห็นจี๋จ๋าเหมือนคนแต่งงานกันใหม่ๆ คราวแม่ฟรานนั่น ขนาดยังไม่ได้แต่งงานยังทำเหมือนกับว่าในโลกนี้มีกันอยู่สองคน แสดงออกอย่างบัดสีบัดเถลิง จนฉันอายแทน เจ้านนท์น่ะไม่เท่าไหร่ แต่แม่นั่นทำตัวน่าเกลียด นึกจะจูบจะหอมกันตรงไหนก็ทำอย่างกับหนังฝรั่ง ออดอ้อนออเซาะ วันๆ เอาแต่เคล้าเคลียกัน ไม่หยิบจับอะไรทั้งสิ้น”

 “ก็คุณฟรานแกเป็นลูกครึ่งแล้วก็อยู่แต่เมืองนอกนี่คะ เลยฝรั่งจ๋าไปหน่อย แต่คุณอริส...แกยังเด็กด้วยน่ะค่ะ ท่าทางแกยังใสๆ อยู่เลยนะคะ”

 “แม่นงค์..ตกลงหล่อนก็ยังเข้าข้างตานนท์อยู่ดี ตานนท์ทำอะไรก็เห็นดีเห็นงาม ให้ท้ายจนเสียคน แล้วหล่อนชอบแม่ฟรานงั้นเหรอ ฉันเห็นแม่นั่นเรียกหล่อน จิกหัวใช้หล่อนแบบไม่เห็นหัวหงอกหัวดำ”

 “เอ่อไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะคุณท่าน นงค์สงสารคุณนนท์น่ะค่ะ ตอนที่คุณท่านไล่เธอออกจากบ้านไปกับคุณฟรานน่ะค่ะ เธอหน้าเศร้าเสียจนนงค์สงสาร”

 “ก็หล่อนก็เป็นเสียอย่างนี้แหละ ใจอ่อนไม่เข้าเรื่อง หล่อนจะให้แม่ฟรานนั่นมานั่งบนหัวฉันหรือไง แค่นี้ก็ยังวางอำนาจบาตรใหญ่ในบ้านฉันทั้งที่ฉันนั่งหัวโด่อยู่ ถ้าแม่นั่นแต่งงานกับเจ้านนท์และเข้ามาอยู่ในบ้านฉันนี่ ก็คงจะกำเริบเสิบสานกว่านี้อีกไม่ใช่น้อยเลย นิสัยต่ำทรามมาก”

แม่นงค์นิ่งเงียบแล้วนึกถึงวันนั้น วันที่ฟรานซิสยืนอยู่ที่ประตูหน้าตึก ส่วนอินทนนท์กำลังเดินลงมาจากชั้นบน ฟรานซิสเรียกตนเองเสียงขุ่น

  นี่..รองเท้าฉันอยู่ไหน หน้าตึกก็ไม่มี ไปหามาให้ฉันสิ เร็วๆ หน่อยนะ ตนเองรีบงกๆ เงิ่นๆ เดินไปหยิบรองเท้าในตู้มาวางให้

อินทนนท์เดินเข้ามาถาม อะไรหรือจ๊ะที่รัก หน้าบึ้งแต่เช้าเชียว

 ก็ให้ยายนั่นหารองเท้าให้น่ะสิคะ ฟรานหาไม่เจอน่ะค่ะ ใครเอาไปเก็บที่ไหนก็ไม่รู้

อินทนนท์ทำท่าตกใจ รีบเอ่ย ทำไมฟรานถึงไม่เรียกเด็กๆ ไปใช้แม่นงค์ได้ยังไง ผมยังไม่เคยใช้แม่นงค์หยิบรองเท้าให้เลยนะฟราน

เอ้า..แล้วบ้านนี้มีขี้ข้าไว้ทำอะไรล่ะค่ะ หญิงสาวย้อนถามเสียงสะบัดห้วน

เธอจำได้ว่าคุณหญิงเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าโกรธจัด ตานนท์...แกบอกผู้หญิงของแกด้วย ว่าให้รู้จักกาลเทศะบ้าง แล้วแกก็ไปหาหนังสือสมบัติผู้ดีมาอ่านให้เขาฟังบ้างก็จะดีนะ ถ้าเขาอ่านหนังสือไทยไม่ออกน่ะ ท่านพูดด้วยสีหน้าเรียบเย็น สายตาเข้มกร้าวมองคุณฟรานตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วสะบัดหน้าเดินกลับเข้าไปเข้าข้างในทันที

 “อ้าว...แม่นงค์ ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นเชียว ตกลงหล่อนชอบแม่ฟรานใช่ไหม” คุณหญิงถามขึ้นอีก ทำให้คุณนงค์ถึงกับสะดุ้งน้อยๆ

 “เปล่าค่ะคุณท่าน นงค์ชอบใครก็ได้ที่คุณนนท์ชอบน่ะค่ะ เอ่อ นงค์ไม่อยากขัดใจ สงสารคุณนนท์น่ะค่ะ”

 “แล้วแม่คนนี้ล่ะเป็นไง”

 “คุณอริสเธอน่ารักมากค่ะ เธอร่าเริงช่างพูดเสียจนนงค์คิดว่าถ้ามีเธอมาอยู่ใกล้ๆ แบบนี้ทุกวัน คนแก่อย่างนงค์คงมีอายุยืนขึ้นอีกน่ะค่ะ เมื่อเช้าก็เข้ามาช่วยทำอะไรต่ออะไรในครัว ห้ามก็ไม่ฟัง และเธอก็อารมณ์ดี ยั่วเย้าให้อิชั้นหัวเราะได้แต่เช้าเลยนะคะ”

 “จ้ะ..ตกลงผู้หญิงทุกคนของตานนท์ดีหมดเลยสินะแม่นงค์ ฉันจะคอยดูเหมือนกันว่าแม่คนนี้จะดีไปสักกี่น้ำกัน พวกผักชีโรยหน้าน่ะ มันดูไม่ยากนักหรอก” คุณหญิงพูดขึ้นอย่างแดกดัน แต่สีหน้าไม่ขึ้งโกรธอะไร เมื่อตักข้าวต้มใส่ปาก ท่านถามอีกครั้ง

 “ใครปรุงข้าวต้มกุ้งนี่ล่ะ”

 “คุณอริสน่ะค่ะ นงค์บอกว่าจะปรุงเองก็ไม่เชื่อ แย่งทำน่ะค่ะ จืดหรือยังไงคะ เดี๋ยวนงค์เอาไปปรุงให้ใหม่ก็ได้ค่ะ”

 “ก็ดีแล้วนี่ ฉันเพียงแต่แปลกใจเท่านั้น เพราะเคยเห็นแม่เทียบชอบใช้ผักชีโรยหน้าข้าวต้มกุ้ง แต่วันนี้กลายเป็นใบขึ้นฉ่าย ความจริงมันต้องเป็นใบขึ้นฉ่ายอย่างนี้แหละ” ท่าทีและคำพูดของคุณหญิงทำให้แม่นงค์รู้สึกโล่งอกทันที

เสียงอินทนนท์ดังเข้ามาก่อนตัว “อะไรกันครับคุณแม่ เถียงกันเรื่องใบอะไรครับ”

เขาเลื่อนเก้าอี้นั่งลงข้างมารดา แล้วยิ้มประจบ 

 “เปล่า...ไม่ได้เถียงกันหรอก แต่แม่บอกว่าอริสน่ะ ใส่ใบขึ้นฉ่ายในข้าวต้มกุ้งน่ะถูกแล้ว เพราะแม่เทียบชอบใส่ผักชี มันไม่ถูกกันน่ะ” คุณหญิงเอ่ยอธิบายให้ลูกชายฟัง

 “อืม..แม่นงค์ครับ แล้วอริสล่ะครับไปไหน”

 “เห็นบอกว่า จะลงไปในสวนดูดอกไม้น่ะค่ะ”

 “อ๋อหรือครับ อริสเขาชอบต้นไม้ เขาจัดสวนเก่งด้วยนะครับ” เขากล่าวแล้วจิบกาแฟที่แม่นงค์รินให้

 “แกก็รู้เรื่องเมียแกด้วยเหรอ ฉันไม่เห็นแกสนใจแม่คนนี้สักเท่าไหร่เลย ไม่เหมือนแม่ฟรานที่แกแทบจะอุ้มลงมาจากข้างบน” คุณหญิงแดกดันแล้วค้อนลูกชายนิดๆ

 “ก็อริสไม่ชอบให้ผม อื่อ...ทำอะไรประเจิดประเจ้อกับเธอ อริสเขาขี้อายน่ะครับ”

 ก็คงดีกว่าแม่ฟรานของแกหน่อยสินะ ผู้หญิงถ้ายังรู้จักอายก็ยังพอไหว แล้วนี่ทำไมแกไม่ไปตามเมียมาทานเช้าล่ะ เขาไม่รู้หรือเปล่าว่าเราตั้งโต๊ะกี่โมง ไปตามมาสิ” คุณหญิงเอ่ยไล่ ทำให้ลูกชายถึงกับลอบอมยิ้ม

 


*คุณหญิงจะเชื่อละครของลูกชายหรือไม่ อินทนนท์และอิรสราใครจะหวั่นไหวในละครผัวเมียก่อนกันมาลุ้นกันค่ะ* 

@เป็นแฟนพันธ์แท้สำหรับหนังสือ2เล่ม

และ1เล่มจากคอมเม้นท์ 

จากการสุ่มจับนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #12 ขอให้สมปรารถนา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 กันยายน 2560 / 10:02
    รออ่านต่อนะคะ
    #12
    0
  2. #11 huanahua (@huana) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 17:21
    รอลุ้นค่าพี่
    #11
    0